ความโปร่งใส

“ดร.การดี” แคนดิเดต ปชป. แก้หนี้กู้เศรษฐกิจ

“ดร.การดี” เปิดใจนั่งแคนดิเดตนายกฯ ปชป. เพื่อแก้หนี้และกู้ชื่อชั้นเศรษฐกิจไทยให้กลับมา ยันทำงานเป็นทีมไม่ใช่โชว์เดี่ยว มั่นใจจะทำให้ประเทศกลับมาผงาดได้

วันที่ 26 ธันวาคม 2568 ดร.การดี เลียวไพโรจน์ เปิดใจครั้งแรกหลังพรรคประกาศชื่อเป็น 1 ใน 3 แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีร่วมกับนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และนายกรณ์ จาติกวณิช โดยระบุว่า การตัดสินใจครั้งนี้มาจากความแน่วแน่ที่ต้องการใช้ความรู้และประสบการณ์ด้านดิจิทัลและเศรษฐกิจอนาคตเข้ามากอบกู้ประเทศไทยที่กำลังอยู่ในภาวะ “อึดอัด” ทั้งเรื่องรายได้และความเชื่อมั่นระดับสากล พร้อมชูจุดแข็งของพรรคว่าเป็น “ส่วนผสมที่กลมกล่อม” ระหว่างผู้นำที่มีบารมีระดับสากลอย่างนายอภิสิทธิ์ และมือเศรษฐกิจระดับโลกอย่างนายกรณ์ โดยตนจะเข้ามาเสริมทัพในการนำพาประเทศไปสู่โอกาสใหม่แห่งอนาคต ภายใต้ “DNA เดียวกัน” คือความสุจริต

ดร.การดี ย้ำว่าการทำงานของแคนดิเดตทั้ง 3 คนเป็นรูปแบบทีมเวิร์ก ไม่ใช่การโชว์เดี่ยว โดยนโยบายเร่งด่วนคือการแก้ปัญหาหนี้สินเชิงรุกที่ต้องตอบโจทย์ความต้องการที่แตกต่างกันของคนเมืองและเกษตรกร พร้อมประกาศตั้ง KPI ชี้วัดผลการบริหารประเทศ โดยเฉพาะการดึงอันดับความโปร่งใสและสถานการณ์คอร์รัปชันให้กลับไปสู่จุดรุ่งเรืองอีกครั้ง เพื่อคว้าโอกาสทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน ทั้งนี้พร้อมลงพื้นที่ช่วยว่าที่ผู้สมัคร สส. ทุกคนหาเสียงอย่างเต็มที่ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นว่าทีมประชาธิปัตย์คือคำตอบที่จะทำให้ประเทศไทยกลับมาผงาดได้จริง

“ดร.การดี” แคนดิเดต ปชป. แก้หนี้กู้เศรษฐกิจ

การประกาศชื่อ ดร.การดี เลียวไพโรจน์ เป็นหนึ่งในแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) สร้างความฮือฮาในแวดวงการเมืองและเศรษฐกิจไม่น้อย ด้วยโปรไฟล์ที่โดดเด่นในด้านดิจิทัลและเศรษฐกิจอนาคต ทำให้หลายคนจับตามองว่าเธอจะเข้ามามีบทบาทอย่างไรในการขับเคลื่อนนโยบายของพรรค

วิสัยทัศน์ของ “ดร.การดี” ในการแก้หนี้และกู้เศรษฐกิจ

ดร.การดี มองว่าประเทศไทยกำลังเผชิญกับความท้าทายหลายด้าน ทั้งเรื่องหนี้สินของประชาชน ความเชื่อมั่นของนักลงทุน และการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีที่รวดเร็ว เธอจึงมุ่งมั่นที่จะนำความรู้และประสบการณ์มาใช้ในการแก้ปัญหาเหล่านี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาประยุกต์ใช้ในการเพิ่มโอกาสทางเศรษฐกิจและสร้างรายได้ให้กับประชาชน

นโยบายที่ ดร.การดี ให้ความสำคัญเป็นพิเศษคือการแก้ปัญหาหนี้สินอย่างยั่งยืน โดยจะมีการออกแบบมาตรการที่เหมาะสมกับความต้องการของแต่ละกลุ่ม ทั้งคนเมืองและเกษตรกร นอกจากนี้ ยังให้ความสำคัญกับการสร้างความโปร่งใสในการบริหารประเทศ เพื่อดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศและสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุน

ความคาดหวังต่อการทำงานเป็นทีม:

  • ผสานความเชี่ยวชาญของแต่ละคน: ดร.การดี เชื่อว่าการทำงานร่วมกับนายอภิสิทธิ์และนายกรณ์ จะเป็นการผสมผสานความเชี่ยวชาญที่หลากหลาย เพื่อให้สามารถแก้ปัญหาเศรษฐกิจได้อย่างครอบคลุม
  • สร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน: ด้วยประสบการณ์และความสามารถของทั้ง 3 คน จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนว่าพรรคประชาธิปัตย์มีความพร้อมที่จะนำพาประเทศไปสู่อนาคตที่ดีกว่า
  • ขับเคลื่อนนโยบายอย่างมีประสิทธิภาพ: การทำงานเป็นทีมจะช่วยให้การขับเคลื่อนนโยบายเป็นไปอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ

ดร.การดี ยังเน้นย้ำถึงความสำคัญของการทำงานเป็นทีม โดยเชื่อว่าการผสานความเชี่ยวชาญของแต่ละคนจะช่วยให้พรรคประชาธิปัตย์สามารถนำเสนอนโยบายที่ตอบโจทย์ความต้องการของประชาชนได้อย่างแท้จริง การที่ “ดร.การดี” แคนดิเดต ปชป. แก้หนี้กู้เศรษฐกิจ ครั้งนี้จึงเป็นที่น่าจับตามองอย่างยิ่ง

การที่ ดร.การดี เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของทีมเศรษฐกิจของพรรคประชาธิปัตย์ ถือเป็นสัญญาณที่ดีที่แสดงให้เห็นว่าพรรคให้ความสำคัญกับเทคโนโลยีและเศรษฐกิจอนาคตมากขึ้น อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจของประเทศไทยยังขึ้นอยู่กับปัจจัยอื่นๆ อีกหลายด้าน ทั้งเสถียรภาพทางการเมือง นโยบายของรัฐบาล และสถานการณ์เศรษฐกิจโลก

การมี “ดร.การดี” แคนดิเดต ปชป. แก้หนี้กู้เศรษฐกิจ ทำให้ประชาชนมีความหวังว่าจะมีนโยบายที่ทันสมัยและสอดคล้องกับสถานการณ์โลกมากขึ้น แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือการที่ทุกภาคส่วนร่วมมือกันเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศให้เดินหน้าต่อไป

ที่มา – “ดร.การดี” เปิดใจนั่งแคนดิเดต ปชป. ผนึกกำลัง “อภิสิทธิ์-กรณ์” แก้หนี้กู้เศรษฐกิจ

“ไผ่ ลิกค์” สวน “รักชนก” ครอบครัวรวย วอนแจงที่มาเงิน

“ไผ่ ลิกค์” สวน “รักชนก” ครอบครัวฐานะดีตั้งแต่เกิด วอนอย่าบิดเบือนประเด็นแจงที่มาเงินบริจาค

จากกรณีที่เป็นประเด็นร้อนแรงในโลกออนไลน์ระหว่าง สส.ไผ่ ลิกค์ และ สส.รักชนก ศรีนอก ล่าสุด สส.ไผ่ ได้ออกมาโพสต์เฟซบุ๊กเพื่อชี้แจงถึงประวัติครอบครัวและเรียกร้องให้ สส.รักชนก ตอบคำถามเรื่องที่มาของเงินบริจาคจำนวน 200,000 บาท

“ไผ่ ลิกค์” แจงที่มาครอบครัว ยันฐานะดีก่อนเล่นการเมือง

สส.ไผ่ ระบุว่า ปกติแล้วเป็นคนที่ไม่ค่อยเปิดเผยเรื่องส่วนตัวมากนัก แต่เนื่องจากมีการตั้งคำถามถึงที่มาของทรัพย์สิน จึงขอชี้แจงว่า คุณปู่คุณย่าคือคุณปู่วิลเลียม ลิกค์ และคุณย่าบุญรอด ล่ำซำ ที่บ้านทำธุรกิจหลายอย่าง เช่น หมู่บ้านจัดสรร โรงโม่หิน อสังหาริมทรัพย์ อพาร์ตเมนต์ สถานบันเทิง และตลาด แต่ปัจจุบันตนได้ยุติบทบาททางธุรกิจทั้งหมดเพื่อมาทำงานการเมืองรับใช้ประชาชน

“เข้าใจคนที่ตั้งคำถามผมนะว่าคุณคิดอะไรอยู่ ผมไม่ได้คิดแบบพวกคุณแน่นอนที่จะเข้าทำอย่างอื่นที่ไม่ใช่ทำเพื่อประชาชน” สส.ไผ่ กล่าว

จี้ “รักชนก” แจงที่มาเงินบริจาค 2 แสน

ประเด็นสำคัญที่ สส.ไผ่ ต้องการให้ สส.รักชนก ตอบคือ เรื่องที่มาของเงินบริจาคจำนวน 200,000 บาท ว่ามีเส้นทางเงินที่ถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่ เพราะจนถึงปัจจุบัน สส.รักชนก ยังไม่ได้แสดงหลักฐานทางการเงินใดๆ มีเพียงคำอธิบายว่า “เงินเดือนพอทำได้” หรือ “พรรคไม่มีทุนใหญ่” ซึ่งไม่เพียงพอต่อการตรวจสอบ

สส.ไผ่ ย้ำว่า เรื่องนี้ไม่ใช่ความขัดแย้งส่วนตัว แต่เป็นเรื่องที่ประชาชนควรได้รับคำตอบที่ชัดเจน และไม่ควรมีการเบี่ยงประเด็นโดยการนำเรื่องอื่นที่ไม่เกี่ยวข้องมาโยง เช่น คดีรถหรูที่ศาลยกฟ้องไปแล้ว หรือประเด็นส่วนตัวเมื่อหลายสิบปีก่อน เพราะสิ่งเหล่านี้ไม่ได้ช่วยไขข้อสงสัยเรื่อง “ไผ่ ลิกค์” สวน “รักชนก” ครอบครัวฐานะดีตั้งแต่เกิด วอนอย่าบิดเบือนประเด็นแจงที่มาเงินบริจาค แต่อย่างใด

ยืนยันไม่ขาดคุณสมบัติรัฐมนตรี พร้อมให้ตรวจสอบทรัพย์สิน

สส.ไผ่ ยังกล่าวถึงกรณีที่ถูกกล่าวหาว่าขาดคุณสมบัติรัฐมนตรีจากคดีทำร้ายร่างกายเมื่อปี 2548 ว่า หน่วยงานรัฐได้วินิจฉัยแล้วว่ากรณีดังกล่าวไม่เข้าลักษณะต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญ และเป็นอำนาจของนายกรัฐมนตรีในการพิจารณา

นอกจากนี้ สส.ไผ่ ยังยินดีให้ตรวจสอบหนี้สินจำนวน 550,000 บาท และพร้อมให้ ป.ป.ช. ตรวจสอบบัญชีทรัพย์สินทั้งหมด เพราะไม่มีเหตุผลใดที่จะต้องปกปิด ตรงกันข้าม สส.รักชนก กลับไม่ยอมเปิดเผยเส้นทางการเงินจำนวน 200,000 บาท ซึ่งเป็นสิ่งที่ควรทำเพื่อความโปร่งใส

สส.ไผ่ กล่าวทิ้งท้ายว่า การเมืองที่ดีต้องอยู่บนมาตรฐานเดียวกัน ไม่ใช่ใช้วาทกรรมเพื่อหลีกเลี่ยงการตรวจสอบ และยืนยันว่าจะให้ความร่วมมือในการตรวจสอบทุกประเด็นตามกฎหมาย

ประเด็นที่เกิดขึ้นนี้แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการตรวจสอบที่มาของเงินทุนที่ใช้ในการทำงานการเมือง เพื่อสร้างความโปร่งใสและความน่าเชื่อถือต่อประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง และสุดท้ายนี้ “ไผ่ ลิกค์” สวน “รักชนก” ครอบครัวฐานะดีตั้งแต่เกิด วอนอย่าบิดเบือนประเด็นแจงที่มาเงินบริจาคเป็นสิ่งที่สังคมควรให้ความสนใจและติดตามอย่างใกล้ชิด

ที่มา – “ไผ่ ลิกค์” สวน “รักชนก”ครอบครัวฐานะดีตั้งแต่เกิด วอนอย่าบิดเบือนประเด็นแจงที่มาเงินบริจาค

นายกฯ ย้ำ “ไม่มีแผนตายตัว” ชิงยุบสภาจริงหรือ

สถานการณ์การเมืองไทยกำลังอยู่ในช่วงที่น่าจับตามอง เมื่อนายกรัฐมนตรีได้กล่าวถึงความเป็นไปได้ในการยุบสภา ก่อนที่จะมีการเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจ โดยย้ำคำพูดที่ว่า “ไม่มีแผนตายตัว” ทำให้เกิดคำถามมากมายว่าการตัดสินใจครั้งนี้จะเป็นอย่างไรต่อไป

นายกฯ ย้ำ “ไม่มีแผนตายตัว” ชิงยุบสภาจริงหรือ

เมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน 2568 ณ พารากอนฮอลล์ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับประเด็นการยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจและการตัดสินใจยุบสภา โดยตอบว่า “Play it by ear (ไม่มีแผนการตายตัว)” ซึ่งเป็นการยืนยันว่าการตัดสินใจจะขึ้นอยู่กับสถานการณ์ในขณะนั้น

เมื่อผู้สื่อข่าวถามย้ำถึงความเป็นไปได้ในการยุบสภาหากมีการยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ นายกฯ ตอบว่า จะพิจารณาจากประเด็นที่ถูกนำมายื่น หากเป็นเรื่องของการล้างแค้นกัน ก็อาจจะตัดสินใจยุบสภา นายกฯ ยังกล่าวอย่างมั่นใจว่า จะมีการเลือกตั้งเกิดขึ้นภายในปีหน้าอย่างแน่นอน

ความมั่นใจในการทำงานและตรวจสอบได้

เมื่อถูกถามถึงเรื่องที่อาจถูกอภิปรายไม่ไว้วางใจ นายกฯ กล่าวว่า ไม่มีอะไรต้องประเมิน เพราะรัฐบาลทำงานอย่างเต็มที่ ด้วยความตั้งใจ ซื่อสัตย์สุจริต โปร่งใส และตรวจสอบได้

นอกจากนี้ นายกฯ ยังกล่าวถึงกรณีการยื่นอภิปรายรัฐมนตรีรายบุคคลว่า ทุกคนมีสิทธิ์ที่จะทำได้ภายใต้ขอบข่ายอำนาจและกฎหมายที่มีอยู่ เมื่อถามย้ำว่า หากไม่มีการยื่นอภิปรายนายกฯ แต่เป็นการยื่นอภิปรายรัฐมนตรีคนอื่น นายกฯ จะยุบสภาหรือไม่ นายกฯ ตอบว่า “Play it by ear” เช่นเดิม

เมื่อถูกถามว่า หากมั่นใจว่ารัฐบาลไม่ได้ทำอะไรผิดหรือไม่สุจริต ทำไมไม่เปิดรับการอภิปราย นายกฯ กล่าวว่า “ยังตอบตอนนี้ไม่ได้ ผมถึงบอกว่า “Play it by ear”

สถานการณ์ทางการเมืองในขณะนี้ยังคงมีความไม่แน่นอนสูง การตัดสินใจของนายกรัฐมนตรีจะเป็นไปในทิศทางใด ยังคงต้องติดตามกันต่อไป แต่สิ่งที่แน่นอนคือ ทุกฝ่ายต่างมีสิทธิ์ที่จะดำเนินการภายใต้กรอบของกฎหมาย และประชาชนจะเป็นผู้ตัดสินใจในการเลือกตั้งครั้งหน้า

จากคำสัมภาษณ์ของนายกฯ ที่ว่า “ไม่มีแผนตายตัว” ทำให้เห็นว่าการตัดสินใจทางการเมืองนั้นมีความซับซ้อนและผันผวนอยู่เสมอ การติดตามข่าวสารและวิเคราะห์ข้อมูลอย่างรอบด้านจึงเป็นสิ่งสำคัญสำหรับประชาชนในการตัดสินใจเกี่ยวกับอนาคตของประเทศ

ในขณะที่หลายฝ่ายกำลังจับตามองว่านายกฯ จะตัดสินใจอย่างไรต่อไป สิ่งสำคัญที่สุดคือการที่ทุกฝ่ายเคารพในกฎเกณฑ์และกติกาของประชาธิปไตย เปิดโอกาสให้มีการแสดงความคิดเห็นและตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลอย่างโปร่งใส เพื่อให้การตัดสินใจใดๆ ที่เกิดขึ้น เป็นไปเพื่อประโยชน์สูงสุดของประเทศชาติและประชาชนอย่างแท้จริง

ที่มา – นายกรัฐมนตรี ย้ำคำพูด “ไม่มีแผนตายตัว” ชิงยุบสภาก่อนถูกซักฟอกหรือไม่

ตรีนุช เข้ากระทรวงแรงงาน ลุยสางปมประกันสังคม

ตรีนุช เข้ากระทรวงแรงงาน ลุยสางปมประกันสังคม

ในวันที่ 26 กันยายน 2568 นางสาวตรีนุช เทียนทอง ได้เข้าดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานอย่างเป็นทางการ โดยเริ่มต้นด้วยการสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำกระทรวง ท่ามกลางการต้อนรับอย่างอบอุ่นจากผู้บริหารและข้าราชการทุกคน การเข้ารับตำแหน่งครั้งนี้มาพร้อมกับภารกิจเร่งด่วน โดยเฉพาะปัญหาเกี่ยวกับประกันสังคมที่กำลังเป็นประเด็นร้อน ตรีนุช ย้ำชัดว่าต้องเลือกปลัดกระทรวงคนใหม่จากบุคลากรภายใน เพื่อสร้างขวัญกำลังใจให้กับทีมงาน

“ตรีนุช” เข้ากระทรวงแรงงานลุยสางปมประกันสังคม ย้ำปลัดฯ คนใหม่ต้องคนใน

การเข้ารับตำแหน่งของตรีนุช เทียนทอง ถือเป็นจุดเริ่มต้นของการปฏิรูประบบแรงงานไทยในยุคใหม่ ด้วยวาระการทำงานที่จำกัดเพียง 4 เดือน เธอต้องเผชิญความท้าทายมากมาย ไม่ว่าจะเป็นเศรษฐกิจที่ชะลอตัว ความไม่สงบตามชายแดนใต้ และปัญหาการขาดแคลนแรงงานที่ต้องเร่งนำเข้าแรงงานต่างด้าวเพื่อทดแทนแรงงานไทยที่หดหายไป ตรีนุช เปิดใจว่าต้องการให้ข้าราชการทุกคนกล้าเสนอแนะปัญหาอย่างตรงไปตรงมา เพื่อให้การแก้ไขมีประสิทธิภาพสูงสุด

หนึ่งในประเด็นหลักที่ตรีนุช ให้ความสำคัญคือการแต่งตั้งปลัดกระทรวงแรงงานคนใหม่ เธอเน้นย้ำว่าควรเลือกบุคคลจากภายในกระทรวงที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญ เพื่อรักษาขวัญกำลังใจของข้าราชการและความต่อเนื่องในการทำงาน แม้ว่าการตัดสินใจสุดท้ายจะต้องผ่านกลไกและขั้นตอนที่อยู่นอกเหนืออำนาจของกระทรวง แต่ตรีนุช ก็แสดงจุดยืนชัดเจนว่าต้องให้ความสำคัญกับ ‘คนในบ้าน’ เพื่อความมั่นคงขององค์กร

การตรวจสอบปัญหาประกันสังคม: ความโปร่งใสเป็นหลัก

นอกจากนี้ ตรีนุช ยังพูดถึงกรณีการสอบสวนการซื้อตึก Skyy9 ของสำนักงานประกันสังคม ซึ่งเป็นประเด็นที่สร้างความกังวลให้กับประชาชนจำนวนมาก เธอระบุว่าจะเร่งตรวจสอบเรื่องนี้อย่างละเอียด โดยยึดหลักความโปร่งใสและความเป็นธรรมต่อทุกฝ่าย การสางปมประกันสังคมนี้ไม่เพียงช่วยฟื้นฟูความเชื่อมั่นในระบบประกันสังคม แต่ยังเป็นส่วนหนึ่งในการปฏิรูปกระทรวงแรงงานให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

ปัญหาประกันสังคมในปัจจุบันมีหลายมิติ เช่น การทุจริตที่อาจเกิดขึ้น การจัดการกองทุนที่ไม่โปร่งใส และการให้บริการที่ล่าช้า ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อชีวิตผู้ประกันตนกว่า 12 ล้านคน ตรีนุช วางแผนที่จะนำทีมผู้เชี่ยวชาญมาช่วยตรวจสอบ โดยอาจรวมถึงการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อเพิ่มความโปร่งใสในการบริหารจัดการ นอกจากนี้ ยังมีนโยบายขยายสิทธิประโยชน์ให้ครอบคลุมแรงงานนอกระบบมากขึ้น เพื่อให้ระบบประกันสังคมไทยแข็งแกร่งและยั่งยืน

วิสัยทัศน์ของตรีนุช ต่อการพัฒนาแรงงานไทย

ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ตรีนุช มีวิสัยทัศน์ที่ชัดเจนในการพัฒนาทักษะแรงงานไทยให้สอดคล้องกับยุคดิจิทัลและอุตสาหกรรม 4.0 เธอตั้งใจจะผลักดันโครงการฝึกอบรมอาชีพฟรีให้กับแรงงาน เพื่อลดปัญหาการว่างงานและเพิ่มโอกาสในการประกอบอาชีพ นอกจากนี้ ยังเน้นการแก้ไขปัญหาการค้ามนุษย์และการเอารัดเอาเปรียบแรงงานต่างด้าว โดยร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งในและต่างประเทศ

  • การนำเข้าแรงงาน: เร่งรัดกระบวนการนำเข้าแรงงานต่างด้าวให้ถูกกฎหมาย เพื่อแก้ปัญหาขาดแคลนในภาคอุตสาหกรรม
  • การคุ้มครองสิทธิ: เสริมสร้างกฎหมายคุ้มครองแรงงานให้ครอบคลุมมากขึ้น โดยเฉพาะแรงงานหญิงและเด็ก
  • การพัฒนาดิจิทัล: สร้างแพลตฟอร์มออนไลน์สำหรับการสมัครงานและรับสิทธิประกันสังคม

การทำงานของตรีนุช ในช่วงเวลาสั้นๆ นี้ จะเป็นตัวชี้วัดความสำเร็จของรัฐบาลในการแก้ปัญหาแรงงาน ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของเศรษฐกิจไทย ผู้สนใจสามารถติดตามความคืบหน้าผ่านทางเว็บไซต์กระทรวงแรงงาน เพื่อไม่พลาดข้อมูลอัปเดตล่าสุด หากคุณเป็นแรงงานหรือผู้ประกอบการ ลองแบ่งปันประสบการณ์ของคุณในคอมเมนต์ด้านล่าง เพื่อช่วยกันผลักดันนโยบายที่ดีขึ้น

สุดท้าย การเลือกปลัดกระทรวงจากคนใน จะช่วยสร้างทีมงานที่แข็งแกร่งและมุ่งมั่น สู่การพัฒนาแรงงานไทยที่ยั่งยืนในอนาคต

ที่มา – “ตรีนุช” เข้ากระทรวงแรงงานลุยสางปมประกันสังคม ย้ำปลัดฯ คนใหม่ต้องคนใน

ผบ.ทอ.ภูมิใจประชาชนอยู่เคียงข้างกองทัพอากาศ ชื่นใจคนไทยรักชาติมากขึ้น

ผบ.ทอ.ภูมิใจประชาชนอยู่เคียงข้างกองทัพอากาศ ชื่นใจคนไทยรักชาติมากขึ้น มั่นใจ ผบ.ทอ.คนใหม่จะดูแลอธิปไตยได้อย่างดี

เมื่อวันที่ 24 กันยายน 2568 พล.อ.อ.พันธ์ภักดี พัฒนกุล ผู้บัญชาการทหารอากาศ (ผบ.ทอ.) เปิดใจถึงการทำงานตลอด 2 ปีที่ผ่านมาในงานเลี้ยงอำลาตำแหน่งก่อนเกษียณอายุราชการ โดยแสดงความภาคภูมิใจกับผลสำรวจล่าสุดที่ชี้ว่าประชาชน 91% อยู่เคียงข้างกองทัพอากาศ หลังจากปฏิบัติภารกิจที่ชายแดนสำเร็จลุล่วงด้วยดี

พล.อ.อ. พันธ์ภักดีย้ำว่า ความสำเร็จของกองทัพอากาศไม่ได้มาจากความสามารถส่วนตัว แต่เป็นเพราะการทำงานร่วมกันเป็นทีมของทุกคน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการเจรจาจัดหาเครื่องบินขับไล่ใหม่ ซึ่งทีมงานทุกคนมีเป้าหมายเดียวกันคือผลประโยชน์สูงสุดของประเทศ นอกจากนี้ ผบ.ทอ. ยังกล่าวถึงการทำงานกับสื่อมวลชนอย่างตรงไปตรงมาและจริงใจ ไม่ปิดบังข้อมูลเพื่อให้ประชาชนได้รับรู้ ข้อเท็จจริงและความโปร่งใสนี้เองที่ทำให้ประชาชนเข้าใจและชื่นชมกองทัพอากาศมากขึ้น

“ผมมีความสุขทุกครั้งที่เห็นคนไทยร้องเพลงชาติและจงรักภักดีต่อสถาบันฯ” พล.อ.อ. พันธ์ภักดีกล่าว พร้อมชื่นชม แม่ทัพภาคที่ 2 ที่มีส่วนสำคัญในการสร้างความเข้าใจระหว่างทหารและประชาชน ทำให้คนรุ่นใหม่ตระหนักถึงความสำคัญของการรักชาติมากขึ้น อย่างไรก็ตามในช่วงท้าย ผบ.ทอ. ได้กล่าวอำลากองทัพอากาศด้วยความประทับใจ โดยเล่าถึงความรู้สึกอบอุ่นที่ได้ทำการบินอำลา และกล่าวถึงกลิ่นเหงื่อของนักบินว่าเป็น “กลิ่นหอมของนักรบ” พร้อมเชื่อมั่นว่า พล.อ.อ. เสกสรร คันธา ผู้บัญชาการทหารอากาศคนใหม่ จะดูแลกองทัพและรักษาอธิปไตยของชาติได้อย่างมีประสิทธิภาพต่อไป

ผบ.ทอ.ภูมิใจประชาชนอยู่เคียงข้างกองทัพอากาศ ชื่นใจคนไทยรักชาติมากขึ้น

เรื่องราวความภาคภูมิใจของ พล.อ.อ.พันธ์ภักดี พัฒนกุล ที่ได้เห็นประชาชนอยู่เคียงข้างกองทัพอากาศนั้น สะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมั่นและความไว้วางใจที่ประชาชนมีต่อกองทัพอากาศ ซึ่งเป็นผลมาจากการปฏิบัติหน้าที่ด้วยความเสียสละและความมุ่งมั่นในการปกป้องประเทศชาติ นอกจากนี้ การที่ท่าน ผบ.ทอ. ชื่นใจที่เห็นคนไทยรักชาติมากขึ้น ก็เป็นสิ่งที่น่าปลื้มใจอย่างยิ่ง เพราะความรักชาติเป็นรากฐานสำคัญของการสร้างชาติให้เข้มแข็งและมั่นคง

อะไรคือสิ่งที่ทำให้ ผบ.ทอ.ภูมิใจประชาชนอยู่เคียงข้างกองทัพอากาศ ชื่นใจคนไทยรักชาติมากขึ้น?

มีหลายปัจจัยที่ทำให้ พล.อ.อ.พันธ์ภักดีรู้สึกภาคภูมิใจและชื่นใจ ประการแรกคือ ผลสำรวจล่าสุดที่แสดงให้เห็นว่าประชาชนส่วนใหญ่อยู่เคียงข้างกองทัพอากาศ ซึ่งเป็นผลมาจากการปฏิบัติภารกิจที่ชายแดนสำเร็จลุล่วงด้วยดี ประการที่สองคือ การทำงานร่วมกันเป็นทีมของทุกคนในกองทัพอากาศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการเจรจาจัดหาเครื่องบินขับไล่ใหม่ ที่ทุกคนมีเป้าหมายเดียวกันคือผลประโยชน์สูงสุดของประเทศ ประการที่สามคือ การทำงานกับสื่อมวลชนอย่างตรงไปตรงมาและจริงใจ ทำให้ประชาชนได้รับรู้ข้อเท็จจริงและเกิดความเข้าใจในบทบาทของกองทัพอากาศ

นอกจากนี้ การที่ พล.อ.อ.พันธ์ภักดีได้เห็นคนไทยร้องเพลงชาติและจงรักภักดีต่อสถาบันฯ รวมถึงการที่แม่ทัพภาคที่ 2 มีส่วนสำคัญในการสร้างความเข้าใจระหว่างทหารและประชาชน ก็เป็นสิ่งที่ทำให้ท่านรู้สึกชื่นใจอย่างยิ่ง เพราะสิ่งเหล่านี้แสดงให้เห็นถึงความรักชาติและความสามัคคีของคนในชาติ ซึ่งเป็นพลังสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศไปข้างหน้า

การที่ ผบ.ทอ.ภูมิใจประชาชนอยู่เคียงข้างกองทัพอากาศ ชื่นใจคนไทยรักชาติมากขึ้น นั้น เป็นสัญญาณที่ดีที่แสดงให้เห็นว่ากองทัพอากาศและประชาชนมีความเข้าใจอันดีต่อกัน และมีความมุ่งมั่นที่จะร่วมมือกันในการพัฒนาประเทศชาติให้เจริญก้าวหน้ายิ่งขึ้นไป

ผบ.ทอ.ภูมิใจประชาชนอยู่เคียงข้างกองทัพอากาศ ชื่นใจคนไทยรักชาติมากขึ้น และเชื่อมั่นว่า ผบ.ทอ.คนใหม่จะสามารถสานต่อภารกิจในการดูแลอธิปไตยของชาติได้อย่างมีประสิทธิภาพ การสนับสนุนและให้กำลังใจกองทัพอากาศจึงเป็นสิ่งสำคัญที่ประชาชนทุกคนสามารถทำได้ เพื่อร่วมกันสร้างชาติให้เข้มแข็งและมั่นคง

ที่มา – ผบ.ทอ. ภูมิใจประชาชนอยู่เคียงข้างกองทัพอากาศ ชื่นใจคนไทยรักชาติมากขึ้น

Scroll to top