คณะรัฐมนตรี

“วิสุทธิ์” จี้ นายกฯ ออกมาตรการแก้ปากท้อง เร่งคนละครึ่งพลัส

วันนี้เรามาพูดถึงประเด็นร้อนทางการเมืองที่กำลังเป็นที่สนใจของประชาชนทั่วประเทศ นั่นคือ “วิสุทธิ์” จี้ นายกฯ ออกมาตรการแก้ปากท้อง เร่งคนละครึ่งพลัส ซึ่งเป็นเสียงสะท้อนจาก ส.ส.เพื่อไทย ที่ห่วงใยประชาชนในช่วงวิกฤติเศรษฐกิจ นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ได้ออกมาเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล เร่งมือแก้ปัญหาปากท้องให้ประชาชนทันที โดยเฉพาะโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจอย่าง “คนละครึ่งพลัส” ที่จะช่วยเพิ่มกำลังซื้อให้คนไทย

“วิสุทธิ์” จี้ นายกฯ ออกมาตรการแก้ปากท้อง เร่งคนละครึ่งพลัส

หลังจากลงพื้นที่ช่วงเทศกาลสงกรานต์ 2569 นายวิสุทธิ์เล่าว่า สังเกตเห็นเศรษฐกิจซบเซาชัดเจน ถนนโล่งเหยียด ไม่คึกคักเหมือนทุกปี ประชาชนเก็บตัวเพราะรายได้ไม่พอรายจ่าย สาเหตุหลักมาจากสงครามตะวันออกกลางที่ทำให้ราคาน้ำมันพุ่ง สินค้าจำเป็นแพงขึ้น บริษัทรับเหมาไม่กล้ารับงาน พนักงานตกงานระนาว สถานการณ์แบบนี้ทำให้ทุกคนลำบากสุดๆ

เพื่อนๆ เกษตรกรที่นายวิสุทธิ์พบปะต่างบ่นอุบ ปุ๋ยแพง พืชผลราคาตก นมวัวขายไม่ออก ถ้าปล่อยไว้นานๆ อาจเกิดการประท้วงอีกครั้ง ส.ส.คนนี้จึงย้ำว่ารัฐบาลต้องฟังเสียงประชาชนผ่าน ส.ส. ในสภา แล้วรีบออกมาตรการด่วน เช่น เร่งทำ คนละครึ่งพลัส ที่รัฐช่วยจ่ายครึ่งหนึ่งเพื่อกระตุ้นการบริโภค แม้ต้องกู้เงินมาก็ควรทำเพราะช่วยเศรษฐกิจฐานรากได้จริง

ปัญหาเศรษฐกิจที่ ส.ส.วิสุทธิ์สะท้อน

  • ถนนโล่งช่วงสงกรานต์ ไม่คึกคักเพราะประชาชนประหยัด
  • ราคาน้ำมันแพงจากสงคราม สินค้าอุปโภคบริโภคสูง
  • เกษตรกรลำบาก: ปุ๋ยแพง ผลผลิตราคาต่ำ นมวัวขายไม่ได้
  • บริษัทก่อสร้างหยุดงาน พนักงานตกงานเพิ่ม

นอกจากนี้ นายวิสุทธิ์ยังให้กำลังใจนายกฯ และคณะรัฐมนตรีทุกคนให้ทุ่มเททั้งกายใจ ทำงานแบบ “ใจซื่อมือสะอาด” ถ้าทำได้แบบนี้ ประเทศชาติจะรอดพ้นวิกฤติแน่นอน แต่ถ้าใจไม่ซื่อ โครงการที่ออกมาก็อาจไม่เกิดประโยชน์จริง กลายเป็นช่องโหว่ให้บางคนหาผลประโยชน์แทน

ทำไมต้องเร่งคนละครึ่งพลัสตอนนี้

โครงการคนละครึ่งพลัส เป็นกลไกสำคัญที่เคยช่วยเศรษฐกิจไทยในอดีต โดยรัฐสมทบเงินให้ประชาชนเมื่อซื้อของจากร้านค้าไทยๆ ลดภาระค่าครองชีพ กระตุ้นการหมุนเงินในระบบ ส.ส.วิสุทธิ์มองว่าตอนนี้สถานการณ์คล้ายโควิดรอบใหม่ ต้องใช้มาตรการแบบนี้ด่วน หากชะลออีก ประชาชนอาจอดตายก่อน

เศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญความท้าทายจากปัจจัยภายนอกอย่างสงครามและเงินเฟ้อ แต่รัฐบาลมีเครื่องมือในมือ หากนำมาใช้ถูกจุด จะช่วยให้ GDP โตได้ ลดหนี้ครัวเรือนที่พุ่งสูง เกษตรกรจะมีรายได้เพิ่ม ผู้ประกอบการรายย่อยจะคืนชีพ สุดท้ายประชาชนทุกคนจะยิ้มได้อีกครั้ง

ในมุมมองของผม การที่ ส.ส.ฝ่ายค้านอย่างวิสุทธิ์ ออกมาเสนอแบบนี้ แสดงให้เห็นว่าการเมืองไทยยังมีหวัง ถ้ารัฐบาลรับฟังและลงมือทำจริง ไม่ใช่แค่พูด รัฐบาลควรประกาศโครงการคนละครึ่งพลัสภายในสัปดาห์หน้าเลยดีกว่า เพื่อให้ประชาชนมีกำลังใจสู้ต่อ

คุณคิดอย่างไรกับข้อเสนอนี้? คิดว่ารัฐบาลจะเร่งทำไหม? ลองมาแชร์ความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ ได้อ่าน เพื่อช่วยกันกดดันให้เกิดมาตรการดีๆ เร็วๆ นะครับ!

ที่มา – “วิสุทธิ์” จี้ นายกฯ ออกมาตรการแก้ปากท้อง เร่ง “คนละครึ่งพลัส” ให้กำลังใจ ครม.

“อนุทิน” เล่นน้ำหาดบางเบิด ทิ้งสคริปต์พูดจากหัวใจ

สวัสดีเพื่อนๆ ทุกคนนะครับ วันนี้ผมมีเรื่องราวสุดสนุกและอบอุ่นใจมาฝากกัน จากเหตุการณ์ที่กำลังเป็นไวรัลสุดๆ ในโซเชียล นั่นคือ “อนุทิน” เล่นน้ำหาดบางเบิด ทิ้งสคริปต์พูดจากหัวใจ ชาวบ้านตะโกน “รวยไม่ไหวแล้วโว๊ย” เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 17 เมษายน 2567 ที่ชายหาดบางเบิด จังหวัดชุมพร งานนี้เรียกได้ว่าคึกคักมาก นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย บุกมาสาดน้ำเล่นวันไหลกับพี่น้องประชาชนแบบไม่ถือตัวเลยครับ

“อนุทิน” เล่นน้ำหาดบางเบิด ทิ้งสคริปต์พูดจากหัวใจ

บรรยากาศวันนั้นสุดยอดมากเลยเพื่อนๆ นายกฯ สวมเสื้อลายดอกสีสันสดใส โบกมือทักทายทุกคนริมทะเล ท่ามกลางเสียงเชียร์และน้ำฉ่ำๆ จากชาวบ้านที่มาร่วมงานวันไหลบางเบิด พวกเขาตะโกนลั่น “รวยไม่ไหวแล้วโว๊ย” ฟังแล้วขำกลิ้งเลยนะ คำนี้เหมือนเป็นการล้อเล่นแบบเป็นกันเอง แสดงถึงความสนิทสนมและความคาดหวังจากนโยบายรัฐบาลที่ทำให้คนในพื้นที่รู้สึกมั่งคั่งขึ้นจริงๆ นายกฯ ยังประกาศทิ้งสคริปต์ที่เตรียมมา พูดตรงจากใจเลยว่า ตั้งใจพาคณะรัฐมนตรีเกือบครึ่งคณะมาหาพี่น้องชุมพรและประจวบฯ หลังจากแก้ปัญหาที่นราธิวาส ส.ส.ท้องถิ่นกับนายก อบจ. ชวนให้แวะมาเพราะชาวชุมพรเลือก ส.ส.พรรคภูมิใจไทยถึง 3 คน

ที่เจ๋งคือ นายกฯ บอกว่าตื่นตาตื่นใจกับหาดบางเบิดมาก ถ้ารู้ว่าติดทะเลขนาดนี้ คงใส่กางเกงขาสั้นมาแล้ว 555 ช่วงแนะนำคณะ รมต. และ ส.ส. ยังติดตลก “ขอโทษด้วยนะที่จำชื่อจริง ส.ส. ยังไม่หมด เพราะไม่เคยได้ ส.ส. เยอะขนาดนี้มาก่อน” เรียกเสียงฮาไปทั้งหาด บรรยากาศร้อนแต่ใจอบอุ่นสุดๆ

เสน่ห์หาดบางเบิดและวันไหลชุมพรที่ไม่ควรพลาด

“อนุทิน” เล่นน้ำหาดบางเบิด ในครั้งนี้ไม่ใช่แค่เล่นสนุก แต่ยังเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยวชุมพรให้ดังยิ่งขึ้น หาดบางเบิดเป็นหาดทรายสวยน้ำใส มีเสน่ห์แบบธรรมชาติแท้ๆ เหมาะสำหรับเทศกาลสงกรานต์สาดน้ำแบบวันไหล งานนี้มีกิจกรรมเพียบ ทั้งสาดน้ำ ดนตรีสด กินอาหารทะเลสดๆ ใครไปรับรองติดใจ

  • นายกฯ ลงสาดน้ำกับประชาชนหน้าเวทีแบบคึกคัก ไม่ถือตัวเลย
  • นักท่องเที่ยวขอถ่ายรูปเซลฟี่เพียบ สร้างโมเมนต์น่าประทับใจ
  • พูดจากใจขอบคุณชาวชุมพรที่ให้การสนับสนุน สัญญาจะพัฒนาท่องเที่ยวต่อ
  • หาดบางเบิดงดงาม สะท้อนความเป็นชุมพรได้ดีเยี่ยม
  • พาครม.มาร่วมสนุก แสดงความใกล้ชิดกับประชาชน

หลังพิธีเปิด นายกฯ และคณะยังลงไปเล่นน้ำต่อ ก่อนกลับ กทม. ทิ้งความทรงจำดีๆ ไว้ ผมว่าการกระทำแบบนี้ทำให้เห็นว่ารัฐบาลใกล้ชิดประชาชนจริงๆ ไม่ใช่แค่นั่งเก้าอี้ในทำเนียบ

ทำไม “อนุทิน” เล่นน้ำหาดบางเบิด ถึงกลายเป็นข่าวฮิต

เหตุการณ์นี้ไวรัลเพราะความเป็นกันเองของนายกฯ ที่ทิ้งสคริปต์พูดจากใจ บวกกับคำตะโกนชาวบ้านที่ฮามาก แถมยังเชื่อมโยงกับการท่องเที่ยวชุมพรที่กำลังมาแรง หาดบางเบิดเป็นจุดเด่น ทรายขาว น้ำทะเลใส มีกิจกรรมวันไหลประจำปีดึงดูดนักท่องเที่ยวทั่วประเทศ ถ้าเพื่อนๆ มีแผนเที่ยวสงกรานต์ปีหน้า อย่าลืมแวะชุมพรนะครับ รัฐบาลยังมั่นสัญญาพัฒนาให้ดีขึ้นเรื่อยๆ

พูดถึงชุมพรแล้ว ยังมีที่เที่ยวอื่นๆ อย่างอุทยานแห่งชาติทางทะเล น้ำตกเขาหลด หรือกินกุ้งก้ามกรามเจ้าดัง รับรองฟิน การที่นายกฯ มาส่งเสริมแบบนี้ ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่นได้เยอะเลย

สุดท้ายนี้ ผมคิดว่าเหตุการณ์ “อนุทิน” เล่นน้ำหาดบางเบิด ทิ้งสคริปต์พูดจากหัวใจ แสดงให้เห็นภาพลักษณ์ผู้นำที่เข้าถึงประชาชนได้ดีมาก สร้างความไว้วางใจและรอยยิ้มให้ทุกคน ถ้าคุณได้ดูคลิปแล้วรู้สึกยังไง ลองคอมเมนต์บอกกันด้านล่างเลยนะครับ หรือแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ รับรู้บรรยากาศสนุกๆ นี้ และอย่าลืมติดตามข่าวท่องเที่ยวการเมืองอัปเดตจากเราเพื่อไม่พลาดเรื่องเด่นๆ!

ที่มา – “อนุทิน” เล่นน้ำหาดบางเบิด ทิ้งสคริปต์พูดจากหัวใจ ชาวบ้านตะโกน “รวยไม่ไหวแล้วโว๊ย”

“เพื่อไทย” จัดทัพ ข้าราชการการเมือง ชง “ศึกษิษฏ์” นั่งรองเลขาฯ

สวัสดีครับเพื่อนๆ ชาวข่าวการเมืองทุกท่าน! วันนี้เรามีข่าวร้อนๆ มาอัปเดตกันแบบเป็นกันเองเลยนะครับ เรื่องของ “เพื่อไทย” จัดทัพ ข้าราชการการเมือง ชง “ศึกษิษฏ์” นั่งรองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี นี่แหละครับ ที่กำลังเป็นกระแสในวงการเมืองไทยตอนนี้ พรรคเพื่อไทยเคลื่อนไหวรวดเร็วมาก หลังจากได้รัฐมนตรีไปหลายกระทรวง ก็รีบจัดทีมข้าราชการการเมืองมาช่วยงานแบบครบเครื่อง คาดว่ารายชื่อจะเข้าครม.หลังหยุดสงกรานต์เลยทีเดียว

“เพื่อไทย” จัดทัพ ข้าราชการการเมือง ชง “ศึกษิษฏ์” นั่งรองเลขาฯ

จากข้อมูลล่าสุดวันที่ 12 เมษายน 2567 พรรคเพื่อไทยประกาศว่าจัดการพิจารณาข้าราชการการเมืองเสร็จเรียบร้อยแล้ว แต่ละคนกำลังกรอกประวัติเพื่อตรวจสอบคุณสมบัติ เหมือนกับรัฐมนตรีเลยครับ รายชื่อนี้จะถูกเสนอเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในสัปดาห์หลังเทศกาลสงกรานต์ หรือช้าสุดสัปดาห์ถัดไป

ไฮไลต์สำคัญคือ นายศึกษิษฏ์ ศรีจอมขวัญ โฆษกพรรคเพื่อไทย จะได้นั่งตำแหน่ง รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง ช่วยงานนายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกฯ และ รมว.อว. ถือเป็นการเลื่อนขั้นโฆษกพรรคมาช่วยงานใหญ่เลยนะครับ แสดงถึงความไว้วางใจสูงมาก

รายชื่อข้าราชการการเมืองช่วยงานกระทรวงต่างๆ

นอกจากนี้ ยังมีชื่อเด่นๆ อีกเพียบที่กระจายไปช่วยรัฐมนตรีเพื่อไทยในหลายกระทรวง มาดูรายละเอียดกันแบบชัดๆ เลยครับ

  • กระทรวงอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.):
    • น.ส.ธีรรัตน์ สำเร็จวาณิยช์ อดีต รมช.มหาดไทย เป็นกรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำรองนายกฯ
    • นายฉัตริน จันทร์หอม อดีตรองเลขาฯ เป็นเลขานุการ รมว.อว.
    • นายดนุพร ปุณณกันต์ เป็นกรรมการผู้ช่วย รมว.อว.
    • ทพ.ญ.ศรีญาดา ปาลิมาพันธ์ เป็นที่ปรึกษา รมว.อว.
  • กระทรวงเกษตรและสหกรณ์:
    • นายสรวุฒิ เนื่องจำนงค์ หรือ “ต้น สรวุฒิ” เป็นเลขานุการ รมว.เกษตร
    • นายทรงศักดิ์ ส่งเสริมอุดมชัย อดีตผู้สมัคร ส.ส.นครสวรรค์ เป็นที่ปรึกษา รมว.เกษตร
    • นายณณัฏฐ์ หงษ์ชูเวช เป็นผู้ช่วยเลขานุการ รมช.เกษตร ช่วยนายวัชระพล ขาวขำ
    • นายธีระชัย แสนแก้ว ที่ปรึกษา รมช.เกษตร
    • นายจเด็ศ จันทรา อดีตผู้สมัคร ส.ส.พิษณุโลก เป็นผู้ช่วยเลขานุการ รมว.เกษตร ช่วยน.ส.ปิยะรัฐชย์ ติยะไพรัช
  • กระทรวงศึกษาธิการ:
    • นายวัลลภ รุจิรากร เป็นเลขานุการ รมว.ศึกษาธิการ
    • น.ส.ลิณธิภรณ์ วริณวัชรโรจน์ อดีต รมช.ศึกษาธิการ เป็นกรรมการผู้ช่วย รมว.ศึกษาธิการ
    • นายภาควัต ศรีสุรพล อดีต ส.ส.ขอนแก่น เป็นผู้ช่วยเลขานุการ รมว.ศึกษาธิการ ช่วยนายอัครนันท์ กัณณ์กินันท์
  • กระทรวงแรงงาน:
    • นายสุรชาติ เทียนทอง เป็นเลขานุการ รมว.แรงงาน
  • กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.):
    • นายอภิชา เลิศพชรกมล เป็นเลขานุการ รมว.พม.
    • นายชนินทร์ รุ่งธนเกียรติ เป็นที่ปรึกษา รมว.พม.
    • น.ส.ชนก จันทาทอง เป็นกรรมการผู้ช่วย รมว.พม.

เห็นไหมครับ การจัดทัพครั้งนี้ของเพื่อไทยครอบคลุมหลายกระทรวงสำคัญ ทั้งการศึกษา เกษตร แรงงาน พม. และอว. แสดงให้เห็นถึงกลยุทธ์ที่ชัดเจนในการเสริมทีมงานให้แข็งแกร่ง ช่วยให้รัฐมนตรีสามารถขับเคลื่อนนโยบายได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะในช่วงที่รัฐบาลใหม่กำลังเริ่มงาน

ในมุมมองของผม การเลือกคนอย่าง “ศึกษิษฏ์” ที่มีประสบการณ์โฆษกพรรค มาช่วยงานรองนายกฯ น่าจะช่วยในเรื่องการสื่อสารและประสานงานได้ดีมาก เพราะการเมืองสมัยนี้ต้องสื่อสารให้ประชาชนเข้าใจนโยบายชัดๆ ครับ

เพื่อนๆ คิดยังไงกับการจัดทัพข้าราชการการเมืองของเพื่อไทยครั้งนี้? มันจะช่วยให้รัฐบาลทำงานได้ดีขึ้นไหม? มาคอมเมนต์แลกเปลี่ยนความเห็นกันด้านล่างเลยนะครับ และอย่าลืมกดติดตามบล็อกเพื่ออัปเดตข่าวการเมืองล่าสุด!

ที่มา – “เพื่อไทย” จัดทัพ ข้าราชการการเมือง ชง “ศึกษิษฏ์” นั่งรองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี

ครม. เปิดแผนงบประมาณปี 2570 ตั้งแต่มอบนโยบายจนมีผลบังคับใช้

สวัสดีครับทุกท่านที่สนใจเรื่องเศรษฐกิจและการเมืองไทย วันนี้เรามีข่าวสำคัญที่หลายคนรอคอย นั่นคือ ครม. เปิดแผนงบประมาณปี 2570 ตั้งแต่มอบนโยบายจนมีผลบังคับใช้ อย่างชัดเจน เพื่อให้การขับเคลื่อนประเทศราบรื่นและมีประสิทธิภาพสูงสุด โดยนางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้แถลงข่าวเมื่อวันที่ 11 เมษายน 2569 ว่าคณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบแนวทางการจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปี พ.ศ. 2570 แล้ว

ครม. เปิดแผนงบประมาณปี 2570 ตั้งแต่มอบนโยบายจนมีผลบังคับใช้

แผนนี้ถูกออกแบบมาอย่างรอบคอบ โดยปรับไทม์ไลน์ให้พระราชบัญญัติงบประมาณประกาศใช้ได้ทันวันที่ 1 ตุลาคม 2569 ซึ่งจะช่วยให้เศรษฐกิจไทยเดินหน้าต่อเนื่อง ไม่สะดุด ลลิดา ย้ำว่าการจัดทำงบประมาณปี 2570 เน้นแก้ปัญหาให้ประชาชนจริงๆ ควบคู่กับรักษาวินัยการคลัง รองรับความผันผวนเศรษฐกิจทั่วโลก ใช้แนวคิดงบประมาณฐานศูนย์ ทบทวนทุกโครงการว่าจำเป็นจริงไหม และเปิดทางเลือกใหม่ๆ เช่น การร่วมลงทุนภาครัฐ-เอกชน (PPP) เพื่อลดภาระงบแผ่นดิน

ไทม์ไลน์ชัดเจน ทุกขั้นตอนไม่คลาดเคลื่อน

ครม. ได้กำหนด timeline การจัดทำงบประมาณปี 2570 ไว้แน่นอน ดังนี้

  • 20 เมษายน 2569: นายกรัฐมนตรีมอบนโยบายงบประมาณ
  • 1 พฤษภาคม 2569: หน่วยรับงบประมาณจัดทำคำของบประมาณ
  • 2 มิถุนายน 2569: เสนอครม. พิจารณารายละเอียดงบประมาณ และเปิดรับฟังความคิดเห็นสาธารณะ
  • 16 มิถุนายน 2569: ครม. รับทราบผลรับฟังความเห็น และเห็นชอบร่าง พ.ร.บ. งบประมาณ
  • 23 มิถุนายน 2569: เสนอร่าง พ.ร.บ. งบประมาณต่อสภาผู้แทนราษฎร
  • เดือนกรกฎาคม – กันยายน 2569: สภาฯ พิจารณาตามขั้นตอนปกติ
  • ปลายเดือนกันยายน 2569: นำขึ้นทูลเกล้าฯ แล้วประกาศใช้
  • 1 ตุลาคม 2569: งบประมาณมีผลบังคับใช้ทันที

ไทม์ไลน์นี้ช่วยให้ทุกฝ่ายรู้ล่วงหน้า ทำงานได้อย่างมีระบบ ไม่ต้องรอแบบปีก่อนๆ ที่งบล่าช้า ส่งผลให้โครงการต่างๆ เริ่มได้ไว เศรษฐกิจหมุนเวียนดีขึ้น

ปรับทัพกำกับ 9 แผนงานบูรณาการ ยกระดับประสิทธิภาพ

นอกจากนี้ ครม. ยังอนุมัติการปรับมอบหมายผู้มีอำนาจกำกับดูแลแผนงานบูรณาการปี 2569 จำนวน 9 แผน เพื่อให้การใช้เงินงบมีเอกภาพและประสิทธิภาพสูงสุด โดยมอบหมายดังนี้

  • นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ กำกับ 2 แผน: แก้ปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ และเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC)
  • นายทรงศักดิ์ ทองศรี กำกับ 2 แผน: ป้องกัน-ปราบปรามยาเสพติด และบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ
  • นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ กำกับ 1 แผน: รัฐบาลดิจิทัล
  • นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ กำกับ 2 แผน: สร้างรายได้จากการท่องเที่ยว และพัฒนาอุตสาหกรรม-บริการแห่งอนาคต
  • นายปกรณ์ นิลประพันธ์ กำกับ 1 แผน: ต่อต้านการทุจริตและประพฤติมิชอบ
  • นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ กำกับ 1 แผน: เตรียมความพร้อมสังคมสูงวัย

การมอบหมายแบบนี้ทำให้แต่ละแผนมีผู้รับผิดชอบชัดเจน สามารถบูรณาการข้ามหน่วยงานได้ดี ลลิดา กล่าวว่า “การกำหนดไทม์ไลน์ที่ชัดเจน ควบคู่กับการมอบหมายผู้รับผิดชอบรายแผนงาน จะช่วยให้การใช้จ่ายงบประมาณเกิดประสิทธิภาพสูงสุด”

ในมุมมองของผม การ ครม. เปิดแผนงบประมาณปี 2570 ตั้งแต่มอบนโยบายจนมีผลบังคับใช้ แบบนี้ เป็นสัญญาณบวกมาก เพราะจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ ลดช่องโหว่การใช้งบ และตอบโจทย์ประชาชนโดยตรง เช่น แผนน้ำ แผนยาเสพติด แผนสูงวัย ที่เราต้องการมานาน หากทำได้จริง ปี 2570 น่าจะเป็นปีทองของไทย

คุณคิดเห็นอย่างไรกับแผนนี้? แสดงความคิดเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ ได้อ่านด้วยนะครับ เพื่อให้ทุกคนติดตามข่าวสารสำคัญ!

ที่มา – ครม. เปิดแผนงบประมาณปี 2570 ตั้งแต่มอบนโยบายจนมีผลบังคับใช้

ครม. เห็นชอบปรับสุไหงโก-ลกพ้นพื้นที่ความมั่นคง

ครม. เห็นชอบปรับ “สุไหงโก-ลก” พ้นพื้นที่ความมั่นคง เป็นข่าวดีที่หลายคนรอคอย โดยเฉพาะชาวชายแดนใต้ที่ได้รับผลกระทบมานาน ล่าสุดวันที่ 11 เมษายน 2567 นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบให้ปรับพื้นที่อำเภอสุไหงโก-ลก จังหวัดนราธิวาส ออกจากบัญชีพื้นที่ที่มีเหตุการณ์กระทบความมั่นคง ตามพระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ. 2551

ครม. เห็นชอบปรับ “สุไหงโก-ลก” พ้นพื้นที่ความมั่นคง

การตัดสินใจครั้งนี้มาจากการประเมินสถานการณ์อย่างละเอียดถี่ถ้วนของคณะกรรมการบริหารสถานการณ์ฉุกเฉิน ที่เห็นว่าสถานการณ์ในพื้นที่สุไหงโก-ลกดีขึ้นมาก สามารถผ่อนคลายมาตรการบางส่วนได้แล้ว โดยไม่กระทบต่อความปลอดภัยโดยรวม มันแสดงให้เห็นว่ารัฐบาลกำลังปรับตัวให้สอดคล้องกับความจริงบนพื้นดิน ช่วยให้ประชาชนในพื้นที่ใช้ชีวิตได้ปกติมากขึ้น ไม่ต้องอยู่ภายใต้ข้อจำกัดที่เข้มงวดเกินไป

สุไหงโก-ลกเป็นอำเภอชายแดนที่สำคัญ มีด่านชายแดนเชื่อมกับมาเลเซีย ทำให้เป็นจุดค้าขายใหญ่ การถอนพ้นพื้นที่ความมั่นคงจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่น ลดภาระเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย และส่งเสริมการท่องเที่ยวกับการลงทุน ประชาชนที่นี่จะได้ประโยชน์โดยตรง เช่น การเดินทางสะดวกขึ้น การค้าขายคล่องตัว และเด็กๆ ได้เรียนในสภาพแวดล้อมที่ผ่อนคลายกว่าเดิม

เหตุผลหลักเบื้องหลังมติครม.

รองโฆษกฯ ระบุชัดว่ามาตรการนี้เป็นการ “ปรับสมดุล” ระหว่างความมั่นคงและการฟื้นฟูพื้นที่ โดยยึดหลักใช้มาตรการเท่าที่จำเป็น สถานการณ์ในจังหวัดชายแดนใต้ โดยเฉพาะนราธิวาส ปัตตานี ยะลา และสงขลา ได้รับการแก้ไขมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่เกิดเหตุการณ์ความไม่สงบเมื่อหลายปีก่อน แต่ตอนนี้แนวโน้มดีขึ้น เหตุการณ์รุนแรงลดลง การเจรจาสันติภาพก้าวหน้า ทำให้สามารถคลายล็อกบางพื้นที่ได้

  • ประเมินสถานการณ์รอบด้านจากคณะกรรมการบริหารสถานการณ์ฉุกเฉิน
  • ผ่อนคลายมาตรการเพื่อสนับสนุนวิถีชีวิตประชาชน
  • คงมาตรการใน 19 อำเภอที่เหลือ เพื่อความต่อเนื่อง
  • ไม่กระทบสิทธิเสรีภาพเกินสมควร

ผลกระทบต่อพื้นที่อื่นๆ และอนาคต

ขณะที่สุไหงโก-ลกถูกถอนออก ครม. ยังคงมาตรการในพื้นที่อื่นๆ รวม 19 อำเภอใน 4 จังหวัด เพื่อให้การดูแลยังครอบคลุมและมีประสิทธิภาพ นี่คือกลยุทธ์ที่ชาญฉลาด ช่วยป้องกันไม่ให้ช่องโหว่เกิดขึ้น รัฐบาลยืนยันว่าจะติดตามสถานการณ์ใกล้ชิด และพร้อมปรับมาตรการใหม่หากจำเป็น

ในมุมมองของผู้เขียน นี่เป็นก้าวสำคัญสู่สันติภาพยั่งยืนในชายแดนใต้ แสดงว่ารัฐบาลไม่ยึดติดกับมาตรการเก่า แต่ปรับตามข้อมูลจริง ช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชนและนักลงทุน หากสถานการณ์ดีต่อเนื่อง พื้นที่อื่นๆ ก็อาจตามมาได้ในอนาคต

คุณคิดอย่างไรกับมติครม. เห็นชอบปรับ “สุไหงโก-ลก” พ้นพื้นที่ความมั่นคง? มาร่วมแสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และติดตามข่าวสารอัปเดตจากเราเพื่อไม่พลาดข้อมูลสำคัญ!

ที่มา – มติ ครม. เห็นชอบปรับ “สุไหงโก-ลก” พ้นพื้นที่ความมั่นคง เพื่อให้สอดคล้องสถานการณ์จริง

ครม. เร่งเครื่องกฎหมายค้างท่อ 24 ฉบับ

สวัสดีครับเพื่อนๆ ชาวบล็อกข่าวการเมืองวันนี้เรามีเรื่องสำคัญมาอัปเดตกันนะครับ เรื่อง ครม. เร่งเครื่องกฎหมายค้างท่อ 24 ฉบับ ที่กำลังเป็นกระแสในแวดวงการเมืองเลยทีเดียว จากข้อมูลล่าสุดที่โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี นางสาวรัชดา ธนาดิเรก เผยออกมาว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้มีมติรับทราบร่างพระราชบัญญัติที่ค้างอยู่ในสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา รวมทั้งหมด 24 ฉบับ และสั่งการให้รัฐมนตรีเจ้ากระทรวงและหัวหน้าส่วนราชการเร่งทบทวน พิจารณาให้เสร็จ แล้วแจ้งสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี (สลค.) ภายในวันที่ 24 เมษายน 2569 เพื่อนำเสนอครม. อีกครั้ง ร้องขอให้รัฐสภาพิจารณาต่อก่อนครบกำหนด 12 พฤษภาคม 2569 นี่คือการเคลื่อนไหวที่รวดเร็วมากๆ เลยครับ เพราะถ้าพลาดกรอบเวลาตามรัฐธรรมนูญมาตรา 147 ร่างกฎหมายเหล่านี้จะ “ตกไป” ทันทีหลังยุบสภา

ครม. เร่งเครื่องกฎหมายค้างท่อ 24 ฉบับ มอบเจ้ากระทรวงเร่งเคลียร์ ก่อนส่งสภาฯ พิจารณา

ทำไมถึงต้องเร่งขนาดนี้? เพราะหลังเลือกตั้งใหม่ คณะรัฐมนตรีชุดใหม่มีเวลาแค่ 60 วันในการยื่นขอให้สภานำร่างกฎหมายที่ตกไปกลับมาพิจารณา ถ้าช้าไปนิดเดียว โครงการสำคัญๆ หลายอย่างอาจสะดุดได้ครับ เพื่อนๆ ลองนึกภาพดูสิ รถไฟฟ้าสายสีชมพู หรือกฎหมายปราบฟอกเงินที่ค้างอยู่ ถ้าตกไปหมด จะกระทบประชาชนยังไงบ้าง รัฐบาลเลยไม่รอช้า มอบหมายให้แต่ละกระทรวงลงมือทันที

ครม. เร่งเครื่องกฎหมายค้างท่อ 24 ฉบับ: รายชื่อกฎหมายค้างจากหน่วยงานต่างๆ

มาดูกันครับว่าร่างกฎหมาย 24 ฉบับนี้มาจากไหนบ้าง แบ่งเป็นค้างสภาผู้แทนฯ 20 ฉบับ และวุฒิสภา 4 ฉบับ ดังนี้

  • กระทรวงกลาโหม (2 ฉบับ)
    • ร่างพระราชบัญญัติจัดระเบียบราชการกระทรวงกลาโหม (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ….
    • ร่างพระราชบัญญัติธรรมนูญศาลทหาร (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ….
  • กระทรวงการคลัง (3 ฉบับ)
    • ร่างพระราชบัญญัติศูนย์กลางการประกอบธุรกิจทางการเงิน พ.ศ. ….
    • ร่างพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. (หลักทรัพย์อิเล็กทรอนิกส์)
    • ร่างพระราชบัญญัติโอนที่ราชพัสดุ… ในท้องที่ตำบลดงเย็น อำเภอบ้านดุง จังหวัดอุดรธานี พ.ศ. ….
  • กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (2 ฉบับ)
    • ร่างพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี พ.ศ. ….
    • ร่างพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ….
  • กระทรวงคมนาคม (5 ฉบับ) ที่น่าสนใจมากเพราะเกี่ยวกับโครงสร้างพื้นฐาน
    • ร่างพระราชบัญญัติการเดินเรือในน่านน้ำไทย (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. (เพิ่มเรื่องค้นหาช่วยเหลือผู้ประสบภัยทางน้ำ)
    • ร่างพระราชบัญญัติเวนคืนอสังหา… โครงการรถไฟฟ้ามหานครสายนครราพิพัฒน์…
    • ร่างพระราชบัญญัติเวนคืน… รถไฟฟ้าสายสีชมพูช่วงแคราย-มีนบุรี…
    • ร่างพระราชบัญญัติกำหนดภาระ… รถไฟฟ้าสายสีชมพู…
    • ร่างพระราชบัญญัติการท่าเรือแห่งประเทศไทย (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ….
  • กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (1 ฉบับ)
    • ร่างพระราชบัญญัติบริหารจัดการเพื่ออากาศสะอาด พ.ศ. …. (เรื่องสิ่งแวดล้อมที่เราต้องการมากในยุคนี้)
  • กระทรวงยุติธรรม (3 ฉบับ)
    • ร่างพระราชบัญญัติยกเลิก พ.ร.บ.เช็ค พ.ศ. 2534
    • ร่างพระราชบัญญัติค่าตอบแทนผู้เสียหาย… (ฉบับที่ ..)
    • ร่างพระราชบัญญัติล้มละลาย (ฉบับที่ ..)
  • กระทรวงสาธารณสุข (2 ฉบับ)
    • ร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย (ฉบับที่ ..)
    • ร่างพระราชบัญญัติอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน
  • สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา (1 ฉบับ)
    • ร่างพระราชบัญญัติเวนคืนและการได้มาซึ่งอสังหา (ฉบับที่ ..)
  • สำนักงาน ก.พ.ร. (1 ฉบับ)
    • ร่างพระราชบัญญัติการอำนวยความสะดวกในการพิจารณาอนุญาต
  • สำนักงาน ปปง. (2 ฉบับ)
    • ร่างพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ฉบับที่ ..)
    • ร่างยกเลิกบทบัญญัติมูลฐานฟอกเงิน
  • สำนักงานศาลยุติธรรม (2 ฉบับ)
    • ร่างแก้ไขประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (เจ้าพนักงานคดี)
    • ร่างระเบียบข้าราชการฝ่ายตุลาการ (เจ้าพนักงานคดีประจำศาล)

เห็นรายชื่อแล้วรู้สึกว่ามีเรื่องสำคัญเยอะแยะเลยครับ ตั้งแต่โครงสร้างพื้นฐานอย่างรถไฟฟ้า ที่จะช่วยแก้ปัญหาจราจรในกรุงเทพฯ ไปจนถึงกฎหมายสิ่งแวดล้อมอากาศสะอาด ปราบฟอกเงิน หรือแม้แต่แพทย์แผนไทยที่เป็นภูมิปัญญาชาวบ้าน ถ้ากฎหมายเหล่านี้ผ่าน จะช่วยพัฒนาประเทศได้มาก การที่ ครม. เร่งเครื่องกฎหมายค้างท่อ 24 ฉบับ แบบนี้ แสดงให้เห็นว่ารัฐบาลจริงจังกับการผลักดันนโยบายให้ทันเวลา

ในมุมมองของผมนะครับ นี่เป็นโอกาสดีที่จะเห็นการทำงานร่วมมือระหว่างฝ่ายบริหารและนิติบัญญัติ ถ้าทุกฝ่ายช่วยกัน เราน่าจะเห็นความคืบหน้าหลายเรื่องในเร็วๆ นี้ เพื่อนๆ คิดยังไงบ้าง ลองคอมเมนต์บอกกันหน่อยสิครับ หรือถ้าอยากติดตามข่าวการเมืองอัปเดตแบบเรียลไทม์ สมัครรับข่าวสารจากบล็อกเราได้เลย รับรองไม่พลาดทุกมติครม.!

ที่มา – ครม. เร่งเครื่องกฎหมายค้างท่อ 24 ฉบับ มอบเจ้ากระทรวงเร่งเคลียร์ ก่อนส่งสภาฯ พิจารณา

มติครม. ตั้ง “ไตรศุลี” เลขาฯ นายกฯ “ลลิดา” รองโฆษก

วันนี้เรามีข่าวการเมืองร้อนๆ มาอัปเดตกันกับ มติครม. ตั้ง “ไตรศุลี” เลขาฯ นายกฯ “ลลิดา” นั่งรองโฆษกรัฐบาลอีกสมัย ซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงสำคัญในสำนักนายกรัฐมนตรี ที่สะท้อนถึงการปรับโครงสร้างทีมงานของรัฐบาลเพื่อความมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

มติครม. ตั้ง “ไตรศุลี” เลขาฯ นายกฯ “ลลิดา” นั่งรองโฆษกรัฐบาลอีกสมัย

วันที่ 11 เมษายน 2567 (ตามข้อมูลข่าว) คณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้มีมติเห็นชอบแต่งตั้งข้าราชการการเมืองตามที่สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีเสนอ โดยมีรายละเอียดดังนี้ นางสาวไตรศุลี ไตรสรณกุล ซึ่งเดิมเป็น ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อจากพรรคภูมิใจไทย ได้ยื่นลาออกจากตำแหน่ง ส.ส. เป็นที่เรียบร้อยแล้ว เพื่อมารับตำแหน่งเลขาธิการนายกรัฐมนตรีคนใหม่ ตำแหน่งนี้ถือเป็นหัวใจสำคัญในการประสานงานระหว่างนายกรัฐมนตรีกับหน่วยงานต่างๆ

นอกจากนี้ ยังมีการแต่งตั้งนางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา ให้ดำรงตำแหน่งรองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี อีกสมัย ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความไว้วางใจจากฝ่ายรัฐบาลในความสามารถของเธอที่เคยปฏิบัติหน้าที่มาแล้ว สำหรับบุคคลอื่นๆ อย่างนางสาวพลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ และร.อ.หญิง ภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร ยังอยู่ระหว่างการตรวจสอบคุณสมบัติ เพื่อเตรียมเสนอชื่อในตำแหน่งรองโฆษกอีกสองตำแหน่ง

รายละเอียดมติครม. ตั้ง “ไตรศุลี” เลขาฯ นายกฯ “ลลิดา” นั่งรองโฆษกรัฐบาลอีกสมัย

การประชุมครม. ครั้งที่ 1/2567 เมื่อเวลา 10.42 น. นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้แถลงอย่างเป็นทางการ โดยมติครม. อนุมัติ 2 ตำแหน่งหลัก ได้แก่

  • นางสาวไตรศุลี ไตรสรณกุล ดำรงตำแหน่ง เลขาธิการนายกรัฐมนตรี
  • นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา ดำรงตำแหน่ง รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี

ทั้งสองตำแหน่งมีผลตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2567 เป็นต้นไป นี่คือก้าวสำคัญที่ช่วยเสริมทีมงานให้แข็งแกร่ง โดยเฉพาะในช่วงที่รัฐบาลกำลังเผชิญกับความท้าทายต่างๆ ทั้งเศรษฐกิจและการเมือง

มาทำความรู้จักบุคคลเหล่านี้กันสักหน่อย นางสาวไตรศุลี ไตรสรณกุล เป็นนักการเมืองรุ่นใหม่จากพรรคภูมิใจไทย มีประสบการณ์ในการทำงานด้านสื่อสารมวลชนมาก่อน ทำให้เหมาะสมกับตำแหน่งที่ต้องประสานงานหลากหลาย ส่วนนางสาวลลิดา มีความชำนาญในการสื่อสารนโยบายรัฐบาลสู่ประชาชน ทำให้ได้รับการต่อยอดในตำแหน่งเดิม

ความสำคัญของการแต่งตั้งนี้ต่อรัฐบาล

มติครม. ตั้ง “ไตรศุลี” เลขาฯ นายกฯ “ลลิดา” นั่งรองโฆษกรัฐบาลอีกสมัย ไม่ใช่แค่การย้ายคน แต่เป็นกลยุทธ์ในการเสริมศักยภาพการสื่อสารและการบริหารของรัฐบาล โดยเฉพาะเลขาธิการนายกรัฐมนตรีที่ต้องรับผิดชอบเรื่องสำคัญ เช่น การร่างนโยบาย การประชุมครม. และการติดตามผลงาน รองโฆษกก็มีบทบาทสื่อสารให้ประชาชนเข้าใจนโยบายชัดเจน

ในบริบทการเมืองปัจจุบันที่พรรคภูมิใจไทยเป็นแกนนำรัฐบาล การดึง ส.ส. จากพรรคมาเสริมทีมนี้ ช่วยสร้างความสมดุลระหว่างพรรคร่วมรัฐบาล และเพิ่มความน่าเชื่อถือให้กับการทำงาน หากพลอยทะเลและภัทร์ดารัสมิ์ผ่านการตรวจสอบ ก็จะยิ่งทำให้ทีมโฆษกครบถ้วนสมบูรณ์

จากมุมมองผู้วิเคราะห์ การแต่งตั้งนี้คาดว่าจะช่วยให้รัฐบาลสื่อสารได้รวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยเฉพาะในยุคดิจิทัลที่ข่าวสารแพร่กระจายไว ช่วยลดช่องว่างระหว่างรัฐบาลกับประชาชน

อย่างไรก็ตาม ยังต้องติดตามว่าการปรับทีมนี้จะส่งผลต่อนโยบายหลัก เช่น เศรษฐกิจดิจิทัลหรือการแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำอย่างไรบ้าง

สรุปแล้ว มติครม. ตั้ง “ไตรศุลี” เลขาฯ นายกฯ “ลลิดา” นั่งรองโฆษกรัฐบาลอีกสมัย เป็นสัญญาณบวกของรัฐบาลที่มุ่งมั่นปรับตัวเพื่อประชาชน หากคุณสนใจข่าวการเมืองอัปเดต ติดตามบล็อกของเราเพื่อไม่พลาดข้อมูลสำคัญ และแชร์ความเห็นของคุณในคอมเมนต์ด้านล่างได้เลย!

ที่มา – มติครม. ตั้ง “ไตรศุลี” เลขาฯ นายกฯ “ลลิดา” นั่งรองโฆษกรัฐบาลอีกสมัย

สุขสมรวย ถือฤกษ์ดี ไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ทำเนียบฯ

ในวันที่ 11 เมษายน 2567 ซึ่งเป็นวันสำคัญสำหรับการเมืองไทย นางสุขสมรวย วันทนียกุล ได้เริ่มต้นการปฏิบัติหน้าที่ในฐานะรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการ หลังจากคณะรัฐมนตรีได้แถลงนโยบายเรียบร้อยแล้ว เหตุการณ์นี้ได้รับความสนใจอย่างมากจากสื่อและประชาชน โดยเฉพาะ สุขสมรวย ถือฤกษ์ดี ไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ทำเนียบฯ ที่เกิดขึ้นในช่วงเช้าตรู่

สุขสมรวย ถือฤกษ์ดี ไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ทำเนียบฯ

เมื่อเวลา 07.00 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นางสุขสมรวย ได้ถือฤกษ์ดีเดินทางมาถึงเพื่อไหว้ศาลพระภูมิเจ้าที่ ศาลตายาย และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำทำเนียบฯ ก่อนที่จะเริ่มปฏิบัติหน้าที่จริงจัง การไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์นี้เป็นประเพณีที่รัฐมนตรีใหม่หลายท่านปฏิบัติ เพื่อขอพรให้การทำงานราบรื่นและประสบความสำเร็จ สุขสมรวย ถือฤกษ์ดี ไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ทำเนียบฯ แบบนี้ สะท้อนถึงความเคารพในวัฒนธรรมไทยและความตั้งใจจริงจังในการรับใช้ประชาชน

สุขสมรวย ถือฤกษ์ดี ไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ทำเนียบฯ

หน่วยงานสำคัญที่ได้รับมอบหมาย

หลังจากพิธีไหว้เสร็จ นางสุขสมรวย ได้เปิดเผยถึงภารกิจที่ได้รับมอบหมาย โดยเธอจะดูแล 3 หน่วยงานหลักที่ถือเป็นหัวใจสำคัญในการพัฒนาชนบทและแก้ปัญหาที่ดินทำกินของประชาชน ได้แก่

  • สำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ซึ่งเป็นหน่วยงานที่สานต่อพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 และรัชกาลที่ 10 โครงการเหล่านี้ช่วยแก้ปัญหาน้ำแล้ง น้ำท่วม และพัฒนาคุณภาพชีวิตชาวบ้านในพื้นที่ห่างไกล
  • สถาบันบริหารจัดการธนาคารที่ดิน องค์การมหาชน (บธ.) หน่วยงานนี้มีบทบาทสำคัญในการปฏิรูปที่ดิน จัดสรรที่ดินทำกินให้เกษตรกรรายย่อย ลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม และป้องกันการกินที่ดินของนายทุน
  • กองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ (กทบ.) ที่ช่วยหมุนเวียนเงินทุนในระดับชุมชน สนับสนุนกิจกรรมเศรษฐกิจฐานราก ให้ชาวบ้านมีรายได้มั่นคง

นางสุขสมรวย ยืนยันว่า เธอตั้งใจจะทำงานให้ดีที่สุด เพื่อให้หน่วยงานเหล่านี้บรรลุเป้าหมาย ลั่นว่าจะทุ่มเทเต็มที่เพื่อประชาชน

นางสุขสมรวย ไหว้ศาลพระภูมิ
สุขสมรวย ถือฤกษ์ดี ไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์

การมอบหมายงานให้ สุขสมรวย ถือฤกษ์ดี ไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ทำเนียบฯ ครั้งนี้ ถือเป็นสัญญาณว่ารัฐบาลชุดใหม่ให้ความสำคัญกับการพัฒนาชนบท โครงการพระราชดำริยังคงเป็นนโยบายหลักที่ทุกฝ่ายเห็นพ้อง ขณะที่ปัญหาที่ดินและกองทุนหมู่บ้านเป็นประเด็นเรื้อรังที่ต้องแก้ไขเร่งด่วน ในยุคที่เศรษฐกิจฟื้นตัวหลังโควิด การสนับสนุนฐานรากจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจจากล่างสู่บนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

นอกจากนี้ ประเพณีถือฤกษ์ดีไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ยังเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมการเมืองไทยที่ผสมผสานความเชื่อและความรับผิดชอบเข้าด้วยกัน รัฐมนตรีหลายท่านที่เริ่มต้นด้วยพิธีนี้ มักได้รับการตอบรับดีจากประชาชน เพราะแสดงถึงความถ่อมตนและศรัทธา

ในมุมมองของผู้เขียน คาดว่านางสุขสมรวยจะสามารถผลักดันนโยบายเหล่านี้ได้สำเร็จ ด้วยประสบการณ์และความมุ่งมั่น หากคุณสนใจติดตามความคืบหน้าของรัฐมนตรีท่านนี้และนโยบายรัฐบาล ลองแวะมาอ่านบทความอื่นๆ ในบล็อกของเรา หรือแชร์ความคิดเห็นด้านล่างนี้ได้เลย!

ที่มา – “สุขสมรวย” ถือฤกษ์ดี ไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ทำเนียบฯ ลั่นตั้งใจทำหน้าที่ให้ดีที่สุด

พนิดา ซัดรัฐบาลเมินประชามติ 21.6 ล้านเสียง

ในวันที่ 10 เมษายน 2569 น.ส.พนิดา มงคลสวัสดิ์ ส.ส.สมุทรปราการ เขต 1 พรรคประชาชน ได้ออกมาอภิปรายอย่างดุเดือดในการประชุมร่วมรัฐสภา วาระแถลงนโยบายรัฐบาล โดยตรงดิ่งไปที่ประเด็นสำคัญคือ พนิดา ซัดรัฐบาลเมินประชามติ 21.6 ล้านเสียง ที่ประชาชนชัดเจนว่าต้องการรัฐธรรมนูญใหม่ทันที พรรคประชาชนยืนยันไม่ฝากความหวังกับรัฐบาล แต่จะเดินหน้าเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญรายมาตราเอง

พนิดา ซัดรัฐบาลเมินประชามติ 21.6 ล้านเสียง

หลังการเลือกตั้งและประชามติเมื่อ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ผลออกมาชัดเจน ประชาชนกว่า 21.6 ล้านคนลงคะแนนเห็นชอบให้จัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ทิ้งกติกาเดิมจากรัฐธรรมนูญ 2560 ที่ถูกวิจารณ์หนัก น.ส.พนิดา ย้ำว่าจำนวนนี้มากกว่าคะแนนพรรคประชาชนถึงสองเท่า และเหนือกว่าคะแนนเห็นชอบเดิม 5 ล้านเสียง แสดงให้เห็นว่านี่ไม่ใช่เสียงฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แต่เป็นเสียงจากทุกภาคส่วน รวมถึงผู้สนับสนุนพรรคร่วมรัฐบาลด้วย

แต่ที่น่าเสียดายคือ รัฐบาลภายใต้นายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล ไม่เคยเอ่ยถึงเรื่องนี้แม้แต่คำเดียวในแถลงนโยบาย น.ส.พนิดาชี้ว่านี่คือหลักฐานว่ารัฐบาลและองคาพยพได้รับประโยชน์โดยตรงจากรัฐธรรมนูญ 2560 ที่ให้อำนาจมหาศาลแก่กลุ่มคนเดิมๆ

พนิดา ซัดรัฐบาลเมินประชามติ 21.6 ล้านเสียง ชี้กลุ่มประโยชน์ทับซ้อน

น.ส.พนิดาวิเคราะห์โครงสร้างอำนาจที่บิดเบี้ยว โดยยกตัวอย่างกลุ่มที่ได้ประโยชน์:

  • สว.และองค์กรตรวจสอบ: สว.ที่มาจากเครือข่ายเดียวกันเลือกศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระ ทำให้ตรวจสอบกันเอง
  • กกต.: จัดการเลือกตั้งแบบไม่โปร่งใส แต่ไม่สามารถถอดถอนได้เพราะรัฐธรรมนูญไม่ให้ประชาชนมีอำนาจ
  • สตง.: มีอำนาจตรวจเงินแผ่นดินแต่ไม่รับผิดชอบเหตุตึกถล่ม ตรวจสอบกันเองไม่ได้ผล
  • ศาลรัฐธรรมนูญ: 9 ตุลาการตัดสินยุบพรรค ตัดสิทธินักการเมืองที่มาจากเลือกตั้ง ขณะปกป้องคณะรัฐประหาร
  • รัฐบาล: กำหนดบริการสาธารณะเอง ประชาชนเหลือแค่รอรับ ไม่มีสิทธิเรียกร้องเต็มที่

ทั้งหมดนี้เป็น “คนสีเดียวกัน” ที่ไม่ฟังเสียงประชาชน ชอบขัดหลักการ และเมินความเห็นสาธารณะ นี่คือเหตุผลที่รัฐบาลเมินประชามติ 21.6 ล้านเสียง

พรรคประชาชนเดินหน้าเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญรายมาตรา

ไม่รอรัฐบาล พรรคประชาชนลงมือทันที นายพริษฐ์ วัชรสินธุ เสนอร่างแก้ไขรายมาตราแล้ว โดยมุ่งที่มา อำนาจ และการถอดถอนองค์กรอิสระ หลังกกต.จัดการเลือกตั้งจนดัชนีโปร่งใสตกต่ำ น.ส.พนิดาขอเชิญชวน ส.ส.ที่เคยเห็นด้วยให้โหวตสนับสนุน

นอกจากนี้ยังตั้งคำถามถึงอนาคตรัฐธรรมนูญ จะดึงร่างเดิมกลับมาพิจารณาภายิน 60 วัน? ครม.จะเสนอร่างใหม่ประกบร่างพรรคเพื่อไทยหรือไม่? ท้าทายให้รัฐบาลกล้าขึ้นมาชี้แจงว่ารัฐธรรมนูญใหม่จะมีเนื้อหาอย่างไร

ความสำคัญของการแก้ไขรัฐธรรมนูญไทย

รัฐธรรมนูญ 2560 ถูกมองว่าเป็นเครื่องมือสืบทอดอำนาจคสช. ทำให้การเมืองไทยติดขัด การแก้ไขรายมาตราเป็นทางออกที่เป็นไปได้ โดยไม่ต้องรอร่างใหญ่ทั้งฉบับ ช่วยลดจุดอ่อนเรื่ององค์กรอิสระที่ล้นอำนาจ เปิดทางให้ประชาชนมีส่วนร่วมมากขึ้น หากรัฐบาลยังเมิน จะยิ่งเสียความน่าเชื่อถือ

ในมุมมองของผู้เขียน การเมืองไทยกำลังเข้าสู่จุดเปลี่ยนสำคัญ ประชามติ 21.6 ล้านเสียงคือสัญญาณเตือนที่ชัดเจน รัฐบาลควรรับฟังและลงมือทำทันที มิเช่นนั้นพรรคฝ่ายค้านอย่างประชาชนจะเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลงเอง

CTA: คุณคิดอย่างไรกับประเด็นนี้? แสดงความเห็นในคอมเมนต์และแชร์บทความเพื่อกระตุ้นให้เกิดการถกเถียงเรื่องรัฐธรรมนูญใหม่กันเถอะ!

ที่มา – “พนิดา” ซัดรัฐบาลเมินประชามติ 21.6 ล้านเสียง ลั่นปชน.เดินหน้าเสนอร่างแก้ไขรายมาตรา

Scroll to top