คดีฮั้วสว

ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาคำร้อง ภูมิธรรม-ทวี แทรกแซง กกต.

ในวงการการเมืองไทยที่เต็มไปด้วยความเคลื่อนไหวล่าสุด ศาลรัฐธรรมนูญเดินหน้าพิจารณาคำร้อง “ภูมิธรรม-ทวี” ใช้อำนาจแทรกแซง กกต. เพื่อประโยชน์สาธารณะ ได้กลายเป็นประเด็นร้อนที่ทุกคนจับตามอง กรณีนี้เกี่ยวข้องกับนายภูมิธรรม เวชยชัย และพันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง ซึ่งถูกกล่าวหาว่าใช้อำนาจในทางมิชอบเพื่อแทรกแซงการทำงานของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) โดยเฉพาะในกระบวนการตรวจสอบการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา

ศาลรัฐธรรมนูญเดินหน้าพิจารณาคำร้อง “ภูมิธรรม-ทวี” ใช้อำนาจแทรกแซง กกต. เพื่อประโยชน์สาธารณะ

วันที่ 30 กันยายน 2568 ที่ประชุมตุลาการศาลรัฐธรรมนูญได้ตัดสินใจด้วยเสียงข้างมาก 6 ต่อ 2 ให้ดำเนินการพิจารณาคำร้องนี้ต่อไป แม้ว่าทั้งสองผู้ถูกกล่าวหาจะไม่ได้อยู่ในตำแหน่งรัฐมนตรีแล้วก็ตาม คำร้องนี้เกิดจากการที่สมาชิกวุฒิสภาหลายคนยื่นต่อประธานวุฒิสภา โดยอ้างว่าการที่ทั้งคู่มีมติให้การกระทำความผิดทางอาญาอื่นเป็นคดีพิเศษ ตามพระราชบัญญัติการสอบสวนคดีพิเศษ มาตรา 21 วรรคหนึ่ง (2) ถือเป็นการแทรกแซงและครอบงำอำนาจของ กกต. ผ่านกรมสอบสวนคดีพิเศษ ซึ่งนำไปสู่การกลั่นแกล้ง กดดัน และข่มขู่สมาชิกวุฒิสภา

พฤติกรรมดังกล่าวถูกมองว่าขัดต่อหลักการแบ่งแยกอำนาจและหลักนิติธรรม ทำให้เกิดคำถามถึงความซื่อสัตย์สุจริตและจริยธรรมของทั้งสองคน ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 160 (4) และ (5) ซึ่งอาจนำไปสู่การสิ้นสุดความเป็นรัฐมนตรีตามมาตรา 170 วรรคหนึ่ง (4) การตัดสินใจของศาลนี้จึงมีความสำคัญยิ่ง เพราะแม้ทั้งคู่จะพ้นจากตำแหน่งแล้ว แต่การวินิจฉัยจะช่วยกำหนดมาตรฐานทางจริยธรรมในอนาคต

เหตุผลเบื้องหลังการตัดสินใจเดินหน้าพิจารณา

ศาลรัฐธรรมนูญเห็นว่าการพิจารณาคดีต่อไปจะเป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2561 มาตรา 51 ตุลาการส่วนใหญ่ 6 คน ได้แก่ นายนครินทร์ เมฆไตรรัตน์, นายอุดม สิทธิวิรัชธรรม, นายจิรนิติ หะวานนท์, นายบรรจงศักดิ์ วงศ์ปราชญ์, นายอุดม รัฐอมฤต และนายสุเมธ รอยกุลเจริญ เห็นชอบกับการดำเนินคดีต่อ ขณะที่ตุลาการ 2 คน คือ นายวิรุฬห์ แสงเทียน และนายนภดล เทพพิทักษ์ มองว่าพอทั้งคู่พ้นตำแหน่งแล้ว ไม่จำเป็นต้องวินิจฉัยต่อ

ก่อนหน้านี้ ในขณะที่คดีกำลังพิจารณา ความเป็นรัฐมนตรีของนางสาวแพทองธาร ชินวัตร สิ้นสุดลงตามคำวินิจฉัยของศาล ทำให้รัฐมนตรีทั้งคณะพ้นจากตำแหน่ง ต่อมาพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งนายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นนายกรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 7 กันยายน 2568 และแต่งตั้งคณะรัฐมนตรีชุดใหม่เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2568 โดยไม่มีชื่อของนายภูมิธรรมและ พ.ต.อ. ทวี ทำให้ทั้งคู่ออกจากตำแหน่งอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 24 กันยายน 2568 หลังนายกฯ ชุดใหม่ถวายสัตย์ปฏิญาณ

กรณี ศาลรัฐธรรมนูญเดินหน้าพิจารณาคำร้อง “ภูมิธรรม-ทวี” ใช้อำนาจแทรกแซง กกต. เพื่อประโยชน์สาธารณะ นี้ สะท้อนถึงความพยายามของสถาบันตุลาการในการรักษาความโปร่งใสในระบบการเมืองไทย แม้จะไม่มีผลกระทบโดยตรงต่อตำแหน่งปัจจุบัน แต่ผลลัพธ์อาจส่งผลต่อโอกาสทางการเมืองในอนาคตของบุคคลที่เกี่ยวข้อง นอกจากนี้ ยังเป็นบทเรียนสำคัญสำหรับนักการเมืองในการใช้อำนาจอย่างสุจริต

จากมุมมองของผู้สังเกตการณ์ การแทรกแซงดังกล่าวหากพิสูจน์ได้ จะเป็นการละเมิดหลักประชาธิปไตยที่แท้จริง โดยเฉพาะการใช้หน่วยงานรัฐเป็นเครื่องมือเพื่อผลประโยชน์ส่วนตัวหรือกลุ่ม ซึ่งอาจนำไปสู่การปฏิรูปกฎหมายเกี่ยวกับคดีพิเศษในอนาคต เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ซ้ำรอย

  • ประเด็นหลัก: การแทรกแซง กกต. ผ่านคดีพิเศษ
  • ผลกระทบ: ตั้งคำถามถึงจริยธรรมนักการเมือง
  • ความสำคัญ: สร้างมาตรฐานสำหรับการใช้อำนาจ

ในท้ายที่สุด การวินิจฉัยของศาลนี้จะช่วยเสริมสร้างความเชื่อมั่นในระบบยุติธรรม หากคุณสนใจประเด็นการเมืองไทย ลองติดตามอัปเดตเพิ่มเติมจากแหล่งข่าวที่น่าเชื่อถือ เพื่อเข้าใจบริบทที่กว้างขึ้น

ที่มา – ศาลรัฐธรรมนูญเดินหน้าพิจารณาคำร้อง “ภูมิธรรม-ทวี” ใช้อำนาจแทรกแซง กกต. เพื่อประโยชน์สาธารณะ

คดีฮั้ว สว. อยู่ในชั้นอนุฯ วินิจฉัย มีเวลา 90 วัน

ในวงการการเมืองไทย คดีฮั้ว สว. อยู่ในชั้นอนุฯ วินิจฉัย มีเวลา 90 วัน ก่อนทำความเห็นเสนอ กกต. ชี้ขาด ได้กลายเป็นประเด็นที่ทุกคนจับตามองอย่างใกล้ชิด เนื่องจากเกี่ยวข้องกับกระบวนการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ที่ถูกตั้งข้อสงสัยเรื่องการฮั้วประมูลและทุจริต คดีนี้ไม่ใช่แค่เรื่องของบุคคล แต่สะท้อนถึงความโปร่งใสในระบบการเมืองของประเทศ ทำให้ประชาชนจำนวนมากเรียกร้องให้มีการตรวจสอบอย่างรอบคอบและเป็นธรรม

คดีฮั้ว สว. อยู่ในชั้นอนุฯ วินิจฉัย มีเวลา 90 วัน

นายอิทธิพร บุญประคอง ประธานกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้เปิดเผยข้อมูลล่าสุดเกี่ยวกับคดีฮั้ว สว. อยู่ในชั้นอนุฯ วินิจฉัย มีเวลา 90 วัน ในการพิจารณาสำนวนคดีอย่างละเอียด โดยวันที่ 29 กันยายน 2568 สำนวนคดีนี้ได้เข้าสู่ชั้นการพิจารณาของคณะอนุกรรมการวินิจฉัย ตั้งแต่วันที่ 17 กันยายน 2568 แล้ว ซึ่งเป็นขั้นตอนที่ 3 ในกระบวนการทั้งหมดของ กกต. ประธาน กกต. ย้ำว่าการดำเนินการต้องรอบคอบ เพื่อให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อคดีนี้มีผู้ถูกร้องถึง 100 คน และเอกสารหลักฐานหนาแน่นหลายพันหน้า

“การให้ความยุติธรรมต้องอาศัยการศึกษาหลักฐานอย่างละเอียด ไม่ใช่การตัดสินด้วยความรู้สึก ซึ่งอาจนำไปสู่ความไม่เป็นธรรม” นายอิทธิพร กล่าว โดยเน้นย้ำว่ากรอบเวลา 90 วันนี้เป็นสิ่งจำเป็นเพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ถูกต้องก่อนสรุปความเห็นเสนอต่อ กกต. เพื่อชี้ขาดในขั้นตอนสุดท้าย

รายละเอียดกระบวนการตรวจสอบคดีฮั้ว สว.

คดีฮั้ว สว. เกิดจากข้อร้องเรียนเกี่ยวกับการสมรู้ร่วมคิดในการเลือกตั้ง สว. เมื่อปี 2567 ซึ่งถูกมองว่าเป็นการทุจริตที่อาจส่งผลกระทบต่อความสมบูรณ์ของสภาสูง กระบวนการสืบสวนของ กกต. แบ่งออกเป็น 4 ชั้นหลัก ดังนี้:

  • ชั้นที่ 1: การสืบสวนโดยคณะอนุกรรมการสืบสวนและไต่สวน ชุดที่ 26 ใช้เวลา 4 เดือนในการรวบรวมพยานหลักฐานและสอบปากคำ
  • ชั้นที่ 2: การพิจารณาของเลขาธิการ กกต. ทำความเห็น เมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม 2568 ใช้เวลา 60 วัน
  • ชั้นที่ 3: คณะอนุกรรมการวินิจฉัย พิจารณาสำนวนคดี 90 วัน เพื่อสรุปความเห็น
  • ชั้นที่ 4: ที่ประชุม กกต. ชี้ขาดว่าจะส่งฟ้องหรือไม่ ใช้เวลา 90 วัน แต่ในทางปฏิบัติมักใช้ไม่เกิน 15 วัน

จากข้อมูลดังกล่าว จะเห็นได้ว่าคดีฮั้ว สว. อยู่ในชั้นอนุฯ วินิจฉัย มีเวลา 90 วัน ที่กำลังดำเนินไปอย่างเข้มข้น โดย กกต. มุ่งมั่นที่จะรักษาความน่าเชื่อถือของกระบวนการยุติธรรม หากผลการวินิจฉัยออกมา จะเป็นตัวกำหนดทิศทางของคดีนี้ต่อไป ไม่ว่าจะเป็นการส่งฟ้องศาลหรือการคลี่คลายข้อกล่าวหา

นอกจากนี้ คดีนี้ยังเชื่อมโยงกับประเด็นกว้างขึ้นในสังคมไทย เช่น การป้องกันทุจริตในการเลือกตั้ง และบทบาทของ สว. ในการกำหนดนโยบายรัฐ ประชาชนหลายฝ่ายแสดงความกังวลว่าหากไม่มีการตรวจสอบที่เข้มงวด อาจนำไปสู่การสูญเสียความเชื่อมั่นในสถาบันการเมือง การที่ กกต. กำหนดกรอบเวลาและขั้นตอนชัดเจน จึงเป็นสัญญาณที่ดีว่าประเทศกำลังก้าวไปสู่ความโปร่งใสมากขึ้น

ในมุมมองของผู้เชี่ยวชาญ การดำเนินคดีฮั้ว สว. อยู่ในชั้นอนุฯ วินิจฉัย มีเวลา 90 วัน นี้ แสดงให้เห็นถึงความรับผิดชอบของหน่วยงานรัฐในการจัดการกับข้อกล่าวหาอย่างเป็นระบบ หากผลลัพธ์ออกมาอย่างยุติธรรม จะช่วยเสริมสร้างความศรัทธาให้กับประชาชนได้ไม่น้อย ในขณะเดียวกัน ก็เป็นบทเรียนสำหรับนักการเมืองทุกรุ่นในการหลีกเลี่ยงพฤติกรรมที่อาจนำไปสู่การถูกตรวจสอบ

สุดท้ายนี้ ความเห็นส่วนตัวของผู้เขียนคือ กระบวนการนี้ไม่เพียงแต่จะแก้ปัญหาคดีเฉพาะหน้า แต่ยังเป็นก้าวสำคัญในการปฏิรูประบบเลือกตั้งของไทย หากคุณสนใจติดตามความคืบหน้าของคดีฮั้ว สว. อยู่ในชั้นอนุฯ วินิจฉัย มีเวลา 90 วัน หรือประเด็นการเมืองอื่นๆ สามารถสมัครรับข่าวสารจากบล็อกของเราเพื่อไม่พลาดข้อมูลล่าสุด

ที่มา – คดีฮั้ว สว. อยู่ในชั้นอนุฯ วินิจฉัย มีเวลา 90 วัน ก่อนทำความเห็นเสนอ กกต. ชี้ขาด

ปะทะเดือด “อดิศร” อภิปรายฮั้ว สว.

ปะทะเดือด “อดิศร” อภิปรายฮั้ว สว. เจอ “สว.บุญจันทร์” ท้าไปเจอกันข้างนอก

ในวันที่ 29 กันยายน 2568 ที่อาคารรัฐสภา เกิดเหตุการณ์ปะทะเดือดระหว่าง สส.พรรคเพื่อไทย กับ สว. ระหว่างการอภิปรายนโยบายรัฐบาล นายอดิศร เพียงเกษ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ได้อภิปรายอย่างดุเดือด โดยยกประเด็นคดีฮั้วสว. ขึ้นมาพูดถึง โดยเฉพาะนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯ ที่ถูกกล่าวหาลำดับที่ 187 เขาถามว่าทำไมถึงไว้วางใจได้ว่าจะไม่แทรกแซงกระบวนการยุติธรรมในอีก 4 เดือนข้างหน้า

ปะทะเดือด “อดิศร” อภิปรายฮั้ว สว. เจอ “สว.บุญจันทร์” ท้าไปเจอกันข้างนอก

ระหว่างการอภิปราย นายอดิศร ได้จวกหนักเรื่องอำนาจวุฒิสภาที่ถูกมองว่าปล้นมาจากประชาชน เขาพูดถึงนโยบายรัฐบาลที่ยึดมั่นในระบอบประชาธิปไตย แต่ตัวเขาไม่เชื่อ เพราะเห็นหลักฐานการสมคบคิดในคดีฮั้วสว. นายมงคล สุระสัจจะ รองประธานรัฐสภา พยายามวินิจฉัยให้สรุปเพราะเนื้อหาซ้ำ แต่ นายอดิศร ไม่ยอมง่ายๆ เขาสวนกลับว่าประธานไม่ควรนั่งในตำแหน่งนี้เพราะเกี่ยวข้องกับเรื่องดังกล่าว

เหตุการณ์ยิ่งตึงเครียดเมื่อ พล.ต.ท.บุญจันทร์ นวลสาย สว. ลุกขึ้นประท้วง โดยบอกว่านายอดิศรพูดเกินไปที่บอกว่าอำนาจวุฒิสภาถูกปล้นมา และขู่ว่าถ้าไม่ถอนคำพูด เจอกันข้างนอก ประธานพยายามไกล่เกลี่ย แต่ นายอดิศร ไม่กลัว เขาโต้ว่าตัวเองมีเพื่อนเป็นนักมวยชื่อดังอย่าง ผุดผาน้อย วรวุฒิ และยอมถอนคำว่า ‘ปล้นมา’ แต่เปลี่ยนเป็น ‘สมคบกันอย่างละเอียดละออ’

ผลกระทบจากการปะทะคารมในสภา

การปะทะเดือด “อดิศร” อภิปรายฮั้ว สว. ครั้งนี้ สะท้อนถึงความขัดแย้งลึกๆ ในระบบการเมืองไทย โดยเฉพาะประเด็นคดีฮั้วสว. ที่ยังค้างคาและรอการพิจารณาจาก DSI กกต. อัยการ และศาลฎีกา นายอดิศร ยังวิจารณ์ว่านายอนุทิน ควรลุกขึ้นรับผิดชอบและรับประกันว่าจะไม่แทรกแซง โดยเฉพาะกับนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองนายกฯ จากบุรีรัมย์

เหตุการณ์นี้ทำให้บรรยากาศในสภาตึงเครียด สว.หลายคนออกลูกผู้ชาย แต่ สส.ฝ่ายค้านอย่าง นายอดิศร ก็ไม่ยอมถอย เขาย้ำว่าพฤติกรรมฮั้วสว. มีหลักฐานชัดเจน และอำนาจวุฒิสภากำลังงุบงิบอยู่เบื้องหลัง การอภิปรายครั้งนี้ไม่เพียงแต่เป็นการตำหนิรัฐบาล แต่ยังชี้ให้เห็นถึงปัญหาความไม่โปร่งใสในกระบวนการเลือกตั้งสว. ซึ่งส่งผลกระทบต่อความศรัทธาของประชาชนในระบอบประชาธิปไตย

  • ประเด็นหลัก: คดีฮั้วสว. และชื่อนายอนุทิน ลำดับ 187
  • การประท้วงจาก สว.บุญจันทร์ ที่ขู่อยากเจอข้างนอก
  • การโต้กลับของ นายอดิศร ที่อ้างเพื่อนนักมวย
  • ผลต่อนโยบายรัฐบาลและความไว้วางใจ

นอกจากนี้ การปะทะเดือดยังทำให้เกิดคำถามว่าประชาชนจะไว้วางใจรัฐบาลชุดนี้ได้จริงหรือไม่ โดยเฉพาะเมื่อมีประเด็นคดีร้ายแรงค้างคา นายอดิศร ปิดท้ายด้วยการเสียดสีว่ารัฐบาลนี้ศรัทธาในประชาธิปไตยน้อยมาก แต่ก็ดีใจที่ได้เป็นนายกฯ สักสองสามวัน

จากมุมมองของนักวิเคราะห์ การอภิปรายครั้งนี้เป็นจุดเริ่มต้นของการต่อสู้ทางการเมืองที่เข้มข้นยิ่งขึ้นในปี 2568 โดยเฉพาะประเด็นสว. ที่ถูกมองว่าไม่เป็นตัวแทนประชาชนแท้จริง หากรัฐบาลไม่แก้ไขปัญหานี้ อาจนำไปสู่ความไม่เสถียรในสภา

สุดท้ายนี้ การปะทะเดือด “อดิศร” อภิปรายฮั้ว สว. เจอ “สว.บุญจันทร์” ท้าไปเจอกันข้างนอก แสดงให้เห็นว่าการเมืองไทยยังคงเต็มไปด้วยความขัดแย้ง หากคุณสนใจเรื่องการเมืองไทย ลองติดตามข่าวสารเพิ่มเติมเพื่อเข้าใจบริบทให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น และอย่าลืมแสดงความคิดเห็นของคุณในคอมเมนต์ด้านล่าง

ที่มา – ปะทะเดือด “อดิศร” อภิปรายฮั้ว สว. เจอ “สว.บุญจันทร์” ท้าไปเจอกันข้างนอก

DSI ส่งผู้เชี่ยวชาญ ลุยสอบคดีฮั้ว สว.

อธิบดีดีเอสไอส่งสัญญาณเดินหน้าเต็มกำลัง มอบหมาย 3 ผู้เชี่ยวชาญร่วม กกต. ลุยสอบคดีฮั้ว สว. อย่างเข้มข้น หลังพบมูลความผิด สว. และคนจากพรรคภูมิใจไทยจำนวนมาก

จากกรณีที่ ร.ต.อ.ชนินทร์ น้อยเล็ก รองเลขาธิการ กกต. ได้ทำหนังสือด่วนที่สุด ลงวันที่ 4 กันยายน ถึงอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ เพื่อขอรับการสนับสนุนเจ้าหน้าที่ในการปฏิบัติหน้าที่คณะกรรมการสืบสวนและไต่สวน เรื่องการคัดค้านการเลือกสมาชิกวุฒิสภาระดับประเทศ ล่าสุด พ.ต.ต.ยุทธนา แพรดำ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ จึงได้มีคำสั่งมอบหมายเจ้าหน้าที่ดีเอสไอ 3 ราย เข้าร่วมเป็นคณะกรรมการดังกล่าว

DSI ส่งผู้เชี่ยวชาญร่วม กกต. ลุยสอบคดีฮั้ว สว.

เจ้าหน้าที่ดีเอสไอที่ได้รับมอบหมาย ประกอบด้วย พ.ต.ท.อนุรักษ์ โรจนนิรันดร์กิจ รองอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ, นายระวี อักษรศิริ ผอ.กองคดีการฟอกเงินทางอาญา และ นายเอกรินทร์ ดอนดง ผอ.ส่วนวิจัยและพัฒนาอุปกรณ์พิเศษ โดยทั้งหมดจะเข้าร่วมเป็นคณะกรรมการสืบสวนและไต่สวนของสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ในคดีฮั้ว สว.

บทบาทของเจ้าหน้าที่ดีเอสไอดังกล่าว จะเป็นการสนับสนุนการทำงานของ กกต. ในการสืบสวนสอบสวนคดีฮั้ว สว. โดยจะมีการประสานงานและหารือกันในรายละเอียดต่อไป

ทำไมต้อง DSI? สนับสนุน กกต. ลุยสอบคดีฮั้ว สว.

การเข้ามาของ DSI ในคดีนี้ถือเป็นเรื่องสำคัญ เนื่องจาก DSI มีความเชี่ยวชาญด้านการสืบสวนสอบสวนคดีพิเศษ โดยเฉพาะคดีที่มีความซับซ้อน และเกี่ยวข้องกับผู้มีอิทธิพล การมี DSI เข้ามาช่วยจะทำให้การสืบสวนคดีฮั้ว สว. มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

แหล่งข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า เจ้าหน้าที่ดีเอสไอทั้ง 3 รายนี้ไม่ใช่คนใหม่ แต่เป็นชุดเดิมที่เคยร่วมงานกับ กกต. ในการทำสำนวนสืบสวนและไต่สวนคดีฮั้ว สว. ขั้นที่ 1 ในนาม “คณะอนุกรรมการสืบสวนและไต่สวน ส่วนกลาง คณะที่ 26“ ซึ่งเคยสรุปสำนวนและเสนอความเห็นดำเนินคดีไปยังรองเลขาธิการ กกต. โดยมีผู้ถูกกล่าวหาทั้งสิ้น 229 ราย ได้แก่ สมาชิกวุฒิสภา (สว.) จำนวน 138 ราย และกรรมการบริหารพรรคภูมิใจไทย และเครือข่ายของพรรค จำนวน 91 ราย ในข้อหาตามมาตรา 70 ประกอบมาตรา 36 มาตรา 62 มาตรา 76 และ มาตรา 77 (1)

คดีฮั้ว สว. ที่กำลังเป็นประเด็นร้อนแรงอยู่ในขณะนี้ ส่งผลต่อความเชื่อมั่นของประชาชนต่อกระบวนการยุติธรรมและการเมืองไทย การที่ กกต. ได้รับการสนับสนุนจาก DSI ในการสืบสวนสอบสวนคดีนี้อย่างจริงจัง จะเป็นสัญญาณที่ดีว่าหน่วยงานภาครัฐมีความมุ่งมั่นที่จะนำตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษตามกฎหมาย

การที่ DSI ส่งผู้เชี่ยวชาญมาร่วมลุยสอบคดีนี้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการที่จะนำเอาผู้กระทำผิดมาลงโทษให้ได้ อย่างไรก็ตาม ประชาชนก็คงต้องติดตามดูกันต่อไปว่าผลสรุปของการสอบสวนจะเป็นอย่างไร และจะสามารถคืนความเชื่อมั่นให้กับประชาชนได้หรือไม่

ที่มา – อธิบดีดีเอสไอ ส่ง 3 ผู้เชี่ยวชาญร่วม กกต. ลุยสอบคดีฮั้ว สว. ฟันผิด สว.-คนภูมิใจไทย

ปชป.พร้อมเป็นฝ่ายค้าน ดัก“รัฐบาลอนุทิน” อย่าแทรกแซง

“อลงกรณ์” ลั่น ประชาธิปัตย์พร้อมทำหน้าที่ฝ่ายค้านเต็มสูบ ลุยปราบคอร์รัปชันเข้มข้น ชี้จุดตาย “รัฐบาลอนุทิน” คดีฮั้วเลือก สว.-เขากระโดง ดัก “นายกฯ หนู” จนถึง รมต. อย่าแทรกแซงคดีเด็ดขาด

วันที่ 8 กันยายน 2568 นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์ พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ให้สัมภาษณ์ถึงบทบาทของพรรคประชาธิปัตย์ในฐานะฝ่ายค้าน ว่า พรรคประชาธิปัตย์พร้อมทำหน้าที่ฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรเพื่อถ่วงดุลและตรวจสอบรัฐบาลภายใต้ระบบรัฐสภาอย่างเต็มที่ โดยจะร่วมมือและทำงานร่วมกับพรรคฝ่ายค้านอื่นๆ จะเดินหน้าตรวจสอบปราบปรามการคอร์รัปชันเข้มข้นตามนโยบายของ นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์

ในคำถามว่ารัฐบาลเสียงข้างน้อยจะเดินหน้าอย่างไร นายอลงกรณ์ มองว่า รัฐบาลใหม่มีเสียง สส.รัฐบาลไม่ถึงกึ่งหนึ่งในสภาผู้แทนราษฎร ต้องอาศัยเสียงสนับสนุนจากพรรคประชาชนซึ่งเป็นฝ่ายค้าน ถือเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อยที่ไร้เสถียรภาพมากที่สุด วันใดที่พรรคประชาชนไม่สนับสนุนก็ไปไม่รอด นายกรัฐมนตรีอาจต้องลาออกหรือยุบสภา โดยเฉพาะจุดเสี่ยงจุดตายของรัฐบาลคือคดีฮั้วเลือก สว. และคดีเขากระโดง จ.บุรีรัมย์ ซึ่งเกี่ยวโยงโดยตรงกับพรรคแกนนำรัฐบาล จึงขอฝากถึง นายอนุทิน ชาญวีรกุล นายกรัฐมนตรี ว่าอย่าเข้าไปแทรกแซงคดีดังกล่าวเด็ดขาด ทั้งนายกรัฐมนตรีซึ่งเป็นหัวหน้าพรรคภูมิใจไทยและรัฐมนตรีคนอื่นๆ

ส่วนประเด็นการยื่นถอดถอนนายอนุทิน และนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน ซึ่งเป็นผู้นำฝ่ายค้าน โดย สส.พรรคเพื่อไทยนั้น นายอลงกรณ์ กล่าวว่า ถือเป็นสิทธิ์ที่ทำได้ภายใต้กรอบของกฎหมายและรัฐธรรมนูญ ตนไม่มีความเห็นและไม่ก้าวล่วงอำนาจหน้าที่ของศาลรัฐธรรมนูญ

ทางด้านประเด็นกรณีที่พรรคเพื่อไทยระบุจะขอเปิดการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลนั้น นายอลงกรณ์ เผยว่า เร็วเกินไปที่จะพูดเรื่องนี้ ขณะนี้ยังตั้งรัฐบาลไม่เสร็จ น่าจะหารือในวิปฝ่ายค้านภายหลังรัฐบาลแถลงนโยบายต่อรัฐสภา และรัฐบาลทำงานไประยะหนึ่งก่อน.

ปชป.พร้อมเป็นฝ่ายค้าน ดัก“รัฐบาลอนุทิน” อย่าแทรกแซง

จากสถานการณ์ทางการเมืองล่าสุด พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ได้ประกาศความพร้อมในการทำหน้าที่ฝ่ายค้านอย่างเต็มที่ โดยมุ่งเน้นการตรวจสอบและถ่วงดุลรัฐบาลใหม่ภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล ประเด็นสำคัญที่พรรค ปชป. ให้ความสนใจเป็นพิเศษคือคดีฮั้วเลือก สว. และคดีเขากระโดง ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพของรัฐบาล

ปชป.จับตา “รัฐบาลอนุทิน” อย่าแทรกแซงคดี

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์ พรรคประชาธิปัตย์ ได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการทำหน้าที่ฝ่ายค้านอย่างสร้างสรรค์ โดยจะร่วมมือกับพรรคฝ่ายค้านอื่นๆ ในการตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลอย่างเข้มข้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการทุจริตคอร์รัปชัน ซึ่งเป็นนโยบายหลักที่พรรคประชาธิปัตย์ให้ความสำคัญมาโดยตลอด

นอกจากนี้ นายอลงกรณ์ยังกล่าวถึงสถานการณ์ของรัฐบาลเสียงข้างน้อย ซึ่งอาจเผชิญกับความท้าทายในการบริหารประเทศ เนื่องจากต้องอาศัยเสียงสนับสนุนจากพรรคฝ่ายค้านในการผลักดันนโยบายต่างๆ หากพรรคฝ่ายค้านไม่ให้ความร่วมมือ รัฐบาลอาจต้องเผชิญกับปัญหาทางการเมืองที่อาจนำไปสู่การลาออกของนายกรัฐมนตรีหรือการยุบสภาได้

ประเด็นที่น่าจับตามองเป็นพิเศษคือคดีฮั้วเลือก สว. และคดีเขากระโดง ซึ่งมีความเกี่ยวข้องกับพรรคแกนนำรัฐบาล พรรคประชาธิปัตย์จึงขอเตือนไปยังนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ให้ระมัดระวังในการเข้าไปแทรกแซงคดีดังกล่าว เพื่อความเป็นธรรมและโปร่งใสในการดำเนินคดี

อย่างไรก็ตาม พรรคประชาธิปัตย์ยังคงสงวนท่าทีเกี่ยวกับการยื่นถอดถอนนายอนุทินและนายณัฐพงษ์ โดยเห็นว่าควรให้รัฐบาลได้มีโอกาสทำงานและแสดงผลงานก่อนที่จะมีการตัดสินใจในเรื่องดังกล่าว

สำหรับการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล พรรคประชาธิปัตย์เห็นว่ายังเร็วเกินไปที่จะพูดถึงเรื่องนี้ เนื่องจากรัฐบาลยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นของการบริหารประเทศ ควรมีการหารือในวิปฝ่ายค้านภายหลังรัฐบาลแถลงนโยบายต่อรัฐสภาและได้ทำงานไปสักระยะหนึ่งก่อน เพื่อให้มีข้อมูลและเหตุผลที่เพียงพอในการตัดสินใจ

อนาคตทางการเมืองของ “รัฐบาลอนุทิน”

การที่พรรคประชาธิปัตย์ประกาศพร้อมเป็นฝ่ายค้าน ดัก “รัฐบาลอนุทิน” อย่าแทรกแซงคดีต่างๆ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลอย่างเข้มข้น ประเด็นสำคัญที่ต้องจับตามองคือคดีฮั้วเลือก สว. และคดีเขากระโดง ซึ่งอาจเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพของรัฐบาลในอนาคต

การดำเนินงานของรัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทินจึงต้องเป็นไปอย่างโปร่งใสและเป็นธรรม เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนและหลีกเลี่ยงปัญหาทางการเมืองที่อาจเกิดขึ้น

โดยรวมแล้ว สถานการณ์ทางการเมืองในขณะนี้ยังคงมีความไม่แน่นอนสูง การทำงานร่วมกันของทุกฝ่ายจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้ประเทศชาติสามารถเดินหน้าต่อไปได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน

ที่มา – ปชป. พร้อมเป็นฝ่ายค้าน ดัก “รัฐบาลอนุทิน” อย่าแทรกแซงคดีฮั้วเลือก สว.-เขากระโดง

สว.อีสานใต้ โต้คดี “ฮั้ว สว.” ท้าสอบต่อ!

จากกรณีที่มีข้อกล่าวหาเรื่อง “ฮั้ว สว.” พลตำรวจโท บุญจันทร์ นวลสาย สว.อีสานใต้ ได้ออกมาโต้แย้งถึงประเด็นดังกล่าว โดยยืนยันว่าการ “ฮั้ว สว.” เป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ พร้อมทั้งกล่าวว่า สว. หลายท่านเป็นผู้ทรงคุณวุฒิและมีคุณภาพ จะกระทำการเช่นนั้นได้อย่างไร นอกจากนี้ยังท้าทายให้รัฐบาลชุดใหม่เดินหน้าตรวจสอบหาความจริงในเรื่องนี้ให้เสร็จสิ้น เพื่อให้เกิดความกระจ่างและยุติข้อสงสัยทั้งหมด

เมื่อวันที่ 7 กันยายน 2568 คณะกรรมการโครงการสมาชิกวุฒิสภาพบประชาชนกลุ่มภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (ตอนล่าง) หรือ สว.อีสานใต้ นำโดยนายพรเพิ่ม ทองศรี สมาชิกวุฒิสภา หัวหน้าคณะ ได้ลงพื้นที่โรงเรียนเมืองตลุงพิทยาสรรพ์ อ.ประโคนชัย จ.บุรีรัมย์ โดยมีนายจำเริญ แหวนเพ็ชร รองผู้ว่าราชการจังหวัดบุรีรัมย์ นายอำเภอประโคนชัย ผู้นำท้องถิ่น ส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง และประชาชนชาวประโคนชัยให้การต้อนรับและนำเสนอข้อมูลต่อสมาชิกวุฒิสภา

การลงพื้นที่ครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อรับฟังความคิดเห็นและข้อเสนอแนะจากประชาชนในพื้นที่และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อนำข้อมูลไปใช้ในการดำเนินการด้านนิติบัญญัติของวุฒิสภา การกลั่นกรองกฎหมายและการประเมินผลสัมฤทธิ์ของกฎหมาย ตลอดจนสะท้อนข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะเพื่อแก้ไขปัญหาโดยอาศัยกลไกของวุฒิสภา และส่งเสริมความร่วมมืออันดีระหว่างประชาชนทุกภาคส่วน

ตัวแทนผู้นำท้องถิ่น หัวหน้าส่วนราชการ และชาวบ้าน ได้นำเสนอปัญหาที่ต้องการการสนับสนุนและแก้ไข เช่น ระบบชลประทานที่ยังขาดการบริหารจัดการ ปัญหาการขาดแคลนน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภคและการเกษตร ทั้งปัญหาภัยแล้งและน้ำท่วม รวมถึงปัญหาราคาพืชผลทางการเกษตรตกต่ำ

นอกจากนี้ ยังมีประเด็นเรื่องแหล่งท่องเที่ยวที่เสื่อมโทรมและขาดการพัฒนา รวมถึงเส้นทางคมนาคมเข้าสู่แหล่งท่องเที่ยวที่ชำรุดทรุดโทรม และปัญหาที่สำคัญคือปัญหายาเสพติดในพื้นที่ที่ต้องการการแก้ไขอย่างเร่งด่วน

นายพรเพิ่ม ทองศรี สมาชิกวุฒิสภา หัวหน้าคณะเดินทาง กล่าวว่า จะนำปัญหาในพื้นที่ไปดำเนินการแก้ไข โดยจะนำเรื่องที่สามารถดำเนินการได้ทันทีเสนอต่อคณะกรรมาธิการที่เกี่ยวข้อง และหากต้องอาศัยกลไกของสภา สมาชิกวุฒิสภาจะเสนอญัตติ ตั้งกระทู้ถาม และปรึกษาประธานสภา เพื่อยื่นเรื่องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องหาแนวทางแก้ไขปัญหาต่อไป

พลตำรวจโท บุญจันทร์ นวลสาย สมาชิกวุฒิสภา (สว.) กล่าวว่า โครงการนี้เป็นโครงการ สว.พบประชาชนอีสานตอนล่าง โดยจะเวียนกันไปรับฟังปัญหาของประชาชนใน 7 จังหวัด ได้แก่ ชัยภูมิ นครราชสีมา บุรีรัมย์ สุรินทร์ ศรีสะเกษ อุบลราชธานี อำนาจเจริญ และยโสธร

โดยกลุ่มจะใช้คำว่า “โน้มตัวมาหาประชาชน” เพื่อใกล้ชิดและรับฟังปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน โดย สว. จะนำปัญหาไปนำเสนอให้รัฐบาลทราบ เนื่องจาก สว. ไม่มีหน้าที่สั่งการหน่วยงานต่างๆ ได้โดยตรง

ส่วนกรณีที่มีคนพยายามโจมตี สว. ว่าทำงานให้กับกลุ่มการเมือง ตนขอย้ำว่า การสมัครเป็น สว. เป็นไปตามกฎหมายรัฐธรรมนูญปี 2560 ที่กำหนดให้มีการแบ่งกลุ่มอาชีพ มีการแนะนำตัว และให้เลือกกันเอง

สว.อีสานใต้ โต้คดี “ฮั้ว สว.”

เช่นเดียวกับที่กลุ่มพวกตนโดนกล่าวหาว่า “ฮั้ว สว.” พวกตนจะทำได้อย่างไร คนเดียวหรือแค่ไม่กี่คนจะไปฮั้วทั่วประเทศ เป็นไปไม่ได้

สำหรับคดีที่เกิดขึ้นพวกตนไม่ตื่นเต้น พร้อมตอบได้ทุกคำถาม ไม่มีความกังวลใดๆ ย้ำว่าพวกตนไม่ได้สังกัดสีไหน หรือกลุ่มไหน เราสังกัดตัวแทน 20 กลุ่มอาชีพ เมื่อถามว่ารัฐบาลชุดใหม่นี้ อาจจะมีการเดินหน้าคดี “ฮั้ว สว.” ต่อ พล.ต.ท.บุญจันทร์ กล่าวว่ายินดีให้เดินหน้าต่อไปได้เลย สอบให้เสร็จไปเลย ไม่ต้องหยุด ให้เสร็จสิ้นกระบวนการได้เลย เพราะพวกตนเข้ามาอยู่สายการเมือง สามารถตรวจสอบได้ทุกอย่าง พล.ต.ท.บุญจันทร์ กล่าว

พร้อมให้ตรวจสอบคดีฮั้ว สว. อย่างเต็มที่

พลตำรวจโท บุญจันทร์ นวลสาย ยังกล่าวเพิ่มเติมว่า สมาชิกวุฒิสภาทุกคนพร้อมให้ความร่วมมือในการตรวจสอบคดี “ฮั้ว สว.” อย่างเต็มที่ และมั่นใจว่าจะสามารถชี้แจงข้อเท็จจริงได้ทุกประเด็น เพื่อให้เกิดความโปร่งใสและเป็นธรรม

การออกมาโต้แย้งและท้าทายให้ตรวจสอบคดี “ฮั้ว สว.” ในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความมั่นใจของ สว.อีสานใต้ ว่าการดำเนินงานของตนเป็นไปอย่างถูกต้องตามกฎหมาย และพร้อมที่จะพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตนเอง

ที่มา – สว.อีสานใต้ โต้คดี “ฮั้ว สว.” ท้า “รัฐบาลอนุทิน” ตรวจสอบต่อให้จบได้เลย

ดีเอสไอเดินหน้า! คดีฮั้ว สว.-ฟอกเงิน ไม่หนักใจ


ดีเอสไอยืนยันไม่หนักใจ แม้การเมืองจะมีการเปลี่ยนแปลง พร้อมเดินหน้าทำคดีฮั้ว สว.-ฟอกเงิน ตามพยานหลักฐานและกรอบอำนาจหน้าที่ตามกฎหมาย ขณะที่พยานในจังหวัดบุรีรัมย์จำนวน 24 รายยังคงเงียบ ไม่ให้ความร่วมมือในการให้ปากคำ หากขัดขืนหมายเรียกอาจถูกแจ้งความดำเนินคดี คาดว่าจะสอบปากคำพยาน 1,200 รายจาก 45 จังหวัดให้เสร็จสิ้นภายในเดือนกันยายนนี้

เมื่อวันที่ 7 กันยายน 2568 คณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษที่ 24/2568 เกี่ยวกับการตรวจสอบขบวนการอั้งยี่ ฟอกเงิน สว. ได้เปิดเผยว่า อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษได้มอบหมายให้พนักงานสอบสวนจาก 10 กองคดีดำเนินการสอบสวนพยานจำนวน 1,200 ราย ซึ่งกระจายอยู่ทั่วพื้นที่ 45 จังหวัด พยานเหล่านี้มีหลักฐานที่น่าเชื่อถือได้ว่าเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มที่จัดตั้งขึ้นเพื่อให้สมัครวุฒิสภา แต่กลับไม่ได้ลงคะแนนให้ตนเอง และไปเลือกบุคคลอื่นที่ถูกจัดตั้งขึ้นมา หรือเรียกว่าเป็นการพลีชีพ หรือเป็นเพียงโหวตเตอร์ จึงจำเป็นต้องมีการสอบสวนเพื่อให้ได้ข้อเท็จจริงที่เป็นธรรม

ดีเอสไอเดินหน้าคดีฮั้ว สว.-ฟอกเงิน

ก่อนหน้านี้ คณะพนักงานสอบสวนได้ออกหมายเรียกพยานไปแล้ว 72 ราย แต่มีเพียง 18 รายที่มาเข้าพบพนักงานสอบสวน ขณะเดียวกัน พนักงานสอบสวนได้ออกหมายเรียกพยานเพิ่มเติมอีก 480 ราย หากพยานไม่ให้ความร่วมมือ ขัดขืนหมายเรียก พนักงานสอบสวนจะรวบรวมรายละเอียดทั้งหมดเพื่อพิจารณาแจ้งความดำเนินคดีกับเจ้าหน้าที่ตำรวจในท้องที่ต่อไป อย่างไรก็ตาม ในขณะนี้ยังไม่มีการแจ้งความขัดขืนหมายเรียกกับพยานรายใด

ความคืบหน้าล่าสุด คดีฮั้ว สว.-ฟอกเงิน

คาดการณ์ว่าภายในเดือนกันยายน คณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษจะสามารถทยอยสอบสวนปากคำพยาน 1,200 รายจาก 45 จังหวัดให้เสร็จสิ้น แม้ว่าการเมืองจะมีความเปลี่ยนแปลงอย่างไร คณะพนักงานสอบสวนยืนยันว่าจะดำเนินการตามพยานหลักฐานและกรอบอำนาจหน้าที่ตามกฎหมาย

ในส่วนของคดีฮั้ว สว.-ฟอกเงิน ตามกฎหมายการเลือกตั้งที่ดำเนินการโดยคณะอนุกรรมการสืบสวนและไต่สวน คณะที่ 26 ได้มีการส่งเรื่องไปยังชั้นที่ 2 ซึ่งรับผิดชอบโดยรองเลขาธิการ กกต. ที่ได้รับมอบหมาย ส่วนนี้ถือเป็นพยานหลักฐานคู่ขนานกับคดีอั้งยี่ – ฟอกเงินของดีเอสไอ หาก กกต. พบความชัดเจนในกลุ่มผู้กระทำผิด ก็จะเป็นหลักฐานสนับสนุนสำนวนคดีอาญาของดีเอสไอได้ หากดีเอสไอพบหลักฐานผู้กระทำความผิด ก็สามารถทยอยส่งฟ้องไปยังพนักงานอัยการคดีพิเศษก่อนได้ หรืออาจรวมเป็นสำนวนกลุ่มใหญ่ภาพรวมก็ได้ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับดุลพินิจและอำนาจของอธิบดีดีเอสไอ

รายงานข่าวแจ้งว่า เมื่อวันที่ 28 สิงหาคม 2568 ที่ผ่านมา รายงานภายในกรมสอบสวนคดีพิเศษระบุว่า การสรุปยอดหมายเรียกพยานคดีฮั้ว สว. ใน 5 จังหวัดสำคัญในภาคอีสานเมื่อช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา มีจำนวนหมายเรียกพยานทั้งสิ้น 72 ราย โดยมีเพียง 18 รายที่เข้าพบพนักงานสอบสวนให้การ แบ่งเป็น จังหวัดบุรีรัมย์ จำนวน 24 ราย ซึ่งไม่มีพยานรายใดเข้าพบพนักงานสอบสวน จังหวัดนครราชสีมา จำนวน 2 ราย มีผู้เข้าพบครบถ้วน จังหวัดชัยภูมิ มีการออกหมายเรียก 4 ราย และมีการขอเลื่อน จังหวัดอุบลราชธานี มีการออกหมายเรียก 10 ราย และมีผู้เข้าพบ 5 ราย จังหวัดอำนาจเจริญ มีการออกหมายเรียก 32 ราย และมีผู้ให้ปากคำ 11 ราย

คดีความนี้มีความซับซ้อนและมีผู้เกี่ยวข้องจำนวนมาก การที่พยานบางส่วนไม่ให้ความร่วมมืออาจเป็นอุปสรรคต่อการสืบสวน แต่ดีเอสไอยืนยันที่จะดำเนินการอย่างเต็มที่เพื่อให้ความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย และนำผู้กระทำผิดมาลงโทษตามกฎหมาย

ที่มา – ดีเอสไอยันไม่หนักใจทำคดีฮั้ว สว.-ฟอกเงิน ขณะที่พยานจังหวัดบุรีรัมย์ 24 รายยังเงียบกริบ

“พิสิษฐ์” ยัน​ไร้ข่มขู่ สว. ถอนชื่อส่งศาลรัฐธรรมนูญ

“สว.พิสิษฐ์” ยันไม่มีข่มขู่ถอนชื่อส่งศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย สว. 136 คน หยุดปฏิบัติหน้าที่ เชื่อมั่นทุกคนมาโดยสุจริต ลั่น ไม่มีการทำร้ายร่างกาย เป็นสภาฯ ที่ไม่ได้ใช้กำลัง แต่ใช้ปัญญา

เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 19 สิงหาคม 2568 นายพิสิษฐ์ อภิวัฒนาพงศ์ สมาชิกวุฒิสภา (สว.) ในฐานะโฆษกคณะกรรมการประสานงานวุฒิสภา (วิปวุฒิสภา) ให้สัมภาษณ์ที่รัฐสภา ถึงกรณี สว.เสียงข้างน้อย ระบุว่าถูกข่มขู่หลังรวมรายชื่อยื่นศาลรัฐธรรมนูญให้วินิจฉัย สว. 136 คน หยุดปฏิบัติหน้าที่ ว่า การันตีได้ว่าไม่มีการข่มขู่และไม่มีการจ่ายเงิน เราเป็น สว. ที่ได้รับเลือกมาจากประชาชนกลุ่มอาชีพ เชื่อมั่นว่าทุกคนมาโดยสุจริต จึงเชื่อว่าไม่มีใครจะไปข่มขู่หรือจ่ายเงิน

ผู้สื่อข่าวถามต่อถึงกรณีมีลักษณะที่ว่าโทรศัพท์ไปข่มขู่ให้ถอนชื่อออก นายพิสิษฐ์ ระบุว่า เป็นความคิดเห็นส่วนบุคคล แต่ความเป็นจริงไม่มีการข่มขู่ ไม่มีการโทรฯ ล่าสุดคนที่อยู่ในรายชื่อก็ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนแล้วว่าเข้าใจผิดในสาระสำคัญ จึงต้องถอนชื่อ ส่วนการปลอมลายมือชื่อได้ลงบันทึกประจำวันและแจ้งความดำเนินคดีไว้แล้ว ขั้นตอนต่อไปก็ดำเนินการตามกฎหมาย ให้ทางสำนักเลขาธิการวุฒิสภาเป็นผู้จัดการ

เมื่อถามย้ำว่าเวลาเสียงข้างน้อยเสนออะไรในที่ประชุมก็มีการแสดงความไม่พอใจ บางครั้งถึงขั้นจะทำร้ายร่างกายนั้น นายพิสิษฐ์ ระบุว่า เรื่องแบบนี้ไม่มีจริงๆ ไม่มีการทำร้ายร่างกาย เป็นสภาฯ ที่ไม่ได้ใช้กำลังแต่ใช้ปัญญา ส่วนคนที่กล่าวแบบนั้นอาจเป็นเรื่องส่วนตัวที่คิดเองเออเอง ยืนยันว่าไม่มีเหตุการณ์แบบนั้นเกิดขึ้นแน่นอน.

“พิสิษฐ์” ยัน​ไร้ข่มขู่ สว. ถอนชื่อส่งศาลรัฐธรรมนูญ

จากกรณีที่มีกระแสข่าว สว. บางส่วนถูกข่มขู่ให้ถอนชื่อจากการยื่นเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญ ล่าสุด นายพิสิษฐ์ อภิวัฒนาพงศ์ ได้ออกมาปฏิเสธข้อกล่าวหาดังกล่าวอย่างหนักแน่น โดยยืนยันว่าไม่มีการข่มขู่ สว. ท่านใดทั้งสิ้น และเชื่อมั่นว่า สว. ทุกท่านปฏิบัติหน้าที่ด้วยความสุจริต

ความเคลื่อนไหวล่าสุดเกี่ยวกับ สว. และการยื่นศาลรัฐธรรมนูญ

สถานการณ์ทางการเมืองยังคงมีความผันผวน โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเด็นที่เกี่ยวข้องกับสมาชิกวุฒิสภา (สว.) และการดำเนินการยื่นเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นกระบวนการที่สำคัญในการตรวจสอบความชอบธรรมของการปฏิบัติหน้าที่ของ สว. หลายท่าน ในช่วงที่ผ่านมาได้มีกระแสข่าวเกี่ยวกับการถูกข่มขู่ให้ถอนชื่อจากการยื่นเรื่องดังกล่าว ทำให้เกิดความกังวลในหมู่ประชาชนและนักวิเคราะห์การเมือง

นายพิสิษฐ์ อภิวัฒนาพงศ์ ได้ออกมาให้สัมภาษณ์เพื่อยืนยันความบริสุทธิ์ของกระบวนการ โดยเน้นย้ำว่าไม่มีการข่มขู่หรือการกระทำใดๆ ที่เป็นการบีบบังคับให้ สว. ท่านใดต้องถอนชื่อออกจากการยื่นเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญ นอกจากนี้ เขายังแสดงความเชื่อมั่นในความสุจริตและความเป็นอิสระของ สว. ทุกท่านในการตัดสินใจ

อย่างไรก็ตาม ประเด็นเรื่อง “พิสิษฐ์” ยัน​ไร้ข่มขู่ สว. ถอนชื่อส่งศาลรัฐธรรมนูญ ยังคงเป็นที่จับตามองของสังคม โดยเฉพาะอย่างยิ่งการตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับกระแสข่าวการข่มขู่ และการดำเนินการตามกฎหมายในกรณีที่มีการปลอมแปลงลายมือชื่อ ซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องให้ความสำคัญเพื่อให้กระบวนการยุติธรรมเป็นไปอย่างโปร่งใสและเป็นธรรม

การออกมาให้สัมภาษณ์ของนายพิสิษฐ์ ถือเป็นการตอบโต้กระแสข่าวที่เกิดขึ้น และเป็นการยืนยันว่า สว. ทุกท่านมีสิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นและตัดสินใจโดยปราศจากการแทรกแซงจากภายนอก การรักษาความเป็นอิสระและความสุจริตของ สว. เป็นสิ่งสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน และเป็นรากฐานของการปกครองในระบอบประชาธิปไตย

ถึงแม้ว่านายพิสิษฐ์จะยืนยันว่าไม่มีการข่มขู่ แต่สังคมยังคงต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และเรียกร้องให้มีการตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างละเอียด เพื่อให้ความจริงปรากฏและสร้างความโปร่งใสในกระบวนการทางการเมือง

ในอนาคตอันใกล้ เราคงจะได้เห็นความคืบหน้าของเรื่องนี้ และหวังว่าทุกฝ่ายจะร่วมมือกันเพื่อให้กระบวนการยุติธรรมเป็นไปอย่างถูกต้อง และรักษาไว้ซึ่งความเป็นธรรมและความโปร่งใสในการดำเนินงานของ สว.

“พิสิษฐ์” ได้ออกมาให้ความมั่นใจอีกครั้งว่า สว. ทุกคนทำหน้าที่อย่างเต็มที่และยึดมั่นในหลักการความถูกต้อง

ดังนั้น ประชาชนควรติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิดและวิเคราะห์ข้อมูลอย่างรอบด้าน เพื่อให้เข้าใจสถานการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างถูกต้องและสามารถตัดสินใจได้อย่างมีวิจารณญาณ

สิ่งที่เกิดขึ้นนี้เป็นเครื่องเตือนใจให้ทุกฝ่ายตระหนักถึงความสำคัญของการรักษาความเป็นอิสระและความโปร่งใสในการปฏิบัติหน้าที่ของ สว. และการสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนต่อกระบวนการทางการเมือง

เชื่อว่าการออกมาให้สัมภาษณ์ของนายพิสิษฐ์ จะช่วยคลี่คลายความกังวลของประชาชน และสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับบทบาทของ สว. ในสถานการณ์ทางการเมืองปัจจุบัน

ที่มา – “พิสิษฐ์” ยัน​ไร้ข่มขู่​ สว. ถอนชื่อส่งศาล​รัฐธรรมนูญ เชื่อมั่นทุกคนมาโดยสุจริต

Scroll to top