ความสัมพันธ์ไทยกัมพูชา

ประดับยศ 3 ทหารกล้า กลางสนามรบ เชิดชูเกียรติ

ภาพแห่งความประทับใจ พิธีประดับยศ “3 ทหารกล้า” กลางสนามรบ จัดขึ้นเพื่อขอบคุณในความเสียสละอันยิ่งใหญ่ ที่พวกเขามีต่อการปกป้องผืนแผ่นดินไทยให้คงอยู่สืบไป เหล่าทหารหาญเหล่านี้ได้อุทิศตนอย่างกล้าหาญ สมควรได้รับการยกย่องและเชิดชูเกียรติอย่างแท้จริง

เมื่อวันที่ 1 กันยายน 2568 กองทัพภาคที่ 2 ได้เผยแพร่ภาพและข้อความอันน่าซาบซึ้งใจผ่านทางเฟซบุ๊ก โดยระบุว่า พันโท ธีระพงษ์ อ่ำพันเงิน ผู้บังคับกองพันทหารปืนใหญ่ที่ 8 กรมทหารปืนใหญ่ที่ 3 ได้เป็นประธานในพิธีประดับยศ “3 ทหารกล้า” กลางสนามรบ ให้แก่ จ.ส.อ.ศักดิ์ดา จันทร์แสง, จ.ส.ต.เทพฤทธิ์ ทองแย้ม และ จ.ส.ต.อานนท์ เจริญยิ่ง ท่ามกลางบรรยากาศที่เต็มไปด้วยความอบอุ่นและกำลังใจจากเพื่อนร่วมรบ

การเลื่อนยศในครั้งนี้ ถือเป็นเครื่องหมายแห่งความเสียสละ ความกล้าหาญ และคำมั่นสัญญาที่ทหารกล้าเหล่านี้ได้ให้ไว้ว่าจะปกป้องแผ่นดินไทยด้วยชีวิต ทุกหยาดเหงื่อแรงกายที่เสียไป ทุกความยากลำบากที่ต้องเผชิญ ล้วนเป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นถึงความรักชาติอย่างแท้จริง พวกเขาคือวีรบุรุษที่ควรค่าแก่การจดจำและยกย่อง

ประดับยศ “3 ทหารกล้า” กลางสนามรบ

พิธีประดับยศ “3 ทหารกล้า” กลางสนามรบ ไม่ได้เป็นเพียงแค่การเปลี่ยนแปลงเครื่องหมายบนบ่า แต่เป็นการประกาศเกียรติคุณและความดีงามที่พวกเขาสั่งสมมาตลอดระยะเวลาในการรับราชการทหาร เป็นการยืนยันถึงความสามารถและความทุ่มเทที่พวกเขามีต่อหน้าที่และความรับผิดชอบ

การปฏิบัติหน้าที่ของทหารหาญเหล่านี้ เต็มไปด้วยความเสี่ยงภัยและความท้าทาย พวกเขาต้องเผชิญหน้ากับอันตรายรอบด้าน ต้องเสียสละความสุขส่วนตัวเพื่อรักษาความสงบสุขของประเทศชาติ แต่พวกเขาก็ไม่เคยย่อท้อ ไม่เคยหวาดหวั่น เพราะพวกเขามีความมุ่งมั่นที่จะปกป้องผืนแผ่นดินไทยให้พ้นจากภัยคุกคามทุกรูปแบบ

ความสำคัญของการประดับยศ “3 ทหารกล้า”

การประดับยศ “3 ทหารกล้า” กลางสนามรบ มีความสำคัญอย่างยิ่งในหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็น:

  • การสร้างขวัญและกำลังใจ: เป็นการสร้างขวัญและกำลังใจให้กับทหารที่ปฏิบัติหน้าที่อย่างเสียสละ
  • การยกย่องเชิดชูเกียรติ: เป็นการยกย่องเชิดชูเกียรติให้กับทหารที่ทำคุณงามความดีให้กับประเทศชาติ
  • การสร้างแรงบันดาลใจ: เป็นการสร้างแรงบันดาลใจให้กับทหารรุ่นหลังให้มีความมุ่งมั่นที่จะปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มกำลังความสามารถ
  • การแสดงความขอบคุณ: เป็นการแสดงความขอบคุณจากประชาชนชาวไทยต่อความเสียสละของทหาร

ขอแสดงความยินดีกับทหารกล้าทั้ง 3 นาย ที่ได้รับการเลื่อนยศในครั้งนี้ ขอให้ทุกท่านประสบความสำเร็จในหน้าที่การงาน และเป็นกำลังสำคัญในการปกป้องประเทศชาติสืบไป พวกท่านคือความภาคภูมิใจของพวกเราทุกคน

การเสียสละของทหารกล้าเหล่านี้ เป็นสิ่งที่เตือนใจให้เราตระหนักถึงความสำคัญของการรักษาความสงบสุขและความมั่นคงของประเทศชาติ เราทุกคนควรให้ความเคารพและสนับสนุนการทำงานของทหาร เพื่อให้พวกเขาสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และปกป้องผืนแผ่นดินไทยให้รอดพ้นจากภัยอันตรายทั้งปวง

ที่มา – ประดับยศ “3 ทหารกล้า” กลางสนามรบ ขอบคุณความเสียสละ ปกป้องแผ่นดินสุดชีวิต

ทหารกัมพูชา: โดรนโผล่ซำแต-ช่องตาเฒ่า

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชายังคงน่าจับตา เมื่อล่าสุดมีการตรวจพบความเคลื่อนไหวของ “ทหารกัมพูชา” โดยเฉพาะการปรากฏตัวของโดรนในพื้นที่สำคัญอย่าง ซำแต – ช่องตาเฒ่า ถึง 6 ครั้ง สร้างความกังวลและเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิดจากกองทัพไทย

พบความเคลื่อนไหวของ “ทหารกัมพูชา” มีโดรนโผล่พื้นที่ซำแต – ช่องตาเฒ่า 6 ครั้ง

กองทัพภาคที่ 2 ได้สรุปสถานการณ์ตามแนวชายแดน โดยระบุว่ามีการตรวจพบความเคลื่อนไหวของ “ทหารกัมพูชา” อย่างต่อเนื่อง ซึ่งรวมถึงการพบโดรนในพื้นที่ซำแต – ช่องตาเฒ่า จำนวน 6 ครั้ง และในพื้นที่สัตตะโสม – ภูผี – โดนตวน อีก 1 ครั้ง ทำให้ต้องมีการติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เพื่อประเมินสถานการณ์และเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้น

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 1 กันยายน 2568 โดยศูนย์ปฏิบัติการกองทัพภาคที่ 2 ได้แถลงถึงสถานการณ์ตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ซึ่งเป็นข้อมูล ณ เวลา 14.00 น. ของวันดังกล่าว

โดยรวมแล้ว สถานการณ์ยังคงอยู่ในภาวะที่ต้องเฝ้าระวัง แม้ว่ากองกำลังทั้งสองฝ่ายจะยังคงวางกำลังในพื้นที่ของตนเอง แต่ฝ่ายไทยก็ยังคงจัดกำลังพลประจำจุดเฝ้าตรวจ เพื่อติดตามความเคลื่อนไหวของ “ทหารกัมพูชา” และเตรียมพร้อมสำหรับการตอบโต้หากมีสถานการณ์ที่จำเป็น

สถานการณ์ล่าสุด: โดรน “ทหารกัมพูชา” กับการรับมือของไทย

การปรากฏตัวของโดรนในพื้นที่ชายแดน ถือเป็นประเด็นที่ต้องให้ความสนใจเป็นพิเศษ เพราะอาจเป็นการลาดตระเวน หรือเตรียมการสำหรับปฏิบัติการบางอย่าง กองทัพไทยจึงต้องเพิ่มความเข้มงวดในการเฝ้าระวัง และใช้เทคโนโลยีต่างๆ เพื่อตรวจจับและติดตามโดรนเหล่านี้

นอกจากประเด็นด้านความมั่นคงแล้ว ยังมีเรื่องของการดูแลผู้อพยพ ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ชายแดน ซึ่งทางกองทัพและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้อำนวยความสะดวกให้กับประชาชนจากพื้นที่เสี่ยงภัย โดยจัดพื้นที่รวบรวมพลเรือนในจังหวัดอุบลราชธานีและสุรินทร์ เพื่อให้ประชาชนได้รับความปลอดภัยและความช่วยเหลือที่จำเป็น

ในส่วนของการช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบ ศอ.จอส.พระราชทาน ได้เข้ามามีบทบาทสำคัญในการให้กำลังใจ และซ่อมแซมบ้านเรือนที่ได้รับความเสียหายจากสถานการณ์ รวมถึงการให้ความช่วยเหลือด้านอื่นๆ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน

กองทัพภาคที่ 2 ขอความร่วมมือประชาชนในการรับข้อมูลข่าวสารด้วยความระมัดระวัง และติดตามข่าวสารจากช่องทางที่เป็นทางการเท่านั้น เพื่อป้องกันความเข้าใจผิด และการตื่นตระหนกจากข้อมูลที่ไม่ถูกต้อง

  • ติดตามข่าวสารจากหน่วยงานราชการเท่านั้น
  • อย่าหลงเชื่อข่าวลือ
  • ช่วยกันสอดส่องดูแลความปลอดภัย

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาเป็นเรื่องละเอียดอ่อน ที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด การรับรู้ข้อมูลที่ถูกต้องและการมีสติในการพิจารณาข่าวสาร จึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้เราสามารถรับมือกับสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้นได้อย่างเหมาะสม

ที่มา – พบความเคลื่อนไหวของ “ทหารกัมพูชา” มีโดรนโผล่พื้นที่ซำแต – ช่องตาเฒ่า 6 ครั้ง

ราชภัฏสุรินทร์ยัน! หนุ่มกัมพูชาลาออกก่อนเหตุชายแดน

จากกรณีข่าวหนุ่มกัมพูชา อดีตนักศึกษาทุนที่ผันตัวไปเข้าร่วมการสู้รบตามแนวชายแดน ล่าสุดมหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ได้ออกมายืนยันข้อเท็จจริงเกี่ยวกับสถานะของบุคคลดังกล่าวแล้ว

ทางมหาวิทยาลัยยืนยันว่าอดีตนักศึกษาชาวกัมพูชาเป็นนักศึกษาทุนจริง แต่ได้ลาออกไปก่อนที่จะเกิดเหตุการณ์ความไม่สงบตามแนวชายแดน โดยให้เหตุผลว่าติดภารกิจทางทหาร

ราชภัฏสุรินทร์ ยันหนุ่มกัมพูชาเคยเป็นนักศึกษาทุน แต่ลาออกก่อนเกิดเหตุชายแดน

ตามรายงานจากผู้บริหารมหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ อดีตนักศึกษาคนดังกล่าวเคยศึกษาในสาขาวิชาเทคโนโลยีไฟฟ้า คณะเทคโนโลยีอุตสาหกรรม ชั้นปีที่ 2 โดยได้รับทุนการศึกษาประเภท “เรียนดีมีความสามารถ” ซึ่งเป็นโครงการที่มอบทุนให้นักศึกษาทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติในกลุ่มประเทศอาเซียน

นักศึกษาชาวกัมพูชารายนี้เป็นหนึ่งในแปดคนที่ได้รับทุนดังกล่าวจากประเทศกัมพูชา

ทางมหาวิทยาลัยระบุว่านักศึกษาคนดังกล่าวเดินทางกลับจังหวัดอุดรมีชัย ประเทศกัมพูชา ตั้งแต่ช่วงปิดเทอมเดือนมีนาคม และไม่ได้กลับมาศึกษาต่ออีกเลย จนกระทั่งวันที่ 6 มิถุนายน 2568 ได้ฝากเพื่อนทำเรื่องลาออก โดยให้เหตุผลว่าต้องไปเป็นทหาร

ปัจจุบันมหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์มีนักศึกษาชาวกัมพูชาทั้งหมด 32 คน ซึ่งทั้งหมดได้เดินทางกลับประเทศแล้ว โดย 14 คนเดินทางกลับด้วยตั๋วเครื่องบินที่ครอบครัวออกค่าใช้จ่ายเอง ส่วนที่เหลือมหาวิทยาลัยได้ประสานงานให้เดินทางกลับผ่านช่องเม็กและช่องหนองนกเขียนในประเทศลาว

สำหรับความเป็นไปได้ในการกลับมาศึกษาต่อนั้น ยังไม่มีข้อสรุปที่ชัดเจน แต่มีนักศึกษาบางส่วนที่สามารถหาที่เรียนใหม่ในประเทศกัมพูชาได้แล้ว ซึ่งทางมหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ได้มอบข้อมูลที่จำเป็นเพื่อให้พวกเขาสามารถโอนหน่วยกิตและศึกษาต่อได้โดยไม่ต้องเริ่มต้นใหม่

แล้วเรื่องทุนการศึกษาในอนาคตล่ะ?

ถึงแม้ว่าในปัจจุบันจะมีบริษัทเอกชนให้การสนับสนุนทุนการศึกษาฟรีแก่นักศึกษาชาวกัมพูชาจำนวน 10 ทุนสำหรับการศึกษาในปีหน้า แต่เนื่องจากสถานการณ์ความไม่สงบที่เกิดขึ้น ทางมหาวิทยาลัยจึงจำเป็นต้องระงับการรับนักศึกษาใหม่ไว้ก่อน

เกี่ยวกับประเด็นที่อดีตนักศึกษาชาวกัมพูชารายนี้ได้โพสต์ข้อความที่สนับสนุน “ฮุนเซน” และโจมตีประเทศไทย ทางมหาวิทยาลัยให้ความเห็นว่าอาจเป็นเพราะนักศึกษาได้รับข้อมูลด้านเดียวและอาจมีข้อบังคับให้ข้าราชการชาวกัมพูชาทุกคนต้องแสดงความรักชาติผ่านการโพสต์และแชร์ข้อมูลในทิศทางเดียวกัน ซึ่งอาจขาดการกลั่นกรองข้อมูลที่ถูกต้อง

นอกจากนี้ มหาวิทยาลัยยังเสริมอีกว่าศิษย์เก่าชาวกัมพูชาที่เคยศึกษาที่มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์หลายคนปัจจุบันดำรงตำแหน่งสำคัญในประเทศกัมพูชา ทั้งในภาครัฐและในสถาบันการศึกษา รวมถึงตำแหน่งอธิการบดีของมหาวิทยาลัย

จากการสอบถามเพื่อนร่วมห้องของอดีตนักศึกษาชาวกัมพูชารายนี้ ทราบว่าชื่อจริงของเขาคือนายรณชิต โดยในช่วงเดือนมีนาคม นายรณชิตได้เก็บของกลับบ้านที่กัมพูชา และบอกกับเพื่อนว่าจะไปสมัครเป็นทหาร

หลังจากนั้นก็ไม่ได้ติดต่อกลับมาอีกเลย จนกระทั่งเกิดความขัดแย้งตามแนวชายแดน เพื่อนคนไทยจึงถูกนายรณชิตบล็อกช่องทางการติดต่อทั้งหมด เนื่องจากอาจเห็นว่าเพื่อนแชร์ข่าวความขัดแย้งระหว่างไทยและกัมพูชา

เพื่อนของนายรณชิตรู้สึกผิดหวังเป็นอย่างมาก เพราะไม่คาดคิดว่าเขาจะตอบแทนบุญคุณด้วยการเป็นศัตรู ทั้งๆ ที่ได้รับทุนการศึกษาฟรีจากมหาวิทยาลัย ในขณะที่นักศึกษาไทยต้องกู้ยืมเงินเพื่อการศึกษา (กยศ.)

เพื่อนคนดังกล่าวเสริมว่า ตลอดเวลาที่รู้จักกันไม่เคยเห็นว่านายรณชิตแสดงออกถึงความคลั่งชาติหรือรักชาติมากขนาดนี้ ในฐานะนักศึกษาชาวไทยจึงรู้สึกน้อยใจที่นักศึกษาชาวกัมพูชาได้รับโอกาสทางการศึกษาที่มากกว่า

ถึงแม้ว่าเหตุการณ์นี้จะสร้างความผิดหวังให้กับหลายฝ่าย แต่ก็เป็นสิ่งสำคัญที่เราจะต้องไม่ตัดสินคนทั้งกลุ่มจากพฤติกรรมของคนเพียงคนเดียว มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ยังคงมุ่งมั่นที่จะสร้างความสัมพันธ์อันดีกับประเทศเพื่อนบ้านและให้โอกาสทางการศึกษาแก่นักศึกษาจากทุกชาติ

เรื่องราวของ ราชภัฏสุรินทร์ ยันหนุ่มกัมพูชาเคยเป็นนักศึกษาทุน แต่ลาออกก่อนเกิดเหตุชายแดน สะท้อนให้เห็นถึงความซับซ้อนของสถานการณ์ชายแดน และผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศได้

ที่มา – ราชภัฏสุรินทร์ ยันหนุ่มกัมพูชาเคยเป็นนักศึกษาทุน แต่ลาออกก่อนเกิดเหตุชายแดน

ทบ. ตรวจ รพ.พนมดงรัก เก็บหลักฐานความเสียหาย

จากเหตุการณ์ความไม่สงบบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชาที่ส่งผลกระทบต่อโรงพยาบาลพนมดงรักเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา จังหวัดสุรินทร์ ล่าสุด กองทัพบกได้ร่วมกับสถาบันนิติวิทยาศาสตร์เข้าตรวจสอบพื้นที่เพื่อเก็บหลักฐานและประเมินความเสียหายที่เกิดขึ้น

เมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2568 เจ้าหน้าที่จากกองทัพบกและสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ กระทรวงยุติธรรม ได้ลงพื้นที่ตรวจ รพ.พนมดงรัก เพื่อเก็บหลักฐานภายหลังจากเหตุการณ์ความรุนแรงบริเวณชายแดน เมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม 2568 ที่ผ่านมา ซึ่งกระสุนปืนใหญ่จากฝั่งกัมพูชาได้ตกเข้ามาในบริเวณโรงพยาบาลถึง 3 นัด ทำให้เกิดความเสียหายต่ออาคารและทรัพย์สิน

อาคารที่ได้รับความเสียหายอย่างหนัก คือ อาคารภูมิพัฒน์ และอาคารศูนย์สุขภาพชุมชนพระครูอาภัสธรรม (หลวงตารอด) ซึ่งเป็นอาคารห้องตรวจครรภ์มารดาก่อนคลอด ถือเป็นพื้นที่ให้บริการที่สำคัญสำหรับประชาชนในชุมชน เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้ทางโรงพยาบาลต้องอพยพผู้ป่วยไปยังพื้นที่ปลอดภัยเป็นการเร่งด่วนเพื่อความปลอดภัยของผู้ป่วยและบุคลากรทางการแพทย์

เจ้าหน้าที่ที่อยู่ในเหตุการณ์เล่าถึงช่วงเวลาที่เกิดเหตุว่า “ขณะนั้นตนเองปฏิบัติงานอยู่ที่ห้องตรวจครรภ์ ซึ่งปกติจะมีผู้มาใช้บริการจำนวนมาก ทั้งมารดาที่มาฝากครรภ์วันละ 5-10 ราย เด็กที่มาฉีดวัคซีน และผู้สูงอายุที่มาตรวจสุขภาพ ในวันเกิดเหตุมีหญิงตั้งครรภ์เพียง 1 ราย”

“ในช่วงที่เกิดเหตุ ได้ยินเสียงระเบิดดังมาจากอาคารภูมิพัฒน์ที่อยู่ใกล้เคียง จากนั้นสะเก็ดระเบิดได้พุ่งเข้ามายังห้องตรวจครรภ์ รวมถึงบริเวณที่นั่งของแพทย์ โชคดีที่ไม่มีใครได้รับบาดเจ็บ จึงรีบอพยพหญิงตั้งครรภ์รายนั้นออกมาได้อย่างปลอดภัย ผู้ป่วยและญาติที่อยู่ในอาคารต่างพากันไปหลบภัยในหลุมหลบภัยชั่วคราว บางรายตกใจมากจนถึงขั้นสั่งเสียกับญาติ เมื่อสถานการณ์สงบลง เจ้าหน้าที่จึงรีบให้การช่วยเหลือผู้ที่ได้รับบาดเจ็บทันที”

เหตุการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงความรุนแรงของสถานการณ์ชายแดนและความเสี่ยงที่ประชาชนต้องเผชิญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในโรงพยาบาล ซึ่งควรเป็นสถานที่ที่ปลอดภัยที่สุด แต่กลับกลายเป็นพื้นที่ที่ต้องเผชิญกับภัยคุกคามและความหวาดกลัว นอกจากนี้ ยังส่งผลกระทบต่อการให้บริการด้านสาธารณสุขที่จำเป็น ซึ่งควรได้รับการคุ้มครองจากภัยสงครามและความขัดแย้ง

ขณะนี้ เจ้าหน้าที่สถาบันนิติวิทยาศาสตร์กำลังดำเนินการเก็บรวบรวมหลักฐานทั้งหมดในที่เกิดเหตุ โดยเฉพาะสะเก็ดระเบิด เพื่อนำไปตรวจสอบในห้องปฏิบัติการของสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ เพื่อพิสูจน์ที่มาและรายละเอียดของการยิง

ทบ. ตรวจ รพ.พนมดงรัก

การลงพื้นที่ตรวจ รพ.พนมดงรักในครั้งนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อนำไปสู่การตรวจสอบข้อเท็จจริงและดำเนินการตามกฎหมายต่อไป นอกจากนี้ ยังเป็นการแสดงให้เห็นถึงความห่วงใยและความใส่ใจของกองทัพบกและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องที่มีต่อประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ชายแดน

ผลจากการตรวจ รพ.พนมดงรัก จะเป็นอย่างไรต่อไป?

หลังจากนี้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะนำหลักฐานที่ได้จากการตรวจ รพ.พนมดงรัก ไปวิเคราะห์และประเมินสถานการณ์อย่างละเอียด เพื่อหามาตรการป้องกันและแก้ไขปัญหาที่เหมาะสมต่อไป การดูแลประชาชนที่อาศัยอยู่บริเวณชายแดนและการปกป้องสถานพยาบาลให้ปลอดภัยจากภัยสงครามเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่ง

  • การเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์
  • การเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับระบบสาธารณสุขในพื้นที่ชายแดน
  • การประสานงานกับหน่วยงานต่างๆ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ซ้ำรอย

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นที่โรงพยาบาลพนมดงรักเป็นเครื่องเตือนใจให้ทุกฝ่ายตระหนักถึงความสำคัญของการรักษาสันติภาพและความมั่นคงในภูมิภาค การปกป้องชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนเป็นหน้าที่ที่ทุกฝ่ายต้องร่วมมือกัน

ที่มา – ทบ. ร่วมกับสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ เก็บหลักฐาน-ตรวจความเสียหายที่ รพ.พนมดงรัก

กองทัพภาคที่ 2 พบทหารกัมพูชา เจอโดรนที่ช่องบก

กองทัพภาคที่ 2 อัปเดตสถานการณ์ตามแนวชายแดน พบความเคลื่อนไหวของทหารฝ่ายกัมพูชา ตรวจพบโดรนบริเวณพื้นที่ช่องบก 1 ลำ อยู่ระหว่างการติดตามความเคลื่อนไหวของฝ่ายตรงข้ามอย่างใกล้ชิด

วันที่ 30 สิงหาคม 2568 ศูนย์ปฏิบัติการกองทัพภาคที่ 2 แถลงสถานการณ์ตามแนวชายแดนไทย – กัมพูชา เวลา 14.00 น. โดยมีรายละเอียดดังนี้ สถานการณ์โดยรวมมีการตรวจพบความเคลื่อนไหวของทหารฝ่ายกัมพูชา โดยเจ้าหน้าที่ได้ตรวจพบโดรนบริเวณพื้นที่ช่องบก 1 ลำ และอยู่ระหว่างการติดตามความเคลื่อนไหวของฝ่ายตรงข้ามอย่างใกล้ชิด กองกำลังทั้ง 2 ฝ่ายยังคงวางกำลังตามแนวที่มั่นของตนเอง ฝ่ายไทยจัดกำลังพลประจำจุดเฝ้าตรวจตามเหตุการณ์ เพื่อติดตามความเคลื่อนไหวของฝ่ายตรงข้าม และเตรียมความพร้อมในการปฏิบัติตอบโต้ตามสถานการณ์ กรณีที่มีรายงานข่าวว่ากองทัพภาคที่ 2 พบความเคลื่อนไหวผิดปกติ

กรณีข้อกล่าวหาฝ่ายกัมพูชาต่อการใช้สารพิษของฝ่ายไทย ตามที่ปรากฏข่าวสารในสื่อออนไลน์ของกัมพูชา มีการเผยแพร่ภาพทหารกัมพูชาสวมใส่หน้ากากป้องกันสารพิษ พร้อมกล่าวอ้างว่ากองทัพไทยอาจมีการใช้อาวุธเคมีและสารพิษในการปฏิบัติการทางทหารนั้น กองทัพภาคที่ 2 ขอเรียนชี้แจงอย่างชัดเจนว่า ข้อกล่าวหาดังกล่าวไม่เป็นความจริง ฝ่ายไทยไม่เคยมีนโยบาย และไม่มีความจำเป็นต้องใช้อาวุธเคมีหรือแก๊สพิษในการปฏิบัติการทางทหารแต่อย่างใด การนำเสนอข้อมูลดังกล่าวเป็นเพียงการบิดเบือนข้อเท็จจริง ซึ่งอาจมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างความหวาดกลัวแก่ประชาชนภายในประเทศกัมพูชาเอง

ประเทศไทยยึดมั่นอย่างเคร่งครัดต่อพันธกรณีตามอนุสัญญาว่าด้วยการห้ามอาวุธเคมี (Chemical Weapons Convention – CWC) และไม่เคยมีการพัฒนา ผลิต ครอบครอง หรือใช้อาวุธเคมีในทุกกรณี อีกทั้งยังให้ความสำคัญต่อหลักมนุษยธรรมและการปฏิบัติตามกฎหมายระหว่างประเทศอย่างต่อเนื่อง

กองทัพภาคที่ 2 ขอให้ประชาชนทุกฝ่ายมั่นใจว่า ประเทศไทยดำเนินการด้วยความโปร่งใส ยึดหลักสันติวิธี และพร้อมให้ความร่วมมือกับประชาคมระหว่างประเทศอย่างเต็มที่ เพื่อธำรงไว้ซึ่งความมั่นคง ความปลอดภัย และสันติภาพในภูมิภาค ทั้งนี้ข้อกล่าวหาที่ฝ่ายกัมพูชานำมาเผยแพร่ต่อสาธารณชนนั้น เป็นข่าวเท็จและเป็นเพียงกลยุทธ์เพื่อผลประโยชน์ทางการเมืองภายในประเทศตนเอง มิได้มีข้อเท็จจริงใด ๆ เกี่ยวข้องกับนโยบายหรือการปฏิบัติการของฝ่ายไทย

การดูแลผู้อพยพ อำนวยความสะดวกประชาชนจากพื้นที่เสี่ยงภัยไปยังพื้นที่รวบรวมพลเรือน 7 ศูนย์ ในพื้นที่ จ.อุบลราชธานี 3 ศูนย์ 100 คน และในพื้นที่ จ.สุรินทร์ 4 ศูนย์ 501 คน ปัจจุบันมียอด 601 คน เนื่องจากมีความวิตกกังวล ทั้งนี้ทางฝ่ายปกครองได้จัดชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน เข้าดูแลพื้นที่บ้านเรือนของพี่น้องประชาชนอย่างต่อเนื่อง

การดำเนินงานด้านจิตอาสา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้นายชำนาญ ชื่นตา ผวจ.สุรินทร์ นำแจกันดอกไม้และกระเช้าสิ่งของพระราชทานไปมอบแก่กำลังพล 4 นาย ที่ได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์ความไม่สงบบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชาในพื้นที่ จว.สุรินทร์ เพื่อเป็นขวัญกำลังใจ แสดงถึงความห่วงใยของพระองค์ต่อกำลังพล ขณะนี้กำลังพลอยู่ในระหว่างการรักษาตัวได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิด จากทีมแพทย์ พยาบาลของโรงพยาบาลปราสาท อ.ปราสาท และโรงพยาบาลสุรินทร์ อ.เมืองสุรินทร์ จว.สุรินทร์

ศอ.จอส.พระราชทาน มทบ.25, ศอ.จอส.พระราชทาน จว.สุรินทร์ และศอ.จอส.พระราชทาน จว.อุบลราชธานี จิตอาสา 904 พร้อมด้วยจิตอาสาพระราชทาน เยี่ยมศูนย์พักพิงชั่วคราว และได้มอบสิ่งของเครื่องอุปโภค-บริโภค อาหาร น้ำดื่ม ให้กับประชาชน, ผู้สูงอายุ, ผู้ป่วย และเด็ก ณ ศูนย์พักพิงชั่วคราว จว.สุรินทร์ และ จว.อุบลราชธานี อย่างต่อเนื่อง.

กองทัพภาคที่ 2 พบความเคลื่อนไหวของทหารฝ่ายกัมพูชา เจอโดรนที่ช่องบก 1 ลำ

สถานการณ์ล่าสุด: กองทัพภาคที่ 2 พบอะไรบ้าง?

กองทัพภาคที่ 2 พบความเคลื่อนไหวที่น่าสนใจตามแนวชายแดน ซึ่งจำเป็นต้องมีการเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด การปรากฏตัวของโดรนเป็นสัญญาณที่ต้องจับตา และต้องมีการประเมินสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง เพื่อรักษาความมั่นคงของประเทศ

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชายังคงต้องติดตามอย่างใกล้ชิด ความเคลื่อนไหวต่างๆ ที่เกิดขึ้นส่งผลต่อความมั่นคงในภูมิภาค การรับรู้ข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้องเป็นสิ่งที่สำคัญ เพื่อป้องกันความเข้าใจผิด และรับมือกับสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้น

ทำไมต้องติดตามข่าว กองทัพภาคที่ 2 พบทหารกัมพูชา?

  • เพื่อรับทราบสถานการณ์ชายแดน
  • เพื่อเข้าใจมาตรการรักษาความปลอดภัย
  • เพื่อติดตามข่าวสารที่ถูกต้องและเป็นจริง

การติดตามข่าวสารจากแหล่งที่เชื่อถือได้อย่างกองทัพภาคที่ 2 จะช่วยให้ประชาชนได้รับข้อมูลที่ถูกต้องและครบถ้วน เกี่ยวกับสถานการณ์ชายแดนและการดำเนินงานของเจ้าหน้าที่

การเฝ้าระวังชายแดนเป็นภารกิจที่สำคัญอย่างยิ่ง การที่ กองทัพภาคที่ 2 พบความเคลื่อนไหวของทหารฝ่ายกัมพูชาและโดรน แสดงให้เห็นถึงความจำเป็นในการรักษาความเข้มงวด และเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ที่ไม่คาดฝัน การมีข้อมูลที่ถูกต้องและการติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิดจึงเป็นสิ่งที่สำคัญสำหรับทุกคน

ที่มา – กองทัพภาคที่ 2 พบความเคลื่อนไหวของทหารฝ่ายกัมพูชา เจอโดรนที่ช่องบก 1 ลำ

รวบ! แรงงานกัมพูชา 38 ราย **หนีความอดอยาก ลักลอบเข้าไทย**

กองกำลังบูรพาปิดล้อมจับกุมแรงงานชาวกัมพูชาถึง 38 ชีวิต กลางไร่อ้อย! สาเหตุที่พวกเขาตัดสินใจ หนีความอดอยาก ลักลอบเข้าไทย คืออะไร? พวกเขาบอกว่ารัฐบาลไม่เหลียวแล ทำให้ไม่มีงานและขาดรายได้ จนต้องเสี่ยงชีวิตเพื่อหวังหาเงินมาเลี้ยงชีพ

เมื่อเวลา 07.00 น. วันที่ 30 สิงหาคม 2568 พ.อ.ชัยณรงค์ กาสี ผบ.ฉก.อรัญประเทศ กกล.บูรพา สั่งการให้ พ.อ.เมธี คำเต็ม ผบ.ชค.ทพ.12 นำกำลังพล กองร้อยทหารพรานที่ 1204 ร่วมกับกองพันทหารม้าที่ 30 เข้าปิดล้อมจับกุม 38 แรงงานเถื่อนชาวกัมพูชา ที่ลักลอบข้ามแดนผ่านช่องทางธรรมชาติจากฝั่งกัมพูชา เข้ามาในประเทศไทย บริเวณไร่อ้อย ท้ายหมู่บ้านโนนขี้เหล็ก ต.ผ่านศึก อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว พบเป็นชาย 20 คน หญิง 17 คน และเด็กหญิง 1 คน ทั้งหมดไม่มีหนังสือเดินทางหรือเอกสารอนุญาตทำงานในประเทศไทย จึงถูกควบคุมตัวเพื่อสอบสวนที่กองร้อยทหารพรานที่ 1204

จากการสอบสวนเบื้องต้น พวกเขาให้การว่าเดินทางมาจากประเทศกัมพูชา และ หนีความอดอยาก ลักลอบเข้าไทย เพราะที่บ้านเกิดประสบปัญหาอย่างหนัก ไม่มีงานทำ และขาดรายได้ ไม่สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ รัฐบาลกัมพูชาไม่ได้ให้ความช่วยเหลือ ทำให้พวกเขาต้องเสี่ยงชีวิตเพื่อเข้ามาหางานทำในประเทศไทย

หนีความอดอยาก ลักลอบเข้าไทย: วิกฤตที่ต้องจับตา

เจ้าหน้าที่ชุดจับกุมกล่าวว่า เหตุการณ์นี้เป็นเครื่องยืนยันถึงวิกฤตเศรษฐกิจที่รุนแรงในกัมพูชา และเป็นเรื่องที่รัฐบาลกัมพูชาต้องให้ความสำคัญอย่างเร่งด่วน เพราะประชาชนกำลัง หนีความอดอยาก ลักลอบเข้าไทย เป็นจำนวนมาก และไม่สามารถรอความช่วยเหลือจากรัฐบาลได้อีกต่อไป

ทำไมแรงงานกัมพูชาถึง หนีความอดอยาก ลักลอบเข้าไทย

  • ปัญหาการว่างงานในกัมพูชา
  • ความยากจนและขาดแคลนอาหาร
  • การขาดการสนับสนุนจากรัฐบาล
  • ความหวังที่จะมีชีวิตที่ดีขึ้นในประเทศไทย

จากนั้น เจ้าหน้าที่ได้ควบคุมตัวชาวกัมพูชาทั้ง 38 คน ส่งให้พนักงานสอบสวน สภ.คลองน้ำใส อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมาย

สถานการณ์นี้เป็นสัญญาณเตือนถึงปัญหาทางเศรษฐกิจและสังคมที่รุนแรงในประเทศเพื่อนบ้าน การแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืนจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้อีกในอนาคต นอกจากนี้ การให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมแก่ผู้ที่ได้รับผลกระทบก็เป็นสิ่งที่ควรพิจารณา

ที่มา – ปิดล้อมจับกลางไร่อ้อย แรงงานชาวกัมพูชา 38 ราย หนีความอดอยาก ลักลอบเข้าไทย

กพท. อนุญาต “บินโดรน” ทั่วไทย ยกเว้น 5 จังหวัด

สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (กพท.) ได้ประกาศผ่อนคลายมาตรการ “บินโดรน” ทั่วประเทศแล้ว แต่ยังมีข้อยกเว้นสำหรับบางพื้นที่ โดยเฉพาะพื้นที่ชายแดนและพื้นที่ความมั่นคง รายละเอียดเป็นอย่างไร มาดูกัน

กพท. ออกประกาศฉบับใหม่ อนุญาตให้ “บินโดรน” ทั่วประเทศ ภายใต้เงื่อนไขด้านความปลอดภัยที่กำหนด ยกเว้น 5 จังหวัดชายแดน และพื้นที่ที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคง ซึ่งยังคงมีข้อห้ามในการบินโดรนอยู่ โดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1-15 กันยายน 2568 หรือจนกว่าจะมีประกาศเปลี่ยนแปลง

การตัดสินใจนี้เกิดขึ้นหลังจากการประเมินสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ซึ่งพบว่าสถานการณ์โดยรวมเริ่มคลี่คลาย กพท. จึงผ่อนคลายมาตรการเพื่อให้ประชาชนและผู้ประกอบการสามารถทำการ “บินโดรน” ทั่วประเทศ ได้ตามวัตถุประสงค์ต่างๆ แต่จะต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขและข้อจำกัดที่กำหนดไว้อย่างเคร่งครัด

กพท. อนุญาต “บินโดรน” ทั่วประเทศ ยกเว้น 5 จังหวัดชายแดน และพื้นที่ความมั่นคง

พื้นที่ใดบ้างที่ยังห้ามบินโดรน?

ถึงแม้ว่าจะมีการผ่อนคลายมาตรการ แต่ยังมีพื้นที่บางแห่งที่ยังคงห้ามบินโดรนโดยเด็ดขาด ได้แก่:

  • 5 จังหวัดชายแดนที่ประกาศกฎอัยการศึก หรือมีการวางกำลังภาคพื้น ได้แก่ สระแก้ว บุรีรัมย์ ศรีสะเกษ สุรินทร์ และอุบลราชธานี (มีการปรับลดพื้นที่ จ.จันทบุรี และ จ.ตราด)
  • พื้นที่อำเภอสัตหีบ จ.ชลบุรี, อำเภอเมือง จ.ระยอง, อำเภอพยุหะคีรี จ.นครสวรรค์ และอำเภอเมืองราชบุรี จ.ราชบุรี
  • พื้นที่ในรัศมี 9 กิโลเมตรรอบสนามบิน (มีการเพิ่มพื้นที่สนามบินโคกกระเทียม จ.ลพบุรี และสนามบินประจวบคีรีขันธ์)
  • พื้นที่ที่หน่วยงานด้านความมั่นคงประกาศเพิ่มเติม

เงื่อนไขสำคัญที่ต้องทราบก่อน “บินโดรน”

หากต้องการบินโดรนในพื้นที่ที่ได้รับอนุญาต จะต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขสำคัญดังต่อไปนี้:

  • ต้องขึ้นทะเบียนผู้บังคับโดรนและทะเบียนอากาศยานซึ่งไม่มีนักบินให้ถูกต้องตามกฎหมาย
  • ต้องยื่นคำขออนุญาตและแจ้งพื้นที่ วันเวลา และวัตถุประสงค์การบินล่วงหน้าอย่างน้อย 3 วัน ผ่านระบบ UAS Portal (uasportal.caat.or.th) และแจ้งการปฏิบัติการต่อศูนย์ต่อต้านอากาศซึ่งไม่มีนักบิน ประเภทอากาศยานที่ควบคุมการบินจากภายนอก (โดรน) กองบัญชาการตำรวจนครบาล (ศบตอ.น.) อีเมล: [email protected]
  • หากทำการบินนอกเหนือเวลา 06.00 น.- 18.00 น. จะต้องขออนุญาตจาก CAAT และห้ามทำการบินในช่วงเวลา 00.01 น.- 04.00 น. ทุกกรณี
  • การปฏิบัติการบินที่แตกต่างจากเงื่อนไขอื่น ๆ ตามที่กำหนดในข้อ 17 ของประกาศกระทรวงคมนาคม เรื่องหลักเกณฑ์การขออนุญาตและเงื่อนไขในการบังคับหรือปล่อยอากาศยานซึ่งไม่มีนักบิน ประเภทอากาศยานที่ควบคุมการบินจากภายนอก พ.ศ. 2558 หรือข้อ 21 ของประกาศกระทรวงคมนาคม เรื่อง หลักเกณฑ์การขออนุญาตและเงื่อนไขในการบังคับหรือปล่อยอากาศยานซึ่งไม่มีนักบิน ประเภทอากาศยานที่ควบคุมการบินจากภายนอกที่มีน้ำหนักเกิน 25 กิโลกรัม พ.ศ. 2567 แล้วแต่กรณี ให้ขอยื่นขออนุญาตเพิ่มเติมผ่านแอปพลิเคชัน UAS Portal หรือ uasportal.caat.or.th

สำหรับโดรนของหน่วยงานราชการ เช่น ทหาร ตำรวจ ศุลกากร กระทรวงเกษตรฯ กระทรวงทรัพยากรฯ และสำนักข่าวกรองฯ สามารถปฏิบัติการได้ตามอำนาจหน้าที่ แต่สำหรับโดรนของศุลกากร กระทรวงเกษตรฯ และกระทรวงทรัพยากรฯ หากมีการบินในพื้นที่ห้ามบิน จะต้องแจ้งข้อมูลล่วงหน้าผ่าน UAS Portal หรือ uasportal.caat.or.th และ ศบตอ.น. [email protected] รวมถึงหน่วยงานความมั่นคงที่เกี่ยวข้องในพื้นที่นั้นๆ ด้วย

หากพบเห็นการใช้งานโดรนที่ผิดกฎหมาย หรืออาจเป็นภัยต่อความมั่นคง และฝ่าฝืนประกาศนี้ สามารถแจ้งข้อมูลได้ทันที โดยให้ข้อมูลรายละเอียด เช่น วัน เวลา สถานที่ที่พบเห็น ลักษณะของโดรน และภาพถ่ายหรือคลิปวิดีโอ (ถ้ามี) ไปยังหน่วยงานที่รับผิดชอบผ่านช่องทางต่างๆ ที่ระบุไว้ในประกาศของ กพท.

การผ่อนคลายมาตรการ “บินโดรน” ทั่วประเทศ นี้ ถือเป็นข่าวดีสำหรับผู้ที่ใช้งานโดรนในด้านต่างๆ อย่างไรก็ตาม การปฏิบัติตามกฎระเบียบและเงื่อนไขที่กำหนดเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อความปลอดภัยและป้องกันผลกระทบต่อความมั่นคงของประเทศ

ที่มา – กพท. อนุญาต “บินโดรน” ทั่วประเทศ ยกเว้น 5 จังหวัดชายแดน และพื้นที่ความมั่นคง

จับตา! สินค้าลักลอบชายแดน สะท้อนวิกฤติความอดอยากกัมพูชา

สถานการณ์ชายแดนน่าจับตา! พบการลักลอบนำเข้าสินค้าอุปโภค-บริโภคจำนวนมาก สะท้อนวิกฤติความอดอยากในกัมพูชาที่กำลังพุ่งสูงขึ้นจนน่าตกใจ พบลักษณะการลำเลียงเป็นไปในเชิงพาณิชย์ ไม่ได้มีจุดประสงค์เพียงเพื่อการบริโภคภายในครัวเรือนเท่านั้น

เมื่อวันที่ 29 สิงหาคม 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กองกำลังบูรพา ร่วมกับหน่วยเฉพาะกิจอรัญประเทศ, ชุดควบคุมกรมทหารพรานที่ 12 และกองพันทหารม้าที่ 30 ได้ร่วมมือกันออกปฏิบัติภารกิจลาดตระเวนในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา จนกระทั่งตรวจพบความเคลื่อนไหวที่น่าสงสัยใกล้กับแนวเขตแดน บริเวณบ้านหนองปรือ ตำบลผ่านศึก อำเภออรัญประเทศ จังหวัดสระแก้ว

จากการเข้าตรวจสอบพื้นที่ดังกล่าว เจ้าหน้าที่พบสินค้าอุปโภคบริโภคจำนวนมหาศาลถูกลักลอบกองทิ้งไว้บริเวณริมคลองที่กั้นเขตแดน พร้อมด้วยรถเข็นที่ใช้ในการลำเลียง คาดการณ์ว่ากำลังรอเวลาเพื่อลำเลียงข้ามแดนไปยังกัมพูชาโดยหลีกเลี่ยงพิธีการทางศุลกากร ซึ่งของกลางที่พบมีปริมาณมากและครอบคลุมอาหารที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิต

รายการสินค้าอุปโภค-บริโภคที่ตรวจยึดได้นั้น ประกอบไปด้วยอาหารและวัตถุดิบสำคัญที่ใช้ในการบริโภคในชีวิตประจำวัน เช่น นมข้นจืด และกะทิสำเร็จรูป ซึ่งเป็นส่วนประกอบสำคัญในการปรุงอาหาร พริกแห้ง, ซีอิ๊ว, ซอสปรุงรส, ผงปรุงรส ซึ่งถือเป็นวัตถุดิบหลักที่จำเป็นในครัวเรือน นอกจากนี้ยังมีวุ้นเส้น และลูกชิ้นหมู ซึ่งเป็นอาหารที่นิยมบริโภคกันอย่างแพร่หลาย

จากปริมาณของสินค้าอุปโภคบริโภคที่ตรวจยึดได้ในครั้งนี้ เจ้าหน้าที่เชื่อว่ามีการเตรียมการลักลอบส่งออกในระดับที่ใหญ่ ไม่ได้มีวัตถุประสงค์เพียงเพื่อการบริโภคภายในครัวเรือนเท่านั้น แต่มีลักษณะของการลำเลียงเชิงพาณิชย์ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงวิกฤตการณ์ “การขาดแคลนอาหาร” ที่เกิดขึ้นในฝั่งประเทศกัมพูชา

แหล่งข่าวจากทางด้านความมั่นคงได้ประเมินสถานการณ์ว่า ความอดอยากในประเทศกัมพูชากำลังทวีความรุนแรงเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่ตามแนวชายแดนที่ประชาชนกำลังประสบปัญหาการขาดแคลนอาหารอย่างหนัก ทำให้สินค้าอุปโภคบริโภคจากฝั่งประเทศไทยกลายเป็นเป้าหมายหลักในการลักลอบนำเข้าไปเพื่อจำหน่ายและนำมาใช้ในการดำรงชีพ

การตรวจยึดในครั้งนี้ถือเป็น “สัญญาณเตือน” ที่มีความชัดเจนว่า ประเทศเพื่อนบ้านของเรากำลังเผชิญหน้ากับวิกฤตทางด้านปากท้อง จนต้องอาศัยการลักลอบนำเข้าสินค้าจากประเทศไทยเพื่อความอยู่รอด

จับตา สินค้าอุปโภค-บริโภคลักลอบชายแดน

เบื้องต้น เจ้าหน้าที่ได้ดำเนินการนำของกลางทั้งหมดส่งมอบให้กับด่านศุลกากรอรัญประเทศ เพื่อดำเนินการตามขั้นตอนทางกฎหมาย พร้อมทั้งเร่งสืบสวนเพื่อหาผู้ที่เกี่ยวข้องกับขบวนการลักลอบดังกล่าว กองกำลังบูรพายืนยันว่าจะเพิ่มความเข้มงวดในการลาดตระเวนและสกัดกั้นการลักลอบทุกประเภทตามแนวชายแดน เพื่อเป็นการป้องกันความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นต่อเศรษฐกิจของประเทศ และเพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชาอย่างต่อเนื่อง

ผลกระทบจากวิกฤติความอดอยากกัมพูชาต่อสินค้าอุปโภคบริโภค

วิกฤติความอดอยากในกัมพูชาส่งผลกระทบโดยตรงต่อความต้องการสินค้าอุปโภคบริโภคจากประเทศไทย ทำให้เกิดการลักลอบข้ามแดนเพื่อตอบสนองความต้องการที่เพิ่มขึ้น หากสถานการณ์ยังไม่ดีขึ้น อาจส่งผลเสียต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศและเศรษฐกิจชายแดนได้

  • ความต้องการสินค้าอุปโภคบริโภคสูงขึ้น
  • การลักลอบข้ามแดนเพิ่มขึ้น
  • ผลกระทบต่อเศรษฐกิจชายแดน

ดังนั้น การแก้ไขปัญหาความอดอยากในกัมพูชาจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อลดผลกระทบด้านลบที่อาจเกิดขึ้น

ที่มา – จับตา สินค้าอุปโภค-บริโภคลักลอบชายแดน สะท้อนวิกฤติความอดอยากกัมพูชาพุ่งถึงขีดสุด

กองทัพบกยัน! กัมพูชาลอบวางทุ่นระเบิด พร้อมป้องกัน

“โฆษกกองทัพบก” ยืนยันมีหมัดเด็ด “กัมพูชา” ลอบวางทุ่นระเบิด พร้อมย้ำเคารพข้อตกลงหยุดยิง แต่พร้อมป้องกันตัว

วันที่ 29 ส.ค. 2568 พล.ต.วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก แถลงข่าวถึงสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ว่า ในพื้นที่กองทัพภาคที่ 2 ยังต้องเฝ้าระวัง และกำลังพลยังคงมีความพร้อมรักษาอธิปไตย โดยยังมีการลอบเข้ามาวางทุ่นระเบิด หลังจากมีข้อตกลงหยุดยิง ยังคงมีการใช้อาวุธทำร้ายฝ่ายไทยจำนวน 3 ครั้ง

ทั้งนี้การลาดตระเวน แม้จะเป็นพื้นที่ที่เราควบคุมได้ แต่ยังต้องระมัดระวัง เพราะงานด้านการข่าวพบว่าฝ่ายกัมพูชายังลอบเข้าพื้นที่ เพื่อมาทำร้ายฝ่ายไทยด้วยการลอบวางทุ่นระเบิด นอกจากนี้การคุกคามด้วยการใช้โดรนก็ยังคงมีอยู่ แต่มีความหนาแน่นน้อยลง กองทัพบกยังคงเน้นการสื่อสารเรื่องการใช้ทุ่นระเบิด เรามีหลักฐานชี้ชัดว่าเป็นการวางใหม่ โดยเฉพาะข้อมูลในหลักฐานในโทรศัพท์ของทหารกัมพูชาประมาณกว่า 20 เครื่อง มีทั้งภาพนิ่งและภาพเคลื่อนไหว การสอนการใช้ทุ่นระเบิด ผู้ที่สืบค้นข้อมูลเชิงลึกให้กับกองทัพคือสำนักงานนิติวิทยาศาสตร์ของกระทรวงยุติธรรม สามารถนำไปยืนยันกับองค์กรต่างประเทศได้

กองทัพบก ยัน กัมพูชาลอบวางทุ่นระเบิด จริง

เมื่อถามว่า คำสั่งอนุมัติให้ยิงตอบโต้ทันที หากพบทหารกัมพูชารุกล้ำเข้ามาวางระเบิด จะสามารถป้องปรามได้หรือไม่ และเป็นไปได้หรือไม่จะเกิดการยิงสวนกลับมา ทำให้สถานการณ์บานปลาย พล.ต.วินธัย กล่าวว่า ถือว่าอยู่ในเรื่องของกฎการใช้กำลังหรือกฎการปะทะ เนื่องจากมีความชัดเจนว่าทหารกัมพูชาเข้ามาเพื่อคุกคามชีวิต ทำอันตรายต่อทหารไทย

ฉะนั้นแนวทางในการป้องกันตัวสามารถทำได้อยู่แล้ว และยอมรับว่าหากฝ่ายไทยยิงตอบโต้ ก็มีโอกาสที่ฝ่ายกัมพูชาจะยิงสวนกลับมา ขึ้นอยู่กับสถานการณ์เฉพาะ แต่หากมีการรุกล้ำ สิ่งบ่งชี้ทุกอย่างค่อนข้างชัดเจน เข้ามาเพื่อทำอันตรายกับทหารไทย เพราะฉะนั้นหลักของการป้องกันตัว เมื่อภัยคุกคามนั้นมาถึงที่กระทบต่อชีวิต หลักทั่วไปของสากลก็สามารถทำได้

เมื่อถามว่า จะถูกมองว่าฝ่ายไทยละเมิดการหยุดยิงหรือไม่นั้น พล.ต.วินธัย กล่าวว่า เราเคารพในข้อตกลงอยู่แล้วอย่างเคร่งครัด และให้ความสำคัญ เนื่องจากเป็นการดำเนินการจากรัฐบาลสองประเทศ แต่ไม่ปิดโอกาสในการป้องกันตัวเอง ต้องแยกกัน

ส่วนประเด็นการประกาศกฎอัยการศึกที่บ้านหนองจาน จ.สระแก้ว ว่า ยังไม่ได้รับรายงานสิ่งผิดปกติ การประกาศกฎอัยการศึกเป็นมาตรการควบคุมพื้นที่และรักษาความปลอดภัย เนื่องจากในพื้นที่มีแนวโน้มการเกิดเหตุจลาจล อาจจะมีความไม่เรียบร้อย ถือเป็นมาตรการดูแลการเข้าออกในพื้นที่ต้องระมัดระวังมากขึ้น โดยเฉพาะบุคคลที่เป็นประชาชน ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายกัมพูชาหรือฝ่ายไทย

อีกทั้งยังมีความเป็นไปได้ที่จะเกิดการเผชิญหน้าของประชาชนสองประเทศ ซึ่งอาจจะพัฒนาไปยังจุดอื่น จึงค่อนข้างมีความน่ากังวล ในขณะเดียวกันยืนยันว่ามวลชนฝ่ายไทย เช่น อินฟลูฯ ขอความร่วมมือได้ ปัจจุบันน่าจะมีการพูดคุยกันอยู่แล้ว ซึ่งฝั่งไทยไม่ได้มีความน่ากังวลอะไร ทุกคนอยู่ในกรอบ และยังสามารถเข้าออกในพื้นที่ได้ เพียงแต่ให้มีการประสานงานอย่างใกล้ชิดกับเจ้าหน้าที่ฝ่ายไทยอ้าง ยังไม่มีข้อมูลเรื่องสร้างรั้วชายแดนสระแก้ว

พล.ต.วินธัย ยังกล่าวถึงกรณีการสร้างรั้วชายแดน จ.สระแก้ว ว่าโดยหลักแล้ว หากเป็นพื้นที่ที่มีความเรียบร้อยแล้วสามารถสร้างรั้วได้ ซึ่งขณะนี้อยู่ที่ว่าหน่วยไหนจะเป็นผู้ปฏิบัติ แต่ในพื้นที่ที่เป็นประเด็นส่วนใหญ่ เป็นพื้นที่ที่ยังไม่ชัดเจน ไม่มีการยอมรับเส้นปฏิบัติการของทั้งสองประเทศ

ส่วนเรื่องการสร้างรั้วจะเป็นหน้าที่ของกองทัพบกหรือกองทัพไทยนั้น ตรงนี้ยังไม่มีข้อมูลรายละเอียด ซึ่งการสร้างรั้วน่าจะมีประโยชน์โดยเฉพาะการเข้าออกในพื้นที่ที่มีความชัดเจน แต่เท่าที่มีติดตามข่าวสารกับกองทัพไทย จะพูดถึงบริเวณพื้นที่ที่ตกลงกันได้แล้ว ก็จะได้ประโยชน์ในเรื่องอื่นๆ รวมถึงการกระทำผิดกฎหมายที่ใช้ช่องทางธรรมชาติ ก็พยายามไม่ทำให้มากที่สุด

เมื่อถามว่าในพื้นที่บ้านหนองจาน กรณีที่การประชุมทวิภาคีในระดับต่างๆ ไม่เป็นผล จะสามารถใช้กำลังผลักดันชาวกัมพูชาออกจากพื้นที่ได้หรือไม่ พล.ต.วินธัย กล่าวว่า เป็นไปได้หมด ซึ่งพื้นที่ตรงนั้นมีความข้องเกี่ยวกับประชาชนต้องดำเนินการด้วยความรอบคอบและระมัดระวัง เพราะในภาพรวม กัมพูชาพยายามใช้เวทีต่างประเทศเป็นเครื่องมือกดดันฝ่ายไทย แต่ยังไม่สามารถทำได้

ซึ่งฝ่ายไทยก็มีความพร้อมในทุกเรื่อง และเราก็ชี้แจงในทุกเรื่องได้ ว่าสิ่งที่ได้กระทำไปอยู่บนพื้นฐานของความชอบธรรม ยอมรับว่าฝ่ายทหารเองก็กังวล อยากให้การทำงานมีความสมบูรณ์มากที่สุด ไม่ถูกหยิบยกไปเป็นเงื่อนไขอื่น ที่จะส่งผลกระทบต่อประเทศไทยในอนาคต เพราะจะทำให้บริหารจัดการปัญหาต่างๆ ได้ยากขึ้น

เมื่อถามว่าได้ประเมินสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา จะยืดเยื้อไปถึงเมื่อใด พล.ต.วินธัย กล่าวว่า ตอนนี้ตอบยาก ยอมรับว่าสถานการณ์มีความไม่แน่นอน เพราะจากช่วงที่สถานการณ์ตึงเครียดมา จะเห็นหลายสิ่งเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอด แต่ก็ไม่ได้น่ากังวล เพราะกองทัพบกถือว่ามีความพร้อม รวมถึงกองทัพภาคที่ 1-2 ก็มีความพร้อมที่จะเผชิญสถานการณ์ทุกรูปแบบอยู่แล้ว.

กองทัพบก พร้อมรับมือสถานการณ์ กัมพูชาลอบวางทุ่นระเบิด

จากสถานการณ์ที่เกิดขึ้น กองทัพบก ยืนยันความพร้อมในการป้องกันประเทศ และจะดำเนินการทุกวิถีทางเพื่อปกป้องอธิปไตยของชาติ การที่ กัมพูชาลอบวางทุ่นระเบิด เป็นการกระทำที่ขัดต่อข้อตกลงระหว่างประเทศ และ กองทัพบก จะไม่ยอมให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้นอีก

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชายังคงต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด ถึงแม้จะมีความไม่แน่นอนเกิดขึ้น แต่กองทัพบกยืนยันว่ามีความพร้อมที่จะรับมือกับทุกสถานการณ์ เพื่อความปลอดภัยของประชาชนและประเทศชาติ

ที่มา – “กองทัพบก” ยืนยันมีหมัดเด็ด “กัมพูชา” ลอบวางทุ่นระเบิด ย้ำพร้อมป้องกันตัว

Scroll to top