ความเข้าใจผิด

ผู้เผยแพร่ข่าวเปิดด่านสระแก้ว น้อมรับผิดให้ข้อมูลคลาดเคลื่อน

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคน วันนี้เรามีเรื่องราวที่น่าสนใจและเป็นบทเรียนสำคัญเกี่ยวกับการเสพสื่อออนไลน์มาฝากกันครับ โดยเฉพาะกรณีที่มีกระแสข่าวลือหนาหูเกี่ยวกับ ผู้เผยแพร่ข่าวเปิดด่านสระแก้ว น้อมรับผิดให้ข้อมูลคลาดเคลื่อน จนทำให้เกิดความสับสนในสังคม ซึ่งเหตุการณ์นี้ถือเป็นอุทาหรณ์ที่ดีมากสำหรับเราทุกคนในยุคดิจิทัลครับ

ผู้เผยแพร่ข่าวเปิดด่านสระแก้ว น้อมรับผิดให้ข้อมูลคลาดเคลื่อน

เหตุการณ์เริ่มต้นจากการที่เพจข่าวออนไลน์แห่งหนึ่งได้เผยแพร่ข้อมูลอ้างว่ามีการเปิดจุดผ่านแดนถาวรบ้านคลองลึก จ.สระแก้ว เพื่อให้นักเรียนชาวกัมพูชาเดินทางเข้ามาเรียน งานนี้ทำเอาประชาชนเกิดความตื่นตระหนกและเข้าใจผิดกันไปใหญ่โต จนทางโฆษกรัฐบาลต้องออกมาเบรกและชี้แจงข้อเท็จจริงว่าไม่เป็นความจริงแต่อย่างใด

หลังจากที่เป็นประเด็นร้อนแรง ล่าสุด ผู้เผยแพร่ข่าวเปิดด่านสระแก้ว น้อมรับผิดให้ข้อมูลคลาดเคลื่อน แล้ว โดยเจ้าของเพจได้ประกาศขออภัยต่อความผิดพลาดที่เกิดขึ้น ซึ่งยอมรับว่าข้อมูลดังกล่าวไม่ตรงกับความเป็นจริงและสร้างความเข้าใจผิดให้แก่ประชาชนจำนวนมากครับ

มาตรการเด็ดขาดจากรัฐบาลในประเด็นชายแดน

แม้จะมีการออกมาขอโทษแล้ว แต่ภาครัฐยังคงย้ำจุดยืนที่ชัดเจนว่า เรื่องชายแดนถือเป็นประเด็นที่มีความอ่อนไหวสูง กระทบต่อความเชื่อมั่นและความมั่นคงของประเทศ รัฐบาลจึงเตรียมดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างจริงจัง เพื่อไม่ให้เป็นเยี่ยงอย่าง ดังนี้:

  • การใช้ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ เพื่อดำเนินคดีกับผู้ให้ข้อมูลเท็จ
  • การลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงโดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
  • การให้ความสำคัญกับการตรวจสอบข่าวสารจากแหล่งข้อมูลทางการเท่านั้น

รัฐบาลยืนยันว่าถึงแม้ไทยจะเปิดเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น แต่การเผยแพร่ข่าวปลอมหรือข้อมูลที่บิดเบือนจนสร้างความเสียหายนั้นไม่สามารถยอมรับได้ เรื่องนี้สอนให้เรารู้ว่าก่อนจะแชร์อะไรต้องคิดเยอะๆ นะครับ เพราะผลกระทบที่ตามมาจากการ ผู้เผยแพร่ข่าวเปิดด่านสระแก้ว น้อมรับผิดให้ข้อมูลคลาดเคลื่อน ครั้งนี้ สามารถส่งผลต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศได้เลยทีเดียว

ข้อแนะนำทิ้งท้ายสำหรับชาวโซเชียล:

ในยุคที่ข้อมูลข่าวสารล้นหลาม สิ่งที่ดีที่สุดคือการมีสติ เราควรตรวจสอบที่มาของข่าวจากเพจหลักหรือหน่วยงานราชการก่อนกดแชร์เสมอ การเป็นผู้อ่านที่ดีและมีความรับผิดชอบต่อสังคม จะช่วยให้เราไม่ต้องตกเป็นเหยื่อของข่าวปลอมและช่วยให้ประเทศไทยของเรามีความสงบสุขครับ หวังว่าทุกคนจะได้รับบทเรียนจากกรณีนี้แล้วนำไปปรับใช้กันนะครับ

ที่มา – ผู้เผยแพร่ข่าวเปิดด่านสระแก้ว น้อมรับผิดให้ข้อมูลคลาดเคลื่อน รัฐบาลขู่เอาผิดตามกฎหมาย

ผอ.ศูนย์ข่าวสารฯ ไทย-กัมพูชา ห่วงข่าวบิดเบือน-ยั่วยุ

วันนี้เรามาคุยกันเรื่องสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาที่กำลังเป็นที่สนใจ โดยเฉพาะประเด็นที่ ผอ.ศูนย์ข่าวสารฯ “ไทย-กัมพูชา” ห่วง “ข่าวบิดเบือน-ยั่วยุ” ซึ่งเป็นหัวข้อสำคัญที่พล.อ.อ.ประภาส สอนใจดี ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารอากาศและผู้อำนวยการศูนย์ข่าวสารสถานการณ์ไทย-กัมพูชา ได้ออกมาแสดงความกังวลอย่างมาก ทำไมเรื่องนี้ถึงสำคัญ? เพราะข่าวปลอมหรือข่าวบิดเบือนสามารถจุดชนวนความขัดแย้งได้ง่ายมาก โดยเฉพาะในยุคโซเชียลมีเดียที่ข้อมูลแพร่กระจายเร็วราวกับไฟลามทุ่ง

ผอ.ศูนย์ข่าวสารฯ “ไทย-กัมพูชา” ห่วง “ข่าวบิดเบือน-ยั่วยุ”

เมื่อวันที่ 9 มีนาคม 2569 ที่ท่าอากาศยานทหาร 2 กองบิน 6 ดอนเมือง พล.อ.อ.ประภาส ได้กล่าวถึงความห่วงใยต่อสถานการณ์ชายแดน โดยเน้นย้ำว่าห่วงเรื่องข่าวสารที่ไม่เป็นความจริงและบิดเบือน ซึ่งอาจนำไปสู่การยั่วยุให้เกิดความตึงเครียด ศูนย์ข่าวสารฯ จึงเกาะติดสถานการณ์อย่างใกล้ชิด พิจารณาข้อมูลอย่างรอบคอบก่อนนำเสนอ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความขัดแย้ง และมุ่งเน้นการนำเสนอข้อมูลจริงที่ผ่านการ fact check อย่างละเอียด

ท่านผอ.ย้ำชัดว่าทุกข้อมูลที่ศูนย์นำเสนอ ล้วนผ่านการตรวจสอบแล้ว และไม่มีเจตนายั่วยุหรือทำให้เกิดความเข้าใจผิด เป้าหมายหลักคือเดินหน้าสู่สันติภาพ เพราะการปะทะกันไม่ได้นำความสุขมาสู่两国ใดๆ ในด้านความมั่นคง ศูนย์มีฮอตไลน์ติดต่อกับฝั่งกัมพูชาเพื่อยืนยันข้อมูล แม้บางครั้งข้อมูลอาจเล็ดลอดเนื่องจากข้อจำกัด แต่ก็ขอให้ประชาชนระมัดระวังมากขึ้น

กรณีฮุนมาเนตปูดถกเขตแดนหลังสงกรานต์

เมื่อถูกถามถึงกรณีที่พล.อ.ฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ระบุว่าจะมีการเจรจาขอคืนพื้นที่หลังสงกรานต์ พล.อ.อ.ประภาส ชี้ว่าทั้งสองฝ่ายต้องยึดตามถ้อยแถลงร่วมเมื่อ 27 ธันวาคม 2568 โดยเฉพาะข้อ 2 ที่ระบุว่าใครอยู่ตรงไหนก็อยู่ตรงนั้น การเจรจาจะต้องรอเวทีคณะกรรมาธิการร่วมเขตแดนไทย-กัมพูชา (JBC) ซึ่งอาจเกิดขึ้นหลังไทยมีรัฐบาลใหม่ราวเดือนเมษายน ดังนั้นไม่ว่าจะมีใครพูดอะไร ก็ต้องอยู่ในกรอบถ้อยแถลงร่วม รวมถึงข้อ 9-10 เรื่องปฏิบัติตามสนธิสัญญาออตตาวาเก็บกู้ทุ่นระเบิด การปราบสแกรมเมอร์ และข้อ 16 ที่ตั้งศูนย์ประสานงานแลกเปลี่ยนข่าวสารเพื่อป้องกันการยั่วยุ

ทำไม “ข่าวบิดเบือน-ยั่วยุ” ถึงอันตรายต่อไทย-กัมพูชา

ในยุคดิจิทัล ข่าวปลอมแพร่กระจายง่ายมาก โดยเฉพาะประเด็นชายแดนที่敏感 สามารถกระตุ้นอารมณ์ชาตินิยมได้ทันที ทำให้ประชาชนตื่นตระหนกหรือเข้าใจผิดได้ ผอ.ศูนย์ข่าวสารฯ “ไทย-กัมพูชา” ห่วง “ข่าวบิดเบือน-ยั่วยุ” จึงย้ำถึงความจำเป็นของ fact check ซึ่งเป็นเครื่องมือสำคัญในการกรองข้อมูลจริงจากเท็จ นอกจากนี้ การมีฮอตไลน์ระหว่างกันยังช่วยลดช่องว่างความไม่ไว้วางใจ

  • ยึดถ้อยแถลงร่วม 2568: ข้อ 2 กำหนดสถานะปัจจุบัน
  • สนธิสัญญาออตตาวา: ร่วมเก็บกู้ระเบิด
  • ปราบสแกรมเมอร์: ลดข่าวปลอม
  • ศูนย์ประสานงาน: แลกเปลี่ยนข้อมูลทันที

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาในปัจจุบันยังคงเปราะบาง แต่ด้วยความพยายามของศูนย์ข่าวสารฯ ทำให้มีโอกาสสู่สันติภาพมากขึ้น หากทุกฝ่ายช่วยกันตรวจสอบข้อมูลก่อนแชร์ จะช่วยลดความเสี่ยงได้อย่างมาก

จากมุมมองของเรา สันติภาพคือทางออกที่ดีที่สุดสำหรับทั้งไทยและกัมพูชา การค้าขาย ท่องเที่ยว และความสัมพันธ์ประชาชนต้องมาก่อนดราม่าชายแดน ชวนทุกท่านติดตามข่าวจากแหล่งที่น่าเชื่อถือ และช่วยกัน fact check เพื่อสังคมที่สงบสุข

ที่มา – ผอ.ศูนย์ข่าวสารฯ “ไทย-กัมพูชา” ห่วง “ข่าวบิดเบือน-ยั่วยุ”

“พลพีร์” เตือน “ลิณธิภรณ์” ตั้งสติก่อนโทษ ปม ปชช.จมน้ำ

“ภูมิใจไทย” ถาม “เพื่อไทย” ใครปล่อยประชาชนจมน้ำ 6 เดือน ชี้รัฐบาลอนุทินเพิ่งเริ่มงานเดือนกว่า แนะตั้งสติก่อนจ้องโทษคนอื่น ระวังเจ็บเอง

วันที่ 13 พ.ย. 2568 นายพลพีร์ สุวรรณฉวี ส.ส.นครราชสีมา พรรคภูมิใจไทย ตอบโต้ดร.ลิณธิภรณ์ วริณวัชรโรจน์ รองเลขาธิการพรรคเพื่อไทย ที่ออกมาให้สัมภาษณ์กล่าวหารัฐบาลชุดปัจจุบันว่า กำลังปล่อยประชาชนจมน้ำยาวนาน 6 เดือน โดยระบุว่าคำกล่าวหาดังกล่าวไม่ตรงกับข้อเท็จจริง และเป็นการบิดเบือนข้อมูลเพื่อให้ประชาชนเกิดความเข้าใจผิดอย่างชัดเจน

นายพลพีร์ ระบุว่า รัฐบาลของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เพิ่งเริ่มมีอำนาจบริหารเต็มรูปแบบเมื่อวันที่ 29 กันยายน 2568 หลังแถลงนโยบายต่อรัฐสภา ซึ่งนับถึงปัจจุบันก็เพียงแค่หนึ่งเดือนกว่าเท่านั้น จึงเป็นไปไม่ได้อย่างยิ่งที่จะกล่าวหาว่ารัฐบาลที่เพิ่งเริ่มงาน จะปล่อยให้เกิดน้ำท่วมยืดเยื้อยาวนานถึง 6 เดือน และยิ่งไม่ควรที่จะคาดคะเนจากข่าวสารเพื่อกล่าวร้ายทางการเมือง ซึ่งเป็นการบั่นทอนขวัญของประชาชน โดยเฉพาะเมื่อปัญหาน้ำท่วมดังกล่าวเกิดขึ้นมาตั้งแต่ในยุครัฐบาลก่อนหน้า สืบเนื่องมาถึงปัจจุบัน รัฐบาลชุดนี้ เพียงแต่ต้องมาแก้ปัญหาที่รัฐบาลก่อนทิ้งไว้ให้ วันนี้ยังตั้งหน้าตั้งตาทำงาน แต่ทางท่านกลับมาวิจารณ์ให้เสียหายโดยลืมไปแล้วว่า ปัญหาน้ำท่วมเกิดตั้งแต่เมื่อไร

“อนุทิน”เพิ่งรับตำแหน่งแค่ 1 เดือน

ที่สำคัญ นายอนุทินได้ลาออกจากการร่วมรัฐบาลชุดเก่าไปตั้งแต่กลางปี 2568 ก่อนเกิดการเปลี่ยนถ่ายอำนาจด้วยซ้ำ จึงยิ่งชัดเจนว่า เหตุการณ์น้ำท่วมนานหลายเดือนนั้นเป็นผลพวงจากการบริหารจัดการของรัฐบาลก่อนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่กลับถูกโยนความผิดมาให้รัฐบาลใหม่ที่เพิ่งเริ่มงานไม่นาน

นายพลพีร์ กล่าวอีกว่า แม้รัฐบาลชุดใหม่จะเข้ามาบริหารได้เพียงเดือนกว่า แต่ก็ได้เร่งแก้ปัญหาน้ำท่วมทันที นายกรัฐมนตรีลงพื้นที่หลายจังหวัดด้วยตนเอง สั่งการระบายน้ำทุกกลุ่มน้ำ ใช้ข้อมูลดาวเทียม GISTDA แบบเรียลไทม์ และตั้งระบบประสานงานฉุกเฉินทั่วประเทศ เพื่อช่วยเหลือประชาชนอย่างเร็วที่สุด ซึ่งสะท้อนชัดว่ารัฐบาลมีความตั้งใจจริงในการแก้ปัญหาที่สืบเนื่องมาจากรัฐบาลก่อน ไม่ใช่นิ่งเฉยตามที่ถูกกล่าวหา

ย้อน พท. ดูตัวเองก่อนโจมตีคนอื่น

ท้ายที่สุด นายพลพีร์ตั้งคำถามกลับไปยังพรรคเพื่อไทยว่า ถ้าจะพูดเรื่องความรับผิดชอบ ต้องดูไทม์ไลน์ตามข้อเท็จจริงว่าก่อนจะถึงวันนี้ ใครเป็นรัฐบาล ใครเพิ่งเข้ามา และใครอยู่มาก่อนตั้งนาน พร้อมย้ำว่าการโจมตีด้วยข้อมูลที่ไม่ตรงข้อเท็จจริงเช่นนี้ ไม่เป็นผลดีต่อประชาชน และยิ่งทำให้การแก้ปัญหาน้ำท่วมล่าช้าเพราะต้องมานั่งตอบโต้เรื่องที่ไม่ใช่ข้อเท็จจริงตั้งแต่แรก

“มาบอกว่า รัฐบาลกำลังปล่อยให้ประชาชนจมน้ำอยู่ครึ่งปี ท่านไม่ได้ศึกษามาเลยหรือว่ารัฐบาลชุดนี้เพิ่งเข้ามาทำงานได้ประมาณเดือนครึ่งเท่านั้น แล้วก่อนหน้านี้ รัฐบาลไหนดู ใครเป็นนายกฯ มาจากพรรคไหน แล้วพรรคไหน ขึ้นชื่อเรื่องปล่อยประชาชนจมน้ำ ปี 2554 ผมยังจำภาพนั้นได้ดี จะบอกว่าเราปล่อยประชาชนจมน้ำอยู่ครึ่งปี ท่านก็ต้องรับไปเต็มๆ ด้วย” นายพลพีร์ กล่าวและว่า

ปัญหาจากรัฐบาลก่อน

วันนี้เป็นปัญหาต่อเนื่องมาตั้งแต่ยุครัฐบาลก่อน จะวิจารณ์ ท่านต้องตั้งสติ หนึ่งนิ้วที่ท่านชี้โทษคนอื่น ยังมีอีก 4 นิ้ว ที่มันย้อนชี้ไปที่ท่าน แล้วคนเป็นถึง ดร.ต้องรอบคอบ อย่าเปิดช่องให้ถูกสวนน็อกได้ง่ายๆ ยืนยันรัฐบาลชุดนี้ตั้งใจทำงานมาก เรารู้ว่าเรามีเวลาน้อยเราก็ดูแลงานของเราอย่างเต็มที่ ล่าสุดนายกฯ ก็ลงพื้นที่ไปยังจังหวัดพระนครศรีอยุธยาและจังหวัดอ่างทอง และก่อนหน้านั้น ช่วงเดือนกันยายน ที่นายกฯ ยังไม่มีอำนาจเต็ม ก็ลงพื้นที่มาแล้ว นี่คือความพยายาม ทั้งในการแก้ปัญหา และไปให้กำลังใจประชาชนร่วมทุกข์ร่วมสุขกับชาวบ้าน

“พลพีร์” แนะ “ลิณธิภรณ์” ตั้งสติก่อนโทษ ปม ปชช.จมน้ำ

จากกรณีที่ ดร.ลิณธิภรณ์ วริณวัชรโรจน์ รองเลขาธิการพรรคเพื่อไทย ออกมาให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับการบริหารจัดการปัญหาน้ำท่วมของรัฐบาลชุดปัจจุบัน นายพลพีร์ สุวรรณฉวี ส.ส.นครราชสีมา พรรคภูมิใจไทย ได้ออกมาตอบโต้ โดยเน้นย้ำให้ ดร.ลิณธิภรณ์ ตั้งสติก่อนที่จะกล่าวโทษผู้อื่น และตั้งคำถามกลับไปยังพรรคเพื่อไทยว่า ใครกันแน่ที่ปล่อยให้ประชาชนต้องเผชิญกับปัญหาน้ำท่วมเป็นเวลานานถึง 6 เดือน

นายพลพีร์ ชี้แจงว่า รัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล เพิ่งเริ่มปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มรูปแบบได้เพียงเดือนกว่าเท่านั้น การกล่าวหาว่ารัฐบาลชุดนี้ปล่อยปละละเลยให้ประชาชนจมน้ำเป็นเวลานานถึง 6 เดือนจึงไม่เป็นความจริง นอกจากนี้ยังระบุว่า ปัญหาน้ำท่วมที่เกิดขึ้นเป็นผลพวงมาจากการบริหารจัดการของรัฐบาลชุดก่อน ซึ่งรัฐบาลปัจจุบันกำลังเร่งแก้ไขปัญหาอย่างเต็มที่

ประเด็นสำคัญที่นายพลพีร์ต้องการสื่อสารคือ การที่พรรคเพื่อไทยควรมองย้อนกลับไปพิจารณาการทำงานของตนเองก่อนที่จะกล่าวโทษผู้อื่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสถานการณ์ที่รัฐบาลชุดใหม่กำลังพยายามแก้ไขปัญหาที่สืบทอดมาจากรัฐบาลก่อนหน้า การโจมตีด้วยข้อมูลที่ไม่ถูกต้อง นอกจากจะไม่เป็นประโยชน์ต่อการแก้ไขปัญหาแล้ว ยังอาจนำไปสู่ความเข้าใจผิดและความขัดแย้งในสังคมอีกด้วย

ดังนั้น การที่นายพลพีร์ออกมาเตือนให้ ดร.ลิณธิภรณ์ ตั้งสติก่อนโทษ จึงเป็นการแสดงความเห็นอย่างตรงไปตรงมา เพื่อให้ทุกฝ่ายได้พิจารณาข้อเท็จจริงอย่างรอบด้าน และร่วมมือกันแก้ไขปัญหาน้ำท่วมอย่างยั่งยืน การกล่าวโทษกันไปมาโดยปราศจากข้อมูลที่ถูกต้อง จะไม่นำไปสู่ทางออกของปัญหา แต่จะยิ่งทำให้สถานการณ์เลวร้ายลงไปอีก

การแก้ไขปัญหาน้ำท่วมเป็นเรื่องที่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชน การที่ทุกฝ่ายร่วมมือกันแก้ไขปัญหาอย่างสร้างสรรค์ บนพื้นฐานของข้อมูลที่ถูกต้องและเป็นจริง จะนำไปสู่การแก้ไขปัญหาที่ยั่งยืนและเป็นประโยชน์ต่อประชาชนอย่างแท้จริง

การออกมาแสดงความเห็นของนายพลพีร์ในครั้งนี้ ถือเป็นการสะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการตรวจสอบข้อมูลและข้อเท็จจริงก่อนที่จะแสดงความคิดเห็นหรือวิพากษ์วิจารณ์ผู้อื่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ของประชาชนส่วนรวม การตั้งสติก่อนโทษจึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง เพื่อป้องกันการสร้างความเข้าใจผิดและความขัดแย้งในสังคม

ที่มา – “พลพีร์” แนะ “ลิณธิภรณ์” ตั้งสติก่อนจ้องโทษคนอื่น ย้อนถามใครกันแน่ปล่อยประชาชมจมน้ำ 6 เดืิอน

Scroll to top