คดีนายก

สมชายชี้! ป.ป.ช. ลุยคดีอาญา แพทองธาร ต่อแน่

“สมชาย แสวงการ” อดีตสมาชิกวุฒิสภา ชี้คำวินิจฉัยชัดเจน เชื่อส่งผลให้ ป.ป.ช.ลุยดำเนินคดีอาญา “แพทองธาร” ต่อ ย้ำ คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญผูกพันทุกองค์กร

วันที่ 29 ส.ค. 68 ที่อาคารราชบุรีดิเรกฤทธิ์ ภายหลังศาลรัฐธรรมนูญ โดยมติเสียงข้างมาก 6 ต่อ 3 วินิจฉัยว่าความเป็นรัฐมนตรีของนางสาวแพทองธาร ชินวัตร สิ้นสุดลงเฉพาะตัว ตามรัฐธรรมนูญแล้วนั้น นพ.พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช เลขาธิการนายกรัฐมนตรี พร้อมทีมทนายเดินทางออกจากศาลโดยไม่ได้มีการให้สัมภาษณ์แต่อย่างใด

ขณะที่ พล.อ.สวัสดิ์ ทัศนา สมาชิกวุฒิสภา 1 ใน 36 ผู้ร้อง ให้สัมภาษณ์ภายหลังศาลรัฐธรรมนูญ โดยมติเสียงข้างมาก 6 ต่อ 3 วินิจฉัยว่าความเป็นรัฐมนตรีของนางสาวแพทองธาร สิ้นสุดลงเฉพาะตัว ตามรัฐธรรมนูญ ว่า คำพิพากษาเป็นไปตามข้อเท็จจริง ซึ่งศาลพูดถึง 2 ครั้งว่า ย่อมรู้ด้วยวิญญูชน เรื่องนี้เป็นการทำหน้าที่ตามความรับผิดชอบ ไม่ได้มีอะไรมากกว่านี้ ถือเป็นบทเรียนสำคัญของผู้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และจะเป็นบรรทัดฐานที่ดีต่อไป

ด้านนายสมชาย แสวงการ อดีตสมาชิกวุฒิสภา ให้สัมภาษณ์ว่า เรื่องนี้ชัดเจน คือเป็นการทำผิดจริยธรรมอย่างร้ายแรง การที่นายกแถลงไต่สวนหรือกล่าวอ้างใดๆ ก็ได้ปรากฏชัดแล้วตามคำวินิจฉัยของศาลซึ่งมีรายละเอียดครบถ้วน ตนคิดว่าเป็นคำแถลงที่ตรงไปตรงมาที่สุด เพราะคำร้องนี้ มีการร้อง 2 ประเด็น คือร้องตาม (4) ไม่ซื่อสัตย์เป็นที่ประจักษ์ และการผิดจริยธรรมอย่างร้ายแรง ในตำแหน่งหน้าที่นายกรัฐมนตรี ไม่รักษาเกียรติภูมิของประเทศ มีส่วนได้เสีย ตามที่พวกเราได้รับทราบและพวกตนก็ยืนยันมาตลอด ว่านายกรัฐมนตรีมีความคิดในส่วนนี้

นายสมชาย กล่าวว่า มันมีตั้งแต่กรณีคดีของนายเศรษฐา ทวีสิน อดีตนายกรัฐมนตรีซึ่งก็ชัดเจน และศาลบรรยายพฤติการณ์ทั้งหลาย ในกรณีที่โทรศัพท์ของนายกรัฐมนตรี มีส่วนได้เสียปกป้องผลประโยชน์ส่วนตัว มากกว่าผลประโยชน์ของชาติ ในเรื่องของคะแนนนิยม เรื่องการถูกไล่ไปเป็นนายกฯ กัมพูชา อยู่แล้ว อันนี้ก็ชัด ในเนื้อหาการเจรจาเราก็เห็นว่า เป็นการยอมรับข้อเสนอของฮุนเซนทั้งนั้น ไม่ได้มีข้อเสนอของฝ่ายไทยเลย

ดังนั้นศาลวินิจฉัยโดยชอบแล้ว คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ จะผูกพันทุกองค์กร ซึ่งคดีที่ค้างอยู่ก็มีเรื่องที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ที่ ส.ว. ปัจจุบัน ไปร้องผิดจริยธรรม และมีเรื่องที่ตนเองและคณะที่ไปร้อง และมีประชาชนอื่นไปร้อง ตนเชื่อว่าคำวินิจฉัยก็เข้าในประเด็นที่ร้องอยู่แล้ว ป.ป.ช. ก็คงจะเร่งดำเนินการ เรื่องคดีอาญาต่อไป

เมื่อถามว่า หลังเสร็จสิ้นคดีนี้แล้วจะมีการเคลื่อนไหวทางการเมือง ในฐานะกลุ่มรวมพลังแผ่นดินอย่างไรหรือไม่ นายสมชาย กล่าวว่า ตนยังตอบไม่ได้เพราะเขามีการประชุมช่วงเที่ยง ซึ่งตนมาฟังการวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ.

สมชายชี้! ป.ป.ช. ลุยคดีอาญา แพทองธาร ต่อแน่

จากกรณีดังกล่าว นายสมชาย แสวงการ อดีตสมาชิกวุฒิสภา ได้ออกมาแสดงความคิดเห็นอย่างชัดเจนถึงผลของคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ที่อาจส่งผลกระทบต่อการดำเนินคดีอาญา “แพทองธาร” โดย ป.ป.ช. ในอนาคต โดยนายสมชายได้เน้นย้ำว่า คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญนั้นมีผลผูกพันต่อทุกองค์กร รวมถึง ป.ป.ช. ด้วย

ป.ป.ช. เตรียมลุยคดีอาญา “แพทองธาร” ต่อ?

ความเห็นของนายสมชาย แสวงการ จุดประกายความสนใจไปที่บทบาทของ ป.ป.ช. ว่าจะมีแนวทางการดำเนินการต่ออย่างไร หลังจากศาลรัฐธรรมนูญได้มีคำวินิจฉัยออกมาแล้ว หลายฝ่ายกำลังจับตามองว่า ป.ป.ช. จะเร่งดำเนินการในเรื่องนี้หรือไม่ และจะมีการนำข้อมูลจากคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญมาประกอบการพิจารณาอย่างไรบ้าง

ประเด็นสำคัญที่นายสมชายได้กล่าวถึงคือเรื่องจริยธรรมและความซื่อสัตย์ ซึ่งเป็นประเด็นหลักในการร้องเรียน โดยมองว่าคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญได้ชี้ให้เห็นถึงการกระทำที่อาจเข้าข่ายผิดจริยธรรมอย่างร้ายแรง และอาจนำไปสู่การดำเนินคดีอาญาต่อ “แพทองธาร” ได้ในอนาคต การออกมาให้ความเห็นของนายสมชายในครั้งนี้จึงเป็นการตอกย้ำถึงความสำคัญของประเด็นจริยธรรมในการดำรงตำแหน่งทางการเมือง

นอกจากนี้ นายสมชายยังได้กล่าวถึงกรณีของนายเศรษฐา ทวีสิน อดีตนายกรัฐมนตรี ซึ่งเคยมีประเด็นเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน ซึ่งเป็นอีกหนึ่งกรณีที่ถูกนำมาเปรียบเทียบและพิจารณาในแง่ของจริยธรรมและความโปร่งใสในการบริหารประเทศ ประเด็นนี้สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการตรวจสอบและถ่วงดุลอำนาจ เพื่อให้มั่นใจว่าการดำเนินงานของรัฐบาลเป็นไปเพื่อผลประโยชน์ของประเทศชาติอย่างแท้จริง

สิ่งที่น่าสนใจคือการที่นายสมชายกล่าวถึงการประชุมของกลุ่มรวมพลังแผ่นดิน ซึ่งแสดงให้เห็นว่าประเด็นทางการเมืองเหล่านี้ยังคงมีการเคลื่อนไหวและติดตามอย่างใกล้ชิดจากภาคส่วนต่างๆ ในสังคม การออกมาให้ความเห็นของนายสมชายจึงเป็นสัญญาณเตือนถึงนักการเมืองและผู้ดำรงตำแหน่งต่างๆ ให้ตระหนักถึงความรับผิดชอบและความโปร่งใสในการปฏิบัติหน้าที่

โดยสรุปแล้ว ความเห็นของนายสมชาย แสวงการ ได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่มีต่อการดำเนินคดีอาญา “แพทองธาร” และบทบาทของ ป.ป.ช. ในการตรวจสอบและดำเนินการตามกฎหมาย นอกจากนี้ยังสะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของจริยธรรมและความโปร่งใสในการบริหารประเทศ ซึ่งเป็นประเด็นที่สังคมไทยให้ความสนใจและติดตามอย่างใกล้ชิด

การดำเนินงานของ ป.ป.ช. จึงเป็นสิ่งที่สังคมจับตามองอย่างใกล้ชิด ว่าจะมีการดำเนินการเกี่ยวกับคดีอาญาของ “แพทองธาร” อย่างไรต่อไป

ที่มา – “สมชาย” ชี้คำวินิจฉัยชัดเจน เชื่อส่งผลให้ ป.ป.ช.ลุยดำเนินคดีอาญา “แพทองธาร” ต่อ

มวลชนเสื้อแดงโห่! “แพทองธาร” พ้นนายกฯ เชื่อมั่น “ชัยเกษม” พร้อม

หลังศาลรัฐธรรมนูญตัดสินให้ นางสาวแพทองธาร ชินวัตร พ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนที่ 31 ของไทย มวลชนเสื้อแดงที่ติดตามข่าวต่างแสดงความผิดหวัง แต่ยังคงเชื่อมั่นในพรรคเพื่อไทย และพร้อมสนับสนุนต่อไป

เมื่อวันที่ 29 สิงหาคม 2568 ณ ที่ทำการพรรคเพื่อไทย บรรยากาศเต็มไปด้วยความตึงเครียดและความผิดหวัง หลังศาลรัฐธรรมนูญมีมติให้นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรีคนที่ 31 พร้อมคณะรัฐมนตรี พ้นจากตำแหน่งทั้งคณะ ด้วยเหตุผลด้านจริยธรรมร้ายแรงจากคดีคลิปเสียง “ฮุนเซน” ทันทีที่ทราบผล มวลชนที่มารวมตัวกันต่างโห่ร้องด้วยความไม่พอใจ พร้อมตะโกนให้กำลังใจพรรค “เพื่อไทยสู้ต่อ”

ตัวแทนมวลชนเสื้อแดงที่เดินทางมาให้กำลังใจพรรคเพื่อไทยกล่าวว่า ถึงแม้จะต้องเผชิญกับความผิดหวัง แต่พวกเขาก็ยังเชื่อมั่นในพรรค และพร้อมสนับสนุนต่อไป “ไม่ต้องตกใจ อย่างน้อยมีนายชัยเกษม นิติสิริ เราคิดอยู่แล้วว่ารูปการจะออกมาเป็นแบบนี้ เราสนับสนุนเพื่อไทยไม่ว่าจะส่งใครลง เราจะยังขอเลือกพรรคเพื่อไทยตลอดไป” เขากล่าว พร้อมเสริมว่า นายชัยเกษมสามารถเป็นนายกฯ ต่อได้ และเชื่อมั่นว่าพรรคร่วมรัฐบาลจะไม่ทิ้งกัน

“เราจะเป็นกำลังใจยืนเคียงข้างกับพรรคเพื่อไทยและพรรคร่วมรัฐบาลทุกพรรค พรรคเพื่อไทยถูกเลือกมา 12 ล้านเสียง ไม่ว่าผลจะออกมาเป็นอย่างไรเรามวลชนคนเสื้อแดงจะยืนเคียงข้างพรรคเพื่อไทยตลอดไป” เขากล่าวอย่างหนักแน่น พร้อมทั้งแสดงความกังวลว่า “อย่าให้เผด็จการหรืออีกพรรคที่มีคดีฮั้วสว.อยู่ ได้เป็นรัฐบาล หากได้เป็นรัฐบาลเมื่อไหร่ประเทศชาติเจ๊งแน่ๆ”

นางสาวไมเรียร์ สิงห์งาม ผู้สนับสนุนพรรคเพื่อไทยอีกท่านหนึ่ง ถึงกับกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่หลังทราบคำตัดสิน เธอเปิดเผยว่ารู้สึกเสียใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น เพราะมองว่าประเด็นคลิปเสียงไม่น่าจะเป็นเรื่องใหญ่ และเชื่อว่านายกฯ ไม่ได้มีเจตนาไม่ดีที่จะทำให้ประเทศชาติเสียหาย

“ที่ร้องไห้วันนี้ เพราะสงสารท่าน ท่านเป็นแค่ผู้หญิงตัวเล็กๆ คนหนึ่ง แต่ทำงานเต็มที่แล้ว อยากให้โอกาสท่านได้ทำงานต่อ” เธอกล่าวพร้อมส่งกำลังใจให้ นางสาวแพทองธาร ว่าไม่ต้องเสียใจ และขอให้มุ่งมั่นทำสิ่งที่ดีต่อบ้านเมืองต่อไป

เธอยังกล่าวอีกว่า ตลอดเวลาที่ติดตามการเมือง พรรคเพื่อไทยมักจะต้องเผชิญกับการสูญเสียนายกฯ จากคำตัดสินของศาลหลายครั้ง ในฐานะผู้สนับสนุน ก็ยอมรับว่ารู้สึกเสียใจและผิดหวัง แต่ก็เคารพในการตัดสิน และยังคงมีความหวังว่าพรรคเพื่อไทยจะยังคงเป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล

มวลชนเสื้อแดง โห่หลัง “แพทองธาร” พ้นนายกฯ เชื่อมั่น “ชัยเกษม” พร้อม

ถึงแม้ต้องผิดหวังกับคำตัดสิน แต่ผู้สนับสนุนพรรคเพื่อไทยหลายคนยังคงมีความหวัง เพราะพรรคยังมีคุณชัยเกษม นิติสิริ หนึ่งในแคนดิเดตนายกฯ ที่พร้อมจะทำงานต่อได้ทันที และถึงแม้สุดท้ายพรรคเพื่อไทยจะไม่ได้เป็นรัฐบาล เธอก็ยังอยากเห็นรัฐบาลใหม่อยู่ครบวาระ และทำหน้าที่แก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ การเมือง รวมถึงความสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้านให้ได้

“และถ้าหากนายกฯ คนใหม่ไม่ใช่จากพรรคเพื่อไทย ก็คงเสียใจอีก แต่ก็ไม่เป็นไร แค่ขอให้ทุกคน ทุกพรรค ร่วมกันทำงานเพื่อประเทศจริงๆ” เธอกล่าวทิ้งท้าย

ความเชื่อมั่นใน “ชัยเกษม” หลัง “แพทองธาร” พ้นตำแหน่ง

หนึ่งในประเด็นที่น่าสนใจคือความเชื่อมั่นของมวลชนเสื้อแดงที่มีต่อ นายชัยเกษม นิติสิริ ในฐานะแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคเพื่อไทย หลายคนมองว่านายชัยเกษมมีความพร้อมที่จะเข้ามาสานต่องานจาก นางสาวแพทองธาร ได้ทันที ด้วยประสบการณ์และความสามารถที่สั่งสมมา

อย่างไรก็ตาม อนาคตทางการเมืองของพรรคเพื่อไทยและตัว นายชัยเกษม เอง ยังคงต้องติดตามกันต่อไปอย่างใกล้ชิด ท่ามกลางสถานการณ์ทางการเมืองที่ผันผวนและมีความท้าทายมากมาย การตัดสินใจของพรรคเพื่อไทย และการสนับสนุนจากมวลชน จะเป็นปัจจัยสำคัญในการกำหนดทิศทางของประเทศในอนาคต

ถึงแม้ความผิดหวังจากการพ้นจากตำแหน่งของ นางสาวแพทองธาร จะเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่ความเชื่อมั่นและความหวังของมวลชนเสื้อแดงที่มีต่อพรรคเพื่อไทยและ นายชัยเกษม ยังคงเป็นพลังสำคัญที่ขับเคลื่อนพรรคให้ก้าวเดินต่อไป การรวมพลังและความสามัคคีจะเป็นกุญแจสำคัญในการเผชิญหน้ากับความท้าทาย และสร้างอนาคตที่ดีกว่าสำหรับประเทศ

ที่มา – มวลชนเสื้อแดง โห่หลัง “แพทองธาร” พ้นนายกฯ เชื่อยังมี “ชัยเกษม” พร้อมทำงานต่อ

ด่วน! แพทองธารพ้นนายกฯ ครม.หลุดทั้งคณะ

มติศาลรัฐธรรมนูญ 6:3 วินิจฉัย “แพทองธาร ชินวัตร” พ้นตำแหน่งนายกรัฐมนตรีจากกรณีคลิปเสียงสนทนากับ “ฮุน เซน” ทำ ครม. หลุดทั้งคณะด้วย

วันที่ 29 สิงหาคม 2568 ศาลรัฐธรรมนูญประชุมปรึกษาคดีที่ประธานวุฒิสภาส่งคำร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรคสาม ประกอบมาตรา 82 ว่า ความเป็นรัฐมนตรีของนางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี สิ้นสุดลงเฉพาะตัวตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรคหนึ่ง (4) ประกอบมาตรา 160 (4) และ (5) หรือไม่ (เรื่องพิจารณาที่ 18/2568)

สมาชิกวุฒิสภา รวม 36 คน เข้าชื่อเสนอคำร้องต่อประธานวุฒิสภา (ผู้ร้อง) ว่า ปรากฏคลิปเสียงการสนทนาระหว่างนางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี (ผู้ถูกร้อง) กับสมเด็จ ฮุน เซน ประธานวุฒิสภาแห่งกัมพูชา เผยแพร่ทางสื่อมวลชนเมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2568 ซึ่งผู้ถูกร้องแถลงข่าวยอมรับว่าเป็นเสียงการสนทนาของตนกับสมเด็จ ฮุน เซน จริง แม้ผู้ถูกร้องจะแถลงข่าวในเวลาต่อมาว่าเป็นการพูดคุยทางโทรศัพท์แบบส่วนตัวโดยมีเจตนาที่จะเจรจาต่อรองอย่างนุ่มนวลเพื่อรักษาไว้ซึ่งความสงบสุขและอธิปไตยของไทยก็ตาม แต่ผู้เข้าชื่อเสนอคำร้องเห็นว่า ผู้ถูกร้องแสดงออกถึงความนิ่งเฉยและไม่ปฏิบัติหน้าที่โต้ตอบหรือกำหนดมาตรการรวมถึงการเจรจาระหว่างประเทศด้วยตนเองให้เป็นที่ประจักษ์ตามหน้าที่ความรับผิดชอบที่บุคคลผู้อยู่ในสภาวะ วิสัย และพฤติการณ์แห่งความเป็นนายกรัฐมนตรีพึงกระทำ เพราะเหตุแห่งความสัมพันธ์ส่วนตัวในลักษณะเป็นฝั่งเดียวกันกับกัมพูชา พร้อมที่จะทำตามหรือจัดการตามที่ฝ่ายกัมพูชาต้องการมาโดยตลอด ส่วนแม่ทัพภาคที่ 2 ผู้ถูกร้องเห็นว่าเป็นฝ่ายตรงกันข้าม ผู้ถูกร้องไม่มีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ และฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรคสาม ประกอบมาตรา 82 ว่า ความเป็นรัฐมนตรีของผู้ถูกร้องสิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรคหนึ่ง (4) ประกอบมาตรา 160 (4) และ (5) และขอให้ศาลรัฐธรรมนูญสั่งให้ผู้ถูกร้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ไว้ก่อนจนกว่าศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำวินิจฉัย

มติ 6:3 ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้ “แพทองธาร” พ้นนายกฯ – ครม.หลุดทั้งคณะ

ศาลรัฐธรรมนูญประชุมปรึกษาหารือร่วมกันแล้ว มีมติโดยเสียงข้างมาก (6 ต่อ 3) เสียงข้างมาก คือ

  • นายปัญญา อุดชาชน
  • นายอุดม สิทธิวิรัชธรรม
  • นายวิรุฬห์ แสงเทียน
  • นายจิรนิติ ทะวานนท์
  • นายบรรจงศักดิ์ วงศ์ปราชญ์
  • นายอุดม รัฐอมฤต

วินิจฉัยว่า ความเป็นรัฐมนตรีของผู้ถูกร้องสิ้นสุดลงเฉพาะตัวตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรคหนึ่ง (4)

โดยตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ 4 เสียง คือ นายปัญญา อุดชาชน นายวิรุฬห์ แสงเทียน นายจิรนิติ ทะวานนท์ นายบรรจงศักดิ์ วงศ์ปราชญ์ เห็นว่า ผู้ถูกร้องขาดคุณสมบัติและมีลักษณะต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 160 (4) และ (5) ส่วนตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ 2 เสียง คือ นายอุดม สิทธิวิรัชธรรม และนายอุดม รัฐอมฤต เห็นว่า ผู้ถูกร้องขาดคุณสมบัติและมีลักษณะต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 160 (5)

ทั้งนี้ นับแต่วันที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งให้ผู้ถูกร้องหยุดปฏิบัติหน้าที่นายกรัฐมนตรี ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 ประกอบมาตรา 82 วรรคสอง คือ วันที่ 1 กรกฎาคม 2568

ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเสียงข้างน้อย จำนวน 3 คน คือ นายนครินทร์ เมฆไตรรัตน์ นายนภดล เทพพิทักษ์ และนายสุเมธ รอยกุลเจริญ เห็นว่าเป็นการฝ่าฝืนมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างไม่ร้ายแรง ความเป็นรัฐมนตรีของผู้ถูกร้องไม่สิ้นสุดลงเฉพาะตัวตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรคหนึ่ง (4) ประกอบมาตรา 160 (4) และ (5)

เมื่อความเป็นรัฐมนตรีของนายกรัฐมนตรีสิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรคหนึ่ง (4) ประกอบมาตรา 160 (5) แล้ว รัฐมนตรีทั้งคณะต้องพ้นจากตำแหน่งตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 167 วรรคหนึ่ง (1) โดยให้นำมาตรา 168 วรรคหนึ่ง (1) มาใช้บังคับกับการปฏิบัติหน้าที่ของคณะรัฐมนตรีที่พ้นจากตำแหน่งต่อไป

ศาลรัฐธรรมนูญอนุญาตให้คู่กรณีคัดถ่ายสำเนาคำวินิจฉัยได้เมื่อพ้นกำหนด 15 วัน นับแต่วันอ่านคำวินิจฉัย

จากคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ส่งผลให้ “แพทองธาร” พ้นนายกฯ และ ครม. ต้องพ้นจากตำแหน่งทั้งคณะ ถือเป็นเหตุการณ์สำคัญทางการเมืองที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด สำหรับประชาชนทั่วไป ควรติดตามข่าวสารอย่างรอบด้านและพิจารณาข้อมูลจากแหล่งที่น่าเชื่อถือ เพื่อทำความเข้าใจสถานการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างถูกต้อง

แล้วหลังจากนี้จะเป็นอย่างไรเมื่อ “แพทองธาร” พ้นนายกฯ และ ครม.หลุดทั้งคณะ?

การที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้ “แพทองธาร” พ้นนายกฯ – ครม.หลุดทั้งคณะ ส่งผลให้เกิดสุญญากาศทางการเมือง และต้องมีการดำเนินการตามขั้นตอนของรัฐธรรมนูญเพื่อสรรหานายกรัฐมนตรีคนใหม่ และจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่

อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์นี้อาจนำไปสู่ความไม่แน่นอนทางการเมือง และอาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและสังคมของประเทศได้ ดังนั้นทุกฝ่ายจึงควรคำนึงถึงผลประโยชน์ของประเทศชาติเป็นสำคัญ และร่วมกันหาทางออกเพื่อให้ประเทศชาติเดินหน้าต่อไปได้

ที่มา – มติ 6:3 ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้ “แพทองธาร” พ้นนายกฯ – ครม.หลุดทั้งคณะ

#แพทองธารชินวัตร ติดเทรนด์หลังพ้นตำแหน่ง

แฮชแท็ก #แพทองธารชินวัตร กำลังเป็นที่พูดถึงอย่างมากในโลกออนไลน์ หลังศาลรัฐธรรมนูญมีคำตัดสินเกี่ยวกับคดีคลิปเสียงที่ส่งผลให้คุณแพทองธาร ชินวัตร พ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ข่าวนี้สร้างความฮือฮาและจุดประกายการพูดคุยในวงกว้าง ทำให้แฮชแท็กที่เกี่ยวข้องพุ่งติดเทรนด์อย่างรวดเร็ว

#แพทองธารชินวัตร ติดเทรนด์ทวิตเตอร์

หลังจากคำตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญเผยแพร่ออกไป ไม่นาน แฮชแท็ก #แพทองธารชินวัตร ก็ทะยานขึ้นสู่อันดับต้นๆ ของเทรนด์ในทวิตเตอร์ (X) แสดงให้เห็นถึงความสนใจของประชาชนที่มีต่อข่าวนี้อย่างมาก นอกจากนี้ แฮชแท็กอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น #นายกรัฐมนตรี และ #ศาลรัฐธรรมนูญ ก็ได้รับความนิยมตามไปด้วย

ปรากฏการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงพลังของโซเชียลมีเดียในการขับเคลื่อนประเด็นทางสังคมและการเมือง ผู้คนจำนวนมากใช้แพลตฟอร์มเหล่านี้เพื่อแสดงความคิดเห็น ติดตามข่าวสาร และแลกเปลี่ยนข้อมูลซึ่งกันและกัน การที่แฮชแท็ก #แพทองธารชินวัตร ติดเทรนด์อย่างรวดเร็วเป็นเครื่องยืนยันถึงบทบาทสำคัญของโซเชียลมีเดียในยุคปัจจุบัน

ทำไมแฮชแท็กนี้ถึงสำคัญ?

  • แสดงถึงความสนใจของประชาชนต่อสถานการณ์ทางการเมือง
  • เป็นช่องทางให้ผู้คนแสดงความคิดเห็นและวิพากษ์วิจารณ์
  • ช่วยกระตุ้นการอภิปรายและแลกเปลี่ยนข้อมูลเกี่ยวกับประเด็นสำคัญ

การที่แฮชแท็ก #แพทองธารชินวัตร ติดเทรนด์ไม่ใช่แค่เรื่องของความนิยมบนโซเชียลมีเดีย แต่ยังเป็นสัญญาณที่บ่งบอกถึงความตื่นตัวทางการเมืองของประชาชน และความต้องการที่จะมีส่วนร่วมในการกำหนดทิศทางของประเทศ

คดีคลิปเสียงและคำตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญเป็นเหตุการณ์สำคัญที่ส่งผลกระทบต่อการเมืองไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ การที่ประชาชนให้ความสนใจและติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิดแสดงให้เห็นถึงความห่วงใยต่ออนาคตของประเทศและการเรียกร้องให้เกิดความโปร่งใสและความเป็นธรรม

ไม่ว่าผลลัพธ์ของเหตุการณ์นี้จะเป็นอย่างไร สิ่งหนึ่งที่แน่นอนคือสังคมไทยกำลังอยู่ในช่วงเวลาแห่งการเปลี่ยนแปลง และการมีส่วนร่วมของประชาชนเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในการสร้างสรรค์อนาคตที่ดีกว่า

อนาคตทางการเมืองของ คุณแพทองธาร ชินวัตร จะเป็นอย่างไรต่อไป? คงต้องติดตามดูกันต่อไป แต่ที่แน่ๆ เหตุการณ์นี้ได้สร้างแรงกระเพื่อมอย่างมากในแวดวงการเมืองไทย

ที่มา – แฮชแท็ก #แพทองธารชินวัตร พุ่งติดเทรนด์ หลังพ้นตำแหน่งนายกฯ คดีคลิปเสียง

ด่วน! “แพทองธาร” พ้นนายกฯ ครม.พ้นทั้งคณะ

ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้ “แพทองธาร” พ้นเก้าอี้นายกรัฐมนตรี ครม.ต้องพ้นทั้งคณะ จากกรณีคลิปเสียง ทำให้ความเป็นรัฐมนตรีของนายกฯ สิ้นสุดลงเฉพาะตัว นับแต่วันที่ศาลสั่งนายกฯ หยุดปฏิบัติหน้าที่ 1 กรกฎาคม 2568 และคณะรัฐมนตรีต้องพ้นตำแหน่งทั้งคณะ

วันที่ 29 ส.ค. 2568 เวลา 15.00 น. ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญอ่านคำวินิจฉัย ชี้ขาดคำร้องที่ประธานวุฒิสภาส่งความเห็นสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) 36 คน ให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรค 3 ประกอบมาตรา 82 ว่าความเป็นรัฐมนตรีของ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี สิ้นสุดลงเฉพาะตัวตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรคหนึ่ง (4) ประกอบมาตรา 106 (4) และ (5) หรือไม่ จากเหตุไม่มีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ และฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง ในกรณีคลิปเสียงสนทนาระหว่าง น.ส.แพทองธาร และสมเด็จฯ ฮุน เซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา จากสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ที่เป็นประเด็นร้อนแรงก่อนหน้านี้

พลเอกสวัสดิ์ ทัศนา สมาชิกวุฒิสภา ผู้ร้อง เดินทางมาฟังศาลด้วยตัวเอง ส่วนนายกรัฐมนตรีมอบหมายนายแพทย์พรหมมินทร์ เลิศสุริยเดช เลขาธิการนายกรัฐมนตรี และทนายความมาฟังคำวินิจฉัยแทน

ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาแล้วเห็นว่า ศาลมีหน้าที่และอำนาจตามรัฐธรรมนูญในการวินิจฉัยเรื่องคุณสมบัติความเป็นรัฐมนตรีจะสิ้นสุดลงเฉพาะตัวหรือไม่ แม้ผู้ถูกร้องโต้แย้งว่าคลิปเสียงได้มาโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย และเป็นคลิปเสียงต่างประเทศไม่มีการแปล ศาลเห็นว่าเพื่อให้ได้ข้อเท็จจริง สามารถรับฟังพยานหลักฐานได้อย่างกว้างขวางในการค้นหาความจริงและยุติข้อกล่าวหาได้อย่างแท้จริง เนื่องจากผู้ถูกร้องยอมรับว่าเป็นบุคคลในคลิปจริง การฟังคลิปเสียงจึงเป็นการเอื้อต่อระบบยุติธรรมมากกว่า ดังนั้นศาลจึงรับฟังคลิปเสียงเป็นพยานหลักฐานได้

ส่วนเรื่องความเป็นรัฐมนตรีของ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี สิ้นสุดลงเฉพาะตัวตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรคหนึ่ง (4) ประกอบมาตรา 106 (4) และ (5) หรือไม่ ศาลรัฐธรรมนูญเห็นว่า ผู้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีต้องเป็นที่ไว้วางใจต่อสาธารณะ และต้องถูกตรวจสอบทุกแง่มุม ต้องมีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ และไม่มีการกระทำอันเป็นเหตุต้องห้าม เมื่อพิจารณาทั้งหมดแล้ว ในส่วนที่กล่าวถึงแม่ทัพภาคที่ 2 เป็นการใช้เทคนิคมุ่งหมายลดความตึงเครียดระหว่างกันนั้น และใช้คำว่า “เรา” การที่ผู้ถูกร้องเป็นนายกรัฐมนตรีของไทย การกล่าวคำดังกล่าวนั้น พฤติกรรมดังกล่าวแสดงให้เห็นว่ามีการแบ่งข้าง และเกิดความไม่เป็นเอกภาพระหว่างรัฐบาลและกองทัพ แสดงความอ่อนแอให้กัมพูชาทราบ เป็นการเปิดช่องให้กัมพูชาเข้ามาแทรกแซงกิจการภายในประเทศได้

การใช้คำว่า “ให้ท่านฮุนเซนเห็นใจหลานหน่อย เขาไล่หลานให้ไปเป็นนายกรัฐมนตรีกัมพูชาแล้ว” เหมือนกับว่าเป็นการตกลงร่วมกัน เป็นการขอร้องให้เห็นใจ แต่เพราะผู้ถูกร้องมีความสัมพันธ์ที่ดีจึงไม่มีการตอบโต้ ผู้ถูกร้องยังแสดงตนและจำนนให้สมเด็จฯ ฮุนเซนทราบ โดยไม่มีเงื่อนไขหรือรักษาจุดยืนของประเทศชาติ และเปิดช่องให้กัมพูชาหยิบยื่นข้อเรื่องร้องต่อไทยได้ตามต้องการ ทั้งที่ผู้ถูกร้องทราบดีว่าการประชุม สมช. มีการพิจารณากับกองทัพจากเบาไปหาหนัก และทราบดีว่าสถานการณ์ชายแดนไทยกัมพูชา

ศาลจึงพิจารณาแล้วเห็นว่า ความเป็นรัฐมนตรีของนายกฯ สิ้นสุดลงเฉพาะตัว นับแต่วันที่ศาลสั่งนายกฯ หยุดปฏิบัติหน้าที่ 1 กรกฎาคม 2568 และคณะรัฐมนตรีต้องพ้นตำแหน่งทั้งคณะ

มติศาลรัฐธรรมนูญ ให้ “แพทองธาร” พ้นเก้าอี้นายกรัฐมนตรี ครม.ต้องพ้นทั้งคณะ

จากคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญในวันนี้ ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองอย่างมีนัยสำคัญ และสร้างความไม่แน่นอนต่ออนาคตของรัฐบาลผสมในปัจจุบัน ประเด็นสำคัญที่ถูกหยิบยกมาพิจารณาคือเรื่องของจริยธรรมและความซื่อสัตย์ของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ซึ่งเป็นสิ่งที่สังคมไทยให้ความสำคัญอย่างยิ่ง

ผลกระทบจากคำตัดสินต่อรัฐบาล

การที่ศาลรัฐธรรมนูญตัดสินให้ “แพทองธาร” พ้นเก้าอี้นายกรัฐมนตรี ครม.ต้องพ้นทั้งคณะ ย่อมส่งผลกระทบโดยตรงต่อเสถียรภาพของรัฐบาล นำไปสู่สุญญากาศทางการเมืองที่ต้องมีการแก้ไขอย่างเร่งด่วน การสรรหานายกรัฐมนตรีคนใหม่และการจัดตั้งคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ จะเป็นขั้นตอนที่ต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด

อนาคตทางการเมืองของ “แพทองธาร”

ถึงแม้ว่า “แพทองธาร” พ้นเก้าอี้นายกรัฐมนตรี ครม.ต้องพ้นทั้งคณะ แต่เส้นทางการเมืองของเธอยังไม่สิ้นสุด การถูกตัดสินในครั้งนี้อาจเป็นบทเรียนสำคัญที่ทำให้เธอต้องทบทวนบทบาทและแนวทางการทำงานในอนาคต และอาจนำไปสู่การปรับปรุงแก้ไขเพื่อกลับมาสู่สนามการเมืองอีกครั้ง

  • การตัดสินใจของศาลรัฐธรรมนูญเป็นไปตามกระบวนการทางกฎหมาย
  • ผลกระทบต่อเสถียรภาพของรัฐบาลเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้
  • อนาคตทางการเมืองของ “แพทองธาร” ยังคงเป็นประเด็นที่น่าติดตาม

โดยสรุปแล้ว คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญในครั้งนี้ ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญทางการเมืองที่ต้องมีการติดตามและวิเคราะห์ผลกระทบอย่างรอบด้าน เพื่อให้เข้าใจถึงสถานการณ์และเตรียมพร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงที่อาจเกิดขึ้น

ที่มา – มติศาลรัฐธรรมนูญ ให้ “แพทองธาร” พ้นเก้าอี้นายกรัฐมนตรี ครม.ต้องพ้นทั้งคณะ

สันติ เข้าภูมิใจไทย ปัดตอบปม ลุ้นคดีนายกฯ

“สันติ พร้อมพัฒน์” รองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ โผล่เข้า “พรรคภูมิใจไทย” ทักทายสื่อมวลชน ปัดตอบปมมาลุ้นคดีนายกฯ

วันที่ 29 สิงหาคม 2568 เวลา 14.48 น. ที่พรรคภูมิใจไทย ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายสันติ พร้อมพัฒน์ รองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ได้เดินทางมายังที่ทำการพรรคภูมิใจไทย ทันทีที่เห็นผู้สื่อข่าวได้ทักทายว่าวันนี้นักข่าวเยอะเลย

เมื่อผู้สื่อข่าวว่า วันนี้มาให้กำลังใจหรือมายินดีอะไรหรือไม่ นายสันติ ตอบว่า ไม่มีอะไรเลย

เมื่อถามต่อว่า มาวอร์รูมร่วมกับพรรคภูมิใจไทยใช่หรือไม่ นายสันติ เผยว่า เปล่า ไม่ได้มาทำอะไรเลย และเมื่อถามว่า มาลุ้นคดีนายกฯ ด้วยหรือไม่นั้น นายสันติ ปฏิเสธที่จะตอบคำถาม และเดินเข้าไปในลิฟต์ทันที

ความเคลื่อนไหวทางการเมืองยังคงเป็นที่จับตา เมื่อนายสันติ พร้อมพัฒน์ รองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ เดินทางมายังพรรคภูมิใจไทย ท่ามกลางความสนใจของสื่อมวลชน อย่างไรก็ตาม นายสันติได้ปฏิเสธที่จะตอบคำถามเกี่ยวกับประเด็นทางการเมืองที่กำลังเป็นที่สนใจ

การปรากฏตัวของนายสันติที่พรรคภูมิใจไทย ทำให้เกิดคำถามมากมายถึงเหตุผลในการเดินทางมาในครั้งนี้ แม้ว่าเจ้าตัวจะยืนยันว่าไม่มีวาระพิเศษ แต่การที่เขาปฏิเสธที่จะตอบคำถามเกี่ยวกับคดีนายกฯ ก็ยิ่งทำให้หลายคนสงสัยถึงความเชื่อมโยงที่อาจเกิดขึ้น

การเดินทางมา “พรรคภูมิใจไทย” ของนายสันติในครั้งนี้ เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่การเมืองไทยกำลังมีความเปลี่ยนแปลงและมีความไม่แน่นอน การตัดสินใจของนักการเมืองแต่ละคนจึงมีความสำคัญและอาจส่งผลกระทบต่อทิศทางทางการเมืองในอนาคต

สถานการณ์ทางการเมืองที่กำลังดำเนินไปอย่างเข้มข้น ทำให้ทุกความเคลื่อนไหวของนักการเมืองเป็นที่จับตามอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเดินทางไปยังพรรคการเมืองอื่น ซึ่งอาจเป็นสัญญาณของการเปลี่ยนแปลงขั้วทางการเมือง หรือการรวมตัวเพื่อสร้างความเข้มแข็งให้กับพรรค

สันติ เดินเข้า พรรคภูมิใจไทย ยิ้มทักทายสื่อ ปัดตอบคำถามมาลุ้นคดีนายกฯ

ประเด็นที่น่าสนใจคือ หลังจากที่นายสันติเดินทางมาถึงพรรคภูมิใจไทย ได้มีการพูดคุยกับผู้บริหารพรรคหรือไม่ และหากมีการพูดคุยเกิดขึ้น เนื้อหาในการสนทนาเป็นเรื่องใด อย่างไรก็ตาม ข้อมูลในส่วนนี้ยังไม่ได้รับการเปิดเผย

ทำไมนายสันติถึงเลือกที่จะมายัง พรรคภูมิใจไทย ในช่วงเวลานี้

การตัดสินใจของนายสันติในการเดินทางมายังพรรคภูมิใจไทยในครั้งนี้ อาจมีหลายปัจจัยเข้ามาเกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของความสัมพันธ์ส่วนตัว การหารือเรื่องนโยบาย หรือแม้แต่การเตรียมพร้อมสำหรับการเลือกตั้งในอนาคต อย่างไรก็ตาม การวิเคราะห์ถึงเหตุผลที่แท้จริงนั้น จำเป็นต้องพิจารณาจากข้อมูลและสถานการณ์ที่เกี่ยวข้องอย่างรอบด้าน

การที่นายสันติ ปฏิเสธที่จะตอบคำถามเกี่ยวกับคดีนายกฯ ทำให้หลายคนมองว่าเขาอาจต้องการหลีกเลี่ยงการแสดงความคิดเห็นในประเด็นที่ละเอียดอ่อน หรืออาจมีเหตุผลอื่นที่ทำให้เขาไม่สะดวกที่จะให้ข้อมูลในขณะนี้

การเมืองไทยยังคงเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน การเปลี่ยนแปลงและพลิกผันสามารถเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา การติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวของนักการเมืองอย่างใกล้ชิด จึงเป็นสิ่งที่จำเป็นสำหรับผู้ที่สนใจสถานการณ์ทางการเมือง

สิ่งที่เกิดขึ้นกับนายสันติสะท้อนให้เห็นถึงความซับซ้อนของการเมืองไทย การตัดสินใจของนักการเมืองแต่ละคนอาจไม่ได้มีเพียงเหตุผลเดียว แต่เป็นการผสมผสานของปัจจัยต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ทั้งเรื่องส่วนตัว เรื่องการเมือง และเรื่องผลประโยชน์

ในฐานะประชาชน สิ่งที่เราทำได้คือการติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด วิเคราะห์ข้อมูลอย่างรอบด้าน และตัดสินใจเลือกผู้แทนที่สามารถนำพาประเทศไปในทิศทางที่ถูกต้อง

การที่นายสันติเดินทางมายัง “พรรคภูมิใจไทย” และปฏิเสธที่จะตอบคำถามเกี่ยวกับคดีนายกฯ เป็นเพียงส่วนหนึ่งของภาพใหญ่ทางการเมืองที่กำลังดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง เราต้องไม่ลืมว่าการเมืองไม่ใช่เรื่องของบุคคลใดบุคคลหนึ่ง แต่เป็นเรื่องของพวกเราทุกคน

ที่มา – “สันติ” เดินเข้า “พรรคภูมิใจไทย” ยิ้มทักทายสื่อ ปัดตอบคำถามมาลุ้นคดีนายกฯ

รัฐมนตรีให้กำลังใจ “นายกฯ แพทองธาร” ลุ้นคำวินิจฉัย

รัฐมนตรีเพื่อไทย-พรรคร่วม ตบเท้าเข้าทำเนียบรัฐบาลคึกคัก ให้กำลังใจ “นายกฯ แพทองธาร” ลุ้นคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ

เมื่อเวลา 13.00 น. วันที่ 29 สิงหาคม 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บรรดารัฐมนตรีพรรคเพื่อไทย และพรรคร่วมรัฐบาล ทยอยเดินทางเข้าทำเนียบรัฐบาล เพื่อร่วมรับฟังคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญร่วมกับ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม อย่างคึกคัก ประกอบด้วย พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เดินทางเข้ามาเป็นคนแรก ตามด้วยรัฐมนตรี อาทิ นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม นายพงศ์กวิน จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ นายจตุพร บุรุษพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นางมนพร เจริญศรี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม นายเดชอิศม์ ขาวทอง รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย นายชัยชนะ เดชเดโช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข น.ส.ลิณธิภรณ์ วริณวัชรโรจน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นต้น

นายสมศักดิ์ กล่าวว่า มาเป็นทุกอย่าง มาเป็นพลังให้นายกฯ และนายกฯ กำลังใจดีอยู่แล้ว ขณะที่ นางมนพร กล่าวเพียงสั้นๆ ว่ามาให้กำลังใจนายกฯ รวมไปถึง นายปิฎก สุขสวัสดิ์ สามีของ น.ส.แพทองธาร และ น.ส.พินทองทา ชินวัตร คุณากรวงศ์ พี่สาว จากนั้น 13.59 น. นพ.พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช เลขาธิการนายกรัฐมนตรี เดินทางออกจากทำเนียบรัฐบาลไปยังศาลรัฐธรรมนูญ ในฐานะตัวแทนนายกฯ เพื่อรับฟังคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ โดยไปถึงศาลรัฐธรรมนูญเวลาประมาณ 14.30 น. โดยศาลจะเริ่มอ่านคำวินิจฉัยในเวลา 15.00 น. เป็นต้นไป

นายสมศักดิ์ กล่าวว่า มาเป็นทุกอย่าง มาเป็นพลังให้นายกฯ และนายกฯ กำลังใจดีอยู่แล้ว ขณะที่ นางมนพร กล่าวเพียงสั้นๆ ว่ามาให้กำลังใจนายกฯ รวมไปถึง นายปิฎก สุขสวัสดิ์ สามีของ น.ส.แพทองธาร และ น.ส.พินทองทา ชินวัตร คุณากรวงศ์ พี่สาว จากนั้น 13.59 น. นพ.พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช เลขาธิการนายกรัฐมนตรี เดินทางออกจากทำเนียบรัฐบาลไปยังศาลรัฐธรรมนูญ ในฐานะตัวแทนนายกฯ เพื่อรับฟังคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ โดยไปถึงศาลรัฐธรรมนูญเวลาประมาณ 14.30 น. โดยศาลจะเริ่มอ่านคำวินิจฉัยในเวลา 15.00 น. เป็นต้นไป

รัฐมนตรีเพื่อไทย-พรรคร่วมเข้าทำเนียบฯ ให้กำลังใจ “นายกฯ อิ๊งค์” ลุ้นคำวินิจฉัย

เหตุการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงความสามัคคีและความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันของรัฐบาลในการเผชิญกับสถานการณ์ที่สำคัญ การที่รัฐมนตรีจากหลายพรรคการเมืองเดินทางมาให้กำลังใจ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี แสดงให้เห็นถึงความเชื่อมั่นในความเป็นผู้นำของเธอ และความมุ่งมั่นที่จะทำงานร่วมกันเพื่อประเทศชาติ

การรวมตัวของรัฐมนตรีเพื่อไทยและพรรคร่วม

การรวมตัวของรัฐมนตรีจากพรรคเพื่อไทยและพรรคร่วมในครั้งนี้ ถือเป็นภาพที่น่าสนใจและแสดงให้เห็นถึงเสถียรภาพของรัฐบาลผสม แม้ว่าจะมีประเด็นทางการเมืองที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด แต่การสนับสนุนและความไว้วางใจที่รัฐมนตรีมีต่อนายกรัฐมนตรีเป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม สถานการณ์นี้อาจส่งผลต่อการตัดสินใจและการดำเนินงานของรัฐบาลในอนาคต

การที่รัฐมนตรีหลายท่านเดินทางมาให้กำลังใจนายกฯ สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการทำงานเป็นทีม และการสนับสนุนซึ่งกันและกันในสถานการณ์ที่กดดัน การที่นายกฯ ได้รับกำลังใจจากคนรอบข้าง จะช่วยให้สามารถตัดสินใจและแก้ไขปัญหาต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น การลุ้นคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญจึงเป็นอีกหนึ่งบททดสอบสำคัญของรัฐบาลชุดนี้

สถานการณ์ทางการเมืองยังคงมีความไม่แน่นอน และผลการพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญอาจมีผลกระทบต่ออนาคตทางการเมืองของ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร และรัฐบาล การติดตามข่าวสารและสถานการณ์อย่างใกล้ชิดจึงเป็นสิ่งสำคัญสำหรับประชาชนทุกคน

การตัดสินใจทางการเมืองครั้งสำคัญนี้ ไม่เพียงแต่จะส่งผลกระทบต่อตัวนายกรัฐมนตรีเท่านั้น แต่ยังส่งผลต่อภาพรวมของประเทศ การที่รัฐมนตรีและคนใกล้ชิดมาให้กำลังใจ แสดงให้เห็นถึงความเชื่อมั่นในการนำพาประเทศไปข้างหน้า และการพร้อมที่จะเผชิญกับทุกสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้น

โดยสรุปแล้ว การที่บรรดารัฐมนตรีเดินทางมาให้กำลังใจ “นายกฯ แพทองธาร” ลุ้นคำวินิจฉัย ถือเป็นสัญลักษณ์แห่งการสนับสนุนและความสามัคคีภายในรัฐบาล ซึ่งจะเป็นกำลังใจสำคัญในการตัดสินใจและแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นในอนาคต

“นายกฯ แพทองธาร” ลุ้นคำวินิจฉัย ท่ามกลางกำลังใจจากคนรอบข้าง เป็นภาพที่แสดงให้เห็นถึงการทำงานเป็นทีม และการพร้อมเผชิญกับทุกสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้น

ที่มา – รัฐมนตรีเพื่อไทย-พรรคร่วมเข้าทำเนียบฯ ให้กำลังใจ “นายกฯ อิ๊งค์” ลุ้นคำวินิจฉัย

“แพทองธาร” ยิ้มแย้ม! เข้าทำเนียบฯ ลุ้นศาล รธน.

“นายกฯ อิ๊งค์” “แพทองธาร” ยิ้มทักทายสื่อมวลชนอย่างสดใสขณะเดินทางเข้าทำเนียบรัฐบาล เพื่อรอฟังผลคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ โดยมีพี่สาว “พินทองทา” เตรียมเดินทางมาให้กำลังใจอย่างใกล้ชิด

เมื่อเวลา 12.35 น. วันที่ 29 ส.ค. 2568 น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและรมว.วัฒนธรรม เดินทางมาถึงทำเนียบรัฐบาล ท่ามกลางความสนใจจากสื่อมวลชนที่มารอทำข่าว เมื่อลงจากรถบริเวณหน้าตึกไทยคู่ฟ้า น.ส.แพทองธาร ได้แสดงสีหน้ายิ้มแย้ม พร้อมโบกมือทักทายสื่อมวลชนทั้งไทยและต่างประเทศที่มารอติดตามการแถลงข่าวของเธอที่โถงกลางตึกไทยคู่ฟ้า

สถานการณ์ทางการเมืองวันนี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากเป็นการรอฟังคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญในคดีคลิปเสียง ซึ่งส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของประชาชนและเสถียรภาพของรัฐบาล

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า ในช่วงบ่ายของวันเดียวกัน ก่อนที่ศาลรัฐธรรมนูญจะเริ่มอ่านคำวินิจฉัย น.ส.พินทองทา ชินวัตร คุณากรวงศ์ พี่สาวของนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีจากพรรคเพื่อไทย จะเดินทางมาร่วมให้กำลังใจ น.ส.แพทองธาร และร่วมรับฟังคำวินิจฉัยของศาลไปพร้อมกัน การปรากฏตัวของ น.ส.พินทองทา แสดงให้เห็นถึงความสามัคคีและการสนับสนุนภายในครอบครัวและพรรคเพื่อไทยในช่วงเวลาที่สำคัญเช่นนี้

“แพทองธาร” ยิ้มทักทายสื่อ เข้าทำเนียบฯ ฟังผลคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ

ผลคำตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญในวันนี้ จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อทิศทางทางการเมืองของประเทศ และเป็นที่จับตาจากทุกภาคส่วน

แพทองธารทักทายสื่อ
แพทองธารให้สัมภาษณ์
บรรยากาศทำเนียบ
แพทองธาร เดินทาง

การที่ น.ส.แพทองธาร เลือกที่จะเผชิญหน้ากับสถานการณ์อย่างใจเย็นและยิ้มแย้ม แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นและความพร้อมที่จะรับมือกับทุกสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้น

ทำไมการรอฟังคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญจึงมีความสำคัญ

การรอฟังคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญมีความสำคัญอย่างยิ่งต่ออนาคตทางการเมืองของ น.ส.แพทองธาร และต่อเสถียรภาพของรัฐบาล หากคำวินิจฉัยเป็นผลร้าย อาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองครั้งใหญ่ และส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ

ในทางกลับกัน หากคำวินิจฉัยเป็นผลดี ก็จะเป็นการเสริมสร้างความมั่นใจให้กับรัฐบาล และเปิดโอกาสให้สามารถดำเนินนโยบายต่างๆ เพื่อพัฒนาประเทศได้อย่างเต็มที่

ไม่ว่าผลจะออกมาเป็นเช่นไร สิ่งสำคัญที่สุดคือการยอมรับและเคารพในคำตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อรักษากฎหมายและระเบียบของประเทศ

ภาพ : ศรันย์ พงษ์สวัสดิ์ ⁣

ท้ายที่สุดนี้ การเมืองไทยยังคงต้องเดินหน้าต่อไป การตัดสินใจและแนวทางการแก้ไขปัญหาของผู้นำ จะเป็นตัวกำหนดอนาคตของประเทศ

ที่มา – “แพทองธาร” ยิ้มทักทายสื่อ เข้าทำเนียบฯ ฟังผลคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ

ศาล รธน. ชี้ชะตานายกฯ: อัปเดตล่าสุด

ศาลรัฐธรรมนูญ เริ่มต้นการประชุมเพื่อลงมติชี้ชะตา นางสาวแพทองธาร ชินวัตร หรือ “อิ๊งค์” นายกรัฐมนตรี โดยได้มอบหมายให้ “หมอมิ้ง-ทนาย” เข้ารับฟังคำวินิจฉัยสำคัญในวันนี้ ท่ามกลางการรักษาความปลอดภัยที่เข้มงวด

เมื่อวันที่ 29 สิงหาคม 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศจากอาคารราชบุรีดิเรกฤทธิ์ ถนนแจ้งวัฒนะ ซึ่งเป็นสถานที่ที่ศาลรัฐธรรมนูญนัดชี้ขาดคำร้องสำคัญที่ประธานวุฒิสภาได้ส่งความเห็นของสมาชิกวุฒิสภา (สว.) จำนวน 36 คน เพื่อขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยความเป็นนายกรัฐมนตรีของ นางสาวแพทองธาร ชินวัตร สิ้นสุดลงเฉพาะตัว ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 170 วรรคหนึ่ง (4) ประกอบมาตรา 160 (4) และ (5) โดยมีประเด็นสำคัญคือเรื่องความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ และการฝ่าฝืนมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง สืบเนื่องจากคลิปสนทนาระหว่างนายกฯ แพทองธาร กับสมเด็จฮุนเซน ประธานวุฒิสภาแห่งกัมพูชา

คดีนี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง และศาลได้รับคำร้องไว้วินิจฉัย พร้อมทั้งมีคำสั่งให้นางสาวแพทองธาร หยุดปฏิบัติหน้าที่นายกรัฐมนตรี ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2568 ที่ผ่านมา นอกจากนี้ ศาลยังได้ดำเนินการไต่สวนนางสาวแพทองธาร และนายฉัตรชัย บางชวด เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (เลขาธิการ สมช.) เมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 2568 และให้ส่งคำแถลงการณ์ปิดคดีเมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2568 ตามลำดับ การดำเนินการทั้งหมดเป็นไปตามระเบียบที่กำหนดไว้ รวมถึงการจัดพื้นที่และติดตั้งจอโทรทัศน์เพื่อให้ผู้สนใจสามารถรับชมภาพและเสียงจากห้องพิจารณาคดีได้ นอกจากนี้ ยังมีการถ่ายทอดคำวินิจฉัยผ่านช่องทาง YouTube ของสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญอีกด้วย

เจ้าหน้าที่ตำรวจจากกองบัญชาการตำรวจนครบาล 2 (บก.น.2) ได้จัดกำลังพลจำนวน 1 กองร้อย พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ EOD และสุนัขตำรวจ เพื่อรักษาความปลอดภัยบริเวณโดยรอบอย่างเข้มงวด เพื่อให้การดำเนินการเป็นไปด้วยความเรียบร้อย สื่อมวลชนจากหลายสำนักข่าวทั้งในประเทศและต่างประเทศได้เดินทางมาติดตามรายงานข่าวการชี้ขาดความเป็นนายกรัฐมนตรีของ นางสาวแพทองธาร อย่างใกล้ชิด

ศาล รธน. ชี้ชะตานายกฯ

ในเวลา 09.30 น. องค์คณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญได้เริ่มการประชุมเพื่อแถลงคำวินิจฉัยส่วนตน ปรึกษาหารือ และลงมติ จากนั้นจะมีการทำคำวินิจฉัยกลางเพื่ออ่านให้คู่ความฟังในเวลา 15.00 น. พล.อ.สวัสดิ์ ทัศนา สมาชิกวุฒิสภา (ผู้ร้อง) ได้เดินทางมารับฟังการพิจารณาของศาลด้วยตนเอง ขณะที่ นายกรัฐมนตรีมอบหมาย นายแพทย์พรหมินทร์ เลิศสุริยเดช เลขาธิการนายกรัฐมนตรี และทนายความมาฟังคำวินิจฉัย

แนวทางการวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญในเรื่องนี้มีสองแนวทางหลักที่เป็นไปได้:

  • ยกคำร้อง: หากศาลตัดสินใจเช่นนี้ หมายความว่า นายกรัฐมนตรี จะยังคงอยู่ในตำแหน่งต่อไป
  • มีความผิดตามคำร้อง: ในกรณีนี้ นายกรัฐมนตรี จะต้องพ้นจากตำแหน่ง นับตั้งแต่วันที่ศาลสั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ และอาจถูกตัดสิทธิ์ทางการเมืองเป็นเวลา 10 ปี

ประเด็นสำคัญ: ศาล รธน. ชี้ชะตานายกฯ

การตัดสินใจของศาลรัฐธรรมนูญในครั้งนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่ออนาคตทางการเมืองของประเทศไทย และจะเป็นที่จับตามองของประชาชนทุกภาคส่วน การมอบหมายให้ “หมอมิ้ง-ทนาย” มาฟังคำวินิจฉัยแทน แสดงให้เห็นว่าทีมงานของนายกฯ ให้ความสำคัญกับการพิจารณาคดีนี้มาก

ไม่ว่าผลการตัดสินจะเป็นอย่างไร เราต้องเคารพการตัดสินใจของศาลรัฐธรรมนูญ และร่วมกันสร้างสรรค์สังคมไทยให้เดินหน้าต่อไปอย่างมั่นคง

ที่มา – ศาล รธน. เริ่มแล้วประชุมลงมติชี้ชะตานายกฯ “อิ๊งค์” มอบ “หมอมิ้ง-ทนาย” ฟังคำวินิจฉัย

Scroll to top