คนละครึ่งพลัส

คนละครึ่งเฟส 2: เปิดลงทะเบียนเมื่อไหร่ ใช้ได้ ม.ค. 69?

อัปเดตความคืบหน้าล่าสุดเกี่ยวกับโครงการ “คนละครึ่งพลัส เฟส 2” หลายคนกำลังรอคอยว่า จะมีการเปิดลงทะเบียน “คนละครึ่งเฟส 2” วันไหน? ล่าสุด รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเผยว่า จะมีความชัดเจนในเดือนธันวาคมนี้ และคาดว่าจะเริ่มใช้จ่ายได้ภายในเดือนมกราคม 2569 โดยจะดำเนินการควบคู่ไปกับโครงการ “บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ” รอบใหม่ที่กำลังจะมาถึง

โครงการคนละครึ่งพลัส เป็นโครงการที่รัฐบาลให้การสนับสนุนเงินช่วยเหลือค่าครองชีพแก่ประชาชนที่มีคุณสมบัติครบถ้วน โดยรัฐบาลจะออกให้ครึ่งหนึ่งของการใช้จ่ายทั้งหมด ตั้งแต่วันที่เริ่มโครงการในวันที่ 29 ตุลาคม ถึง 17 พฤศจิกายน 2568 มีการใช้จ่ายรวมแล้ว 42,960 ล้านบาท แบ่งเป็นส่วนที่รัฐร่วมจ่าย 21,188 ล้านบาท และส่วนที่ประชาชนร่วมจ่าย 21,772 ล้านบาท มีร้านค้าเข้าร่วมโครงการถึง 940,700 ราย และมีประชาชนที่ได้รับสิทธิและใช้สิทธิเต็มจำนวนแล้ว 883,104 ราย ทั้งนี้ ผู้ที่ได้รับสิทธิจะต้องใช้สิทธิภายในวันที่ 31 ธันวาคม 2568 เท่านั้น หากไม่ใช้สิทธิ เงินที่เหลือจะไม่สามารถนำมาใช้ได้อีก เนื่องจากรัฐบาลจะยุติการสนับสนุนทันที

สำหรับผู้ที่กำลังรอคอย“คนละครึ่งพลัส เฟส 2” นั้น กระทรวงการคลังกำลังพิจารณารายละเอียดต่างๆ อย่างรอบคอบ โดยเฉพาะเรื่องจำนวนเงินที่จะเติมให้แต่ละคน ซึ่งจะต้องพิจารณาจากแหล่งเงินทุนที่มีอยู่ เนื่องจากไม่ได้มีการจัดสรรงบประมาณไว้ล่วงหน้า แต่เบื้องต้นคาดว่าจะมีการเติมเงินให้อีกไม่เกิน 4,000 บาทต่อคน โดยจะจัดสรรตามสัดส่วนเดิม คือ ผู้ที่อยู่ในระบบภาษี และผู้ที่ไม่อยู่ในระบบภาษี ทั้งนี้ รัฐบาลมีนโยบายที่จะส่งเสริมให้ประชาชนเข้าสู่ระบบภาษี เพื่อความสะดวกในการให้ความช่วยเหลือและสวัสดิการต่างๆ ในอนาคต สำหรับผู้ที่เคยได้รับสิทธิในเฟสแรกก็จะได้รับสิทธิในเฟสที่สองนี้ด้วย แต่เงื่อนไขและรายละเอียดต่างๆ จะต้องรอความชัดเจนอีกครั้งหนึ่ง

“คนละครึ่งเฟส 2” เริ่มวันไหน คาดชัดเจนภายในเดือน ธ.ค. นี้

ล่าสุด เมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน 2568 นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้เปิดเผยถึงความคืบหน้าของ “คนละครึ่งเฟส 2” ในงานกิจกรรมประชาสัมพันธ์โครงการพัฒนาความรู้ทักษะ (Upskill) หรือทักษะเรียนรู้ใหม่ (Reskill) สำหรับร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการคนละครึ่งพลัส ว่า ท่านนายกรัฐมนตรีได้มีนโยบายที่ชัดเจนว่าจะดำเนินการโครงการนี้อย่างแน่นอน โดยขณะนี้อยู่ในระหว่างการหารือเกี่ยวกับกรอบวงเงินที่จะใช้ ซึ่งเบื้องต้นจะนำ “งบกลาง” มาใช้ในการดำเนินงานเฟส 2 และอยู่ในขั้นตอนการออกแบบให้ครอบคลุมทั้งในส่วนของผู้ซื้อและผู้ขาย

คาดว่ารายละเอียดและความชัดเจนต่างๆ เกี่ยวกับโครงการ จะแล้วเสร็จภายในเดือนธันวาคมนี้ และจะเริ่มเปิดให้ใช้จ่ายได้ภายในเดือนมกราคม 2569 รวมถึงจะมีการดำเนินการควบคู่ไปกับโครงการ “บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ” ที่เตรียมเปิดรอบใหม่ไปพร้อมๆ กัน

“คนละครึ่งพลัส” เช็กคุณสมบัติผู้ลงทะเบียน ใครมีสิทธิบ้าง

  • เป็นผู้มีสัญชาติไทย
  • มีอายุตั้งแต่ 16 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป ณ วันที่ลงทะเบียน
  • มีบัตรประจำตัวประชาชน
  • ไม่เป็นผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐตามฐานข้อมูลของกระทรวงการคลัง ณ วันที่ 1 ตุลาคม 2568
  • ไม่เป็นผู้ที่ถูกระงับสิทธิหรือถูกเรียกเงินคืนในโครงการของรัฐ ได้แก่ โครงการคนละครึ่ง, โครงการคนละครึ่ง ระยะที่ 2, โครงการคนละครึ่ง ระยะที่ 3, โครงการคนละครึ่ง ระยะที่ 4 และ โครงการคนละครึ่ง ระยะที่ 5

ช่องทางลงทะเบียน คนละครึ่งพลัส 2568

  • ลงทะเบียนรับสิทธิผ่าน “แอปฯ เป๋าตัง” และเปิดใช้บริการ G Wallet
  • ผู้ที่เคย เข้าร่วมโครงการคนละครึ่งเฟส 5 (ปี 2565) ตรวจสอบผลการลงทะเบียนผ่านแอปฯ เป๋าตัง
  • ผู้ที่ไม่เคย เข้าร่วมโครงการคนละครึ่งเฟส 5 (ปี 2565) ตรวจสอบผลการลงทะเบียนผ่าน SMS และแอปฯ เป๋าตัง

ขั้นตอนติดตั้งแอปฯ เป๋าตัง ลงทะเบียน “คนละครึ่ง”

1. เปิดแอปฯ App Store หรือ Google Play หรือ Play Store    

  • สำหรับผู้ใช้โทรศัพท์ ระบบปฏิบัติการ iOS – คลิกที่นี่ 
  • สำหรับผู้ใช้โทรศัพท์ ระบบปฏิบัติการ Android – คลิกที่นี่

2. พิมพ์ค้นหา “เป๋าตัง” ในช่องค้นหา 

3. เลือก “GET” หรือ เลือก “ติดตั้ง”

4. เมื่อติดตั้งเสร็จ เปิดแอปฯ เป๋าตัง

5. ให้ความยินยอมจัดการข้อมูลยืนยันตัวตน 

6. เตรียมบัตรประชาชน

7. ถ่ายรูปหน้าบัตรประชาชน เพื่อยืนยันตัวตน

8. ตรวจสอบเลขบัตรประชาชน และกรอกเบอร์โทรศัพท์เพื่อรับรหัส OTP

9. ใส่รหัส OTP 6 หลักที่ได้รับจากโทรศัพท์มือถือ

10. กรอกข้อมูล บัตรประชาชน

11. เลือกวิธียืนยันตัวตน ด้วยบัญชี Krungthai NEXT หรือ ยืนยันตัวตนด้วย การสแกนใบหน้า

วิธีลงทะเบียนใช้งาน “G Wallet” บนแอปฯ เป๋าตัง

  • ดาวน์โหลดติดตั้งแอปฯ เป๋าตังสำเร็จ
  • เลือก G Wallet เลือก “สมัครใช้บริการ”
  • กด ยินยอม การจัดการข้อมูลยืนยันตัวตน
  • ถ่ายบัตรประชาชน และกรอกข้อมูลตามขั้นตอน
  • เลือกวิธีการยืนยันตัวตน “สแกนใบหน้า”
  • สแกนใบหน้า ตรวจสอบและยืนยันข้อมูล
  • เข้าสู่หน้าหลัก เริ่มการใช้งาน

เปิดอมรม “ร้านค้าคนละครึ่งพลัส” พัฒนาความรู้มอบเงินสนับสนุน 2,000 บาท

ทั้งนี้ ครม. มีมติอนุมัติโครงการพัฒนาความรู้ทักษะ (Upskill) หรือเรียนรู้ทักษะใหม่ (Reskill) สำหรับร้านค้า โครงการ “คนละครึ่งพลัส” ให้กับร้านค้าที่ร่วมในโครงการผ่านแอปฯ “ถุงเงิน” เพื่อกระตุ้นและจูงใจให้ร้านค้าพัฒนาธุรกิจของตนเอง ผ่านการเรียนรู้ทักษะที่จำเป็น โดยจัดสรรงบประมาณจำนวนไม่เกิน 800 ล้านบาท สำหรับกลุ่มเป้าหมายจำนวนไม่เกิน 400,000 ราย

สิทธิประโยชน์ที่จะได้รับ

ร้านค้าที่ผ่านหลักเกณฑ์และเงื่อนไขการ Upskill หรือ Reskill อย่างใดอย่างหนึ่ง หรือหลายอย่างใน 6 ช่องทาง จำนวนไม่เกิน 400,000 ร้านค้าแรก จะได้รับสิทธิเงินสนับสนุนจากภาครัฐ ร้อยละ 20 ของยอดขายที่เกิดจากโครงการคนละครึ่งพลัส เฉพาะในส่วนที่ภาครัฐร่วมจ่าย นับตั้งแต่วันที่ร้านค้าได้ดำเนินการ Upskill หรือ Reskill สำเร็จ จนถึงวันที่ 19 ธันวาคม 2568 ทั้งนี้ สูงสุดไม่เกิน 2,000 บาท ต่อร้านค้า โดยกระทรวงการคลัง โดยกรมบัญชีกลาง จะโอนเงินดังกล่าวให้แก่ร้านค้าผ่านบัญชีธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ที่ผูกกับแอปพลิเคชัน “ถุงเงิน” ในวันที่ 25 ธันวาคม 2568

คุณสมบัติร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการ

1. เป็นร้านค้าในโครงการคนละครึ่ง พลัส ในวันก่อนเริ่มดำเนินการ Upskill หรือ Reskill 

2. ได้ตกลงให้ความยินยอม (Consent) ตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไข ของโครงการฯ ก่อนดำเนินการ Upskill หรือ Reskill เข้าร่วมการ Upskill หรือ Reskill โดยใช้เลขประจำตัวประชาชน (กรณีบุคคลธรรมดา) หรือเลขประจำตัวผู้เสียภาษี (กรณีนิติบุคคล) ที่ตรงกับการลงทะเบียนร้านค้าในโครงการคนละครึ่งพลัส เท่านั้น

3. ร้านค้าในโครงการคนละครึ่ง พลัส ประเภทร้านอาหารและเครื่องดื่ม ที่เลือก Upskill หรือ Reskill กับ Food Delivery Platform รายใด จะต้องไม่เป็นร้านค้าที่อยู่ในฐานข้อมูล ของ Food Delivery Platform รายดังกล่าวนั้น ณ วันที่ 18 พฤศจิกายน 2568

4. ไม่เป็นผู้ประกอบการด้านขนส่งมวลชนสาธารณะในโครงการคนละครึ่ง พลัส

5. ไม่เป็นผู้ที่ถูก สศค. ระงับสิทธิหรือถูกเรียกเงินคืนในโครงการของรัฐ ได้แก่ (1) โครงการคนละครึ่ง (2) โครงการคนละครึ่ง ระยะที่ 2 (3) โครงการคนละครึ่ง ระยะที่ 3 (4) โครงการ คนละครึ่ง ระยะที่ 4 (5) โครงการคนละครึ่ง ระยะที่ 5 และ (6) โครงการคนละครึ่ง พลัส

ไทม์ไลน์ระยะเวลาดำเนินการ

วันที่เป็นต้นไป : เป็นร้านค้าถุงเงินที่เข้าร่วมโครงการคนละครึ่งพลัสมาแล้วอย่างน้อย 1 วัน จึงจะเข้าร่วมโครงการพัฒนาทักษะร้านค้าได้

19 พ.ย. 68 เปิดให้เข้าร่วมพัฒนาทักษะตามหลักเกณฑ์เงื่อนไขของแต่ละช่องทางเลือก

19 ธ.ค. 68 สิ้นสุดเข้าร่วมพัฒนาทักษะตามหลักเกณฑ์เงื่อนไขของแต่ละช่องทางเลือก

23 ธ.ค. 68 ได้รับเงินสนับสนุนจากภาครัฐ ผ่านการแจ้งเตือนบนแอปฯ ถุงเงิน และ SME

25 ธ.ค. 68 โอนเงินสนับสนุนให้แก่ร้านค้าที่ได้รับสิทธิ

เตรียมตัวให้พร้อมสำหรับ “คนละครึ่งเฟส 2” ที่กำลังจะมาถึง! ติดตามข่าวสารและอัปเดตล่าสุดอย่างใกล้ชิด เพื่อไม่ให้พลาดโอกาสในการเข้าโครงการและรับสิทธิประโยชน์ต่างๆ ที่รัฐบาลมอบให้

ที่มา – เปิดลงทะเบียน “คนละครึ่งเฟส 2” วันไหน คาดเริ่มใช้จ่ายได้ภายในเดือน ม.ค. 69

สันติ! ลุยร้านค้าโกง “คนละครึ่งพลัส” เรื่องร้องเรียนพุ่ง

“สันติ” รัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ ลุยจัดการร้านค้าโกง “คนละครึ่งพลัส” หลังยอดร้องเรียนผ่าน สคบ. พุ่งถึง 66 เรื่องทั่วประเทศ ในช่วง 14 วันแรก ย้ำ ประชาชนต้องไม่ถูกเอาเปรียบเด็ดขาด

วันที่ 13 พฤศจิกายน 2568 นายสันติ ปิยะทัต รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยที่ทำเนียบรัฐบาล ถึงข้อมูลจากการรับเรื่องร้องเรียนของประชาชนเกี่ยวกับร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการ “คนละครึ่งพลัส” โดยสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) พบว่ามีร้านค้าบางแห่งใช้สิทธิผิดเงื่อนไขในโครงการ เพื่อหวังผลประโยชน์ส่วนตัว ซึ่งขัดกับเจตนารมณ์ของมาตรการรัฐที่มุ่งช่วยเหลือประชาชนอย่างแท้จริง

ทั้งนี้ สคบ. ได้ประสานความร่วมมือไปยังสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง กระทรวงการคลัง, กรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ และสำนักงานพาณิชย์จังหวัดทั่วประเทศ ให้ดำเนินการทางกฎหมายกับร้านค้าที่ทำผิดเงื่อนไขของโครงการเพื่อปกป้องสิทธิของผู้บริโภคไม่ให้ถูกเอาเปรียบ

จากการรวบรวมข้อมูลเรื่องร้องเรียนผ่าน 10 คู่สาย สคบ. ระหว่างวันที่ 29 ตุลาคม – 11 พฤศจิกายน 2568 พบการร้องเรียนรวม 66 เรื่อง โดยประเด็นที่ได้รับการร้องเรียน อันดับ 1 คือ “ร้านค้าปรับขึ้นราคาสินค้าหลังจากเข้าร่วมโครงการ” จำนวน 29 เรื่อง รองลงมาคือ ร้านค้าเรียกเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มจากราคาสินค้า จำนวน 6 เรื่อง, ร้านค้าติดป้ายหรือแจ้งว่าเข้าร่วมโครงการแต่เมื่อผู้บริโภคสแกน QR Code เพื่อชำระเงินกลับพบว่าไม่ได้เข้าร่วมโครงการ จำนวน 5 เรื่อง, ร้านค้าคิดค่าธรรมเนียมจากการชำระเงินผ่านโครงการจำนวน 5 เรื่อง และร้านค้าจำหน่ายสินค้าต้องห้าม เช่น บุหรี่ สุรา เบียร์ จำนวน 4 เรื่อง ปัญหาทั้งหมดนี้สะท้อนถึงปัญหาความไม่โปร่งใสของร้านค้าบางส่วนที่เข้าร่วมโครงการ และส่งผลต่อความเชื่อมั่นของผู้บริโภคในการใช้สิทธิตามเงื่อนไขของโครงการ

นายสันติ กล่าวต่อไปว่า เรื่องร้องเรียนโครงการ “คนละครึ่งพลัส” ที่พุ่งถึง 66 เรื่องทั่วประเทศ สะท้อนให้เห็นถึงความจำเป็นในการกำกับดูแลเชิงรุกและการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง เพื่อรักษาความเชื่อมั่นของประชาชนต่อมาตรการรัฐในระยะยาว ดังนั้น รัฐบาลจึงให้ความสำคัญกับการทำงานร่วมกันของหลายหน่วยงาน เพื่อดูแลร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการให้ดำเนินการอย่างถูกต้อง โปร่งใส และไม่เอาเปรียบประชาชน

อย่างไรก็ตาม สคบ. จะช่วยดูแลเรื่องสิทธิของประชาชนในการใช้จ่าย ให้ความรู้เพื่อไม่ให้ถูกหลอก รวมถึงให้คำแนะนำกับร้านค้าให้ทำธุรกิจอย่างถูกต้องตามกฎหมาย ไม่โก่งราคา ไม่โฆษณาเกินจริง หรือให้บริการไม่เป็นไปตามที่ระบุ และหากพบการเอาเปรียบหรือฝ่าฝืนเงื่อนไข จะมีการตรวจสอบและดำเนินการทางกฎหมายอย่างจริงจัง เพื่อให้ประชาชนสามารถใช้สิทธิได้อย่างมั่นใจ ปลอดภัยจากการถูกโกง พร้อมทั้งได้รับสิทธิอย่างเท่าเทียมและทั่วถึง สะท้อนแนวทางการทำงานที่ “รวดเร็ว-เป็นธรรม-เท่าเทียม-ทั่วถึง”

“คนละครึ่งพลัส” ปัญหาโกงที่ต้องเร่งแก้ไข

จากข่าวการลุยเอาผิดร้านค้าที่โกงโครงการ “คนละครึ่งพลัส” โดยรัฐมนตรีสันติ ปิยะทัต แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการปกป้องสิทธิของผู้บริโภคและรักษาเจตนารมณ์ของโครงการที่ต้องการช่วยเหลือประชาชนอย่างแท้จริง จำนวนเรื่องร้องเรียนที่สูงถึง 66 เรื่อง บ่งชี้ถึงปัญหาที่เกิดขึ้นจริงในการนำโครงการไปปฏิบัติ และความจำเป็นในการตรวจสอบและบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด

ปัญหาที่พบจากการร้องเรียนโครงการ “คนละครึ่งพลัส”

ปัญหาที่ถูกร้องเรียนเข้ามานั้นมีความหลากหลาย และสะท้อนถึงพฤติกรรมที่ไม่ซื่อสัตย์ของร้านค้าบางส่วนที่เข้าร่วมโครงการ “คนละครึ่งพลัส” ซึ่งส่งผลเสียต่อผู้บริโภคโดยตรง ได้แก่:

  • การปรับขึ้นราคาสินค้า: ร้านค้าฉวยโอกาสขึ้นราคาสินค้าเมื่อเข้าร่วมโครงการ ทำให้ส่วนลดที่ได้รับไม่คุ้มค่า หรือแทบไม่มีผล
  • การเรียกเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม: ร้านค้าบางแห่งเรียกเก็บ VAT เพิ่มเติมจากราคาสินค้า ซึ่งเป็นการผลักภาระให้ผู้บริโภค
  • การแสดงข้อมูลที่ไม่ถูกต้อง: ร้านค้าติดป้ายว่าเข้าร่วมโครงการ แต่เมื่อชำระเงินจริงกลับไม่สามารถใช้สิทธิได้ หรือคิดค่าธรรมเนียมเพิ่มเติม
  • การจำหน่ายสินค้าต้องห้าม: ร้านค้าบางแห่งขายสินค้าที่ไม่ได้รับอนุญาตในโครงการ เช่น บุหรี่ สุรา เบียร์

การแก้ไขปัญหาเหล่านี้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อเรียกคืนความเชื่อมั่นของผู้บริโภคและทำให้โครงการ “คนละครึ่งพลัส” สามารถบรรลุเป้าหมายในการกระตุ้นเศรษฐกิจและช่วยเหลือประชาชนได้อย่างแท้จริง

การที่ สคบ. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งดำเนินการทางกฎหมายกับร้านค้าที่กระทำผิด ถือเป็นสัญญาณที่ดีในการป้องปรามการทุจริตและเอาเปรียบผู้บริโภค นอกจากนี้ การให้ความรู้แก่ประชาชนเกี่ยวกับสิทธิของตนเอง และการส่งเสริมให้ร้านค้าดำเนินธุรกิจอย่างถูกต้องตามกฎหมาย ก็เป็นสิ่งจำเป็นเพื่อสร้างระบบการค้าที่เป็นธรรมและยั่งยืน

มาตรการที่เข้มงวดและการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจังเท่านั้นที่จะทำให้โครงการ “คนละครึ่งพลัส” สามารถสร้างประโยชน์สูงสุดแก่ประชาชน และเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ

ที่มา – “สันติ” ลุยเอาผิดร้านค้าโกง “คนละครึ่งพลัส” ยอดร้องเรียนผ่าน สคบ. 66 เรื่อง

นายกฯ ขออภัยชาวอ่างทอง น้ำท่วม ขอบคุณที่เสียสละ

นายกฯ ขออภัยชาวอ่างทอง น้ำท่วม ขอบคุณที่เสียสละพื้นที่รับน้ำ

“นายกฯ อนุทิน” ขึ้นเฮลิคอปเตอร์สำรวจสถานการณ์น้ำท่วมภาคกลาง พร้อมกราบขออภัยชาวอ่างทองที่ต้องเผชิญกับความยากลำบากจากสถานการณ์น้ำท่วมเป็นเวลานาน ยอมรับทุกเสียงวิพากษ์วิจารณ์และยืนยันว่าจะไม่ให้เหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นอีก พร้อมทั้งยืนยันว่าโครงการคนละครึ่งพลัสเฟส 2 จะกลับมาอย่างแน่นอนในช่วงสิ้นปีนี้

เมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน 2568 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วยนายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี นายศักดิ์ดา วิเชียรศิลป์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย พลโทอดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม ได้ลงพื้นที่จังหวัดอ่างทองและจังหวัดพระนครศรีอยุธยา เพื่อติดตามสถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่ภาคกลาง โดยเดินทางด้วยเฮลิคอปเตอร์จากพล.ม.2 มายังโรงเรียนป่าโมกข์วิทยาภูมิ จังหวัดอ่างทอง ระหว่างทางได้บินวนเพื่อสำรวจสถานการณ์น้ำจากมุมสูง พร้อมรับฟังรายงานสรุปสถานการณ์น้ำ

จากนั้น นายกรัฐมนตรีได้ลงจากเฮลิคอปเตอร์ที่โรงเรียนป่าโมกข์วิทยาภูมิ ซึ่งเป็นจุดแรกของการลงพื้นที่เพื่อมอบกำลังใจให้กับพี่น้องประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม โดยกล่าวทักทายประชาชนและแสดงความห่วงใยต่อพี่น้องชาวอ่างทอง พร้อมทั้งกล่าวว่า “ต้องขอกราบขอบพระคุณด้วยหัวใจ และที่จริงตนต้องคลานเข้ามาเพื่อมากราบขออภัยพ่อแม่พี่น้อง ที่ปล่อยให้ต้องผจญกับความยากลำบากจากสถานการณ์น้ำท่วมในครั้งนี้ ซึ่งจะโทษธรรมชาติอย่างเดียวไม่ได้ เพราะเป็นรัฐบาลต้องมีความรับผิดชอบ บริหารสถานการณ์ให้กับพ่อแม่พี่น้องให้ดีที่สุด”

นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ที่ผ่านมาได้สั่งให้นายภราดรปฏิบัติงาน (Work From) ที่อ่างทอง โดยไม่ต้องทิ้งประชาชน ยกเว้นงานสำคัญถึงจะเข้ากรุงเทพฯ ได้ แต่หลังจากนั้น ให้รีบกลับมาดูแลแก้ไขสถานการณ์น้ำท่วมในจังหวัดอ่างทองและจังหวัดใกล้เคียง ใช้เวลาที่นี่ให้มากที่สุด เข้าใจดีว่าปัญหานี้เกิดขึ้นซ้ำซาก ในฐานะที่เป็นลูกแม่น้ำเจ้าพระยาด้วยกัน เข้าใจถึงความเสียหายของทรัพย์สินและการต้องย้ายหนีน้ำ

นายกรัฐมนตรีกล่าวต่อไปว่า รัฐบาลได้จัดสรรงบประมาณช่วยเหลือหลังคาเรือนละ 9,000 บาท แต่สิ่งที่ประชาชนต้องการคือการกลับไปใช้ชีวิตและประกอบอาชีพได้ตามปกติสุข หลายครอบครัวในอ่างทองเป็นเจ้าของนา เจ้าของไร่ ที่เสียสละพื้นที่นาไร่ของตนเองให้เป็นพื้นที่รองรับน้ำ เพื่อไม่ให้กระทบต่อพื้นที่เศรษฐกิจในเขตเมือง จึงต้องขอขอบคุณทุกท่าน

“ขออนุญาตใช้อำนาจในฐานะนายกรัฐมนตรี ทดแทนโอกาสที่พ่อแม่พี่น้องชาวไร่ชาวนาที่สละพื้นที่ ไร่นาเรือกสวนเป็นพื้นที่รับน้ำ จะขออนุญาตเอางบประมาณที่กำกับดูแลอยู่มาดูแลรายเดือนจนกว่าน้ำจะหมดไป ซึ่งปกติอาจใช้เวลา 2-3 เดือน แต่นี่ 4 เดือนแล้ว เป็นหน้าที่ของรัฐบาลที่จะต้องมาเยียวยาพวกท่าน ขอให้นายภราดรเร่งนำเสนอเพื่ออนุมัติโดยเร็ว และไม่ใช่เฉพาะจังหวัดอ่างทอง แต่เป็นทุกที่ที่ชาวบ้าน พี่น้องชาวเกษตรกรชาวไร่ชาวนาได้สละพื้นที่ของตัวเองให้เป็นพื้นที่รับน้ำ และทำให้ตัวเองสูญเสียโอกาสในการสร้างรายได้ ในการผลิตพืชผลทางการเกษตร”

พร้อมกันนี้ ได้สั่งการให้หน่วยงานทุกระดับลงพื้นที่ช่วยเหลือพี่น้องประชาชนอย่างเต็มกำลัง โดยเฉพาะกระทรวงมหาดไทยที่กำกับดูแลและหน่วยกู้ภัย องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย และให้จัดหาของกินของใช้ที่จำเป็นให้ครอบคลุมทุกพื้นที่ เพื่อให้พี่น้องประชาชนสามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ท่ามกลางความยากลำบากจากภัยธรรมชาติในครั้งนี้ คาดว่าสถานการณ์จะดีขึ้นในช่วงปลายเดือน เนื่องจากการวางแผนร่วมกันและการทำงานเป็นทีมของสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) และกรมชลประทาน เพื่อหาแนวทางในการระบายน้ำ เปิดปิดประตูระบายน้ำ และจัดการเส้นทางเดินของน้ำให้ส่งผลกระทบต่อประชาชนให้น้อยที่สุด

“เข้าใจถึงเสียงบ่น เสียงด่าของพ่อแม่พี่น้อง เพราะท่านกำลังทุกข์ ท่านระบายใส่พวกเรา พวกเราพร้อมที่จะเป็นที่พึ่งรับฟังความในใจและความทุกข์ของท่าน ซึ่งเรารับทราบดีว่าบางคนอึดอัดอยากระบาย ระบายออกมาได้เลย ตนดูใน YouTube ต้องชื่นชม สส.แบด (นายภราดร ปริศนานันทกุล) สส.แชมป์ (นายกรวีร์ ปริศนานันทกุล) ที่ขึ้นรถอีแต๋น-รถบรรทุกเยี่ยมพี่น้องที่ประสบภัย บางครั้งโดนเสียงบ่น บางครั้งโดนเสียงด่า แต่ทั้ง 2 คนยังสำนึกตลอดเวลา เพราะเลือกชีวิตที่จะอยู่เป็นคนรับใช้ของพี่น้องประชาชนแล้ว เพราะฉะนั้นเสียงด่าเหล่านี้รับฟังและไปหาหนทางแก้ไข ถือเป็นสิริมงคลแก่หูพวกเขา เป็นสิ่งที่พวกเขาต้องรับฟัง ไม่มีตอบโต้ใดๆ นอกจากนำไปคิดและแสวงหาความร่วมมือจากหน่วยงานต่างๆ เพื่อแก้ไขปัญหาให้พี่น้องทุกคน”

เสียงของทุกคนบนรถปิกอัพคันนั้นดังถึงผม หลายครั้งด้วย เพราะผมต้องฟังหลายๆ เที่ยว ผมต้องคอยดูว่ารัฐมนตรีแบบนี้จะตบะแตกหรือเปล่า แต่ปรากฏว่าไม่ ขอเสียงปรบมือให้หน่อย เขานิ่ง เขาฟัง และรู้ว่าในใจอกแทบแตก ในใจร้อนรน แต่แสดงอาการที่อึดอัดออกมาให้พี่น้องเห็นไม่ได้ เขาต้องเป็นที่รับอารมณ์รับความเดือดร้อน ใส่มาเลยครับ วันนี้เป็นรัฐมนตรีใส่เลยครับ รับได้ แล้วเดี๋ยวเขาจะมาระบายกับพวกผมเอง พวกผมมีหน้าที่หาทางออก หาทางแก้ไขให้พ่อแม่พี่น้อง และนี่คือสาเหตุที่พวกเรารีบมาในวันนี้ จริงๆ จะมาตั้งแต่เมื่อวาน แต่มีเรื่องทหารเหยียบกับระเบิดที่ชายแดนเขมร จึงขออนุญาตไปเยี่ยมทหารก่อน เพราะตรงนี้สั่งให้รัฐมนตรีแบบมาดูแลพี่น้องอยู่แล้ว”

โครงการคนละครึ่งพลัส และการช่วยเหลือเพิ่มเติม

นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรียังได้สอบถามประชาชนว่ามีใครลงทะเบียนคนละครึ่งพลัส หรือได้รับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐหรือไม่ พร้อมทั้งขอร้องให้ผู้ที่ยังไม่ได้ลงทะเบียนให้รีบดำเนินการ และยืนยันว่าหากตกหล่นจะมีการเปิดเฟส 2 ในช่วงสิ้นปี และจะมีการชดเชยสำหรับผู้ที่พลาดโอกาสในรอบแรก

นายกรัฐมนตรีแสดงความกังวลใจอย่างมากและยืนยันว่าจะกลับไปช่วยเหลือพี่น้องประชาชนให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ พร้อมทั้งกล่าวขออภัยอีกครั้งและยืนยันว่าจะพยายามไม่ให้เหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นอีก

ต่อมา นายกรัฐมนตรีได้มอบใบประกาศนียบัตรให้กับจิตอาสา และมอบถุงยังชีพให้กับพี่น้องประชาชน ก่อนที่จะเดินทางไปตรวจสอบพนังกั้นน้ำแม่น้ำเจ้าพระยาใกล้กับโรงเรียนป่าโมกข์วิทยาภูมิ และตรวจสอบระดับน้ำด้วยตนเอง

สถานการณ์น้ำท่วมในอ่างทองเป็นเรื่องที่ต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด การช่วยเหลือเยียวยาและการวางแผนป้องกันในระยะยาวเป็นสิ่งสำคัญเพื่อให้ประชาชนกลับมาใช้ชีวิตได้อย่างปกติสุข การที่ นายกฯ ขออภัยชาวอ่างทอง น้ำท่วม และแสดงความรับผิดชอบต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน

ที่มา – “นายกฯ หนู” กราบขออภัยชาวอ่างทอง ผจญความลำบากน้ำท่วม ขอบคุณที่สละพื้นที่รับน้ำ

คนละครึ่งพลัสเฟส 1.5 คืออะไร? ไขข้อสงสัย!

ไขข้อสงสัย “คนละครึ่งพลัสเฟส 1.5 คืออะไร” หลัง “ครม.เศรษฐกิจ” ไฟเขียว หนุนร้านค้ายกระดับศักยภาพ พร้อมช่วยจ่ายสูงสุด 2,000 บาท

ภายหลังจาก นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า ที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายเศรษฐกิจ (ครม.เศรษฐกิจ) ที่มี นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย เป็นประธาน เมื่อวันที่ 10 พ.ย. 2568 ได้เห็นชอบโครงการพัฒนาความรู้ทักษะ (Upskill) หรือเรียนรู้ทักษะใหม่ (Reskill) เพื่อช่วยเหลือและสนับสนุนผู้ประกอบการรายย่อยให้เติบโตในโลกเศรษฐกิจดิจิทัล

คนละครึ่งพลัสเฟส 1.5 คืออะไร

โครงการคนละครึ่งพลัสเฟส 1.5 มุ่งเน้นไปที่การยกระดับศักยภาพร้านค้ารายย่อยที่เข้าร่วมโครงการคนละครึ่งพลัส ให้สามารถปรับตัวเข้าสู่เศรษฐกิจดิจิทัลได้อย่างยั่งยืน โดยมีเป้าหมายในการดึงร้านค้าเข้าร่วมโครงการจำนวน 400,000 ราย

ปัจจุบันมีร้านค้าลงทะเบียนในโครงการคนละครึ่งพลัสแล้วถึง 858,991 ราย ซึ่งในจำนวนนี้มีร้านค้าประเภทอาหารและเครื่องดื่มที่ลงทะเบียนกับผู้ให้บริการระบบขนส่งอาหาร (Food Delivery Platform) เช่น แกร็บ, ไลน์แมน, โรบินฮู้ด และช็อปปี้ฟู้ด อยู่แล้ว 58,947 ราย คิดเป็น 6.86% ของร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการคนละครึ่งพลัสทั้งหมด โครงการนี้จึงเป็นการต่อยอดและขยายผลสำเร็จของโครงการเดิม

รายละเอียดการสนับสนุนจากรัฐบาลในโครงการคนละครึ่งพลัสเฟส 1.5

สำหรับร้านค้าที่เข้าร่วมอบรมตามเงื่อนไขที่กำหนด จะได้รับเงินสนับสนุนจากภาครัฐในอัตราร้อยละ 20 ของยอดขายที่เกิดขึ้นจากโครงการคนละครึ่งพลัส โดยเฉพาะในส่วนที่ภาครัฐร่วมจ่าย ซึ่งมีเพดานสิทธิสูงสุดอยู่ที่ 2,000 บาทต่อร้านค้า โดยระยะเวลาในการอบรมเริ่มตั้งแต่วันที่ 19 พฤศจิกายน ถึง 19 ธันวาคม 2568 รัฐบาลจะใช้งบประมาณเดิมที่ได้รับมา จำนวนไม่เกิน 800 ล้านบาท มาใช้ในการดำเนินโครงการนี้ต่อไป

การอบรมมีหลากหลายรูปแบบให้เลือกร้านค้าสามารถเลือกได้ตามความสะดวกและความเหมาะสม โดยมีเงื่อนไขว่าจะต้องผ่านเกณฑ์การทดสอบที่กำหนดไว้ ซึ่งจะมีการประกาศผลร้านค้าที่ได้รับสิทธิ์ในวันที่ 23 ธันวาคม 2568 ผ่านแอปพลิเคชันถุงเงิน และจะเริ่มทำการโอนเงินให้กับร้านค้าที่ได้รับสิทธิ์ในวันที่ 25 ธันวาคม 2568 โดยวิธีการอบรมมีดังนี้

  • การอบรมออนไลน์ของธนาคารออมสิน มุ่งเน้นการเสริมสร้างความรู้ทางการเงินด้วยแพลตฟอร์มดิจิทัล
  • การอบรมออนไลน์ของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD Academy) เพื่อนำความรู้ไปต่อยอดในการเพิ่มรายได้ ลดรายจ่าย และเพิ่มทักษะด้านเทคโนโลยี
  • การเข้าร่วมและทดลองใช้งานสินค้าและบริการในบัญชีบริการดิจิทัลของสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (depa) เพื่อสนับสนุนและยกระดับความสามารถของผู้ประกอบการในการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัล
  • การเข้าร่วมเป็นร้านค้าบน Food Delivery Platform ที่เข้าร่วมโครงการคนละครึ่งพลัส เช่น แกร็บ, ไลน์แมน, โรบินฮู้ด และช็อปปี้ฟู้ด โดยต้องมีคำสั่งซื้อที่ใช้สิทธิ์ผ่านโครงการคนละครึ่งพลัสอย่างน้อย 5 รายการ ภายในวันที่ 19 ธันวาคม 2568

สิ่งสำคัญคือ ร้านค้าที่สนใจเข้าร่วมโครงการนี้จะต้องไม่เป็นร้านค้าที่อยู่ในแพลตฟอร์ม Food Delivery เหล่านี้อยู่แล้วก่อนหน้านี้ โครงการคนละครึ่งพลัสเฟส 1.5 จึงเป็นโอกาสดีสำหรับร้านค้าที่ต้องการขยายช่องทางการขายและเพิ่มศักยภาพในการแข่งขัน

อย่างไรก็ตาม สำหรับโครงการคนละครึ่งพลัสเฟส 2 รัฐบาลเตรียมสานต่อมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจรอบใหม่ โดยจะเปิดสิทธิให้กลุ่มที่ตกหล่นจากการลงทะเบียนในรอบก่อนหน้าได้มีโอกาสเข้าร่วมโครงการ คาดว่าจะเริ่มให้ใช้สิทธิได้ในเดือนมกราคม 2569 ซึ่งทีมข่าวไทยรัฐออนไลน์จะติดตามและรายงานความคืบหน้าให้ทราบต่อไป

โครงการคนละครึ่งพลัสเฟส 1.5 ถือเป็นอีกหนึ่งมาตรการที่น่าสนใจสำหรับร้านค้ารายย่อยที่ต้องการพัฒนาธุรกิจของตนเองให้ก้าวทันยุคดิจิทัล การเข้าร่วมโครงการนี้ไม่เพียงแต่จะช่วยเพิ่มยอดขาย แต่ยังเป็นการเสริมสร้างความรู้และทักษะที่จำเป็นในการดำเนินธุรกิจในโลกปัจจุบันอีกด้วย

ที่มา – คนละครึ่งพลัสเฟส 1.5 คืออะไร หลัง “ครม.เศรษฐกิจ” ไฟเขียว ช่วยจ่ายสูงสุด 2,000 บาท

คนละครึ่งพลัส เงินสะพัด 3 หมื่นล้าน! รีบใช้

กระทรวงการคลังเผยโครงการ คนละครึ่งพลัส ยอดใช้จ่ายทะลุ 3 หมื่นล้านบาทแล้ว! ย้ำเตือนอีกครั้งสำหรับ 2.9 แสนสิทธิที่ยังไม่ได้ใช้ รีบใช้จ่ายครั้งแรกก่อนถูกตัดสิทธิภายใน 5 ทุ่มวันนี้ (11 พ.ย. 68)

นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง เปิดเผยถึงความคืบหน้าโครงการ “คนละครึ่งพลัส” ว่า จากจำนวนสิทธิทั้งหมด 20 ล้านสิทธิ มีประชาชนเริ่มใช้จ่ายแล้ว 19,701,063 คน แต่ยังมีสิทธิคงเหลือที่ยังไม่ได้เริ่มใช้จ่ายอีก 298,937 สิทธิ (ข้อมูล ณ วันที่ 11 พ.ย. 2568 เวลา 12.00 น.)

สำหรับผู้ที่ได้รับสิทธิ คนละครึ่งพลัส แล้วแต่ยังไม่ได้กดใช้สิทธิผ่านแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” หรือยังไม่ได้ทำรายการใช้จ่ายครั้งแรกกับร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการฯ ขอให้รีบใช้จ่ายภายในเวลา 23.00 น. ของวันนี้ (11 พ.ย. 2568) เพื่อไม่ให้สิทธิของท่านหมดอายุไปอย่างน่าเสียดาย โครงการนี้ถือเป็นมาตรการสำคัญของรัฐบาลในการกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากและช่วยเหลือลดภาระค่าครองชีพให้กับประชาชนในช่วงปลายปี

ข้อมูล ณ วันที่ 11 พ.ย. 2568 เวลา 12.00 น. พบว่า ยอดการใช้จ่ายสะสมในโครงการ คนละครึ่งพลัส รวมทั้งสิ้น 30,276.94 ล้านบาท แบ่งเป็นเงินที่ประชาชนจ่าย 15,334.35 ล้านบาท และเงินที่ภาครัฐร่วมจ่าย 14,942.59 ล้านบาท มีผู้ใช้สิทธิสะสมแล้วกว่า 19.70 ล้านคน จากร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการกว่า 825,952 ร้านค้า และมีรายการใช้จ่ายสะสมกว่า 215.81 ล้านรายการ

นอกจากนี้ ยอดการใช้จ่ายผ่านบริการฟู้ดเดลิเวอรี่ (Food Delivery) สะสมรวมอยู่ที่ 419.42 ล้านบาท โดยแบ่งตามแพลตฟอร์มดังนี้ Lineman มียอดสูงสุด 249.74 ล้านบาท, Grab 149.14 ล้านบาท, ShopeeFood 19.82 ล้านบาท และ Robinhood 711,316.97 บาท

นายลวรณ กล่าวเพิ่มเติมว่า เฉพาะวันนี้ (11 พ.ย. 68) มียอดใช้จ่ายรวม 593.14 ล้านบาท แบ่งเป็นการใช้จ่ายผ่านร้านค้าทั่วไป 568.47 ล้านบาท และผ่านบริการแพลตฟอร์มฟู้ดเดลิเวอรี่ (Food Delivery) อีก 24.67 ล้านบาท

โครงการ “คนละครึ่งพลัส” เป็นหนึ่งในมาตรการสำคัญที่รัฐบาลนำมาใช้เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก ช่วยลดภาระค่าครองชีพให้กับประชาชน และส่งเสริมให้ร้านค้ารายย่อยมียอดขายเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง กระทรวงการคลังยังคงติดตามและประเมินผลการดำเนินงานของโครงการอย่างใกล้ชิดเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อเศรษฐกิจของประเทศ

คนละครึ่งพลัส คืออะไร และทำไมต้องรีบใช้?

คนละครึ่งพลัส เป็นโครงการที่รัฐบาลออกมาเพื่อช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจและช่วยเหลือค่าครองชีพ โดยรัฐจะช่วยจ่ายครึ่งหนึ่งของค่าสินค้าและบริการ (ตามเงื่อนไขที่กำหนด) ทำให้ประชาชนสามารถซื้อสินค้าได้ในราคาที่ถูกลง และร้านค้าก็มียอดขายเพิ่มขึ้น

ใครที่ยังไม่ได้ใช้สิทธิ คนละครึ่งพลัส ต้องทำอย่างไร?

หากท่านเป็นหนึ่งใน 2.9 แสนสิทธิที่ยังไม่ได้เริ่มใช้จ่ายในโครงการ คนละครึ่งพลัส ขอให้รีบดำเนินการดังนี้:

  • ตรวจสอบสิทธิของท่านในแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง”
  • เติมเงินเข้าแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” ให้เพียงพอต่อการใช้จ่าย
  • หาร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการ คนละครึ่งพลัส และใช้จ่ายก่อน 5 ทุ่มของวันนี้ (11 พ.ย. 68)

หากท่านไม่ใช้สิทธิภายในเวลาที่กำหนด สิทธิของท่านจะถูกตัด และท่านจะไม่สามารถใช้สิทธิในโครงการนี้ได้อีกต่อไป

อย่าปล่อยให้สิทธิของท่านหมดอายุไปฟรีๆ รีบใช้จ่าย คนละครึ่งพลัส ก่อน 5 ทุ่มวันนี้ เพื่อช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจและประหยัดค่าใช้จ่ายของท่านเอง!

ที่มา – “คลัง” เผย “คนละครึ่งพลัส” เงินสะพัด 3 หมื่นล้าน ย้ำ 2.9 แสนสิทธิ รีบใช้ก่อน 5 ทุ่มวันนี้

คนละครึ่งพลัส เฟส 1.5 ไฟเขียว! รัฐจ่ายสูงสุด 2,000

ข่าวดีสำหรับร้านค้า! ครม.เศรษฐกิจไฟเขียว คนละครึ่งพลัส เฟส 1.5 สนับสนุนร้านค้าเข้าร่วมอบรมยกระดับศักยภาพดิจิทัล รับเงินสนับสนุนสูงสุด 2,000 บาท ตั้งเป้า 4 แสนร้านค้า ใช้งบ 800 ล้านบาท เริ่มอบรม 19 พ.ย. – 19 ธ.ค. 2568 เตรียมเสนอ ครม. สัปดาห์หน้า

นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง เปิดเผยว่า ที่ประชุม ครม.เศรษฐกิจ ที่มีนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ได้อนุมัติโครงการ Upskill/Reskill สำหรับร้านค้าในโครงการคนละครึ่งพลัส ถือเป็นคนละครึ่งพลัส เฟส 1.5 ที่มุ่งเน้นการพัฒนาศักยภาพร้านค้ารายย่อยให้พร้อมรับเศรษฐกิจดิจิทัลอย่างยั่งยืน โดยตั้งเป้าร้านค้าเข้าร่วม 400,000 ราย จากร้านค้าที่ลงทะเบียนในโครงการคนละครึ่งพลัส ปัจจุบัน 858,991 ราย ซึ่งในจำนวนนี้มีร้านอาหารและเครื่องดื่มที่ลงทะเบียนกับ Food Delivery Platform (แกร็บ, ไลน์แมน, โรบินฮู้ด, ช้อปปี้ฟู้ด) แล้ว 58,947 ราย คิดเป็น 6.86% ของร้านค้าทั้งหมด

ร้านค้าที่เข้าร่วมอบรมตามเงื่อนไขจะได้รับเงินสนับสนุน 20% ของยอดขายจากโครงการคนละครึ่งพลัส (เฉพาะส่วนที่รัฐร่วมจ่าย) สูงสุด 2,000 บาทต่อร้านค้า อบรมระหว่าง 19 พ.ย. – 19 ธ.ค. นี้ โดยใช้งบประมาณเดิมไม่เกิน 800 ล้านบาท

โครงการ คนละครึ่งพลัส เฟส 1.5 คืออะไร?

สำหรับวิธีการอบรมเพื่อรับสิทธิ์ คนละครึ่งพลัส เฟส 1.5 มี 4 ช่องทางให้เลือก:

  1. อบรมออนไลน์กับธนาคารออมสิน: เน้นเสริมสร้างความรู้ทางการเงินผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัล
  2. อบรมออนไลน์กับกรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD Academy): เรียนรู้เพื่อเพิ่มรายได้, ลดรายจ่าย, และพัฒนาทักษะเทคโนโลยี
  3. ทดลองใช้สินค้าและบริการในบัญชีบริการดิจิทัลของสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล: สนับสนุนและยกระดับศักยภาพผู้ประกอบการผ่าน d-voucher ภายใต้โครงการ AI Transformation
  4. เข้าร่วมเป็นร้านค้าบน Food Delivery Platform: ต้องเป็นร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการคนละครึ่งพลัส กับ แกร็บ, ไลน์แมน, โรบินฮู้ด, หรือ ช้อปปี้ฟู้ด และต้องมีคำสั่งซื้อที่ใช้สิทธิคนละครึ่งพลัส อย่างน้อย 5 รายการ ภายใน 19 ธ.ค. 2568 (ต้องไม่เป็นร้านที่อยู่ในแพลตฟอร์มเหล่านี้อยู่เเล้ว)

ร้านค้าจะทราบผลการได้รับสิทธิ์ในวันที่ 23 ธ.ค. ผ่านแอปฯ ถุงเงิน และจะเริ่มโอนเงินให้วันที่ 25 ธ.ค. 2568

ทำไมต้องเข้าร่วมโครงการ คนละครึ่งพลัส เฟส 1.5

การเข้าร่วมโครงการ คนละครึ่งพลัส เฟส 1.5 ไม่เพียงแต่จะช่วยให้ร้านค้าได้รับเงินสนับสนุนสูงสุด 2,000 บาท แต่ยังเป็นโอกาสดีในการพัฒนาศักยภาพของร้านค้าให้ก้าวทันยุคดิจิทัล ไม่ว่าจะเป็นการเรียนรู้ทักษะทางการเงิน การใช้เทคโนโลยีในการบริหารจัดการร้าน หรือการเข้าถึงลูกค้าผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ต่างๆ สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นประโยชน์ต่อการเติบโตของธุรกิจในระยะยาว

สำหรับร้านค้าที่สนใจเข้าร่วมโครงการ อย่าลืมศึกษาเงื่อนไขและวิธีการอบรมให้ละเอียด และเตรียมตัวให้พร้อมเพื่อคว้าโอกาสในการยกระดับธุรกิจของคุณ

ที่มา – ไฟเขียว คนละครึ่งพลัส เฟส 1.5 รัฐจ่ายให้สูงสุด 2,000 หนุนร้านค้ายกระดับศักยภาพ

นายกฯ ชื่นชม “ชัชชาติ” ดูแลประชาชนถวายบังคมพระบรมศพ

“นายกฯ อนุทิน” ตรวจเยี่ยมจุดบริการก่อนเข้าถวายบังคมพระบรมศพ “สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง” น้ำตาคลอในความจงรักภักดีของประชาชนและเจ้าหน้าที่ ชื่นชม “ชัชชาติ” บริหารจัดการ กำชับอำนวยความสะดวก

เมื่อเวลา 17.30 น. วันที่ 9 พฤศจิกายน 2568 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วย นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ลงพื้นที่เยี่ยมเยียนและตรวจเยี่ยมการให้บริการประชาชนที่มาเข้าเฝ้ากราบถวายบังคมพระบรมศพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ที่บริเวณสนามหลวง

โดยทันทีที่มาถึง นายชัชชาติ ได้พานายกรัฐมนตรีตรวจเยี่ยมหน่วยงานต่างๆ เช่น หน่วยพยาบาล พนักงานรักษาความสะอาด เจ้าหน้าที่ตำรวจ เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยและอาสาสมัคร โดยนายกรัฐมนตรีได้กล่าวขอบคุณเจ้าหน้าที่ทุกหน่วยงาน และเป็นกำลังใจในการปฏิบัติหน้าที่ ในช่วงหนึ่งเจ้าหน้าที่คัดแยกขยะของ กทม. ได้ชี้ไปทาง นายชัชชาติ พร้อมกล่าวว่า ลูกพี่เก่ง ทำให้ นายชัชชาติ ออกตัวว่าไม่ใช่ เป็นเพราะทีมงานเข้มแข็ง

จากนั้น นายกรัฐมนตรีเดินลงไปที่จุดสแกนก่อนเข้าไปในพระบรมมหาราชวัง มีประชาชนพร้อมเจ้าหน้าที่ที่รออยู่ด้านล่างเข้ามาทักทายพูดคุย รวมถึงถ่ายภาพเซลฟี่ร่วมกับนายกรัฐมนตรีอย่างเป็นกันเอง โดยนายชัชชาติ ยังได้พานายกรัฐมนตรีเยี่ยมเจ้าหน้าที่ที่มาปฏิบัติหน้าที่ พร้อมพูดคุยกัน

ต่อมา นายกรัฐมนตรีให้สัมภาษณ์ถึงการลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมในพระราชพิธีครั้งนี้ ว่า ตั้งแต่เช้าได้รับรายงานว่ามีประชาชนจำนวนมากมาถวายบังคมพระบรมศพ ขอชื่นชมหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้อง และนายชัชชาติ ตนมองว่ามีการจัดเตรียมความพร้อมอย่างมาก อาหารการกิน ที่พักรับรอง ไม่ให้เกิดความลำบากกับประชาชน พวกเราเข้ามาดูกันในวันแรก ดูการบริหารจัดการการเข้าไปถวายสักการะ จะทำอย่างไรให้รวดเร็ว สวยงาม สมพระเกียรติยศ รวมถึงความเป็นระเบียบเรียบร้อย เท่าที่ทราบมาตอนนี้การจัดการดีมาก มีโรงอาหารพระราชทาน หน่วยงานภาครัฐนำอาหาร-เครื่องดื่มมามอบให้เพื่อความสะดวก น่าจะเป็นไปได้ด้วยดีและจะมีการพัฒนาประสิทธิภาพขึ้นเรื่อยๆ

เมื่อถามว่ามีอะไรที่อยากจะเพิ่มเติมหรือไม่ นายกรัฐมนตรี ระบุ ส่วนตัวคิดว่าผู้รับผิดชอบโดยตรงอย่าง กทม. ดูแลดีอยู่แล้ว ตนต้องเอ่ยปากชื่นชมผ่านนายชัชชาติ ว่ามีการเตรียมพร้อมที่มาก รวมถึงมีจิตอาสามาช่วย ในช่วงหนึ่งนายกรัฐมนตรีกล่าวด้วยน้ำตาคลอว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องของความจงรักภักดี ทุกคนทำด้วยใจ เมื่อทำด้วยใจแล้วผลงานต่างๆ ประสิทธิภาพและผลลัพธ์ต่างๆ ก็จะออกมา เป็นสิ่งที่สวยงาม ตนไปเจอประชาชนทั่วประเทศ เราต้องเข้าถึงและถวายบังคมพระบรมศพครบทุกคน ถือว่าเป็นเป้าหมายที่ต้องทำให้เกิดความสำเร็จสูงสุด

ส่วนคำถามว่าจะดูแลเรื่องการคมนาคมอย่างไร นายอนุทิน ตอบว่า เรามีการอำนวยความสะดวก ซึ่งตนจะเชิญรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาอำนวยความสะดวก พร้อมนำเสนอว่าจะจัดการอย่างไร โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องการเดินทาง

“พอมาถึงที่นี่แล้ว โอ้โหอากาศร้อน เราต้องทำให้พวกเขากราบพระบรมศพ ถ้าเป็นไปได้ก็ไปชมความงามของเกาะรัตนโกสินทร์ ทั้งวัดพระแก้ว วัดโพธิ์ ศาลหลักเมือง รวมถึงสถานที่สำคัญต่างๆ ผมคิดว่าจะเป็นสิ่งที่ดีทำให้มีความคึกคักขึ้นมา เศรษฐกิจก็ดีด้วย ยิ่งช่วงนี้มีโครงการคนละครึ่งพลัสด้วย พี่น้องประชาชนก็ได้ความเป็นสิริมงคลจากการถวายบังคมพระบรมศพ และยังได้จับจ่ายใช้สอย อย่างน้อยก็ได้หาความสำราญบ้างก่อนเดินทางกลับภูมิลำเนา”

ในช่วงท้ายเมื่อผู้สื่อข่าวกล่าวถึงประชาชนจากต่างจังหวัดเดินทางด้วยเท้า นายกรัฐมนตรีย้อนถามทันทีว่า จริงหรือ เป็นแคมเปญอะไรหรือไม่ เดี๋ยวจะดูแลอย่างดีเลย ถ้าพี่น้องประชาชนตั้งใจที่จะมากราบขนาดนั้นแล้วไม่มียานพาหนะ ขอให้แจ้งความจำนงที่นายอำเภอหรือผู้ว่าราชการจังหวัด ตนจะให้ปลัดกระทรวงมหาดไทยกำชับเลยว่าเราต้องอำนวยความสะดวกให้กับประชาชนที่มีแรงบันดาลใจที่สูงส่งขนาดนี้ ให้บรรลุวัตถุประสงค์ตามเจตนารมณ์ให้ครบทุกคน.

นายกฯ ชื่นชม “ชัชชาติ” ดูแลประชาชนถวายบังคมพระบรมศพ

จากสถานการณ์ที่ประชาชนจำนวนมากเดินทางมาถวายบังคมพระบรมศพ นายกฯ อนุทินได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการอำนวยความสะดวกในทุกด้าน เพื่อให้ประชาชนทุกคนสามารถถวายบังคมพระบรมศพได้อย่างราบรื่นและสมพระเกียรติ

นายกฯ ชื่นชมการจัดการของ “ชัชชาติ”

นายกฯ อนุทิน ชื่นชมการทำงานของนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และเจ้าหน้าที่ทุกภาคส่วน ที่ได้ร่วมมือกันดูแลประชาชนที่เดินทางมาถวายบังคมพระบรมศพอย่างเต็มที่ การจัดการที่เป็นระบบ และการอำนวยความสะดวกในด้านต่างๆ ทำให้การเดินทางมาถวายบังคมพระบรมศพเป็นไปด้วยความเรียบร้อย

  • การจัดเตรียมอาหารและเครื่องดื่ม
  • การจัดเตรียมที่พัก
  • การดูแลด้านการแพทย์และพยาบาล
  • การรักษาความปลอดภัย

การที่ทุกภาคส่วนร่วมมือกันอย่างแข็งขัน แสดงให้เห็นถึงความจงรักภักดีและความตั้งใจจริงที่จะดูแลประชาชน

การที่นายกรัฐมนตรีลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมด้วยตนเอง แสดงให้เห็นถึงความใส่ใจและให้ความสำคัญกับการดูแลประชาชนที่เดินทางมาถวายบังคมพระบรมศพ การชื่นชมการทำงานของนายชัชชาติและเจ้าหน้าที่ เป็นการสร้างขวัญและกำลังใจให้กับผู้ปฏิบัติงาน และกระตุ้นให้เกิดการพัฒนาปรับปรุงการบริการให้ดียิ่งขึ้นไปอีก

ที่มา – นายกฯ ตรวจเยี่ยมประชาชนถวายบังคมพระบรมศพ ชื่นชม “ชัชชาติ” จนท.-อาสาสมัคร

“ไหม” ใจชื้น! โพล “ณัฐพงษ์” นำ “อนุทิน”

“ศิริกัญญา” ใจชื้น โพล “ณัฐพงษ์” นำ “อนุทิน” ยัน ตรวจสอบพรรคกล้าธรรมไม่ได้ทำเพื่อคะแนนเสียง ชี้ ยังไม่พบข้อมูลร้ายแรงสุดๆ ซักฟอกรัฐบาลภูมิใจไทย ให้เวลาแก้ปมคอลเซ็นเตอร์-สแกมเมอร์ ชี้ คนละครึ่งพลัส ตอบโจทย์แค่ระยะสั้น

เมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 9 พฤศจิกายน 2568 น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาชน ให้สัมภาษณ์ที่คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ถึงกรณีนิด้าโพล เปิดเผยผลสำรวจกระแสการเมืองภาคเหนือ ซึ่งยังไม่มีพรรคการเมือง และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีคนใดได้อันดับหนึ่ง แต่คะแนน นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน นำนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ว่า จากผลสำรวจก็ใจชื้นขึ้นมา เพราะแม้ว่าคะแนนสูงสุดจะยังไม่ตัดสินใจเลือกใคร แต่ทั้งพรรคประชาชน และแคนดิเดตนายกฯ ของพรรคประชาชน ยังนำเป็นอันดับหนึ่ง คงต้องเก็บเป็นข้อมูลเพื่อนำไปวิเคราะห์ยุทธศาสตร์ในการเลือกตั้งต่อไป

สำหรับยุทธศาสตร์การหาเสียงของพรรคนั้น จะมีการเปิดตัวฝ่ายบริหารในคณะรัฐมนตรี (ครม.) ตำแหน่งบริหารสำคัญๆ เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับประชาชน ส่วนการเปิดตัวแคนดิเดตนายกฯ กระบวนการทาบทามเดินหน้าอย่างเต็มที่ และมีการตอบรับมาหลายคนแล้ว ซึ่งแคนดิเดตนายกฯ ตนว่าจะต้องมีนายณัฐพงษ์ หัวหน้าพรรคประชาชนเป็นเบอร์ 1 แต่สถานการณ์ที่ผ่านมาเพื่อป้องกันอุบัติเหตุทางการเมืองที่เกิดขึ้น เบอร์ 2 และเบอร์ 3 อาจจะยังไม่ได้รีบร้อนในการตัดสินใจ พร้อมเผยว่าได้บุคคลที่จะมาลงสมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครแล้ว รอเปิดตัวสิ้นเดือนนี้

เมื่อถามว่าช่วงนี้โจมตีพรรคกล้าธรรมเป็นพิเศษ เป็นยุทธศาสตร์ในการวางเพื่อหาเสียงหรือไม่ น.ส.ศิริกัญญา กล่าวว่า จริงๆ ต้องแยกกัน การที่พรรคประชาชนพุ่งเป้าไปที่ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในช่วงนี้ เป็นเรื่องการตรวจสอบรัฐบาล ยังไม่ได้เริ่มเป็นยุทธศาสตร์การเลือกตั้ง ถ้าวิเคราะห์กันดีๆ ฐานเสียงที่จะเลือกพรรคกล้าธรรมหรือพรรคประชาชนอาจไม่ได้ทับซ้อนกันขนาดนั้น เป็นกระบวนการตรวจสอบตามปกติที่ฝ่ายค้านพึงกระทำ ไม่ได้มีการพุ่งเป้าเป็นพิเศษ แต่ช่วงนี้โจทย์ใหญ่ของประเทศคือเรื่องการปราบปรามสแกมเมอร์ ดังนั้น รัฐมนตรีที่เข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องพัวพันก็จะได้รับความสนใจเป็นพิเศษจากพรรคประชาชน ไม่ได้มีเจตนาที่จะเป็นเรื่องเกมการเมือง เพื่อการเลือกตั้งเลย

ในประเด็นมีการไปยื่นยุบพรรคประชาชนจากกรณีคุณสมบัติผู้ช่วย สส. ถือว่าเป็นหมัดสวนจากพรรคกล้าธรรมหรือไม่ น.ส.ศิริกัญญา ระบุว่า ไม่ได้มีความกังวลอะไร คิดว่าเรื่องข้อมูล ข้อเท็จจริง เราสามารถชี้แจงได้

ขณะเดียวกัน น.ส.ศิริกัญญา ยังให้สัมภาษณ์ถึงกรณีการยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ ว่า ทุกวันนี้เราก็ทำหน้าที่ในการตรวจสอบทุกวัน โดยไม่ต้องรอให้มีการยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ และเราคิดว่าการยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ เป็นเครื่องมือสำคัญใช้ในการกำกับพรรคภูมิใจไทยให้ปฏิบัติตาม MOA แต่ไม่ปฏิเสธว่า ถ้ามีเรื่องร้ายแรงที่เราไม่สามารถให้รัฐบาลของพรรคภูมิใจไทย ซึ่งเป็นแกนนำบริหารประเทศต่อไปได้อีกแม้แต่วันเดียว เราไม่ลังเลใจที่จะยื่นแน่นอน แม้จะเท่ากับว่า MOA จะสูญเปล่า แต่จนถึงทุกวันนี้เรายังไม่พบข้อมูลที่คิดว่าร้ายแรงสุดๆ จริงๆ ที่เราอยากกระทุ้งให้รัฐบาลแก้ไขเปลี่ยนแปลง หรือทำอะไรบางอย่าง เราได้พยายามผลักดันในทุกวิถีทางด้วยกลไกที่เรามีอยู่แล้ว ถ้าจะมีพรรคฝ่ายค้านที่มีเสียงร่วมกันเกิน 1 ใน 5 ของสมาชิกสภา ไปยื่นเราคงห้ามไม่ได้ เป็นสิทธิ์ของเขา แต่ในฐานะที่เป็นพรรคร่วมฝ่ายค้านเหมือนกัน ก็คงต้องมาคุยกันว่าจะยื่นเมื่อไหร่

ผู้สื่อข่าวถามต่อถึงเรื่องทุนเทาที่มีการเปิดประเด็นออกมา ยังไม่ร้ายแรงอีกใช่หรือไม่ น.ส.ศิริกัญญา ตอบว่า ต้องรอรีแอ็กชัน ว่ารัฐบาลจะมีการปฏิบัติอย่างไรในเรื่องนี้ ซึ่งเรายังให้เวลาว่าจะแก้ไขอย่างไรต่อไป จะมีการปลดหรือเปลี่ยนตัวรัฐมนตรีที่เข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องพัวพันหรือไม่ หรือมีข้อมูลข้อเท็จจริงอะไรที่นำมาใช้เป็นเบาะแสในการแก้ไขปัญหาคอลเซ็นเตอร์ สแกมเมอร์ เราก็ยินดีรอว่ามีการกระทำอะไรเกิดขึ้น ในส่วนอื่นๆ เราคิดว่าแอ็กชันของรัฐบาลเรื่องการแก้ไขปัญหาคอลเซ็นเตอร์และสแกมเมอร์ ก็เป็นไปตามแนวทางที่พรรคประชาชนได้นำเสนอต่อประชาชน แม้จะช้าไปหน่อย ทั้งในการประกาศตัวว่าจะเป็นเจ้าภาพและประกาศสงคราม รวมถึงตั้งคณะกรรมการต่างๆ ขึ้นมา เราก็ยังเห็นว่าค่อนข้างช้า ต้องกระทุ้งรัฐบาลต่อไปให้แก้ไขปัญหาเรื่องนี้ให้กระจ่างแจ้ง ไม่ใช่แค่ปกป้องผลประโยชน์ของประชาชน แต่น่าจะเป็นการร่วมมือต่อต้านการค้ามนุษย์ในสมัยใหม่ รวมถึงแสวงหาความร่วมมือกับนานาชาติที่เจอปัญหาเดียวกับประเทศไทย

เมื่อถามอีกว่าจะให้เวลารัฐบาลถึงเมื่อไหร่ เพราะเหลือเวลาอีกไม่มาก น.ส.ศิริกัญญา เผยว่า จริงๆ แล้วรัฐบาลก็พยายามทำตามมาเรื่อยๆ แต่ในท้ายที่สุดคงจะมีจุดสำคัญ ที่ถ้าข้ามจุดนี้ไปแล้วยังแก้ไม่ได้ก็คงจะเป็นปัญหา ตอนนี้เรายังติดตามอยู่ว่ากระบวนการต่างๆ เป็นไปได้อย่างสมบูรณ์ รอบคอบ รัดกุมหรือไม่ คงต้องให้เวลากับรัฐบาลในเรื่องนี้

จากนั้น น.ส.ศิริกัญญา เข้าร่วมงานเสวนา หัวข้อ “นโยบายทางเศรษฐกิจทิศทางการขับเคลื่อนประเทศไทย” ซึ่งเป็นเวทีที่นิสิตระดับปริญญาเอก คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จัดขึ้น โดยได้บรรยายตอนหนึ่ง ว่า นโยบายของทุกรัฐบาลส่วนใหญ่ก็จะกระตุ้นเศรษฐกิจเพื่อตอบโจทย์ระยะสั้นท่าเดียว แต่จะทำแต่ระยะสั้นโดยไม่วางรากฐานไปสู่ระยะยาวก็ไม่ได้ พร้อมย้ำว่าโครงการนโยบายคนละครึ่งพลัส ไม่ตอบโจทย์ในการกระตุ้น GDP เพราะตัวโครงการนี้ เราแค่เปลี่ยนที่ใช้เงิน แต่ไม่ได้ควักกระเป๋าสตางค์เพิ่ม แค่เปลี่ยนร้านใช้ ซึ่งโครงการนี้ช่วยกระตุ้นยอดขายให้กับร้านขนาดเล็ก ขนาดย่อยได้ดี รวมถึงช่วยลดค่าครองชีพ และเราก็สนับสนุน เพราะเมื่อเงินเฟ้อแล้วมันไม่ลง

“ดังนั้น โครงการนี้ไม่ได้กระตุ้นเศรษฐกิจแน่นอน ตอบโจทย์บางโจทย์ ไม่ได้ตอบทุกโจทย์ เราเห็นด้วย เราไม่เคยบ่นเรื่องคนละครึ่งเลย แต่ที่เราบ่นเพราะเขาแอบไปเติมเงินให้บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ โดยเป็นงบประมาณของปี 2568 เราก็บ่นอยู่แล้วว่าปี 2568 มันขาดดุลมหาศาลอยู่แล้ว ถ้าจะประหยัดอะไรได้ก็ควรจะประหยัด”

ทั้งนี้ ในช่วงตอบคำถาม มีนิสิตถามว่าทำอย่างไรให้รัฐบาลโปร่งใส สร้างความเชื่อมั่นให้สังคม มีวิธีการอย่างไรลดคอร์รัปชัน น.ส.ศิริกัญญา ตอบว่า เวลาที่เราบอกว่าตรวจสอบ สส. ต้องเป็นคนตรวจสอบ สส. 500 คน ก็มีดวงตา 500 คู่ในการจับจ้องตรวจสอบ แต่ถ้าเมื่อไหร่มีการเปิดข้อมูลแบบ OPEN DATA จะมีตาอีกเป็นล้านคู่ที่ช่วยตรวจสอบ ทางนิสิตถามอีกว่า หากนักการเมืองในพรรคเป็นคนที่มีอรรถประโยชน์ต่อพรรคมากๆ แต่เขาทุจริตรับสินบน มีความเห็นอย่างไร และเราควรจะดำเนินการอย่างไร น.ส.ศิริกัญญา ตอบกลับว่า ถ้ามีใครทำผิดก็ต้องกล้าฟัน อรรถประโยชน์นิยมคือของส่วนรวมไม่ใช่ของพรรค ดังนั้น ต้องฟันให้เห็น ถ้าเรากล้าที่จะดำเนินคดีกับรัฐมนตรีของเราเอง ถ้าปรากฏว่ามีการคอร์รัปชัน เราคิดว่าน่าจะเป็นแบบแผนที่ดี เป็นกรณีตัวอย่างที่ดีได้เลย

“หนึ่งในส่วนประกอบของ MOA ถ้าหากเราต้องเป็นร่วมรัฐบาลแบบไม่ใช่พรรคเดียวรอบหน้า หนึ่งในเกณฑ์ที่จะต้องจัดการคือถ้ามีรัฐมนตรีถูกกล่าวหาว่ามีส่วนเกี่ยวกับคอร์รัปชัน ป.ป.ช. ชี้มูลแล้ว ต้องลาออกสถานเดียว บอกไว้ตั้งแต่ต้นว่านี่คือวิธีการทำงานของพรรคประชาชน ใครก็ตามถ้าอยากเป็นรัฐมนตรีร่วมกับรัฐบาลเรา ถ้ามีคดีทุจริตที่ชี้มูลแล้วลาออกสถานเดียวเท่านั้น”

“ไหม” ใจชื้น โพล “ณัฐพงษ์” นำ “อนุทิน”

“ศิริกัญญา” ใจชื้น! โพล “ณัฐพงษ์” นำ “อนุทิน” จริงหรือไม่?

จากบทสัมภาษณ์ของ น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาชน ทำให้เห็นถึงความเคลื่อนไหวทางการเมืองที่น่าสนใจ โดยเฉพาะประเด็นที่ว่า “ไหม” ใจชื้น โพล “ณัฐพงษ์” นำ “อนุทิน” นั้น เป็นสัญญาณบ่งบอกถึงอะไรในการเลือกตั้งครั้งหน้า?

สถานการณ์ทางการเมืองยังคงมีความผันผวน และผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชนเป็นเพียงส่วนหนึ่งที่สะท้อนภาพรวมเท่านั้น การวางแผนและปรับกลยุทธ์ของแต่ละพรรคจึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะชี้วัดผลสำเร็จในการเลือกตั้งที่จะมาถึง

การออกมาให้สัมภาษณ์ของ น.ส.ศิริกัญญา ยังแสดงให้เห็นถึงจุดยืนของพรรคประชาชนในการตรวจสอบการทำงานของรัฐบาล โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเด็นการแก้ไขปัญหาคอลเซ็นเตอร์และสแกมเมอร์ ซึ่งเป็นปัญหาที่ส่งผลกระทบต่อประชาชนในวงกว้าง

นอกจากนี้ นโยบายทางเศรษฐกิจและการแก้ไขปัญหาคอร์รัปชันยังคงเป็นประเด็นที่พรรคประชาชนให้ความสำคัญ และพร้อมที่จะผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้น

ทั้งนี้ ในประเด็นเรื่อง “ไหม” ใจชื้น โพล “ณัฐพงษ์” นำ “อนุทิน” เป็นข้อมูลที่น่าสนใจสำหรับการวิเคราะห์สถานการณ์ทางการเมือง แต่สิ่งสำคัญคือการที่ทุกพรรคการเมืองมุ่งเน้นการทำงานเพื่อประโยชน์ของประชาชนอย่างแท้จริง

โดยสรุปแล้ว การเมืองไทยยังคงมีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ และการติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิดเป็นสิ่งสำคัญเพื่อให้เข้าใจถึงสถานการณ์ที่เกิดขึ้น และสามารถตัดสินใจเลือกผู้แทนที่เหมาะสมที่สุดสำหรับประเทศของเรา

ที่มา – “ไหม” ใจชื้น โพล “ณัฐพงษ์” นำ “อนุทิน” แจงให้เวลารัฐบาลแก้สแกมเมอร์-คอลเซ็นเตอร์

ผลโพลชี้ “อนุทิน” โดดเด่น “ไอซ์ รักชนก” ที่ 1

สวนดุสิตโพล เผยผลสำรวจ คะแนนดัชนีการเมืองไทยประจำตุลาคม 2568 เท่าเดือนก่อน “อนุทิน” นักการเมืองโดดเด่นฝ่ายรัฐบาล คนชอบคนละครึ่งพลัส “ไอซ์ รักชนก” อันดับ 1 ของฝ่ายค้านแซงหัวหน้าพรรค

วันที่ 2 พฤศจิกายน 2568 สวนดุสิตโพล มหาวิทยาลัยสวนดุสิต สำรวจความคิดเห็นประชาชนทั่วประเทศ เรื่อง “ดัชนีการเมืองไทย ประจำเดือนตุลาคม 2568” กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 2,126 คน (สำรวจทางออนไลน์และภาคสนาม) ระหว่างวันที่ 28-31 ตุลาคม 2568 โดยมีตัวชี้วัด 25 ประเด็นที่บ่งบอกถึงความเชื่อมั่นต่อการเมืองไทยในด้านต่างๆ ซึ่งแต่ละตัวชี้วัดจะมีคะแนนเต็ม 10 คะแนน สรุปผลเรียงลำดับจากค่าคะแนนสูงสุดไปถึงต่ำสุด พบว่า

1. ดัชนีการเมืองไทย เดือนตุลาคม 2568 ภาพรวมคะแนนเต็ม 10 ได้ 4.02 คะแนน (เดือนกันยายน 2568 ได้ 4.02 คะแนน)

2. ประชาชนให้คะแนน 25 ตัวชี้วัดดัชนีการเมืองไทยเดือนตุลาคม 2568 โดยคะแนนเต็ม 10 เรียงลำดับจากมากไปหาน้อย ได้ดังนี้

  • ผลงานของฝ่ายค้าน ได้คะแนน 4.60 เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อน
  • การมีส่วนร่วมของประชาชน 4.44 เท่าเดิม
  • สิทธิและเสรีภาพของประชาชน 4.40 เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อน
  • ความมั่นคงของประเทศ 4.32 เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อน
  • การพัฒนาด้านการศึกษาสำหรับประชาชน 4.26 ลดลงจากเดือนก่อน
  • เสถียรภาพทางการเมือง 4.22 เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อน
  • สภาพสังคมโดยรวม 4.19 เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อน
  • การแก้ปัญหาต่างๆ ในภาพรวม 4.18 เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อน
  • การดำเนินงานของพรรคการเมืองโดยภาพรวม 4.14 เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อน
  • การเปิดเผยข้อมูลข่าวสารของภาครัฐ 4.10 ลดลงจากเดือนก่อน
  • ผลงานของรัฐบาล 4.07 เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อน
  • การพัฒนาประเทศให้เจริญก้าวหน้า 4.06 เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อน
  • การบริหารประเทศตามนโยบายที่ประกาศไว้ 4.04 เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อน
  • ผลงานของนายกรัฐมนตรี 3.99 ลดลงจากเดือนก่อน
  • ชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน 3.97 เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อน
  • ค่าครองชีพ เงินเดือน ค่าจ้าง สวัสดิการ 3.97 เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อน
  • ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน 3.92 ลดลงจากเดือนก่อน
  • การปฏิบัติตนและพฤติกรรมของนักการเมือง 3.90 ลดลงจากเดือนก่อน
  • กฎหมาย กระบวนการยุติธรรม 3.81 ลดลงจากเดือนก่อน
  • ราคาสินค้า 3.75 ลดลงจากเดือนก่อน
  • สภาพเศรษฐกิจโดยภาพรวม 3.73 ลดลงจากเดือนก่อน
  • การแก้ปัญหาความยากจน 3.67 เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อน
  • การแก้ปัญหาการว่างงาน 3.64 ลดลงจากเดือนก่อน
  • การแก้ปัญหายาเสพติดและผู้มีอิทธิพล 3.64 ลดลงจากเดือนก่อน
  • การแก้ปัญหาทุจริตคอร์รัปชัน ความโปร่งใส 3.58 ลดลงจากเดือนก่อน

3. นักการเมืองฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้านที่ประชาชนคิดว่ามีบทบาทโดดเด่นในเดือนตุลาคม 2568

นักการเมืองฝ่ายรัฐบาล

  • อันดับ 1 อนุทิน ชาญวีรกูล 48.01%
  • อันดับ 2 ชาบีดา ไทยเศรษฐ์ 28.99%
  • อันดับ 3 ภราดร ปริศนานันทกุล 23.00%

นักการเมืองฝ่ายค้าน

  • อันดับ 1 รักชนก ศรีนอก 37.85%
  • อันดับ 2 ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ 33.23%
  • อันดับ 3 รังสิมันต์ โรม 28.92%

4. ผลงานของฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้านที่ประชาชนชื่นชอบในเดือนตุลาคม 2568

ผลงานฝ่ายรัฐบาล

  • อันดับ 1 เปิดใช้จ่ายคนละครึ่งพลัส 64.42%
  • อันดับ 2 นายกฯ ลงนามสันติภาพไทย-กัมพูชา 21.31%
  • อันดับ 3 เที่ยวดีมีคืน 2568 14.27%

ผลงานฝ่ายค้าน

  • อันดับ 1 ตรวจสอบการทำงานของรัฐบาล 53.34%
  • อันดับ 2 ติดตามการแก้ไขปัญหาไทย-กัมพูชา 24.52%
  • อันดับ 3 เร่งปราบแก๊งสแกมเมอร์ 22.14%

พร้อมสรุปว่า กลุ่มตัวอย่างให้คะแนนภาพรวมดัชนีการเมืองไทยประจำเดือนตุลาคม 2568 เฉลี่ย 4.02 คะแนน เท่ากับเดือนกันยายน 2568 ที่ได้ 4.02 คะแนน ตัวชี้วัดที่ได้คะแนนสูงสุด คือ ผลงานของฝ่ายค้าน เฉลี่ย 4.60 คะแนน ส่วนตัวชี้วัดที่ได้คะแนนต่ำสุด คือ การแก้ปัญหาทุจริตคอร์รัปชัน ความโปร่งใส 3.58 คะแนน ขณะที่นักการเมืองฝ่ายรัฐบาลที่มีบทบาทโดดเด่นประจำเดือน คือ นายอนุทิน ชาญวีรกูล ร้อยละ 48.01 ด้านนักการเมืองฝ่ายค้านที่มีบทบาทโดดเด่นประจำเดือน คือ น.ส.รักชนก ศรีนอก ร้อยละ 37.85 ผลงานฝ่ายรัฐบาลที่ชื่นชอบประจำเดือน คือ เปิดใช้จ่ายคนละครึ่งพลัส ร้อยละ 64.42 ผลงานฝ่ายค้านที่ชื่นชอบประจำเดือน คือ ตรวจสอบการทำงานของรัฐบาล ร้อยละ 53.34

ดร.พรพรรณ บัวทอง ประธานสวนดุสิตโพล ระบุว่า ดัชนีการเมืองไทยเดือนตุลาคม 2568 ทรงตัวจากเดือนก่อนหน้า สะท้อนภาพรวมที่ประชาชน “เฝ้าดูแต่ยังไม่มั่นใจ” ต่อผลงานรัฐบาลชุดนี้ แม้จะพยายามเร่งขับเคลื่อนนโยบายทั้งคนละครึ่งพลัส และการแก้ปัญหาไทย–กัมพูชา แต่กระแสสังคมต่อประเด็นสแกมเมอร์ และกรณี MOU แรร์เอิร์ธ ยังเป็นเรื่องที่ถูกตั้งคำถามทำให้กระทบต่อความเชื่อมั่นรวมถึงความโปร่งใสของรัฐบาลในสายตาประชาชน

ทางด้าน ผศ.ดร.เบญจพร พึงไชย ประธานหลักสูตรรัฐศาสตรบัณฑิต โรงเรียนกฎหมายและการเมือง มหาวิทยาลัยสวนดุสิต วิเคราะห์ว่า เดือนตุลาคมกล่าวได้ว่ามีสถานการณ์ต่างๆ เกิดขึ้นมากมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งทางด้านการเมือง ส่วนของรัฐบาลที่ดูเหมือนจะต้องพยายามรักษาความเป็นรัฐบาลในระยะเวลา 4 เดือนให้ได้ แต่ด้วยเหตุการณ์ความขัดแย้งชายแดนไทย-กัมพูชา ที่ยืดเยื้อแผ่ขยายไปถึงเรื่องสแกมเมอร์ การฟอกเงิน รวมไปถึงการค้ามนุษย์ และที่สำคัญคงหนีไม่พ้นประเด็น MOU แรร์เอิร์ธ ที่ประชาชนไม่ได้รับทราบมาก่อน ซึ่งเหตุการณ์เหล่านี้ล้วนส่งผลต่อดัชนีการเมืองไทย ประจำเดือนนี้

ส่วนผลงานของฝ่ายค้านที่มีคะแนนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องแสดงให้เห็นว่าประชาชนไม่มั่นใจต่อรัฐบาล โดยเฉพาะอย่างยิ่งการแก้ปัญหาทุจริตคอร์รัปชัน ความโปร่งใส ที่ได้คะแนนต่ำสุด น่าจะเป็นผลพวงจากรัฐมนตรีที่มีชื่อพัวพันกับปัญหาสแกมเมอร์ที่กล่าวได้ว่าเป็นวาระแห่งชาติ ส่วนผลงานของรัฐบาลในเรื่องคนละครึ่งพลัสที่ได้คะแนนอันดับ 1 น่าจะเป็นเพียงผลงานเดียวที่ช่วยยกระดับความเชื่อมั่นของรัฐบาลได้ซึ่งอาจจะส่งผลต่อคะแนนดัชนีที่คงที่ในเดือนนี้ อย่างไรก็ตาม หากรัฐบาลยังไม่สามารถแสดงออกถึงความโปร่งใสและความเชื่อมั่นต่อปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้น อาจส่งผลให้ความเชื่อมั่นลดลงและกระทบต่อเสถียรภาพและการเลือกตั้งที่จะมีขึ้นในปีหน้า.

ผลโพลชี้ “อนุทิน” โดดเด่นฝ่ายรัฐบาล “ไอซ์ รักชนก” คะแนนอันดับ 1 ฝ่ายค้าน

ผลสำรวจความคิดเห็นประชาชน: ใครโดดเด่นในสายตาประชาชน?

จากผลสำรวจล่าสุด ผลโพลชี้ “อนุทิน” โดดเด่นฝ่ายรัฐบาล “ไอซ์ รักชนก” คะแนนอันดับ 1 ฝ่ายค้าน สะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมั่นและความคาดหวังของประชาชนที่มีต่อนักการเมืองทั้งสองท่าน ซึ่งเป็นประเด็นที่น่าสนใจและควรจับตามองต่อไปถึงบทบาทและผลงานที่จะเกิดขึ้นในอนาคต

การที่ผลโพลชี้ “อนุทิน” โดดเด่นฝ่ายรัฐบาล “ไอซ์ รักชนก” คะแนนอันดับ 1 ฝ่ายค้าน อาจเป็นสัญญาณบ่งบอกถึงทิศทางและความต้องการของสังคมที่กำลังเปลี่ยนแปลงไป การติดตามและวิเคราะห์ข้อมูลเหล่านี้อย่างใกล้ชิด จะช่วยให้เราเข้าใจถึงพลวัตทางการเมืองและสังคมไทยได้ดียิ่งขึ้น

ในภาพรวมแล้ว ข้อมูลจากผลโพลชี้ “อนุทิน” โดดเด่นฝ่ายรัฐบาล “ไอซ์ รักชนก” คะแนนอันดับ 1 ฝ่ายค้าน เป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อการวิเคราะห์สถานการณ์ทางการเมืองในปัจจุบัน และเป็นข้อมูลสำคัญสำหรับผู้ที่สนใจและติดตามข่าวสารบ้านเมืองอย่างใกล้ชิด

ที่มา – ผลโพลชี้ “อนุทิน” โดดเด่นฝ่ายรัฐบาล “ไอซ์ รักชนก” คะแนนอันดับ 1 ฝ่ายค้าน

Scroll to top