ความสัมพันธ์ไทยกัมพูชา

ไทย-กัมพูชารังวัดหมุด GCP สระแก้ว

ชุดปฏิบัติงานสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนร่วมไทย–กัมพูชา เดินหน้ารังวัดหมุด GCP และบินโดรนถ่ายภาพชายแดนสระแก้ว โดยวันนี้สำรวจที่จุดตรวจ 34 บ้านหนองหญ้าแก้ว

เมื่อวันที่ 22 พ.ย. 68 ทีมโฆษกกองทัพไทย ได้สรุปภาพรวมการปฏิบัติงานของกองกำลังบูรพา ร่วมกับชุดสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนร่วมไทย–กัมพูชา รวมถึงฝ่ายปกครอง จ.สระแก้ว และ อำเภอโคกสูง จำนวน 35 นาย โดยเมื่อวานนี้ (21 พ.ย. 68) ได้ปฏิบัติงานร่วมกับฝ่ายกัมพูชา เพื่อสำรวจและปักหมุดชั่วคราวระหว่างหลักเขตแดนที่ 42 ถึง 43 (ช่วงการสำรวจช่วงแรก) โดยดำเนินการกรุยแนว เพื่อวางจุด GCP ได้ 16 จุด และรังวัดจุด GCP ด้วย GPS ได้จำนวน 16 หมุด 

รวมทั้งบินโดรนถ่ายภาพ เพื่อเก็บภูมิประเทศปัจจุบัน และนำไปจัดทำแผนผังหมุดชั่วคราวประกอบการรายงานผลการสำรวจ ได้จำนวน 2 เที่ยวบิน ระยะทาง 1,300 เมตร รวมวัดจุด GCP ได้ 32 หมุด จากทั้งหมด 72 หมุด คิดเป็น 44.44% รวมเที่ยวบินได้ 5 เที่ยวบิน จากทั้งหมด 9 เที่ยวบิน คิดเป็น 55.55% รวมระยะทาง 3.4 กิโลเมตร จากทั้งหมด 7 กิโลเมตร คิดเป็น 48.5%

นอกจากนี้ สำหรับแผนในการปฏิบัติต่อไปในวันนี้ได้นัดพบกับฝ่ายกัมพูชา ดำเนินการรังวัดหมุด GCP และบินโดรนถ่ายภาพที่จุดตรวจ 34 บ้านหนองหญ้าแก้ว การดำเนินงานทุกขั้นตอนของชุดสำรวจฯ ในวันนี้ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของไทยในการรักษาความถูกต้องของเส้นเขตแดนตามหลักภูมิสารสนเทศที่เป็นสากล การรังวัด การวางหมุด และการจัดทำแผนผังด้วยเทคโนโลยีดาวเทียมและโดรน ช่วยให้การกำหนดพิกัดเขตแดนมีความแม่นยำ โปร่งใส สามารถตรวจสอบได้ และลดโอกาสการเกิดความคลาดเคลื่อนในอนาคต การปฏิบัติงานร่วมกันเช่นนี้จึงเป็นรากฐานของการสร้างเขตแดนที่ชัดเจน เสริมสร้างความเชื่อมั่น และสนับสนุนความสงบเรียบร้อยตลอดแนวชายแดนไทย–กัมพูชาอย่างยั่งยืน

วันเดียวกัน หน่วยเฉพาะกิจนาวิกโยธินจันทบุรี ร่วมกับชุดสำรวจ และจัดทำหลักเขตแดนร่วมไทย–กัมพูชา ชุดควบคุมทหารพรานนาวิกโยธินที่ 2 หน่วยปฏิบัติการทุ่นระเบิดด้านมนุษยธรรมที่ 2 หน่วยพัฒนาการเคลื่อนที่ 14 สำนักงานพัฒนาภาค 1 หน่วยบัญชาการทหารพัฒนา หน่วยเฉพาะกิจตำรวจตระเวนชายแดนจันทบุรี และชุดรักษาความปลอดภัย ตำบลเทพนิมิตร รวม 60 นาย ได้ปฏิบัติงานร่วมกับฝ่ายกัมพูชา จำนวน 40 นาย เพื่อสำรวจและปักหมุดชั่วคราวระหว่างหลักเขตแดนที่ 53–54 ได้จำนวน 3 หมุด (TM53-19 ถึง TM53-21) รวมระยะทาง 150 เมตร รวมปักได้ 136 หมุด จากทั้งหมด 166 หมุด คิดเป็น 81.93% รวมระยะทาง 6.8 กิโลเมตร จากทั้งหมด 8.3 กิโลเมตร

ในช่วงบ่าย ชุดสำรวจฯ ของทั้งสองฝ่ายได้ร่วมกันจัดทำรายงานประจำวันเพื่อบันทึกผลการสำรวจและปักหมุดชั่วคราวระหว่างหลักเขตแดนที่ 52–59 โดยพบว่าพื้นที่ปฏิบัติงานส่วนใหญ่เป็นสวนลำไยและสวนทุเรียน ส่งผลให้ต้นไม้ขนาดใหญ่บดบังสัญญาณดาวเทียม GPS อีกทั้งยังมีบางช่วงเป็นป่าหญ้ารกทึบ ทำให้การวัดพิกัดต้องอาศัยความละเอียดรอบคอบและความร่วมมือใกล้ชิดระหว่างชุดสำรวจทั้งสองฝ่าย

สำหรับแผนการปฏิบัติงานในวันที่ 22 พ.ย. เวลา 09.00 น. ทั้งสองฝ่ายได้นัดพบกันที่หลักเขตแดนที่ 58 เพื่อดำเนินการปักหมุด TM57-39 ถึง TM57-47 ตามแผนที่วางไว้ร่วมกัน การปักหมุดชั่วคราวระหว่างหลักเขตแดนเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการ “จัดทำเส้นเขตแดนบนพื้นดิน (land boundary demarcation)” ซึ่งเป็นมาตรฐานสากลที่ใช้ในการแบ่งเขตแดนระหว่างประเทศ หมุดแต่ละหมุดทำหน้าที่เป็นจุดอ้างอิงเชิงพิกัด (geodetic reference points) เพื่อยืนยันตำแหน่งของเส้นเขตแดนอย่างถูกต้องก่อนนำไปสู่การติดตั้งหลักเขตแดนถาวรในลำดับต่อไป กระบวนการนี้ต้องอาศัยการปฏิบัติร่วมกันอย่างละเอียดระหว่างทั้งสองประเทศ เพื่อให้เส้นเขตแดนมีความชัดเจน โปร่งใส และสามารถใช้ประกอบการบริหารพื้นที่ชายแดนได้อย่างถูกต้องตามกฎหมายระหว่างประเทศ อันเป็นประโยชน์ยิ่งต่อการรักษาเสถียรภาพ ความมั่นคง ระหว่างไทย–กัมพูชา.

ไทย–กัมพูชา เดินหน้ารังวัดหมุด GCP บินโดรนถ่ายภาพชายแดนสระแก้ว

การดำเนินงานไทย–กัมพูชา เดินหน้ารังวัดหมุด GCP บินโดรนถ่ายภาพชายแดนสระแก้ว ถือเป็นก้าวสำคัญในการรักษาความถูกต้องและแม่นยำของเส้นเขตแดนระหว่างประเทศ การใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัย เช่น โดรนและระบบดาวเทียม GPS ช่วยให้กระบวนการสำรวจเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและโปร่งใส นอกจากนี้ ยังเป็นการเสริมสร้างความร่วมมือและความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างไทยและกัมพูชา

ความสำคัญของการรังวัดหมุด GCP

การรังวัดหมุด GCP (Ground Control Points) มีความสำคัญอย่างยิ่งในการสร้างแผนที่และกำหนดขอบเขตพื้นที่ การใช้โดรนในการถ่ายภาพทางอากาศช่วยให้ได้ข้อมูลที่ครอบคลุมและมีความละเอียดสูง ซึ่งข้อมูลเหล่านี้จะถูกนำมาประมวลผลเพื่อสร้างแผนที่ที่มีความแม่นยำ การมีข้อมูลที่ถูกต้องแม่นยำเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการบริหารจัดการพื้นที่ชายแดนและการแก้ไขปัญหาข้อพิพาทที่อาจเกิดขึ้น

ความร่วมมือระหว่างไทย–กัมพูชา เดินหน้ารังวัดหมุด GCP บินโดรนถ่ายภาพชายแดนสระแก้ว ไม่เพียงแต่จะช่วยให้การกำหนดเขตแดนมีความชัดเจนมากขึ้น แต่ยังเป็นการส่งเสริมความเข้าใจอันดีและความไว้วางใจซึ่งกันและกันระหว่างสองประเทศ การมีเส้นเขตแดนที่ชัดเจนจะช่วยลดปัญหาความขัดแย้งและสร้างความมั่นคงในพื้นที่ชายแดน

การดำเนินการไทย–กัมพูชา เดินหน้ารังวัดหมุด GCP บินโดรนถ่ายภาพชายแดนสระแก้ว ยังมีส่วนช่วยในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมในพื้นที่ชายแดน เมื่อมีความมั่นคงและปลอดภัย ประชาชนในพื้นที่ก็จะสามารถดำเนินชีวิตและทำการค้าได้อย่างปกติ ซึ่งจะส่งผลดีต่อการพัฒนาในระยะยาว

ดังนั้น การที่ไทยและกัมพูชาร่วมมือกันในการรังวัดหมุด GCP และใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัยในการสำรวจ ถือเป็นแนวทางที่ถูกต้องและเหมาะสมในการจัดการเส้นเขตแดน การดำเนินงานนี้ไม่เพียงแต่จะช่วยให้เส้นเขตแดนมีความชัดเจนมากขึ้น แต่ยังเป็นการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีและความมั่นคงในพื้นที่ชายแดน

ที่มา – ไทย–กัมพูชา เดินหน้ารังวัดหมุด GCP บินโดรนถ่ายภาพชายแดนสระแก้ว

ไทย ประณาม “กัมพูชา” ลอบวางทุ่นระเบิดใหม่

กระทรวงการต่างประเทศของไทย ประณาม “กัมพูชา” ลอบวางทุ่นระเบิดใหม่ ยิงปืนยั่วยุ ละเมิดข้อตกลงระหว่างนายกรัฐมนตรีของไทยกับกัมพูชา ซ้ำซาก การกระทำดังกล่าวสร้างความไม่พอใจให้กับประเทศไทยเป็นอย่างมาก

วันที่ 13 พ.ย. 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เว็บไซต์ของกระทรวงการต่างประเทศได้เผยแพร่ข้อความประณามการกระทำของกัมพูชา ที่ละเมิดการปฏิบัติตามถ้อยแถลงผลการพบหารือระหว่างนายกรัฐมนตรีของไทยกับกัมพูชา (Joint Declaration) ซ้ำ โดยระบุว่า

1. เมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน 2568 กัมพูชาได้ละเมิดการปฏิบัติตามถ้อยแถลง (Joint Declaration) ระหว่างไทยกับกัมพูชา ซึ่งลงนามเมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 2568 ที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ มาเลเซีย ด้วยการลอบเข้ามาวางทุ่นระเบิดสังหารบุคคลใหม่ในเขตแดนไทยที่ห้วยตามาเรีย อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ จนเป็นเหตุให้หนึ่งในผู้ได้รับบาดเจ็บทุพพลภาพถาวร

2. เป็นที่น่าผิดหวังอย่างยิ่งที่ในเวลาเพียงสองวันต่อมา ฝ่ายกัมพูชาได้ละเมิด Joint Declaration อีกครั้ง ด้วยการสร้างสถานการณ์ยั่วยุ โดยยิงปืนเข้ามาฝั่งไทยบริเวณชายแดนบ้านหนองหญ้าแก้ว อำเภอโคกสูง จังหวัดสระแก้ว เมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน 2568 ทำให้ทหารไทยต้องดำเนินการตอบโต้ เพื่อปกป้องอธิปไตยและป้องกันตนเอง ซึ่งเป็นไปตามกฎการใช้กำลังและหลักกฎหมายระหว่างประเทศ

3. ประเทศไทยขอประณามเหตุการณ์ทั้งสองเหตุการณ์ข้างต้น ซึ่งนอกจากจะเป็นการละเมิด Joint Declaration แล้ว การลอบวางทุ่นระเบิดเป็นการละเมิดพันธกรณีตามอนุสัญญาห้ามทุ่นระเบิดสังหารบุคคล (อนุสัญญาออตตาวา) ที่กัมพูชาเป็นรัฐภาคี ซึ่งไทยได้มีหนังสือประท้วงต่อกัมพูชาไปยังญี่ปุ่นในฐานะประธานการประชุมรัฐภาคีอนุสัญญาฯ และได้ขอให้เวียนหนังสือดังกล่าวให้รัฐภาคีอนุสัญญาฯ ทราบแล้ว พร้อมทั้งมีหนังสือถึงเลขาธิการสหประชาชาติในเรื่องนี้ด้วย ในขณะที่เหตุการณ์ปะทะกันที่บ้านหนองหญ้าแก้ว ฝ่ายกัมพูชาได้เปิดฉากยิงเข้ามาในดินแดนไทย ซึ่งเป็นการละเมิดอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดนของไทย

4. ประเทศไทยเคารพและดำเนินการต่าง ๆ ตามกฎหมายระหว่างประเทศและกติกาสากล และเป็นไปด้วยความโปร่งใส โดยจัดให้คณะผู้สังเกตการณ์อาเซียน (AOT) เข้าตรวจสอบพื้นที่เกิดเหตุ นอกจากนี้ ประเทศไทยมุ่งมั่นปฏิบัติตาม Joint Declaration มาโดยตลอด เพราะเห็นว่าเป็นหมุดหมายสำคัญที่จะช่วยลดความตึงเครียดและปูทางไปสู่สันติภาพที่ทั้งสองฝ่ายมุ่งประสงค์ แต่ฝ่ายกัมพูชากลับเป็นผู้ละเมิด Joint Declaration และพยายามสร้างสถานการณ์และข้อมูลเท็จ การกระทำเช่นนี้สะท้อนถึงความไม่จริงใจของฝ่ายกัมพูชาที่จะบรรลุสันติภาพร่วมกัน

5. ประเทศไทยขอแสดงความเสียใจต่อครอบครัวผู้ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ทั้งสอง และขอเรียกร้องให้กัมพูชาแสดงความรับผิดชอบ ตรวจสอบเหตุการณ์ข้างต้นอย่างโปร่งใส ยุติการกระทำยั่วยุ และหันกลับสู่เส้นทางแห่งสันติภาพ เพื่อลดความตึงเครียดและมิให้เกิดความสูญเสียในอนาคต

ไทย ประณาม “กัมพูชา” ลอบวางทุ่นระเบิดใหม่ ยิงปืนยั่วยุ ละเมิดข้อตกลงซ้ำซาก

ทำไมไทยถึงประณามกัมพูชาเรื่องนี้?

การที่ประเทศไทยออกมาประณามกัมพูชาอย่างรุนแรง เป็นผลมาจากการกระทำหลายอย่างที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน ซึ่งถือเป็นการละเมิดข้อตกลงและความไว้ใจระหว่างประเทศเพื่อนบ้าน การลอบวางทุ่นระเบิดสังหารบุคคลในเขตแดนไทยไม่เพียงแต่เป็นการกระทำที่ผิดกฎหมายระหว่างประเทศเท่านั้น แต่ยังเป็นภัยคุกคามต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนไทย การยิงปืนยั่วยุตามแนวชายแดนยิ่งเป็นการเพิ่มความตึงเครียดและอาจนำไปสู่สถานการณ์ที่รุนแรงยิ่งขึ้น

ประเทศไทยมองว่าการกระทำเหล่านี้เป็นการละเมิด “Joint Declaration” ซึ่งเป็นข้อตกลงที่มุ่งหวังที่จะสร้างสันติภาพและความร่วมมือระหว่างสองประเทศ การที่กัมพูชาละเมิดข้อตกลงนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ทำให้ไทยต้องออกมาแสดงจุดยืนอย่างแข็งกร้าวเพื่อปกป้องอธิปไตยและผลประโยชน์ของชาติ

นอกจากนี้ การลอบวางทุ่นระเบิดยังเป็นการละเมิด “อนุสัญญาออตตาวา” ซึ่งกัมพูชาเป็นภาคี การที่กัมพูชาซึ่งเป็นรัฐภาคีของอนุสัญญาดังกล่าว กลับกระทำการที่ขัดต่อพันธกรณีของตนเอง ทำให้ไทยต้องเรียกร้องให้มีการตรวจสอบและรับผิดชอบต่อการกระทำดังกล่าว

ผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

เหตุการณ์เหล่านี้ส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างไทยและกัมพูชาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ การประณามอย่างเป็นทางการ แสดงให้เห็นถึงความไม่พอใจอย่างรุนแรงของไทยต่อการกระทำของกัมพูชา ความสัมพันธ์ที่เคยราบรื่นอาจต้องเผชิญกับความท้าทายมากยิ่งขึ้นในอนาคต

อย่างไรก็ตาม ทั้งสองประเทศยังคงต้องหาทางแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างสันติวิธี เพื่อป้องกันไม่ให้สถานการณ์บานปลายไปมากกว่านี้ การเจรจาและการใช้กลไกทางการทูตเป็นสิ่งสำคัญในการแก้ไขความขัดแย้งและสร้างความเข้าใจอันดีระหว่างกัน

สถานการณ์นี้เป็นบทเรียนสำคัญที่แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการเคารพซึ่งกันและกัน การปฏิบัติตามข้อตกลง และการแก้ไขปัญหาอย่างสันติวิธี การสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจและความร่วมมือระหว่างประเทศเพื่อนบ้าน เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการสร้างสันติภาพและความมั่นคงในภูมิภาค

การที่ประเทศไทยออกมา ประณาม “กัมพูชา” ลอบวางทุ่นระเบิดใหม่ และยิงปืนยั่วยุอย่างตรงไปตรงมา แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะปกป้องอธิปไตยและผลประโยชน์ของชาติ หวังว่ากัมพูชาจะรับฟังและดำเนินการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น เพื่อให้ความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศกลับคืนสู่สภาวะปกติโดยเร็ว

การกระทำของกัมพูชาที่ ไทย ประณาม “กัมพูชา” ลอบวางทุ่นระเบิดใหม่ นั้น ทำให้เกิดความกังวลในหมู่ประชาชนชาวไทยที่อาศัยอยู่ตามแนวชายแดน

ดังนั้นทั้งสองประเทศควรกลับมาเจรจาอย่างจริงจังเพื่อแก้ไขปัญหาร่วมกัน

ที่มา – ไทย ประณาม “กัมพูชา” ลอบวางทุ่นระเบิดใหม่ ยิงปืนยั่วยุ ละเมิดข้อตกลงซ้ำซาก

ผบ.ทบ. ยุติข้อตกลง “กัมพูชา” ป้องการกระทำ

“ผู้บัญชาการทหารบก” ประกาศจุดยืน ลั่นจำเป็นต้องยุติทุกข้อตกลง “กัมพูชา” เพื่อรักษาสิทธิในการป้องกันตนเองจากการถูกกระทำอย่างไม่เป็นธรรม

วันที่ 11 พ.ย. 2568 มีรายงานว่า จากสถานการณ์ชายแดนไทย–กัมพูชา ที่มีความตึงเครียดเพิ่มขึ้น ภายหลังเหตุการณ์ที่มีกำลังพลได้รับบาดเจ็บจากการเหยียบทุ่นระเบิด

ล่าสุด พลเอก พนา แคล้วปลอดทุกข์ ผู้บัญชาการทหารบก ได้แสดงจุดยืนของกองทัพบกว่า “ความจริงได้ปรากฏอย่างชัดเจนแล้วว่า ท่าทีแห่งความเป็นปรปักษ์ยังคงอยู่ กองทัพบกจำเป็นต้องยุติทุกข้อตกลง เพื่อรักษาสิทธิในการป้องกันตนเองจากการถูกกระทำอย่างไม่เป็นธรรม”.

ผบ.ทบ. ยุติข้อตกลง “กัมพูชา” ป้องการกระทำ

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชากลับมาตึงเครียดอีกครั้ง ทำให้เกิดความกังวลในหลายภาคส่วน โดยเฉพาะอย่างยิ่งประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ชายแดน การประกาศยุติข้อตกลงต่างๆ กับ “กัมพูชา” ของผู้บัญชาการทหารบกในครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของกองทัพในการปกป้องอธิปไตยและความปลอดภัยของประเทศชาติ

การตัดสินใจครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากเหตุการณ์ความไม่สงบและการกระทบกระทั่งตามแนวชายแดนที่เพิ่มขึ้น ซึ่งส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และความมั่นคงในภูมิภาค การยุติข้อตกลงเหล่านี้อาจส่งผลกระทบต่อความร่วมมือทางทหาร และความสัมพันธ์ทางการทูตในระยะสั้น แต่ในระยะยาว อาจนำไปสู่การทบทวนและปรับปรุงความสัมพันธ์ให้มีความชัดเจน และเป็นประโยชน์ร่วมกันมากยิ่งขึ้น

เหตุผลเบื้องหลังการยุติข้อตกลงกับกัมพูชา

มีหลายปัจจัยที่อาจเป็นเหตุผลเบื้องหลังการตัดสินใจยุติข้อตกลงกับ “กัมพูชา” ในครั้งนี้ ปัจจัยเหล่านั้นอาจรวมถึง:

  • การละเมิดข้อตกลงที่มีอยู่: หากมีการละเมิดข้อตกลงทวิภาคี หรือข้อตกลงระหว่างประเทศ โดยฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง อาจเป็นเหตุผลให้ต้องทบทวน หรือยุติข้อตกลงนั้น
  • ความเปลี่ยนแปลงในสถานการณ์ความมั่นคง: ความเปลี่ยนแปลงในสถานการณ์ความมั่นคงตามแนวชายแดน เช่น การเพิ่มขึ้นของกิจกรรมที่ผิดกฎหมาย หรือการปรากฏตัวของกลุ่มติดอาวุธ อาจเป็นเหตุผลให้ต้องปรับปรุงมาตรการรักษาความปลอดภัย และยุติข้อตกลงที่ไม่สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน
  • การทบทวนผลประโยชน์ร่วมกัน: การทบทวนผลประโยชน์ร่วมกัน และพบว่าข้อตกลงบางอย่างไม่เป็นประโยชน์ต่อทั้งสองฝ่ายอย่างเท่าเทียมกัน อาจนำไปสู่การเจรจาใหม่ หรือการยุติข้อตกลงนั้น

สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการรักษาสันติภาพและความมั่นคงในภูมิภาค การแก้ไขปัญหาความขัดแย้งด้วยสันติวิธี และการเจรจาอย่างเปิดเผยและจริงใจ จะเป็นหนทางที่ดีที่สุดในการสร้างความสัมพันธ์ที่ยั่งยืนระหว่างประเทศไทยและกัมพูชา

อย่างไรก็ตาม การตัดสินใจของ ผบ.ทบ. ครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงจุดยืนที่ชัดเจนในการปกป้องผลประโยชน์ของชาติ แม้ว่าอาจจะต้องเผชิญกับความท้าทายและความไม่แน่นอนในอนาคต การเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ต่างๆ และการแสวงหาแนวทางแก้ไขปัญหาอย่างสร้างสรรค์ จะเป็นสิ่งสำคัญในการรักษาความสัมพันธ์ที่ดีกับประเทศเพื่อนบ้าน และสร้างความมั่นคงในภูมิภาค

การประกาศ ผบ.ทบ. ยุติข้อตกลง “กัมพูชา” ป้องการกระทำนี้ ถือเป็นสัญญาณที่ชัดเจนว่าประเทศไทยพร้อมที่จะยืนหยัดเพื่อปกป้องอธิปไตยและความปลอดภัยของชาติ หวังว่าการตัดสินใจครั้งนี้จะนำไปสู่การเจรจาและแก้ไขปัญหาอย่างสันติวิธี เพื่อสร้างความสัมพันธ์ที่ดีและยั่งยืนกับประเทศกัมพูชาต่อไป

ที่มา – ผบ.ทบ. ประกาศยุติทุกข้อตกลง “กัมพูชา” พร้อมป้องกันการถูกกระทำที่ไม่เป็นธรรม

แม่ทัพภาคที่ 2 ยัน ปราสาทตาควายเป็นของไทย

แม่ทัพภาคที่ 2 ยืนยันหนักแน่น “ปราสาทตาควาย” เป็นของไทย กองทัพมีแผนยึดคืนแน่นอน พร้อมทั้งนำคณะกราบขอพร “หลวงปู่เสน ปัญญาธโร” เพื่อความเป็นสิริมงคล

เมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายน 2568 เวลา 14.10 น. พล.ท.วีรยุทธ รักศิลป์ แม่ทัพภาคที่ 2 พร้อมคณะ เดินทางโดยเฮลิคอปเตอร์ไปยังวัดราษฎร์สงเคราะห์ หรือ วัดป่าหนองแซง อ.หนองวัวซอ จ.อุดรธานี เพื่อเข้ากราบขอพรจากหลวงปู่เสน ปัญญาธโร อายุ 90 ปี นอกจากนี้ ยังได้เข้ารับมอบเครื่องอุปโภคบริโภค อุปกรณ์ และรถแบคโฮ จำนวน 3 คัน เพื่อสนับสนุนการสร้างถนนและรั้วตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา

บรรยากาศเป็นไปด้วยความอบอุ่น โดยมีลูกศิษย์ของหลวงปู่เสนและชาวบ้านหนองแซงให้การต้อนรับอย่างอบอุ่น มีการผูกผ้าขาวม้าให้กับแม่ทัพภาคที่ 2 รองแม่ทัพภาคที่ 2 และที่ปรึกษาแม่ทัพภาคที่ 2 ตามประเพณีอีสาน บริเวณประตูทางเข้าฐานองค์พระพุทธไตรโลกนาถศาสดา หรือ หลวงพ่อสมประสงค์ ซึ่งชาวบ้านต่างชื่นชมแม่ทัพภาคที่ 2 ว่าตัวจริงหล่อกว่าในรูปภาพ

หลังจากนั้น คณะได้เข้ากราบองค์พระประธาน ก่อนเข้ากราบหลวงปู่เสนและสนทนาธรรมประมาณ 15 นาที หลวงปู่เสนได้มอบพระพุทธรูป 3 องค์ และเหรียญปลุกเสกให้แม่ทัพภาคที่ 2 เพื่อนำไปมอบให้แก่ทหารกล้าตามแนวชายแดน เป็นขวัญและกำลังใจให้แคล้วคลาดปลอดภัยจากอันตรายทั้งปวง

พล.ท.วีรยุทธ ได้เข็นรถวีลแชร์ให้หลวงปู่เสนไปยังลานด้านหน้าองค์พระพุทธไตรโลกนาถศาสดา ซึ่งลูกศิษย์ทั่วประเทศร่วมกันบริจาคให้หลวงปู่เสน เพื่อมอบให้กับกองทัพภาคที่ 2 นำไปใช้ประโยชน์ตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ซึ่งการสนับสนุนนี้มีมาตั้งแต่สมัยที่ประเทศไทยและกัมพูชามีความขัดแย้งเรื่องเขตแดน หรือตั้งแต่สมัยที่ พล.ท.บุญสิน พาดกลาง ดำรงตำแหน่งแม่ทัพภาคที่ 2 ส่วนรถแบคโฮทั้ง 3 คัน มูลค่าคันละ 1,400,000 บาท จะทำการมอบในวันที่ 6 ธันวาคม 2568 ซึ่งตรงกับวันคล้ายวันเกิดครบรอบ 91 ปีของหลวงปู่เสน

หลังจากการรับมอบสิ่งของจากหลวงปู่เสน พล.ท.วีรยุทธ ได้กล่าวขอบคุณหลวงปู่เสนและลูกศิษย์ทั่วประเทศที่เล็งเห็นถึงความสำคัญของทหารที่ปฏิบัติหน้าที่ตามแนวชายแดนในการปกป้องอธิปไตยของชาติ ปกป้องผืนแผ่นดินไทยที่บรรพบุรุษได้รักษาไว้ให้ลูกหลานได้อยู่อาศัยและทำมาหากิน

หลวงปู่เสนได้ให้พรแก่คณะแม่ทัพภาคที่ 2 และลูกศิษย์ที่มาร่วมทำบุญ ก่อนที่จะร่วมกันถ่ายภาพเป็นที่ระลึก และแม่ทัพภาคที่ 2 ได้เข็นรถวีลแชร์ให้หลวงปู่เสนกลับไปยังใต้ฐานองค์พระพุทธไตรโลกนาถศาสดา ก่อนที่จะกราบลาและเดินทางกลับนครราชสีมา

พล.ท.วีรยุทธ ยังได้ให้สัมภาษณ์ถึงสถานการณ์ตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา โดยกล่าวว่าหลังจากที่ทั้งสองประเทศได้ทำการขนย้ายอาวุธหนักออกจากพื้นที่ชายแดนแล้ว ทางกองทัพก็ไม่ได้มีความกังวลใดๆ เนื่องจากได้ปฏิบัติตามข้อตกลงที่ได้ทำร่วมกันไว้ก่อนหน้านี้ และกองทัพภาคที่ 2 ก็มีความพร้อมเต็มที่ 100% พร้อมรับมือกับทุกสถานการณ์ หากทางกัมพูชาไม่ปฏิบัติตามข้อตกลง

นอกจากนี้ พล.ท.วีรยุทธ ยังได้ตอบโต้หนังสือจากกัมพูชาที่กล่าวอ้างว่าฝ่ายไทยเตรียมใช้กำลังเพื่อยึด

แม่ทัพภาคที่ 2 ยัน “ปราสาทตาควาย” เป็นของไทย

ยืนยัน ปราสาทตาควายเป็นของไทยแน่นอน

พล.ท.วีรยุทธ ยืนยันว่าไม่มีการใช้กำลังในการยึดคืน “ปราสาทตาควาย” เป็นของไทย และทางกองทัพได้เตรียมความพร้อมและวางแผนในการดำเนินการไว้แล้ว แต่ไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดได้ เนื่องจากเป็นยุทธวิธีทางทหารที่เป็นความลับ

สำหรับวันที่ 8 พฤศจิกายน 2568 ที่ภาคประชาชนจะเดินทางไปรวมตัวกันเพื่อทวงคืน “ปราสาทตาควาย” เป็นของไทย นั้น แม่ทัพภาคที่ 2 กล่าวขอบคุณพี่น้องชาวไทยที่จะเดินทางไปให้กำลังใจทหาร แต่ขอให้ระมัดระวังเรื่องความปลอดภัย เนื่องจากบริเวณชายแดนยังมีโดรนและทุ่นระเบิดจำนวนมาก อีกทั้งทหารกัมพูชาก็ยังไม่ได้เข้าร่วมในการเก็บกู้ทุ่นระเบิด เนื่องจากมีจำนวนมากนับพันลูก ทางกองทัพภาคที่ 2 จึงมีความห่วงใยในความปลอดภัยของทหารและผู้ใต้บังคับบัญชาที่ปฏิบัติหน้าที่ตามแนวชายแดน

สถานการณ์ชายแดนยังคงต้องติดตามอย่างใกล้ชิด กองทัพยังคงตรึงกำลังและเฝ้าระวัง เพื่อรักษาอธิปไตยและความมั่นคงของชาติ การเจรจาและใช้สันติวิธี ยังคงเป็นแนวทางหลักในการแก้ไขปัญหา

ที่มา – แม่ทัพภาคที่ 2 ยัน “ปราสาทตาควาย” เป็นของไทย กองทัพมีวิธียึดคืน วางแผนไว้แล้ว

รำลึก “ส.ท.ต่อพงษ์” นักรบช่องอานม้า

กองพันทหารราบที่ 11 จัดพิธีรำลึก ณ ฐานปฏิบัติการภูมะเขือ ครบรอบ 100 วันการจากไปของ “ส.ท.ต่อพงษ์ พันดวง” ทหารกล้าผู้สละชีพเพื่อชาติ ที่ช่องอานม้า

เมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายน 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พ.ท.จักรกฤษณ์ ขุริรัง ผู้บังคับกองพันทหารราบที่ 11 หน่วยเฉพาะกิจที่ 1 กองกำลังสุรนารี ได้จัดพิธีรำลึกถึง “ส.ท.ต่อพงษ์ พันดวง” ทหารผู้เสียสละชีวิตปกป้องแผ่นดินไทย ครบรอบ 100 วันแห่งการจากไป ณ ฐานปฏิบัติการภูมะเขือ วีรกรรมอันกล้าหาญของ “นักรบช่องอานม้า” จะยังคงอยู่ในความทรงจำตลอดไป โดยมีกำลังพลที่เคยร่วมปฏิบัติภารกิจปกป้องชาติ เข้าร่วมพิธีอย่างพร้อมเพรียง

พ.ท.จักรกฤษณ์ กล่าวถึง ส.ท.ต่อพงษ์ ว่า “น้องต่อพงษ์ได้เสียสละชีวิตเพื่อปกป้องประเทศชาติในพื้นที่ช่องอานม้า การเสียสละของน้องเป็นสิ่งที่พวกเราทุกคนตระหนักดี และพวกเราที่ยังอยู่ จะร่วมกันสานต่อภารกิจในการปกป้องรักษาผืนแผ่นดินไทยให้คงอยู่สืบไป”

ในพิธี มีการยืนสงบนิ่งเพื่อไว้อาลัยแก่ ส.ท.ต่อพงษ์ พันดวง และดวงวิญญาณของทหารกล้าทุกท่านที่ได้พลีชีพเพื่อปกป้องประเทศชาติ

รำลึก “ส.ท.ต่อพงษ์” นักรบช่องอานม้า

การจัดพิธีรำลึกถึงวีรชนผู้กล้าเช่น ส.ท.ต่อพงษ์ พันดวง ไม่เพียงแต่เป็นการแสดงความเคารพต่อผู้ที่เสียสละ แต่ยังเป็นการย้ำเตือนถึงความสำคัญของการปฏิบัติหน้าที่ด้วยความเสียสละและกล้าหาญ เพื่อรักษาความมั่นคงของชาติ และเป็นแบบอย่างให้แก่ทหารรุ่นหลังได้ยึดถือปฏิบัติตาม

“ส.ท.ต่อพงษ์” วีรบุรุษช่องอานม้า

เรื่องราวของ “ส.ท.ต่อพงษ์” แสดงให้เห็นถึงความกล้าหาญและความเสียสละที่ทหารไทยมีต่อประเทศชาติ การที่กองทัพยังคงจัดพิธีรำลึกถึงท่าน ถือเป็นการเชิดชูเกียรติประวัติและคุณงามความดีที่ได้สร้างไว้ ซึ่งเป็นสิ่งที่น่าชื่นชม

ความเสียสละของ ส.ท.ต่อพงษ์ พันดวง และทหารกล้าท่านอื่นๆ จะยังคงเป็นแรงบันดาลใจให้คนไทยทุกคนรักชาติ ภูมิใจในความเป็นไทย และร่วมกันสร้างสรรค์สังคมไทยให้เจริญก้าวหน้าต่อไป

ที่มา – ภูมะเขือจัดพิธีรำลึก “ส.ท.ต่อพงษ์” ครบรอบ 100 วันการจากไปของ “นักรบช่องอานม้า”

“อนุทิน” ปัด ไม่ได้อ่านโพสต์ฮุนเซน ปิดด่าน500ปีก็ไม่อดตาย

“อนุทิน” บอกไม่ได้อ่านโพสต์ “ฮุน เซน” ไม่สลดโต้ “ปิดด่าน 500 ปี กัมพูชาก็ไม่ตาย” ยืนยันไทยไม่ได้ตามหลังกัมพูชา  ไล่ไปอ่าน ปฏิญญาสันติภาพ

วันที่ 5 พ.ย.2568 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้สัมภาษณ์กรณีที่ สมเด็จฮุน เซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา โพสต์เฟซบุ๊กว่า ไม่เคยขอให้ใครเปิดด่าน จะปิด 100 ปี หรือ 500 ปี ก็เป็นเรื่องของไทย ไม่ทำให้กัมพูชาตาย นายอนุทิน ตอบเพียงว่า ยังไม่ได้อ่าน

ผู้สื่อข่าวถามย้ำว่า สมเด็จฮุน เซน บอกว่า กัมพูชาไม่ได้อ่อนข้อในการไปลงนามในคำประกาศที่จะนำไปสู่การสร้างสันติภาพ ระหว่างไทยและกัมพูชานั้น นายอนุทิน ตอบยิ้ม และพยักหน้า  ส่วนท่าทีแข็งกร้าวของสมเด็จฮุน เซน จะกระทบต่อการสร้างสันติภาพชายแดนไทยกัมพูชาหรือไม่ นายอนุทิน ตอบย้ำว่า ยังไม่ได้อ่าน

ผู้สื่อข่าวถามย้ำว่า มองอย่างไรที่ผู้นำของกัมพูชา มักจะโพสต์ข้อความผ่านโลกโซเชียล ซึ่งอาจถูกมองว่า เราเป็นฝ่ายตามเขาตลอด นายอนุทิน กล่าวว่า ทุกคนก็มีสไตล์การทำงานของเขา ใครบอกตาม ขอให้ไปอ่าน Joint declaration (ปฏิญญา เพื่อนำไปสู่สันติภาพไทย – กัมพูชา) มีตรงไหนที่ตาม

“อนุทิน” ปัด ไม่ได้อ่านโพสต์ฮุนเซน ปิดด่าน500ปีก็ไม่อดตาย

จากกรณีที่สมเด็จฮุน เซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา ได้ออกมาโพสต์ข้อความเกี่ยวกับเรื่องด่านชายแดน ทำให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในวงกว้าง ล่าสุด นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีของไทย ได้ออกมาตอบโต้ประเด็นดังกล่าว โดยยืนยันว่าไม่ได้อ่านโพสต์ของสมเด็จฮุน เซน

การที่นายอนุทินกล่าวว่าไม่ได้อ่านโพสต์ ทำให้เกิดคำถามตามมาว่า รัฐบาลไทยรับทราบถึงสถานการณ์และความคิดเห็นของผู้นำกัมพูชาหรือไม่ และจะมีผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศหรือไม่ การที่ผู้นำทั้งสองประเทศสื่อสารกันผ่านสื่อสาธารณะ โดยเฉพาะโซเชียลมีเดีย กลายเป็นเรื่องปกติในปัจจุบัน แต่ก็มีความเสี่ยงที่จะเกิดความเข้าใจผิดและการสื่อสารที่ไม่สมบูรณ์

ทำไมนายอนุทินถึงกล่าวว่า “ไม่ได้อ่านโพสต์ฮุนเซน ปิดด่าน500ปีก็ไม่อดตาย”?

คำถามนี้ยังคงเป็นที่สงสัยของหลายฝ่าย เหตุผลที่แท้จริงอาจซับซ้อนกว่าที่ปรากฏ แต่สิ่งที่ชัดเจนคือ รัฐบาลไทยต้องการแสดงจุดยืนที่ชัดเจนว่า ไทยไม่ได้ถูกกดดันหรือต้องยอมจำนนต่อข้อเรียกร้องใดๆ จากกัมพูชา การที่นายอนุทินเน้นย้ำถึง “ปฏิญญาสันติภาพ” ก็เป็นการส่งสัญญาณว่า ไทยยึดมั่นในข้อตกลงและกระบวนการทางการทูต

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาเป็นประเด็นที่ละเอียดอ่อนและมีความซับซ้อน การเจรจาและการสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องเป็นสิ่งสำคัญ การสื่อสารผ่านสื่อสาธารณะอาจไม่ใช่วิธีที่ดีที่สุดในการแก้ไขปัญหา การรักษาสัมพันธไมตรีและความร่วมมือระหว่างประเทศเป็นเป้าหมายที่สำคัญยิ่งกว่า

ท่าทีของนายอนุทินในครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความพยายามในการรักษาสมดุลระหว่างการแสดงจุดยืนของประเทศ และการรักษาสัมพันธไมตรีกับประเทศเพื่อนบ้าน อย่างไรก็ตาม การสื่อสารที่ชัดเจนและโปร่งใสเป็นสิ่งจำเป็น เพื่อป้องกันความเข้าใจผิดและความขัดแย้งที่อาจเกิดขึ้น

นอกจากนี้ การให้ความสำคัญกับการพัฒนาเศรษฐกิจและการค้าชายแดน ก็เป็นอีกแนวทางหนึ่งที่จะช่วยสร้างความสัมพันธ์ที่ดีและยั่งยืน การเปิดด่านชายแดนและการอำนวยความสะดวกทางการค้า จะเป็นประโยชน์ต่อทั้งสองฝ่าย และช่วยลดความตึงเครียดในระยะยาว

ท้ายที่สุดแล้ว ความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างประเทศ ต้องอาศัยความเข้าใจซึ่งกันและกัน การเคารพในอธิปไตย และการแสวงหาผลประโยชน์ร่วมกัน การแก้ไขปัญหาความขัดแย้งโดยสันติวิธี และการให้ความสำคัญกับการเจรจา จะนำไปสู่สันติภาพและความมั่นคงในภูมิภาค

การที่นายอนุทิน ปฏิเสธที่จะแสดงความคิดเห็นโดยตรงเกี่ยวกับโพสต์ของสมเด็จฮุน เซน อาจเป็นกลยุทธ์ทางการทูตอย่างหนึ่ง แต่สิ่งที่สำคัญกว่าคือ การที่รัฐบาลไทยจะต้องมีแผนการที่ชัดเจนในการจัดการกับความสัมพันธ์กับกัมพูชา และพร้อมที่จะตอบสนองต่อสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างเหมาะสม

ที่มา – “อนุทิน” ปัด ไม่ได้อ่านโพสต์ “ฮุน เซน” พยอง ปิดด่าน 500 ปี ก็ไม่อดตาย

ชายแดนโคกสูงวันนี้: สถานการณ์ยังสงบ

สถานการณ์บริเวณชายแดน อ.โคกสูง ในวันนี้ยังคงเป็นไปอย่างสงบ กองกำลังบูรพาได้ใช้โดรนในการสำรวจบริเวณชายแดนบ้านหนองจานและบ้านหนองหญ้าแก้ว ไม่พบความผิดปกติใดๆ รวมถึงไม่มีทหารกัมพูชาออกมาในลักษณะที่สร้างความกังวลเหมือนเช่นที่ผ่านมา

เมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน 2568 เจ้าหน้าที่กองกำลังบูรพาได้ปฏิบัติภารกิจลาดตระเวนทางอากาศ โดยใช้โดรนบินสำรวจพื้นที่ชายแดน บริเวณบ้านหนองหญ้าแก้วและบ้านหนองจาน ตำบลโนนหมากมุ่น อำเภอโคกสูง จังหวัดสระแก้ว ซึ่งเป็นพื้นที่ติดกับประเทศกัมพูชา การลาดตระเวนนี้มีจุดประสงค์เพื่อติดตามความเคลื่อนไหวและประเมินสถานการณ์ความมั่นคงในภาพรวม

ผลจากการบินสำรวจในช่วงเช้า พบว่าไม่มีเจ้าหน้าที่ทหารกัมพูชาออกมาแสดงท่าทีใดๆ ที่เป็นการบันทึกภาพหรือรายงานสถานการณ์ฝั่งไทย อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่กัมพูชายังคงประจำจุดตามปกติบริเวณเพิงพัก เพื่อปฏิบัติหน้าที่ดูแลรักษาความสงบเรียบร้อยในพื้นที่ของตนเอง

ในส่วนของบรรยากาศฝั่งกัมพูชา โดยเฉพาะหมู่บ้านที่อยู่ตรงข้ามกับบ้านหนองหญ้าแก้วและบ้านหนองจานเป็นไปด้วยความสงบเรียบร้อย ไม่มีการเคลื่อนไหวหรือการรวมตัวของประชาชนที่ผิดปกติ ชาวบ้านยังคงดำเนินชีวิตประจำวันตามปกติ

เจ้าหน้าที่กองกำลังบูรพายังคงเฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์ในพื้นที่อย่างใกล้ชิด มีการรายงานความเคลื่อนไหวที่อาจส่งผลกระทบต่อความมั่นคงอย่างต่อเนื่อง โดยภาพรวมของสถานการณ์บริเวณชายแดน อ.โคกสูง ช่วงบ้านหนองหญ้าแก้วและบ้านหนองจานนั้น ยังคงอยู่ในสภาวะที่สงบ ไม่พบเหตุการณ์ผิดปกติหรือความเคลื่อนไหวที่ก่อให้เกิดความตึงเครียด

ชายแดน อ.โคกสูง สถานการณ์ยังสงบ

ถึงแม้สถานการณ์ชายแดน อ.โคกสูง ในช่วงนี้จะสงบ แต่กองกำลังบูรพาก็ยังคงปฏิบัติหน้าที่อย่างเข้มงวด มีการลาดตระเวนอย่างต่อเนื่องเพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยและป้องกันเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันที่อาจเกิดขึ้นได้ การใช้โดรนในการลาดตระเวนทางอากาศเป็นวิธีการที่มีประสิทธิภาพในการเฝ้าระวังพื้นที่ชายแดนที่กว้างขวาง ทำให้สามารถตรวจจับความเคลื่อนไหวผิดปกติได้รวดเร็วและแม่นยำ

การลาดตระเวนทางอากาศบริเวณชายแดน อ.โคกสูง

การลาดตระเวนทางอากาศด้วยโดรนเป็นส่วนหนึ่งของมาตรการรักษาความปลอดภัยชายแดนที่กองกำลังบูรพาใช้เพื่อประเมินสถานการณ์และรักษาความสงบเรียบร้อยในพื้นที่ การใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยในการปฏิบัติงานทำให้เจ้าหน้าที่สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น และสามารถตอบสนองต่อสถานการณ์ต่างๆ ได้อย่างทันท่วงที

นอกจากนี้ การปรากฏตัวของเจ้าหน้าที่กัมพูชาบริเวณชายแดนก็เป็นสิ่งที่ต้องจับตาดูอย่างใกล้ชิด ถึงแม้ในวันนี้จะไม่มีการบันทึกภาพหรือรายงานสถานการณ์ฝั่งไทยเหมือนเช่นที่ผ่านมา แต่การเฝ้าระวังอย่างต่อเนื่องเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อป้องกันปัญหาที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต

  • การลาดตระเวนอย่างต่อเนื่อง
  • การใช้เทคโนโลยีในการเฝ้าระวัง
  • การประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

สถานการณ์ที่ชายแดน อ.โคกสูง อาจมีการเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา ดังนั้นการติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิดและการเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ต่างๆ เป็นสิ่งสำคัญ เพื่อความปลอดภัยของประชาชนและรักษาความมั่นคงของประเทศ

การที่สถานการณ์ในวันนี้ยังคงสงบเป็นผลมาจากความร่วมมือและการปฏิบัติหน้าที่อย่างเข้มแข็งของเจ้าหน้าที่ทุกฝ่าย อย่างไรก็ตาม เราไม่ควรประมาทและควรติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดต่อไป

ที่มา – ชายแดน อ.โคกสูง สถานการณ์ยังสงบ ไม่พบ “ทหารกัมพูชา” ยืนสอดแนม-ถ่ายรูปฝั่งไทย

จับชาวกัมพูชา 7 ชีวิต ลักลอบเข้าไทยที่อรัญประเทศ

เมื่อวันที่ 27 ตุลาคม 2568 เกิดเหตุการณ์จับชาวกัมพูชา 7 ชีวิต ลักลอบเข้าไทยบริเวณชายแดน บ้านป่าไร่ใหม่ อำเภออรัญประเทศ จังหวัดสระแก้ว โดยเจ้าหน้าที่พบว่ามี 3 รายไม่มีเอกสารการเข้าเมืองที่ถูกต้อง

จับชาวกัมพูชา 7 ชีวิต ลักลอบเข้าไทยบริเวณชายแดน

ปฏิบัติการครั้งนี้เกิดขึ้นเมื่อเวลา 06.20 น. เมื่อเจ้าหน้าที่ทหารพราน ร้อย ทพ.1202 ร่วมกับเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดสระแก้ว และกำลังจากกองร้อยทหารราบที่ 932 และชุด ชปช.2 กองกำลังบูรพา ทำการจับชาวกัมพูชา 7 ชีวิต ลักลอบเข้าไทยบริเวณชายแดน บริเวณอรัญประเทศ 05 – 06 หมู่ 8 บ้านป่าไร่ใหม่ ตำบลป่าไร่ อำเภออรัญประเทศ จังหวัดสระแก้ว

การจับกุมเป็นไปตามคำสั่งของ พ.ต.อ.ภัทรกร ขาวนวล ผกก.สภ.คลองลึก โดยมี พ.ต.ท.พิพัฒน์ โกสินอภิวัฒน์ รอง ผกก.ป.ฯ, พ.ต.ท.สมัชญ์ นาคพน รอง ผกก.สส.ฯ และ พ.ต.ท.จรัญ ใจสันทัด สว.สส.ฯ กำกับดูแลการปฏิบัติอย่างใกล้ชิด

รายละเอียดการจับกุมชาวกัมพูชาที่ลักลอบเข้าไทย

เจ้าหน้าที่ชุดจับกุมประกอบด้วย ร.ท.สุวนัท เขียวตองอ่อน, จ.ส.ท.วัลลภ คชิตา, อส.ทพ.วรวุฒิ ขุมทรัพย์ จาก ร้อย ทพ.1202, พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ ตม.จว.สระแก้ว ได้แก่ ร.ต.อ.เกรียงไกร เกษรปัญโญ, ร.ต.สุรภูมิ กองไพรวัลย์, ร.ต.สุรุดิ สอนอิ่มสารตร์, ด.ต.ธีระ สุขแสวง, ด.ต.วริทธิ์ธร คำแฝง, ด.ต.ประสาร บุญโย, ด.ต.ปณัชพงษ์ ตันติเพิ่มพูนผล และ ด.ต.กิตติศักดิ์ วรรณโค ผบ.หมู่ ตม. นอกจากนี้ยังมีกำลังสนับสนุนจากเจ้าหน้าที่ทหาร ร้อย.ร.932 จ.ส.อ.ราชศักดิ์ และ ส.อ.วุฒิพงษ์ จงลือชา รวมทั้ง ร.ต.ยงยุทธ พูลสนอง จากชุด ชปช.2 กกล.บูรพา จากการตรวจสอบพบผู้ต้องหาเป็นชาวกัมพูชาทั้งหมด 7 ราย ได้แก่

  • นายเล จันลา อายุ 42 ปี
  • นายที ไลฮัว อายุ 25 ปี
  • นายวี เทือน อายุ 31 ปี
  • นายงอน สุพอน อายุ 32 ปี
  • นายชีวัน อายุ 23 ปี
  • นายพอล ทาเวย อายุ 27 ปี
  • นางเมือน จันนา อายุ 27 ปี

จากการตรวจสอบพบว่า ผู้ถูกจับกุมที่ 1, 2, 6 และ 7 มีเอกสารหนังสือเดินทาง (Border Pass) ส่วนผู้ต้องหาอีก 3 ราย ได้แก่ ผู้ถูกจับกุมที่ 3, 4 และ 5 ไม่มีเอกสารใด ๆ แสดงการเข้าเมืองอย่างถูกต้อง เบื้องต้นเจ้าหน้าที่แจ้งข้อกล่าวหาว่า “เป็นบุคคลต่างด้าว (กัมพูชา) เข้ามาและอยู่ในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต” พร้อมแจ้งสิทธิของผู้ถูกจับตามกฎหมาย โดยมีล่ามภาษากัมพูชาช่วยแปลให้เข้าใจสิทธิ์ในการให้การ ปรึกษาทนาย และแจ้งญาติ

การจับกุมครั้งนี้เกิดขึ้นระหว่างที่เจ้าหน้าที่ออกตรวจพื้นที่เพื่อป้องกันการลักลอบหลบหนีเข้าเมืองตามแนวชายแดน พบกลุ่มบุคคลต้องสงสัยจึงเข้าตรวจสอบและควบคุมตัวส่งพนักงานสอบสวน สภ.คลองลึก ดำเนินคดีตามขั้นตอนของกฎหมาย เหตุการณ์จับชาวกัมพูชา 7 ชีวิต ลักลอบเข้าไทยบริเวณชายแดน ครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความเข้มงวดในการเฝ้าระวังตามแนวชายแดน เพื่อป้องกันการกระทำผิดกฎหมาย

เหตุการณ์ จับชาวกัมพูชา 7 ชีวิต ลักลอบเข้าไทยบริเวณชายแดน สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาการลักลอบเข้าเมืองที่ยังคงมีอยู่ แม้ว่าเจ้าหน้าที่จะพยายามอย่างเข้มงวดในการป้องกันและปราบปราม แต่ก็ยังคงมีผู้ที่พยายามเสี่ยงที่จะกระทำผิดกฎหมายอยู่ดี การแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืนจึงจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชน เพื่อร่วมกันสร้างสังคมที่ปลอดภัยและเป็นระเบียบเรียบร้อย

ที่มา – จับชาวกัมพูชา 7 ชีวิต ลักลอบเข้าไทยบริเวณชายแดน อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว

กองทัพภาค 1 ยัน! ไม่เปิดด่านไทย-กัมพูชา สระแก้ว

กองทัพภาคที่ 1 ออกมายืนยันชัดเจนว่า ไม่มีการสั่งการให้เปิดด่านชายแดนไทย-กัมพูชา ในพื้นที่จังหวัดสระแก้ว ตามที่มีกระแสข่าวลือออกมา ทำให้ประชาชนในพื้นที่คลายความกังวลใจ และรับทราบข้อมูลที่ถูกต้อง

กองทัพภาค 1 ยันไม่มีการสั่งให้เปิดด่านชายแดนไทย-กัมพูชา ในพื้นที่ จ.สระแก้ว

จากกรณีที่มีข่าวลือเกี่ยวกับการเตรียมเปิดด่านชายแดนไทย-กัมพูชา บริเวณจุดผ่านแดนถาวรบ้านเขาดิน อำเภอคลองหาด จังหวัดสระแก้ว ในวันที่ 1 พฤศจิกายน 2568 สร้างความสับสนให้กับประชาชนในพื้นที่ ล่าสุดทางกองทัพภาคที่ 1 ได้ออกมาปฏิเสธข่าวลือดังกล่าวอย่างเป็นทางการแล้ว

ทางเพจเฟซบุ๊กของกองทัพภาคที่ 1 ได้โพสต์ข้อความยืนยันว่า ไม่มีการสั่งการให้เปิดด่านชายแดนไทย-กัมพูชา ในความรับผิดชอบของกองกำลังบูรพา (กกล.บูรพา) ในพื้นที่จังหวัดสระแก้ว แต่อย่างใด และยังคงยึดถือปฏิบัติตามนโยบายเดิมในการควบคุมและรักษาความสงบเรียบร้อยตามแนวชายแดนอย่างเข้มงวด

สถานการณ์ปัจจุบันบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา

ถึงแม้จะมีการยืนยันว่า กองทัพภาค 1 ยันไม่มีการสั่งให้เปิดด่านชายแดนไทย-กัมพูชา ในพื้นที่ จ.สระแก้ว แต่การค้าขายและการสัญจรระหว่างประเทศยังคงเป็นไปตามกลไกปกติผ่านช่องทางที่ได้รับอนุญาตอย่างถูกต้องตามกฎหมาย โดยมีการควบคุมและตรวจสอบอย่างเข้มงวดเพื่อป้องกันการกระทำผิดกฎหมายทุกรูปแบบ

  • การลักลอบเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย
  • การขนส่งสินค้าผิดกฎหมาย
  • การค้ามนุษย์
  • การก่ออาชญากรรมข้ามชาติ

เจ้าหน้าที่ทหาร ตำรวจ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องยังคงปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มกำลัง เพื่อรักษาความมั่นคงและความปลอดภัยตามแนวชายแดน ปกป้องอธิปไตยของชาติ และสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน

ประชาชนในพื้นที่ชายแดนควรติดตามข่าวสารจากแหล่งข้อมูลที่น่าเชื่อถือ และอย่าหลงเชื่อข่าวลือที่ไม่มีมูลความจริง หากมีข้อสงสัยหรือพบเห็นสิ่งผิดปกติ สามารถแจ้งเบาะแสให้กับเจ้าหน้าที่ได้ทันที

การที่ กองทัพภาค 1 ยันไม่มีการสั่งให้เปิดด่านชายแดนไทย-กัมพูชา ในพื้นที่ จ.สระแก้ว เป็นการยืนยันว่ามาตรการควบคุมชายแดนยังคงมีความสำคัญในการรักษาความมั่นคงของประเทศ และป้องกันภัยคุกคามต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้น การปฏิบัติตามกฎหมายและให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่จึงเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับทุกคน

ดังนั้นขอให้ประชาชนมั่นใจในการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ และร่วมกันเป็นหูเป็นตา เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยตามแนวชายแดนต่อไป

ที่มา – กองทัพภาค 1 ยันไม่มีการสั่งให้เปิดด่านชายแดนไทย-กัมพูชา ในพื้นที่ จ.สระแก้ว

Scroll to top