คณะรัฐมนตรี

ครม. ไฟเขียวส่งผู้แทนชิงเก้าอี้ “ผอ. WHO”

วันนี้เรามีข่าวดีจากวงการสาธารณสุขไทย เมื่อครม. ไฟเขียวส่งผู้แทนชิงเก้าอี้ “ผอ. WHO” เพื่อยกระดับบทบาทของไทยในเวทีสุขภาพโลก นับเป็นก้าวสำคัญที่แสดงให้เห็นถึงศักยภาพของระบบสาธารณสุขไทยที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล

ครม. ไฟเขียวส่งผู้แทนชิงเก้าอี้ “ผอ. WHO”

จากข้อมูลล่าสุด วันที่ 28 เมษายน 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นางสาวพลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้เปิดเผยผลการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า ที่ประชุมมีมติเห็นชอบตามที่กระทรวงสาธารณสุขเสนอ ให้ประเทศไทยส่งผู้แทนเข้าสมัครตำแหน่งผู้อำนวยการใหญ่องค์การอนามัยโลก (Director-General of the World Health Organization: WHO) การตัดสินใจนี้ไม่ใช่เรื่องเล็กๆ เพราะหากสำเร็จ จะเป็นครั้งแรกที่ไทยก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งหัวใจขององค์กรสุขภาพโลก

ครม. ได้มอบหมายให้กระทรวงสาธารณสุขดำเนินการสรรหาผู้แทนที่มีคุณสมบัติโดดเด่น เช่น ความเชี่ยวชาญด้านนโยบายสาธารณสุข การจัดการโรคระบาด และประสบการณ์งานระหว่างประเทศ นอกจากนี้ ยังขอความร่วมมือจากกระทรวงการต่างประเทศและหน่วยงานเกี่ยวข้อง เพื่อสนับสนุนด้านการทูตและประชาสัมพันธ์ ทำให้โอกาสของผู้สมัครไทยสูงขึ้นอย่างมาก

เหตุผลที่ครม. ไฟเขียวส่งผู้แทนชิงเก้าอี้ “ผอ. WHO”

ประเทศไทยมีจุดแข็งในด้านสาธารณสุขที่โดดเด่น เช่น ระบบประกันสุขภาพถ้วนหน้า (Universal Health Coverage: UHC) ที่ครอบคลุมประชาชนเกือบ 100% การจัดการโควิด-19 ได้อย่างมีประสิทธิภาพ จนได้รับคำชื่นชมจาก WHO และความเชี่ยวชาญด้านวัคซีนและยา หากผู้แทนไทยได้ตำแหน่งนี้ จะช่วยผลักดันวาระสุขภาพของไทย เช่น การลดความเหลื่อมล้ำด้านสุขภาพ การเตรียมพร้อมโรคอุบัติใหม่ และการพัฒนาสุขภาพดิจิทัล

นอกจากนี้ ยังจะยกระดับอิทธิพลของไทยในภูมิภาคอาเซียน โดยดึงดูดงบประมาณและโครงการพัฒนาจาก WHO มาสู่ภูมิภาค ทำให้ระบบสาธารณสุขอาเซียนเข้มแข็งยั่งยืนมากขึ้น รองโฆษกฯ เน้นย้ำว่า “หากผู้แทนจากประเทศไทยได้ดำรงตำแหน่งนี้ จะสร้างภาพลักษณ์ที่ดี เพิ่มอิทธิพลของไทย และส่งผลดีต่อทุกคน”

บทบาทของ WHO และโอกาสสำหรับไทย

องค์การอนามัยโลก (WHO) เป็นหน่วยงานหลักภายใต้อาเซียนของสหประชาชาติ รับผิดชอบกำหนดนโยบายสุขภาพโลก จัดการวิกฤตโรคระบาด และสนับสนุนประเทศสมาชิก ปัจจุบัน ดร.เทดรอส อัดฮานอม เกเบรเยซุส ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการใหญ่สมัยที่สอง ซึ่งจะสิ้นสุดในปีหน้า การเลือกตั้งครั้งนี้จึงเป็นโอกาสทองสำหรับไทยที่เคยมีบทบาทสำคัญ เช่น เป็นเจ้าภาพประชุมสมัชชาสุขภาพโลก และพัฒนาแอปหมอพร้อมที่ประสบความสำเร็จระดับโลก

  • ยกระดับภาพลักษณ์สาธารณสุขไทยในเวทีโลก
  • ผลักดันงบประมาณและโครงการจาก WHO สู่ไทยและอาเซียน
  • เสริมสร้างความเข้มแข็งระบบสุขภาพภูมิภาค
  • เพิ่มโอกาสแลกเปลี่ยนความรู้และเทคโนโลยี
  • เตรียมพร้อมรับมือโรคระบาดอนาคต

การสรรหาผู้แทนไทยกำลังดำเนินการ โดยคาดว่าจะมีผู้สมัครชั้นนำจากหน่วยงานสาธารณสุขและนักวิชาการชั้นนำ เพื่อให้เหมาะสมที่สุดกับตำแหน่งนี้

ในมุมมองของผู้เขียน นี่คือก้าวย่างเชิงยุทธศาสตร์ที่ชาญฉลาดของรัฐบาลไทย แสดงให้เห็นถึงวิสัยทัศน์ในการนำพาประเทศสู่การเป็นผู้นำสุขภาพเอเชีย หากสำเร็จ จะไม่เพียงสร้างความภาคภูมิใจให้คนไทย แต่ยังเป็นประโยชน์ยั่งยืนต่อประชาชนทุกคน คุณคิดอย่างไรกับโอกาสนี้? แสดงความเห็นในคอมเมนต์และแชร์บทความเพื่อติดตามพัฒนาการต่อไป!

ที่มา – ครม. ไฟเขียวส่งผู้แทนชิงเก้าอี้ “ผอ. WHO” หวังชูบทบาทนำสาธารณสุขไทยในเวทีโลก

ครม. เคาะงบประมาณปี 2570 วงเงิน 3.788 ล้านล้านบาท เพิ่ม 0.2%

ครม. เคาะงบประมาณปี 2570 วงเงิน 3.788 ล้านล้านบาท เพิ่ม 0.2% เป็นข่าวใหญ่ที่หลายคนจับตามอง เพราะงบประมาณปีนี้เพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อย แต่เน้นการใช้เงินให้ตรงเป้าและตอบโจทย์ประชาชนจริงๆ วันนี้เรามาเจาะลึกกันว่ามีอะไรน่าสนใจบ้าง

ครม. เคาะงบประมาณปี 2570 วงเงิน 3.788 ล้านล้านบาท เพิ่ม 0.2%

เมื่อวันที่ 28 เมษายน 2569 นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้แถลงว่าคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบกรอบวงเงินงบประมาณรายจ่ายประจำปี พ.ศ. 2570 จำนวน 3,788,000 ล้านบาท ซึ่งเพิ่มขึ้นจากปีงบประมาณ 2569 ที่มีวงเงิน 3,780,600 ล้านบาท เพียง 7,400 ล้านบาท หรือร้อยละ 0.2 เท่านั้น การตัดสินใจนี้มาจากผลการหารือร่วมกันของ 4 หน่วยงานหลัก ได้แก่ สำนักงบประมาณ กระทรวงการคลัง สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) และธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เมื่อวันที่ 22 เมษายน 2569 และสอดคล้องกับแผนการคลังระยะปานกลาง ปี 2570–2573 ที่ครม.เคยเห็นชอบไปก่อนหน้า

แม้จะเพิ่มขึ้นน้อย แต่กรอบงบนี้ยังยึดหลักวินัยการเงินการคลังอย่างเข้มงวด เพื่อให้เศรษฐกิจไทยเดินหน้าอย่างยั่งยืน โดยมีประเด็นสำคัญดังนี้

รายละเอียดสำคัญของกรอบงบประมาณปี 2570

  • ประมาณการรายได้รัฐบาลสุทธิ: 3,000,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 79,400 ล้านบาท หรือร้อยละ 2.7 จากปีก่อนหน้า สะท้อนถึงการฟื้นตัวของรายได้ภาษีและเศรษฐกิจ
  • นโยบายงบประมาณแบบขาดดุล: กำหนดไว้ที่ 788,000 ล้านบาท ลดลงจากปี 2569 จำนวน 72,000 ล้านบาท หรือร้อยละ 8.4 ซึ่งเป็นสัญญาณดีว่าภาครัฐกำลังลดการขาดดุลเพื่อรักษาเสถียรภาพการคลัง

นายกรัฐมนตรีได้กำชับหน่วยงานทุกแห่งให้จัดทำงบประมาณอย่างมีประสิทธิภาพ โดยยึดหลัก “ตรงเป้า แม่นยำ และตอบโจทย์” เพื่อแก้ปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนโดยตรง เช่น การช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และการส่งเสริมการจ้างงาน

แนวทางการใช้เงินงบประมาณให้คุ้มค่าที่สุด

นอกจากนี้ ยังเน้นการใช้แนวคิดงบประมาณฐานศูนย์ (Zero-Based Budgeting) ที่ต้องพิสูจน์ความจำเป็นของทุกโครงการใหม่ เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด พร้อมทั้งพิจารณาแหล่งเงินนอกงบประมาณ เช่น เงินทุนจากเอกชนหรือกองทุนพิเศษ สำหรับโครงการลงทุนภาครัฐ ลดภาระงบแผ่นดินโดยรวม

การเพิ่มงบเพียง 0.2% ในปี 2570 แสดงให้เห็นว่ารัฐบาลกำลังปรับตัวเข้ากับสถานการณ์เศรษฐกิจโลกที่ผันผวน เช่น เงินเฟ้อ สงครามการค้า และการฟื้นตัวหลังโควิด-19 แต่สิ่งสำคัญคือการใช้เงินให้ตรงจุด เช่น เพิ่มงบด้านสาธารณสุข การศึกษา และโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล เพื่อกระตุ้นการเติบโต GDP ให้ถึงเป้า 3% ตามที่วางไว้

สำหรับประชาชนอย่างเราๆ งบประมาณปีนี้จะส่งผลกระทบอย่างไร? คาดว่าจะเห็นโครงการช่วยเหลือ SME ฟื้นฟูเศรษฐกิจฐานรากมากขึ้น รวมถึงการลงทุนรถไฟฟ้าและระบบน้ำประปาในพื้นที่ชนบท หากใช้เงินได้ตรงตามที่กำชับ ก็จะช่วยลดช่องว่างความเหลื่อมล้ำได้จริง

ในมุมมองของผู้เขียน การตัดสินใจ ครม. เคาะงบประมาณปี 2570 วงเงิน 3.788 ล้านล้านบาท เพิ่ม 0.2% เป็นก้าวสำคัญสู่การคลังที่ยั่งยืน แม้จะไม่หวือหวาแต่เน้นคุณภาพ หากหน่วยงานปฏิบัติได้ตามหลัก จะเป็นประโยชน์ต่อประชาชนอย่างยิ่ง ติดตามข่าวสารเศรษฐกิจเพิ่มเติมได้ที่บล็อกของเรา เพื่อไม่พลาดข้อมูลสำคัญ!

ที่มา – ครม. เคาะงบประมาณปี 2570 วงเงิน 3.788 ล้านล้านบาท เพิ่ม 0.2%

ครม. ทุ่ม 3 พันล้าน สร้างศูนย์รักษามะเร็ง ม.ขอนแก่น

วันนี้มีข่าวดีสำหรับพี่น้องภาคอีสานเลยนะครับ! ครม. ทุ่ม 3 พันล้าน สร้างศูนย์รักษามะเร็งที่ ม.ขอนแก่น ยกระดับการแพทย์ภาคอีสาน หลังจากที่คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบโครงการนี้เรียบร้อยแล้ว ทำให้การรักษามะเร็งในภูมิภาคนี้ก้าวหน้าขึ้นอีกขั้น ใครที่กำลังกังวลเรื่องสุขภาพ โดยเฉพาะโรคมะเร็ง คงโล่งใจไม่น้อย เพราะศูนย์นี้จะนำเทคโนโลยีสุดล้ำอย่างการรักษาด้วยอนุภาคโปรตอนมาใช้ ช่วยให้รักษาได้แม่นยำ ลดผลข้างเคียง และที่สำคัญ เข้าถึงง่ายใกล้บ้าน

ครม. ทุ่ม 3 พันล้าน สร้างศูนย์รักษามะเร็งที่ ม.ขอนแก่น ยกระดับการแพทย์ภาคอีสาน

วันที่ 28 เมษายน 2569 นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้แถลงข่าวหลังการประชุมครม. ว่า โครงการจัดตั้งศูนย์รักษาผู้ป่วยโรคมะเร็งด้วยอนุภาคโปรตอน (Proton Therapy Center) ที่โรงพยาบาลศรีนครินทร์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ได้รับไฟเขียวเต็มตัว ด้วยงบประมาณรวม 3,000 ล้านบาท แบ่งเป็นงบประมาณแผ่นดิน 1,820 ล้านบาท และเงินนอกงบ 1,180 ล้านบาท ระยะเวลาดำเนินการ 4 ปี ตั้งแต่ปีงบ 2570-2573 คาดเปิดบริการปี 2574

ทำไมโครงการนี้ถึงสำคัญนัก? เพราะภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีประชากรมากที่สุดในประเทศ และมีผู้ป่วยมะเร็งเยอะมาก ปกติแล้ว การรักษาด้วยรังสีแบบเดิมอาจทำให้อวัยวะปกติรอบๆ เสียหายได้ แต่เทคโนโลยีโปรตอนนี้ต่างออกไป มันสามารถยิงอนุภาคไปทำลายเซลล์มะเร็งตรงจุด ลดความเสี่ยงให้ผู้ป่วย โดยเฉพาะเด็กๆ หรือคนที่ก้อนมะเร็งอยู่ใกล้จุดสำคัญอย่างสมอง หัวใจ

รายละเอียดศูนย์รักษามะเร็งโปรตอนที่ ม.ขอนแก่น

ศูนย์จะตั้งอยู่ในศูนย์วิทยาศาสตร์สุขภาพ ม.ขอนแก่น พื้นที่ 4.9 ไร่ อาคาร 6 ชั้น พื้นที่ใช้สอยเกือบ 10,000 ตร.ม. อุปกรณ์ครบครัน เครื่องเร่งอนุภาคโปรตอน ระบบวางแผนรักษา และระบบข้อมูลมะเร็งวิทยาทันสมัย รองรับผู้ป่วยได้ปีละ 6,000 ราย ทั้งฉายรังสีและติดตามผล

  • ยกระดับการแพทย์: เป็นศูนย์กลางชั้นเลิศ ลดความเหลื่อมล้ำสุขภาพ
  • ฝึกอบรมบุคลากร: ผลิตแพทย์รังสีรักษาและฟิสิกส์การแพทย์เฉพาะทาง
  • วิจัยนวัตกรรม: พัฒนาการรักษามะเร็งระดับชาติ

นอกจากนี้ ยังช่วยลดภาระผู้ป่วยที่ต้องเดินทางไกลไปกรุงเทพฯ ลดค่าใช้จ่าย ลดเวลารอคอย เพิ่มคุณภาพชีวิต สอดคล้องนโยบายรัฐบาลเรื่องสาธารณสุขถ้วนหน้า

เทคโนโลยีโปรตอนรักษามะเร็งมีดีอะไรบ้าง?

เทคโนโลยีนี้ไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป Proton Therapy เป็นการใช้โปรตอนยิงเข้าไปในก้อนมะเร็ง แล้วปล่อยพลังงานทำลายเซลล์มะเร็งโดยไม่กระจายไปไกล ต่างจากรังสีเอ็กซ์ที่อาจทำร้ายเนื้อเยื่อปกติ เหมาะสำหรับมะเร็งสมอง เต้านม ต่อมลูกหมาก และเด็กๆ ที่กำลังโต

ในไทย เรามีศูนย์โปรตอนแห่งแรกที่ชลบุรี แต่การมีที่อีสานจะช่วยครอบคลุมประชากรได้ดีขึ้น คาดว่าปีละช่วยชีวิตผู้ป่วยนับพัน ลดอัตราการเสียชีวิตจากมะเร็งที่เป็นสาเหตุอันดับต้นๆ ของไทย

ส่วนตัวผมคิดว่า โครงการ ครม. ทุ่ม 3 พันล้าน สร้างศูนย์รักษามะเร็งที่ ม.ขอนแก่น ยกระดับการแพทย์ภาคอีสาน นี้คือก้าวใหญ่ที่แสดงให้เห็นว่ารัฐบาลใส่ใจสุขภาพประชาชนจริงจัง ไม่ปล่อยให้พี่น้องอีสานขาดโอกาส ถ้าคุณหรือคนใกล้ตัวป่วยมะเร็ง ลองติดตามข่าวนี้ไว้ เพราะอนาคตใกล้เข้ามาแล้ว

อยากให้ทุกคนตรวจสุขภาพสม่ำเสมอ ป้องกันดีกว่ารักษา และแชร์ข่าวดีนี้ให้เพื่อนๆ ภาคอีสานด้วยนะครับ เพื่อให้ทุกคนเข้าถึงการรักษาที่ดีที่สุด

ที่มา – ครม. ทุ่ม 3 พันล้าน สร้างศูนย์รักษามะเร็งที่ ม.ขอนแก่น ยกระดับการแพทย์ภาคอีสาน

นายกฯ ปธ.พิธีรับเครื่องราชอิสริยาภรณ์ 2568

เมื่อวันที่ 28 เมษายน 2568 ที่ตึกภักดีบดินทร์ ทำเนียบรัฐบาล เกิดเหตุการณ์สำคัญที่ทุกคนในแวดวงการเมืองให้ความสนใจ นั่นคือ นายกฯ ปธ.พิธีรับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ประจำปี 2568 โดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้เป็นประธานในพิธีนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ชั้นสายสะพายและชั้นต่ำกว่าสายสะพาย เนื่องในโอกาสพระราชพิธีเฉลิมพระชนมพรรษา 28 กรกฎาคม 2568

นายกฯ ปธ.พิธีรับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ประจำปี 2568

พิธีในวันนี้จัดขึ้นอย่างสมพระเกียรติ มีผู้เข้าร่วมกว่า 59 ราย ซึ่งรวมถึงคณะรัฐมนตรี หัวหน้าส่วนราชการระดับกระทรวงหรือเทียบเท่า ผู้บริหารระดับสูงกระทรวงมหาดไทย ผู้ว่าราชการจังหวัด ข้าราชการสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี และสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ทุกคนเข้ารับเครื่องราชอิสริยาภรณ์เบื้องหน้าพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รายชื่อผู้ได้รับประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว และหน่วยงานได้จัดพิธีตามระเบียบ

นายกฯ ปธ.พิธีรับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ประจำปี 2568

รายชื่อผู้รับเครื่องราชอิสริยาภรณ์ชั้นสูง

สำหรับชั้นสายสะพาย มีบุคคลสำคัญหลายท่าน เช่น นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคลัง ได้รับมหาปรมาภรณ์ช้างเผือก (ม.ป.ช.) นายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้รับประถมาภรณ์ช้างเผือก (ป.ช.) และนางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม ได้รับประถมาภรณ์มงกุฎไทย (ป.ม.)

ส่วนชั้นต่ำกว่าสายสะพาย เช่น นายอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ และนายวัชระพล ขาวขำ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้รับทวีติยาภรณ์ช้างเผือก (ท.ช.) นางสุขสมรวย วันทนียกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้รับทวีติยาภรณ์มงกุฎไทย (ท.ม.)

ภาพพิธี นายกฯ ปธ.พิธีรับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ประจำปี 2568

ข้าราชการพลเรือนสามัญระดับสูงที่ได้รับมหาปรมาภรณ์ช้างเผือก (ม.ป.ช.) มีหลายท่าน เช่น นางยุพา ทวีวัฒนะกิจบวร ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี นายฐนัตถ์ สุวรรณานนท์ ผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติ นายอนันต์ แก้วกำเนิด ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ และอื่นๆ อีกมากมาย เช่น นายชยันต์ เมืองสง เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ นางสุพร ตรีนรินทร์ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ

  • นางยุพา ทวีวัฒนะกิจบวร – ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี (ม.ป.ช.)
  • นายฐนัตถ์ สุวรรณานนท์ – ผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติ (ม.ป.ช.)
  • นายอนันต์ แก้วกำเนิด – ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ (ม.ป.ช.)
  • นางเอกสิริ ปิณฑะรุจิ – ปลัดกระทรวงการต่างประเทศ (ม.ป.ช.)
  • นางสาวนัทรียา ทวีวงศ์ – ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา (ม.ป.ช.)
ผู้รับเครื่องราชอิสริยาภรณ์ในพิธีที่นายกฯ เป็นประธาน

ความหมายและความสำคัญของเครื่องราชอิสริยาภรณ์

เครื่องราชอิสริยาภรณ์เป็นสัญลักษณ์แห่งเกียรติยศสูงสุดที่พระมหากษัตริย์พระราชทานแก่ผู้มีคุณงามความดีต่อแผ่นดิน ไม่ว่าจะเป็นการปฏิบัติหน้าที่เพื่อประชาชน การพัฒนาประเทศ หรือการเสียสละเพื่อชาติ การได้รับรางวัลนี้ไม่ใช่แค่เกียรติส่วนตัว แต่ยังเป็นแรงบันดาลใจให้ข้าราชการและผู้ปฏิบัติงานทุกระดับมุ่งมั่นมากขึ้น ในปี 2568 มีผู้ได้รับพระราชทานรวม 20,141 ราย ซึ่งสะท้อนพระราชปณิธานในการเชิดชูผู้ทำความดี

พิธีนี้ยังแสดงถึงความสามัคคีในรัฐบาลและหน่วยงานราชการ ที่ร่วมกันขับเคลื่อนประเทศไทยไปข้างหน้า ท่ามกลางความท้าทายต่างๆ เช่น เศรษฐกิจ การเมือง และภัยธรรมชาติ การมอบรางวัลนี้จึงเป็นเครื่องยืนยันว่าผลงานดีเด่นจะได้รับการตอบแทนอย่างคุ้มค่า

บรรยากาศพิธีรับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ 2568

ในมุมมองของผม การจัด นายกฯ ปธ.พิธีรับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ประจำปี 2568 เป็นโอกาสอันดีที่จะกระตุ้นให้ทุกคนในภาครัฐทำงานหนักขึ้น สร้างผลงานที่ยั่งยืนเพื่อประชาชน ลองคิดดูสิ ถ้าทุกคนได้รับแรงจูงใจแบบนี้ ประเทศไทยเราจะก้าวหน้าขนาดไหน! คุณคิดเห็นอย่างไร ลองแชร์ความคิดในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมติดตามข่าวสารการเมืองอัปเดตจากเรา

ที่มา – นายกฯ ปธ.พิธีรับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ประจำปี 2568 แก่ ครม. ผู้ว่าฯ ส่วนราชการ

“พิพัฒน์” จ่อชง ครม. เดินหน้าแลนด์บริดจ์ มิ.ย.นี้

ในวงการเศรษฐกิจและการคมนาคมของไทยกำลังมีข่าวร้อนที่ทุกคนจับตามอง นั่นคือ “พิพัฒน์” จ่อชง ครม. เดินหน้าแลนด์บริดจ์ มิ.ย.นี้ โดยนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ได้ออกมาให้ข้อมูลล่าสุดว่า โครงการยักษ์ใหญ่ที่มีมูลค่ากว่า 1 ล้านล้านบาทนี้ จะถูกนำเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีในเดือนมิถุนายนนี้ เพื่อสานต่อให้เกิดความเป็นจริง รัฐบาลยืนยันชัดเจนว่ารัฐไม่ต้องใช้งบประมาณลงทุนเอง แต่จะให้สิทธิสัมปทานที่ดินแก่เอกชนที่เข้ามาลงทุนเท่านั้น

“พิพัฒน์” จ่อชง ครม. เดินหน้าแลนด์บริดจ์ มิ.ย.นี้

โครงการแลนด์บริดจ์ หรือ Land Bridge ถือเป็นหนึ่งในโครงการโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญที่สุดของประเทศไทย โดยมีแนวคิดหลักในการสร้างท่าเรือน้ำลึกสองฝั่งทะเล คือฝั่งทะเลอันดามันทางภาคใต้ และฝั่งอ่าวไทยทางภาคตะวันออก เพื่อเชื่อมต่อด้วยระบบขนส่งทางบก รถไฟ และโลจิสติกส์ ทำให้สินค้าสามารถลัดผ่านประเทศไทย แทนที่จะต้องอ้อมช่องแคบมาลัคก้าหรือเสี่ยงปัญหาความขัดแย้งในช่องแคบฮอร์มุซที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต

นายพิพัฒน์ กล่าวถึงโอกาสจากวิกฤตการณ์ช่องแคบฮอร์มุซว่า นี่คือโอกาสทองของไทยในการก้าวขึ้นเป็นฮับการขนส่งระดับโลก นายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล ก็เห็นด้วยและสนับสนุนให้เดินหน้าต่อ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสถานการณ์ที่เรือสินค้าต้องถ่ายลำสินค้าอยู่แล้วกว่า 90% ของการขนส่งคอนเทนเนอร์ทั่วโลก

ยันรัฐไม่ได้ออกเงิน ให้แค่สัมปทานที่ดินลงทุน

หนึ่งในประเด็นที่หลายคนกังวลคือภาระงบประมาณของรัฐ แต่ “พิพัฒน์” จ่อชง ครม. เดินหน้าแลนด์บริดจ์ มิ.ย.นี้ โดยชี้แจงว่ารัฐไม่ต้องจ่ายเงินสักบาท เอกชนจะเป็นผู้ลงทุนทั้งหมด รัฐให้แค่สัมปทานที่ดินและสิทธิ์ในการดำเนินโครงการ สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) ได้สำรวจข้อมูลเสร็จเรียบร้อยแล้ว และนายพิพัฒน์จะลงพื้นที่ตรวจสอบด้วยตัวเองในเดือนพฤษภาคมนี้

สำหรับการประมูล จะเปิดกว้างทั้งนักลงทุนไทยและต่างชาติ โดยให้โอกาสเท่าเทียมกัน เริ่มลงทุนได้ในไตรมาส 3 ปีนี้ หลังจากได้มติครม. แล้ว

เคลียร์ประเด็นวิจารณ์เรื่องเวลาและสิ่งแวดล้อม

หลายคนตั้งคำถามว่า การขนถ่ายสินค้าที่แลนด์บริดจ์จะเสียเวลาใช่หรือไม่ นายพิพัฒน์ตอบโต้ว่า จากข้อมูลจริง การขนส่งคอนเทนเนอร์ส่วนใหญ่เป็นการถ่ายลำสินค้าอยู่แล้ว ไม่ใช่ขนตรงจากต้นทางถึงปลายทาง 100% หากถ่ายลำที่ไทย ก็ไม่ต่างจากถ่ายที่สิงคโปร์ แต่ไทยจะได้ประโยชน์เพิ่มจากการดึงดูดสินค้ามาใช้บริการมากขึ้น

ส่วนผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ (EHIA) ก็จำเป็นต้องทำอย่างแน่นอน นายพิพัฒน์ยอมรับว่ามีปัญหาจากการต่อต้านของชาวบ้านและ NGO แต่จะลงพื้นที่เจรจา ชี้แจงข้อมูลจริง โดยข้อมูลที่ต่อต้านอาจมาจากแหล่งที่ไม่น่าเชื่อถือ

  • ประโยชน์หลักของโครงการแลนด์บริดจ์:
  • ลดระยะทางและเวลาขนส่ง ลดต้นทุนโลจิสติกส์
  • สร้างรายได้จากการให้บริการท่าเรือและถ่ายลำสินค้า
  • พัฒนาเศรษฐกิจท้องถิ่น สร้างงานนับหมื่นตำแหน่ง
  • เสริมความมั่นคงด้านพลังงานและสินค้าส่งออก
  • ยกระดับไทยเป็นศูนย์กลางการค้าเอเชีย

นอกจากนี้ โครงการนี้ยังสอดคล้องกับนโยบาย BCG Economy (Bio-Circular-Green) โดยจะเน้นเทคโนโลยีสีเขียว ลดการปล่อยคาร์บอนในการขนส่ง

ในมุมมองของผู้เขียน โครงการแลนด์บริดจ์นี้คือก้าวกระโดดสู่อนาคต หากรัฐบาลจัดการเรื่องสิ่งแวดล้อมและการมีส่วนร่วมของประชาชนได้ดี จะช่วยให้ไทยแข่งขันกับสิงคโปร์และเวียดนามได้อย่างมีประสิทธิภาพ คุณคิดอย่างไรกับ “พิพัฒน์” จ่อชง ครม. เดินหน้าแลนด์บริดจ์ มิ.ย.นี้ ลองแสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมแชร์บทความนี้เพื่อติดตามข่าวอัปเดต!

ที่มา – “พิพัฒน์” จ่อชง ครม. เดินหน้าแลนด์บริดจ์ มิ.ย.นี้ ยันรัฐไม่ได้ออกเงิน ให้แค่สัมปทานที่ดินลงทุน

กมธ.กิจการ วุฒิสภา ถกงบประมาณปี 2570 จ่อตัดงบอาหาร

สวัสดีครับเพื่อนๆ ชาวข่าวการเมืองทุกท่าน วันนี้เรามีประเด็นร้อนจากวงในวุฒิสภาที่กำลังเป็นที่พูดถึงกันอย่างกว้างขวาง นั่นคือ กมธ.กิจการ วุฒิสภา ถกงบประมาณปี 2570 โดยมีมติจ่อตัดงบประมาณส่วนที่เกี่ยวกับการดูงานต่างประเทศและค่าอาหารเลี้ยงรับรองสมาชิกวุฒิสภา (สว.) แล้วนะครับ เรื่องนี้เกิดขึ้นท่ามกลางกระแสเรียกร้องให้ประหยัดงบแผ่นดินจากประชาชน ทำให้ สว. ต้องปรับตัว จ่ายค่าอาหารเองแทนการใช้งบรัฐ เริ่มตั้งแต่ 27 เมษายน 2569 เป็นต้นไป มาดูรายละเอียดกันเลยครับ

กมธ.กิจการ วุฒิสภา ถกงบประมาณปี 2570 ครั้งที่ 5/2569

เมื่อวันที่ 22 เมษายน 2569 นายมงคล สุระสัจจะ ประธานวุฒิสภา ได้เป็นประธานการประชุมคณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการวุฒิสภา หรือที่รู้จักกันในชื่อวิปวุฒิสภา ครั้งที่ 5/2569 ณ ที่ประชุมวุฒิสภา การประชุมครั้งนี้มีวาระสำคัญหลายประการ โดยเฉพาะการพิจารณาเรื่องงบประมาณประจำปี พ.ศ. 2570 ที่กำลังจะถูกนำเข้าสู่วาระวุฒิสภาในอนาคตอันใกล้ ผู้สื่อข่าวรายงานว่าการถกเถียงครั้งนี้ค่อนข้างเข้มข้น โดยเฉพาะประเด็นการปรับลดงบประมาณที่ไม่จำเป็น เพื่อตอบสนองกระแสสังคมที่ต่อต้านการใช้จ่ายฟุ่มเฟือย

วาระสำคัญในการประชุม กมธ.กิจการ วุฒิสภา ถกงบประมาณปี 2570

นอกจากเรื่องงบประมาณแล้ว ที่ประชุมยังมีวาระอื่นๆ ที่น่าสนใจ ดังนี้

  • รับทราบมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) ที่มอบหมายให้นายภราดร ปริศนานันทกุล ดำรงตำแหน่งกรรมาธิการวิปวุฒิสภาในฐานะผู้แทนครม. ซึ่งจะถูกบรรจุในวาระประชุมวุฒิสภาต่อไป
  • เตรียมตั้งคณะกรรมาธิการสามัญเพื่อตรวจสอบประวัติ ความประพฤติ และจริยธรรมของบุคคลที่ได้รับการเสนอชื่อเป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ 1 ราย
  • เตรียมการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 หลังจากสภาผู้แทนราษฎรรับหลักการแล้ว

วาระเหล่านี้แสดงให้เห็นถึงความพร้อมของวุฒิสภาในการตรวจสอบและพิจารณากฎหมายสำคัญๆ ที่จะส่งผลกระทบต่อการบริหารประเทศในปีหน้า

รายละเอียดการตัดงบดูงานต่างประเทศและค่าอาหาร

ไฮไลต์ของการประชุมคือการจัดทำคำของบประมาณปี 2570 โดยมีการตัดงบประมาณในส่วนค่าใช้จ่ายการเดินทางไปประชุมทวิภาคีและเยือนต่างประเทศของคณะกรรมาธิการต่างๆ รวมถึงค่าอาหารเลี้ยงรับรองสมาชิกวุฒิสภาในช่วงสมัยประชุม นี่ถือเป็นการตอบสนองต่อกระแสวิจารณ์จากประชาชนที่มองว่างบประมาณส่วนนี้ไม่สมเหตุสมผล โดยเฉพาะในยุคที่เศรษฐกิจยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ การตัดงบดังกล่าวจะช่วยประหยัดงบแผ่นดินได้จำนวนมาก และนำไปใช้ในโครงการที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชนมากกว่า

นอกจากนี้ ที่ประชุมยังทบทวนแนวทางการจัดอาหารกลางวันให้ สว. ในวันประชุม โดยมีมติให้สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา จัดหาร้านอาหารภายนอกมาเปิดบริการที่ห้องอาหาร สว. ชั้น 2 อาคารพระจันทร์ (ตึก สว.) ตั้งแต่วันจันทร์ที่ 27 เมษายน 2569 เป็นต้นไป สมาชิกวุฒิสภาจะต้องจ่ายค่าอาหารด้วยตนเอง แทนการเบิกจ่ายจากงบรัฐแบบเดิม วิธีนี้ไม่เพียงช่วยลดค่าใช้จ่าย แต่ยังเพิ่มความโปร่งใสและให้ สว. ได้เลือกเมนูอาหารตามความชอบอีกด้วย

ผลกระทบและมุมมองต่อการตัดงบนี้

การตัดงบประมาณดังกล่าวนับเป็นก้าวสำคัญของวุฒิสภาในการแสดงความรับผิดชอบต่อเงินภาษีอากรของประชาชน ในอดีตเคยมีเสียงวิจารณ์หนักเรื่องงบดูงานต่างประเทศที่ดูหรูหราเกินไป หรือค่าอาหารที่แพงหูฉี่ ตอนนี้ สว. ต้านกระแสไม่ไหวแล้วครับ ต้องปรับตัวเอง การเปลี่ยนแปลงนี้จะเป็นตัวอย่างที่ดีให้หน่วยงานอื่นๆ ตามรอย โดยเฉพาะในปีงบ 2570 ที่คาดว่าจะมีงบรวมมหาศาล การประหยัดทุกบาททุกสตางค์จึงสำคัญยิ่ง

อย่างไรก็ตาม บางคนกังวลว่าการตัดงบดูงานต่างประเทศอาจกระทบต่อการแลกเปลี่ยนความรู้ระหว่างประเทศ แต่เชื่อว่าสามารถหาทางเลือกอื่น เช่น ประชุมออนไลน์หรือเชิญผู้เชี่ยวชาญมาในประเทศได้ครับ

สุดท้ายแล้ว การเคลื่อนไหวของ กมธ.กิจการ วุฒิสภา ถกงบประมาณปี 2570 ครั้งนี้เป็นสัญญาณบวกที่แสดงถึงการปรับตัวของนักการเมืองไทย คุณคิดเห็นอย่างไรกับเรื่องนี้? เห็นด้วยกับการตัดงบหรือไม่ คอมเมนต์มาบอกกันหน่อยนะครับ หรือกดแชร์เพื่อให้เพื่อนๆ ได้อ่านข่าวดีๆ แบบนี้ ติดตามข่าวการเมืองอัปเดตทุกวันได้ที่นี่เลย!

ที่มา – กมธ.กิจการ วุฒิสภา ถกงบประมาณปี 2570 จ่อตัดงบฯ อาหาร-ดูงานต่างประเทศ

“จักรพล” หวัง ครม.ไฟเขียว พ.ร.บ.อากาศสะอาด แก้ PM2.5

“จักรพล” หวัง ครม.ไฟเขียว “พ.ร.บ.อากาศสะอาด” แก้ PM2.5 ดันส่ง “วุฒิสภา” เป็นข่าวดีสำหรับคนไทยที่กำลังเผชิญปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 โดยเฉพาะในภาคเหนืออย่างเชียงใหม่ ที่ทุกปีต้องเจอกับวิกฤตหมอกควันหนักหน่วง ปัญหานี้ไม่ใช่เรื่องเล็กๆ เพราะส่งผลกระทบต่อสุขภาพ สิ่งแวดล้อม และเศรษฐกิจ นายจักรพล ตั้งสุทธิธรรม อดีต ส.ส.เชียงใหม่ พรรคเพื่อไทย ได้ออกมาแสดงความหวังว่าคณะรัฐมนตรี (ครม.) จะอนุมัติร่างกฎหมายดังกล่าว เพื่อเดินหน้าส่งต่อไปยังวุฒิสภาให้เร็วที่สุด

“จักรพล” หวัง ครม.ไฟเขียว “พ.ร.บ.อากาศสะอาด” แก้ PM2.5 ดันส่ง “วุฒิสภา”

ในวันที่ 22 เมษายน 2569 ณ รัฐสภา นายจักรพล ในฐานะกรรมาธิการวิสามัญศึกษาปัญหาไฟป่าและ PM2.5 ได้กล่าวถึงการประชุมนัดแรกของคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ชุดนี้ โดยย้ำว่าจุดประสงค์หลักคือการแก้ไขปัญหาอากาศเสียอย่างจริงจัง ร่าง พ.ร.บ.บริหารจัดการเพื่ออากาศสะอาด ที่จัดทำเสร็จแล้วและค้างอยู่ในวุฒิสภา จะถูกเชื่อมโยงกับการพิจารณาของ กมธ. ซึ่งมีกรอบเวลา 3 เดือน สัปดาห์หน้าหาก ครม. ไฟเขียว ก็จะสามารถพิจารณาต่อได้ทันที โดยเฉพาะมาตรา 147 ที่กำหนดให้ ครม. ตอบกลับภายใน 60 วัน

หลังจากนายกรัฐมนตรีและนายสุชาติ ชมกลิ่น รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ลงพื้นที่เชียงใหม่ ก็เห็นตรงกันในการผลักดันกฎหมายนี้ หากไม่เดินหน้าต่อ จะต้องเริ่มใหม่หมด สูญเสียเวลาและยิ่งเป็นหายนะสำหรับภาคเหนือตอนบนที่ PM2.5 กระทบหนักทุกปี

เหตุใด “พ.ร.บ.อากาศสะอาด” จึงสำคัญต่อการแก้ PM2.5

PM2.5 คือฝุ่นละอองขนาดเล็กไม่เกิน 2.5 ไมครอน ที่ลอยค้างในอากาศ สามารถเข้าสู่ปอดและกระแสเลือดได้ง่าย สาเหตุหลักมาจากการเผาไหม้ในที่โล่ง เช่น ไฟป่า การเผาไร่หมุนวน และควันรถยนต์ ร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาด จะกำหนดมาตรการเข้มงวด ตั้งคณะกรรมการบริหารจัดการ ตั้งแต่ต้นทางจนปลายทาง รวมถึงกำหนดค่าปรับสำหรับผู้ฝ่าฝืน แต่ให้เวลาภาคเอกชนปรับตัว

  • กำหนดมาตรฐานคุณภาพอากาศทั่วประเทศ
  • ควบคุมการเผาไหม้และมลพิษจากอุตสาหกรรม
  • ติดตั้งระบบเฝ้าระวังและแจ้งเตือนล่วงหน้า
  • สนับสนุนเทคโนโลยีสะอาดและพลังงานทดแทน
  • บูรณาการหน่วยงานรัฐ เอกชน และชุมชน

นายจักรพล ยืนยันว่าร่างกฎหมายนี้ไม่ใช่ “เสือกระดาษ” แต่เป็นเครื่องมือจริงจังที่สมบูรณ์ที่สุด แม้จะมีเสียงคัดค้านจาก สว. บางส่วน หรือ กกร. แต่ได้คำนึงถึงข้อกังวลทั้งหมด เช่น ผลกระทบต่อการลงทุน โดยมีกฎหมายลูกรองรับ และ กมธ. จะคลายข้อกังวล 8 ประการของนายศุภชัย ใจสมุทร ส.ส.พรรคภูมิใจไทย เพื่อให้ทุกฝ่ายยอมรับ

ปัญหา PM2.5 ไม่ใช่แค่สุขภาพ แต่กระทบ GDP ประเทศปีละหลายหมื่นล้านบาท จากค่ารักษาพยาบาล การท่องเที่ยวตกต่ำ และผลผลิตทางการเกษตรลดลง ในปี 2568 เชียงใหม่เคยมีค่าฝุ่นเกินมาตรฐานนับเดือน ส่งผลให้โรงพยาบาลแน่น ผู้ป่วยทางเดินหายใจพุ่ง หาก พ.ร.บ.อากาศสะอาด ผ่าน จะช่วยทวงคืนอากาศบริสุทธิ์ให้ประชาชน โดยเฉพาะเด็กและผู้สูงอายุ

นอกจากนี้ กฎหมายยังสอดคล้องกับวิถีโลกร้อนที่เปลี่ยนแปลง ทำให้ไฟป่าและฝุ่นเพิ่มขึ้น การมีกรอบกฎหมายชัดเจนจะช่วยให้ไทยก้าวสู่เป้าหมาย Net Zero และ SDG ด้านสิ่งแวดล้อม

สุดท้ายแล้ว การแก้ PM2.5 ต้องอาศัยความร่วมมือทุกภาคส่วน หาก ครม. ไฟเขียวตามที่ “จักรพล” หวัง จะเป็นก้าวสำคัญสู่ประเทศไทยที่หายใจสะดวกขึ้น ชาวเน็ตและประชาชนภาคเหนือต่างเรียกร้องให้เร่งด่วน คุณคิดอย่างไร ลองแชร์ความเห็นในคอมเมนต์ และติดตามข่าวสารสิ่งแวดล้อมเพิ่มเติมเพื่อร่วมกันผลักดันอากาศสะอาด

ที่มา – “จักรพล” หวัง ครม.ไฟเขียว “พ.ร.บ.อากาศสะอาด” แก้ PM2.5 ดันส่ง “วุฒิสภา”

ครม. ไฟเขียวมาตรการสกัดทุจริตสินบนเจ้าหน้าที่รัฐ

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคน วันนี้เรามีข่าวสำคัญจากที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ที่เพิ่งไฟเขียวมาตรการสำคัญเพื่อสกัดกั้นปัญหาทุจริต โดยเฉพาะเรื่อง ครม. ไฟเขียวมาตรการสกัดทุจริตสินบนเจ้าหน้าที่รัฐ มอบหมายให้สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) เป็นหน่วยงานหลักในการขับเคลื่อน นี่ถือเป็นก้าวสำคัญในการสร้างความโปร่งใสให้กับระบบราชการไทยเลยนะครับ ปัญหาสินบนเจ้าหน้าที่รัฐเป็นปัญหาเรื้อรังมานาน ทำให้ประชาชนขาดความเชื่อมั่นและนักลงทุนต่างชาติลังเล ถ้าสำเร็จจะช่วยยกระดับภาพลักษณ์ประเทศได้มาก

ครม. ไฟเขียวมาตรการสกัดทุจริตสินบนเจ้าหน้าที่รัฐ มอบ ป.ป.ท. เป็นแม่งานหลักขับเคลื่อน

หลังจากที่ประชุมครม. เมื่อวันที่ 21 เมษายน 2569 น.ส.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกฯ ได้แถลงว่าครม.รับทราบมาตรการป้องกันการทุจริตกรณีรับสินบนที่ ป.ป.ช. เสนอมา 8 ประเด็นหลัก ซึ่งครอบคลุมทุกมิติในการแก้ปัญหานี้อย่างครบถ้วน ป.ป.ท. จะเป็นแม่งานใหญ่ ประสานงานกับหน่วยงานต่างๆ เช่น กระทรวงการคลัง กระทรวงดิจิทัลฯ สำนักงบประมาณ สตช. และภาคเอกชน โดยต้องสรุปผลภายใน 30 วันเพื่อเสนอครม.ชุดต่อไป

มาดูกันว่ามาตรการ 8 ประเด็นนี้มีอะไรบ้างครับ:

  • 1. เร่งดำเนินการตามยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ในการป้องกันและปราบปรามการทุจริต เพื่อให้ทุกหน่วยงานยึดแนวทางเดียวกัน
  • 2. ส่งเสริมหน่วยงานตรวจสอบและดำเนินคดี เช่น ป.ป.ช. ป.ป.ท. ให้มีเครื่องมือและบุคลากรเพียงพอ
  • 3. เปิดเผยข้อมูลภาครัฐและส่งเสริมประชาชนมีส่วนร่วม ใช้เทคโนโลยีให้ประชาชนรายงานทุจริตได้ง่าย
  • 4. กำหนดนโยบายเร่งรัดปฏิรูปกฎหมาย อัปเดตกฎหมายให้ทันสมัย ลดช่องโหว่
  • 5. ปรับปรุงกระบวนการทำงาน เพื่อลดความเสี่ยงรับ-ให้สินบน เช่น ระบบออนไลน์แทนการพบปะ
  • 6. พัฒนาระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ สำหรับการอนุมัติ อนุญาต ลดการใช้ดุลยพินิจ
  • 7. ส่งเสริมภาคเอกชนต่อต้านการให้สินบน เพราะบางครั้งเอกชนเป็นฝ่ายให้เพื่อผลประโยชน์
  • 8. รณรงค์สร้างค่านิยมความซื่อสัตย์ ปลูกฝังจิตสำนึกตั้งแต่เด็กถึงผู้ใหญ่

มาตรการเหล่านี้ไม่ใช่แค่คำพูด แต่เป็นแผนปฏิบัติจริงที่จะช่วยกำจัดรากเหง้าของปัญหาสินบนได้ ถ้าทุกฝ่ายร่วมมือกัน ปัญหาที่คาราคาซังมานานจะค่อยๆ ลดลง สร้างความเชื่อมั่นให้ทั้งในและต่างประเทศ

ครม. ไฟเขียวตั้งกองทุนสงเคราะห์-ฟื้นฟูผู้ประสบสาธารณภัย

นอกจากเรื่องปราบทุจริตแล้ว ครม.ยังเห็นชอบจัดตั้ง “กองทุนเพื่อการสงเคราะห์และฟื้นฟูผู้ประสบสาธารณภัย” โดยแก้ไข พ.ร.บ.ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย พ.ศ. 2550 เพื่อให้การช่วยเหลือรวดเร็วและต่อเนื่องมากขึ้น ปัจจุบันภัยพิบัติเกิดบ่อยและรุนแรง เช่น น้ำท่วม ไฟไหม้ ดินถล่ม รัฐใช้งบช่วยเหลือรวม 1.23 แสนล้านบาทตั้งแต่ปี 2546-2569 เฉลี่ยปีละ 5.3 พันล้าน แต่ปี 2569 สูงถึง 2.5 หมื่นล้าน เพราะงบกลางมีข้อจำกัด ทำให้เยียวยาช้า

ทำไมกองทุนนี้ถึงสำคัญ

กองทุนจะเป็นแหล่งเงินทุนเฉพาะกิจ มีความยืดหยุ่น ลดขั้นตอนเบิกจ่าย ทำให้ช่วยเหลือได้ทันท่วงที สอดคล้องนโยบายนายกฯ ที่ให้ความสำคัญกับประชาชนทุกครัวเรือน ไม่ว่าจะน้ำท่วมใหญ่ที่ภาคเหนือหรือภัยแล้งภาคอีสาน กองทุนนี้จะเป็นหลักประกันด้านการคลัง ช่วยฟื้นฟูชีวิตความเป็นอยู่ให้กลับสู่ปกติเร็วขึ้น

โดยรวมแล้ว ครม. ไฟเขียวมาตรการสกัดทุจริตสินบนเจ้าหน้าที่รัฐ และกองทุนภัยพิบัติ ถือเป็นมาตรการที่ตอบโจทย์ปัญหาเร่งด่วนของประเทศ ช่วยสร้างสังคมที่โปร่งใสและมั่นคง หากดำเนินการจริงจัง จะเห็นผลชัดเจนในไม่ช้า คุณคิดว่ามาตรการไหนจะได้ผลมากที่สุด? หรือมีข้อเสนอแนะอะไรเพิ่มเติมบ้าง ลองแชร์ความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่างนี้เลยครับ จะได้ช่วยกันผลักดันให้เกิดผลดีต่อประเทศชาติ!

ที่มา – ครม. ไฟเขียวมาตรการสกัดทุจริตสินบนเจ้าหน้าที่รัฐ มอบ ป.ป.ท. เป็นแม่งานหลักขับเคลื่อน

20 เม.ย. อนุทินยกทีมรมต.เชียงใหม่ แก้ไฟป่า PM2.5

ปัญหาไฟป่า หมอกควัน และฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 ในภาคเหนือ โดยเฉพาะจังหวัดเชียงใหม่ ยังคงรุนแรง ส่งผลกระทบต่อสุขภาพประชาชน การท่องเที่ยว และเศรษฐกิจท้องถิ่น รัฐบาลตระหนักถึงปัญหานี้อย่างยิ่ง โดยในวันที่ 20 เม.ย. “อนุทิน” เตรียมยกทีม รมต. ไปเชียงใหม่ ติดตามแก้ปัญหาไฟป่า-ฝุ่น PM 2.5 นายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล จะนำคณะรัฐมนตรีลงพื้นที่เพื่อติดตามสถานการณ์และยกระดับมาตรการแก้ไขอย่างเป็นรูปธรรม

20 เม.ย. “อนุทิน” เตรียมยกทีม รมต. ไปเชียงใหม่ ติดตามแก้ปัญหาไฟป่า-ฝุ่น PM 2.5

นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยเมื่อวันที่ 19 เมษายน 2569 ว่า หลังเสร็จสิ้นการเป็นประธานเปิดการประชุมสัมมนาการมอบนโยบายและแนวทางการจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย จะนำทีมรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องลงพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อขับเคลื่อนการแก้ปัญหาไฟป่า หมอกควัน และฝุ่น PM 2.5 ที่กระทบภาคเหนือตอนบน

ภารกิจครั้งนี้มุ่งเน้นการประชุมร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กองบัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ (บกปภ.ช.) เพื่อประเมินสถานการณ์ปัจจุบัน มอบนโยบายเชิงรุก และกำหนดมาตรการที่ครอบคลุมทุกมิติ ไม่ว่าจะเป็นสิ่งแวดล้อม สุขภาพ เกษตรกรรม และการท่องเที่ยว

คณะรัฐมนตรีที่ร่วมลงพื้นที่ 20 เม.ย. “อนุทิน” เตรียมยกทีม รมต. ไปเชียงใหม่

  • นายทรงศักดิ์ ทองศรี รองนายกรัฐมนตรี
  • นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์
  • พลโทอดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม
  • นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์
  • นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
  • นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
  • นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข
  • นายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย

คณะนี้ครอบคลุมทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องกับปัญหา ทำให้การแก้ไขมีประสิทธิภาพสูงสุด

มาตรการหลักที่คาดว่าจะยกระดับในการติดตามแก้ปัญหาไฟป่า-ฝุ่น PM 2.5

นอกจากการลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์และให้กำลังใจเจ้าหน้าที่แล้ว ยังมีมาตรการสำคัญที่นายกรัฐมนตรีจะสั่งการ ได้แก่

  • มาตรการเกษตรในพื้นที่สูง: ส่งเสริมการเกษตรที่ไม่ต้องเผาไหม้เพื่อลดแหล่งกำเนิดไฟป่า
  • การควบคุมนำเข้าสินค้าเกษตรจากเพื่อนบ้าน: ห้ามหรือลดการนำเข้าผลิตภัณฑ์ที่มาจากกระบวนการเผาไหม้
  • มาตรการด้านสุขภาพ: จัดสรรอุปกรณ์ป้องกัน เช่น หน้ากาก N95 และยาแก้แพ้ให้ประชาชน
  • การสนับสนุนควบคุมไฟป่า: เพิ่มกำลังพล เทคโนโลยีโดรน และงบประมาณสำหรับกลุ่มจังหวัดภาคเหนือ

โฆษกรัฐบาลย้ำว่านายกรัฐมนตรีห่วงใยสถานการณ์ฝุ่น PM 2.5 อย่างยิ่ง จึงรวบรวมทีมใหญ่เพื่อประเมินและยกระดับมาตรการให้ครอบคลุมภัยพิบัติทั้งระบบ

ปัญหาฝุ่น PM 2.5 ในภาคเหนือ: สาเหตุ ผลกระทบ และทางแก้

ฝุ่น PM 2.5 คืออนุภาคขนาดเล็กที่เข้าสู่ปอดและกระแสเลือดได้ง่าย สาเหตุหลักมาจากไฟป่า การเผาในที่โล่งทางการเกษตร และมลพิษข้ามพรมแดนจากประเทศเพื่อนบ้าน ในฤดูแล้งทุกปี จังหวัดเชียงใหม่มักมีค่าฝุ่นเกินมาตรฐาน ส่งผลให้ประชาชนมีอาการทางเดินหายใจ ผู้สูงอายุและเด็กเสี่ยงสูง นอกจากนี้ยังกระทบการท่องเที่ยวที่เป็นรายได้หลักของภาคเหนือ

ที่ผ่านมา รัฐบาลได้ร่วมมือกับทุกภาคส่วนทั้งในและต่างประเทศ แต่ปัญหายังไม่หมดสิ้น การลงพื้นที่ 20 เม.ย. “อนุทิน” เตรียมยกทีม รมต. ไปเชียงใหม่ ติดตามแก้ปัญหาไฟป่า-ฝุ่น PM 2.5 จึงเป็นก้าวสำคัญในการแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน

การลงพื้นที่ครั้งนี้แสดงให้เห็นความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการแก้ปัญหาไฟป่าและ PM 2.5 อย่างจริงจัง หากมาตรการใหม่ๆ ได้รับการขับเคลื่อนเต็มที่ คาดว่าจะลดผลกระทบได้มากในฤดูแล้งปีนี้และปีต่อๆ ไป หากคุณอยู่ในพื้นที่เสี่ยง แนะนำให้สวมหน้ากากอนามัย ติดตามแอปพลิเคชันตรวจวัดอากาศ และหลีกเลี่ยงกิจกรรมกลางแจ้ง สนับสนุนรัฐบาลโดยแบ่งปันข้อมูลนี้เพื่อสร้างความตระหนักร่วมกัน

ที่มา – 20 เม.ย. “อนุทิน” เตรียมยกทีม รมต. ไปเชียงใหม่ ติดตามแก้ปัญหาไฟป่า-ฝุ่น PM 2.5

Scroll to top