คนละครึ่งพลัส

อัปเดต แอปเป๋าตัง ให้พร้อมก่อนลงทะเบียน ไทยช่วยไทยพลัส

เตรียมตัวให้พร้อมกันหรือยังครับ! สำหรับใครที่กำลังรอเข้าร่วมโครงการ อัปเดต แอปเป๋าตัง ให้พร้อมก่อนลงทะเบียน ไทยช่วยไทยพลัส เพื่อรับสิทธิเงิน 4,000 บาท บอกเลยว่าห้ามพลาดเด็ดขาด เพราะโครงการนี้เป็นมาตรการช่วยเหลือประชาชนจากวิกฤตพลังงานครั้งสำคัญ ซึ่งจะเปิดให้ลงทะเบียนในวันที่ 25 พฤษภาคม 2569 ที่จะถึงนี้

อัปเดต แอปเป๋าตัง ให้พร้อมก่อนลงทะเบียน ไทยช่วยไทยพลัส

การเตรียมความพร้อมถือเป็นเรื่องสำคัญที่สุดครับ ก่อนจะไปกดรับสิทธิ คุณต้องตรวจสอบว่าแอปฯ เป๋าตังในเครื่องเป็นเวอร์ชันล่าสุดหรือยัง เพื่อให้การทำรายการราบรื่นและไม่มีสะดุดในช่วงเวลาลงทะเบียนที่มีคนเข้าใช้งานจำนวนมาก สำหรับโครงการนี้รัฐบาลตั้งใจช่วยบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายให้ประชาชนกว่า 43 ล้านคน โดยเฉพาะกลุ่มคนทั่วไปที่ไม่มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ นี่คือโอกาสดีที่คุณควรคว้าไว้ครับ

วิธีเช็กสถานะและเตรียมแอปฯ ให้พร้อมสำหรับ ไทยช่วยไทยพลัส

หากคุณยังไม่เคยใช้งานเป๋าตัง หรือไม่ได้ใช้งานนานแล้ว ขอแนะนำให้ลองเข้าไปเปิดแอปฯ แล้วเช็กระบบ G-Wallet ให้เรียบร้อย เพราะหากถึงเวลา 06.00 น. ในวันที่ 25 พฤษภาคม 2569 แล้วระบบติดขัดจะเสียดายโอกาสมากครับ โดยการ อัปเดต แอปเป๋าตัง ให้พร้อมก่อนลงทะเบียน ไทยช่วยไทยพลัส จะช่วยลดความเสี่ยงในการทำรายการผิดพลาดได้เป็นอย่างดี

สำหรับคุณสมบัติเบื้องต้นของผู้มีสิทธิ คือต้องมีสัญชาติไทย อายุ 18 ปีขึ้นไป มีบัตรประชาชน และไม่เป็นผู้ได้รับสิทธิซ้ำซ้อนจากโครงการคนละครึ่งหรือโครงการรัฐอื่น ๆ ตามเงื่อนไขที่กำหนด ซึ่งคุณสามารถดำเนินการอัปเดตแอปฯ ผ่านทาง App Store หรือ Google Play ได้ตั้งแต่วันนี้เลยครับ

เมื่ออัปเดตเสร็จแล้ว อย่าลืมเข้าไปตั้งค่า G-Wallet ให้สมบูรณ์ หากใครเป็นมือใหม่แนะนำให้เตรียมบัตรประชาชนตัวจริงไว้ใกล้ตัว เพื่อใช้สำหรับการสแกนใบหน้ายืนยันตัวตนให้ผ่านตั้งแต่ครั้งแรก การจัดการข้อมูลในแอปฯ ให้ครบถ้วนถือเป็นหัวใจสำคัญที่จะทำให้คุณไม่พลาดเงินสนับสนุน 4,000 บาทในรอบนี้ครับ

สำหรับใครที่มีข้อสงสัยเพิ่มเติมเกี่ยวกับการลงทะเบียน แนะนำให้ศึกษาเงื่อนไขการใช้สิทธิให้ดี เช่น การซื้อขายสินค้าแบบพบหน้าหรือ Face-to-Face และช่วงเวลาการใช้สิทธิ ตั้งแต่ 06.00 – 23.00 น. เพื่อให้คุณสามารถวางแผนการใช้จ่ายได้อย่างคุ้มค่าที่สุด ส่วนตัวผมมองว่าโครงการนี้เป็นความช่วยเหลือที่ดีมากในสถานการณ์ค่าครองชีพสูงเช่นนี้ ใครที่มีคุณสมบัติตรงตามเงื่อนไขก็รีบเข้าไปลงทะเบียนกันนะครับ

ที่มา – อัปเดต แอปเป๋าตัง ให้พร้อมก่อนลงทะเบียน “ไทยช่วยไทยพลัส” รับสิทธิเงิน 4,000 บาท

ปชป. เตือน พ.ร.ก.กู้เงิน พาชาติเสี่ยงติดหล่ม ซัดโรงกลั่นรวย

ปชป. เตือนรัฐออก พ.ร.ก.กู้เงิน พาชาติเสี่ยงติดหล่ม ซัดโรงกลั่นรวย บี้เก็บภาษีลาภลอย สถานการณ์วิกฤติพลังงานจากสงครามตะวันออกกลางทำให้ราคาน้ำมันพุ่งสูง รัฐบาลไทยกำลังเร่งออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) กู้เงิน 4 แสนล้านบาทเพื่อเยียวยาประชาชนและเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานใหม่ แต่พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) โดยนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรค และนายกรณ์ จาติกวณิช รองหัวหน้า ออกมาเตือนว่ามาตรการนี้เสี่ยงทำให้ชาติติดหล่มหนี้สิน แถมยังมีทางออกที่ดีกว่าที่ไม่ต้องกู้เงินเพิ่ม

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ แถลงข่าวเตือน พ.ร.ก.กู้เงิน

เมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม 2567 นายอภิสิทธิ์ ในฐานะ ส.ส.บัญชีรายชื่อ แถลงข่าวที่พรรคปชป. ระบุว่า เศรษฐกิจไทยยังไม่วิกฤติรุนแรง GDP เติบโต 1.5% ดัชนีอุตสาหกรรมเพิ่ม 0.8% และมูดี้ส์ปรับมุมมองดีขึ้น ธปท. ก็ยืนยันเศรษฐกิจหลังสงคราม 1 เดือนยังมั่นคง การออก พ.ร.ก.กู้เงินจึงไม่จำเป็นเร่งด่วน และขัดกรอบวินัยการเงินการคลัง

ปชป. เตือนรัฐออก พ.ร.ก.กู้เงิน พาชาติเสี่ยงติดหล่ม ซัดโรงกลั่นรวย บี้เก็บภาษีลาภลอย เพราะหากกู้ 4 แสนล้านแล้วเอา 2 แสนล้านไปโครงการคนละครึ่งหรือไทยช่วยไทยใน 4 เดือน ถ้าวิกฤติยืดเยื้อหรือเงินเฟ้อพุ่ง จะทำอย่างไรต่อ? หนี้สาธารณะใกล้เพดานแล้ว การกู้เพิ่มจะซ้ำเติมความเสี่ยงทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะแรงกดดันราคาสินค้าอุปโภคบริโภค

ปชป. เตือนรัฐออก พ.ร.ก.กู้เงิน พาชาติเสี่ยงติดหล่ม ซัดโรงกลั่นรวย บี้เก็บภาษีลาภลอย

ปชป. เสนอทางออก 4 ทางที่ถูกกฎหมาย ชอบรัฐธรรมนูญ และหลักเศรษฐศาสตร์

  • ลดหรือยกเว้นภาษีสรรพสามิตน้ำมัน: น้ำมันดีเซลเหลือ 33 บาท/ลิตร ลดต้นทุนผลิตและขนส่งสินค้า ใช้เงินแค่ 1 ใน 3 ของแผนกู้ 4 เดือน ของถูกลงทั้งระบบ
  • เก็บภาษีลาภลอยจากโรงกลั่น: ราคาน้ำมันลดเหลือ 30 บาท/ลิตร รายได้รัฐเพิ่ม เศรษฐกิจมั่นคง โรงกลั่นกำไรโชกจากราคาน้ำมันแพง
  • เปลี่ยนผ่านพลังงานด้วยไบโอดีเซล B20 B50: สนับสนุนน้ำมันปาล์ม ชาวสวนปาล์มได้ประโยชน์ ลดพึ่งพาน้ำมันดีเซลนำเข้า ปรับเครื่องยนต์ยานยนต์ในประเทศ สร้างมูลค่าในไทยมากกว่าสนับสนุน EV หรือโซลาร์รูฟที่ยังพึ่งต่างชาติ
  • ออก พ.ร.บ.โอนงบค้างท่อ: นำเงินเก่าเติมบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ แก้ปัญหาได้ทันทีโดยไม่ต้องกู้ใหม่
นายกรณ์ จาติกวณิช พูดถึงกำไรโรงกลั่น

กรณ์ ซัดโรงกลั่นรวย บี้เก็บภาษีลาภลอยทันที

นายกรณ์ ชี้ผลประกอบการไทยออยล์ไตรมาส 1/2567 กำไร 19,481 ล้านบาท เพิ่ม 456% จากปีก่อน สูงกว่ากำไรทั้งปี 2566 ถึง 30% จาก 3 สาเหตุหลัก

  • ปล่อยกักตุนน้ำมันก่อนสงคราม ไม่ตรวจสต็อก แล้วขายแพงหลังสงคราม
  • ค่าการกลั่นพุ่ง 16-17 บาท/ลิตร
  • ราคาน้ำมันโลกสูง สร้างกำไรลาภลอย ขณะประชาชนเดือดร้อน
กราฟกำไรไทยออยล์ไตรมาสแรก

รัฐบาลแก้ต้นตอไม่ได้ แต่ใช้เป็นข้ออ้างกู้เงิน รูปแบบกำหนดราคาน้ำมันยังอิงสิงคโปร์ ไม่ปรับใหม่ ลดภาษีสรรพสามิตทำง่ายแต่ไม่ทำ ปชป. ย้ำต้องแก้ที่ต้นเหตุ ลดราคาน้ำมันจริง ไม่ใช่เยียวยาชั่วคราวที่เสี่ยงรั่วไหลเพื่อผลประโยชน์ทางการเมือง

การตัดสินใจนโยบายการเงินต้องรอบคอบ เพื่อไม่ให้เพิ่มหนี้สินให้ลูกหลาน สร้างความมั่นคงเศรษฐกิจระยะยาว คุณเห็นด้วยกับข้อเสนอปชป. หรือไม่? คอมเมนต์แสดงความเห็นด้านล่าง และแชร์บทความเพื่อกระจายข้อมูลให้กว้างขึ้น!

ที่มา – ปชป. เตือนรัฐออก พ.ร.ก.กู้เงิน พาชาติเสี่ยงติดหล่ม ซัดโรงกลั่นรวย บี้เก็บภาษีลาภลอย

“พริษฐ์” ซัดรัฐบาลฉวยโอกาสมัดรวมเงิน 2 ก้อน ใน พ.ร.ก.กู้เงิน

วันนี้เรามาคุยกันเรื่องการเมืองร้อนๆ ที่กำลังเป็นประเด็นใหญ่ในโซเชียลมีเดีย นั่นคือ “พริษฐ์” ซัดรัฐบาลฉวยโอกาสมัดรวมเงิน 2 ก้อน ใน พ.ร.ก.กู้เงิน ชี้ว่ารัฐบาลกำลังใช้เงินช่วยเหลือประชาชนเป็นตัวประกัน เพื่อสอดไส้โครงการพลังงานเข้าไปแบบลักไก่ โดยข้ามหัวสภาผู้แทนราษฎรไปเลย นายพริษฐ์ วัชรสินธุ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน (ปชน.) ออกมาโพสต์เฟซบุ๊กวิจารณ์อย่างดุเดือดเมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม 2569 หลังจาก พ.ร.ก.เงินกู้ 400,000 ล้านบาท ประกาศบังคับใช้แล้ว

“พริษฐ์” ซัดรัฐบาลฉวยโอกาสมัดรวมเงิน 2 ก้อน ใน พ.ร.ก.กู้เงิน

ทำไมเรื่องนี้ถึงวุ่นวายขนาดนี้? เพราะ พ.ร.ก.เงินกู้ฉบับนี้มัดรวมเงิน 2 ก้อนใหญ่เข้าไว้ด้วยกัน ก้อนแรกคือมาตรการช่วยเหลือ-เยียวยาประชาชน 200,000 ล้านบาท ที่ทุกคนรอคอยเพราะเศรษฐกิจกำลังย่ำแย่ ค่าครองชีพพุ่งสูง แต่ก้อนที่สองคือโครงการส่งเสริมการเปลี่ยนผ่านทางพลังงาน อีก 200,000 ล้านบาท ซึ่งนายพริษฐ์ชี้ว่าไม่ใช่เรื่องเร่งด่วน ไม่จำเป็นต้องใช้ พ.ร.ก.ข้ามสภา รัฐบาลฉวยโอกาสจากความเดือดร้อนของประชาชน เอาเงินก้อนแรกเป็นตัวล่อ เพื่อลักไก่ใส่ก้อนสองเข้าไปให้ผ่านฉลุย

ตามหลักการ พ.ร.ก.เงินกู้ใช้ได้เฉพาะกรณีฉุกเฉินที่ “ต้องทำตอนนี้” และ “หาเงินทางอื่นไม่ได้” เพื่อรักษาความมั่นคงทางเศรษฐกิจ เช่น ช่วงโควิดที่ผ่านมา แต่โครงการพลังงานอย่างการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด มันเป็นเรื่องระยะยาว ไม่ใช่เร่งด่วน รัฐบาลสามารถรอเสนอในงบประมาณปี 70 หรือเสนอ พ.ร.บ.เงินกู้ปกติให้สภาตรวจสอบได้ แต่เลือกไม่ทำ เพราะกลัวโดนคัดค้าน

ชี้สอดไส้โครงการพลังงานข้ามหัวสภาฯ

นายพริษฐ์ย้ำชัดว่ารัฐบาล “ไม่ตรงไปตรงมา” การมัดรวม 2 ก้อนแบบนี้ บังคับให้ฝ่ายค้านที่คัดค้านก้อนสอง ถูกเหมารวมว่าต่อต้านก้อนหนึ่งด้วย เสี่ยงถูกโจมตีว่าขัดขวางการช่วยประชาชน พรรคประชาชนเลยมีแผนรับมือชัดเจน

  • ยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ: ใช้มาตรา 173 ขอให้วินิจฉัยว่า พ.ร.ก.นี้ชอบด้วย รธน.มาตรา 172 หรือไม่ โดยโฟกัสที่ก้อนสอง เพื่อไม่ให้รัฐบาลอ้างว่าฝ่ายค้านขัดขวางเยียวยาประชาชน
  • เสนอตั้ง กมธ.วิสามัญ: ให้สภาติดตามตรวจสอบการใช้เงินทันที เหมือนสมัยโควิด เพื่อให้โปร่งใส

แม้ที่มาศาลรัฐธรรมนูญจะถูกตั้งคำถาม แต่กลไกนี้มีไว้ป้องกันฝ่ายบริหารข้ามหัวสภา นายพริษฐ์เข้าใจมุมมองต่าง แต่ยืนยันปัญหาต้นตอคือพฤติกรรมรัฐบาล

ทำไมโครงการพลังงานถึงไม่เหมาะกับ พ.ร.ก.?

พรรคประชาชนเห็นด้วยกับการเปลี่ยนผ่านพลังงานนะครับ เพราะเป็นอนาคตของประเทศ ลดนำเข้าน้ำมัน ลดโลกร้อน แต่ทำไมต้องลับๆ ล่อๆ? โครงการเหล่านี้ไม่เห็นผลทันที ใช้เวลาวางแผน สร้างโครงสร้าง ไม่ใช่แจกเงินด่วน รัฐบาลมีทางเลือกอื่นเพียบ เช่น เสนอแยก พ.ร.ก.ก้อนหนึ่ง หรือรอสภา แต่เลือกมัดรวมเพื่อหนีตรวจสอบ สุดท้ายประชาชนเดือดร้อนจริงๆ อาจได้เงินเยียวยาน้อยกว่าที่ควร เพราะเงินกระจายไปก้อนอื่น

นอกจากนี้ ยังมีข้อกังวลเรื่องมาตรการก้อนแรกด้วย เช่น การเยียวยาหว่านแห อาจตกหล่นกลุ่มเปราะบาง หรือกระตุ้นใช้จ่ายในช่วงค่าครองชีพแพง เศรษฐกิจถูกกดดัน แต่ปัญหาหลักคือหลักธรรมาภิบาล รัฐบาลต้องโปร่งใส เปิดให้สภาที่มาจากประชาชนตรวจสอบ

เรื่องนี้สะท้อนปัญหาการเมืองไทยที่ฝ่ายบริหารพยายาม bypass สภา สุดท้ายประชาชนคือผู้เสียหาย ถ้าปล่อยไป เงินภาษีเราจะถูกใช้อย่างไร้การตรวจสอบ ในฐานะนักการเมืองรุ่นใหม่ นายพริษฐ์กำลังต่อสู้เพื่อความยุติธรรมนี้

คุณคิดอย่างไรกับการมัดรวมเงินแบบนี้? ควรตรวจสอบหรือปล่อยไป? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง แล้วแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ รับรู้ เพื่อให้การเมืองโปร่งใสยิ่งขึ้น สนับสนุนฝ่ายค้านตรวจสอบรัฐบาลกันเถอะ!

ที่มา – “พริษฐ์” ซัดรัฐบาลฉวยโอกาสมัดรวมเงิน 2 ก้อน ใน พ.ร.ก.กู้เงิน ชี้สอดไส้โครงการพลังงานข้ามหัวสภาฯ

“ศิริภา” ท้า “ภราดร” เช็กสมอง ไหนตอนหาเสียงบอกคนละครึ่งพลัส ไม่คิดกู้เงินมาแจก

การเมืองไทยช่วงนี้ร้อนระอุอีกครั้ง เมื่อ “ศิริภา” ท้า “ภราดร” เช็กสมอง ไหนตอนหาเสียงบอกคนละครึ่งพลัส ไม่คิดกู้เงินมาแจก น.ส.ศิริภา อินทวิเชียร รองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ ออกมาโพสต์โต้กลับแบบจัดหนักต่อนายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี จากพรรคภูมิใจไทย หลังจากนายภราดรโจมตีนายกรณ์ จาติกวณิช รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ที่ตั้งคำถามถึงการกู้เงิน 4 แสนล้านบาทสำหรับมาตรการช่วยเหลือประชาชน โดยอ้างว่าไม่ได้ใช้เงินงบประมาณตามที่เคยสัญญาไว้ตอนหาเสียง

“ศิริภา” ท้า “ภราดร” เช็กสมอง ไหนตอนหาเสียงบอกคนละครึ่งพลัส ไม่คิดกู้เงินมาแจก

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม 2567 โดยนายภราดรได้โพสต์ตอบโต้การตรวจสอบของฝ่ายค้าน โดยบอกว่าเขาไม่ใช่นอสตราดามุสที่จะรู้ล่วงหน้าถึงสงครามที่เกิดขึ้น ทำให้ต้องกู้เงินแทนใช้จากงบประมาณแผ่นดิน แต่ศิริภาไม่ยอม ฟาดกลับแรงๆ ว่า “เข้าใจว่าคุณภราดรไม่ใช่นอสตราดามุส แต่แนะนำให้ตรวจประเมินความจำ เพราะตรวจพบแต่เนิ่นๆ จะช่วยชะลอความเสื่อมของสมองได้ดีที่สุด”

ศิริภาชี้แจงชัดเจนว่าตอนหาเสียง พรรคภูมิใจไทยเคยระบุในนโยบายโครงการ “คนละครึ่งพลัส” หรือ “ไทยช่วยไทยพลัส” ว่าจะใช้เงิน 44,000 ล้านบาทจากงบประมาณแผ่นดิน ไม่ใช่เงินกู้ พรรคประชาธิปัตย์เองก็เห็นด้วยกับการช่วยเหลือประชาชนในช่วงวิกฤต แต่กังวลเรื่องความไม่ชัดเจนในการใช้เงินกู้ ว่าจะนำไปใช้ผิดวัตถุประสงค์หรือไม่ และจะทิ้งภาระหนี้สินระยะยาวไว้ให้ประชาชนหรือเปล่า แม้ไม่ต้องเป็นนอสตราดามุส แต่ถามผีถ้วยแก้วก็พอจะรู้

เปรียบเทียบยุครัฐบาลประชาธิปัตย์: GDP พุ่งทะลุ 7.5%

ศิริภายังท้าทายให้พรรคภูมิใจไทยลองทำ GDP ให้บวกแบบยุครัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ โดยยกตัวอย่างยุครัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ที่นายกรณ์เป็นรัฐมนตรีคลัง ช่วงวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ (วิกฤตการเงินโลก 2008) GDP ติดลบ แต่รัฐบาลใช้เงินกู้อย่างมีประสิทธิภาพ กระตุ้นเศรษฐกิจ ไม่ใช่แค่แจกเงิน จน GDP โตกว่า 7.5% ภายใน 18 เดือน

  • มาตรการเด่นยุคประชาธิปัตย์: ลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน กระตุ้นการส่งออก สนับสนุน SME
  • ใช้เงินกู้อย่างโปร่งใส มีเป้าหมายชัดเจน สร้างมูลค่าเศรษฐกิจยั่งยืน
  • เพดานหนี้สาธารณะควบคุมได้ ไม่พุ่งทะลุ 70% แบบปัจจุบัน

ในทางตรงกันข้าม รัฐบาลชุดนี้กู้ 4 แสนล้าน แต่ GDP ยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ เพดานหนี้สาธารณะใกล้ทะลุ 70% ซึ่งเสี่ยงทำให้ไทยติดหล่มหนี้สินยาวนาน หรือแย่กว่านั้นคือล้มละลาย หากเงินกู้ไม่สร้างผลตอบแทนทางเศรษฐกิจ

ทำไมประชาชนต้องตั้งคำถามเรื่องเงินกู้?

ศิริภาสิทธิ์ในฐานะประชาชนเจ้าของภาษี ที่ต้องแบกหนี้กู้ทั้งหมด ย้ำว่ามีสิทธิ์ตั้งคำถามถึงความจำเป็นของ พ.ร.ก.กู้เงิน เพื่อให้แน่ใจว่าเงินทุกบาทถูกใช้อย่างมีประสิทธิภาพ ไม่ใช่รัฐบาลเผด็จการที่ไม่ฟังเสียงคัดค้าน การตรวจสอบจากฝ่ายค้านจึงสำคัญ เพื่อความโปร่งใสและรับผิดชอบต่อประชาชน

ประเด็นนี้สะท้อนปัญหาใหญ่ของการเมืองไทย คือ การหาเสียงด้วยนโยบายประชานิยม แต่พอบริหารจริงกลับต้องกู้เงินมหาศาล โครงการคนละครึ่งพลัสเป็นตัวอย่างที่ชัดเจน ตอนหาเสียงบอกไม่กู้ แต่พอเกิดปัญหาโลกอย่างสงครามยูเครนหรือโควิด ก็อ้างเหตุสุดวิสัย ประชาชนจึงต้องจับตาใกล้ชิด

นอกจากนี้ ยังมีตัวอย่างจากต่างประเทศ เช่น กรีซที่หนี้สาธารณะพุ่งเกิน 100% ของ GDP จนต้องขอความช่วยเหลือจาก EU และ IMF ทำให้ประชาชนเดือดร้อนหนัก ไทยไม่ควรเดินรอยนั้น

สรุปคือ “ศิริภา” ท้า “ภราดร” เช็กสมอง ไหนตอนหาเสียงบอกคนละครึ่งพลัส ไม่คิดกู้เงินมาแจก เพื่อเตือนใจให้จำนโยบายตัวเอง และวางแผนการเงินประเทศให้ดี รัฐบาลควรตอบคำถามสังคมให้ชัดเจน

คุณคิดอย่างไรกับการกู้เงิน 4 แสนล้านนี้? มันจำเป็นจริงหรือจะกลายเป็นภาระรุ่นลูกรุ่นหลาน? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และแชร์บทความนี้เพื่อกระตุ้นให้เกิดการถกเถียงที่สร้างสรรค์!

ที่มา – “ศิริภา” ท้า “ภราดร” เช็กสมอง ไหนตอนหาเสียงบอกคนละครึ่งพลัส ไม่คิดกู้เงินมาแจก

“เอกนิติ” ยืนยัน ไทยช่วยไทยพลัส เริ่ม 1 มิ.ย. 4,000 บาท

สวัสดีครับเพื่อนๆ วันนี้มีข่าวดีสำหรับพี่น้องประชาชนทุกคนเลยนะครับ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้ยืนยันความคืบหน้าโครงการ ไทยช่วยไทยพลัส หลังจากเป็นประธานเปิดงาน MONEY EXPO 2026 BANGKOK เรียบร้อยแล้ว โครงการนี้รวมทั้ง "คนละครึ่งพลัส" และ "บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ" เข้าด้วยกัน ใช้ชื่อเดียวว่า ไทยช่วยไทยพลัส เพื่อให้ร้านค้า 1.4-1.5 ล้านร้านทั่วประเทศเข้าร่วมได้ง่ายขึ้น และช่วยกระตุ้นยอดขายให้ร้านค้ามากยิ่งขึ้นด้วย

เอกนิติ ประกาศไทยช่วยไทยพลัส

ไทยช่วยไทยพลัส เริ่มลงทะเบียน 25 พ.ค. 2569 ใช้จ่าย 1 มิ.ย.

รัฐบาลยืนยันชัดเจนครับ เปิดลงทะเบียนรับสิทธิ์ ไทยช่วยไทยพลัส ในวันที่ 25 พฤษภาคม 2569 และเริ่มใช้จ่ายได้ตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2569 เลย จำนวนผู้มีสิทธิ์กำลังประสานกับกระทรวงมหาดไทย เพื่อรวมสิทธิ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 13.2 ล้านคน กับผู้ที่เคยได้คนละครึ่งพลัสเดิม โครงการนี้เน้นช่วยบรรเทาค่าครองชีพเป็นหลัก ไม่ใช่กระตุ้นเศรษฐกิจแบบเต็มสูบ เพราะยังประเมินผล GDP ไม่ได้ในตอนนี้

สิทธิประโยชน์ไทยช่วยไทยพลัส สำหรับผู้ถือบัตรสวัสดิการ

สำหรับผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ จะได้เงินช่วยเหลือเดือนละ 1,000 บาท แบ่งเป็นเงินสมทบเดิม 300 บาท + รัฐเพิ่มให้ 700 บาท โดยไม่ต้องสมทบเงินตัวเอง 40% เหมือนเดิม เพราะกลุ่มนี้รายได้น้อย อาจลำบาก

  • จ่ายเป็น 2 เฟส เฟสละ 2 เดือน เดือนละ 1,000 บาท รวม 4,000 บาท
  • เฟสแรก: โอนให้ผู้ถือบัตรเดิมทันที
  • เฟสสอง: เก็บตกผู้ที่ตกหล่น และทบทวนคุณสมบัติใหม่ (บางคนรายได้เกินเกณฑ์แล้ว)

การแบ่งเฟสแบบนี้ช่วยให้ครอบคลุมทุกคนตามเป้าหมายรัฐบาลครับ

รายละเอียดไทยช่วยไทยพลัส

ส่วนประชาชนทั่วไปที่ไม่ใช่กลุ่มบัตรสวัสดิการ จะได้สิทธิ์ ไทยช่วยไทยพลัส ในรูปแบบรัฐช่วย 60% ประชาชนสมทบ 40% แต่ย้ำชัดเลยนะครับ 1 คน 1 สิทธิ์เท่านั้น ถือบัตรสวัสดิการแล้ว ห้ามใช้สิทธิ์คนละครึ่งพลัสซ้ำซ้อน

สรุปคุณสมบัติและวิธีใช้ไทยช่วยไทยพลัส

โครงการนี้จะช่วยให้ประชาชนซื้อของกินของใช้ที่ร้านค้าที่เข้าร่วมได้ถูกลง โดยเฉพาะในช่วงค่าครองชีพสูงแบบนี้ หากเทียบกับโครงการเก่าๆ อย่างคนละครึ่ง มันรวมระบบเข้าด้วยกัน ทำให้สะดวกกว่าเดิมมาก ร้านค้าก็ดีใจเพราะลูกค้าเพิ่ม ยอดขายพุ่ง

  • ลงทะเบียน: 25 พ.ค. 2569 ผ่านแอปเป๋าตังหรือเว็บไซต์ที่กำหนด
  • เริ่มใช้: 1 มิ.ย. 2569
  • จำนวนเงิน: สูงสุด 4,000 บาทต่อคน (แบ่งจ่าย)
  • ร้านค้าเข้าร่วม: 1.4-1.5 ล้านร้านทั่วประเทศ

เพื่อนๆ ที่สนใจเตรียมเอกสารประจำตัวให้พร้อมเลยนะครับ ตรวจสอบสิทธิ์ล่วงหน้าได้ที่เว็บกระทรวงการคลังหรือแอปที่เกี่ยวข้อง

ในความเห็นของผม โครงการ ไทยช่วยไทยพลัส นี้เป็นมาตรการที่ตรงจุด ช่วยผู้มีรายได้น้อยและประชาชนทั่วไปได้จริง โดยเฉพาะการไม่ต้องสมทบสำหรับกลุ่มบัตรสวัสดิการ มันแสดงให้เห็นว่ารัฐบาลเข้าใจปัญหาคนจน ลองนึกภาพซื้ออาหาร ผักผลไม้ ถูกลง 1,000 บาทต่อเดือน ชีวิตง่ายขึ้นเยอะ! อย่าลืมติดตามอัปเดต และแชร์ข่าวนี้ให้เพื่อนๆ ด้วยนะ

รีบเตรียมตัวลงทะเบียนไทยช่วยไทยพลัสตั้งแต่วันแรก เพื่อไม่พลาดสิทธิ์ 4,000 บาท!

ที่มา – “เอกนิติ” ยืนยัน ไทยช่วยไทยพลัส เริ่มใช้ 1 มิถุนายน รวม 4,000 บาท ย้ำ 1 คน 1 สิทธิ์เท่านั้น

คนละครึ่งพลัส VS ไทยช่วยไทยพลัส เทียบชัดๆ

วันนี้เรามาเทียบชัดๆ กันเลยกับ คนละครึ่งพลัส VS ไทยช่วยไทยพลัส หลังจากที่โครงการคนละครึ่งพลัสได้ปรับโฉมใหม่ เปลี่ยนชื่อเป็นไทยช่วยไทยพลัส เพื่อช่วยเหลือประชาชนให้ครอบคลุมมากขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบางและผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ล่าสุด รองนายกฯ และ รมว.คลัง นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ได้เผยความคืบหน้า คาดมีสิทธิ์ถึง 30 ล้านคน เปิดลงทะเบียนปลายพ.ค. 2569 นี้ ใครที่กำลังรอข่าวดี มาดูกันว่าทั้งสองโครงการนี้แตกต่างกันอย่างไรบ้าง จะได้เตรียมตัวให้พร้อม!

คนละครึ่งพลัส VS ไทยช่วยไทยพลัส: ทำไมถึงเปลี่ยนชื่อ?

เดิมที โครงการคนละครึ่งพลัส เป็นมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ช่วยเหลือประชาชนทั่วไปและผู้ยื่นภาษี แต่ตอนนี้รัฐบาลตัดสินใจรวมกลุ่มเปราะบาง เช่น ผู้ถือบัตรคนจน เข้ามาในโครงการเดียวกัน เพื่อให้การช่วยเหลือเข้าถึงคนได้มากขึ้น จึงเปลี่ยนชื่อเป็น ไทยช่วยไทยพลัส ทำให้ครอบคลุมทั้งคนทั่วไปและกลุ่มบัตรสวัสดิการ สิทธิ์เพิ่มขึ้นจาก 20 ล้านเป็น 30 ล้านคนเลยทีเดียว นี่คือการปรับปรุงที่ตอบโจทย์สถานการณ์เศรษฐกิจปัจจุบันได้ดีมาก

คนละครึ่งพลัส VS ไทยช่วยไทยพลัส ใครได้สิทธิ์บ้าง

สำหรับ คนละครึ่งพลัส เดิม ผู้ลงทะเบียนได้ 20 ล้านคน ส่วนใหญ่เป็นผู้ยื่นภาษีหรือประชาชนทั่วไป แต่ ไทยช่วยไทยพลัส ขยายสิทธิ์เป็น 30 ล้านคน รวมทั้งผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ทำให้กลุ่มคนจนและเปราะบางเข้าถึงได้ง่ายขึ้น หากคุณมีบัตรคนจนหรือเคยเข้าร่วมคนละครึ่งมาก่อน โอกาสได้สิทธิ์สูงมาก อย่าพลาดการลงทะเบียนนะครับ

เปรียบเทียบจำนวนสิทธิ์

  • คนละครึ่งพลัส: 20 ล้านสิทธิ์
  • ไทยช่วยไทยพลัส: 30 ล้านสิทธิ์

คนละครึ่งพลัส VS ไทยช่วยไทยพลัส แจกเงินเท่าไหร่

เรื่องเงินช่วยเหลือต่างกันชัดเจน คนละครึ่งพลัส ให้วงเงิน 2,400 บาท สำหรับผู้ยื่นภาษี (ภ.ง.ด.90/91/95 ปี 2567) และไม่เกิน 2,000 บาทสำหรับคนทั่วไป แต่ ไทยช่วยไทยพลัส อลังการกว่า ได้ 4,000 บาท แบ่งจ่ายเดือนละ 1,000 บาท นาน 4 เดือน (ใช้ไม่หมดไม่ทบเดือนหน้า) เหมาะสำหรับคนที่อยากบริหารเงินรายเดือน ลองคำนวณดูสิ ช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายได้เยอะเลย

วิธีใช้สิทธิ์คนละครึ่งพลัส VS ไทยช่วยไทยพลัส

ใช้งานง่ายทั้งคู่ผ่านแอปเป๋าตัง คนละครึ่งพลัส รัฐช่วย 50% สูงสุด 200 บาท/วัน สำหรับอาหาร เครื่องดื่ม สินค้าบริการ แต่ ไทยช่วยไทยพลัส วันละ 100 บาท (รัฐช่วย 60% คุณจ่าย 40%) ใช้ไม่หมดทบวันถัดไปได้ แต่เดือนละ 1,000 ไม่ทบเดือนหน้า สะดวกสำหรับคนที่ช้อปบ่อยๆ เพราะทบวันได้ยืดหยุ่นกว่า

ร้านค้าที่เข้าร่วมคนละครึ่งพลัส VS ไทยช่วยไทยพลัส

ร้านค้าครบครันทั้งคู่ คนละครึ่งพลัส ใช้แอปถุงเงิน ร้านรายย่อยทั่วประเทศ แต่ ไทยช่วยไทยพลัส เจ๋งตรงเชื่อมร้านธงฟ้า ร้านชุมชน หาบเร่แผงลอย เพิ่มขึ้น ทำให้บัตรคนจนสแกนได้กว้างขวาง ไม่จำกัดร้านเดิมๆ ไปตลาดใกล้บ้านก็ใช้ได้สบาย

สรุปแล้ว คนละครึ่งพลัส VS ไทยช่วยไทยพลัส โครงการใหม่ครอบคลุมกว่า เงินมากกว่า ร้านหลากหลายกว่า เหมาะกับทุกกลุ่ม โดยเฉพาะคนมีบัตรสวัสดิการ ถ้าคุณกำลังมองหาการช่วยเหลือเศรษฐกิจ รีบเช็คคุณสมบัติและลงทะเบียนทันที! ติดตามอัพเดทเพิ่มเติมเพื่อไม่พลาดสิทธิ์ดีๆ นะครับ

ที่มา – คนละครึ่งพลัส VS ไทยช่วยไทยพลัส เทียบชัดๆ ปรับโฉมใหม่แล้ว แตกต่างกันอย่างไรบ้าง

“ศิริกัญญา” มองเงินกู้คนละครึ่งกู้คะแนน

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคน วันนี้เรามาคุยกันแบบชิลๆ เรื่องการเมืองเศรษฐกิจที่กำลังร้อนฉ่าเลยนะ โดยเฉพาะประเด็นที่ “ศิริกัญญา” มองรัฐบาลใช้เงินกู้ทำคนละครึ่ง หวังกู้คะแนนนิยม ครม.เงา แนะเยียวยามุ่งเป้า นี่เป็นมุมมองที่น่าสนใจมาก เพราะตอนนี้รัฐบาลกำลังจะกู้เงินก้อนโต 400,000 ล้านบาท ผ่าน พ.ร.ก.กู้เงิน เพื่อรับมือวิกฤตพลังงานจากสงครามและราคาน้ำมันพุ่ง แต่หลายคนตั้งคำถามว่ามันจะช่วยประชาชนจริงหรือแค่ซื้อคะแนน?

“ศิริกัญญา” มองรัฐบาลใช้เงินกู้ทำคนละครึ่ง หวังกู้คะแนนนิยม ครม.เงา แนะเยียวยามุ่งเป้า

มาดูกันแบบละเอียดเลยนะ วันที่ 6 พฤษภาคม 2569 น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล รองหัวหน้าพรรคประชาชน และหัวหน้าทีมคณะรัฐมนตรีเงา (ครม.เงา) ด้านปฏิรูปรัฐ ออกมาแสดงจุดยืนชัดเจน เธอบอกว่ามาตรการเยียวยาที่ผ่านมา มันยังไม่ครอบคลุม ไม่ทั่วถึง และน้อยเกินไป โดยเฉพาะกลุ่มที่เดือดร้อนหนักอย่างคนขับรถขนส่ง หรือชาวประมงพื้นบ้านที่ยังรอไม่เคยได้สักบาท!

ที่สำคัญ รัฐบาลวางแผนใช้เงินกู้ 200,000 ล้านบาท แจกด่วนภายใน 4 เดือน โดยส่วนใหญ่เทลงโครงการ “คนละครึ่ง” ซึ่งศิริกัญญามองว่าเป็นการหว่านแหสุดๆ คิดดูสิ เพื่อนๆ คนที่เดือดร้อนจริงๆ อาจพลาดไป แต่คนที่ไม่เดือดร้อนกลับได้รับเต็มๆ แบบนี้มันแก้ปัญหาได้จริงเหรอ? ยิ่งไปกว่านั้น ถ้าวิกฤตพลังงานยืดเยื้อ สงครามไม่จบ ราคาน้ำมันยังแพง รัฐจะกู้ใหม่รอบสองได้ไหม ในเมื่องบการคลังตอนนี้แทบหมดทางแล้ว ดังนั้น “ศิริกัญญา” มองรัฐบาลใช้เงินกู้ทำคนละครึ่ง หวังกู้คะแนนนิยม ชัดๆ เลย

ครม.เงาเสนอทางออก: เยียวยามุ่งเป้า ไม่หว่านแห

ศิริกัญญาไม่ขัดข้องเรื่องกู้เงินแผนแรก 200,000 ล้าน เพื่อเยียวยาด่วน เพราะจำเป็นจริงๆ แต่แผนสองอีก 200,000 ล้าน สำหรับปรับโครงสร้างเศรษฐกิจระยะยาว เช่น สนับสนุนพลังงานสะอาด ลดพึ่งพาน้ำมันฟอสซิล นี่ไม่เร่งด่วนขนาดต้องออก พ.ร.ก. ควรทำเป็น พ.ร.บ. ให้สภาฯ ตรวจสอบได้ ใช้เวลาแค่ 3 เดือนเอง

  • ปรับเยียวยาให้มุ่งเป้า: ช่วยเฉพาะกลุ่มเดือดร้อนจริง เช่น ขนส่ง ประมง
  • ไม่หว่านแห: อย่าแจกแบบสุ่ม ต้องมีเกณฑ์ชัด
  • ไม่สอดไส้โครงการยาว: แยกเยียวยาด่วนออกจากโครงสร้างระยะยาว
  • แผนชำระหนี้โปร่งใส: แสดงให้ประชาชนเห็นหมดเปลือก

เพื่อนๆ ลองคิดดูนะ การกู้เงินครั้งนี้ ถ้าไม่ระวังอาจกลายเป็นภาระหนี้สินก้อนโตให้ลูกหลานแบก ถ้ารัฐบาลใส่ใจประชาชนจริง ควรฟังเสียงครม.เงาบ้าง อย่าคิดแค่อุดหนุนคะแนนก่อนเลือกตั้ง มันจะยั่งยืนกว่าเยอะ

ส่วนตัวผมเห็นด้วยกับศิริกัญญา เพราะจากประสบการณ์ โครงการแจกเงินแบบคนละครึ่ง มันช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นได้ แต่ไม่แก้ต้นตอวิกฤตพลังงาน ถ้าจะเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดจริง ต้องลงทุนโครงสร้างพื้นฐานให้ถูกที่ เช่น ส่งเสริมรถ EV หรือพลังงานหมุนเวียนในท้องถิ่น จะดีกว่าแจกเงินวนลูป

นอกจากนี้ ยังมีประเด็นงบการคลังที่เสี่ยงด้วย ตอนนี้หนี้สาธารณะใกล้เพดานแล้ว ถ้ากู้เพิ่มโดยไม่วางแผนชำระ มันอาจนำไปสู่ปัญหาแบบกรีซหรืออาร์เจนตินาได้นะ คำถามใหญ่คือ รัฐบาลจะรับผิดชอบยังไงถ้าสถานการณ์ไม่ดีขึ้น?

สรุปแล้ว “ศิริกัญญา” มองรัฐบาลใช้เงินกู้ทำคนละครึ่ง หวังกู้คะแนนนิยม ครม.เงา แนะเยียวยามุ่งเป้า เป็นมุมมองที่สมเหตุสมผล ช่วยให้เราคิดทบทวนนโยบายได้ คุณคิดยังไงล่ะ? มาคอมเมนต์แชร์ความเห็นกันด้านล่างเลยนะ จะได้แลกเปลี่ยนไอเดียสร้างสรรค์ต่อยอดให้ประเทศดีขึ้น!

ที่มา – “ศิริกัญญา” มองรัฐบาลใช้เงินกู้ทำคนละครึ่ง หวังกู้คะแนนนิยม ครม.เงา แนะเยียวยามุ่งเป้า

ลงทะเบียนไทยช่วยไทยพลัส 4,000 บาท เริ่ม 1 มิ.ย.

เปิดอัปเดตล่าสุดโครงการ ลงทะเบียนไทยช่วยไทยพลัส ที่กำลังจะมาแจกเงินช่วยเหลือคนละ 4,000 บาท! หากคุณกำลังมองหาข้อมูลการลงทะเบียนและเงื่อนไขต่างๆ เพื่อเตรียมตัวรับสิทธิประโยชน์ ล่าสุดหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้อนุมัติพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) กู้เงิน 400,000 ล้านบาท เพื่อบรรเทาปัญหาค่าครองชีพที่ถูกราคาน้ำมัน อาหาร และสถานการณ์โลกกดดัน โครงการนี้ซึ่งพัฒนามาจาก “คนละครึ่งพลัส” จะช่วยทั้งประชาชนและผู้ประกอบการร้านค้าเล็กๆ ให้มีกำลังซื้อเพิ่มขึ้น

นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ยืนยันว่า ลงทะเบียนไทยช่วยไทยพลัส จะใช้เงินจาก พ.ร.ก.กู้เงิน พ.ร.บ.โอนงบประมาณ และงบประมาณปกติ คาดมีสิทธิประมาณ 30 ล้านราย ซึ่งเพียงพอเพราะเคยทำได้สูงสุด 28 ล้านสิทธิมาก่อน สำหรับคุณสมบัติผู้รับสิทธิ ยังอยู่ระหว่างพิจารณา เช่น อายุเกิน 18 ปีหรือไม่ รวมถึงผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐรอบใหม่

ลงทะเบียนไทยช่วยไทยพลัส ไทม์ไลน์สำคัญ

นี่คือกำหนดการที่ไม่ควรพลาด:

  • ปลายเดือนพฤษภาคม 2569: เปิดให้ ลงทะเบียนไทยช่วยไทยพลัส พร้อมลงทะเบียนคนละครึ่งและบัตรสวัสดิการรอบใหม่
  • 1 มิถุนายน 2569: เริ่มใช้สิทธิทันที

ลงทะเบียนไทยช่วยไทยพลัส ได้เงินกี่บาทและใช้ยังไง

ผู้ที่ผ่านการลงทะเบียนจะได้เงินช่วยเหลือ 4,000 บาท แบ่งจ่ายเดือนละ 1,000 บาท นาน 4 เดือน (มิ.ย. – ก.ย. 2569) การใช้จ่ายรายวันจำกัด 100 บาท โดยรัฐช่วย 60% (60 บาท) ประชาชนจ่าย 40% (40 บาท) หากใช้ไม่หมดวันนั้น สามารถทบไปวันถัดไปได้ แต่เงินเดือนละ 1,000 บาทที่เหลือ จะไม่ทบข้ามเดือนนะครับ เหมาะสำหรับซื้อของกินของใช้ประจำวัน สนับสนุนร้านค้าทั่วไทย

โครงการนี้ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากได้ดีมาก เพราะเงินหมุนเวียนในชุมชนทันที ช่วยให้ผู้ประกอบการมีรายได้เพิ่ม โดยเฉพาะในช่วงที่ทุกคนกำลังลำบากกับราคาสินค้าที่แพงขึ้น หากคุณเป็นมนุษย์เงินเดือน พ่อค้าแม่ค้าหรือฟรีแลนซ์ ก็มีโอกาสได้สิทธิ ลองเช็คคุณสมบัติตัวเองดู

วิธีลงทะเบียนไทยช่วยไทยพลัส ง่ายๆ ผ่านแอปเป๋าตัง

ขั้นตอนไม่ยุ่งยาก ดังนี้:

  • ดาวน์โหลดแอป “เป๋าตัง” จาก App Store หรือ Google Play และสมัครใช้งาน G-Wallet ให้เรียบร้อย
  • รอวันที่รัฐบาลเปิดลงทะเบียน (ปลายพ.ค. 2569) แล้วเข้าเมนูโครงการ กดลงทะเบียนทันที
  • รอแจ้งผลผ่านแอปฯ หากผ่านจะได้ใช้สิทธิเลย

แนะนำให้อัปเดตแอปให้เป็นเวอร์ชั่นล่าสุด และเตรียมบัตรประชาชนหรือข้อมูลส่วนตัวให้พร้อม เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาเทคนิค หากมีปัญหา สามารถติดต่อ call center 1111 หรือตรวจสอบเว็บไซต์กระทรวงการคลัง

นอกจากนี้ โครงการไทยช่วยไทยพลัส ยังเชื่อมโยงกับมาตรการอื่นๆ เช่น คนละครึ่งเฟสต่อไป ทำให้ประชาชนเข้าถึงความช่วยเหลือได้ง่ายขึ้น ในมุมมองของผม โครงการนี้เป็นเครื่องมือสำคัญที่รัฐบาลใช้ฟื้นฟูเศรษฐกิจหลังวิกฤตโควิดและปัญหาโลก ถ้าทุกคนใช้สิทธิอย่างมีสติ จะช่วยเศรษฐกิจหมุนเวียนได้ยั่งยืน

รีบเตรียมตัวเลย! ดาวน์โหลดแอปเป๋าตัง ติดตามข่าวสารอัปเดต และอย่าพลาดโอกาสรับ 4,000 บาท ช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายช่วงครึ่งปีหลังนี้

ที่มา – ลงทะเบียนไทยช่วยไทยพลัส เตรียมเปิดรับสิทธิ 4,000 บาท อัปเดตล่าสุด เริ่มใช้ 1 มิ.ย.

จับตา ครม. ถก พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน

สวัสดีครับเพื่อนๆ วันนี้เรามาจับตา ครม. ถก พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านกันแบบใกล้ชิดเลยนะครับ เป็นวาระเด็ดที่ทุกคนรอคอย เพราะรัฐบาลตั้งใจนำเงินก้อนนี้มาเยียวยาปากท้องประชาชนในช่วงวิกฤติ โดยเฉพาะผ่านโครงการ “ไทยช่วยไทย” และ “คนละครึ่งพลัส” ที่จะทำให้เงินถึงมือโดยตรง ไม่ต้องกังวลเรื่องหายระหว่างทาง เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 5 พฤษภาคม 2569 นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้ออกมาให้ข้อมูลก่อนประชุมครม. ที่ทำเนียบรัฐบาล

จับตา ครม. ถก พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน

นั่นแหละครับ จับตา ครม. ถก พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน เป็นหัวใจหลักของการประชุมวันนี้ พ.ร.ก.นี้จะแบ่งเงินออกเป็น 2 ส่วนใหญ่ๆ เลย คือ 1. บรรเทาความเดือดร้อนให้ประชาชน โดยเฉพาะคนตัวเล็กตัวน้อยที่กำลังลำบากจากราคาน้ำมันแพง พลังงานวิกฤติ 2. เปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาทิตย์ ลดการพึ่งพานำเข้าจากต่างประเทศ รัฐบาลอยากใช้โอกาสวิกฤตินี้ เร่งให้บ้านเรือนทุกหลังติดตั้งแผงโซลาร์ผลิตไฟเองได้ ช่วยทั้งประหยัดค่าไฟ ช่วยภาคเกษตรกร และวางรากฐานพลังงานยั่งยืนระยะกลาง-ยาว หลังประชุม นายกรัฐมนตรีจะแถลงเองเลยครับ รอฟังกัน!

นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี

เยียวยาปากท้องผ่าน “ไทยช่วยไทย” โปร่งใส 100%

คุณรัชดาย้ำชัดว่ารัฐบาลรอบคอบทุกขั้นตอน ไม่มีทางออก พ.ร.ก.แบบห้วนๆ แน่นอน เพราะตอนนี้จำเป็นจริงๆ และชี้แจงให้ประชาชนเข้าใจหมดเปลือก ที่สำคัญ อย่ากลัวเงินหายนะครับ โครงการหลักอย่าง “ไทยช่วยไทย” และ “คนละครึ่งพลัส” เป็นการโอนเงินตรงจากรัฐสู่กระเป๋าประชาชนเลย ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐก็ได้เช่นกัน เงินไม่หล่นหายไหนระหว่างทางแน่นอน โปร่งใสตรวจสอบได้ทุกบาททุกสตางค์

ขอบคุณฝ่ายค้านด้วยที่ช่วยยกประเด็นดีๆ ให้ประชาชนได้ประโยชน์ รัฐบาลยืนยันดูแลเต็มที่ มีแผนทั้งระยะสั้น (ใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน) ระยะกลาง-ยาว (งบ 2570 ในแผนพัฒนาประเทศ) นอกจากนี้ยังถกเรื่องยกเลิก MOU 2544 ยืนยันร่างกฎหมายจากสภาชุดเก่า ข้อตกลงอาเซียน และ พ.ร.บ.ข้อมูลส่วนบุคคล ทีมโฆษกจะอัปเดตต่อไปครับ

ทำไม พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน ถึงสำคัญ?

  • ช่วยประชาชนทันที: เงินเข้าโครงการเยียวยา ลดภาระค่าใช้จ่ายประจำวัน โดยเฉพาะปากท้องที่กำลังร้อง
  • พลังงานสะอาด: ส่งเสริมหลังคาโซลาร์ ลดนำเข้าน้ำมัน-ก๊าซ ช่วยสิ่งแวดล้อมและเศรษฐกิจ
  • โปร่งใสตรวจสอบ: โอนตรง ไม่ผ่านตัวกลาง ลดโอกาสคอร์รัปชัน
  • สานต่อนโยบาย: เชื่อมระยะสั้นไปยาว ตามแผนพัฒนาชาติ

ในมุมผมนะครับ มาตรการนี้เจ๋งมาก เพราะไม่ใช่แค่แจกเงิน แต่สร้างอนาคตพลังงานไทยให้ยั่งยืน ท่ามกลางวิกฤติโลกที่ราคาพลังงานพุ่งปรี๊ด ภาคเกษตรจะได้ประโยชน์เต็มๆ จากไฟฟ้าถูกๆ ผลิตเอง ถ้าทำสำเร็จ ไทยจะเป็นต้นแบบอาเซียนเลยล่ะ

เพื่อนๆ คิดยังไงกับ จับตา ครม. ถก พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน นี้บ้าง? มาตรการเยียวยาดีพอไหม หรืออยากเห็นอะไรเพิ่ม? คอมเมนต์มาคุยกันด้านล่างเลยครับ และอย่าลืมแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ ได้อ่านด้วยนะ ช่วยกันติดตามข่าวสารสำคัญ!

ที่มา – จับตา ครม. ถก พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน รัฐบาลมุ่งเยียวยาปากท้องผ่าน “ไทยช่วยไทย”

Scroll to top