ความเชื่อมั่นประชาชน

ดัชนีการเมืองไทย ก.ค. 69 อนุทิน-รักชนก ครองแชมป์

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคน วันนี้เรามาอัปเดตสถานการณ์บ้านเมืองกันหน่อยกับผลสำรวจล่าสุดจากทาง สวนดุสิตโพล ที่เพิ่งปล่อยออกมาหมาดๆ เกี่ยวกับ ดัชนีการเมืองไทย ก.ค. 69 อนุทิน-รักชนก ครองแชมป์ ซึ่งถือเป็นประเด็นที่น่าสนใจมากในรอบเดือนที่ผ่านมาครับ

เจาะลึกผลสำรวจ ดัชนีการเมืองไทย ก.ค. 69 อนุทิน-รักชนก ครองแชมป์

จากการสำรวจความคิดเห็นของประชาชนกว่า 2,000 คน พบว่าคะแนนรวมดัชนีการเมืองไทยปรับตัวเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 3.71 คะแนน แม้จะไม่มากแต่ก็สะท้อนให้เห็นว่ารัฐบาลยังพอมีแต้มบุญในการประคองความเชื่อมั่นจากมาตรการช่วยเหลือต่างๆ โดยในเดือนนี้เราได้เห็นผลลัพธ์ที่น่าสนใจว่า ดัชนีการเมืองไทย ก.ค. 69 อนุทิน-รักชนก ครองแชมป์ ในฐานะนักการเมืองที่โดดเด่นที่สุดทั้งจากฝั่งรัฐบาลและฝ่ายค้านครับ

รายละเอียดและตัวชี้วัดที่น่าสนใจ

นอกจากคะแนนภาพรวมแล้ว ยังมีประเด็นที่น่าจับตามองในหลายมิติ ดังนี้ครับ:

  • ผลงานฝ่ายค้านและความมั่นคง: เป็นตัวชี้วัดที่ได้คะแนนสูงสุดไปถึง 4.20 คะแนน สะท้อนว่าประชาชนเชื่อมั่นในการตรวจสอบของฝ่ายค้านและการทำงานในพื้นที่ภาคใต้
  • การแก้ปัญหาที่ยังต้องเร่งมือ: คะแนนด้านยาเสพติดและการทุจริตยังคงรั้งท้าย ซึ่งเป็นโจทย์ใหญ่ที่รัฐบาลต้องเร่งแก้ไข
  • กระทรวงที่คนคาดหวัง: กระทรวงการคลังและกระทรวงพาณิชย์ยังคงเป็นกระทรวงหลักที่ประชาชนเฝ้ารอผลงานเพื่อปากท้องของตัวเอง

ในมุมมองของผู้เชี่ยวชาญ การที่ “อนุทิน ชาญวีรกูล” ได้รับคะแนนนำในฝั่งรัฐบาล สะท้อนถึงการทำงานที่เข้าถึงประชาชน ส่วน “รักชนก ศรีนอก” ที่ขึ้นแท่นฝั่งฝ่ายค้าน ก็มาจากบทบาทการตรวจสอบที่ดุเดือดและต่อเนื่องนั่นเองครับ

สุดท้ายนี้ ผลสำรวจนี้เป็นเพียงเสียงสะท้อนส่วนหนึ่งที่ช่วยให้รัฐบาลได้เห็นว่า ประชาชนยังคงให้ความสำคัญกับการแก้ปัญหาเศรษฐกิจและความเป็นอยู่เป็นอันดับหนึ่ง หากรัฐบาลสามารถนำข้อเสนอแนะเหล่านี้ไปปรับใช้ โดยเฉพาะการขับเคลื่อนโครงการดีๆ เพื่อปากท้องของชาวบ้าน ก็เชื่อว่าดัชนีการเมืองในเดือนถัดไปน่าจะมีทิศทางที่ดีขึ้นครับ เพื่อนๆ คิดเห็นอย่างไรกับผลสำรวจรอบนี้กันบ้างครับ?

ที่มา – สวนดุสิตโพล เผย ดัชนีการเมืองไทย ก.ค. 69 “อนุทิน-รักชนก” คว้าแชมป์โดดเด่นประจำเดือน

เพื่อไทย ดักคอ อนุทิน แต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการมหาดไทย

เพื่อไทย ดักคอ อนุทิน แต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการมหาดไทย อย่าแค่เล่นเก้าอี้ดนตรี

กลายเป็นประเด็นร้อนที่สังคมให้ความสนใจอย่างมาก เมื่อคุณพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ ออกมาส่งสัญญาณเตือนถึงการทำงานของรัฐบาล โดยเฉพาะกรณี เพื่อไทย ดักคอ อนุทิน แต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการมหาดไทย ครั้งใหญ่ที่กำลังจะเกิดขึ้น ซึ่งถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของกระทรวงมหาดไทยภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล

ในฐานะประชาชน เราต่างเฝ้ามองว่าการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้จะเป็นเพียงการสลับตำแหน่ง หรือเป็นการปฏิรูปเชิงโครงสร้างที่แท้จริง คุณพร้อมพงศ์ย้ำชัดว่า เพื่อไทย ดักคอ อนุทิน แต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการมหาดไทย โดยเน้นย้ำว่าต้องเลิกเล่นเกมเก้าอี้ดนตรี และหันมาวางคนให้ตรงกับงาน เพื่อแก้ปัญหาปากท้องให้พี่น้องประชาชนได้อย่างเป็นรูปธรรม

บทบาทสำคัญกับการผลักดันเศรษฐกิจท้องถิ่น

นอกจากประเด็นเรื่องการเมืองแล้ว สิ่งที่น่าสนใจคือการเสนอให้ผู้ว่าราชการจังหวัดทำหน้าที่เป็นแม่ทัพเศรษฐกิจ ซึ่งนี่คือหัวใจสำคัญหาก เพื่อไทย ดักคอ อนุทิน แต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการมหาดไทย แล้วผลลัพธ์ที่ได้คือคนเก่งที่ลงไปขับเคลื่อนรายได้ในพื้นที่จริง จะถือเป็นก้าวย่างที่น่าชื่นชม โดยมีประเด็นหลักที่ควรให้ความสำคัญดังนี้:

  • ความโปร่งใสในการคัดเลือกคนเข้าสู่ตำแหน่ง
  • การตรวจสอบความผิดปกติในการสอบบรรจุข้าราชการท้องถิ่นกว่า 5,000 ราย
  • การมอบอำนาจให้ผู้ว่าฯ บริหารจัดการงบประมาณเพื่อสร้างรายได้ในจังหวัด
  • ดัชนีชี้วัดผลงานที่ชัดเจนและจับต้องได้

ท้ายที่สุดแล้ว ไม่ว่าการปรับคณะรัฐมนตรีจะเกิดขึ้นเร็วหรือช้า โจทย์ใหญ่ที่สุดคือความเชื่อมั่นของประชาชน การที่พรรคเพื่อไทยออกมาเตือนในครั้งนี้ ไม่ใช่แค่การเล่นเกมการเมือง แต่เป็นการสะท้อนเสียงของคนในสังคมที่อยากเห็นระบบราชการไทยพัฒนาไปในทางที่ดีขึ้น อย่าปล่อยให้การโยกย้ายเป็นเพียงการจัดสรรผลประโยชน์ เพราะในยุคสมัยนี้ ผลลัพธ์จากการทำงานคือสิ่งที่จะเป็นเกราะป้องกันที่ดีที่สุดสำหรับนักการเมืองทุกคนครับ

ที่มา – เพื่อไทย ดักคอ “อนุทิน” แต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการมหาดไทย อย่าแค่เล่นเก้าอี้ดนตรี แนะวางคนให้ตรงงาน

อนุทินปรับทัพมหาดไทย ส.ค.นี้ ไม่ใช่รีเซ็ต ย้ำโยกย้ายตามผลงาน

อนุทินปรับทัพมหาดไทย ส.ค.นี้ ไม่ใช่รีเซ็ต ย้ำโยกย้ายตามผลงาน

กลายเป็นประเด็นร้อนที่หลายคนกำลังจับตามอง สำหรับความเคลื่อนไหวภายในกระทรวงมหาดไทย เมื่อนายอนุทิน ชาญวีรกูล ในฐานะนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ออกมาพูดถึงกระแสข่าวการปรับทัพข้าราชการขนานใหญ่ที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในเดือนสิงหาคมนี้ โดยท่านยืนยันชัดเจนว่านี่ไม่ใช่การ “รีเซ็ต” กระทรวง แต่อย่างใด

หากพูดถึงการที่ อนุทินปรับทัพมหาดไทย ส.ค.นี้ ไม่ใช่รีเซ็ต ย้ำโยกย้ายตามผลงาน นั้น นายอนุทินต้องการสื่อสารให้ชัดเจนว่า เป้าหมายหลักคือการทำให้การบริหารงานภายในกระทรวงมีประสิทธิภาพสูงสุด โดยเน้นไปที่การประเมินศักยภาพของข้าราชการให้เหมาะสมกับหน้างานในช่วงเวลานั้นๆ มากกว่าการล้างไพ่ เพื่อให้งานของรัฐบาลเดินหน้าไปได้อย่างต่อเนื่องและรวดเร็ว

เหตุผลเบื้องหลังการปรับทัพครั้งนี้

สาเหตุสำคัญประการหนึ่งที่ทำให้ต้องมีการจัดทัพใหม่ คือความกังวลเรื่องความเชื่อมั่นของประชาชน โดยเฉพาะกรณีการโกงสอบราชการท้องถิ่นที่ผ่านมา ซึ่งนายอนุทินมองว่าเป็นเรื่องที่น่าเสียใจอย่างยิ่ง ท่านย้ำว่าหลักการทำงานนับจากนี้ต้องชัดเจนและตรวจสอบได้ ดังนี้:

  • ยึดหลักความถูกต้อง: ใช้หลักการจัดการเชิงรุกแบบเดียวกับการยึดพื้นที่รัฐที่ถูกบุกรุก คือหลักฐานต้องชัดและการตรวจสอบต้องเข้มข้น
  • ความรวดเร็วในการจัดการ: เห็นได้ชัดจากการใช้เวลาเพียง 2 สัปดาห์ในการค้นหาความจริงและเอาผิดผู้เกี่ยวข้องทั้งทางอาญาและวินัย
  • ไม่มีระบบพวกพ้อง: ท่านย้ำหนักแน่นว่ารัฐบาลนี้ไม่มีการแบ่งแยก “สิงห์แดง” หรือ “สิงห์ดำ” เพราะรัฐบาลมีแค่สี “แดง ขาว น้ำเงิน” เท่านั้น

สำหรับการตั้งคำถามว่าการโยกย้ายครั้งนี้จะเป็นขนาดเล็กหรือใหญ่ นายอนุทินมองว่าประเด็นนี้ไม่สำคัญเท่ากับ “ความเหมาะสม” หากใครทำดี รัฐบาลพร้อมสนับสนุนเต็มที่ แต่ถ้าใครกระทำผิดกฎระเบียบ รัฐบาลจะเร่งดำเนินการปราบปรามและหาวิธีป้องกันไม่ให้เกิดซ้ำรอยอย่างเด็ดขาด นี่คือหัวใจสำคัญของการทำงานในยุคนี้ที่เน้นความโปร่งใสเป็นหลัก

เรียกได้ว่าความเคลื่อนไหวของ อนุทินปรับทัพมหาดไทย ส.ค.นี้ ไม่ใช่รีเซ็ต ย้ำโยกย้ายตามผลงาน ครั้งนี้ เป็นการส่งสัญญาณเตือนใจข้าราชการทุกคนให้ตั้งใจทำงานเพื่อประชาชนเป็นหลัก และเป็นการยืนยันว่าทุกตำแหน่งมีไว้เพื่อขับเคลื่อนประเทศ หากข้าราชการคนไหนทำหน้าที่ของตนเองอย่างสมบูรณ์แบบ ก็ไม่มีอะไรต้องกังวลสำหรับการโยกย้ายแน่นอน ในมุมมองของผู้เขียน เชื่อว่าความชัดเจนแบบนี้จะช่วยสร้างขวัญและกำลังใจให้กับข้าราชการน้ำดีได้เป็นอย่างดีครับ

ที่มา – “อนุทิน” ชี้ปรับทัพมหาดไทย ส.ค.นี้ ไม่ใช่รีเซ็ต ย้ำโยกย้าย ขรก.ให้เหมาะสมกับงาน ไม่แบ่งสีสิงห์

มหาดไทยแจ้งความเอาผิดกระบวนการโกงสอบท้องถิ่น ขีดเส้น 7 วันรู้ผล

มหาดไทยแจ้งความเอาผิดกระบวนการโกงสอบท้องถิ่น ขีดเส้น 7 วันรู้ผล

กลายเป็นประเด็นร้อนที่สังคมให้ความสนใจเป็นอย่างมาก สำหรับกรณีที่มีการเปิดโปงขบวนการทุจริตในการสอบบรรจุข้าราชการส่วนท้องถิ่น ล่าสุด กระทรวงมหาดไทยไม่นิ่งนอนใจ เดินหน้ามหาดไทยแจ้งความเอาผิดกระบวนการโกงสอบท้องถิ่น ขีดเส้น 7 วันรู้ผล เพื่อเร่งจัดการผู้กระทำผิดอย่างเด็ดขาด คืนความยุติธรรมให้กับผู้เข้าสอบกว่า 3 แสนคน

นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ได้ออกมาชี้แจงประเด็นสำคัญว่า ทางกระทรวงฯ ได้รับคำสั่งตรงจากนายกรัฐมนตรีให้ดำเนินคดีกับผู้เกี่ยวข้องทั้งหมดโดยไม่มีข้อยกเว้น โดยในเบื้องต้นจะดำเนินการแจ้งความร้องทุกข์ต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจเพื่อสืบสวนหาตัวการที่อยู่เบื้องหลังทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ หรือผู้ที่เกี่ยวข้องในกระบวนการนี้ พร้อมทั้งแต่งตั้งคณะกรรมการขึ้นมาสอบข้อเท็จจริงเป็นการด่วน

มาตรการเด็ดขาด: มหาดไทยแจ้งความเอาผิดกระบวนการโกงสอบท้องถิ่น ขีดเส้น 7 วันรู้ผล ให้กระจ่าง

สำหรับการตรวจสอบครั้งนี้ นายอรรษิษฐ์เน้นย้ำว่า จะไม่ใช้วิธีการยกเลิกผลสอบแบบเหมาเข่ง เพราะต้องคำนึงถึงสิทธิของผู้ที่เข้าสอบด้วยความบริสุทธิ์ใจกว่า 3 แสนคน โดยหลักการสำคัญคือ “สิ่งที่ถูกต้องคือความถูกต้อง” อะไรที่พบว่ามีการทุจริตหรือผิดพลาดในกระบวนการ จะถูกยกเลิกทันที แต่สำหรับคนที่สอบได้ตามขั้นตอนปกติจะต้องไม่ได้รับผลกระทบจากความผิดพลาดของคนกลุ่มน้อย

ประเด็นที่น่าสนใจในการตรวจสอบครั้งนี้ มีดังนี้:

  • เร่งตรวจสอบรายชื่อผู้เข้าสอบที่พบความผิดปกติในการแก้คำตอบ
  • เชิญตัวแทนจากมหาวิทยาลัยที่รับหน้าที่จัดสอบเข้ามาให้ข้อมูลและชี้แจงกระบวนการทั้งหมด
  • ดำเนินการเอาผิดทางวินัยและอาญาอย่างรุนแรงกับผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง
  • เตรียมรายงานสรุปผลการตรวจสอบให้นายกรัฐมนตรีรับทราบภายในกรอบเวลา 7 วัน หรือที่เรียกว่า “7 วันอันตราย” สำหรับขบวนการโกง

หลายคนอาจสงสัยว่าเหตุการณ์นี้จะส่งผลกระทบต่อความมั่นใจในการสอบของภาครัฐหรือไม่ ซึ่งทางกระทรวงฯ ยืนยันว่าการที่มหาดไทยแจ้งความเอาผิดกระบวนการโกงสอบท้องถิ่น ขีดเส้น 7 วันรู้ผลในครั้งนี้ เป็นการแสดงเจตจำนงที่ชัดเจนว่ารัฐบาลจะไม่ยอมให้มีการทุจริตเกิดขึ้นในกระบวนการคัดเลือกข้าราชการอย่างเด็ดขาด

ในฐานะประชาชน เราคงต้องจับตาดูต่อไปว่าหลังจากครบกำหนด 7 วันแล้ว จะมีการเปิดเผยรายชื่อหรือกลุ่มผู้มีอิทธิพลที่แท้จริงออกมาอย่างไร และความยุติธรรมจะถูกนำกลับคืนมาสู่ผู้มีสิทธิ์สอบที่ตั้งใจอ่านหนังสือกันอย่างหนักหน่วงได้มากน้อยแค่ไหน นี่คือบทเรียนราคาแพงที่กระทรวงมหาดไทยต้องเร่งแก้ไขเพื่อกู้คืนภาพลักษณ์ที่ดีกลับคืนมาครับ

ที่มา – มหาดไทยแจ้งความเอาผิดกระบวนการโกงสอบท้องถิ่น ขีดเส้น 7 วันรู้ผล

“เอกนัฏ” ขึ้นแท่นรัฐมนตรีรุ่นใหม่ ครม.อนุทิน

“เอกนัฏ” ขึ้นแท่นรัฐมนตรีรุ่นใหม่ใน ครม.อนุทิน ประชาชนพอใจ – เชื่อมั่นแก้ปัญหาพลังงาน เป็นข่าวดีที่สร้างความหวังให้กับประชาชนชาวไทยจำนวนมากในช่วงที่ราคาพลังงานผันผวนสูง โดยเฉพาะอย่างยิ่งค่าครองชีพที่พุ่งขึ้นจากราคาน้ำมันและค่าไฟฟ้า ล่าสุดผลสำรวจจากหลายสำนักชี้ให้เห็นว่าประชาชนมีความเชื่อมั่นในตัวนายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน อย่างเห็นได้ชัด

“เอกนัฏ” ขึ้นแท่นรัฐมนตรีรุ่นใหม่ใน ครม.อนุทิน ประชาชนพอใจ – เชื่อมั่นแก้ปัญหาพลังงาน

จากผลสำรวจของสำนักวิจัยซูเปอร์โพล ที่เก็บข้อมูลจากประชาชน 1,259 ตัวอย่างทั่วประเทศ ระหว่างวันที่ 22-25 เมษายน 2569 พบว่าประชาชนส่วนใหญ่ต้องการให้รัฐบาลแก้ปัญหาพลังงานเชิงโครงสร้าง โดยเฉพาะการลดราคาพลังงานอย่างต่อเนื่องถึง 89.6% และเปิดเผยโครงสร้างราคาอย่างโปร่งใส 84.3% สิ่งที่น่าประทับใจคือ ความเชื่อมั่นในตัว “เอกนัฏ” อยู่ในระดับมากถึงมากที่สุด 67.9% และปานกลาง 21.4% รวมกว่า 89% ที่เชื่อมั่นตั้งแต่ปานกลางขึ้นไป

นอกจากนี้ ประชาชนยังมองภาพลักษณ์ของรัฐมนตรีคนนี้ในแง่บวก โดยชื่นชอบความจริงจังในการทำงาน 77.1% และความตั้งใจแก้ปัญหาชาติ 74.2% ซึ่งถือเป็นภาวะผู้นำที่มีคุณธรรม สร้างความไว้วางใจระยะยาว สำหรับการรับรู้ผลงาน พบว่ามาตรการลดราคาน้ำมันได้รับการรับรู้สูงถึง 73.8% การลงพื้นที่แก้ปัญหา 70.5% รวมถึงการลดค่าไฟฟ้า การปรับโครงสร้างพลังงาน และความโปร่งใสที่เกิน 60% ทุกด้าน

ผลสำรวจซูเปอร์โพลยืนยันความเชื่อมั่นสูง

  • ต้องการลดราคาพลังงานต่อเนื่อง: 89.6%
  • เปิดเผยโครงสร้างราคาโปร่งใส: 84.3%
  • เชื่อมั่นมาก-มากที่สุด: 67.9%
  • จริงจังในการทำงาน: 77.1%
  • รับรู้ลดราคาน้ำมัน: 73.8%

ผลเหล่านี้แสดงให้เห็นว่า “เอกนัฏ” ขึ้นแท่นรัฐมนตรีรุ่นใหม่ใน ครม.อนุทิน ประชาชนพอใจ – เชื่อมั่นแก้ปัญหาพลังงาน อย่างแท้จริง เพราะมีการดำเนินงานเชิงรุกที่ประชาชนรับรู้ได้

สำนักวิจัยสยามเทคโนโพลเสริมความมั่นใจ

ขณะที่สำนักวิจัยสยามเทคโนโพล จากวิทยาลัยเทคโนโลยีสยาม สำรวจ 1,089 ตัวอย่าง วันที่ 24-25 เมษายน 2569 พบว่าประชาชนคาดหวังให้กระทรวงพลังงานลดค่าไฟ-ค่าน้ำมัน 81.2% และจัดการกักตุนอย่างโปร่งใส 75.4% ส่วนความพึงพอใจต่อ “เอกนัฏ” พบพอใจนโยบายลดค่าไฟ-น้ำมัน 65.1% ชอบสไตล์ลุยงาน กล้าคิดกล้าทำ 61.2% และโดยรวม 62.5%

ในบริบทปัญหาพลังงานไทยที่ยืดเยื้อมานาน เช่น ราคาน้ำมันโลกผันผวน สงครามการค้า และการพึ่งพาการนำเข้าสูง การเข้ามาของรัฐมนตรีรุ่นใหม่อย่างเอกนัฏ จึงเป็นแสงสว่างที่สร้างความหวัง ประชาชนเริ่มเห็นมาตรการจริงจัง เช่น การเจรจาลดราคาน้ำมัน การส่งเสริมพลังงานทางเลือก และการตรวจสอบกองทุนน้ำมันที่โปร่งใส ซึ่งจะช่วยลดภาระค่าครองชีพ โดยเฉพาะกลุ่มรายได้น้อยและ SMEs

อย่างไรก็ตาม ความเชื่อมั่นนี้มาพร้อมความคาดหวังสูง หากรัฐบาลสามารถแปลงนโยบายให้เป็นผลลัพธ์จริง เช่น ลดราคาไฟฟ้าอย่างยั่งยืน ส่งเสริมรถ EV และพลังงานหมุนเวียน ก็จะยกระดับความไว้วางใจให้รัฐบาลทั้งคณะ โดยเฉพาะ ครม.อนุทิน ที่กำลังเผชิญแรงกดดันจากปัญหาเศรษฐกิจ

จากมุมมองผู้เขียน การขึ้นแท่นของ “เอกนัฏ” ในครั้งนี้ไม่ใช่แค่ตัวเลขสำรวจ แต่เป็นจุดเริ่มต้นของการปฏิรูประบบพลังงานไทย หากรักษาความเชื่อมั่นนี้ได้ จะช่วยดึงคะแนนนิยมให้รัฐบาลพุ่งสูงแน่นอน

คุณคิดอย่างไรกับผลงานของเอกนัฏ? แสดงความเห็นในคอมเมนต์และแชร์บทความนี้เพื่อติดตามข่าวพลังงานล่าสุด!

ที่มา – “เอกนัฏ” ขึ้นแท่นรัฐมนตรีรุ่นใหม่ใน ครม.อนุทิน ประชาชนพอใจ – เชื่อมั่นแก้ปัญหาพลังงาน

KPI Poll: คนไทยเสียงแตก รัฐบาลรับมือวิกฤตตะวันออกกลาง

KPI Poll เผยคนไทยเสียงแตก เชื่อ-ไม่เชื่อ รัฐบาลใหม่รับมือผลกระทบจากวิกฤตตะวันออกกลางได้ สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะระหว่างสหรัฐและอิหร่าน กำลังสร้างแรงกระเพื่อมมาถึงประเทศไทย โดยเฉพาะเรื่องราคาน้ำมันที่พุ่งสูงและค่าครองชีพที่เพิ่มขึ้น ผลสำรวจล่าสุดจากสถาบันพระปกเกล้าแสดงให้เห็นว่าประชาชนไทยมีความกังวลหนักหน่วง แต่ความเชื่อมั่นในรัฐบาลใหม่ยังเสียงแตกไม่ลงตัว

KPI Poll เผยคนไทยเสียงแตก เชื่อ-ไม่เชื่อ รัฐบาลใหม่รับมือผลกระทบจากวิกฤตตะวันออกกลางได้

วันที่ 27 มีนาคม 2569 สถาบันพระปกเกล้าได้เปิดเผยผลสำรวจเรื่อง “ความเชื่อมั่นและความคาดหวังต่อรัฐบาลใหม่ในการรับมือผลกระทบจากวิกฤตตะวันออกกลาง” โดยมี รองศาสตราจารย์ ดร.อิสระ เสรีวัฒนวุฒิ เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ KPI Poll เป็นผู้มอบนโยบายสำคัญ KPI Poll ถูกออกแบบมาเพื่อเป็นโพลเชิงวิชาการที่สะท้อนความจริงทางการเมืองด้วยหลักการ “เป็นกลาง เป็นจริง เป็นประโยชน์” มีมาตรฐานสูง ไม่ชี้นำ แต่ฟังเสียงประชาชน เพื่อเป็นคลังสมองทางประชาธิปไตยของสังคมไทย

การสำรวจดำเนินการระหว่างวันที่ 13-16 มีนาคม 2569 กับประชาชนอายุ 18 ปีขึ้นไปทั่วประเทศ 2,000 ตัวอย่าง กระจายตามภูมิภาค บทสรุปสำคัญมีดังนี้

ผลกระทบที่ประชาชนกังวลมากที่สุดจากวิกฤตสหรัฐ-อิหร่าน

จากผลสำรวจโดย Line Today พบว่า:

  • 78.9% กังวลเรื่องราคาน้ำมันและค่าครองชีพที่พุ่งสูง โดยเฉพาะขนส่ง อาหาร และค่าเดินทาง ซึ่งเป็นอันดับหนึ่งแบบทิ้งห่าง
  • 9.3% กังวลข้อมูลเท็จและข่าวลวงที่อาจทำให้สังคมตื่นตระหนกหรือแตกแยก
  • 5.8% กังวลความเสี่ยงด้านพลังงานและสินค้านำเข้า-ส่งออกที่สะดุดจากเส้นทางเดินเรือ
  • 5.4% กังวลความเสี่ยงก่อการร้ายหรือความไม่สงบที่ลุกลาม
  • 0.6% กังวลความปลอดภัยของคนไทยในต่างประเทศและแรงงานในตะวันออกกลาง

สะท้อนว่าประชาชนกว่า 3 ใน 4 ห่วงปากท้องมากกว่ามิติความมั่นคง ขณะที่ข่าวลวงติดอันดับสอง แสดงถึงความกังวลเรื่องความสับสนและความแตกแยกจากสื่อที่คลาดเคลื่อน

ความเชื่อมั่นในรัฐบาลใหม่: เสียงแตกสูสี

KPI Poll เผยคนไทยเสียงแตก 46.2% ค่อนข้างเชื่อมั่นหรือเชื่อมั่นมากในรัฐบาลใหม่ว่าจะรับมือผลกระทบได้ ขณะที่ 40.4% ไม่ค่อยเชื่อมั่นหรือไม่เชื่อมั่นเลย และ 13.4% ไม่แน่ใจ แม้เชื่อมั่นนำเล็กน้อย แต่ยังไม่ชัดเจนว่ารัฐบาลสอบผ่าน ต้องพิสูจน์ด้วยผลงานจริง

กลุ่มคนที่ไม่เชื่อมั่น: คนกรุงและ Gen Z สวนทางคนใต้และวัยเก๋า

ภาคใต้เชื่อมั่นสูงสุด 70.4% รองลงมา东北 53.9% เหนือ 36.8% แต่กรุงเทพฯ ไม่เชื่อมั่นสูงสุด 57.6% กลาง 56.0% ตะวันออก 51.7%

วัย Baby Boomer 53.1% Gen X 47.6% Gen Y 47.1% แต่ Gen Z ไม่เชื่อมั่นสูงสุด 49.0% ความไม่เชื่อมั่นจากคนเมือง คนรุ่นใหม่ พื้นที่เศรษฐกิจใหญ่ มาจากความอ่อนไหวต่อค่าครองชีพ ข้อมูลข่าวสารหนาแน่น และคาดหวังรัฐสูง รัฐบาลต้องเร่งสื่อสารโปร่งใส รวดเร็ว และมาตรการจับต้องได้

ประชาชนหนุนรัฐบาลวางตัวเป็นกลาง โฟกัสช่วยคนไทย

52.5% หนุนวางตัวเป็นกลาง เน้นช่วยคนไทยและผลประโยชน์ชาติ 16.3% เน้นมาตรการเศรษฐกิจรับกระแทก 12.8% ประสานความมั่นคง-ข่าวกรอง 7.3% ทูตเชิงรุก 11.1% ไม่แน่ใจ ประชาชนต้องการความเป็นกลางแบบมีภารกิจ เพื่อปกป้องปากท้องและเศรษฐกิจ

บทสรุป KPI Poll ครั้งที่ 14 ผลสำรวจนี้เป็นบททดสอบรัฐบาลใหม่ในการปกป้องประชาชนจากวิกฤตตะวันออกกลาง แม้เชื่อมั่นนำเล็กน้อย แต่ยังต้องเร่ง 1) มาตรการลดค่าครองชีพ 2) สื่อสารชัดเจน 3) แสดงผลจริง เพื่อไม่ให้วิกฤตโลกกลายเป็นวิกฤตครัวเรือน

ในมุมมองผู้เขียน KPI Poll เผยคนไทยเสียงแตก เชื่อ-ไม่เชื่อ รัฐบาลใหม่รับมือผลกระทบจากวิกฤตตะวันออกกลางได้ นี่คือสัญญาณว่ารัฐบาลต้องพิสูจน์ตัวเองด่วน ชวนผู้อ่านติดตามการอัปเดตมาตรการรัฐบาลและสำรวจ KPI Poll ครั้งต่อไป เพื่อเห็นภาพรวมความเชื่อมั่นที่เปลี่ยนแปลง

ที่มา – KPI Poll เผยคนไทยเสียงแตก เชื่อ-ไม่เชื่อ รัฐบาลใหม่รับมือผลกระทบจากวิกฤตตะวันออกกลางได้

“โสภณ” ขนเกจิดังทำบุญสภาฯ ควักกระเป๋าตัวเอง

ในวงการการเมืองไทยช่วงนี้ มีข่าวที่ได้รับความสนใจอย่างมาก เมื่อ “โสภณ” ขนเกจิดังทำบุญสภาฯ ควักกระเป๋าตัวเองหวั่นดราม่างบฯ หลวง ซึ่งเป็นการเริ่มต้นตำแหน่งประธานสภาผู้แทนราษฎรของนายโสภณ ซารัมย์ อย่างน่าประทับใจ ด้วยการนิมนต์พระเกจิชื่อดังมาร่วมพิธีทำบุญเพื่อเสริมสิริมงคลให้กับรัฐสภา และที่สำคัญคือใช้เงินส่วนตัวทั้งหมดเพื่อหลีกเลี่ยงกระแสวิจารณ์เรื่องงบประมาณแผ่นดิน

“โสภณ” ขนเกจิดังทำบุญสภาฯ ควักกระเป๋าตัวเองหวั่นดราม่างบฯ หลวง

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2569 ที่รัฐสภาไทย นายโสภณ ซารัมย์ ในฐานะประธานสภาผู้แทนราษฎรคนใหม่ ได้จัดพิธีถวายภัตตาหารเพลแด่พระสงฆ์ 10 รูป โดยมีสมเด็จพระพุฒาจารย์ (ชินวงศ์ ปวโร) เจ้าอาวาสวัดไตรมิตรวิทยาราม พระพรหมวัชรเมธี (สุธี ธีรธัมโม) เจ้าอาวาสวัดอรุณราชวราราม และพระราชวชิรภาวนาโกศล (สุเมธ สุเมโธ) เจ้าอาวาสวัดวีระโชติการาม เข้าร่วมพิธีอย่างคับคั่ง พิธีนี้ไม่เพียงเสริมสิริมงคลให้กับการทำงานของสภาเท่านั้น แต่ยังเป็นสัญญาณบ่งชี้ถึงความตั้งใจของนายโสภณในการลบภาพลักษณ์เชิงลบของรัฐสภาในอดีต

เหตุผลที่ใช้เงินส่วนตัว: หลีกเลี่ยงดราม่างบหลวง

หลังพิธีเสร็จ นายโสภณ ยิ้มแย้มกล่าวว่า “วันนี้เป็นนิมิตหมายอันดี แสงจันทร์สว่างขึ้นในชีวิต” และย้ำว่าพิธีทั้งหมดใช้งบประมาณจากกระเป๋าตัวเอง 100% เพื่อป้องกันดราม่าเรื่องการใช้เงินภาษีประชาชน การตัดสินใจนี้แสดงให้เห็นถึงความโปร่งใสและรับผิดชอบ ซึ่งเป็นสิ่งที่ประชาชนต้องการจากนักการเมืองในยุคนี้ โดยเฉพาะหลังจากที่มีข่าวงบประมาณสภาเคยถูกวิจารณ์หนัก

นอกจากนี้ นายโสภณ ยังเคลียร์ประเด็นร้อนที่ นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม หัวหน้าพรรคไทยภักดี เสนอตัดงบอาหารกลางวัน ส.ส. โดยชี้แจงว่า คำว่า “ตลก” ที่ตนพูด ไม่ได้หมายถึงเนื้อหา แต่เป็นการนำเสนอที่ไร้กาลเทศะ เขายืนยันว่าจะแก้ไขเรื่องงบอาหาร ส.ส. ด้วยเหตุผลและความเหมาะสม หากประชาชนเบื่อหรือทำให้สภาไม่สง่างาม จะยกเลิกทันที โดยเปรียบว่า “นิ้วไหนไม่ดีก็ตัดทิ้ง ไม่ใช่เผาบ้านทั้งหลังเพื่อฆ่าหนูตัวเดียว”

แผนงานอนาคต: สร้างความเชื่อมั่นให้สภา

สำหรับการประชุมสภาที่จะโหวตนายกรัฐมนตรีในวันที่ 19 มีนาคม นายโสภณ มั่นใจว่าจะไม่วุ่นวาย และจะยึดข้อบังคับอย่างเคร่งครัด เพื่อให้สภาเป็นที่พักของคนมีคุณธรรม สร้างศรัทธาให้ประชาชนกลับมาเชื่อมั่นอีกครั้ง

  • จุดเด่นของพิธีทำบุญ: นิมนต์เกจิดัง 10 รูป
  • งบประมาณ: 100% จากส่วนตัว
  • เป้าหมาย: ลบภาพลบ ลดดราม่า
  • ประเด็นงบอาหาร ส.ส.: พร้อมแก้ไขหากไม่เหมาะสม

การกระทำของนายโสภณ ในครั้งนี้ ไม่เพียงเป็นการเริ่มต้นที่ดี แต่ยังสะท้อนแนวคิด “ทำบุญนำทาง บริหารด้วยคุณธรรม” ซึ่งอาจเป็นต้นแบบให้ประธานสภาคนต่อๆ ไป ในยุคที่ประชาชนจับตาการเมืองอย่างใกล้ชิด

สุดท้ายนี้ การเมืองไทยกำลังเข้าสู่ยุคใหม่ที่โปร่งใสและรับผิดชอบมากขึ้น หากนักการเมืองทุกคนเลียนแบบ การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่กำลังรออยู่ คุณคิดเห็นอย่างไรกับ “โสภณ” ขนเกจิดังทำบุญสภาฯ ควักกระเป๋าตัวเองหวั่นดราม่างบฯ หลวง ? แชร์ความเห็นในคอมเมนต์และติดตามข่าวการเมืองอัปเดตได้ที่บล็อกนี้!

ที่มา – “โสภณ” ขนเกจิดังทำบุญสภาฯ ควักกระเป๋าตัวเองหวั่นดราม่างบฯ หลวง

พีระพันธุ์ ยื่นใบลาออก สส. มอบอรรถวิชช์แทน

ข่าวการเมืองร้อนแรงที่หลายคนให้ความสนใจในวันนี้คือ พีระพันธุ์ ยื่นใบลาออก จากตำแหน่ง ส.ส.บัญชีรายชื่อของพรรครวมไทยสร้างชาติ เพื่อมอบโอกาสให้ “อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี” รองหัวหน้าพรรค เข้ามาทำหน้าที่แทน นี่ถือเป็นการตัดสินใจที่ชาญฉลาดและมุ่งเน้นอนาคตของพรรคอย่างชัดเจน

พีระพันธุ์ ยื่นใบลาออก เพื่อเปิดทางคนรุ่นใหม่

วันที่ 11 มีนาคม 2569 นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว เปิดเผยว่าวันที่ 10 มีนาคมที่ผ่านมา ได้มีการประชุมหารือกับกรรมการบริหารพรรค และทุกคนเห็นพ้องกันว่าพรรคได้รับการสนับสนุนจากประชาชนอย่างมั่นคง พร้อมทั้งคนรุ่นใหม่ในพรรคมีศักยภาพสูง มีแนวคิดสดใหม่ และพลังในการขับเคลื่อนพรรคให้เติบโตอย่างยั่งยืน

ด้วยเหตุนี้ นายพีระพันธุ์ จึงตัดสินใจ พีระพันธุ์ ยื่นใบลาออก เพื่อให้พื้นที่แก่คนรุ่นใหม่ในการกำหนดนโยบายและสร้างเครือข่ายทางการเมือง เขาย้ำว่าตัวเองจะยังคงทำหน้าที่หัวหน้าพรรคอย่างเต็มที่ แต่เบื้องหลัง เพื่อสนับสนุนคนรุ่นใหม่แบบใกล้ชิด หากต้องรับผิดชอบทั้งงานพรรคและ ส.ส. ในสภา อาจไม่เต็มประสิทธิภาพ

การตัดสินใจนี้เกิดจากการประชุมที่แลกเปลี่ยนความเห็นอย่างรอบด้าน โดยที่ประชุมมีมติเห็นชอบ นายพีระพันธุ์จึงยื่นหนังสือลาออกจาก ส.ส.บัญชีรายชื่อต่อสภา เพื่อให้ “อรรถวิชช์” เลื่อนชั้นขึ้นมาแทน

อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี ผู้รับไม้ต่อที่น่าจับตามอง

นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี รองหัวหน้าพรรค เป็นบุคคลที่มีความรู้ความสามารถ ประสบการณ์ทางการเมืองยาวนาน นายพีระพันธุ์มั่นใจว่าท่านจะทำหน้าที่ ส.ส. ได้อย่างสมบูรณ์ สร้างผลประโยชน์สูงสุดให้พรรคและประชาชน นี่คือการส่งต่อที่ไม่ใช่แค่ตำแหน่ง แต่เป็นการวางรากฐานให้พรรคแข็งแกร่ง

พรรครวมไทยสร้างชาติ ก่อตั้งขึ้นเพื่อตอบโจทย์ปัญหาประเทศ โดยเน้นนโยบายที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชน การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงวิสัยทัศน์ของหัวหน้าพรรคที่ไม่ยึดติดตำแหน่ง แต่เน้นผลลัพธ์ระยะยาว

  • เปิดโอกาสคนรุ่นใหม่ สร้างพลังใหม่ให้พรรค
  • หัวหน้าพรรคโฟกัสงานยุทธศาสตร์เบื้องหลัง
  • รักษาความเข้มแข็งในสภา ผลักดันนโยบายต่อเนื่อง
  • เสริมสร้างเครือข่ายและนโยบายที่ทันสมัย

การเคลื่อนไหวดังกล่าวเกิดขึ้นท่ามกลางกระแสการเมืองที่ผันผวน พรรครวมไทยสร้างชาติยังคงยืนหยัดด้วยการสนับสนุนจากฐานเสียงที่เหนียวแน่น นายพีระพันธุ์ขอบคุณทุกการสนับสนุน และยืนยันว่าจะเดินหน้าทำงานเพื่อพรรค ประชาชน และประเทศชาติต่อไป

ในมุมมองของผู้เขียน การตัดสินใจ พีระพันธุ์ ยื่นใบลาออก ครั้งนี้เป็นตัวอย่างที่ดีของผู้นำที่กล้าปล่อยวางเพื่อส่วนรวม แสดงให้เห็นว่าพรรครวมไทยสร้างชาติพร้อมก้าวไปข้างหน้าด้วยทีมเวิร์คที่แข็งแกร่ง หากคุณสนใจข่าวการเมืองอัปเดต รีบติดตามบทความอื่นๆ ของเราเพื่อไม่พลาดข้อมูลสำคัญ!

นอกจากนี้ การเปลี่ยน ส.ส. ยังช่วยให้พรรคสามารถแบ่งหน้าที่ได้ชัดเจนยิ่งขึ้น สร้างสมดุลระหว่างงานบริหารพรรคและการอภิปรายในสภา ซึ่งจะนำไปสู่ผลงานที่โดดเด่นมากขึ้นในอนาคต

ที่มา – “พีระพันธุ์” ยื่นใบลาออก สส.บัญชีรายชื่อพรรครวมไทยสร้างชาติ มอบ “อรรถวิชช์” ทำหน้าที่ สส.ในสภาแทน

ผู้สมัคร สส. ปชน. จ่อดำเนินคดี หาก กกต. ไม่เคลียร์ใบคะแนนทิ้งขยะ

วันนี้เรามาพูดถึงประเด็นร้อนในวงการการเมืองไทยกันครับ กรณี ผู้สมัคร สส. ปชน. จ่อดำเนินคดี หาก กกต. แจงผลสอบใบคะแนนถูกทิ้งกองขยะสมุทรปราการไม่เคลียร์ ที่กำลังเป็นที่พูดถึงอย่างกว้างขวาง ผู้สมัครรายนี้ไม่ยอมปล่อยผ่านง่ายๆ หวั่นว่าการเลือกตั้งจะไม่โปร่งใส ส่งผลให้ประชาชนขาดความเชื่อมั่นในระบบ

ผู้สมัคร สส. ปชน. จ่อดำเนินคดี หาก กกต. แจงผลสอบใบคะแนนถูกทิ้งกองขยะสมุทรปราการไม่เคลียร์

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อไม่นานมานี้ ที่ จ.สมุทรปราการ มีการพบเอกสารการเลือกตั้ง โดยเฉพาะใบคะแนนที่ถูกทิ้งอยู่ในกองขยะ สร้างความฮือฮาและคำถามมากมาย นายวีรภัทร คันธะ ผู้สมัคร สส. เขต 6 สมุทรปราการ จากพรรคประชาชน (ปชน.) ได้เดินทางไปยื่นหนังสือต่อสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เมื่อวันที่ 25 ก.พ. 2567 เวลา 10.55 น. เพื่อทวงถามความคืบหน้าของคดีนี้

นายวีรภัทร ระบุว่า หลังจากพบใบคะแนนจริงในบ่อขยะ เขาได้ยื่นร้องเรียนไปยัง กกต. เมื่อสัปดาห์ก่อน แต่ผ่านไป 10 วันแล้ว ยังไม่มีคำตอบที่ชัดเจน กกต. ยอมรับว่าใบคะแนนเป็นของจริง แต่ยืนยันว่านับคะแนนเสร็จสิ้นแล้ว และไม่กระทบต่อผลการเลือกตั้ง อย่างไรก็ตาม ผู้สมัครมองว่ากระบวนการยังไม่เคลียร์ โดยเฉพาะใบขีดคะแนนจาก 3 พื้นที่ที่พบ ซึ่งอาจเกิดจากการรวมหีบแล้วทิ้ง แต่เป็นเรื่องน่ากังวลเพราะอาจมีที่อื่นๆ ที่ยังไม่พบ

เหตุผลที่ผู้สมัคร สส. ปชน. จ่อดำเนินคดี หาก กกต. ไม่เคลียร์

ผู้สมัครชี้ว่า กกต. ไม่ควรพูดว่าบริสุทธิ์ยุติธรรมทั้งที่ไม่รู้ว่าใครทิ้ง และตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. หากสันนิษฐานว่ามีเหตุทำให้การเลือกตั้งไม่สุจริตเที่ยงธรรม สามารถสั่งนับคะแนนใหม่ได้ แต่ตอนนี้กลับเงียบ เขาจึงยื่นหนังสือเพื่อขอทราบความคืบหน้าโดยตรง ไม่ใช่รอฟังจากสื่อ ข่าวล่าสุดระบุว่า กกต. สอบผู้เกี่ยวข้องแล้ว แต่ทุกคนปฏิเสธ หากยังไม่ชัดเจน เขาจะสงวนสิทธิ์ดำเนินคดีทางกฎหมาย

  • พบใบคะแนนจริงในกองขยะสมุทรปราการ
  • ยื่นร้อง กกต. แล้วรอ 10 วัน ไม่มีแจ้งความคืบหน้า
  • กกต. ยอมรับของจริง แต่ยืนยันไม่กระทบผลเลือกตั้ง
  • ผู้สมัครกังวลเรื่องโปร่งใส หวั่นผู้ชนะมีมลทิน
  • ขู่ดำเนินคดีหากไม่เคลียร์

กรณีนี้ไม่ใช่แค่เรื่องใบคะแนนทิ้งขยะธรรมดา แต่สะท้อนปัญหาใหญ่ในกระบวนการเลือกตั้งไทย ไม่ว่าจะเป็นการจัดการเอกสารหลังนับคะแนน การกำกับดูแลเจ้าหน้าที่ และความรับผิดชอบของ กกต. หากปล่อยผ่าน ประชาชนจะหมดศรัทธาในการเมืองได้ง่ายๆ โดยเฉพาะในยุคที่โซเชียลมีเดียทำให้ข่าวแพร่กระจายเร็ว

จากประสบการณ์การเลือกตั้งที่ผ่านมา เราพบปัญหาคล้ายๆ กันหลายครั้ง เช่น การทุจริต การซื้อสิทธิขายเสียง หรือเอกสารหาย แต่ครั้งนี้พิเศษตรงที่หลักฐานโผล่ในกองขยะ ซึ่งดูไม่น่าเชื่อแต่เป็นจริง ผู้สมัคร สส. ปชน. ทำถูกแล้วที่ออกมาเรียกร้อง เพราะเป็นสิทธิของผู้มีส่วนได้เสีย และช่วยให้ระบบดีขึ้น

นอกจากนี้ ยังมีผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของผู้ชนะเลือกตั้งในเขตนั้น หากพิสูจน์ได้ว่ามีการทุจริต อาจนำไปสู่การเลือกตั้งใหม่ ส.ส.ที่ชนะอาจเสียเก้าอี้ได้ กกต. ควรเร่งตรวจสอบให้ชัดเจน รายงานผลอย่างเป็นทางการ เพื่อไม่ให้เกิดคำครหา

ในมุมมองของผม กรณี ผู้สมัคร สส. ปชน. จ่อดำเนินคดี หาก กกต. แจงผลสอบใบคะแนนถูกทิ้งกองขยะสมุทรปราการไม่เคลียร์ เป็นบทเรียนสำคัญที่ กกต. ต้องปรับปรุงระบบ เช่น ใช้เทคโนโลยีติดตามเอกสาร หรือกำหนดบทลงโทษชัดเจนยิ่งขึ้น เพื่อให้การเลือกตั้งไทยสุจริตยั่งยืน

คุณคิดเห็นอย่างไรกับเรื่องนี้? การทิ้งใบคะแนนกองขยะแบบนี้ยอมรับได้หรือไม่? แสดงความคิดเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมแชร์บทความนี้เพื่อให้คนอื่นรับรู้ประเด็นสำคัญกันนะครับ สนับสนุนการเมืองโปร่งใสเพื่ออนาคตไทยที่ดีกว่า!

ที่มา – ผู้สมัคร สส. ปชน. จ่อดำเนินคดี หาก กกต. แจงผลสอบใบคะแนนถูกทิ้งกองขยะสมุทรปราการไม่เคลียร์

Scroll to top