ความมั่นคงทางพลังงาน

“อนุทิน” ชี้โลกเปลี่ยน ไทยต้องปรับ ตั้งเอกนิติแลนด์บริดจ์

สวัสดีครับเพื่อนๆ ชาวบล็อก! วันนี้เรามาพูดถึงข่าวสำคัญที่กำลังเป็นกระแสในแวดวงการเมืองและเศรษฐกิจไทยกันดีกว่า นั่นคือ “อนุทิน” ชี้โลกเปลี่ยน ไทยต้องปรับ โดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้ประกาศตั้ง “เอกนิติ” นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯ และรัฐมนตรีคลัง เป็นประธานคณะกรรมการศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการแลนด์บริดจ์ นี่เป็นก้าวสำคัญที่แสดงให้เห็นว่ารัฐบาลกำลังปรับตัวรับมือกับสถานการณ์โลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

“อนุทิน” ชี้โลกเปลี่ยน ไทยต้องปรับ

ในวันที่ 4 พ.ค. 2569 นายอนุทิน ได้ชี้แจงถึงกระแสความเห็นที่แตกต่างกันระหว่างรัฐมนตรี 2 ท่าน คือ นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกฯ และรัฐมนตรีคมนาคม กับนายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีอุตสาหกรรม เกี่ยวกับโครงการแลนด์บริดจ์ โดยย้ำว่าไม่มีปัญหาอะไร เป็นแค่การพูดคนละมุมมองเท่านั้น สิ่งที่รัฐบาลจะทำคือตั้งคณะกรรมการนำโดย “เอกนิติ” เพื่อศึกษาทุกมิติ ไม่ว่าจะเป็นภูมิรัฐศาสตร์ ความคุ้มทุนด้านการลงทุน โลจิสติกส์ และผลกระทบที่เกี่ยวข้องทั้งหมด

ทำไม “อนุทิน” ชี้โลกเปลี่ยน ไทยต้องปรับ? เพราะบริบทโลกตอนนี้ไม่เหมือนเดิมแล้ว สมัยก่อนผลศึกษาอาจจะมองแบบเก่า แต่ปัจจุบันมีปัจจัยใหม่ๆ เข้ามา เช่น ความมั่นคงพลังงาน ภูมิรัฐศาสตร์ที่ตึงเครียด การค้าที่เสี่ยงจากช่องแคบฮอร์มุซหรือช่องแคบมะละกา ถ้าปิดหรือเก็บค่าผ่านทางแพง ไทยจะเดือดร้อนแน่ ไทยต้องมียุทธศาสตร์ยืนด้วยตัวเอง ลดการพึ่งพิงเส้นทางทะเลที่ไม่แน่นอน

ตั้ง “เอกนิติ” นั่งประธานคณะกรรมการศึกษาโครงการแลนด์บริดจ์

โครงการแลนด์บริดจ์คืออะไร? 简单ๆ คือโครงการเชื่อมแผ่นดินทางบก โดยสร้างท่าเรือน้ำลึกที่ชุมพร (ฝั่งอ่าวไทย) และสงขลา (ฝั่งอันดามัน) พร้อมรางรถไฟคาร์โกเชื่อมต่อ เพื่อขนสินค้าข้ามคอขานกระบี่ ลดระยะทางและเวลาจากเดิมที่ต้องอ้อมช่องแคบมะละกา แม้ต้นทุนคาร์โก้สูง แต่ต้องดูภาพรวมทั้งความสะดวก ความเร็ว และความมั่นคง รัฐบาลตั้งเป้าสรุปผลศึกษาใหม่ภายใน 90 วัน

นโยบายนี้ไม่ใช่ของใหม่สำหรับพรรคภูมิใจไทยนะครับ พูดมาตั้งแต่ปี 2562 สมัยนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ เป็นรัฐมนตรีคมนาคม ก็ผลักดันแล้ว ครั้งนี้เป็นการต่อยอด เพื่อให้ไทยแข็งแกร่งขึ้นในยุคที่เพื่อนบ้านแทบไม่มีแล้ว อย่างที่ “อนุทิน” บอกเอง

ส่วนผลโพลนิด้าในภาคใต้ที่บอกว่าประชาชนเห็นด้วยแต่ยังไม่เข้าใจรายละเอียด รัฐบาลต้องสื่อสารให้ชัด คุณประโยชน์ส่วนรวมสำคัญที่สุด แม้บางพื้นที่ 14 จังหวัดใต้จะมีคัดค้าน แต่ก็มีเห็นด้วย ทุกอย่างขึ้นกับข้อมูลจากการศึกษา

นายกฯ ยังย้ำถึงวิสัยทัศน์เก่า “ให้ไทยไม่มีน้ำมันแต่มีอาหาร” โดยแลนด์บริดจ์จะช่วยขนส่งอาหารไทยไปทั่วโลกได้เร็วขึ้น ไม่ต้องกลัวช่องแคบปิดหรือถูกขู่เก็บเงินแพง ไทยต้องเปลี่ยนรูปแบบ ลดการกินน้ำใต้คอ

และเรื่องที่หลายคนห่วง คือกลัวเอื้อนายทุน? “อนุทิน” ตอบชัด เอื้อใครไม่เคยเห็นสักคน 7-8 ปีที่ผ่านมา รัฐบาลพิสูจน์แล้วว่าทำเพื่อชาติ ไม่เอื้อพวกพ้อง ตอนนี้เหลือแต่ ส.ส. เพื่อนข้างนอกหายเกลี้ยง!

ประโยชน์ของโครงการแลนด์บริดจ์ที่ไม่ควรมองข้าม

  • เพิ่มความมั่นคงโลจิสติกส์: ลดความเสี่ยงจากความขัดแย้งทางทะเล
  • กระตุ้นเศรษฐกิจภาคใต้: สร้างงาน สร้างรายได้ให้ 14 จังหวัด
  • ยกระดับไทยเป็นฮับภูมิภาค: ดึงดูดการลงทุน ค้าขายกับจีน อินเดีย
  • ส่งออกอาหารเร็วขึ้น: ไทยเป็นคลังอาหารโลก แต่ต้องขนส่งปลอดภัย
  • คุ้มทุนระยะยาว: ศึกษาใหม่ให้ตรงบริบทปัจจุบัน

จากมุมมองผม โครงการนี้มีศักยภาพสูงมาก ถ้าศึกษาดีและโปร่งใส จะช่วยให้ไทยยืนหยัดในโลกที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็วได้จริงๆ ไม่ใช่แค่นโยบาย แต่เป็นอนาคตของชาติ

คุณคิดเห็นอย่างไรกับ “อนุทิน” ชี้โลกเปลี่ยน ไทยต้องปรับ และโครงการแลนด์บริดจ์นี้? เห็นด้วยหรือกังวลเรื่องอะไร? คอมเมนต์มาบอกกันด้านล่างเลยครับ แชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ ด้วยนะ จะได้ช่วยกันติดตามพัฒนาการ!

ที่มา – “อนุทิน” ชี้โลกเปลี่ยน ไทยต้องปรับ ตั้ง “เอกนิติ” นั่งประธานคณะกรรมการศึกษาโครงการแลนด์บริดจ์

“สีหศักดิ์” หารือ ปธน.เมียนมา ยกระดับแก้ปัญหาข้ามแดน

“สีหศักดิ์” หารือ ปธน.เมียนมา เห็นพ้องความร่วมมือหลายด้าน ยกระดับแก้ไขปัญหาข้ามแดน เป็นข่าวดีที่หลายคนจับตามอง โดยเฉพาะคนที่สนใจความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับเมียนมา สมัยนี้ปัญหาชายแดนมันเยอะแยะ ไม่ว่าจะยาเสพติด อาชญากรรมออนไลน์ หรือหมอกควันข้ามแดน การหารือครั้งนี้เลยสำคัญมาก

“สีหศักดิ์” หารือ ปธน.เมียนมา เห็นพ้องความร่วมมือหลายด้าน ยกระดับแก้ไขปัญหาข้ามแดน

วันที่ 22 เมษายน 2569 นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของไทย ได้เดินทางเยือนเมียนมาและเข้าเยี่ยมคารวะ พลเอกอาวุโส มิน ออง ไลง์ หรือที่รู้จักกันในชื่อ มิน อ่อง หล่าย ประธานาธิบดีเมียนมา ณ กรุงเนปยีดอ การพบปะครั้งนี้ไม่ใช่แค่ทักทายกันธรรมดา แต่เป็นการหารือเชิงลึกเพื่อเสริมสร้างความสัมพันธ์ให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น

รายละเอียดการหารือที่เห็นพ้องกัน

ทั้งสองฝ่ายเห็นตรงกันที่จะเพิ่มความร่วมมือในหลายด้านหลักๆ เลยนะครับ เช่น

  • ความมั่นคงชายแดน: ร่วมมือปราบปรามขบวนการที่ก่อความไม่สงบ
  • การค้าชายแดน: ส่งเสริมการค้าขายให้คึกคัก ลดภาษี สร้างจุดผ่านแดนใหม่
  • การลงทุน: เชิญชวนนักลงทุนไทยไปเมียนมา โดยเฉพาะในเขตเศรษฐกิจพิเศษ
  • ความมั่นคงทางพลังงาน: ร่วมพัฒนาโครงการก๊าซธรรมชาติและไฟฟ้า
  • ความร่วมมือเพื่อการพัฒนา: ช่วยเหลือด้านโครงสร้างพื้นฐาน การศึกษา สุขภาพ

ที่สำคัญคือการยกระดับแก้ไขปัญหาข้ามแดน ซึ่งเป็น痛点ใหญ่ของทั้งสองประเทศ ปัญหาเหล่านี้ได้แก่ ยาเสพติดที่ไหลทะลัก อาชญากรรมออนไลน์ที่โจรกรรมข้อมูลข้ามชาติ หมอกควันจากไฟป่า และมลพิษในแม่น้ำสาละวินและแม่น้ำอื่นๆ ที่กระทบสิ่งแวดล้อม

นายสีหศักดิ์ยังย้ำจุดยืนของไทยว่า เราพร้อมเป็นสะพานเชื่อมเมียนมากับอาเซียน และสนับสนุนสันติภาพที่ยั่งยืนในเมียนมาให้เกิดขึ้นจริง ไม่ใช่แค่พูดเล่นๆ แต่มีแผนงานชัดเจน เช่น การเจรจาสันติภาพ การช่วยเหลือมนุษยธรรม

สีหศักดิ์ หารือ มิน อ่อง หล่าย
การหารือสองฝ่าย
ความร่วมมือชายแดน
ภาพการประชุม

ทำไม “สีหศักดิ์” หารือ ปธน.เมียนมา ครั้งนี้ถึงสำคัญ

ความสัมพันธ์ไทย-เมียนมามีมานานตั้งแต่สมัยอยุธยา แต่ยุคนี้ต้องเผชิญปัญหาใหม่ๆ เช่น สงครามกลางเมืองในเมียนมาที่ทำให้ผู้ลี้ภัยไหลเข้าชายแดนไทย การค้าชายแดนที่เคยคึกคักตอนนี้ติดขัดเพราะความไม่แน่นอน ปัญหายาเสพติดยิ่งหนัก เพราะเมียนมาเป็นแหล่งผลิตหลักของยาบ้าที่เข้าสู่ไทย

การยกระดับแก้ไขปัญหาข้ามแดนครั้งนี้ จะช่วยให้ทั้งสองประเทศได้ประโยชน์ เช่น ลดอาชญากรรม เพิ่มการค้า สร้างสิ่งแวดล้อมที่ดีขึ้น และที่สำคัญคือความมั่นคงของประชาชนชายแดนทั้งสองฝั่ง ไทยยังสามารถใช้บทบาทในอาเซียนช่วยผลักดันให้เมียนมากลับสู่ประชาคมได้เร็วขึ้น

ในมุมมองผม การหารือ “สีหศักดิ์” หารือ ปธน.เมียนมา เห็นพ้องความร่วมมือหลายด้าน ยกระดับแก้ไขปัญหาข้ามแดน ครั้งนี้เป็นก้าวสำคัญที่แสดงถึง外交ไทยที่ proactive และเน้นผลประโยชน์ประชาชน มันไม่ใช่แค่แก้ปัญหาเฉพาะหน้า แต่สร้างฐานรากความสัมพันธ์ระยะยาว

คุณล่ะคิดยังไงกับการหารือครั้งนี้? มันจะช่วยลดปัญหายาเสพติดได้จริงไหม หรือมีมุมอื่นที่ควรจับตา? มาคุยกันในคอมเมนต์ด้านล่างได้เลยนะครับ ติดตามข่าวอัปเดตความสัมพันธ์ไทย-เมียนมาเพิ่มเติมที่นี่!

ที่มา – “สีหศักดิ์” หารือ ปธน.เมียนมา เห็นพ้องความร่วมมือหลายด้าน ยกระดับแก้ไขปัญหาข้ามแดน

โรงกลั่น APAC ทยอยลดกำลังการผลิต บางแห่งหยุดเครื่องชั่วคราว

ในสถานการณ์โลกที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน โรงกลั่น APAC ทยอยลดกำลังการผลิต บางแห่งถึงขั้นหยุดเดินเครื่องชั่วคราว กลายเป็นข่าวใหญ่ที่สร้างความกังวลให้กับอุตสาหกรรมพลังงานในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก สาเหตุหลักมาจากวิกฤตขาดแคลนน้ำมันดิบอันเนื่องมาจากความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ อิสราเอล และอิหร่าน ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อเส้นทางการขนส่งสำคัญอย่างช่องแคบฮอร์มุซ

โรงกลั่น APAC ทยอยลดกำลังการผลิต บางแห่งถึงขั้นหยุดเดินเครื่องชั่วคราว

รายงานเมื่อวันที่ 18 เมษายน 2569 เผยว่า โรงกลั่นน้ำมันรายใหญ่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเฉพาะสิงคโปร์และมาเลเซีย กำลังเผชิญปัญหาหนักหน่วงจนต้องปรับลดกำลังการผลิตลงอย่างเห็นได้ชัด บางแห่งเช่น Prefchem ในมาเลเซีย ได้ประกาศปิดหน่วยกลั่นหลักไปแล้ว ขณะที่ยักษ์ใหญ่อย่าง ExxonMobil และ SRC ในสิงคโปร์ ลดกำลังการผลิตเหลือเพียง 50-60% ของกำลังการผลิตปกติ

สาเหตุสำคัญคือ การนำเข้าน้ำมันดิบจากตะวันออกกลางซึ่งเป็นแหล่งวัตถุดิบหลักกว่า 65-70% ถูกขัดขวางจากการระงับเส้นทางช่องแคบฮอร์มุซ ส่งผลให้เกิดความล่าช้าทั้งในด้านการส่งมอบน้ำมันสำเร็จรูปและผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีไปยังตลาดทั่วภูมิภาค ทำให้ห่วงโซ่อุปทานทั้งหมดสะดุด

ผลกระทบต่ออุตสาหกรรมพลังงานใน APAC

โรงกลั่น APAC ทยอยลดกำลังการผลิต บางแห่งถึงขั้นหยุดเดินเครื่องชั่วคราว ไม่เพียงส่งผลต่อผู้ประกอบการเท่านั้น แต่ยังกระทบต่อราคาน้ำมันและผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องในตลาดเอเชีย ผู้บริโภคอาจเผชิญกับราคาที่สูงขึ้นและการขาดแคลนในบางพื้นที่ นอกจากนี้ ยังมีผลต่อเศรษฐกิจโดยรวม โดยเฉพาะอุตสาหกรรมที่พึ่งพาน้ำมัน เช่น การขนส่ง การผลิต และปิโตรเคมี

ผู้ประกอบการส่วนใหญ่เลือกปรับตัวตามหลักธุรกิจ โดยพิจารณาปัจจัยต้นทุนและความเสี่ยง ทำให้เกิดการลดกำลังการผลิตในหลายประเทศ เช่น อินโดนีเซีย ไทย และเวียดนาม ที่เริ่มมีสัญญาณคล้ายกัน

ปตท. ยืนหยัดเดินเครื่องผลิตปกติ

แตกต่างจากเพื่อนบ้าน บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ยังคงเดินเครื่องโรงกลั่นตามปกติ เพื่อรักษาความมั่นคงทางพลังงานของประเทศไทย ปตท. ได้วางแผนล่วงหน้าโดยจัดหาน้ำมันดิบจากตะวันออกกลางปริมาณ 2 ล้านบาร์เรล ซึ่งกำลังขนส่งด้วยเรือ Serifos และใกล้ถึงไทยแล้ว แม้จะต้องเผชิญราคาน้ำมันดิบที่พุ่งสูงถึง 130 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล

กลยุทธ์จัดหาวัตถุดิบของปตท.

การตัดสินใจนี้เกิดขึ้นท่ามกลางตลาดโลกที่ตึงตัว ปตท. ยอมรับความเสี่ยงขาดทุนระยะสั้นราว 500-1,000 ล้านบาท หากราคาน้ำมันปรับตัวลดลง แต่ประเด็นสำคัญคือการรับประกัน供給พลังงานให้ประชาชนและอุตสาหกรรมไทยไม่สะดุด สะท้อนถึงวิสัยทัศน์ที่ให้ความสำคัญกับประเทศชาติเหนือผลกำไรระยะสั้น

นอกจากนี้ ปตท. ยังมีแผนสำรองในการกระจายแหล่งนำเข้าน้ำมันดิบจากภูมิภาคอื่น เช่น รัสเซียและแอฟริกา เพื่อลดความเสี่ยงในอนาคต การดำเนินงานที่มั่นคงนี้ช่วยให้ไทยหลีกเลี่ยงวิกฤตพลังงานที่เพื่อนบ้านกำลังเผชิญ

อนาคตของอุตสาหกรรมโรงกลั่นใน APAC

สถานการณ์โรงกลั่น APAC ทยอยลดกำลังการผลิต บางแห่งถึงขั้นหยุดเดินเครื่องชั่วคราว อาจยืดเยื้อหากความขัดแย้งในตะวันออกกลางไม่คลี่คลาย ผู้ประกอบการควรเร่งหาแหล่งวัตถุดิบทางเลือกและลงทุนในเทคโนโลยีพลังงานหมุนเวียนเพื่อความยั่งยืน ในขณะที่ไทยภายใต้การนำของปตท. กำลังแสดงให้เห็นถึงแบบอย่างที่ดี

ความมั่นคงทางพลังงานคือหัวใจสำคัญของการพัฒนาประเทศ หากปราศจากมัน เศรษฐกิจจะสะดุดได้ง่าย ดังนั้น การติดตามสถานการณ์โลกและวางแผนเชิงรุกจึงเป็นสิ่งจำเป็น

คุณคิดอย่างไรกับสถานการณ์นี้? แชร์ความเห็นในคอมเมนต์และติดตามข่าวสารพลังงานเพิ่มเติมเพื่อไม่พลาดอัปเดตสำคัญ

ที่มา – โรงกลั่น APAC ทยอยลดกำลังการผลิต บางแห่งถึงขั้นหยุดเดินเครื่องชั่วคราว

“หมอวรงค์” แฉโกงน้ำมันชาติ ดีเซลหาย 700 ล้านลิตร

ล่าสุดมีประเด็นร้อนที่ทำให้ชาวเน็ตและประชาชนทั่วไปตื่นเต้นกันมาก เมื่อ “หมอวรงค์” แฉขบวนการโกงน้ำมันชาติ รัฐบาลจำนนต่อหลักฐาน พบดีเซลหายปริศนา 700 ล้านลิตร โดยนพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม หัวหน้าพรรคไทยภักดี ได้ออกมาโพสต์คลิปแฉความไม่โปร่งใสในวงการพลังงานของไทย ซึ่งเรื่องนี้ถูกพูดถึงอย่างกว้างขวางเพราะเกี่ยวข้องกับความมั่นคงทางพลังงานและกระเป๋าตังค์ของประชาชนโดยตรง

“หมอวรงค์” แฉขบวนการโกงน้ำมันชาติ รัฐบาลจำนนต่อหลักฐาน พบดีเซลหายปริศนา 700 ล้านลิตร

จากคำแถลงของรัฐมนตรีหลายกระทรวง ยิ่งตอกย้ำว่ามีการทุจริตครั้งใหญ่ที่กำลังกัดกินงบประมาณและความเชื่อมั่นของรัฐบาล หมอวรงค์ได้สรุปประเด็นสำคัญ 8 ข้อที่ชี้ให้เห็นความผิดปกติร้ายแรง โดยเฉพาะในช่วงเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ท่ามกลางวิกฤตดีเซลขาดแคลน โรงกลั่นน้ำมัน 6 แห่งกลับผลิตและระบายสต็อกดีเซลออกมามากกว่าปกติถึง 700 ล้านลิตร ส่งไปยังคลังและปั๊มน้ำมัน แต่ประชาชนกลับต้องต่อคิวยาวเหยียดที่ปั๊มอิสระและปั๊มหลอด เพราะโควต้าน้ำมันถูกตัด น้ำมันมหาศาลนี้หายไปไหน? หมอวรงค์ตั้งข้อสังเกตว่าอาจเป็นการรั่วไหลหรือกักตุนเพื่อเก็งกำไรในช่วงราคาขึ้น

กองทุนน้ำมันติดลบหนัก และพิรุธใบกำกับภาษี

อีกประเด็นที่สะเทือนใจคือกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงที่ติดลบกว่า 60,000 ล้านบาท เดิมทีกองทุนนี้ตั้งใจอุดหนุนราคาน้ำมันให้ประชาชน แต่กลับถูกขบวนการทุจริตใช้ประโยชน์ ลักลอบขนน้ำมันที่รัฐช่วยจ่ายอุดหนุนไปขายในประเทศเพื่อนบ้านเพื่อฟันส่วนต่างราคาที่สูงกว่า นอกจากนี้ยังพบหลักฐาน ใบกำกับภาษีไม่ตรงกับยอดจ่ายจากโรงกลั่น และมีน้ำมัน “งอก” เพิ่มขึ้นแบบปริศนาที่ปลายทาง ซึ่งชี้ชัดถึงการโกงที่เป็นระบบ

หัวหน้าพรรคไทยภักดียังขุดคุ้ยข้อมูลเชิงลึก พบว่าแบรนด์น้ำมันยักษ์ใหญ่ 6 ราย กักตุนน้ำมันรวมกว่า 30 ล้านลิตร โดยเฉพาะที่คลังน้ำมันลำลูกกา จ.ปทุมธานี ก่อนจะปรับขึ้นราคาลิตรละ 6 บาทในวันเดียว ซ้ำเติมความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนที่กำลังเผชิญวิกฤตพลังงานอยู่แล้ว การกระทำเช่นนี้ไม่เพียงทำลายเศรษฐกิจ แต่ยังกระทบต่อการขนส่ง สินค้าแพงขึ้น และค่าครองชีพพุ่งสูง

  • โรงกลั่นผลิตดีเซลเกินปกติ 700 ล้านลิตร แต่ปั๊มขาดแคลน
  • กองทุนน้ำมันติดลบ 60,000 ล้านบาท จากการอุดหนุนที่ถูกโกง
  • ลักลอบขายน้ำมันข้ามชายแดน ฟันกำไรส่วนต่าง
  • ใบกำกับภาษีไม่ตรงกัน หลักฐานชัดเจน
  • น้ำมัน “งอก” เพิ่มที่ปลายทางแบบลึกลับ
  • 6 แบรนด์ใหญ่กักตุน 30 ล้านลิตร ก่อนขึ้นราคา 6 บาท/ลิตร
  • คลังลำลูกกาเป็นจุดหลักของการกักตุน
  • รัฐบาลยอมรับหลักฐาน แต่ยังไร้การดำเนินคดีจริงจัง

เรื่องนี้ไม่ใช่แค่ข่าวการเมือง แต่เป็นปัญหาที่กระทบทุกคน โดยเฉพาะผู้ใช้รถใช้ถนนที่ต้องจ่ายแพงขึ้น หมอวรงค์ยืนยันว่าจะเดินหน้าตรวจสอบต่อเนื่องเพื่อลากตัวผู้กระทำผิดจริงๆ มาลงโทษ หากปล่อยไว้ ความมั่นคงพลังงานไทยจะยิ่งพังทลาย

ในมุมมองของผู้เขียน การทุจริตครั้งนี้แสดงให้เห็นช่องโหว่ในระบบกำกับดูแลพลังงานที่ต้องเร่งแก้ไข รัฐบาลควรตั้งคณะกรรมการอิสระตรวจสอบโดยด่วน เพื่อคืนความยุติธรรมให้ประชาชนและฟื้นฟูความเชื่อมั่น

คุณคิดเห็นอย่างไรกับ “หมอวรงค์” แฉขบวนการโกงน้ำมันชาติ รัฐบาลจำนนต่อหลักฐาน พบดีเซลหายปริศนา 700 ล้านลิตร ? แชร์ความคิดเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมแชร์บทความนี้เพื่อให้คนอื่นรับรู้ด้วยกัน!

ที่มา – “หมอวรงค์” แฉขบวนการโกงน้ำมันชาติ รัฐบาลจำนนต่อหลักฐาน พบดีเซลหายปริศนา 700 ล้านลิตร

“อรรถวิชช์” แฉยับวิกฤตน้ำมัน จับพิรุธกักตุน

สวัสดีครับเพื่อนๆ วันนี้เรามาคุยกันแบบเป็นกันเองเกี่ยวกับประเด็นร้อนแรงที่กำลังเป็นกระแส “อรรถวิชช์ แฉยับวิกฤตน้ำมัน” นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี รองหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) ออกมาแฉแบบจัดเต็มในที่ประชุมอภิปรายนโยบายพลังงานของรัฐบาล วันที่ 10 เมษายน 2569 ชี้ให้เห็นปัญหาวิกฤตราคาน้ำมันที่ประชาชนอย่างเรากำลังเจอหนักๆ มันไม่ใช่แค่ราคาแพงธรรมดา แต่มีพิรุธซ่อนอยู่เพียบ โดยเฉพาะขบวนการกักตุนน้ำมันและโยกกำไรเข้าห้องกระเป๋าโรงกลั่นใหญ่ๆ ถ้าคุณกำลังบ่นว่ารถติดน้ำมันแพง มาฟังกันว่ามีอะไรเกิดขึ้นบ้าง

อรรถวิชช์ แฉยับวิกฤตน้ำมัน จับพิรุธขบวนการกักตุน โยกกำไรเข้ากระเป๋าโรงกลั่น

คุณอรรถวิชช์ชำแหละโครงสร้างพลังงานไทยแบบละเอียดยิบ โดยบอกว่าวิกฤตนี้มาจาก 3 ปัจจัยหลัก คือ การกักตุน การขาดแคลน และ ราคาไม่เป็นธรรม อย่างรุนแรง โดยเฉพาะกรณีลดค่าการกลั่น 2 บาทต่อลิตรเมื่อ 9 เมษายน แต่ราคาน้ำมันหน้าปั๊มไม่ลดสักเม็ด! เพราะปรับค่าการตลาดจาก 1.50 บาท พุ่งไป 10.50 บาทเลย เหมือน “เตะหมูเข้าปากหมา” โยกเงินจากช่องหนึ่งไปอีกช่อง เพื่อรักษากำไรให้กลุ่มทุนโรงกลั่น น้ำมันไทยยังอิงราคาตลาดสิงคโปร์ทั้งที่เป็นสต็อกเก่า ต้นทุนต่ำแท้ๆ

พิรุธการกักตุนน้ำมันนอกระบบ

ส่วนเรื่องกักตุน คุณอรรถวิชช์แฉข้อมูลเชิงลึกว่ามีผู้ประกอบการหัวหมอ ซุกน้ำมันไว้ในเรือหรือพื้นที่นอกระบบแถวชายฝั่งสุราษฎร์ธานี สงขลา ทำให้สต็อกในระบบไม่ตรงกับจริง เก็งกำไรส่วนต่างแบบชิลๆ รัฐบาลควรฟิกซ์ราคาน้ำมันปลายทางทั้งขายส่งขายปลีกทันที เพื่อตัดแรงจูงใจพวกนี้

  • ปัญหาหลัก 3 ข้อ:
  • การกักตุนน้ำมันนอกระบบ หลบเลี่ยงตรวจสอบ
  • ปรับค่าการตลาดทดแทนค่าการกลั่น โยกกำไรโรงกลั่น
  • ราคาอิงสิงคโปร์เก่า ไม่สะท้อนต้นทุนจริง ประชาชนจ่ายแพง

คุณอรรถวิชช์เสนอให้เก็บ “ภาษีลาภลอย (Windfall Tax)” ดึงกำไรเกินคืนสู่รัฐ นอกจากนี้ยังเตือนเรื่องขาดแคลนเดือนพฤษภาคม ถ้าช่องแคบฮอร์มุซปิด ต้องให้กระทรวงต่างประเทศเจรจาซื้อน้ำมันตรงจากอิหร่าน เหมือนอินเดียทำ และถ้ากู้เงินชดเชยโรงกลั่น ต้องชดเฉพาะต้นทุนจริง ห้ามรวมกำไรเด็ดขาด มิฉะนั้นประชาชนเสียภาษีฟรี

ข้อเสนอเด็ดขาดจากอรรถวิชช์

คุณอรรถวิชช์เคยประสาน รมว.พาณิชย์ให้ใช้กฎหมายราคาสินค้าและบริการคุมราคา แต่บอกไม่มีอำนาจ (ทั้งที่ทำได้นะ) หรือให้ครม.อนุมัติ ฝากความหวังนายกฯ อนุทิน และ รมว.พลังงาน ใช้ พ.ร.ก.แก้ไขภาวะขาดแคลนน้ำมัน กำหนดราคาขายปลีกชัดเจน เพื่ออยู่เคียงข้างประชาชนจริงๆ

ปัญหานี้กระทบทุกคนเลยครับ ไม่ว่าจะขับรถส่วนตัว ส่งของ หรือธุรกิจขนาดเล็ก ราคาน้ำมันแพงทำให้ค่าครองชีพพุ่ง ถ้ารัฐบาลไม่แก้เด็ดขาด วิกฤตจะยิ่งหนัก ในมุมผมเห็นด้วยสุดๆ กับที่คุณอรรถวิชช์แฉ เพราะมันคือการเอาเปรียบประชาชนชัดๆ ควรมีภาษีลาภลอยและฟิกซ์ราคาจริงจัง

คำแนะนำสำหรับคุณ: ตอนนี้ลองเช็คสต็อกน้ำมันใกล้บ้าน และสนับสนุนนโยบายที่เป็นธรรม ถ้าอยากช่วยผลักดัน แชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ ได้เลยครับ หรือคอมเมนต์ด้านล่างว่าคุณเจอปัญหาอะไรบ้าง เรามาช่วยกันกดดันรัฐบาลให้แก้ปัญหา “อรรถวิชช์ แฉยับวิกฤตน้ำมัน” ให้จบสวย!

ที่มา – “อรรถวิชช์” แฉยับวิกฤตน้ำมัน จับพิรุธขบวนการกักตุน โยกกำไรเข้ากระเป๋าโรงกลั่น

วีระยุทธ ซัดเทคโนแครต ปิดตาธิปไตย ก๊อปนโยบาย

ในวงการการเมืองไทยที่ร้อนระอุ รองหัวหน้าพรรคประชาชน วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร ออกโรงวีระยุทธ ซัดเทคโนแครต ของพรรคภูมิใจไทยอย่างจัง โดยชี้ว่ารัฐบาลชุดนี้คือระบอบปิดตาธิปไตย ที่บ้านใหญ่กับเทคโนแครตปิดตาข้างหนึ่งให้กันเอง ส่งผลกระทบต่อประชาชนเต็มๆ ล่าสุดในการอภิปรายนโยบายที่รัฐสภาเมื่อวันที่ 9 เมษายน 2567 วีระยุทธยังเย้ยอีกว่าถ้าก๊อปนโยบายพรรคประชาชนทั้งที ก็ก๊อปให้หมดไปเลย โดยเฉพาะเรื่องมั่นคงทางพลังงานที่รัฐบาลมองข้าม

ปิดตาธิปไตย: ระบอบผสมบ้านใหญ่-เทคโนแครตที่วีระยุทธซัด

วีระยุทธเปรียบเทียบการเขียนนโยบายรัฐบาลเหมือนนักเรียนทำรายงานค้างไว้ แล้วมาเติมเรื่องความขัดแย้งตะวันออกกลางแค่อันย่อหน้าเพื่อให้ดูมีสาระ รัฐบาลยังไม่รู้ร้อนรู้หนาวกับปัญหาประชาชน โดยเฉพาะราคาน้ำมันแพงที่กระทบชีวิตโดยตรง เขาเสนอว่ารัฐบาลควรมีนโยบายเชิงรุก โดยภารกิจใหญ่คือเพิ่มความมั่นคงทางพลังงาน ซึ่งหมายถึงพลังงานเพียงพอ ต่อเนื่อง และราคาไม่แพงเกินเอื้อม ไหนๆ นโยบายก็ลอกพรรคประชาชนมาเยอะแล้ว ก๊อปธีมใหญ่เรื่องนี้ไปด้วย จะได้ครบเครื่อง

วีระยุทธ ซัดเทคโนแครต “ศุภจี-เอกนิติ” ยอมบ้านใหญ่

รัฐบาลอนุทิน 2 ตามคำวีระยุทธ คือการรวมพลังระหว่างบ้านใหญ่ (นักการเมืองท้องถิ่นผู้มีอิทธิพล) กับเทคโนแครต (นักวิชาการ นักเศรษฐศาสตร์อย่างนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกฯและรัฐมนตรีพาณิชย์ และนายเอกนิติ นิติภัณฑ์ประภาศ รองนายกฯและรัฐมนตรีคลัง) แต่ละฝ่ายปิดตาข้างหนึ่งเพื่ออยู่ร่วมกันได้ นี่คือที่มาของคำว่าปิดตาธิปไตย ซึ่งทำให้เราไม่ได้ประโยชน์จากจุดแข็งทั้งสองฝ่าย

  • บ้านใหญ่: ใจถึง พึ่งได้ กล้าได้กล้าเสีย ถ้ารัฐบาลบ้านใหญ่ล้วนๆ เจอน้ำมันแพงคงสั่งลดภาษีสรรพสามิต 7 บาทไปแล้ว
  • แต่พอผสมเทคโนแครต: บ้านใหญ่กลัวโดนหาว่ารัฐถังแตก เลยทำแค่ง่ายๆ ลดราคาหน้าโรงกลั่น 1-2 บาท
  • เทคโนแครตยอมบ้านใหญ่: ปล่อยให้มีโครงการน่ากังวลอย่างแลนด์บริดจ์และโมโต้จีพี ที่เจาะจงจังหวัดแค่ 2 แห่ง ถ้าคิดตามหลักวิชาการไม่คุ้มทุนแน่นอน ถ้าศุภจีและเอกนิติยืนยันว่าคุ้ม ก็ออกมาพูดได้ แต่การปิดตาแบบนี้ทำให้โครงการแบบนี้เกิดอีกเพียบ

ผลคือเราไม่ได้รัฐบาลกล้าได้กล้าเสียแบบบ้านใหญ่ล้วน แต่ก็ไม่ใช่เทคโนแครตล้วนที่ยึดหลักการ สุดท้ายประชาชนคือผู้เสียหาย

ตัวอย่างชัดๆ: วิกฤตน้ำมันกักตุนจากปิดตาธิปไตย

กรณีน้ำมันกักตุนลักลอบทางเรือ 57 ล้านลิตร และรถบรรทุก 11,000 คันไม่ส่งปั๊ม แสดงให้เห็นปัญหาชัดเจน นายกรัฐมนตรีหนุนคนมีผลประโยชน์ทับซ้อนมานั่งหัวโต๊ะช่วงตรึงราคา เทคโนแครตไม่ท้วงอะไร ไม่ผลักดันเปิดเผยข้อมูล GPS ติดตามรถ-เรือแบบเรียลไทม์ ส่งผลให้ระบบรั่วไหลเพราะปิดตาธิปไตยหลอมรวมสองฝ่ายเข้าด้วยกัน

สถานการณ์พลังงานไทยตอนนี้ย่ำแย่ ราคาน้ำมันผันผวนจากสงครามตะวันออกกลาง รัฐบาลควรเร่งลดการพึ่งพานำเข้า สร้างแหล่งพลังงานในประเทศ เช่น พลังงานหมุนเวียน นิวเคลียร์ หรือสำรวจก๊าซใหม่ๆ พรรคประชาชนมีนโยบายพร้อมแล้ว รัฐบาลก๊อปมาใช้สิ จะได้แก้ปัญหาได้จริง

นอกจากนี้ การเมืองไทยมักมีปัญหาผลประโยชน์ทับซ้อนแบบนี้บ่อยๆ ทำให้ประชาชนไม่เชื่อมั่น การตรวจสอบที่โปร่งใสจึงสำคัญที่สุด วีระยุทธชี้ถูกจุดว่ารัฐบาลต้องกล้าตัดสินใจ ไม่ใช่ปิดตาแลกอำนาจ

สรุป insight: ระบอบปิดตาธิปไตยนี้อาจดูอยู่รอดได้ แต่ยั่งยืนไหม? ประเทศไทยต้องการผู้นำที่ใส่ประชาชนก่อนอำนาจส่วนตัว คุณเห็นด้วยกับวีระยุทธไหม? ลองแชร์ความคิดเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง หรือติดตามข่าวการเมืองอัปเดตเพิ่มเติมที่นี่ เพื่อไม่พลาดข้อมูลสำคัญ!

ที่มา – “วีระยุทธ” ซัดเทคโนแครตภูมิใจไทยร่วมกับบ้านใหญ่ปิดตาธิปไตย เย้ยจะก๊อปนโยบายก็ก๊อปให้หมด

“อนุสรณ์” เตือนจุดเปราะบางเศรษฐกิจไทย เรียกร้องคนเก่งบริหาร

“อนุสรณ์” เตือนจุดเปราะบางเศรษฐกิจไทย อย่างความมั่นคงทางพลังงานที่กำลังเป็นปัญหาใหญ่ในขณะนี้ โดยเสี่ยงเผชิญภาวะ stagflation หรือเศรษฐกิจชะงักงันถดถอยพร้อมเงินเฟ้อสูง นายอนุสรณ์ ธรรมใจ ส.ส.กรุงเทพมหานคร พรรคประชาชน และอดีตประธานกรรมการตรวจสอบ บมจ.บางจากปิโตรเลียม ได้ออกมาเตือนถึงความจำเป็นเร่งด่วนในการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ แต่งตั้งบุคคลที่มีความสามารถ ประสบการณ์และซื่อสัตย์มาบริหารประเทศ เพื่อรับมือวิกฤติเศรษฐกิจยุคสงคราม

“อนุสรณ์” เตือนจุดเปราะบางเศรษฐกิจไทย

เมื่อวันที่ 8 มีนาคม 2569 นายอนุสรณ์ ธรรมใจ ได้ให้สัมภาษณ์ที่เวลา 16.30 น. โดยชี้ว่าความมั่นคงทางพลังงานคือจุดอ่อนที่สำคัญที่สุดของเศรษฐกิจไทยในสถานการณ์ปัจจุบัน การเมืองไทยต้องมุ่งแก้ปัญหาให้ประชาชน ไม่ใช่แย่งชิงอำนาจ พรรคประชาชนพร้อมทำหน้าที่ฝ่ายค้านตรวจสอบอย่างเข้มแข็ง ขณะที่รัฐบาลใหม่ต้องเร่งแต่งตั้งคนเก่งมาดูแลเศรษฐกิจ โดยเฉพาะด้านพลังงานที่ราคากำลังพุ่งสูงจากวิกฤติสงคราม

ปัจจุบัน ราคาน้ำมันดิบในตลาดล่วงหน้าปรับตัวขึ้นกว่า 35% ในสัปดาห์เดียว ซึ่งเป็นการปรับขึ้นสูงสุดนับตั้งแต่ปี 1983 โรงกลั่นในตะวันออกกลางหลายแห่งหยุดผลิต และมีโจมตีคลังน้ำมันในอิหร่าน หากราคาทะลุ 120 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล รัฐบาลต้องปรับนโยบายอุดหนุนราคาใหม่ เพื่อป้องกันผลกระทบฐานะการคลังและส่งเสริมการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ

ความเสี่ยง stagflation ในเศรษฐกิจไทย

“อนุสรณ์” เตือนจุดเปราะบางเศรษฐกิจไทย โดยชี้ว่าประเทศไทยที่พึ่งพาน้ำมันนำเข้าสูง อาจเจอ stagflation ร่วมกับชาติเอเชียอื่นๆ เงินเฟ้อจะพุ่งจากต้นทุนอุปทาน แทนที่ภาวะเงินฝืดก่อนหน้า กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงอาจติดลบอีกครั้ง หลังจากเคยติดลบสูงสุด 1.3 แสนล้านบาทในปี 2565 รัฐบาลต้องเตรียมงบรับมือวิกฤติยืดเยื้อ

นอกจากนี้ ยังมีผลกระทบจากนโยบายญี่ปุ่นที่ใช้อัตราดอกเบี้ยต่ำนาน ทำให้เกิด Yen Carry Trade นักลงทุนกู้เงินเยนลงทุนสินทรัพย์เสี่ยงทั่วโลก เมื่อเงินเฟ้อญี่ปุ่นพุ่ง ธนาคารกลางอาจขึ้นดอกเบี้ย ส่งผล unwind carry trade ขายสินทรัพย์เสี่ยง ตลาดการเงินโลกผันผวนต่อเนื่อง โดยเฉพาะประเทศเอเชียตะวันออกอย่างญี่ปุ่นที่กระทบหนัก

นโยบายพลังงาน 4 แผนหลักรับมือวิกฤติ

เพื่อแก้ปัญหา นายอนุสรณ์เสนอให้เดินหน้า 4 แผนหลักควบคู่กัน ดังนี้

  • แผนพัฒนากำลังไฟฟ้าและความมั่นคงทางพลังงาน: เสริมสร้างความมั่นคง ลดการพึ่งพานำเข้า
  • แผนอนุรักษ์พลังงานและใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ: ส่งเสริมการประหยัด ลดการบริโภค
  • แผนพัฒนาพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก: ลงทุนโซลาร์ PV พลังงานหมุนเวียน
  • แผนลดก๊าซเรือนกระจก: ร่วมรับมือ climate change ขณะแก้ปัญหาพลังงาน

ไทยมีพลังงานสำรองต่ำ การลงทุนพลังงานแสงอาทิตย์และระบบ Solar PV จะช่วยเพิ่มความมั่นคง อุดหนุนดีเซลผ่านกองทุนน้ำมันเป็นทางออกระยะสั้น แต่ต้องเน้นอนุรักษ์ระยะยาว

สถานการณ์โลกที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอนจากสงครามและราคาพลังงานผันผวน ทำให้เศรษฐกิจไทยต้องมีผู้นำที่ชำนาญ การแต่งตั้งคนมีความสามารถเข้ามาบริหารจะช่วยนำพาประเทศฝ่าฟันวิกฤติได้ หากล่าช้า ผลกระทบจะรุนแรงยิ่งขึ้น

ในมุมมองของผู้เขียน การเตือนของ “อนุสรณ์” นี้เป็นสัญญาณสำคัญที่ทุกฝ่ายควรถือเป็นจุดเปลี่ยน อย่ารอช้า ควรผลักดันให้มีการจัดตั้งรัฐบาลที่มีทีมเศรษฐกิจแข็งแกร่งทันที เพื่อปกป้องประชาชนจากเงินเฟ้อและถดถอยทางเศรษฐกิจ คุณคิดเห็นอย่างไร ลองแชร์ในคอมเมนต์และติดตามข่าวอัปเดตเศรษฐกิจไทยเพิ่มเติมจากเรา!

ที่มา – “อนุสรณ์” เตือนจุดเปราะบางเศรษฐกิจไทย เรียกร้องแต่งตั้งคนมีความสามารถเข้ามาบริหารประเทศ

โฆษกกระทรวงพลังงาน ขอประชาชนอย่าตื่นตระหนกกักตุนน้ำมัน

โฆษกกระทรวงพลังงาน ขอประชาชนอย่าตื่นตระหนกกักตุนน้ำมัน หลังจากสถานการณ์ตึงเครียดในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะการปิดช่องแคบฮอร์มุซของอิหร่าน ทำให้หลายคนเริ่มกังวลเรื่องน้ำมันขาดแคลน แต่ไม่ต้องห่วงนะครับ กระทรวงพลังงานยืนยันว่ามีน้ำมันเพียงพอ และมีแผนรับมือครบถ้วน

โฆษกกระทรวงพลังงาน ขอประชาชนอย่าตื่นตระหนกกักตุนน้ำมัน

วันที่ 3 มีนาคม 2569 นายวีรพัฒน์ เกียรติเฟื่องฟู รองปลัดกระทรวงพลังงาน ในฐานะโฆษกกระทรวงพลังงาน ได้ออกมาให้ข้อมูลชี้แจงอย่างเป็นทางการ หลังจากกรมธุรกิจพลังงานเรียกประชุมผู้ค้าน้ำมันด่วน เพื่อเตรียมรับมือสถานการณ์ โดยสั่งให้เร่งจัดหาน้ำมันจากแหล่งอื่นนอกตะวันออกกลาง เช่น สหรัฐอเมริกา แอฟริกาตะวันตก และมาเลเซีย เพื่อชดเชยผลกระทบจากการปิดช่องแคบฮอร์มุซ

ปริมาณน้ำมันสำรองในประเทศเพียงพอแค่ไหน

ข้อมูลล่าสุด ณ วันที่ 1 มีนาคม 2569 แสดงให้เห็นว่าน้ำมันเชื้อเพลิงคงเหลือและสำรองตามกฎหมายมีถึง 4,877 ล้านลิตร บวกกับน้ำมันดิบระหว่างขนส่งอีก 2,783 ล้านลิตร รวมกว่า 7,660 ล้านลิตร ซึ่งเพียงพอใช้ได้นาน 60 วัน แม้ในกรณีฉุกเฉินที่ไม่สามารถนำเข้าน้ำมันใหม่ได้ แต่ในความเป็นจริง ไทยยังคงนำเข้าน้ำมันจากแหล่งอื่นๆ อย่างต่อเนื่อง เพียงแต่ราคาอาจสูงขึ้นตามตลาดโลก

นอกจากนี้ กระทรวงพลังงานยังเตรียมใช้กลไกกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง เพื่อชดเชยราคาน้ำมันให้ประชาชน ไม่ต้องแบกรับภาระเต็มๆ หากราคาพุ่งสูง

ประเด็นการส่งออกน้ำมันไปประเทศเพื่อนบ้าน

มีกระแสข่าวการส่งออกน้ำมันไป สปป.ลาว และเพื่อนบ้าน ทำให้บางคนกังวล แต่โฆษกยืนยันว่าเป็นสัญญาที่ทำไว้ก่อนเกิดวิกฤต และไทย-ลาว มีความสัมพันธ์พลังงานที่ดี เช่น ไทยนำเข้าไฟฟ้าจากลาวด้วย ปัจจุบันมีการควบคุมเข้มไม่ให้ส่งต่อไปประเทศที่ 3 หากสถานการณ์ยืดเยื้อ กรมธุรกิจพลังงานพร้อมระงับการส่งออก เพื่อรักษาความมั่นคงพลังงานของไทย โดยคำนึงถึงผลกระทบต่อเพื่อนบ้าน

  • ปริมาณสำรองน้ำมัน: 7,660 ล้านลิตร (60 วัน)
  • แหล่งนำเข้าสำรอง: อเมริกา, แอฟริกาตะวันตก, มาเลเซีย
  • มาตรการราคา: ใช้กองทุนชดเชย
  • การส่งออก: ควบคุมเข้ม, พร้อมระงับหากจำเป็น

คำเตือนสำคัญ: การกักตุนน้ำมันจำนวนมากผิดกฎหมาย และเสี่ยงอันตรายจากการเก็บไม่ถูกวิธี โฆษกกระทรวงพลังงาน ขอประชาชนอย่าตื่นตระหนกกักตุนน้ำมัน เพราะมีเพียงพอจริงๆ

กระทรวงพลังงานติดตามสถานการณ์ใกล้ชิด และพร้อมทุกมาตรการเพื่อประชาชนชาวไทย สถานการณ์แบบนี้เคยเกิดขึ้นมาแล้วหลายครั้ง และไทยก็ผ่านพ้นมาได้ด้วยการวางแผนดีๆ

สำหรับประชาชน แนะนำให้ใช้น้ำมันตามปกติ ติดตามข่าวจากแหล่ง官方 และวางแผนการใช้พลังงานให้ประหยัด เช่น ลดการเดินทางที่ไม่จำเป็น หรือหันมาใช้รถ EV มากขึ้น เพื่อลดการพึ่งพาน้ำมันในระยะยาว

สุดท้ายนี้ ขอให้ทุกท่านมั่นใจในระบบพลังงานไทย และอย่าปล่อยให้ข่าวลือทำให้ตื่นตระหนก ติดตามอัปเดตล่าสุดจากกระทรวงพลังงานเพื่อข้อมูลที่ถูกต้องนะครับ

ที่มา – โฆษกกระทรวงพลังงาน ขอประชาชนอย่าตื่นตระหนกกักตุนน้ำมัน

“พีระพันธุ์” จี้ตรึงราคาน้ำมัน 1 เดือนรับมือฮอร์มุซ

สถานการณ์ตึงเครียดในตะวันออกกลางกำลังเป็นห่วงประชาชนชาวไทย โดยเฉพาะกรณีที่อาจมีการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันหลักของโลก ส่งผลให้ราคาน้ำมันโลกพุ่งสูง ล่าสุด “พีระพันธุ์” จี้ รัฐบาลตรึงราคาน้ำมันอย่างน้อย 1 เดือน รับมือปิดช่องแคบฮอร์มุซ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน

“พีระพันธุ์” จี้ รัฐบาลตรึงราคาน้ำมันอย่างน้อย 1 เดือน รับมือปิดช่องแคบฮอร์มุซ

นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ ได้แถลงเมื่อวันที่ 3 มี.ค. 2569 เสนอแนะให้รัฐบาลออกมาตรการด่วน โดยใช้ พ.ร.ก.แก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2516 เพื่อตรึงราคาน้ำมันอย่างน้อย 1 เดือน ป้องกันผู้ค้าฉวยโอกาสขึ้นราคา ช่องแคบฮอร์มุซเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่ขนส่งน้ำมันกว่า 20% ของโลก หากปิดจริง ไทยที่นำเข้าน้ำมันกว่า 80% จะได้รับผลกระทบหนัก ทั้งราคาน้ำมันแพง ค่าน้ำมันดีเซล แก๊สโซฮอล์ และ LPG พุ่งสูง ส่งผลต่อค่าขนส่ง อาหาร และเศรษฐกิจทั้งระบบ

ทำไมต้องตรึงราคาน้ำมัน? เพราะหากปล่อยไว้ ผู้ค้าปลีกจะปรับราคาตามตลาดโลกทันที แม้ไทยมีน้ำมันสำรอง แต่ไม่เพียงพอรับมือวิกฤตรุนแรง ข้อเสนอของพีระพันธุ์จึงเป็นทางออกที่รวดเร็วและตรงจุด

มาตรการระยะสั้น: ใช้ พ.ร.ก. 2516 ตรึงราคาและห้ามส่งออก

ในระยะสั้น พ.ร.ก.ฉบับนี้ให้อำนาจนายกฯ เบ็ดเสร็จ สั่งตรึงราคา ห้ามส่งออกหรือนำเข้าน้ำมันได้ทันที ต่างจาก พ.ร.บ.การค้าน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2543 ที่อำนาจจำกัดแค่ห้ามจำหน่าย ไม่ครอบคลุมการส่งออก เหมาะกับภาวะขาดแคลนจริง

  • ตรึงราคาน้ำมัน อย่างน้อย 1 เดือน เพื่อให้ประชาชนวางแผนค่าใช้จ่าย
  • ห้ามส่งออกน้ำมัน ป้องกันน้ำมันไทยไหลออกต่างประเทศ
  • ควบคุมราคาขายปลีก ไม่ให้ผู้ค้าฉวยโอกาส

หากรัฐบาลล่าช้า ประชาชนต้องแบกรับราคาน้ำมันที่อาจพุ่ง 10-20 บาทต่อลิตร ส่งผลต่อเงินเฟ้อและ GDP หดตัว

โมเดลระยะยาว: คลังน้ำมันสำรองแห่งชาติ (SPR)

สำหรับระยะยาว พรรครวมไทยสร้างชาติชูโมเดลคลังน้ำมันสำรองแห่งชาติ แทนพึ่งกองทุนน้ำมันที่สร้างหนี้สาธารณะมหาศาล หลักการคือให้ผู้ค้านำน้ำมันต้นทุนต่ำมาจัดเก็บแทนเงิน เมื่อน้ำมันโลกแพง รัฐนำน้ำมันสำรองราคาถูกออกขายช่วยประชาชน

  • เพิ่มสำรองน้ำมันจาก 60 วัน เป็น 150 วัน (60+90)
  • ลดการนำเงินเข้าคลัง ลดภาระภาษีประชาชน
  • ยั่งยืนกว่ากองทุนน้ำมันที่ขาดดุลบ่อย

ปัจจุบันน้ำมันสำรองไทยเป็นแบบหมุนเวียนเพื่อการค้า หากวิกฤตหนักจะหมดเร็ว โมเดล SPR จะสร้างความมั่นคงพลังงานไทย พรรคยกร่างกฎหมายพร้อมแล้ว ยินดีเสนอรัฐบาล

ช่องแคบฮอร์มุซสำคัญอย่างไร? เป็นทางออกจากอ่าวเปอร์เซีย สู่ทะเลอาหรับ ขนส่งน้ำมันจากซาอุฯ อิรัก สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ หากอิหร่านปิด ราคาน้ำมันโลกอาจทะยาน 100-150 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ไทยนำเข้าน้ำมันวันละ 700,000-800,000 บาร์เรล จะกระทบหนัก

ข้อเสนอนี้ไม่เพียงรับมือวิกฤต แต่ป้องกันอนาคต หากรัฐนำไปใช้ จะช่วยประชาชนได้จริง

คุณเห็นด้วยกับข้อเสนอตรึงราคาน้ำมันและคลัง SPR หรือไม่? แสดงความคิดเห็นในคอมเมนต์ และแชร์บทความนี้เพื่อให้รัฐบาลรับรู้!

ที่มา – “พีระพันธุ์” จี้ รัฐบาลตรึงราคาน้ำมันอย่างน้อย 1 เดือน รับมือปิดช่องแคบฮอร์มุซ

Scroll to top