ความโปร่งใส

“สุดารัตน์” สงสัยขึ้นราคาเพื่อ “ปิดจ๊อบ” ให้ขบวนการกักตุนน้ำมันหรือไม่

“สุดารัตน์” สงสัยขึ้นราคาเพื่อ “ปิดจ๊อบ” ให้ขบวนการกักตุนน้ำมันหรือไม่ เป็นประเด็นร้อนที่คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ หัวหน้าพรรคไทยสร้างไทย ได้โพสต์เฟซบุ๊กเมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2569 ท่ามกลางวิกฤตค่าครองชีพที่พุ่งสูง โดยเฉพาะการปรับขึ้นราคาน้ำมันถึง 2 ครั้งใน 3 วัน รวมกว่า 8 บาทต่อลิตร ทำให้ประชาชนเดือดร้อนหนัก

แม้คุณหญิงสุดารัตน์จะเข้าใจความจำเป็นของรัฐบาลที่ต้องปรับราคาน้ำมันให้ใกล้เคียงต้นทุนจริง แต่สิ่งที่ติดใจคือ วิธีการดำเนินการที่ยังไม่โปร่งใส เธอย้อนถามตรงๆ ว่า การขึ้นราคาครั้งนี้เป็นการ “ปิดจ๊อบ” ให้ขบวนการกักตุนน้ำมันหรือไม่? โดยเฉพาะการไม่ตรวจสอบสต็อกน้ำมันก่อนประกาศขึ้นราคา ซึ่งอาจเปิดช่องให้นายทุนขูดรีดประชาชน

“สุดารัตน์” สงสัยขึ้นราคาเพื่อ “ปิดจ๊อบ” ให้ขบวนการกักตุนน้ำมันหรือไม่

ประเด็นนี้ถูกหยิบยกขึ้นมาอย่างชัดเจนในโพสต์ของหัวหน้าพรรคไทยสร้างไทย ที่ชี้ให้เห็นถึงข้อบกพร่องหลายประการในการบริหารจัดการราคาน้ำมันครั้งนี้ ซึ่งไม่เพียงกระทบค่าครองชีพ แต่ยังอาจเอื้อประโยชน์ให้กลุ่มทุนบางกลุ่ม

1. ทำไมไม่ลดภาษีและค่าการตลาดก่อน?

ก่อนขึ้นราคา รัฐบาลควรพิจารณางดเก็บภาษีสรรพสามิต ภาษีมูลค่าเพิ่ม และลดค่าการตลาดก่อน ซึ่งรวมกันกว่า 10 บาทต่อลิตร หากทำได้ ประชาชนจะได้ค่าน้ำมันถูกลงทันที โดยไม่ต้องผลักภาระทั้งหมดมาที่ผู้บริโภค การใช้น้ำมันกองทุนฯ อุ้มราคาในระยะสั้น กลับกลายเป็นการกู้เงินอนาคตของประชาชน เมื่อราคาน้ำมันโลกลง ประชาชนก็ยังต้องจ่ายแพงเพื่อชดเชยกองทุน สุดท้ายใครได้ประโยชน์?

2. ไม่ตรวจสอบสต็อกน้ำมันก่อนขึ้นราคา?

น้ำมันที่ขายในตลาดตอนนี้คือสต็อกเก่า ต้นทุนเดิม แต่กลับขึ้นราคา 8 บาทต่อลิตร หากคำนวณจากน้ำมันสำรองการค้า 1,500 ล้านลิตร จะได้ส่วนต่างถึง 12,000 ล้านบาท เข้ากระเป๋านายทุน! นี่คือการขูดรีดประชาชนชัดๆ หรือไม่? “สุดารัตน์” สงสัยขึ้นราคาเพื่อ “ปิดจ๊อบ” ให้ขบวนการกักตุนน้ำมันหรือไม่ จึงเป็นคำถามที่รัฐบาลต้องตอบ

3. มาตรการช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางล่าช้า

รัฐบาลควรออกมาตรการ Targeted Subsidy ทันที เช่น คูปองส่วนลดน้ำมันให้เกษตรกร ชาวประมง SME รถขนส่ง วินมอเตอร์ไซค์ ไรเดอร์ และแท็กซี่ กลุ่มเหล่านี้ได้รับผลกระทบโดยตรงจากราคาน้ำมันแพง การช่วยเหลือเฉพาะเจาะจงจะยั่งยืนกว่าการแจกกระจายแบบเหมาเข่ง

4. ขบวนการกักตุนน้ำมันรอดตัว?

มีข้อสังเกตกลุ่ม “ไอ้โม่ง” ที่กักตุนน้ำมันในช่วงก่อนหน้า เมื่อขึ้นราคาทันที การสืบสวนผู้กระทำผิดก็ยากขึ้น นี่คือการปิดจ๊อบให้พวกเขาหรือ? คุณหญิงสุดารัตน์เรียกร้องให้ตรวจสอบให้โปร่งใส เพื่อไม่ให้ประชาชนเป็นเหยื่อ

5. ควบคุมราคาสินค้าอุปโภคอย่างไร?

ต้นทุนพลังงานพุ่ง รัฐบาลมีแผนชัดเจนแค่ไหนในการตรึงราคาสินค้าอุปโภคบริโภค? หากปล่อยไป ราคาอาหาร ของใช้ จะทะยานตาม สร้างข้าวยากหมากแพงหนักขึ้น ต้องมีมาตรการรูปธรรม เช่น ตรวจสอบราคาเข้มงวด

ข้อเสนอทั้งหมดนี้มาจากความห่วงใยประชาชนที่กำลังแบกภาระหนัก หากรัฐบาลปรับปรุงให้โปร่งใสและคำนึงถึงประชาชนเป็นหลัก วิกฤตครั้งนี้จะคลี่คลายได้เร็วขึ้น ในมุมมองของผู้เขียน การตั้งคำถามแบบนี้ช่วยกระตุ้นให้เกิดการตรวจสอบที่ดีขึ้น สุดท้าย ประชาชนควรติดตามและมีส่วนร่วมในการกำกับดูแล เพื่อไม่ให้ถูกเอาเปรียบ

คุณคิดอย่างไรกับประเด็นนี้? แชร์ความเห็นในคอมเมนต์และช่วยแพร่กระจายเพื่อให้เสียงประชาชนดังขึ้น!

ที่มา – “สุดารัตน์” สงสัยขึ้นราคาเพื่อ “ปิดจ๊อบ” ให้ขบวนการกักตุนน้ำมันหรือไม่

“วีระยุทธ” แนะ 3 แนวทางกู้วิกฤตน้ำมัน

“วีระยุทธ” แนะรัฐบาลเปลี่ยน 3 แนวทางกู้วิกฤตน้ำมัน เสนออุดหนุนขั้นบันได–แจกคูปองช่วยเกษตรกร ในสถานการณ์ที่ราคาน้ำมันพุ่งสูงจากความปั่นป่วนในตะวันออกกลาง ส.ส.วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร จากพรรคประชาชน ได้เสนอแนะแนวทางแก้ไขอย่างเร่งด่วน เพื่อช่วยเหลือประชาชนและเศรษฐกิจไทยให้รอดพ้นวิกฤตนี้

“วีระยุทธ” แนะรัฐบาลเปลี่ยน 3 แนวทางกู้วิกฤตน้ำมัน เสนออุดหนุนขั้นบันได–แจกคูปองช่วยเกษตรกร

วันที่ 25 มีนาคม 2569 ที่รัฐสภา นายวีระยุทธ ในฐานะรองหัวหน้าพรรคประชาชนและ ส.ส.บัญชีรายชื่อ ได้ยื่นญัตติด่วนด้วยวาจาเรื่องวิกฤตน้ำมัน โดยชี้ว่าน้ำมันคือเส้นเลือดใหญ่ของเศรษฐกิจไทย โดยเฉพาะกลุ่มคนตัวเล็กอย่างไรเดอร์ คนขับรถ เกษตรกร และชาวประมง ที่พึ่งพาน้ำมันในการทำมาหากินประจำวัน ด้วยการนำเข้าน้ำมันดิบกว่า 60% จากตะวันออกกลางผ่านช่องแคบฮอร์มุซ สงครามในภูมิภาคนี้จึงกระทบตรงจุด

วีระยุทธย้ำว่าภาวะผู้นำในวิกฤตต้องเหนือชั้น ด้วยความเข้าใจเศรษฐกิจโลก ความกล้าตัดสินใจ และความเห็นใจประชาชน โดยเสนอให้รัฐบาลเปลี่ยน 3 แนวทางหลัก ดังนี้

แนวทางที่ 1: เปลี่ยนจากจัดการแบบปิด เป็นโปร่งใส เปิดรับฟังและลงโทษผิด

ศูนย์บริหารสถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลาง (ศบก.) ที่มีนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกฯ เป็นผู้อำนวยการ ถูกวิจารณ์ว่าทำงานแบบปิด พูดคุยเฉพาะธุรกิจใหญ่ เช่น วันที่ 15 มี.ค. เรียกบริษัทน้ำมันใหญ่สอบถามสต็อก แล้วแถลงว่าไม่ขาดแคลน แต่ละเลยกลุ่มปั๊มเล็ก เกษตรกร ขนส่ง จนต้องรวมตัวประท้วงเอง

รัฐควรเดินเข้าไปรับฟังปัญหาจากกลุ่มกระจัดกระจายอย่างไรเดอร์ ชาวประมง โดยตรง นอกจากนี้ต้องเปิดข้อมูลสถานะปั๊มน้ำมันแบบเรียลไทม์ ไม่ใช่แค่บอกมีสำรอง 100 วัน แต่บอกว่าปั๊มไหนเหลือน้ำมันบ้าง ปัจจุบันข้อมูลกระจัดกระจายในเฟซบุ๊กสำนักงานพลังงานจังหวัด หรือแอป Fuel Now ที่ยังไม่พร้อมใช้ ประชาชนเลยหันไปใช้เพจอย่าง pumpradar.com เอง

พรรคประชาชนเรียกร้องให้เปิดรับฟังรอบด้าน เปิดข้อมูลสาธารณะ และลงโทษผู้โก่งราคา เพื่อสร้างความโปร่งใส

แนวทางที่ 2: เปลี่ยนจากการตรึงราคา เป็นอุดหนุนขั้นบันไดและช่วยเปราะบาง

การประกาศตรึงราคา 15 วันล่วงหน้า สร้างความโกลาหลเพราะคนแห่ซื้อเก็ง ผู้ค้าขายช้า วีระยุทธเสนออุดหนุนแบบขั้นบันได เช่น กำหนดกรอบราคาน้ำมันโลกแล้วอุดหนุนตามระดับ เพื่อให้ราคาปรับตัวสมดุล ไม่กระชากแรง

นอกจากนี้ ใช้การอุดหนุนเฉพาะกลุ่มเปราะบางอย่างเกษตรกร ชาวประมง ขนส่ง โดยประสานฐานข้อมูลหลายหน่วยงาน รวมถึงลดภาษีสรรพสามิตน้ำมัน หรือเก็บภาษีลาภลอยจากโรงกลั่นที่ได้กำไรเกิน รัฐต้องสื่อสารชัดเจนว่าใช้นโยบายอะไร ใครได้ประโยชน์ เพื่อสร้างความเข้าใจ

แนวทางที่ 3: เปลี่ยนโครงการธงเขียว เป็นดูแลซัพพลายเชนและแจกคูปองเกษตรกร

ภาคเกษตรเดือดร้อนหนักเพราะนำเข้าปุ๋ย 1 ใน 3 จากตะวันออกกลาง โครงการปุ๋ยธงเขียว (หรือธงเขียวพลัส) ช่วยได้แค่น้อยนิด 97,000 กระสอบ จากความต้องการ 5.6 ล้านตันต่อปี หรือแค่ 0.1%

เสนอให้รัฐมอนิเตอร์ซัพพลายเชนปุ๋ยตั้งแต่นำเข้า-จำหน่าย ป้องกันกักตุนโก่งราคา และแจกคูปองปุ๋ยตามฐานข้อมูลเกษตรกร ปรับตามพืช ไร่ และฤดูเก็บเกี่ยว เพื่อช่วยกว้างขวางและควบคุมงบได้

สรุป “วีระยุทธ” แนะรัฐบาลเปลี่ยน 3 แนวทางกู้วิกฤตน้ำมัน เสนออุดหนุนขั้นบันได–แจกคูปองช่วยเกษตรกร เพื่อโปร่งใส เป็นธรรม สร้างความเชื่อมั่น สิ่งสำคัญคือรัฐต้องเคียงข้างประชาชนในยามวิกฤต

หากคุณกำลังเดือดร้อนจากวิกฤตนี้ ไม่ว่าจะเป็นเกษตรกร ชาวประมง ไรเดอร์ หรือผู้ประกอบการ ส่งเสียงมาที่พรรคประชาชนได้เลย เราจะช่วยเป็นกระบอกเสียงให้ถึงรัฐบาล!

ที่มา – “วีระยุทธ” แนะรัฐบาลเปลี่ยน 3 แนวทางกู้วิกฤตน้ำมัน เสนออุดหนุนขั้นบันได–แจกคูปองช่วยเกษตรกร

ACT เปิดสูตรปิดช่องโกง จัดซื้อจัดจ้างรัฐ

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคน วันนี้เรามาคุยกันเรื่องที่น่าสนใจมากๆ ในแวดวงการเมืองและการใช้งบประมาณของรัฐกันนะครับ คือ ACT เปิดสูตรปิดช่องโกง ที่เพิ่งเกิดขึ้นในโครงการจัดซื้อตำราเรียนของ สกสค. ซึ่งช่วยประหยัดงบได้ถึง 255 ล้านบาท! โห สุดยอดเลยใช่ไหมล่ะ มาดูกันว่าสูตรลับนี้คืออะไร และทำไมเราถึงควรนำไปใช้กับโครงการใหญ่ๆ ของภาครัฐ

ACT เปิดสูตรปิดช่องโกง ด้วย “ข้อตกลงคุณธรรม”

วันที่ 13 มีนาคม 2569 ดร.มานะ นิมิตรมงคล ประธานองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) หรือ ACT ได้แชร์ประสบการณ์สุดเจ๋งจากโครงการจัดพิมพ์ตำราเรียนปีการศึกษา 2569 ของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา (สกสค.) กระทรวงศึกษาธิการครับ

เดิมที การจัดซื้อตำราเรียนเคยมีปัญหาเยอะแยะ ทั้งการแบ่งงานลับๆ การล็อกสเปกกระดาษ การผูกขาดตลาด หรือเงื่อนไขที่ทำให้รายใหม่สู้ไม่ได้ แต่ครั้งนี้ สกสค. เปลี่ยนเกมโดยนำ ข้อตกลงคุณธรรม (Integrity Pact) มาใช้ตั้งแต่วันที่ 7 มกราคม 2569 และเชิญ ACT ไปเป็นผู้สังเกตการณ์อิสระตั้งแต่ต้นกระบวนการเลย

ผลลัพธ์? ประกวดราคาโปร่งใสสุดๆ รัฐประหยัดได้ 255.6 ล้านบาท หรือ 25.31% จากงบที่ตั้งไว้ 1,010 ล้านบาท! ผู้ชนะเสนอราคา 754.3 ล้านบาท ต่ำกว่าราคากลาง 155 ล้าน และมีผู้ชนะถึง 5 ราย ครอบคลุมตำรา 27 ล้านเล่ม แข่งขันกันเต็มที่ ไม่มีใครผูกขาด สุดยอดไปเลย

3 กลยุทธ์หลักที่ ACT เปิดสูตรปิดช่องโกง

ดร.มานะ บอกว่าความสำเร็จมาจาก 3 กลยุทธ์เด็ดๆ นะครับ มาดูกัน:

  • 1. กลไก “ข้อตกลงคุณธรรม”: ผู้สังเกตการณ์จาก ACT เข้าดูทุกขั้นตอน ตั้งแต่ทำ TOR กำหนดราคากลาง จนประกวดราคา ไม่มีช่องให้โกง เงื่อนไขต้องยุติธรรม ไม่กีดกันใคร
  • 2. เปลี่ยนวิธีจัดจ้าง: จาก “วิธีคัดเลือก” ที่จำกัดคน มาเป็น “ประกาศเชิญชวนทั่วไป” ใครก็ยื่นได้ทุกหมวด สร้างการแข่งขันจริงจัง ราคาถูกลงแน่นอน
  • 3. สกสค. กำกับ TOR เอง: ไม่ปล่อยให้กลางๆ คันๆ ลดจุดอ่อนที่เคยเอื้อรายเก่า

เห็นมั้ยครับ ACT เปิดสูตรปิดช่องโกง แบบนี้มันง่ายแต่ได้ผลชัดเจน คอร์รัปชันส่วนใหญ่เกิดตั้งแต่ขั้นตอนออกแบบ ถ้าโปร่งใสตั้งแต่แรก มีคนกลางตรวจสอบ เงินภาษีประชาชนก็ไม่รั่วไหล

ตัวเลขงบประมาณย้อนหลัง 5 ปี พิสูจน์ชัด

  • ปี 2569: 1,010 ล้าน (ประมูลได้ 754 ล้าน)
  • ปี 2568: 1,060 ล้าน
  • ปี 2567: 912.59 ล้าน
  • ปี 2566: 974 ล้าน
  • ปี 2565: ไม่มี (ใช้ออนไลน์ช่วงโควิด)

ปีนี้ประหยัดสุดๆ เลยนะครับ ดร.มานะจึงเสนอให้โครงการจัดซื้อจัดจ้างขนาดใหญ่ของภาครัฐ นำแนวทางนี้ไปใช้เป็นมาตรฐานเลย จะช่วยลดช่องโกง เพิ่มการแข่งขัน ประหยัดงบมหาศาล

เป็นบทเรียนดีๆ ที่แสดงให้เห็นว่าความโปร่งใสทำได้จริง และได้ผลทันที ถ้าทุกหน่วยงานทำตาม รัฐบาลเราจะแข็งแกร่งขึ้นเยอะ คุณล่ะคิดยังไงกับสูตรนี้? ลองแชร์ประสบการณ์หรือไอเดียป้องกันคอร์รัปชันในคอมเมนต์ด้านล่างได้เลยนะครับ จะได้ช่วยกันพัฒนาประเทศไปด้วยกัน!

ที่มา – ACT เปิดสูตรปิดช่องโกง เสนอใช้เป็นแนวทางมาตรฐานสำหรับโครงการจัดซื้อจัดจ้างขนาดใหญ่ของภาครัฐ

บก.ลายจุด-ไอลอว์ เปิดเวทีไต่สวนสาธารณะ จี้ กกต.

เมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2569 หน้าหอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร (BACC) มีความคึกคักสุดๆ จากการรวมตัวของเครือข่ายภาคประชาชน ที่นัดชุมนุมภายใต้ชื่อ “ไต่สวนสาธารณะ กกต. โกงเสียงประชาชน” โดยมีไฮไลต์เด็ดคือ บก.ลายจุด-ไอลอว์ เปิดเวทีไต่สวนสาธารณะ เพื่อจี้ให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ออกมาแจงปมเลือกตั้งที่ส่อพิรุธ และหยุดเร่งรับรองผล ส.ส. หวั่นจะกลายเป็นโมฆะในอนาคต

บก.ลายจุด-ไอลอว์ เปิดเวทีไต่สวนสาธารณะ จี้ กกต. แจงปมเลือกตั้งส่อพิรุธ

บรรยากาศเต็มไปด้วยพลังประชาชน นักกิจกรรมสวมเสื้อสัญลักษณ์ ถือป้ายเรียกร้องความโปร่งใส มีการแสดงดนตรีจากวงสามัญชนเพื่อสะท้อนเจตนารมณ์รัฐธรรมนูญฉบับประชาชน ผู้เข้าร่วมทยอยมาร่วมอย่างต่อเนื่อง สร้างเวทีเสวนาที่เข้มข้น นำโดยนายสมบัติ บุญงามอนงค์ หรือ บก.ลายจุด และนายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ จาก iLaw

ประชาชนรวมพลหน้าหอศิลป์

บก.ลายจุด ขึ้นเวทีปราศรัยอย่างดุเดือด ชี้ให้เห็นช่องโหว่เพียบในการทำงานของ กกต. โดยเฉพาะระบบรายงานผล ECT Report ที่ล่าช้า ข้อมูลระดับหน่วยเลือกตั้งไม่เปิดเผยครบถ้วน แม้ กกต. จะมีเวลาพร้อมตัวหลายปี แต่กลับอ้างข้อจำกัดเวลา

บก.ลายจุด-ไอลอว์ เปิดเวทีไต่สวนสาธารณะ ชำแหละพิรุธเลือกตั้ง

“ข้อมูลระดับหน่วยท่านมีครบตั้งแต่วันเลือกตั้ง แต่เลือกเปิดแค่บางส่วน แล้วรีบรับรอง ส.ส. เยอะแยะ ทั้งที่สังคมยังคาใจ รอความชัดเจนใน 60 วันไม่ได้เหรอ” บก.ลายจุด กล่าว พร้อมเตือนหากศาลรัฐธรรมนูญตีเป็นโมฆะ จะกระทบหนัก ส.ส. หมดสิทธิ์ งบประมาณสูญเปล่า การบริหารแผ่นดินสะดุด

บก.ลายจุดปราศรัย

นอกจากนี้ ยังวิจารณ์ที่ กกต. แจ้งความประชาชนที่ตรวจสอบความผิดปกติ เรียกว่าเป็น SLAPP หรือฟ้องปิดปาก ชี้ไม่เหมาะสม ปิดกั้นการมีส่วนร่วมของประชาชน เรียกร้องให้ถอนฟ้องทันที เวทีนี้มุ่งสร้างบรรทัดฐานโปร่งใส อยากให้ กกต. มาชี้แจงสองทาง ไม่ใช่แถลงฝ่ายเดียว

เวทีเสวนา

ประเด็นพิรุธที่ กกต. ต้องตอบ

  • ระบบ ECT ล่าช้า: รายงานผลไม่ทันเวลา สร้างความสงสัย
  • ข้อมูลไม่ครบ: ระดับหน่วยเลือกตั้งปิดบัง ละเมิดหลักโปร่งใส
  • เร่งรับรอง ส.ส.: ไม่รอ 60 วัน แม้มีข้อสงสัยไม่สุจริต
  • ฟ้องประชาชน: SLAPP ข่มขู่ผู้ตรวจสอบ

เหตุการณ์ บก.ลายจุด-ไอลอว์ เปิดเวทีไต่สวนสาธารณะ นี้ สะท้อนปัญหาใหญ่ในระบบเลือกตั้งไทย ที่ประชาชนต้องออกมาเฝ้าระวังเอง แม้รัฐบาลและหน่วยงานจะมีหน้าที่หลักในการรับรองความสุจริต การเลือกตั้งที่โปร่งใสคือหัวใจประชาธิปไตย หาก กกต. ไม่ตอบสนอง อาจนำไปสู่ความไม่ไว้วางใจระยะยาว

จากประสบการณ์ในอดีต เห็นได้ชัดว่ากรณีพิพาทเลือกตั้งมักจบที่ศาล หากข้อมูลไม่ชัด จะยิ่งยืดเยื้อ สร้างความเสียหายให้ประเทศ นักวิชาการและนักกฎหมายจาก iLaw ยังเสริมว่ากฎหมายกำหนดให้เปิดข้อมูลทั้งหมดเพื่อตรวจสอบได้

สุดท้ายแล้ว เวทีนี้ไม่ใช่แค่การประท้วง แต่เป็นการเรียกร้องสิทธิพื้นฐานในการตรวจสอบอำนาจรัฐ ประชาชนทุกคนมีส่วนสำคัญในการรักษาความถูกต้อง

คุณคิดเห็นอย่างไรกับ บก.ลายจุด-ไอลอว์ เปิดเวทีไต่สวนสาธารณะ ครั้งนี้? มาร่วมแสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมแชร์บทความเพื่อให้ข้อมูลถึงมือคนอื่นๆ ช่วยกันจับตาการเมืองไทยให้โปร่งใสยิ่งขึ้น!

ที่มา – “บก.ลายจุด-ไอลอว์” เปิดเวทีไต่สวนสาธารณะ จี้ กกต. แจงปมเลือกตั้งส่อพิรุธ เร่งรับรองผลหวั่นโมฆะ

กกต. สั่งนับคะแนน สส. ใหม่ 9 หน่วย 5 จังหวัด

สวัสดีครับเพื่อนๆ ชาวเน็ตที่ติดตามข่าวการเมืองแบบเรียลไทม์ วันนี้มีข่าวร้อนที่หลายคนรอคอย นั่นคือ กกต. สั่งนับคะแนน สส. ใหม่ 9 หน่วย 5 จังหวัด หลังจากจับได้พิรุธของเจ้าหน้าที่เลือกตั้งที่ทำไม่โปร่งใส เช่น อ่านคะแนนแต่ไม่โชว์บัตรให้เห็นชัดๆ หรือขีดคะแนนเกินจริง สิ่งนี้ทำให้ประชาชนหลายพื้นที่ทักท้วงหนักมาก กกต. จึงไม่รอช้า มีมติเอกฉันท์สั่งนับใหม่ทันทีเพื่อความยุติธรรม

กกต. สั่งนับคะแนน สส. ใหม่ 9 หน่วย 5 จังหวัด

เรื่องนี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2569 สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. ออกเอกสารข่าวฉบับที่ 188/2569 หลังประชุมพิจารณารายงานข้อเท็จจริงจากการเลือกตั้งซ่อม สส. เมื่อ 1 และ 8 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา พบปัญหาใหญ่หลายจุด เช่น การปิดประกาศรายชื่อผู้สมัครไม่ครบตามระเบียบ การนับคะแนนแบบลับๆ ไม่ให้ประชาชนเห็นบัตรชัดเจน การขีดถูกคะแนนแบบมั่วๆ หรือขีดเกินจำนวนบัตรจริง สิ่งเหล่านี้ส่งผลกระทบตรงๆ ต่อผลคะแนน ทำให้ กกต. ต้องสั่งนับคะแนน สส. ใหม่ทันทีใน 9 หน่วยเลือกตั้ง ครอบคลุม 8 เขตเลือกตั้ง ใน 5 จังหวัด เพื่อให้การเลือกตั้งสุจริตและเที่ยงธรรมตามที่ประชาชนคาดหวัง

สาเหตุหลักที่ กกต. สั่งนับคะแนน สส. ใหม่

จากรายงานของ กกต. พฤติกรรมของกรรมการประจำหน่วยเลือกตั้งในหลายพื้นที่ส่อไปทางทุจริตชัดเจน เช่น

  • อ่านผลคะแนนแต่ไม่เปิดบัตรเลือกตั้งให้ผู้สังเกตการณ์หรือประชาชนเห็นอย่างชัดเจน
  • ขีดคะแนนลงกระดาษโดยไม่ให้ดูใกล้ๆ ทำให้สงสัยว่าขีดเกินจริง
  • ประกาศรายชื่อผู้สมัครไม่ครบถ้วน สร้างความสับสนให้ผู้มาใช้สิทธิ์

ปัญหาเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องเล็ก เพราะอาจเปลี่ยนผลผู้ชนะ สส. ในเขตนั้นๆ ได้ การที่ กกต. ตัดสินใจสั่งนับใหม่แบบเอกฉันท์ แสดงถึงความรับผิดชอบต่อประชาชนเป็นอย่างดีครับ

รายชื่อหน่วยเลือกตั้งที่ต้องนับคะแนนใหม่

พื้นที่ที่ได้รับผลกระทบทั้งหมด 5 จังหวัด ดังนี้

  • จ.สุพรรณบุรี 4 หน่วย: เขต 1 ต.สนามชัย; เขต 2 ต.ลองครักษ์, ต.บางตาเถร, ต.บ้านช้าง
  • จ.จันทบุรี 2 หน่วย: เขต 1 ต.พลับพลา; เขต 2 ต.ทุ่งเบญจา
  • กรุงเทพมหานคร 1 หน่วย: เขต 6 แขวงดินแดง
  • จ.ตรัง 1 หน่วย: เขต 4 ต.กันตัง
  • จ.สมุทรสาคร 1 หน่วย: เขต 3 ต.อ้อมน้อย

กกต. ได้กำชับหน่วยงานใน 5 จังหวัดให้เร่งนับคะแนนใหม่ให้เสร็จภายใน 1 มีนาคม 2569 แล้วรายงานผลให้ประชาชนทราบทันที สร้างความเชื่อมั่นให้กระบวนการเลือกตั้งทั้งระบบ

นอกจากนี้ ยังมีบทเรียนสำคัญจากเหตุการณ์นี้ คือ ความโปร่งใสในการเลือกตั้งต้องมาก่อนเสมอ ถ้าเจ้าหน้าที่ละเลย ประชาชนก็มีสิทธิ์ทักท้วงและร้องเรียนได้ การเลือกตั้งซ่อม สส. ครั้งนี้เป็นตัวอย่างที่ดีว่า ระบบเฝ้าระวังของเราทำงานได้จริง ช่วยป้องกันการโกงตั้งแต่ต้น

สำหรับเพื่อนๆ ที่สนใจ สามารถตรวจสอบรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่สายด่วน กกต. 1444 หรือเว็บไซต์หลักของ กกต. เลยครับ อย่าลืมติดตามผลการนับคะแนนใหม่ เพราะอาจพลิกผันผล สส. ในเขตเหล่านี้ได้นะ ผมเชื่อว่าการดำเนินการของ กกต. ครั้งนี้จะช่วยเสริมสร้างความศรัทธาในระบอบประชาธิปไตยของไทยให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น คุณคิดเห็นอย่างไร ลองคอมเมนต์บอกกันหน่อยสิ!

ที่มา – กกต. สั่งนับคะแนน สส. ใหม่ 9 หน่วย 5 จังหวัด จับพิรุธอ่านบัตรไม่เปิดเผยขีดคะแนนเกิน

“เท้ง” ยันสมัครสมาชิก ปชน. ขอเลขหลังบัตรตามระเบียบ

ในวงการการเมืองไทยช่วงนี้ มีประเด็นร้อนที่หลายคนให้ความสนใจ นั่นคือเรื่องการสมัครสมาชิกพรรคประชาชน (ปชน.) ที่ต้องกรอกเลขหลังบัตรประชาชน หรือ Laser ID หลายคนตั้งคำถามว่าทำไมต้องเก็บข้อมูลแบบนี้ ล่าสุด “เท้ง” ยันสมัครสมาชิก ปชน. ขอเลขหลังบัตรตามระเบียบกรมการปกครอง โดยนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคได้ออกมาชี้แจงอย่างชัดเจน เพื่อคลายข้อสงสัยและยืนยันความโปร่งใสของพรรค

“เท้ง” ยันสมัครสมาชิก ปชน. ขอเลขหลังบัตรตามระเบียบกรมการปกครอง

วันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2569 ณ ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก นายณัฐพงษ์ หรือที่รู้จักกันในชื่อ “เท้ง” ได้ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนเกี่ยวกับกระแสวิจารณ์ที่เกิดขึ้น เขายืนยันว่าการขอเลข Laser ID หลังบัตรประชาชนไม่ใช่การเก็บข้อมูลเพื่อประโยชน์ส่วนตัวหรือเสี่ยงต่อความเป็นส่วนตัว แต่เป็นขั้นตอนมาตรฐานที่ดำเนินการผ่านช่องทางของ กรมการปกครอง เพื่อยืนยันตัวตนของประชาชนให้เป็นตัวจริงเท่านั้น นอกจากนี้ ยังเป็นไปตามระเบียบของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) สำหรับการทำธุรกรรมของพรรคการเมืองทุกประการ

เหตุผลที่ต้องขอเลขหลังบัตรประชาชนในการสมัครสมาชิก ปชน.

ทำไมพรรคการเมืองอย่าง ปชน. ถึงต้องขอข้อมูลนี้? เรามาดูเหตุผลหลักๆ กัน

  • ยืนยันตัวตนประชาชนจริง: ป้องกันการสมัครปลอมหรือใช้บัตรประชาชนซ้ำ เพื่อให้สมาชิกเป็นคนไทยแท้ๆ
  • ตามระเบียบกรมการปกครองและ กกต.: เป็นเกณฑ์ที่กำหนดไว้ชัดเจน ไม่ใช่การคิดค้นของพรรคเอง
  • เพิ่มความโปร่งใส: ช่วยให้การบริหารสมาชิกพรรคถูกต้อง สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้
  • ป้องกันการทุจริต: ในยุคดิจิทัล ข้อมูลเหล่านี้ช่วยยืนยันความถูกต้องของกระบวนการ

นายณัฐพงษ์ เน้นย้ำว่า พรรคไม่ได้เก็บข้อมูลไว้เอง แต่ส่งผ่านระบบกรมการปกครอง ซึ่งเป็นหน่วยงานรัฐที่มีมาตรฐานความปลอดภัยสูง

ปัดข้อหา “ไอโอส้ม” และทีมโซเชียลมอนิเตอร์링

อีกประเด็นที่ถูกหยิบยกคือ น.ส.ธิษะณา ชุณหะวัณ อดีต ส.ส. ออกมาวิจารณ์ว่าพรรคมี “ไอโอส้ม” หรือหน่วยงานบิดเบือนข้อมูล หัวหน้า ปชน. ปฏิเสธทันที โดยยืนยันว่าพรรคมีเพียงทีม Social Monitoring เพื่อติดตามความเห็นของประชาชนบนโซเชียลมีเดียเท่านั้น ไม่มีหน่วยงานเฉพาะที่ไปไล่ตอบคอมเมนต์เพื่อชี้นำหรือบิดเบือนข้อมูลตามที่ถูกกล่าวหา

นอกจากนี้ ยังพูดถึงกระแสข่าวที่พรรคกล้าธรรมอาจเข้ามาทำหน้าที่ฝ่ายค้าน “เท้ง” มองว่าไม่น่ามีปัญหา เพราะฝ่ายค้านคือพรรคที่ไม่ได้เป็นรัฐบาล และในอดีตฝ่ายค้านก็ไม่ได้ต้องทำงานเป็นเอกภาพ 100% แค่ตรวจสอบรัฐบาลอย่างเข้มแข็งก็พอ

ประเด็น กปน. ถ่ายภาพบัตรเลือกตั้งและการเลือกตั้งโมฆะ

หัวหน้าพรรคยังกล่าวถึงกรณี กกต. เรียกสอบกรรมการประจำหน่วยเลือกตั้ง (กปน.) ที่ถ่ายภาพบัตรเลือกตั้งที่มีบาร์โค้ด โดยเตือนอย่าใช้อำนาจปิดปากประชาชนหรือเจ้าหน้าที่สุจริต การถ่ายภาพก่อนลงคะแนนไม่ผิดกฎหมาย พรรคเตรียมดำเนินคดีอาญา มาตรา 157 และ 172 ต่อ กกต. พร้อมเรียกร้องให้เปิดเผยรายชื่อ กปน. ทั่วประเทศเพื่อโปร่งใส

ส่วนคำถามว่าการเลือกตั้งจะโมฆะหรือไม่ นายณัฐพงษ์ ไม่ให้ความเห็น โดยบอกว่าพรรคเป็นคู่แข่ง ไม่เหมาะพูด ปล่อยให้ศาลตัดสิน หน้าที่พรรคคือผลักดันให้ กกต. จัดเลือกตั้งโปร่งใสที่สุด

จากประเด็นทั้งหมดนี้ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของพรรคประชาชนในการยึดหลักโปร่งใสและกฎหมาย ในยุคที่ข่าวลือแพร่กระจายเร็ว การชี้แจงแบบนี้ช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้สมาชิกและประชาชนได้ดี คุณคิดว่าการขอเลข Laser ID เป็นเรื่องจำเป็นหรือไม่? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และติดตามข่าวการเมืองอัปเดตได้ที่บล็อกนี้!

ที่มา – “เท้ง” ยันสมัครสมาชิก ปชน. ขอเลขหลังบัตรตามระเบียบกรมการปกครอง

“รัฐภูมิ” โพสต์เพชรบูรณ์เขต1เจอบัตรเขย่ง7,000ใบ

วันนี้เรามาพูดถึงประเด็นร้อนในวงการการเมืองไทยกันครับ เมื่อ “รัฐภูมิ” โพสต์ เพชรบูรณ์ เขต 1 ก็เจอบัตรเขย่ง 7,000 ใบ ขอ กกต. ชี้แจงความโปร่งใส ซึ่งเป็นเรื่องที่หลายคนกำลังให้ความสนใจ เพราะเกี่ยวข้องกับความน่าเชื่อถือของกระบวนการเลือกตั้งเลยทีเดียว นายรัฐภูมิ เลิศไพจิตร ผู้สมัคร ส.ส. เขต 1 เพชรบูรณ์ จากพรรคประชาชน ได้ออกมาโพสต์ข้อความผ่านโซเชียลมีเดีย หลังจากไปรับเอกสารจาก กกต. และพบความผิดปกติที่น่าสงสัย

“รัฐภูมิ” โพสต์ เพชรบูรณ์ เขต 1 ก็เจอบัตรเขย่ง 7,000 ใบ ขอ กกต. ชี้แจงความโปร่งใส

เรื่องราวเริ่มต้นขึ้นในวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2568 (หรือ 2567 ตามบางแหล่ง) รัฐภูมิได้ไปที่สำนักงาน กกต. เพื่อรับเอกสารจำนวนบัตรเลือกตั้ง แต่สิ่งที่ทำให้เขาตกใจคือ จำนวนบัตรในหน่วยเลือกตั้งสำหรับ ส.ส. เขต และ ส.ส. บัญชีรายชื่อ ไม่ตรงกัน! โดยปกติแล้ว จำนวนบัตรทั้งสองประเภทนี้ต้องเท่ากัน เพราะสะท้อนจำนวนผู้มาใช้สิทธิ์ในหน่วยนั้นๆ แต่ที่นี่ต่างกันเกือบ 7,000 ใบ

เอกสารจำนวนบัตรเลือกตั้ง ส.ส. เขต เพชรบูรณ์

รายละเอียดตัวเลขบัตรเขย่งที่รัฐภูมิพบ

  • จำนวนบัตรเลือกตั้ง ส.ส. เขต: 81,416 ใบ
  • จำนวนบัตรเลือกตั้ง ส.ส. บัญชีรายชื่อ: 88,738 ใบ
  • ส่วนต่าง: 7,322 ใบ (ประมาณ 7,000 ใบตามที่โพสต์)

รัฐภูมิตั้งคำถามชัดๆ ว่า “ทำไมบัตรของบัญชีรายชื่อถึงมีมากกว่าเขตเกือบ 7,000 ใบ ทั้งที่ต้องเท่ากัน?” เขาได้สอบถาม กกต. แล้ว ซึ่งตอบว่าภายใน 2-3 วันจะจัดการให้เรียบร้อย แต่รัฐภูมิไม่รอช้า ได้ส่งข้อมูลนี้ไปยังส่วนกลางของพรรคประชาชนทันที และสัญญาว่าจะอัปเดตให้ทุกคนทราบต่อไป

ภาพโพสต์ของรัฐภูมิ เกี่ยวกับบัตรเลือกตั้งเพชรบูรณ์

ประเด็นนี้ไม่ใช่เรื่องเล็กๆ นะครับ เพราะการเลือกตั้งต้องโปร่งใส 100% เสียงของประชาชนทุกคะแนนต้องนับให้ตรงตามเจตนารมณ์ มิเช่นนั้นจะกระทบต่อความเชื่อมั่นในระบบประชาธิปไตย เพชรบูรณ์ เขต 1 เป็นพื้นที่สำคัญที่ประชาชนคาดหวังตัวแทนที่ซื่อสัตย์ และกรณี “รัฐภูมิ” โพสต์ เพชรบูรณ์ เขต 1 ก็เจอบัตรเขย่ง 7,000 ใบ ขอ กกต. ชี้แจงความโปร่งใส” นี้ กำลังจุดประกายให้คนอื่นๆ ตรวจสอบข้อมูลของตัวเองด้วย

ย้อนดูบริบท เพชรบูรณ์เป็นจังหวัดทางภาคเหนือตอนล่าง มีประชากรราว 1.5 ล้านคน การเลือกตั้งที่นี่มักเข้มข้นเพราะเป็นฐานเสียงของหลายพรรค พรรคประชาชนที่รัฐภูมิสังกัด กำลังพยายามสร้างภาพลักษณ์ใหม่เรื่องความโปร่งใส หาก กกต. สามารถชี้แจงได้ชัดเจน จะช่วยลดข้อครหาได้มาก ในอดีตเคยมีกรณีคล้ายๆ กันในหลายพื้นที่ เช่น บัตรเสียจำนวนมาก หรือตัวเลขไม่ตรง ซึ่งนำไปสู่การตรวจสอบและอุทธรณ์

เอกสารบัตรเลือกตั้งบัญชีรายชื่อ เพชรบูรณ์ เขต 1

จากมุมมองของผม การที่ผู้สมัครอย่างรัฐภูมิกล้าออกมาโพสต์แบบนี้ เป็นสัญญาณดี แสดงถึงความรับผิดชอบต่อผู้สนับสนุน เราควรสนับสนุนการตรวจสอบทุกขั้นตอน ไม่ว่าจะเป็นจำนวนบัตร การนับคะแนน หรือการรับรองผล เพื่อให้การเลือกตั้งไทยโปร่งใสยิ่งขึ้น

สุดท้ายนี้ ความโปร่งใสคือหัวใจของประชาธิปไตย ถ้าปล่อยให้มีข้อสงสัยค้างคา ประชาชนจะหมดศรัทธาได้ ลองติดตามดูนะครับว่ากรณีนี้ กกต. จะชี้แจงอย่างไร และอัปเดตจากพรรคประชาชนจะเป็นยังไง คุณคิดเห็นอย่างไรกับเรื่องนี้? แชร์ในคอมเมนต์ด้านล่างได้เลยครับ หรือกดแชร์เพื่อให้เพื่อนๆ ได้รับรู้!

ที่มา – “รัฐภูมิ” โพสต์ เพชรบูรณ์ เขต 1 ก็เจอบัตรเขย่ง 7,000 ใบ ขอ กกต. ชี้แจงความโปร่งใส

ไหม ศิริกัญญา ใช้สิทธิพญาไท ลุ้น New High 75%

ไหม ศิริกัญญา ใช้สิทธิพญาไท สร้างความฮือฮาในวันเลือกตั้ง เมื่อน.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล รองหัวหน้าพรรคประชาชน และว่าที่นายกรัฐมนตรี เดินทางมาลงคะแนนเสียงที่หน่วยเลือกตั้งย่านสามเสนในพื้นที่พญาไท ด้วยรอยยิ้มสดใสและความมั่นใจเต็มเปี่ยม เธอเผยสัญญาณดีตั้งแต่เช้า หลังพบว่ามีผู้มาใช้สิทธิถึง 40% แล้ว และลุ้นสุดตัวให้ทั้งประเทศทุบสถิติเดิมเกิน 75% ซึ่งถือเป็น New High ใหม่ของการเลือกตั้งไทย

ไหม ศิริกัญญา ใช้สิทธิพญาไท ลุ้นทุบสถิติ New High

ไหม ศิริกัญญา ใช้สิทธิพญาไท

ในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 บรรยากาศที่หน่วยเลือกตั้งคึกคักสุดๆ โดยเฉพาะย่านพญาไทที่ ไหม ศิริกัญญา ใช้สิทธิพญาไท อย่างเป็นทางการ หลังจากสอบถามเจ้าหน้าที่ประจำหน่วยเลือกตั้ง (กปน.) พบว่าช่วงเช้ามีประชาชนออกมาใช้สิทธิแล้วกว่า 40% ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่น่าประทับใจมาก แม้จะต้องลงคะแนนทั้งเลือกตั้ง ส.ส. และประชามติพร้อมกันในวันเดียวกัน แต่ระบบที่รวมหน่วยไว้ที่เดียวกันช่วยให้กระบวนการรวดเร็ว ไม่สับสน และลดความแออัดได้ดีเยี่ยม

นอกจากนี้ การเลือกตั้งครั้งนี้ยังมีความน่าสนใจเพราะเป็นการทดสอบพลังประชาชนอย่างแท้จริง ศิริกัญญา ตันสกุล ซึ่งเป็นนักกิจกรรมรุ่นใหม่และแกนนำสำคัญของพรรคประชาชน ได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการมีส่วนร่วม โดยวอนให้ประชาชนทุกคนออกมาใช้สิทธิให้มากที่สุด เพื่อสร้างสถิติใหม่ที่ผู้มาใช้สิทธิเกิน 75% ซึ่งจะเป็นสัญญาณบวกต่ออนาคตการเมืองไทย

ไหม ศิริกัญญา ใช้สิทธิพญาไท ลุ้นทุบสถิติ New High

สัญญาณดีจากหน่วยเลือกตั้งและความโปร่งใส

เรื่องความโปร่งใสเป็นประเด็นที่พรรคประชาชนให้ความสำคัญสูงสุด ศิริกัญญาเปิดเผยว่ามีรายงานความผิดปกติเข้ามาต่อเนื่อง แต่ส่วนใหญ่เป็นเรื่องเล็กน้อยอย่างการติดประกาศข้อมูลหน้าหน่วยไม่ครบถ้วน ซึ่งเจ้าหน้าที่แก้ไขได้ทันทีหลังได้รับแจ้ง นี่แสดงให้เห็นว่าระบบการเลือกตั้งไทยมีกลไกตรวจสอบที่ทำงานได้ดี หากทุกคนช่วยกันเฝ้าระวัง

  • ผู้มาใช้สิทธิเช้า 40%: สูงกว่าที่คาด สร้างความมั่นใจ
  • รวมหน่วยเลือกตั้งและประชามติ: รวดเร็ว สะดวก ลดสับสน
  • รายงานผิดปกติแก้ไขทันที: ยืนยันความโปร่งใส
  • ลุ้นเกิน 75%: ทุบสถิติเก่า สร้าง New High

เธอยังฝากถึงประชาชนที่บ้านใกล้หน่วยเลือกตั้ง โดยเชิญชวนให้มาเป็นอาสาสมัครเฝ้าหีบหลังปิดโหวต เพื่อป้องกันความผิดพลาดและพิทักษ์คะแนนเสียงของทุกคนให้สมบูรณ์แบบ

ไหม ศิริกัญญา ใช้สิทธิพญาไท ลุ้นทุบสถิติ New High

แผนหลังปิดหีบและพลังปลายปากกา

เมื่อถามถึงการจัดตั้งรัฐบาล ผู้บริหารพรรคประชาชนมีแผนชัดเจน โดยจะนัดประชุมกันอีกครั้งก่อนปิดหีบ เพื่อติดตามผลและวางแนวทางต่อไปตามสถานการณ์จริง ศิริกัญญาทิ้งท้ายด้วยคำคมสุดประทับใจว่า "อยากให้ทุกคนตระหนักถึงพลังของปลายปากกาในการกำหนดการเปลี่ยนแปลง" ซึ่งสะท้อนถึงความหวังที่เธอมีต่อประชาชน

การเลือกตั้งครั้งนี้ไม่ใช่แค่การโหวต แต่เป็นการแสดงพลังของประชาธิปไตยไทย โดยเฉพาะกับพรรคประชาชนที่เน้นนโยบายเพื่อประชาชนอย่างแท้จริง เช่น การปฏิรูปโครงสร้าง การศึกษา สุขภาพ และเศรษฐกิจ หากยอดผู้มาใช้สิทธิพุ่งสูงแบบนี้ แสดงว่าประชาชนพร้อมสำหรับการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่แล้ว

ในมุมมองของผู้เขียน สถิติ New High เกิน 75% จะเป็นจุดเริ่มต้นของยุคใหม่ที่ประชาชนมีส่วนร่วมมากขึ้น ลุ้นกันต่อว่าผลจะออกมายังไง ชวนทุกท่านติดตามอัปเดตผลเลือกตั้งแบบเรียลไทม์ และอย่าลืมแบ่งปันบทความนี้ให้เพื่อนๆ เพื่อกระตุ้นให้คนอื่นออกมาใช้สิทธิด้วยนะครับ!

ที่มา – “ไหม ศิริกัญญา” ใช้สิทธิพญาไท ลุ้นทุบสถิติ New High คนออกมาใช้สิทธิเกิน 75%

กกต. ยันไม่เปลี่ยนหน่วยเลือกตั้ง คิดมาดีเพื่อประชาชน

กกต. ยืนยัน ไม่เปลี่ยนรูปแบบหน่วยเลือกตั้ง ย้ำคิดมาดีคำนึงสิทธิประชาชนและกฎหมาย เตือนพรรคการเมืองและผู้สมัคร สส. อย่าหาเสียงผิดกฎหมาย หลังพบการร้องเรียนใส่ร้ายและข่มขู่จำนวนมาก

เมื่อวันที่ 16 มกราคม เวลา 09.30 น. ที่โรงแรมอัศวิน แกรนด์ นายแสวง บุญมี เลขาธิการ กกต. กล่าวถึงกรณีทนายความยื่นฟ้อง กกต. ต่อศาลปกครอง เรื่องรูปแบบหน่วยเลือกตั้งซ้ำซ้อนว่า ได้ทราบข่าวการยื่นฟ้องต่อศาลปกครองแล้ว และประชาชนมายื่นเรื่องที่สำนักงานเช่นกัน การจัดหน่วยออกเสียงประชามติของสำนักงานฯ ได้คำนึงถึงหลักกฎหมายและเจตจำนงของประชาชนในการออกเสียง หลักการแรกคือการรักษาเจตจำนงของประชาชนในการลงคะแนนให้เป็นไปตามเสียงของประชาชน หลักการที่สองคือการอำนวยความสะดวกให้ประชาชน และหลักการที่สามคือการบริหารจัดการให้เกิดความเรียบร้อย ทั้งหมดนี้เป็นสิ่งที่เราคำนึงถึงในการออกแบบหน่วยเลือกตั้ง ไม่ว่าจะเป็นข้อคิดเห็นที่ยื่นต่อศาลปกครองหรือที่สำนักงานฯ เราได้พิจารณาในทุกรูปแบบแล้ว และเห็นว่าสิ่งที่เป็นประโยชน์ที่สุดคือการเลือกตั้งสุจริตเที่ยงธรรม และการอำนวยความสะดวกให้ประชาชนเพื่อไม่ให้เกิดความสับสนระหว่างกรรมการประจำหน่วยเลือกตั้ง (กปน.) และผู้มีสิทธิเลือกตั้ง เพราะเราใช้บังคับกฎหมาย 2 ฉบับพร้อมกัน ทั้งการเลือกตั้ง สส. และการออกเสียงประชามติในหน่วยเดียวกัน จึงคิดว่าการออกแบบเช่นนี้เป็นไปตามหลักการที่ถูกต้องและเหมาะสมแล้ว และขอยืนยันตามนี้

กกต. ยืนยัน ไม่เปลี่ยนรูปแบบหน่วยเลือกตั้ง ย้ำคิดมาดีคำนึงสิทธิประชาชนและกฎหมาย

นายณรงค์ ยืนยันว่าการออกแบบหน่วยเลือกตั้งได้ผ่านการพิจารณาของสำนักงานฯ และคณะกรรมการการเลือกตั้งแล้ว ซึ่งมีให้เลือกหลายแบบ แต่สุดท้ายเราก็เลือกแบบที่เผยแพร่ คือจัดหน่วยในบริเวณเดียวกัน โดยรับบัตรเลือก สส. ก่อน แล้วจึงไปลงประชามติ ซึ่งคิดว่าจะไม่เกิดความสับสน และเป็นการอำนวยความสะดวก และในกรณีที่มีการเลือก สส. ล่วงหน้าไปแล้ว และมารอทำประชามติอย่างเดียว เราจะมีช่องทางให้ทำประชามติในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ โดยแยกไม่ต้องเดินผ่านตรงที่มีการเลือก สส. คิดว่ามีความชัดเจน และป้องกันการสับสน อีกทั้งเราทำแบบจำลองในการเลือกตั้ง สส. และออกเสียงประชามติแล้ว และจะเริ่มเผยแพร่ให้ประชาชนรับทราบ ทำให้ประชาชนเข้าใจมากขึ้น เชื่อว่าไม่ได้มีข้อยุ่งยากหรือเกิดความสับสนอะไร

กกต. ย้ำ ไม่เปลี่ยนรูปแบบหน่วยเลือกตั้ง มั่นใจประชาชนไม่สับสน

สำหรับการหาเสียงเลือกตั้งและการออกเสียงประชามติในครั้งนี้ กกต. และสำนักงาน กกต. จะต้องดูบริบทของสังคม โดยประธาน กกต. กล่าวว่า มองว่ามีการแข่งขันที่สูงขึ้น ดูจากพรรคการเมืองที่ส่งผู้สมัครจำนวนมาก ทาง กกต. ให้นโยบายในการเตรียมความพร้อมเพื่อให้การเลือกตั้งเป็นไปด้วยความเรียบร้อย อยากสื่อสารไปยังพรรคการเมืองว่า ในการหาเสียง ขอให้ท่านหาเสียงโดยนโยบาย หรือในเชิงบริหาร และเชิญชวนให้ประชาชนออกมาเลือกพรรคของตัวเอง การหาเสียงที่ผิดกฎหมายไม่เกิดประโยชน์และเกิดโทษกับท่านเอง เช่น การหาเสียงใส่ร้ายและการข่มขู่ ขณะนี้มีคนมาร้องเรียนแล้ว ซึ่ง กกต. กำลังดำเนินการอยู่ นอกจากนี้ กกต. ก็ได้ออกระเบียบ ซึ่งกรรมการและอนุกรรมการก็ได้ประชุมกันในเรื่องนโยบายพรรค ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องการเงินและงบประมาณ ซึ่งจะต้องส่งเรื่องให้ กกต. ตรวจสอบ ในเรื่องประโยชน์และแหล่งที่มาของเงิน โดยภาพรวมก็ยังไม่ได้รับรายงานอะไรที่เป็นประเด็น และอยากให้คงการหาเสียงแบบนี้ไว้

เมื่อถามว่ามีการหาเสียงที่ดุเดือด กกต. จะมีมาตรการป้องกันอย่างไร นายณรงค์ กล่าวว่า ได้ประชุมกับผู้อำนวยการเลือกตั้งประจำจังหวัดทั่วประเทศแล้ว โดยให้นโยบายว่าต้องทำงานเชิงรุก กฎหมายให้อำนาจ กกต. ในการสอดส่องดูแลการเลือกตั้ง เพื่อให้เกิดความสุจริต ซึ่งคงจะต้องดำเนินการในเรื่องนี้ เพราะเป็นหน้าที่อยู่แล้ว และเบื้องต้นก็ได้มีการตั้งผู้ตรวจการเลือกตั้ง ซึ่งมีทุกจังหวัด จังหวัดละ 6-8 คน โดยทำหน้าที่ติดตามข่าวในเรื่องการหาเสียง ว่ามีการหาเสียงที่รุนแรงหรือผิดกฎหมายหรือไม่

นอกจากนั้น นายแสวง บุญมี เลขาธิการ กกต. ยังกล่าวถึงการเลือกตั้ง การออกเสียงประชามติ และการนับคะแนนการออกเสียงประชามตินอกราชอาณาจักร ว่า คนไทยในต่างประเทศที่ไปใช้สิทธิที่จะถ่ายภาพการนับคะแนนและบรรยากาศการใช้สิทธิได้ เพราะเป็นสิทธิเสรีภาพ แต่ต้องไม่ไปรบกวนการทำงานของเจ้าหน้าที่ รวมทั้งไม่ควรที่จะไปถ่ายภาพในลักษณะจ้องถ่ายที่ทำให้เจ้าหน้าที่รู้สึกว่าเหมือนถูกจับผิด นอกจากนี้ยังขอความร่วมมือในการรณรงค์ออกเสียงประชามติ กฎหมายประชามติให้การคุ้มครองเรื่องของการแสดงความคิดเห็น เป็นสิทธิเสรีภาพของประชาชน แต่การแสดงความคิดเห็นนั้นจะต้องไม่เป็นการละเมิดสิทธิเสรีภาพของผู้อื่น ขณะนี้มีบรรยากาศการรณรงค์ที่เหมือนไปกดดันให้บุคคลตอบว่าจะเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบ ซึ่งถ้าเป็นบุคคลสาธารณะประชาชนก็ให้ความสนใจ แต่การจี้หรือไปบังคับให้เขาตอบอย่างใดอย่างหนึ่งจะต้องพิจารณาว่าเป็นการละเมิดสิทธิเสรีภาพของบุคคลนั้นหรือไม่

นายแสวง ยังกล่าวถึงการรวมคะแนน การลงคะแนน และการประกาศผลว่า มีคนตั้งข้อสังเกตว่า กกต. อาจไม่โปร่งใสในช่วงของการลงคะแนน โดยหลักการทำงานของ กกต. มี 4 หลัก คือ 1. ความโปร่งใส สามารถตรวจสอบได้ 2. อำนวยความสะดวกให้กับประชาชน 3. หลักการมีประสิทธิภาพของการมีส่วนร่วม เงินฝากทุกสตางค์ที่มาจ่ายงบประมาณ 4. การมีส่วนร่วม ซึ่งประชาชนอาจไม่เห็นว่าเราทำอะไรแต่เราทำบนหลักนี้ทุกเรื่อง การรายงานผลคะแนนที่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งลงให้กับผู้สมัคร จะต้องลงให้ตรงกับที่เราไปประกาศผล นี่คือความโปร่งใสซึ่งจะมีขั้นตอนในการตรวจสอบ ในชั้นหน่วย เขต จังหวัด และ กกต. ว่าทุกคะแนนตรงกับเจตจำนงของประชาชนหรือไม่ ครั้งนี้เราได้ร่วมกับสื่อในการรายงานผล โดยจะรายงานตั้งแต่คะแนนแรกที่ออกมา ทั้ง สส. และประชามติ คาดว่าไม่เกิน 23.00 น. จะทราบผลอย่างไม่เป็นทางการ ยืนยันว่าเราทำงานด้วยความโปร่งใส และหน้าหน่วยก็จะมีการติดรายละเอียดการใช้สิทธิของผู้มีสิทธิในหน่วยนั้น และผลคะแนนที่นับได้ในหน่วยนั้นด้วย พร้อมกับจะมีการส่งสำเนาเอกสารดังกล่าวเข้ามาที่จังหวัดและลงในระบบคอมพิวเตอร์ ทั้งนี้ผู้สังเกตการณ์และพรรคการเมืองก็สามารถถ่ายรูปเอกสารดังกล่าว และสามารถตรวจสอบของหน่วยเลือกตั้งอื่นทั่วประเทศได้ในระบบคอมพิวเตอร์

กกต. ยืนยันว่าการดำเนินการทุกขั้นตอน คำนึงถึงสิทธิของประชาชนและความโปร่งใสเป็นสำคัญ เพื่อให้การเลือกตั้งเป็นไปอย่างบริสุทธิ์ยุติธรรม

ที่มา – กกต. ยืนยัน ไม่เปลี่ยนรูปแบบหน่วยเลือกตั้ง ย้ำคิดมาดีคำนึงสิทธิประชาชนและกฎหมาย

Scroll to top