ความรับผิดชอบรัฐบาล

“วันนอร์” บอก ใช้กฎอัยการศึกพื้นที่นราธิวาสเป็นเรื่องของฝ่ายปฏิบัติ

สถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ยังคงเป็นประเด็นที่คนไทยจับตามองอย่างใกล้ชิด ล่าสุด นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ถึงประเด็นร้อนแรงเกี่ยวกับมาตรการรักษาความปลอดภัยในจังหวัดนราธิวาส โดยระบุว่า “วันนอร์” บอก ใช้กฎอัยการศึกพื้นที่นราธิวาสเป็นเรื่องของฝ่ายปฏิบัติ ตามความเหมาะสมของสถานการณ์หน้างาน

“วันนอร์” บอก ใช้กฎอัยการศึกพื้นที่นราธิวาสเป็นเรื่องของฝ่ายปฏิบัติ

หลายคนอาจสงสัยว่าการยกระดับกฎหมายในพื้นที่นั้นส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตของประชาชนอย่างไร ในเรื่องนี้ นายวันมูหะมัดนอร์มองว่ากฎหมายภาวะฉุกเฉินและกฎอัยการศึกมีพื้นฐานการใช้ใน 3 จังหวัดชายแดนใต้อยู่แล้ว สิ่งสำคัญที่สุดคือวิธีการบังคับใช้ที่ต้องมีความแม่นยำและไม่ส่งผลกระทบต่อผู้บริสุทธิ์ โดยให้ความสำคัญกับการปรับจูนวิธีการของเจ้าหน้าที่ให้เข้ากับสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไป

มุมมองเชิงลึกต่อปัญหายาเสพติดและของเถื่อน

นอกจากประเด็นเรื่องความมั่นคง นายวันมูหะมัดนอร์ยังเน้นย้ำประเด็นสำคัญที่ภาครัฐไม่ควรมองข้าม นั่นคือการแก้ไขปัญหายาเสพติดและการค้าของเถื่อนในพื้นที่ ซึ่ง “วันนอร์” บอก ใช้กฎอัยการศึกพื้นที่นราธิวาสเป็นเรื่องของฝ่ายปฏิบัติ ควบคู่ไปกับการกวาดล้างสิ่งผิดกฎหมายอย่างจริงจัง เนื่องจากธุรกิจมืดเหล่านี้อาจเป็นแหล่งจัดหาเงินทุนให้กับผู้ก่อความไม่สงบ โดยมีปัจจัยที่น่าสนใจดังนี้:

  • การตัดเส้นทางเงินทุน: การปราบปรามยาเสพติดและน้ำมันเถื่อนจะช่วยตัดวงจรรายได้ของผู้มีอิทธิพล
  • ความร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้าน: ปัญหาสินค้าเถื่อนเป็นเรื่องข้ามพรมแดนที่ต้องเร่งประสานงาน
  • การประเมินสถานการณ์ต่อเนื่อง: รัฐบาลต้องตรวจสอบทุกกลุ่มที่เกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิด

อย่างไรก็ตาม ในส่วนของการเจรจาสันติภาพ นายวันมูหะมัดนอร์ยืนยันว่าการเจรจายังคงเป็นเครื่องมือที่จำเป็นและสำคัญที่สุดเพื่อสร้างสันติสุขอย่างยั่งยืน แม้จะมีความยากลำบากจากการตอบโต้รายวัน แต่รัฐบาลต้องมุ่งเน้นการพูดคุยควบคู่ไปกับการบังคับใช้กฎหมายโดยไม่ละทิ้งประเด็นอาชญากรรมอื่น ๆ

สำหรับการประชุมคณะผู้แทนพิเศษฯ นายวันมูหะมัดนอร์ตั้งเป้าว่าควรมีการประชุมเพื่อประเมินสถานการณ์อย่างน้อยทุกสองเดือน เพื่อให้การทำงานมีประสิทธิภาพและต่อเนื่อง โดยหวังว่าภายใต้การนำของรัฐบาลชุดปัจจุบัน ทุกภาคส่วนจะร่วมกันแก้ปัญหาให้คลี่คลายไปในทางที่ดีขึ้น สำหรับความคิดเห็นส่วนตัว หากทุกฝ่ายเปิดใจและร่วมมือกันจริงจังโดยมีประชาชนเป็นศูนย์กลาง ความสงบจะกลับคืนสู่พื้นที่ชายแดนใต้อย่างแน่นอน

ที่มา – “วันนอร์” บอก ใช้กฎอัยการศึกพื้นที่นราธิวาสเป็นเรื่องของฝ่ายปฏิบัติ

ศิริกัญญา-วีระยุทธ ดักคอรัฐบาลรับผิดชอบถ้าคว่ำ พ.ร.ก.กู้เงิน

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงทางการเมืองในช่วงสัปดาห์นี้ เมื่อทางพรรคประชาชนนำโดย คุณศิริกัญญา ตันสกุล และคุณวีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร ออกมาส่งสัญญาณเตือนถึงรัฐบาลเกี่ยวกับกรณี พ.ร.ก.กู้เงิน 400,000 ล้านบาท ซึ่งหลายฝ่ายกำลังจับตามองคำวินิจฉัยจากศาลรัฐธรรมนูญอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะประเด็นที่ว่ารัฐบาลจะต้องแสดงความรับผิดชอบอย่างไรหากศาลรัฐธรรมนูญตัดสินคว่ำ พ.ร.ก.กู้เงิน 400,000 ล้าน ฉบับนี้

ศิริกัญญา-วีระยุทธ ดักคอรัฐบาลต้องรับผิดชอบ หากศาลรัฐธรรมนูญ คว่ำ พ.ร.ก.กู้เงิน 400,000 ล้าน

คุณศิริกัญญาได้ตั้งข้อสังเกตถึงฉากทัศน์ทางการเมืองที่จะเกิดขึ้นภายหลังคำวินิจฉัย หากศาลมองว่าการออก พ.ร.ก. กู้เงินครั้งนี้ไม่ชอบด้วยกฎหมาย โดยชี้ให้เห็นว่าหากเกิดเหตุการณ์ดังกล่าวขึ้น รัฐบาลจะหนีไม่พ้นความรับผิดชอบในการบริหารจัดการงบประมาณที่ผิดพลาด เพราะนอกจากจะสร้างความยุ่งยากในการบริหารจัดการทางบัญชีและการชดเชยเงินที่ดำเนินการไปแล้ว ยังมีข้อครหาเรื่องการใช้ภาวะวิกฤตบังหน้าเพื่อผลประโยชน์ทางการเมืองอีกด้วย

ความกังวลใจต่อโครงการเบี้ยหัวแตกและงบประมาณแฝง

ในมุมมองของนักวิชาการอย่าง คุณวีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร ได้แสดงความกังวลอย่างยิ่งยวด โดยเฉพาะในส่วนเงิน 200,000 ล้านบาทหลังที่อ้างว่านำมาใช้เพื่อการเปลี่ยนผ่านพลังงาน แต่กลับไร้ซึ่งแผนการดำเนินงานที่ชัดเจน ไม่มีการกำหนดเป้าหมายเชิงประจักษ์ และสุ่มเสี่ยงต่อการเกิดโครงการแบบเบี้ยหัวแตกสอดไส้ ซึ่งหาก ศิริกัญญา-วีระยุทธ ดักคอรัฐบาลต้องรับผิดชอบ หากศาลรัฐธรรมนูญ คว่ำ พ.ร.ก.กู้เงิน 400,000 ล้าน ก็จะเป็นบทพิสูจน์สำคัญของความโปร่งใสในโครงการนี้

ประเด็นที่น่าสนใจคือ:

  • การใช้เงินกู้ที่ไร้แผนงานชัดเจนส่งผลต่อวินัยการคลังของประเทศ
  • เงื่อนไขระยะเวลาการใช้เงินที่บีบคั้นอาจทำให้เกิดการรั่วไหล
  • ความจำเป็นเร่งด่วนที่รัฐบาลกล่าวอ้างอาจไม่ใช่ข้อเท็จจริงทั้งหมด

ท้ายที่สุดนี้ สถานการณ์ดังกล่าวถือเป็นบททดสอบรัฐบาลว่ามีกระบวนการตรวจสอบที่เข้มงวดเพียงใด หากท้ายที่สุดแล้ว ศิริกัญญา-วีระยุทธ ดักคอรัฐบาลต้องรับผิดชอบ หากศาลรัฐธรรมนูญ คว่ำ พ.ร.ก.กู้เงิน 400,000 ล้าน จริง รัฐบาลจะต้องวางแผนรองรับความผิดพลาดนี้อย่างไร เพื่อไม่ให้ประเทศต้องแบกรับภาระหนี้ก้อนโตโดยไม่เกิดประโยชน์ต่อประชาชนอย่างแท้จริง พี่น้องประชาชนต้องร่วมติดตามกันต่อไปว่าบทสรุปของเรื่องนี้จะออกมาในทิศทางใด

ที่มา – “ศิริกัญญา-วีระยุทธ” ดักคอรัฐบาลต้องรับผิดชอบ หากศาลรัฐธรรมนูญ คว่ำ พ.ร.ก.กู้เงิน 400,000 ล้าน

“พลพีร์” เตือน “ลิณธิภรณ์” ตั้งสติก่อนโทษ ปม ปชช.จมน้ำ

“ภูมิใจไทย” ถาม “เพื่อไทย” ใครปล่อยประชาชนจมน้ำ 6 เดือน ชี้รัฐบาลอนุทินเพิ่งเริ่มงานเดือนกว่า แนะตั้งสติก่อนจ้องโทษคนอื่น ระวังเจ็บเอง

วันที่ 13 พ.ย. 2568 นายพลพีร์ สุวรรณฉวี ส.ส.นครราชสีมา พรรคภูมิใจไทย ตอบโต้ดร.ลิณธิภรณ์ วริณวัชรโรจน์ รองเลขาธิการพรรคเพื่อไทย ที่ออกมาให้สัมภาษณ์กล่าวหารัฐบาลชุดปัจจุบันว่า กำลังปล่อยประชาชนจมน้ำยาวนาน 6 เดือน โดยระบุว่าคำกล่าวหาดังกล่าวไม่ตรงกับข้อเท็จจริง และเป็นการบิดเบือนข้อมูลเพื่อให้ประชาชนเกิดความเข้าใจผิดอย่างชัดเจน

นายพลพีร์ ระบุว่า รัฐบาลของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เพิ่งเริ่มมีอำนาจบริหารเต็มรูปแบบเมื่อวันที่ 29 กันยายน 2568 หลังแถลงนโยบายต่อรัฐสภา ซึ่งนับถึงปัจจุบันก็เพียงแค่หนึ่งเดือนกว่าเท่านั้น จึงเป็นไปไม่ได้อย่างยิ่งที่จะกล่าวหาว่ารัฐบาลที่เพิ่งเริ่มงาน จะปล่อยให้เกิดน้ำท่วมยืดเยื้อยาวนานถึง 6 เดือน และยิ่งไม่ควรที่จะคาดคะเนจากข่าวสารเพื่อกล่าวร้ายทางการเมือง ซึ่งเป็นการบั่นทอนขวัญของประชาชน โดยเฉพาะเมื่อปัญหาน้ำท่วมดังกล่าวเกิดขึ้นมาตั้งแต่ในยุครัฐบาลก่อนหน้า สืบเนื่องมาถึงปัจจุบัน รัฐบาลชุดนี้ เพียงแต่ต้องมาแก้ปัญหาที่รัฐบาลก่อนทิ้งไว้ให้ วันนี้ยังตั้งหน้าตั้งตาทำงาน แต่ทางท่านกลับมาวิจารณ์ให้เสียหายโดยลืมไปแล้วว่า ปัญหาน้ำท่วมเกิดตั้งแต่เมื่อไร

“อนุทิน”เพิ่งรับตำแหน่งแค่ 1 เดือน

ที่สำคัญ นายอนุทินได้ลาออกจากการร่วมรัฐบาลชุดเก่าไปตั้งแต่กลางปี 2568 ก่อนเกิดการเปลี่ยนถ่ายอำนาจด้วยซ้ำ จึงยิ่งชัดเจนว่า เหตุการณ์น้ำท่วมนานหลายเดือนนั้นเป็นผลพวงจากการบริหารจัดการของรัฐบาลก่อนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่กลับถูกโยนความผิดมาให้รัฐบาลใหม่ที่เพิ่งเริ่มงานไม่นาน

นายพลพีร์ กล่าวอีกว่า แม้รัฐบาลชุดใหม่จะเข้ามาบริหารได้เพียงเดือนกว่า แต่ก็ได้เร่งแก้ปัญหาน้ำท่วมทันที นายกรัฐมนตรีลงพื้นที่หลายจังหวัดด้วยตนเอง สั่งการระบายน้ำทุกกลุ่มน้ำ ใช้ข้อมูลดาวเทียม GISTDA แบบเรียลไทม์ และตั้งระบบประสานงานฉุกเฉินทั่วประเทศ เพื่อช่วยเหลือประชาชนอย่างเร็วที่สุด ซึ่งสะท้อนชัดว่ารัฐบาลมีความตั้งใจจริงในการแก้ปัญหาที่สืบเนื่องมาจากรัฐบาลก่อน ไม่ใช่นิ่งเฉยตามที่ถูกกล่าวหา

ย้อน พท. ดูตัวเองก่อนโจมตีคนอื่น

ท้ายที่สุด นายพลพีร์ตั้งคำถามกลับไปยังพรรคเพื่อไทยว่า ถ้าจะพูดเรื่องความรับผิดชอบ ต้องดูไทม์ไลน์ตามข้อเท็จจริงว่าก่อนจะถึงวันนี้ ใครเป็นรัฐบาล ใครเพิ่งเข้ามา และใครอยู่มาก่อนตั้งนาน พร้อมย้ำว่าการโจมตีด้วยข้อมูลที่ไม่ตรงข้อเท็จจริงเช่นนี้ ไม่เป็นผลดีต่อประชาชน และยิ่งทำให้การแก้ปัญหาน้ำท่วมล่าช้าเพราะต้องมานั่งตอบโต้เรื่องที่ไม่ใช่ข้อเท็จจริงตั้งแต่แรก

“มาบอกว่า รัฐบาลกำลังปล่อยให้ประชาชนจมน้ำอยู่ครึ่งปี ท่านไม่ได้ศึกษามาเลยหรือว่ารัฐบาลชุดนี้เพิ่งเข้ามาทำงานได้ประมาณเดือนครึ่งเท่านั้น แล้วก่อนหน้านี้ รัฐบาลไหนดู ใครเป็นนายกฯ มาจากพรรคไหน แล้วพรรคไหน ขึ้นชื่อเรื่องปล่อยประชาชนจมน้ำ ปี 2554 ผมยังจำภาพนั้นได้ดี จะบอกว่าเราปล่อยประชาชนจมน้ำอยู่ครึ่งปี ท่านก็ต้องรับไปเต็มๆ ด้วย” นายพลพีร์ กล่าวและว่า

ปัญหาจากรัฐบาลก่อน

วันนี้เป็นปัญหาต่อเนื่องมาตั้งแต่ยุครัฐบาลก่อน จะวิจารณ์ ท่านต้องตั้งสติ หนึ่งนิ้วที่ท่านชี้โทษคนอื่น ยังมีอีก 4 นิ้ว ที่มันย้อนชี้ไปที่ท่าน แล้วคนเป็นถึง ดร.ต้องรอบคอบ อย่าเปิดช่องให้ถูกสวนน็อกได้ง่ายๆ ยืนยันรัฐบาลชุดนี้ตั้งใจทำงานมาก เรารู้ว่าเรามีเวลาน้อยเราก็ดูแลงานของเราอย่างเต็มที่ ล่าสุดนายกฯ ก็ลงพื้นที่ไปยังจังหวัดพระนครศรีอยุธยาและจังหวัดอ่างทอง และก่อนหน้านั้น ช่วงเดือนกันยายน ที่นายกฯ ยังไม่มีอำนาจเต็ม ก็ลงพื้นที่มาแล้ว นี่คือความพยายาม ทั้งในการแก้ปัญหา และไปให้กำลังใจประชาชนร่วมทุกข์ร่วมสุขกับชาวบ้าน

“พลพีร์” แนะ “ลิณธิภรณ์” ตั้งสติก่อนโทษ ปม ปชช.จมน้ำ

จากกรณีที่ ดร.ลิณธิภรณ์ วริณวัชรโรจน์ รองเลขาธิการพรรคเพื่อไทย ออกมาให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับการบริหารจัดการปัญหาน้ำท่วมของรัฐบาลชุดปัจจุบัน นายพลพีร์ สุวรรณฉวี ส.ส.นครราชสีมา พรรคภูมิใจไทย ได้ออกมาตอบโต้ โดยเน้นย้ำให้ ดร.ลิณธิภรณ์ ตั้งสติก่อนที่จะกล่าวโทษผู้อื่น และตั้งคำถามกลับไปยังพรรคเพื่อไทยว่า ใครกันแน่ที่ปล่อยให้ประชาชนต้องเผชิญกับปัญหาน้ำท่วมเป็นเวลานานถึง 6 เดือน

นายพลพีร์ ชี้แจงว่า รัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล เพิ่งเริ่มปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มรูปแบบได้เพียงเดือนกว่าเท่านั้น การกล่าวหาว่ารัฐบาลชุดนี้ปล่อยปละละเลยให้ประชาชนจมน้ำเป็นเวลานานถึง 6 เดือนจึงไม่เป็นความจริง นอกจากนี้ยังระบุว่า ปัญหาน้ำท่วมที่เกิดขึ้นเป็นผลพวงมาจากการบริหารจัดการของรัฐบาลชุดก่อน ซึ่งรัฐบาลปัจจุบันกำลังเร่งแก้ไขปัญหาอย่างเต็มที่

ประเด็นสำคัญที่นายพลพีร์ต้องการสื่อสารคือ การที่พรรคเพื่อไทยควรมองย้อนกลับไปพิจารณาการทำงานของตนเองก่อนที่จะกล่าวโทษผู้อื่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสถานการณ์ที่รัฐบาลชุดใหม่กำลังพยายามแก้ไขปัญหาที่สืบทอดมาจากรัฐบาลก่อนหน้า การโจมตีด้วยข้อมูลที่ไม่ถูกต้อง นอกจากจะไม่เป็นประโยชน์ต่อการแก้ไขปัญหาแล้ว ยังอาจนำไปสู่ความเข้าใจผิดและความขัดแย้งในสังคมอีกด้วย

ดังนั้น การที่นายพลพีร์ออกมาเตือนให้ ดร.ลิณธิภรณ์ ตั้งสติก่อนโทษ จึงเป็นการแสดงความเห็นอย่างตรงไปตรงมา เพื่อให้ทุกฝ่ายได้พิจารณาข้อเท็จจริงอย่างรอบด้าน และร่วมมือกันแก้ไขปัญหาน้ำท่วมอย่างยั่งยืน การกล่าวโทษกันไปมาโดยปราศจากข้อมูลที่ถูกต้อง จะไม่นำไปสู่ทางออกของปัญหา แต่จะยิ่งทำให้สถานการณ์เลวร้ายลงไปอีก

การแก้ไขปัญหาน้ำท่วมเป็นเรื่องที่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชน การที่ทุกฝ่ายร่วมมือกันแก้ไขปัญหาอย่างสร้างสรรค์ บนพื้นฐานของข้อมูลที่ถูกต้องและเป็นจริง จะนำไปสู่การแก้ไขปัญหาที่ยั่งยืนและเป็นประโยชน์ต่อประชาชนอย่างแท้จริง

การออกมาแสดงความเห็นของนายพลพีร์ในครั้งนี้ ถือเป็นการสะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการตรวจสอบข้อมูลและข้อเท็จจริงก่อนที่จะแสดงความคิดเห็นหรือวิพากษ์วิจารณ์ผู้อื่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ของประชาชนส่วนรวม การตั้งสติก่อนโทษจึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง เพื่อป้องกันการสร้างความเข้าใจผิดและความขัดแย้งในสังคม

ที่มา – “พลพีร์” แนะ “ลิณธิภรณ์” ตั้งสติก่อนจ้องโทษคนอื่น ย้อนถามใครกันแน่ปล่อยประชาชมจมน้ำ 6 เดืิอน

พริษฐ์แนะ! ยอมรับปม รถไฟฟ้า 20 บาท ทำไม?

“พริษฐ์” แนะโฆษกพรรคเพื่อไทย ควรยอมรับตามตรง ต้นตอความล่าช้านโยบายรถไฟฟ้า 20 บาท มาจากความไม่รอบคอบของรัฐบาลเอง

วันที่ 27 ส.ค. 2568 นายพริษฐ์ วัชรสินธุ โฆษกพรรคประชาชน โพสต์เฟซบุ๊กยืนยันว่า พรรคประชาชนเห็นด้วยกับ “หลักการ” ในการทำให้ระบบขนส่งสาธารณะทั้งในและนอกกรุงเทพมหานคร สะดวก ครอบคลุม และมีอัตราค่าโดยสารที่ประชาชนเข้าถึงได้ แต่ที่ผ่านมา เรามีข้อกังวลต่อ “วิธีการ” ที่รัฐบาลเลือกใช้ในการดำเนินนโยบายรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย ทั้งในเรื่องของแหล่งงบประมาณและมาตรการป้องกันการเอื้อประโยชน์ให้ผู้ประกอบการรายใดเกินจำเป็น

นายพริษฐ์ ยังระบุด้วยว่า เมื่อเย็นที่ผ่านมา (26 ส.ค. 2568) ได้มีโอกาสฟังการแถลงข่าวของนายดนุพร ปุณณกันต์ โฆษกพรรคเพื่อไทย เกี่ยวกับกรณีนโยบายรถไฟฟ้า 20 บาท ที่รัฐบาลประกาศเลื่อนออกไปให้ล่าช้ากว่ากำหนดการเดิมที่เคยวางไว้ว่าจะเริ่มต้นในวันที่ 1 ตุลาคม 2568 แม้นายดนุพรได้เริ่มต้นด้วยการ “ขอโทษ” ประชาชน แต่ตลอดการแถลงข่าวนั้น ตนได้เห็นแต่ความพยายามในการโยนความผิดทั้งหมดไปที่การที่กฎหมาย 3 ฉบับที่เกี่ยวข้อง ยังไม่ผ่านความเห็นชอบของรัฐสภา รวมถึงความพยายามในการกระทบชิ่งมาที่พรรคฝ่ายค้านอย่างพรรคประชาชน ทั้งๆ ที่ต้นตอทั้งหมดของปัญหานี้ มาจากความไม่รอบคอบและความไม่หนักแน่นของรัฐบาลเองในการผลักดันนโยบายเรือธงของตนเอง

ตั้ง 5 คำถามชวนเพื่อไทยตอบ

“แทนที่จะพยายามพาดพิงพรรคอื่น ผมเห็นว่าจะเป็นประโยชน์กว่า หากพรรคเพื่อไทยตอบคำถามดังต่อไปนี้ให้ชัดๆ เพื่อให้สังคมสิ้นข้อสงสัย” นายพริษฐ์ กล่าวและถามว่า

1. เป็นแผนและความตั้งใจของรัฐบาลมาโดยตลอดเลยใช่หรือไม่ ว่ารัฐบาลจะเดินหน้านโยบายเรื่องรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย ต่อเมื่อกฎหมาย 3 ฉบับ (พ.ร.บ. ราง, พ.ร.บ. ตั๋วร่วม, พ.ร.บ. รฟม.) ผ่านความเห็นชอบของรัฐสภาและประกาศบังคับใช้? เพราะรัฐบาลไม่เคยชี้ชัดว่ากฎหมาย 3 ฉบับนี้ เป็นเพียง “ตัวช่วย” ในการผลักดันนโยบาย หรือเป็น “เงื่อนไขตั้งต้น” ที่ต้องเสร็จก่อนถึงจะเริ่มดำเนินนโยบายได้ ที่สำคัญ ในวันที่ 8 ก.ค. 2568 ที่ ครม. มีมติให้เริ่มคิดอัตราค่าโดยสาร 20 บาทตลอดสายตั้งแต่ 1 ต.ค. 2568 ทางรัฐบาลเองก็ไม่ได้มีการพูดถึงเงื่อนไขว่ารัฐสภาจะต้องผ่านกฎหมาย 3 ฉบับนี้ ถึงจะเริ่มอัตราค่าโดยสาร 20 บาทตลอดสายได้ แต่วันนี้รัฐบาลเพียงแค่หยิบเรื่องกฎหมาย 3 ฉบับมาอ้าง เพราะไม่สามารถดำเนินการได้ทัน 1 ต.ค. 2568 ที่ประกาศไป

2. หากรัฐบาลยืนยันว่าเป็นแผนและความตั้งใจของรัฐบาลมาโดยตลอดว่า รัฐสภาจะต้องผ่านกฎหมาย 3 ฉบับก่อน ถึงจะเริ่มนโยบายเรื่องรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสายได้ แล้วเหตุใดรัฐบาลถึงประกาศว่าจะเริ่มต้นวันที่ 1 ต.ค. 2568 ทั้งที่รู้อยู่แล้วว่าเป็นไปได้ยากที่กฎหมาย 3 ฉบับจะผ่านและบังคับใช้ทันกรอบเวลาดังกล่าว จึงเท่ากับว่า รัฐบาลไปสัญญากับประชาชนว่าค่าโดยสารจะลดเหลือ 20 บาทในวันที่ 1 ต.ค. 2568 ทั้งๆ ที่รัฐบาลรู้ตั้งแต่วันนั้นอยู่แล้ว ว่าจะมีเวลาเพียงแค่ 2 เดือน ในการทำให้ร่างกฎหมายจากชั้นกรรมาธิการ ผ่านความเห็นชอบจากสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา จนถึงการประกาศใช้

3. หากรัฐบาลมีความมุ่งมั่นว่าต้องการจะทำให้กฎหมายทั้ง 3 ฉบับผ่านทุกขั้นตอนให้ได้ภายในกรอบ 2 เดือนจริงๆ แล้วเหตุใด สส. รัฐบาลเองกลับไม่มาร่วมประชุมอย่างพร้อมเพียงและต่อเนื่อง เพื่อเร่งผลักดันกฎหมายดังกล่าว เพราะในความเป็นจริง กลับเห็นรองประธานสภาจากพรรคเพื่อไทยเอง ที่มักเป็นคนเลือกปิดประชุมสภาเร็วกว่ากำหนดในหลายครั้ง

4. ทางรัฐบาลจะเร่งหาทางออกหรือรับผิดชอบอย่างไร ต่อประชาชนที่อาจต้องเผชิญค่าโดยสารรถไฟฟ้าที่สูงขึ้นกว่าที่พวกจ่ายอยู่ ณ ปัจจุบัน ซึ่งเป็นผลกระทบโดยตรงว่าจากความบกพร่องของรัฐบาล

5. เหตุใดโฆษกพรรคเพื่อไทยถึงต้องพูดทำนองว่าทางพรรคจะเดินหน้าผลักดันกฎหมาย 3 ฉบับนี้ ทั้งๆ ที่พรรคเพื่อไทยมี สส. ในกรุงเทพและปริมณฑลเพียง 2 คนเท่านั้น

นายพริษฐ์ กล่าวด้วยว่า การที่โฆษกพรรคเพื่อไทย ออกมาพูดทำนองตัดพ้อในลักษณะดังกล่าว จึงทำให้สังคมอดคิดไม่ได้ ว่าหรือลึกๆ แล้ว ท่านเชื่อจริงๆ ว่าพรรคการเมืองควรผลักดันกฎหมายที่เป็นประโยชน์กับประชาชนในพื้นที่ที่พรรคตนเองมี สส. มากกว่าพื้นที่ที่พรรคตนเองไม่มี สส. จึงขอเสนอว่าหากท่านต้องการ “ขอโทษ” ประชาชน เกี่ยวกับความล่าช้าที่เกิดขึ้นจริงๆ ท่านควรหยุดเสียเวลาไปกับการหามุมในการโทษคนอื่น แต่ควรเริ่มจากการยอมรับแบบตรงไปตรงมาว่าปัญหาทั้งหมดที่เกิดขึ้น มาจากความไม่รอบคอบและไม่จริงจังของรัฐบาลในการผลักดันแม้กระทั่งนโยบายเรือธงของตนเอง

พริษฐ์ชี้! รัฐบาลต้องยอมรับปมนโยบายรถไฟฟ้า 20 บาท

จากกรณีที่นโยบายรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสายของรัฐบาลเศรษฐา ต้องเลื่อนออกไป ทำให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์มากมาย ล่าสุด นายพริษฐ์ วัชรสินธุ ได้ออกมาแสดงความคิดเห็น โดยเน้นย้ำว่า รัฐบาลควรยอมรับความจริงว่า ต้นตอของปัญหาความล่าช้ามาจากความไม่รอบคอบในการวางแผนและผลักดันนโยบายนี้เอง

นายพริษฐ์ ยังได้ตั้งคำถามถึงความชัดเจนของรัฐบาลเกี่ยวกับเงื่อนไขทางกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับนโยบายรถไฟฟ้า 20 บาท และได้ตั้งข้อสังเกตถึงความมุ่งมั่นของ สส. รัฐบาลในการผลักดันกฎหมายที่เกี่ยวข้อง นอกจากนี้ เขายังเรียกร้องให้รัฐบาลแสดงความรับผิดชอบต่อผลกระทบที่เกิดขึ้นกับประชาชนที่ต้องแบกรับค่าโดยสารที่สูงขึ้น

ทำไมนโยบาย รถไฟฟ้า 20 บาท ถึงล่าช้า?

คำถามสำคัญที่นายพริษฐ์ได้ตั้งไว้ คือ ทำไมรัฐบาลถึงประกาศว่าจะเริ่มนโยบายรถไฟฟ้า 20 บาท ในวันที่ 1 ตุลาคม 2568 ทั้งที่รู้อยู่แล้วว่ากฎหมายที่เกี่ยวข้องอาจจะไม่ผ่านทันเวลาที่กำหนด ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงการขาดความรอบคอบในการวางแผนและดำเนินนโยบาย

นอกจากนี้ นายพริษฐ์ยังได้แสดงความเห็นเกี่ยวกับการที่โฆษกพรรคเพื่อไทยออกมาพูดในลักษณะตัดพ้อ ซึ่งอาจทำให้สังคมเข้าใจผิดว่า พรรคการเมืองควรผลักดันกฎหมายที่เป็นประโยชน์กับประชาชนในพื้นที่ที่ตนเองมี สส. มากกว่า

ดังนั้น สิ่งที่รัฐบาลควรทำ คือ การยอมรับความผิดพลาดที่เกิดขึ้น และเร่งแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง เพื่อให้ประชาชนได้รับประโยชน์จากนโยบายรถไฟฟ้า 20 บาทอย่างแท้จริง

ที่มา – “พริษฐ์” แนะโฆษกพรรคเพื่อไทย ยอมรับตามตรงรัฐบาลไม่รอบคอบทำนโยบายรถไฟฟ้า 20 บาท

Scroll to top