คดีหมิ่นประมาท

“เสรีพิศุทธ์” ขึ้นศาล คดี “เนวิน” ฟ้องหมิ่นฯ ปมเขากระโดง

“เสรีพิศุทธ์” ขึ้นศาล คดี “เนวิน” ฟ้องหมิ่นฯ ปมเขากระโดง

กลายเป็นประเด็นร้อนที่สังคมให้ความสนใจอย่างมาก สำหรับกรณีที่ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส หัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย ได้เดินทางไปยังศาลจังหวัดบุรีรัมย์ เพื่อเข้าสู่กระบวนการไต่สวนมูลฟ้องในคดีที่นายเนวิน ชิดชอบ ประธานสโมสรฟุตบอลบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด เป็นโจทก์ยื่นฟ้องในข้อหาหมิ่นประมาทด้วยการโฆษณาและแจ้งความเท็จ กรณีที่เกี่ยวข้องกับข้อพิพาทที่ดินเขากระโดง ซึ่งถือเป็นมหากาพย์ที่ยืดเยื้อมานาน

การเดินทางมาศาลในครั้งนี้ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ ยืนยันว่าแม้ตามกฎหมายจะไม่จำเป็นต้องมาด้วยตัวเอง แต่ที่มาเพราะอยากพบและพูดคุยกับนายเนวินโดยตรงเพื่อหาทางออกให้แก่สังคม โดยมองว่าปมที่ดินเขากระโดงนั้นมีหลักฐานที่ชัดเจนอยู่แล้ว การต่อสู้ในชั้นศาลต่อไปอาจไม่ส่งผลดีต่อฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง

ลั่น “เรื่องจบ” หากยอมคืนที่ดินตามกฎหมาย

พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ ได้กล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่นว่า ปัญหาข้อพิพาทเกี่ยวกับที่ดินการรถไฟฯ บริเวณเขากระโดงนั้นมีทางออกที่ง่ายที่สุดคือการคืนที่ดินให้แก่รัฐ ซึ่งหากนายเนวินยอมคืนที่ดินเสียแต่ตอนนี้ ตัวท่านเองก็พร้อมที่จะยุติเรื่องราวทั้งหมดและไม่ติดใจเอาความต่อกัน เพราะเป้าหมายสูงสุดคือการรักษาผลประโยชน์ของแผ่นดิน ไม่ใช่การจองเวรหรือโกรธเคืองส่วนตัว

  • ย้ำชัดว่าการมาศาลครั้งนี้ไม่ได้ต้องการความขัดแย้ง
  • มองว่าการฟ้องร้องครั้งนี้อาจมีเจตนาเพื่อปิดปากไม่ให้วิพากษ์วิจารณ์
  • ยืนยันความมั่นใจในข้อเท็จจริงเรื่องคดีที่ดินเขากระโดง

เมื่อผู้สื่อข่าวถามถึงความกังวลใจเกี่ยวกับคดีความที่ถูกฟ้องร้อง พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ กล่าวอย่างมั่นใจว่าตนผ่านการถูกฟ้องหมิ่นประมาทมานับไม่ถ้วน และไม่เคยพ่ายแพ้ในคดีใดเลย โดยมองว่าสถานการณ์นี้คือบทพิสูจน์ของความถูกต้องภายใต้กฎหมายไทยอย่างแท้จริง

มุมมองทิ้งท้าย: ในท้ายที่สุดแล้ว ปมที่ดินเขากระโดงไม่ควรเป็นเพียงแค่เรื่องของคดีความระหว่างบุคคลสองคน แต่ควรเป็นบรรทัดฐานให้สังคมเห็นว่า การจัดการกับทรัพยากรของรัฐต้องมีความโปร่งใส หากทุกฝ่ายหันหน้าเข้าหากันและยึดหลักกฎหมายเป็นที่ตั้ง เรื่องที่ดูเหมือนจะบานปลายอาจจบลงได้ด้วยความร่วมมือเพื่อประโยชน์ของส่วนรวม

ที่มา – “เสรีพิศุทธ์” ขึ้นศาล คดี “เนวิน” ฟ้องหมิ่นฯ ปมเขากระโดง ลั่น “เรื่องจบ” หากยอมคืนที่ดิน

ยิ่งชีพ ไอลอว์ เตือนตำรวจรับคดีผิดท้องที่สุ่มเสี่ยงผิดกฎหมาย

เชื่อว่าหลายคนคงเคยได้ยินข่าวคราวเกี่ยวกับการแจ้งความดำเนินคดี แต่รู้ไหมครับว่าการแจ้งความนั้นไม่ได้ทำได้ทุกที่ตามใจชอบ ล่าสุด ยิ่งชีพ ไอลอว์ เตือนตำรวจรับคดีผิดท้องที่สุ่มเสี่ยงผิดกฎหมาย โดยย้ำชัดว่าพนักงานสอบสวนต้องปฏิบัติตาม ป.วิ.อาญา มาตรา 18 อย่างเคร่งครัด เพื่อไม่ให้เป็นการละเมิดสิทธิและสร้างภาระให้กับประชาชนเกินความจำเป็น

ยิ่งชีพ ไอลอว์ เตือนตำรวจรับคดีผิดท้องที่สุ่มเสี่ยงผิดกฎหมาย

คุณยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้อำนวยการโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน ได้ออกมาให้ความรู้ที่น่าสนใจเกี่ยวกับข้อกฎหมายที่มักถูกเข้าใจผิด โดยเฉพาะกรณีที่มีผู้หลักผู้ใหญ่หรือผู้มีอิทธิพลพยายามอ้างสิทธิในการแจ้งความตามภูมิลำเนาผู้เสียหาย ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว กฎหมายไม่ได้กำหนดไว้เช่นนั้น

หลักการของ ป.วิ.อาญา มาตรา 18 ที่ควรรู้

ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 18 ได้ระบุไว้อย่างชัดเจนว่า พนักงานสอบสวนจะมีอำนาจรับทำคดีได้ก็ต่อเมื่อเข้าเงื่อนไข 3 ประการ ดังนี้:

  • เป็นท้องที่ที่เหตุแห่งคดีเกิดขึ้นจริง
  • เป็นท้องที่ที่ผู้ต้องหามีถิ่นที่อยู่หรือมีภูมิลำเนา
  • เป็นท้องที่ที่ผู้ต้องหาถูกจับกุมตัวได้

หากคดีไม่เข้าเงื่อนไขเหล่านี้ พนักงานสอบสวนย่อมไม่มีอำนาจในการรับแจ้งความหรือดำเนินคดี การที่ ยิ่งชีพ ไอลอว์ เตือนตำรวจรับคดีผิดท้องที่สุ่มเสี่ยงผิดกฎหมาย เป็นการส่งสัญญาณเตือนไปยังเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานว่าหากฝ่าฝืนรับทำคดีทั้งที่ไม่มีอำนาจสอบสวน พนักงานสอบสวนเองอาจต้องรับผิดชอบทางกฎหมายเสียเองด้วย

นอกเหนือจากเรื่องของเขตอำนาจศาลแล้ว สิ่งที่น่าจับตามองคือการใช้ช่องว่างทางกฎหมายเพื่อกลั่นแกล้งกัน โดยเฉพาะในคดีหมิ่นประมาทหรือความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มีความพยายามตีความว่าคดีเกิดขึ้นในพื้นที่ที่ผู้เสียหายพบเห็นข้อความ ซึ่งมักจะเป็นพื้นที่ห่างไกล เพื่อดึงตัวผู้ถูกกล่าวหาให้ต้องเดินทางไปต่อสู้คดีด้วยความยากลำบาก นี่ไม่ใช่เจตนารมณ์ของกฎหมายที่ต้องการคุ้มครองสิทธิของผู้บริสุทธิ์ แต่เป็นการสร้างภาระเกินสมควร

เราในฐานะประชาชนควรรู้เท่าทันสิทธิของตนเอง หากมีการเรียกตัวไปสอบสวนหรือดำเนินคดีควรตรวจสอบให้ดีว่าหน่วยงานที่เรียกนั้นมีอำนาจสอบสวนตามเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนดหรือไม่ การศึกษาข้อกฎหมายเบื้องต้นจะช่วยให้เราปกป้องตัวเองได้ดีขึ้น และสนับสนุนให้กระบวนการยุติธรรมเป็นไปอย่างเที่ยงธรรมและสมเหตุสมผลสำหรับทุกคนครับ

ที่มา – “ยิ่งชีพ ไอลอว์” เตือนตำรวจรับคดีผิดท้องที่สุ่มเสี่ยงผิดกฎหมาย

ศาลรับฟ้องคดี “บิ๊กโจ๊ก” ฟ้อง พ.ต.อ.ภาคภูมิ ปมสัมภาษณ์หมิ่นประมาทในรายการ

เชื่อว่าหลายคนคงได้ติดตามข่าวคราวในแวดวงสีกากีกันมาอย่างต่อเนื่อง โดยล่าสุดมีความเคลื่อนไหวที่น่าสนใจอีกครั้ง เมื่อศาลรับฟ้องคดี “บิ๊กโจ๊ก” ฟ้อง พ.ต.อ.ภาคภูมิ ปมสัมภาษณ์หมิ่นประมาทในรายการ ซึ่งถือเป็นประเด็นร้อนที่สังคมให้ความสนใจเป็นอย่างมาก เพราะเป็นการเผชิญหน้ากันในชั้นศาลระหว่างอดีตผู้บังคับบัญชาและลูกน้องคนสนิท

ศาลรับฟ้องคดี “บิ๊กโจ๊ก” ฟ้อง พ.ต.อ.ภาคภูมิ ปมสัมภาษณ์หมิ่นประมาทในรายการ

เหตุการณ์เริ่มต้นจากการที่ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล หรือ “บิ๊กโจ๊ก” ได้ยื่นฟ้อง พ.ต.อ.ภาคภูมิ พิศมัย ในความผิดฐานหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา โดยประเด็นหลักที่บิ๊กโจ๊กนำมาฟ้องร้องนั้นเกิดจากการที่จำเลยไปให้สัมภาษณ์ผ่านรายการโทรทัศน์หลายรายการ โดยมีการกล่าวอ้างทำนองว่าโจทก์มีการทำร้ายร่างกายผู้ใต้บังคับบัญชาจนได้รับบาดเจ็บ ซึ่งทำให้ชื่อเสียงของบิ๊กโจ๊กได้รับความเสียหายอย่างร้ายแรง

รายละเอียดการพิจารณาชั้นไต่สวนมูลฟ้อง

ในการไต่สวนมูลฟ้องที่ผ่านมา ศาลได้พิเคราะห์พยานหลักฐานแล้วเห็นว่า คำให้สัมภาษณ์ของ พ.ต.อ.ภาคภูมิ ทางรายการโทรทัศน์นั้น แม้บางครั้งจะไม่ได้ระบุชื่อผู้ถูกกล่าวหาตรงๆ แต่เมื่อรวมกับบริบทของคำถามและเนื้อหาที่กล่าวถึงลูกน้องคนสนิท ศาลเห็นว่าผู้ที่รับชมย่อมเข้าใจได้ทันทีว่าหมายถึงใคร สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการที่ศาลรับฟ้องคดี “บิ๊กโจ๊ก” ฟ้อง พ.ต.อ.ภาคภูมิ ปมสัมภาษณ์หมิ่นประมาทในรายการ ครั้งนี้ เพราะมองว่าเป็นการยืนยันข้อเท็จจริงที่ส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์และทำให้ผู้อื่นมองว่าโจทก์เป็นผู้บริหารที่ขาดศีลธรรม

  • จุดเริ่มต้นคดี: การให้สัมภาษณ์ผ่านสื่อโทรทัศน์
  • ข้อหา: หมิ่นประมาทโดยการโฆษณา
  • ผลการพิจารณา: ศาลเห็นว่าคดีมีมูลและรับประทับฟ้องไว้พิจารณา
  • นัดหมายถัดไป: ตรวจพยานหลักฐานในวันที่ 20 เมษายน 2570

อย่างไรก็ตาม ในวันที่ 20 เมษายน 2570 ที่กำลังจะมาถึงนี้ ทั้งฝ่ายโจทก์และจำเลยจะต้องกลับมาพบกันอีกครั้งเพื่อทำการตรวจพยานหลักฐานและสืบพยานกันต่อไปในชั้นศาล ซึ่งแน่นอนว่ากระบวนการยุติธรรมในคดีนี้จะเป็นเครื่องพิสูจน์ความจริงว่าการให้สัมภาษณ์ดังกล่าวเป็นการหมิ่นประมาทหรือไม่

บทเรียนสำคัญจากเหตุการณ์นี้คือ การให้สัมภาษณ์ผ่านสื่อสาธารณะโดยเฉพาะในประเด็นที่ส่งผลกระทบต่อชื่อเสียงของบุคคลอื่นนั้นมีความเสี่ยงทางกฎหมายสูงมาก การใช้คำพูดหรือการกล่าวอ้างโดยไม่มีหลักฐานที่ชัดเจนอาจนำไปสู่คดีความในลักษณะนี้ได้ เราคงต้องติดตามกันต่อไปว่าบทสรุปของมหากาพย์คดีนี้จะลงเอยอย่างไร

ที่มา – ศาลรับฟ้องคดี “บิ๊กโจ๊ก” ฟ้อง พ.ต.อ.ภาคภูมิ ปมสัมภาษณ์หมิ่นประมาทในรายการ

“ไอซ์” ขอบคุณ “สุชาติ” ถอนฟ้องคดีหมิ่นประมาท ขอโทษทุกฝ่าย

เรียกได้ว่าเป็นประเด็นที่หลายคนกำลังจับตามองกันเลยทีเดียวครับ สำหรับกรณีที่ “ไอซ์” ขอบคุณ “สุชาติ” ถอนฟ้องคดีหมิ่นประมาท ขอโทษทุกฝ่ายใช้ถ้อยคำทำไม่สบายใจ ซึ่งนับเป็นการจบลงด้วยดีในชั้นศาลหลังจากที่มีการไต่สวนมูลฟ้องเกิดขึ้น วันนี้เราจะมาสรุปสถานการณ์ให้ฟังกันแบบเข้าใจง่ายครับ

สถานการณ์ล่าสุด: “ไอซ์” ขอบคุณ “สุชาติ” ถอนฟ้องคดีหมิ่นประมาท ขอโทษทุกฝ่าย

เหตุการณ์เริ่มต้นขึ้นเมื่อวันที่ 3 กรกฎาคมที่ผ่านมา ณ ศาลอาญาตลิ่งชัน ในการนัดไต่สวนมูลฟ้องคดีที่นายสุชาติ ชมกลิ่น ได้ยื่นฟ้อง น.ส.รักชนก ศรีนอก หรือ ‘ไอซ์’ สส.พรรคประชาชน ในข้อหาหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา จากกรณีที่ ไอซ์ เคยกล่าวหาเรื่องการโกงเลือกตั้ง บรรยากาศภายในห้องพิจารณาคดีดูเหมือนจะผ่อนคลายลง เมื่อทั้งสองฝ่ายมีโอกาสได้พูดคุยเปิดอกกันโดยตรง

เบื้องหลังการพูดคุยที่ทำให้เกิดการถอนฟ้อง

น.ส.รักชนก ได้ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนหลังจากเสร็จสิ้นกระบวนการในศาลว่า นายสุชาติได้แจ้งว่าจะไม่ติดใจเอาความต่อแล้ว โดยมีเหตุผลสำคัญคือความเข้าใจในผลกระทบทางจิตใจที่เกิดขึ้นกับคนรอบข้างของนายสุชาติ โดยเฉพาะคุณแม่และบุตรที่ได้รับผลกระทบจากกระแสสังคมและคำวิจารณ์ การตัดสินใจครั้งนี้ทำให้เกิดความเข้าใจที่ดีขึ้นระหว่างสองฝ่ายในที่สุด

ในส่วนของด้าน น.ส.รักชนก เอง ก็ได้แสดงความเป็นมืออาชีพด้วยการกล่าวขอโทษอย่างชัดเจน โดยมีประเด็นสำคัญดังนี้:

  • ขอโทษนายสุชาติ รวมถึงครอบครัว ทั้งคุณแม่และบุตรที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ที่ผ่านมา
  • ขออภัยประชาชนหากการสื่อสารของตนในอดีตสร้างความไม่สบายใจ
  • ยืนยันจุดยืนในการทำหน้าที่ตรวจสอบในฐานะ สส. และกรรมาธิการต่อไปตามหน้าที่

อย่างไรก็ตาม สำหรับกรณี “ไอซ์” ขอบคุณ “สุชาติ” ถอนฟ้องคดีหมิ่นประมาท ขอโทษทุกฝ่ายใช้ถ้อยคำทำไม่สบายใจ ในครั้งนี้ สิ่งที่น่าชื่นชมคือการหันหน้าเข้าหากันและเลือกที่จะยุติปัญหาด้วยการพูดคุย แม้ว่าในระหว่างที่รอให้สัมภาษณ์หน้าศาลจะมีเหตุการณ์ตึงเครียดเล็กน้อยระหว่างทนายความกับคุณไอซ์ที่ขอความเป็นส่วนตัวในการให้ข้อมูล แต่ท้ายที่สุดแล้วหัวใจสำคัญคือการยอมรับความรู้สึกของอีกฝ่าย นั่นคือบทเรียนที่ดีว่าการใช้โซเชียลมีเดียหรือการวิพากษ์วิจารณ์ทางการเมือง ควรตั้งอยู่บนความระมัดระวังเพื่อให้เกิดการตรวจสอบอย่างสร้างสรรค์และไม่ทำร้ายจิตใจคนบริสุทธิ์โดยไม่จำเป็นครับ

ที่มา – “ไอซ์” ขอบคุณ “สุชาติ” ถอนฟ้องคดีหมิ่นประมาท ขอโทษทุกฝ่ายใช้ถ้อยคำทำไม่สบายใจ

นัดไกล่เกลี่ยคดี “สุชาติ” เผย “ไอซ์ รักชนก” ยอมขอโทษแล้ว ให้อภัยเฉพาะคดีนี้

กลายเป็นประเด็นที่หลายคนให้ความสนใจในแวดวงการเมืองไทย เมื่อศาลอาญาตลิ่งชันได้มีการจัดงาน นัดไกล่เกลี่ยคดี “สุชาติ” เผย “ไอซ์ รักชนก” ยอมขอโทษแล้ว ให้อภัยเฉพาะคดีนี้ ซึ่งเหตุการณ์เริ่มต้นจากการฟ้องร้องหมิ่นประมาทกรณีกล่าวหาเรื่องการทุจริตเลือกตั้ง โดยในวันนี้บรรยากาศการไกล่เกลี่ยเป็นไปอย่างราบรื่นขึ้น หลังจากทางคุณไอซ์ รักชนก ได้แสดงเจตจำนงในการขอโทษต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

สรุปภาพรวม นัดไกล่เกลี่ยคดี “สุชาติ” เผย “ไอซ์ รักชนก” ยอมขอโทษแล้ว ให้อภัยเฉพาะคดีนี้

การพบกันที่ศาลในครั้งนี้ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของความขัดแย้ง โดยนายสุชาติ ชมกลิ่น ได้ให้สัมภาษณ์ในฐานะผู้ใหญ่ว่า เมื่ออีกฝ่ายแสดงความสำนึกผิดและกล่าวขอโทษอย่างจริงใจ ตนเองก็พร้อมที่จะให้อภัยในคดีหมิ่นประมาทส่วนตัวนี้ เพื่อยุติความขัดแย้งบางส่วน แต่ในทางกลับกัน ความจริงที่ว่าเขายังคงต้องเดินหน้าคดีอื่นต่อไปก็เป็นเรื่องที่ต้องแยกแยะกันให้ชัดเจน

เหตุผลเบื้องหลังการตัดสินใจใน นัดไกล่เกลี่ยคดี “สุชาติ” เผย “ไอซ์ รักชนก” ยอมขอโทษแล้ว ให้อภัยเฉพาะคดีนี้

นายสุชาติได้เปิดเผยว่า คดีหมิ่นประมาท ในประเด็นเรื่องเลือกตั้งนั้น เขาสามารถยอมความได้ แต่สำหรับข้อกล่าวหาเรื่องการทุจริตคอร์รัปชันนั้นถือเป็นเรื่องใหญ่ที่ส่งผลกระทบต่อเกียรติยศอย่างร้ายแรง ดังนั้นคดีที่เหลือจึงยังคงต้องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมตามขั้นตอนต่อไป เพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตนเองและรักษาศักดิ์ศรีของครอบครัวซึ่งได้รับผลกระทบทางจิตใจอย่างมากในช่วงที่ผ่านมา

  • จุดเริ่มต้นคดี: การแสดงความคิดเห็นบนสื่อสังคมออนไลน์
  • ผลกระทบต่อครอบครัว: นายสุชาติเน้นย้ำถึงความเดือดร้อนที่ส่งผลไปถึงบิดามารดาและบุตร
  • จุดยืนทางกฎหมาย: แยกแยะคดีที่ยอมความได้และคดีที่ต้องดำเนินคดีต่อ
  • บทเรียนสำหรับโซเชียลมีเดีย: การโพสต์ข้อความควรคำนึงถึงผลกระทบต่อผู้อื่น

ในปัจจุบัน เราคงปฏิเสธไม่ได้ว่าโลกออนไลน์มีอิทธิพลสูงมาก การสื่อสารใดๆ ที่พาดพิงถึงบุคคลอื่นย่อมต้องมาพร้อมกับความรับผิดชอบ การที่นายสุชาติออกมายืนยันว่าจะฟ้องร้องในคดีทุจริตต่อ ก็เพื่อเป็นการวางบรรทัดฐานว่าการวิพากษ์วิจารณ์ทางการเมืองต้องอยู่บนพื้นฐานความเป็นจริง ไม่ใช่การโจมตีเพื่อสร้างคอนเทนต์หรือความสะใจส่วนตัว

ท้ายที่สุดแล้ว เรื่องนี้ถือเป็นอุทาหรณ์ที่ดีให้กับทั้งฝั่งนักการเมืองและประชาชนทั่วไป ว่าการพูดคุยกันด้วยเหตุผลและการแสดงความรับผิดชอบต่อความผิดพลาดคือทางออกที่ดีที่สุดในสังคมไทย หวังว่าการขีดเส้นแบ่งระหว่างเรื่องที่อภัยให้กันได้และเรื่องที่จะต้องพิสูจน์กันในศาลของนายสุชาติจะเป็นตัวอย่างให้เห็นถึงการใช้สิทธิทางกฎหมายที่เหมาะสมครับ

ที่มา – นัดไกล่เกลี่ยคดี “สุชาติ” เผย “ไอซ์ รักชนก” ยอมขอโทษแล้ว ให้อภัยเฉพาะคดีนี้

ศาลเลื่อนอ่านอุทธรณ์ คดีธนาธรฟ้องหมิ่นประมาท อ.อานนท์

ศาลเลื่อนอ่านอุทธรณ์ คดีธนาธรฟ้องหมิ่นประมาท อ.อานนท์

เป็นประเด็นที่หลายคนกำลังจับตามองในแวดวงกฎหมายและการเมืองอย่างใกล้ชิด สำหรับความคืบหน้าของคดีที่ นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ได้ยื่นฟ้องหมิ่นประมาท นายอานนท์ ศักดิ์วรวิชญ์ อาจารย์จากสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) ซึ่งล่าสุดผู้สื่อข่าวรายงานว่า เกิดเหตุขัดข้องทางเทคนิคด้านขั้นตอนการศาล ทำให้ศาลยังไม่อ่านอุทธรณ์ คดี “ธนาธร” ฟ้องหมิ่นฯ “อ.อานนท์” เหตุโจทก์ยังไม่ชำระค่าธรรมเนียมขึ้นศาล ส่งผลให้กระบวนการพิจารณาต้องเลื่อนออกไปก่อน

สำหรับรายละเอียดของคดีนี้ มีจุดเริ่มต้นมาจากกรณีที่นายอานนท์ได้โพสต์ข้อความบนสื่อสังคมออนไลน์ ทั้งเฟซบุ๊กและทวิตเตอร์ ในช่วงเดือนสิงหาคมปี 2564 โดยมีการใช้ถ้อยคำที่ส่งผลกระทบต่อชื่อเสียงของ นายธนาธร โดยเฉพาะการกล่าวหาเรื่องการปลุกปั่นให้เกิดความรุนแรงในม็อบ และตั้งข้อสงสัยว่าเป็นการหนีออกนอกประเทศหลังจากเกิดเหตุการณ์ความไม่สงบ อย่างไรก็ตาม นายธนาธรได้โต้แย้งว่าการเดินทางออกนอกประเทศในเวลานั้น เป็นไปเพื่อหน้าที่ตัวแทนประเทศไทยในการแข่งขันกีฬาเท่านั้น ไม่ใช่การหลบหนีคดีแต่อย่างใด

เบื้องหลังการเลื่อนอ่านคำพิพากษา

สาเหตุสำคัญที่ทำให้การอ่านอุทธรณ์ในวันนี้ไม่สามารถดำเนินการได้นั้น เกิดจากปัญหาการบริหารจัดการทางธุรการศาล โดยระบุว่าฝ่ายโจทก์ยังไม่ได้มีการชำระค่าธรรมเนียมขึ้นศาลตามที่ศาลอุทธรณ์ได้กำหนดไว้ ทำให้ศาลยังไม่อ่านอุทธรณ์ คดี “ธนาธร” ฟ้องหมิ่นฯ “อ.อานนท์” ตามกำหนดการเดิม ทั้งนี้ ศาลได้สั่งให้รวบรวมถ้อยคำสำนวนเพื่อส่งต่อให้ศาลอุทธรณ์ได้พิจารณาขั้นตอนต่อไป โดยจะมีการนัดหมายวันใหม่และแจ้งให้ทั้งฝ่ายโจทก์และจำเลยได้รับทราบอีกครั้ง

คดีนี้ถือเป็นกรณีศึกษาที่น่าสนใจในหลายมิติ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของ:

  • การใช้สื่อสังคมออนไลน์แสดงความคิดเห็นทางการเมือง
  • ขอบเขตของการวิพากษ์วิจารณ์บุคคลสาธารณะ
  • ขั้นตอนและระเบียบปฏิบัติทางกฎหมายในการฟ้องร้องคดีหมิ่นประมาท

เราคงต้องติดตามกันต่อไปว่าบทสรุปของคดีนี้จะเป็นอย่างไร และการที่ศาลยังไม่อ่านอุทธรณ์ คดี “ธนาธร” ฟ้องหมิ่นฯ “อ.อานนท์” เพราะเหตุผลด้านค่าธรรมเนียมนั้น จะส่งผลต่อรูปคดีในระยะยาวหรือไม่ สำหรับผู้ที่ติดตามสถานการณ์บ้านเมือง นี่ถือเป็นอีกช่องทางหนึ่งที่ทำให้เราเห็นถึงกระบวนการยุติธรรมที่ดำเนินไปตามลำดับขั้นตอนของกฎหมายอย่างเคร่งครัด ไม่ว่าคู่กรณีจะเป็นใครก็ตาม หวังว่าในอนาคตคดีนี้จะได้ข้อยุติที่เป็นธรรมต่อทุกฝ่าย

ที่มา – ศาลยังไม่อ่านอุทธรณ์คดี “ธนาธร” ฟ้องหมิ่นฯ “อ.อานนท์” เหตุโจทก์ยังไม่ชำระค่าธรรมเนียมขึ้นศาล

ศาลสูงสุดสหรัฐฯ ยกคำร้องอุทธรณ์ของทรัมป์ คดีล่วงละเมิด อี. จีน แครอลล์

เชื่อว่าหลายคนน่าจะกำลังติดตามสถานการณ์การเมืองสหรัฐฯ ที่มีความเคลื่อนไหวสำคัญเกิดขึ้น โดยล่าสุดมีข่าวใหญ่ที่กลายเป็นที่สนใจไปทั่วโลก เมื่อ ศาลสูงสุดสหรัฐฯ ยกคำร้องอุทธรณ์ของทรัมป์ คดีล่วงละเมิด อี. จีน แครอลล์ อย่างเป็นทางการ ซึ่งถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในคดีแพ่งครั้งใหญ่นี้

ศาลสูงสุดสหรัฐฯ ยกคำร้องอุทธรณ์ของทรัมป์ คดีล่วงละเมิด อี. จีน แครอลล์ ยืนยันคำตัดสินเดิม

เรื่องราวนี้สืบเนื่องมาจากกรณีที่นางเอลิซาเบธ จีน แครอลล์ นักเขียนชื่อดัง ได้ยื่นฟ้องอดีตประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ในคดีแพ่ง โดยกล่าวหาว่าเขาได้ล่วงละเมิดทางเพศเธอในช่วงทศวรรษ 1990 และหลังจากนั้นทรัมป์ยังได้ออกมาปฏิเสธและมีท่าทีหมิ่นประมาทนางแครอลล์ผ่านทางสื่อสังคมออนไลน์ จนนำไปสู่กระบวนการยุติธรรมที่ยืดเยื้อมานานหลายปี

รายละเอียดและผลกระทบของคดี ศาลสูงสุดสหรัฐฯ ยกคำร้องอุทธรณ์ของทรัมป์ คดีล่วงละเมิด อี. จีน แครอลล์

เมื่อศาลสูงสุดตัดสินใจไม่รับพิจารณาคำร้องอุทธรณ์ของทรัมป์ นั่นหมายความว่าคำตัดสินของศาลอุทธรณ์ก่อนหน้านี้ถือเป็นที่สิ้นสุด โดยสรุปประเด็นสำคัญได้ดังนี้:

  • ทรัมป์จะต้องปฏิบัติตามคำสั่งศาลในการจ่ายค่าเสียหายตามที่คณะลูกขุนกำหนด
  • ความพยายามในการขอให้มีการพิจารณาคดีใหม่ถูกศาลปัดตกไปอย่างชัดเจน
  • ทนายความฝ่ายนางแครอลล์ออกมาประกาศชัยชนะ โดยระบุว่าเป็นเครื่องยืนยันถึงความถูกต้องของคณะลูกขุน

ในมุมมองของทางฝ่ายทรัมป์ เขาได้ออกมาโต้ตอบผ่านแพลตฟอร์ม Truth Social ว่าคดีนี้เป็นเรื่องของ “สงครามกฎหมาย” หรือ Lawfare ที่จัดตั้งขึ้นเพื่อโจมตีทางการเมือง และเขายังยืนยันว่าจะต่อสู้ในประเด็นที่เหลือด้วยความมุ่งมั่นต่อไป อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางกระแสวิพากษ์วิจารณ์จากหลายฝ่าย ผลลัพธ์ในครั้งนี้ถือว่าเป็นการปิดช่องทางการอุทธรณ์ที่สำคัญของนายทรัมป์ไปโดยปริยาย

หากเรามองย้อนกลับไปถึงหัวใจสำคัญของข่าว ศาลสูงสุดสหรัฐฯ ยกคำร้องอุทธรณ์ของทรัมป์ คดีล่วงละเมิด อี. จีน แครอลล์ เราจะพบว่านี่คือบทเรียนครั้งสำคัญเกี่ยวกับระบบยุติธรรมของสหรัฐอเมริกา โดยเฉพาะเรื่องความเสมอภาคต่อหน้ากฎหมาย ไม่ว่าใครจะมีตำแหน่งหน้าที่การงานในระดับใดก็ตาม ทุกคนต้องรับผิดชอบต่อการกระทำของตนเองหากศาลได้ตัดสินไปแล้วว่าเป็นความผิดจริง

สุดท้ายนี้ เหตุการณ์ดังกล่าวยังคงเป็นประเด็นที่น่าจับตาต่อไปว่าจะมีผลต่อคะแนนนิยมหรือทิศทางทางการเมืองของทรัมป์ในอนาคตอย่างไรบ้าง เพราะการถูกตัดสินว่ามีความผิดในคดีที่เกี่ยวข้องกับจริยธรรมเช่นนี้ มักจะสร้างแรงสั่นสะเทือนให้กับฐานเสียงและภาพลักษณ์ของนักการเมืองระดับโลกอยู่เสมอ คุณล่ะครับคิดเห็นอย่างไรกับเรื่องนี้ สามารถแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันได้เลยครับ

ที่มา – ศาลสูงสุดสหรัฐฯ ยกคำร้องอุทธรณ์ของทรัมป์ คดีล่วงละเมิด อี. จีน แครอลล์

คุก 1 ปี แต่ให้รอลงอาญา ปรับ 1 แสนบาท ทนายกุ้ง หมิ่นประมาท ปู-มัณฑนา

คุก 1 ปี แต่ให้รอลงอาญา ปรับ 1 แสนบาท ทนายกุ้ง หมิ่นประมาท ปู-มัณฑนา

กลายเป็นประเด็นร้อนในแวดวงกฎหมายเมื่อศาลอาญาได้มีคำพิพากษาในคดีที่ ปู-มัณฑนา หิมะทองคำ อดีตรองนางสาวไทย ได้ยื่นฟ้อง ทนายกุ้ง ในข้อหาหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา จากกรณีการให้สัมภาษณ์ในรายการโทรทัศน์ ซึ่งคดีนี้ถือเป็นบทเรียนสำคัญของการใช้คำพูดและการทำหน้าที่ของทนายความในยุคโซเชียลมีเดีย

สรุปบทเรียนจากคดี คุก 1 ปี แต่ให้รอลงอาญา ปรับ 1 แสนบาท ทนายกุ้ง หมิ่นประมาท ปู-มัณฑนา

ศาลได้พิเคราะห์จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในรายการ ‘เคลียร์ชัดชัด’ โดยพบว่าคำพูดของจำเลยที่ 2 หรือ ทนายกุ้ง นั้นมีการกล่าวถึงจำนวนลูกหนี้ของฝั่งโจทก์ในลักษณะที่เกินขอบเขตการทำหน้าที่ทนายความ ไม่ได้เป็นไปเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของลูกความอย่างสมเหตุสมผล ทำให้ศาลมีคำสั่งตัดสินจำคุกเป็นเวลา 1 ปี แต่ให้รอลงอาญา 2 ปี และสั่งปรับเป็นเงินจำนวน 1 แสนบาท โดยศาลมองว่าการกระทำดังกล่าวเข้าข่ายหมิ่นประมาทผู้อื่นโดยการโฆษณา ซึ่งส่งผลกระทบต่อชื่อเสียงของ ปู-มัณฑนา

หากเปรียบเทียบในมุมมองกฎหมาย คดี คุก 1 ปี แต่ให้รอลงอาญา ปรับ 1 แสนบาท ทนายกุ้ง หมิ่นประมาท ปู-มัณฑนา นี้สะท้อนให้เห็นถึงแนวทางปฏิบัติสำหรับผู้ประกอบวิชาชีพทางกฎหมายว่าต้องมีความระมัดระวังในการให้ข้อมูลต่อสาธารณะอย่างยิ่ง ดังนี้:

  • การนำเสนอข้อมูลต้องอยู่ภายใต้ข้อเท็จจริงที่ไม่บิดเบือน
  • การทำหน้าที่ทนายความต้องไม่ล้ำเส้นจนกระทบต่อสิทธิและชื่อเสียงของผู้อื่นโดยไม่มีหลักฐานชัดเจน
  • การกล่าวอ้างในรายการโทรทัศน์ต้องคำนึงถึงผลวิบากทางกฎหมายที่เป็นคดีหมิ่นประมาทได้เสมอ

อย่างไรก็ตาม ทางด้านจำเลยได้ออกมาแสดงท่าทีว่าจะขอสู้ต่อในชั้นอุทธรณ์ โดยมองว่าเป็นเพียงเหตุการณ์จากคดีเดียวจากหลายคดีที่เคยทำมา ซึ่งนับว่าเป็นกรณีศึกษาที่ดีสำหรับประชาชนในการติดตามว่าขอบเขตของการแสดงความคิดเห็นและการทำหน้าที่ของนักกฎหมายนั้นควรมีจุดสิ้นสุดที่ตรงไหน

สุดท้ายนี้ เหตุการณ์นี้เป็นเครื่องเตือนใจให้ทุกคนไม่ว่าจะประกอบอาชีพใด ควรพิจารณาคำพูดและข้อมูลก่อนสื่อสารออกไปในที่สาธารณะ เพราะคำพูดเพียงไม่กี่ประโยคอาจนำมาซึ่งภาระทางกฎหมายที่หนักหนาเกินคาดคิด การใช้สติยับยั้งชั่งใจถือเป็นเกราะป้องกันที่ดีที่สุดในยุคปัจจุบัน

ที่มา – คุก 1 ปี แต่ให้รอลงอาญา ปรับ 1 แสนบาท “ทนายกุ้ง” หมิ่นประมาท “ปู-มัณฑนา”

“โรม” ขึ้นศาลคดีหมิ่นประมาท “เบน สมิธ” เชื่อ ประชาชนรู้อยู่ ฟ้องเพื่ออะไร

“โรม” ขึ้นศาลคดีหมิ่นประมาท “เบน สมิธ” เชื่อ ประชาชนรู้อยู่ ฟ้องเพื่ออะไร เป็นประเด็นร้อนที่หลายคนจับตา เมื่อนายรังสิมันต์ โรม ว่าที่ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ต้องขึ้นศาลในคดีหมิ่นประมาทที่นายเบน สมิธ ยื่นฟ้อง เรียกค่าเสียหายถึง 100 ล้านบาท ปมกล่าวหาว่าเบน สมิธมีเอี่ยวกับแก๊งสแกมเมอร์และฟอกเงินในการอภิปรายสภา

“โรม” ขึ้นศาลคดีหมิ่นประมาท “เบน สมิธ” เชื่อ ประชาชนรู้อยู่ ฟ้องเพื่ออะไร

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 09.00 น. ที่ศาลอาญารัชดาภิเษก ศาลนัดสอบคำให้การและตรวจพยานหลักฐาน รังสิมันต์ โรม เดินทางมาพร้อมทีมทนาย เผยแนวทางการต่อสู้คดีอย่างมั่นใจ โดยยื่นรายชื่อพยานบุคคลถึง 16 ปาก รวมถึงตัวนายเบน สมิธ โจทก์เอง เพื่อซักถามข้อเท็จจริงโดยตรง

โรมยืนยันว่า การอภิปรายในสภาและการให้สัมภาษณ์สื่อเป็นหน้าที่ที่ทำอย่างสุจริต ไม่หนักใจคดีนี้เลย เพราะประชาชนเข้าใจเจตนาของการฟ้องร้องดีอยู่แล้ว มันอาจทำให้เกิดบรรยากาศหวาดกลัวในการค้นหาความจริง โดยเฉพาะปัญหาสแกมเมอร์ที่สร้างความเสียหายมหาศาลให้ประเทศไทย แม้ตอนนี้ข่าวจะเงียบ แต่คดีแจ้งความยังล้นมือ

รายละเอียดพยานและกลยุทธ์ต่อสู้คดี

ในบัญชีพยาน 16 ปาก ยังไม่มีนักการเมืองใหญ่ที่ถูกกล่าวถึง แต่โรมไม่ปฏิเสธว่าจะเพิ่มภายหลัง พยานเหล่านี้จะช่วยยืนยันข้อเท็จจริงเกี่ยวกับความเกี่ยวข้องของเบน สมิธกับเครือข่ายสแกมเมอร์

  • ยื่นเบน สมิธเป็นพยานเพื่อซักถามตรงๆ
  • พยานอื่นๆ รวม 15 ปาก เป็นบุคคลทั่วไปและผู้เกี่ยวข้อง
  • เน้นข้อมูลคดี Huione Pay ที่อาจยึดทรัพย์ได้ 3.3 ล้านล้านบาท

โรมชี้ว่า การฟ้องคดีนี้ไม่กระทบงานในสภา และขอให้ประชาชนพิจารณาว่าเป็นการใช้สิทธิศาลอย่างสุจริตหรือไม่ โดยเฉพาะเมื่อ ปปง. ส่งสำนวนยึดทรัพย์เครือข่ายเบน สมิธ 12,123 ล้านบาทจากคดีน.ส.แตงไทยให้อัยการพิจารณา

ผลกระทบต่อการเมืองและฝ่ายค้าน

แม้พรรคที่ถูกกล่าวว่าสนิทเบน สมิธอาจมาร่วมฝ่ายค้าน โรมมองว่าเป็นเรื่องปกติของกลไกรัฐสภา พรรคประชาชนพร้อมทำงานร่วมกันตามกฎหมาย ไม่หวั่นใย เพราะเคยร่วมกับพรรคอุดมการณ์ต่างกันมาก่อน

โรมยังเรียกร้องให้ตำรวจสอบสวนกลางขยายผลคดี Huione Pay ที่ตนเคยนำเสนอสมัยเป็นกรรมาธิการความมั่นคง หากสำเร็จจะคืนเงินให้ประชาชนได้มากกว่าคดีแตงไทยหลายเท่า สะท้อนปัญหาการฟอกเงินจากสแกมเมอร์ที่ยังรอการแก้ไขจริงจัง

กรณี “โรม” ขึ้นศาลคดีหมิ่นประมาท “เบน สมิธ” เชื่อ ประชาชนรู้อยู่ ฟ้องเพื่ออะไร นี้นอกจากเป็นคดีส่วนตัว ยังเป็นตัวอย่างของการต่อสู้เพื่อความโปร่งใสในสังคมไทย ผู้สนใจควรติดตามพัฒนาการ เพราะอาจนำไปสู่การเปิดโปงเครือข่ายใหญ่กว่าเดิม

สุดท้าย คดีนี้ชี้ให้เห็นว่าการตรวจสอบอำนาจต้องกล้าหาญ ท่านคิดอย่างไรกับเรื่องนี้? แสดงความเห็นในคอมเมนต์และแชร์บทความเพื่อกระตุ้นให้เกิดการอภิปรายต่อไป

ที่มา – “โรม” ขึ้นศาลคดีหมิ่นประมาท “เบน สมิธ” เชื่อ ประชาชนรู้อยู่ ฟ้องเพื่ออะไร

Scroll to top