ความปลอดภัยประชาชน

“ธนกร” ฝากรัฐบาลปูพรมค้นปืนทุกพื้นที่ ลั่นปืนเถื่อนต้องปราบ ปืนถูกกฎหมายต้องคุม

เชื่อว่าช่วงนี้หลายคนคงรู้สึกกังวลกับสถานการณ์ความปลอดภัยในบ้านเมืองเราไม่น้อยเลยนะครับ โดยเฉพาะประเด็นเรื่องอาวุธปืนที่มีข่าวออกมาให้เห็นอยู่บ่อยครั้ง ล่าสุด นายธนกร วังบุญคงชนะ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย ได้ออกมาแสดงทัศนะและฝากข้อเสนอแนะถึงรัฐบาลอย่างตรงไปตรงมาว่า “ธนกร” ฝากรัฐบาลปูพรมค้นปืนทุกพื้นที่ ลั่นปืนเถื่อนต้องปราบ ปืนถูกกฎหมายต้องคุม เพื่อคืนความมั่นใจให้กับพี่น้องประชาชนทุกคน

“ธนกร” ฝากรัฐบาลปูพรมค้นปืนทุกพื้นที่ ลั่นปืนเถื่อนต้องปราบ ปืนถูกกฎหมายต้องคุม

จากการให้สัมภาษณ์ของคุณธนกร เราจะเห็นได้ว่าตัวเลขการครอบครองปืนในประเทศไทยนั้นสูงถึง 10 ล้านกระบอก จากประชากร 70 ล้านคน ซึ่งถือว่าเป็นตัวเลขที่น่าตกใจมากครับ หากเราต้องการสร้างสังคมที่ปลอดภัย ไม่ว่าจะในสถานศึกษาหรือพื้นที่สาธารณะ รัฐบาลจำเป็นต้องมีมาตรการเชิงรุกในการเข้าจัดการปัญหาเหล่านี้อย่างจริงจัง

ทำไมต้องปูพรมค้นปืนทั้งประเทศ?

คุณธนกรเน้นย้ำชัดเจนว่า ปัจจุบันปัญหานี้ไม่ได้มีแค่เรื่องของปืนที่ถูกกฎหมายเพียงอย่างเดียว แต่ยังมีเรื่องของปืนเถื่อนที่แพร่ระบาดไปทั่ว ซึ่งการที่ “ธนกร” ฝากรัฐบาลปูพรมค้นปืนทุกพื้นที่ ลั่นปืนเถื่อนต้องปราบ ปืนถูกกฎหมายต้องคุม นั้น ถือเป็นการมองปัญหาแบบรอบด้าน เพราะเราต้องจัดการทั้งต้นตอของอาวุธเถื่อน และควบคุมการใช้ปืนที่อยู่ในระบบไม่ให้ถูกนำมาใช้ในทางที่ผิด

  • เร่งปราบปรามปืนเถื่อนอย่างเด็ดขาด
  • จัดระเบียบการครอบครองปืนที่ถูกกฎหมายให้เข้มงวดขึ้น
  • กวาดล้างผู้มีอิทธิพลและแหล่งยาเสพติดที่เป็นต้นตอของอาชญากรรม

หลายคนอาจสงสัยว่าแล้วจะมีกฎหมายอะไรออกมาใหม่หรือไม่? ในตอนนี้ทางรัฐบาลเองก็กำลังอยู่ในขั้นตอนการจัดทำรายละเอียดกฎหมายและมาตรการควบคุมต่างๆ ครับ ซึ่งคุณธนกรเชื่อมั่นว่าหากทุกฝ่ายหันหน้าเข้าหากัน ไม่มัวแต่ถกเถียงเรื่องประเด็นการเมือง เราจะสามารถสร้างมาตรการที่ช่วยลดความเสี่ยงในการพกพาอาวุธลงได้อย่างแน่นอน

ท้ายที่สุดแล้ว ความปลอดภัยของพวกเราทุกคนสำคัญที่สุดครับ การที่ “ธนกร” ฝากรัฐบาลปูพรมค้นปืนทุกพื้นที่ ลั่นปืนเถื่อนต้องปราบ ปืนถูกกฎหมายต้องคุม ถือเป็นเสียงสะท้อนที่ต้องการให้ทุกภาคส่วนหันมาใส่ใจและลงมือทำอย่างจริงจัง เพื่อให้ลูกหลานของเราได้เติบโตในสังคมที่ไร้อาวุธปืนและปลอดภัยมากขึ้น เราในฐานะประชาชนก็ต้องช่วยกันเป็นหูเป็นตาและสนับสนุนมาตรการดีๆ เพื่อให้ประเทศของเราน่าอยู่ยิ่งขึ้นครับ

ที่มา – “ธนกร” ฝากรัฐบาลปูพรมค้นปืนทุกพื้นที่ ลั่นปืนเถื่อนต้องปราบ ปืนถูกกฎหมายต้องคุม

ภูมิใจไทยยกร่าง พ.ร.บ.อาวุธปืน ฉบับใหม่กว่า 100 มาตรา

เชื่อว่าหลายคนคงเคยได้ยินข่าวคราวเกี่ยวกับเหตุการณ์ความไม่สงบที่เกี่ยวข้องกับอาวุธปืนมาโดยตลอด ซึ่งล่าสุดมีความเคลื่อนไหวสำคัญจากพรรคภูมิใจไทยที่น่าจับตามองเป็นอย่างยิ่ง เมื่อมีการเปิดเผยว่า ภูมิใจไทยยกร่าง พ.ร.บ.อาวุธปืน ฉบับใหม่กว่า 100 มาตรา เพื่อเตรียมนำเสนอเข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร หวังยกระดับความปลอดภัยให้กับสังคมไทยในระยะยาว

ทำไมต้องเร่งเครื่อง ภูมิใจไทยยกร่าง พ.ร.บ.อาวุธปืน ฉบับใหม่กว่า 100 มาตรา

นายศุภชัย ใจสมุทร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย ได้ออกมาเปิดเผยความคืบหน้าเรื่องนี้ว่า ทางคณะทำงานได้ดำเนินการยกร่างกฎหมายฉบับนี้เสร็จสิ้นเป็นที่เรียบร้อย โดยเป้าหมายหลักคือการอุดช่องโหว่ทางกฎหมายเดิมที่ใช้มานานตั้งแต่ปี พ.ศ. 2490 ซึ่งถือว่าล้าสมัยอย่างมากเมื่อเทียบกับสถานการณ์ปัจจุบัน การที่ ภูมิใจไทยยกร่าง พ.ร.บ.อาวุธปืน ฉบับใหม่กว่า 100 มาตรา ในครั้งนี้ จึงเป็นการยกเครื่องกฎหมายครั้งใหญ่เพื่อให้เท่าทันเทคโนโลยีและวิวัฒนาการของอาวุธในยุคปัจจุบัน

รายละเอียดการปรับปรุงภายใต้ร่างกฎหมายฉบับใหม่

ในการปรับปรุงครั้งนี้มีการกำหนดประเด็นสำคัญไว้ถึง 24 ประเด็น เพื่อให้ครอบคลุมทั้งเรื่องการครอบครอง การซื้อขาย และการควบคุมวัตถุระเบิดรวมถึงสิ่งเทียมอาวุธปืน ดังนี้:

  • การควบคุมการเข้าถึงอาวุธปืนที่เข้มงวดมากขึ้น
  • การปรับปรุงบทลงโทษให้สอดคล้องกับภัยคุกคามในปัจจุบัน
  • การนำระบบดิจิทัลมาช่วยในการตรวจสอบและติดตามทะเบียนอาวุธปืน
  • การจำกัดการเข้าถึงอาวุธปืนของบุคคลที่มีความเสี่ยงต่อความสงบเรียบร้อย

การปรับเปลี่ยนเหล่านี้ไม่ใช่แค่การแก้กฎหมายเพื่อความสวยงาม แต่เป็นความมุ่งมั่นที่จะลดโอกาสในการเกิดเหตุรุนแรงและสร้างความมั่นใจให้กับพี่น้องประชาชนว่าผู้มีอำนาจหน้าที่ไม่ได้นิ่งนอนใจต่อปัญหาที่เกิดขึ้น

ในฐานะประชาชน เราคงต้องติดตามกันต่อไปว่าเมื่อเข้าสู่สภาฯ แล้ว ร่างกฎหมายฉบับนี้จะได้รับการตอบรับอย่างไร และจะมีมาตรการไหนเพิ่มเติมที่จะช่วยให้สังคมไทยปลอดภัยขึ้นกว่าเดิม หากการแก้ไขกฎหมายครั้งนี้สำเร็จเชื่อว่าจะช่วยลดจำนวนอาวุธปืนผิดกฎหมายและป้องกันโศกนาฏกรรมที่อาจเกิดขึ้นได้ในอนาคต

ที่มา – “ศุภชัย” เผยภูมิใจไทยยกร่าง พ.ร.บ.อาวุธปืน ฉบับใหม่กว่า 100 มาตรา เตรียมชงสภาแก้ไข

อนุทิน สั่งเข้มห้ามพกปืนออกจากบ้าน 100% ฝ่าฝืนนอนคุก

อนุทิน สั่งเข้มห้ามพกปืนออกจากบ้าน 100% ฝ่าฝืนนอนคุก

กลายเป็นประเด็นร้อนที่สังคมให้ความสนใจอย่างมาก เมื่อนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ออกมาประกาศมาตรการขั้นเด็ดขาดเพื่อควบคุมอาวุธปืน โดยเน้นย้ำถึงนโยบายที่ว่า อนุทิน สั่งเข้มห้ามพกปืนออกจากบ้าน 100% ฝ่าฝืนจับนอนคุกไม่ให้ประกันตัว ซึ่งถือเป็นการจัดระเบียบครั้งใหญ่เพื่อลดปัญหาอาชญากรรมและการใช้อาวุธปืนในที่สาธารณะ

รัฐบาลได้สั่งการให้กระทรวงมหาดไทยและสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ระงับการออกและต่อใบอนุญาตอาวุธปืนทุกประเภท ทั้ง ป.3 ป.4 และ ป.12 จนกว่าจะมีมติ ครม. เปลี่ยนแปลง เพื่อเป็นการคุมเข้มและตรวจสอบความจำเป็นในการครอบครองอาวุธปืนของประชาชนทั่วไปอย่างจริงจัง

รายละเอียดมาตรการ “อนุทิน สั่งเข้มห้ามพกปืนออกจากบ้าน 100% ฝ่าฝืนจับนอนคุกไม่ให้ประกันตัว”

สำหรับมาตรการดังกล่าวไม่ได้มีไว้เพื่อขู่ให้กลัว แต่เป็นการบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด โดยท่านนายกรัฐมนตรีได้ชี้แจงประเด็นสำคัญที่ประชาชนต้องทราบ ดังนี้:

  • การพกพาอาวุธปืน: ห้ามพกปืนออกนอกบ้านเด็ดขาด หากตรวจพบจะดำเนินคดีทันทีโดยไม่มีข้อยกเว้น
  • มาตรการทางกฎหมาย: ผู้ฝ่าฝืนจะถูกจับกุมและคัดค้านการประกันตัวในชั้นสืบสวนสอบสวน เพื่อเข้าห้องขังทันที
  • สนามยิงปืน: แม้แต่นักกีฬาซ้อมยิงปืน ก็ต้องฝากปืนไว้ที่สนาม ห้ามพกพาออกมาโดยเด็ดขาด
  • กรณีป้องกันตัวในบ้าน: ท่านนายกฯ ได้ให้ความเห็นชัดเจนว่า การใช้ปืนยิงโจรในบ้านก็ถือว่ามีความผิดตามกฎหมายอยู่ดี

นอกจากนี้ ในส่วนของปืนเถื่อนหรือปืนมรดกที่ไม่สามารถโอนได้ รัฐบาลเตรียมเปิดช่องทางให้ประชาชนนำมาส่งคืนทางการภายในระยะเวลาที่กำหนด โดยจะได้รับข้อยกเว้นไม่เอาผิด ถือเป็นโอกาสดีสำหรับผู้ที่ครอบครองปืนโดยไม่ถูกต้องตามกฎหมายที่จะนำมาเข้าสู่ระบบหรือกำจัดทิ้งเพื่อความปลอดภัยของคนในครอบครัว

ในมุมมองของความปลอดภัย นายอนุทินได้ย้ำเตือนประชาชนว่า ปืนเปรียบเสมือน “ของร้อน” ที่มักจะย้อนกลับมาทำร้ายเจ้าของได้เสมอ การมีปืนไม่ได้ช่วยให้ชีวิตปลอดภัยขึ้นเสมอไป แต่การปฏิบัติตามกฎหมายและการไม่พกพาอาวุธปืนออกไปที่สาธารณะต่างหากที่จะสร้างสังคมที่น่าอยู่และปลอดภัยสำหรับทุกคนอย่างแท้จริง

รัฐบาลยังเตรียมขยายผลตรวจสอบถึงข้าราชการและคนใกล้ชิดนักการเมือง หากพบพฤติกรรมข่มขู่หรือพกพาปืนโดยไม่มีหน้าที่ จะต้องถูกยึดอาวุธทันที มาตรการ อนุทิน สั่งเข้มห้ามพกปืนออกจากบ้าน 100% ฝ่าฝืนจับนอนคุกไม่ให้ประกันตัว นี้ จึงถือเป็นการแสดงจุดยืนที่ชัดเจนของภาครัฐในการลดความรุนแรงในสังคม เราคงต้องติดตามกันต่อไปว่ามาตรการนี้จะช่วยลดตัวเลขอาชญากรรมในประเทศไทยได้มากน้อยเพียงใด แต่ที่แน่ๆ ตอนนี้ต้องบอกว่า ใครที่มีปืนอยู่กับตัว คงต้องคิดให้หนักก่อนจะพกออกจากบ้าน เพราะผลที่ตามมานั้นไม่คุ้มอย่างแน่นอน

ที่มา – “อนุทิน” สั่งเข้มห้ามพกปืนออกจากบ้าน 100% ฝ่าฝืนจับนอนคุกไม่ให้ประกันตัว

รัฐบาลเร่งแก้ผลกระทบรถไฟฟ้าสายสีม่วง ช่วงวงเวียนใหญ่

รัฐบาลเร่งแก้ผลกระทบรถไฟฟ้าสายสีม่วง ช่วงวงเวียนใหญ่ เพื่อความปลอดภัยสูงสุด

สำหรับใครที่สัญจรผ่านไปมาบริเวณวงเวียนใหญ่ในช่วงนี้ คงจะทราบถึงสถานการณ์การดำเนินงานของโครงการรถไฟฟ้าสายสีม่วง ช่วงเตาปูน–ราษฎร์บูรณะ กันเป็นอย่างดี ซึ่งล่าสุดรัฐบาลเร่งแก้ผลกระทบรถไฟฟ้าสายสีม่วง ช่วงวงเวียนใหญ่ จากกรณีดินทรุดตัว เพื่อให้ทุกอย่างกลับมาอยู่ในสภาวะปกติโดยเร็วที่สุด โดยเน้นย้ำเรื่องความปลอดภัยของประชาชนเป็นอันดับหนึ่งครับ

ในส่วนของความคืบหน้าล่าสุด นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ได้ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์ด้วยตัวเอง พร้อมกำชับให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการตามหลักวิศวกรรมอย่างเคร่งครัด โดยเป้าหมายหลักคือการฟื้นฟูพื้นที่และคืนสภาพการจราจรให้กับพี่น้องประชาชนในพื้นที่โดยเร็วที่สุดครับ

มาตรการทางวิศวกรรมในการแก้ไขผลกระทบ

เพื่อให้การทำงานมีความมั่นคงและยั่งยืน ทางเจ้าหน้าที่ได้เริ่มดำเนินการเสริมความมั่นคงของชั้นดิน (Grouting) ไปแล้วกว่า 40 จุด และมีแผนจะขยายเพิ่มเติมอีก 80 จุด โดยกระบวนการนี้คาดว่าจะใช้เวลาประมาณ 2-3 เดือน เพื่อสร้างความมั่นใจในโครงสร้างพื้นฐานก่อนจะเปิดให้ใช้งานตามปกติ ทั้งนี้ รัฐบาลเร่งแก้ผลกระทบรถไฟฟ้าสายสีม่วง ช่วงวงเวียนใหญ่ โดยมีการติดตั้งอุปกรณ์ตรวจวัดการเคลื่อนตัวของอาคารและโครงสร้างโดยรอบอย่างใกล้ชิดตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อให้เกิดความปลอดภัยต่อบ้านเรือนประชาชนอย่างที่สุด

  • ดำเนินการอัดฉีดวัสดุเสริมความมั่นคงชั้นดิน (Grouting)
  • ตรวจสอบจุดรั่วซึมภายในอุโมงค์อย่างละเอียด
  • ประเมินเสถียรภาพพื้นที่อย่างต่อเนื่องก่อนคืนผิวจราจร
  • เยียวยาผู้ได้รับผลกระทบอย่างทั่วถึง

นอกจากนี้ หลังจากกระบวนการเสริมความมั่นคงแล้วเสร็จ ทางทีมวิศวกรจะทยอยลดระดับน้ำภายในอุโมงค์เพื่อตรวจสอบจุดรั่วซึมอย่างละเอียด หากพบความจำเป็นก็พร้อมที่จะยกระดับมาตรการทางวิศวกรรมให้สูงขึ้นทันที เพื่อป้องกันปัญหาในระยะยาว

ท้ายที่สุดนี้ ผมเชื่อมั่นว่าการที่ รัฐบาลเร่งแก้ผลกระทบรถไฟฟ้าสายสีม่วง ช่วงวงเวียนใหญ่ อย่างจริงจังเช่นนี้ จะช่วยบรรเทาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนได้ในไม่ช้า การคืนผิวจราจรเป็นรายจุดจะช่วยให้การเดินทางและการทำมาค้าขายในพื้นที่วงเวียนใหญ่กลับมาคึกคักอีกครั้ง อย่างไรก็ตาม ความปลอดภัยของพวกเราทุกคนต้องมาก่อนเสมอครับ

ที่มา – รัฐบาลเร่งแก้ผลกระทบรถไฟฟ้าสายสีม่วง ช่วงวงเวียนใหญ่

นายกฯ สั่งรายงานแผนรับมือซูเปอร์เอลนีโญ ในที่ประชุม ครม. สัปดาห์หน้า

สถานการณ์สภาพอากาศโลกดูเหมือนจะเริ่มส่งสัญญาณเตือนภัยที่น่ากังวล โดยเฉพาะปรากฏการณ์ ซูเปอร์เอลนีโญ ที่กำลังได้รับความสนใจอย่างมาก ล่าสุดทางรัฐบาลไทยไม่ได้นิ่งนอนใจ เพราะเรื่องนี้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อความเป็นอยู่ของพี่น้องประชาชน ทั้งในแง่ของน้ำกินน้ำใช้และการเกษตรกรรม

นายกฯ สั่งรายงานแผนรับมือซูเปอร์เอลนีโญ ในที่ประชุม ครม. สัปดาห์หน้า

ในที่ประชุมคณะรัฐมนตรีล่าสุด นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้แสดงความห่วงใยต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้น พร้อมสั่งการให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งจัดทำและนำเสนอแผนปฏิบัติการเพื่อ รับมือซูเปอร์เอลนีโญ อย่างเป็นรูปธรรม โดยแผนงานดังกล่าวจะต้องครอบคลุมในหลายมิติ ทั้งการบริหารจัดการน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภค ภาคการเกษตร การอุตสาหกรรม รวมถึงการดูแลรักษาสิ่งแวดล้อมและความหลากหลายทางชีวภาพของประเทศ

มาตรการเร่งด่วนในการรับมือซูเปอร์เอลนีโญ

นอกจากเรื่องน้ำแล้ว นายกรัฐมนตรียังกำชับให้หน่วยงานในพื้นที่ ไม่ว่าจะเป็นกระทรวงมหาดไทย กรุงเทพมหานคร และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เตรียมพร้อมรับมือกับสภาพอากาศแปรปรวนที่อาจจะเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา โดยมาตรการที่เน้นย้ำ ได้แก่:

  • สำรวจพื้นที่เสี่ยง: ให้หน่วยงานท้องถิ่นเร่งตรวจสอบป้ายโฆษณา สิ่งปลูกสร้าง และต้นไม้ใหญ่ในจุดเสี่ยง
  • ตัดแต่งต้นไม้: ป้องกันกิ่งไม้หักโค่น ซึ่งอาจก่อให้เกิดอันตรายต่อชีวิตและทรัพย์สินของพี่น้องประชาชน
  • ตรวจสอบสาธารณูปโภค: ตรวจสอบความแข็งแรงของระบบต่างๆ เพื่อให้พร้อมรับมือกับพายุฤดูร้อนหรือลมกระโชกแรง
  • แผนเผชิญเหตุ: การเตรียมทีมกู้ภัยและศูนย์บรรเทาสาธารณภัยให้พร้อมปฏิบัติงานตลอด 24 ชั่วโมง

การเตรียมความพร้อมผ่านแผนรายงานต่อ ครม. สัปดาห์หน้า ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญในการ รับมือซูเปอร์เอลนีโญ อย่างบูรณาการ เพื่อให้มั่นใจได้ว่าประเทศไทยจะมีทรัพยากรน้ำเพียงพอและประชาชนจะมีความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินมากขึ้น

ในมุมมองของผม การหันมาให้ความสำคัญกับแผนระยะยาวเพื่อรับมือกับภัยพิบัติทางสภาพอากาศถือเป็นเรื่องที่ถูกต้องและจำเป็นมาก การเตรียมตัวล่วงหน้าไม่เพียงแต่ช่วยลดความเสียหายเมื่อเกิดเหตุการณ์จริง แต่ยังสะท้อนถึงความใส่ใจในความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศที่มีภาคเกษตรกรรมเป็นหัวใจหลัก หากเรามีการจัดการน้ำที่ดีตั้งแต่วันนี้ ไม่ว่าพายุหรือความแห้งแล้งจะรุนแรงแค่ไหน เราก็น่าจะผ่านวิกฤตนี้ไปได้อย่างปลอดภัยครับ

ที่มา – นายกฯ สั่งรายงานแผนรับมือซูเปอร์เอลนีโญ ในที่ประชุม ครม. สัปดาห์หน้า

ดร.โจ ขอสางปัญหาสายไฟรุงรังทั่วกรุง พร้อมตัดสายเถื่อน

ดร.โจ ขอสางปัญหาสายไฟรุงรังทั่วกรุง พร้อมตัดสายเถื่อน

ปัญหาเรื่องสายสื่อสารพาดผ่านเสาไฟฟ้าจนดูรุงรังเป็นทัศนียภาพที่ไม่น่ามอง และยังเป็นอันตรายต่อชีวิตของพี่น้องชาวกรุงเทพฯ มาอย่างยาวนาน ล่าสุด นายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร หรือ “ดร.โจ” ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. จากพรรคประชาชน ได้ออกมาประกาศนโยบายแบบจัดเต็มว่า ดร.โจ ขอสางปัญหาสายไฟรุงรังทั่วกรุง โดยย้ำว่าหากได้รับความไว้วางใจให้เข้ามาบริหารกรุงเทพมหานคร สายสื่อสารเถื่อนที่ไม่มีการใช้งานจริงจะต้องถูกจัดการทันทีเพื่อให้เมืองมีความเป็นระเบียบและปลอดภัยมากขึ้น

ทำไมการจัดการสายสื่อสารจึงเป็นเรื่องเร่งด่วน?

จากการลงพื้นที่สำรวจร่วมกับทีมงาน พรรคประชาชนพบข้อมูลที่น่าตกใจว่าสายสื่อสารกว่าครึ่งหนึ่งในกรุงเทพฯ กลายเป็นเพียง “ขยะทิ้งร้าง” หรือเป็นสายที่ไม่ได้ใช้งานแล้วแต่ยังคงถูกทิ้งไว้ข้างทาง ยิ่งไปกว่านั้น บางส่วนยังเป็นสายของบริษัทที่หลบเลี่ยงค่าธรรมเนียมกับทาง กทม. ซึ่งการปล่อยปละละเลยนี้สะท้อนให้เห็นว่าปัญหา ดร.โจ ขอสางปัญหาสายไฟรุงรังทั่วกรุง นั้นไม่ใช่เพียงแค่เรื่องความสวยงาม แต่เป็นเรื่องความกล้าหาญของผู้บริหารในการใช้อำนาจตามกฎหมายเพื่อรักษาผลประโยชน์ของประชาชน

  • จัดทำฐานข้อมูล (Database) สื่อสารทั่วกรุง
  • แยกประเภทสายสื่อสารอย่างชัดเจน (ใช้งานอยู่-หมดสภาพ-ไม่จ่ายเงิน)
  • ใช้อำนาจจัดระเบียบและตัดสายที่ผิดกฎหมายออกทันที

แนวทางของ ดร.โจ ไม่ได้หยุดอยู่แค่การสำรวจ แต่คือการลงมือทำจริง โดยพรรคประชาชนเชื่อมั่นว่าเมืองที่แคร์คนต้องเริ่มจากการแก้ไขปัญหาที่รบกวนชีวิตประจำวันของประชาชนให้เห็นผลเป็นรูปธรรม ไม่ปล่อยให้เป็นเพียงนโยบายขายฝันเหมือนที่ผ่านมา

นอกจากการแก้ปัญหาสายสื่อสารแล้ว ดร.โจ ยังมุ่งเน้นไปที่การสร้าง “กรุงเทพง่ายๆ” ด้วยการบริหารที่โปร่งใสและตรวจสอบได้ การจัดการสายไฟรุงรังจึงเปรียบเสมือนจุดเริ่มต้นของการปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานเมืองให้มีประสิทธิภาพ หากคุณเป็นคนหนึ่งที่เบื่อหน่ายกับทัศนียภาพที่เสี่ยงอันตราย นี่อาจเป็นโอกาสที่คุณจะได้เห็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในเร็ววัน

คุณล่ะคิดอย่างไร? ปัญหาสายไฟในซอยบ้านคุณเป็นอย่างไรกันบ้าง? ถึงเวลาแล้วหรือยังที่เมืองหลวงของเราจะลบภาพจำของสายไฟระโยงระยางออกไปเสียที มาช่วยกันส่งเสียงเรียกร้องให้ผู้บริหารเมืองเห็นความสำคัญของเรื่องนี้กันเถอะ

ที่มา – “ดร.โจ” ขอสางปัญหาสายไฟรุงรังทั่วกรุง ลั่นหากเป็นผู้ว่าฯ สายสื่อสารเถื่อนตัดทิ้งทันที

“ทวี” ให้กำลัง “กมลศักดิ์” เผยมีข้อมูลฝึกซ้อมยิงปืนก่อนลงมือก่อเหตุ

ในวันที่ 19 เมษายน 2569 เกิดเหตุการณ์สำคัญที่สะท้อนถึงความกังวลของประชาชนในพื้นที่ภาคใต้ โดยเฉพาะจังหวัดนราธิวาส เมื่อพันตำรวจเอกทวี สอดส่อง หัวหน้าพรรคประชาชาติ เดินทางไปให้กำลังใจนายกมลศักดิ์ ลีวาเมาะ ส.ส.นราธิวาส พรรคประชาชาติ ณ บ้านพักในอำเภอบาเจาะ ท่ามกลางกระแสข่าว“ทวี” ให้กำลัง “กมลศักดิ์” เผยมีข้อมูลฝึกซ้อมยิงปืนก่อนลงมือก่อเหตุ ซึ่งกลายเป็นประเด็นร้อนที่ทุกคนจับตามอง

“ทวี” ให้กำลัง “กมลศักดิ์” เผยมีข้อมูลฝึกซ้อมยิงปืนก่อนลงมือก่อเหตุ

พันตำรวจเอกทวี สอดส่อง ได้เปิดเผยข้อมูลสำคัญในคดีลอบสังหารที่นายกมลศักดิ์รอดชีวิตมาได้อย่างหวุดหวิด โดยยืนยันว่ามีหลักฐานชัดเจนเรื่องรถที่ใช้ในการก่อเหตุถึง 2 คัน รวมถึงรถโตโยต้าฟอร์จูนเนอร์ที่ติดตามจากสนามบินหาดใหญ่ พรรคประชาชาติตั้งข้อสังเกตว่าการสืบสวนต้องติดตามรถคันนี้ให้ครบถ้วน นอกจากนี้ ยังมีข้อมูลการฝึกซ้อมยิงปืนก่อนลงมือ ซึ่งเชื่อว่าเป็นความผิดพลาดทางเทคนิคของผู้ก่อเหตุ ทำให้เหยื่อรอดชีวิต

ทวี กล่าวอย่างมั่นใจว่า มีการบงการจ้างวานฆ่าจากผู้มีอำนาจอย่างชัดเจน โดยจุดเชื่อมโยงสำคัญอยู่ในจังหวัดนราธิวาส จึงเรียกร้องให้ชุดสืบสวนทำงานอย่างรอบคอบและเป็นอิสระ รวมถึงสนับสนุนการตั้งคณะกรรมการอิสระเพื่อตรวจสอบคดีนี้

ข้อมูลสำคัญที่ถูกเผยแพร่ในเหตุการณ์นี้

  • รถ 2 คันที่ใช้ก่อเหตุ รวมฟอร์จูนเนอร์จากสนามบินหาดใหญ่
  • หลักฐานฝึกซ้อมยิงปืนก่อนลงมือ ซึ่งเป็นจุดอ่อนของผู้ก่อเหตุ
  • ความเชื่อมั่นว่ามีผู้บงการระดับสูงสั่งการ
  • ข้อเรียกร้องใช้หลักนิติวิทยาศาสตร์แทนพึ่งพาพยานบุคคล

นายอับดุลเราะมัน มอลอ ได้เน้นย้ำว่า คดีนี้ไม่ใช่แค่เรื่องส่วนตัว แต่กระทบความมั่นคงและความปลอดภัยของประชาชนทั้งพื้นที่ การสืบสวนต้องยกระดับด้วยเทคโนโลยีและนิติวิทยาศาสตร์ที่ดัดแปลงไม่ได้ พร้อมเตือนห้ามด้อยค่าความน่าเชื่อถือของเหยื่อด้วยกระแสสังคมหรือข้อมูลเท็จ

เสียงจาก ส.ส. ร่วมละหมาดฮายัติ

นายรอมฎอน ปันจอร์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ที่มาร่วมละหมาดฮายัติ ชี้ให้เห็นนัยยะสำคัญของการละหมาดครั้งนี้ว่า เป็นภาษาสื่อสารตรงจากประชาชน สะท้อนความกังวลเรื่องความปลอดภัย ความภาคภูมิใจในสถาบันศาสนา และความรู้สึกถูกคุกคาม ซึ่งเป็นประเด็นสังคมและการเมืองที่รัฐบาลต้องรับฟัง

แม้จะจับกุมผู้ก่อเหตุบางส่วนแล้ว แต่คดียังไม่คลี่คลาย โดยเฉพาะผู้บงการตัวจริง ท่ามกลางการใส่ร้ายป้ายสีในโซเชียลมีเดีย พรรคการเมืองทั้งสองขอให้รัฐบาลกำชับเจ้าหน้าที่ทำงานตรงไปตรงมา เพื่อกู้คืนความเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรม

เหตุการณ์“ทวี” ให้กำลัง “กมลศักดิ์” เผยมีข้อมูลฝึกซ้อมยิงปืนก่อนลงมือก่อเหตุนี้ ชี้ให้เห็นถึงปัญหาความไม่โปร่งใสในคดีสำคัญที่กระทบประชาชนในพื้นที่ขัดแย้ง การใช้หลักฐานทางวิทยาศาสตร์จะช่วยคลี่คลายปมปริศนาได้จริง ผู้เขียนเห็นว่าการเมืองในภาคใต้ต้องการความยุติธรรมที่แท้จริง เพื่อสร้างสันติภาพยั่งยืน

คุณคิดอย่างไรกับคดีนี้? แชร์ความเห็นในคอมเมนต์และติดตามข่าวอัปเดตเพื่อไม่พลาดข้อมูลสำคัญ!

ที่มา – “ทวี” ให้กำลัง “กมลศักดิ์” เผยมีข้อมูลฝึกซ้อมยิงปืนก่อนลงมือก่อเหตุ

หัวหน้าพรรคประชาชาติเรียกร้องเร่งสอบคนบงการยิง ส.ส.กมลศักดิ์

สวัสดีครับเพื่อนๆ ชาวบล็อกข่าวการเมืองวันนี้เรามาพูดถึงประเด็นร้อนที่กำลังเป็นที่สนใจของประชาชนในภาคใต้กันครับ คือ หัวหน้าพรรคประชาชาติ เรียกร้องตำรวจเร่งสอบสวนหาตัวคนบงการจ้างมือปืนยิง สส.กมลศักดิ์ เหตุการณ์ลอบยิง ส.ส.กมลศักดิ์ ลีวาเมาะ จากพรรคประชาชาติ เขต 5 จังหวัดนราธิวาส ด้วยอาวุธสงคราม M16 เมื่อคืนวันที่ 19-20 มีนาคม 2567 หลังจากการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี ถือเป็นคดีอุกฉกรรจ์ที่สร้างความสะเทือนใจให้กับทุกคน โดยเฉพาะในพื้นที่ที่ยังคงมีความอ่อนไหวด้านความมั่นคง

หัวหน้าพรรคประชาชาติ เรียกร้องตำรวจเร่งสอบสวนหาตัวคนบงการจ้างมือปืนยิง สส.กมลศักดิ์

วันที่ 25 มีนาคม 2567 พันตำรวจเอกทวี สอดส่อง หัวหน้าพรรคประชาชาติ ได้แถลงข่าวพร้อม ส.ส.กมลศักดิ์ โดยเรียกร้องให้เจ้าหน้าที่ตำรวจเร่งรัดการสืบสวน หาตัวผู้บงการและผู้จ้างวานมือปืนที่ลงมือกราดยิงอย่างโหดร้าย พันตำรวจเอกทวี ย้ำว่าคดีนี้เกิดขึ้นบนถนนสายหลักเข้าเมืองนราธิวาส ซึ่งเป็นจุดที่ฝ่ายความมั่นคงต้องรับผิดชอบสูงสุด "ไม่มีใครมีสิทธิ์ถูกฆ่าด้วยอาวุธสงคราม โดยเฉพาะ ส.ส.ที่ได้คะแนนเสียงสูงสุด เป็นตัวแทนประชาชน หากตัวแทนยังไม่ปลอดภัย แล้วประชาชนจะปลอดภัยได้อย่างไร" ท่านกล่าวอย่างหนักแน่น

เหตุการณ์ลอบยิง ส.ส.กมลศักดิ์ เกิดขึ้นอย่างไร

จากรายงาน คนร้ายขับรถลงจากสนามบินหาดใหญ่ เดินทางตรงมาถึงบริเวณบ้านพักของ ส.ส.กมลศักดิ์ แล้วใช้อาวุธ M16 กราดยิงใส่รถของ ส.ส. และทีมติดตาม รวมถึงคนขับรถ โชคดีที่ ส.ส.รอดชีวิตมาได้ แต่เหตุการณ์นี้แสดงให้เห็นถึงการวางแผนอย่างเป็นขบวนการ พรรคประชาชาติเชื่อว่านายกฯ ได้รับปากแล้วว่าจะเร่งติดตามคดีให้เร็วที่สุด โดยใช้หลักวิทยาศาสตร์ในการสืบสวน

ข้อเสนอแนะจากหัวหน้าพรรคประชาชาติ

พันตำรวจเอกทวี เสนอแนวทางสำคัญเพื่อป้องกันเหตุซ้ำรอย โดยเฉพาะการควบคุมอาวุธสงครามในพื้นที่ภาคใต้ที่ใฝ่ฝันถึงสันติภาพ

  • ทำประวัติผู้ครอบครองปืนทุกชนิด: ทุกกระสุน ทุกอาวุธต้องมีการบันทึกประวัติ ลายเซ็นเจ้าของ เพื่อตรวจสอบย้อนกลับได้ทันที
  • เพิ่มระบบแจกจ่ายอาวุธให้เจ้าหน้าที่รัฐ: ต้องมีระบบตรวจสอบเข้มงวด ห้ามแจกจ่ายแบบไม่บันทึก
  • เร่งสืบสวนผู้บงการ: ไม่ใช่แค่มือปืน แต่ต้องถึงตัวการใหญ่ที่อยู่เบื้องหลัง

"ถึงเวลาแล้วที่อาวุธสงครามต้องหายไปจากมือประชาชน และเจ้าหน้าที่ต้องมีระบบตรวจสอบชัดเจน" พันตำรวจเอกทวีย้ำ พรรคประชาชาติทำงานเพื่ออุดมการณ์ยุติธรรม ความเสมอภาค และสันติสุขในภาคใต้ แต่เหตุการณ์นี้ทำให้ทุกคนตื่นตัว

มุมมองจาก ส.ส.กมลศักดิ์ ลีวาเมาะ

ตัว ส.ส.กมลศักดิ์ เอง เผยว่า ชาวบ้านในพื้นที่เคยเตือนให้ระวังตัว เคยบอกให้เดินทางเป็นกลุ่มเสมอ ตนเองจึงระมัดระวังมาตลอด แต่ยังไม่ปักใจไปที่มูลเหตุใดแน่นอน ไม่ว่าจะการเมืองหรือเรื่องอื่นๆ ขอให้ตำรวจเร่งสืบให้ถึงที่สุด นายกฯ ก็รับปากช่วยเร่งแล้ว หวังว่าคดีจะคลี่คลายเร็วๆ นี้

เหตุการณ์ หัวหน้าพรรคประชาชาติ เรียกร้องตำรวจเร่งสอบสวนหาตัวคนบงการจ้างมือปืนยิง สส.กมลศักดิ์ ไม่ใช่แค่คดีธรรมดา แต่สะท้อนปัญหาความมั่นคงในพื้นที่ชายแดนใต้ที่ยังต้องแก้ไขอย่างเร่งด่วน การเมืองต้องเดินหน้าเพื่อประชาชน แต่ความปลอดภัยต้องมาก่อน หากปล่อยให้เกิดซ้ำ จะกระทบต่อสันติภาพที่ทุกคนปรารถนา

ในมุมมองของผม เหตุการณ์นี้เป็นสัญญาณเตือนว่าต้องมีมาตรการเข้มงวดกับอาวุธปืนและการสืบสวนคดีใหญ่ๆ มากขึ้น คุณล่ะคิดเห็นอย่างไร? คิดว่าคนบงการคือใคร หรือควรมีมาตรการอะไรเพิ่ม? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่างได้เลยครับ และอย่าลืมแชร์บทความนี้เพื่อให้ข่าวสารแพร่กระจาย สร้างแรงกดดันให้เจ้าหน้าที่ทำงานให้ดีที่สุด!

ที่มา – หัวหน้าพรรคประชาชาติ เรียกร้องตำรวจเร่งสอบสวนหาตัวคนบงการจ้างมือปืนยิง สส.กมลศักดิ์

พล.อ.รังษี พร้อมร่วมรัฐบาล ปราบสแกมเมอร์ชายแดน

ในสถานการณ์การเมืองไทยที่กำลังร้อนระอุ พล.อ.รังษี กิติญาณทรัพย์ หัวหน้าพรรคเศรษฐกิจ ได้ออกมาแสดงจุดยืนชัดเจนว่า พล.อ.รังษี พร้อมร่วมรัฐบาล เพื่อแก้ไขปัญหาเรื้อรังของชาติ โดยเฉพาะการปราบปรามแก๊งสแกมเมอร์และปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา ซึ่งเป็นประเด็นที่ประชาชนเดือดร้อนมานาน

พล.อ.รังษี พร้อมร่วมรัฐบาล ลุยแก้ปัญหาสแกมเมอร์และชายแดน

วันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2567 (แก้ปีจาก original ที่อาจผิด) พล.อ.รังษี ให้สัมภาษณ์ในรายการ เจาะลึกทั่วไทย Inside Thailand ย้ำว่าพรรคเศรษฐกิจยังคงมุ่งมั่นทำงานบริหารประเทศเต็มสูบ หากได้รับโอกาสเข้าไปในรัฐบาล จะรับผิดชอบภารกิจสำคัญทันที ไม่ว่าจะเป็นด้านเศรษฐกิจ ความมั่นคง หรือการปราบอาชญากรรมข้ามชาติ พล.อ.รังษี กล่าวอย่างหนักแน่นว่า “ถ้ามอบความรับผิดชอบให้ผม ไม่ว่าจะเป็นเรื่องปราบสแกมเมอร์ เรื่องความมั่นคง ผมรับทันที ผมพร้อมทำงานจริง”

ปัญหาแก๊งคอลเซ็นเตอร์และสแกมเมอร์กลายเป็นภัยร้ายที่สร้างความเสียหายให้คนไทยนับพันล้านบาทต่อปี โดยเฉพาะผู้สูงอายุและประชาชนทั่วไปที่ตกเป็นเหยื่อโทรศัพท์หลอกลวงหรือแอปพลิเคชันปลอม พล.อ.รังษี มองว่าต้องตัดวงจรเหล่านี้ให้สิ้นซาก ด้วยมาตรการเข้มงวดทั้งเทคโนโลยีและกำลังทหาร ขณะที่ปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา ก็เป็นจุด nóng ที่มีทั้งการบุกรุกดินแดน การค้าของเถื่อน และอาชญากรรมข้ามชาติซ่อนตัว ทำให้ประชาชนชายแดนเดือดร้อน

พล.อ.รังษี พร้อมร่วมรัฐบาล เน้นแก้ปัญหาเป็นรูปธรรม

สิ่งที่น่าสนใจคือ พรรคเศรษฐกิจของ พล.อ.รังษี ไม่ได้ต้องการอำนาจเชิงสัญลักษณ์ แต่เน้น “แก้ปัญหาเป็นรูปธรรม” เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชน พรรคมี ส.ส. เพียง 3 คน แต่ทุกคนรวมใจยึดแนวทางเดียวกัน โดยหัวหน้าพรรคเป็นผู้ตัดสินใจหลัก พล.อ.รังษี ยืนยันว่า “ผมคุยกันรู้เรื่องแล้ว เรื่องสำคัญอยู่ที่หัวหน้าพรรค ทุกคนทำงานไปในทิศทางเดียวกัน” ด้วยประสบการณ์บริหารบุคลากรจำนวนมากจากอดีตนายทหาร ทำให้มั่นใจในการกำกับดูแลทีมได้อย่างมีประสิทธิภาพ

นอกจากนี้ พล.อ.รังษี ยังเลือกอยู่ลำดับที่ 10 ในบัญชีรายชื่อนายกฯ โดยตั้งใจ เพื่อเปิดทางให้คนรุ่นใหม่ “ผมอยากให้คนรุ่นใหม่เข้ามาทำงาน ไม่อยากเอา ส.ส. แก่ ที่ไม่ปล่อยให้รุ่นใหม่ได้ทำงาน” หากอยากยึดอำนาจ สามารถลงลำดับ 1 ได้ แต่เลือกสร้างวัฒนธรรมการเมืองแบบทีมเวิร์ค “ถ้าผมเป็นหัวหน้าพรรคแบบเผด็จการ ผมลงเบอร์หนึ่งไปแล้ว แต่ผมไม่เอา ผมเอาเรื่องงานเป็นหลัก”

แผนงานสำคัญที่ พล.อ.รังษี พร้อมร่วมรัฐบาล

พรรคเศรษฐกิจพร้อมร่วมมือทุกฝ่ายบนหลักโปร่งใส ยึดประโยชน์ชาติเป็นหลัก นี่คือแผนงานเด่น:

  • ปราบสแกมเมอร์: จัดการเครือข่ายคอลเซ็นเตอร์ ตัดเส้นทางการเงินผิดกฎหมาย ร่วมมือนานาชาติ
  • ปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา: เสริมกำลังดูแลแนวชายแดน ป้องกันบุกรุก แก้ไขข้อพิพาทอย่างสันติ
  • ฟื้นฟูเศรษฐกิจ: สนับสนุน SME และการท่องเที่ยวชายแดน สร้างงานยั่งยืน
  • ความมั่นคง: ปรับโครงสร้างกองทัพให้มีประสิทธิภาพ ลดการเมืองในกองทัพ

ด้วยวิสัยทัศน์เช่นนี้ พล.อ.รังษี จึงเป็นตัวเลือกที่น่าจับตามองในการจัดตั้งรัฐบาลครั้งใหม่

ในมุมมองของผู้เขียน ท่าทีของ พล.อ.รังษี แสดงถึงผู้นำที่เน้นผลงานจริง ไม่ใช่เกมการเมืองเก่าๆ หากได้ร่วมรัฐบาล น่าจะช่วยลดปัญหาสแกมเมอร์ได้มาก และสร้างความสงบสุขชายแดน คุณคิดเห็นอย่างไร? คอมเมนต์ด้านล่างเพื่อแลกเปลี่ยนความเห็น และกดแชร์หากเห็นด้วย! ติดตามข่าวการเมืองอัปเดตที่เว็บไซต์ของเรา

ที่มา – “พล.อ.รังษี” พร้อมร่วมรัฐบาล แก้ปัญหาปราบสแกมเมอร์-ปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา

Scroll to top