คุณสมบัติรัฐมนตรี

“เรืองไกร” ยื่น กกต. ส่งศาล รธน. ชี้ “สุริยะ” พ้นเก้าอี้

วันนี้เรามาพูดถึงประเด็นร้อนในวงการการเมืองไทยกันครับ “เรืองไกร” ยื่น กกต. ส่งศาล รธน. ชี้ “สุริยะ” พ้นเก้าอี้ ซึ่งเป็นข่าวที่กำลังเป็นกระแสเดือดดาล กรณีที่นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ อดีต ส.ว. และนักเคลื่อนไหวทางการเมือง ยื่นคำร้องต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เพื่อขอให้ส่งเรื่องไปยังศาลรัฐธรรมนูญ วินิจฉัยว่าคุณสมบัติของนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (รมว.เกษตรฯ) ต้องพ้นจากตำแหน่งหรือไม่ จากปมสั่งย้ายนายราเชน ศิลปะรายะ อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร

“เรืองไกร” ยื่น กกต. ส่งศาล รธน. ชี้ “สุริยะ” พ้นเก้าอี้

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อเวลา 11.30 น. วันที่ 1 พฤษภาคม 2567 (หรือ 2569 ตามเอกสาร แต่เชื่อว่าน่าจะเป็น 2567) นายเรืองไกรได้ส่งคำร้องทางไปรษณีย์ไปยังกกต. โดยอ้างว่าการกระทำของนายสุริยะในการโยกย้ายนายราเชน เป็นการขาดความซื่อสัตย์สุจริตที่ประจักษ์ และฝ่าฝืนมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรง ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 (4) ประกอบมาตรา 160 (4)(5) ซึ่งเป็นลักษณะต้องห้ามสำหรับรัฐมนตรี

ปมสั่งย้ายอธิบดีกรมฝนหลวงที่จุดชนวนดราม่า

ทุกอย่างเริ่มจากนายราเชน ศิลปะรายะ ที่ลาออกจากตำแหน่งอธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร โดยให้เหตุผลว่าสนองนโยบายฝ่ายการเมืองไม่ได้ เขายังโพสต์ข้อความลงเฟซบุ๊กส่วนตัวและให้สัมภาษณ์สื่อ โดยระบุว่ามีปัญหาจากการแทรกแซง ทำให้ไม่สามารถทำงานได้อย่างเต็มที่ ข้อความเหล่านี้กลายเป็นหลักฐานสำคัญที่นายเรืองไกรนำมาอ้าง

กรมฝนหลวงและการบินเกษตร เป็นหน่วยงานสำคัญภายใต้กระทรวงเกษตรฯ ที่รับผิดชอบการทำฝนเทียมเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรในฤดูแล้ง ลดภัยแล้ง และเพิ่มผลผลิตทางการเกษตร งบประมาณของกรมนี้ก็ไม่ใช่น้อย โดยเฉพาะงบปี 2568-2570 ที่กำลังเป็นประเด็นร้อน

สุริยะชี้แจงปมหลานชายโทรขอดูงบประมาณ

ด้านนายสุริยะ ได้ให้สัมภาษณ์ยอมรับว่าหลานชายของตัวเองเคยติดต่อนายราเชนเพื่อขอดูงบประมาณปี 2570 ของกรมฝนหลวง แต่ยืนยันว่าไม่เกี่ยวข้องกับการสั่งย้าย เพียงแต่เป็นการโยกย้ายเพราะนายราเชนใกล้เกษียณราชการแล้วเท่านั้น คำชี้แจงนี้ยิ่งทำให้เกิดคำถามหนักขึ้น เพราะการที่ญาติโทรไปขอนแกบประมาณของหน่วยงานรัฐ อาจเข้าข่ายการใช้อิทธิพลหรือทุจริตได้

  • นายราเชนลาออกเพราะไม่สนองนโยบายฝ่ายการเมือง
  • โพสต์เฟซบุ๊กและสัมภาษณ์สื่อเป็นพยานหลักฐาน
  • สุริยะยอมรับหลานโทรขอดูงบ แต่ปฏิเสธเกี่ยวข้องกับย้าย
  • เรืองไกรมองว่าเป็นพฤติกรรมฝ่าฝืนจริยธรรมร้ายแรง

นายเรืองไกรชี้ว่ากกต. มีอำนาจตามรัฐธรรมนูญมาตรา 170 วรรคสาม ประกอบมาตรา 82 สามารถส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยได้ โดยขอให้กกต. รวบรวมพยานหลักฐานจากทุกฝ่าย รวมถึงเรียกนายสุริยะมาชี้แจง และมีคำสั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ทันที จนกว่าศาลจะตัดสิน

ประเด็นนี้ไม่ใช่แค่เรื่องย้ายข้าราชการธรรมดา แต่สะท้อนปัญหาการแทรกแซงทางการเมืองในหน่วยงานราชการ โดยเฉพาะกระทรวงเกษตรที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับชีวิตเกษตรกรกว่า 30% ของประชากรไทย หากรมว.ขาดจริยธรรม อาจกระทบต่อนโยบายช่วยเหลือเกษตรกร เช่น โครงการฝนหลวงที่ช่วยดับไฟป่าและภัยแล้งในหลายพื้นที่

ในอดีต เรเคยเห็นกรณีคล้ายๆ กัน เช่น การวินิจฉัยคุณสมบัติรัฐมนตรีคนอื่นๆ ที่ศาลรัฐธรรมนูญสั่งพ้นตำแหน่งเพราะพฤติกรรมจริยธรรม กรณีนี้หากกกต.รับคำร้องและส่งศาล อาจเป็นจุดเริ่มต้นของการตรวจสอบนักการเมืองรุ่นใหม่ที่เพิ่งเข้ามา

ส่วนตัวผมมองว่ากรณี “เรืองไกร” ยื่น กกต. ส่งศาล รธน. ชี้ “สุริยะ” พ้นเก้าอี้ เป็นสัญญาณดีที่แสดงให้เห็นระบบตรวจสอบยังทำงาน แม้จะช้าแต่ก็ยังมีน้ำหนัก ช่วยให้ประชาชนมั่นใจในความโปร่งใสมากขึ้น หากสุริยะรอดพ้น ก็ถือเป็นบทเรียนให้ระวังญาติและการใช้อำนาจ

คุณคิดเห็นอย่างไรกับเรื่องนี้? สุริยะควรพ้นเก้าอี้หรือไม่? มาคุยกันในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมแชร์บทความนี้หากคุณสนใจข่าวการเมืองไทย ติดตามเว็บเราเพื่ออัปเดตข่าวสารล่าสุด!

ที่มา – “เรืองไกร” ยื่น กกต. ส่งศาล รธน. ชี้ขาดคุณสมบัติ “สุริยะ” พ้นเก้าอี้ ปมสั่งย้ายอธิบดีกรมฝนหลวง

“อนุทิน” จ่อทูลเกล้าฯ ครม.อนุทิน 2 รัฐบาลใหม่สัปดาห์หน้า

สวัสดีครับทุกท่านที่ติดตามข่าวการเมืองไทย ล่าสุดมีข่าวดีจากนายกรัฐมนตรี “อนุทิน” ชาญวีรกูล ที่ประกาศชัดเจนว่า “อนุทิน” จ่อทูลเกล้าฯ ครม.อนุทิน 2 เพื่อให้มีรัฐบาลใหม่ภายในสัปดาห์หน้า ซึ่งเร็วกว่าการรอให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) อนุมัติงบประมาณให้รัฐบาลรักษาการอีก! ข่าวนี้มาจากเวที “Meet the Press” เมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2569 ทำให้หลายคนตื่นเต้นเพราะจะได้เห็นการเปลี่ยนผ่านที่รวดเร็ว สู่รัฐบาลชุดใหม่ที่พร้อมลุยเต็มสูบ

อนุทิน ชาญวีรกูล

“อนุทิน” จ่อทูลเกล้าฯ ครม.อนุทิน 2

นายอนุทิน ยืนยันว่ารายชื่อรัฐมนตรีจากพรรคร่วมรัฐบาลทุกพรรคเคลียร์เรียบร้อยแล้ว ตรวจสอบคุณสมบัติกันอย่างละเอียด ไม่มีปัญหาตรงไหนขัดรัฐธรรมนูญอีกต่อไป พรุ่งนี้วันจันทร์ที่ 30 มีนาคม 2569 จะประชุมสรุปขั้นสุดท้าย แล้วรีบ ทูลเกล้าฯ ขึ้นไปให้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชวินิจฉัย รัฐบาลชุดนี้จะเป็น “อนุทิน 2” ที่สานต่อจากชุดเดิม แต่พร้อมทำงานทันที ไม่มีทดลองงาน!

สิ่งสำคัญคือ รัฐบาลรักษาการปัจจุบันไม่สามารถออกมาตรการผูกพันรัฐบาลใหม่ได้ ต้องรอขั้นตอนตามกฎหมาย แต่พอได้รัฐบาลใหม่เข้าเฝ้าถวายสัตย์ปฏิญาณ ก็จะแถลงนโยบายทันที ทำให้บริหารราชการแผ่นดินได้เต็มรูปแบบ รัฐมนตรีหลายคนยังอยู่ต่อ รับประกันความต่อเนื่องและรวดเร็วในการแก้ปัญหา

อนุทินแถลงข่าว

เร็วกว่ารอ กกต. อนุมัติงบ รัฐบาลใหม่สัปดาห์หน้าแน่นอน

“อนุทิน” มองว่าการรอ กกต. อนุมัติงบกลางนั้นใช้เวลานาน แต่การทูลเกล้าฯ รายชื่อครม.จะเร็วกว่า รอได้ไม่เกินสัปดาห์หน้า! ตอนนี้รัฐบาลรักษาการถูกจำกัด เช่น ไม่อาจใช้งบกลางได้ง่ายๆ ต้องขออนุมัติ แต่พอได้รัฐบาลใหม่ ก็ไร้ข้อจำกัด จะเร่งแถลงนโยบายที่เตรียมไว้พร้อมแล้ว

นอกจากนี้ จะกราบท่านประธานรัฐสภาให้นัดประชุมทันทีหลังแถลงนโยบาย เพื่อให้รัฐบาลบริหารงบและนโยบายได้เต็มที่ โดยเฉพาะรับมือวิกฤตโลก เช่น สถานการณ์พลังงานที่ผันผวน

  • เน้นสร้างความมั่นคงทางพลังงาน: ลดความเสี่ยงจากราคาน้ำมันโลก
  • ดูแลกลุ่มเปราะบาง: มาตรการช่วยเหลือคนจน เกษตรกร
  • พยุงเศรษฐกิจ: กระตุ้นการลงทุน ส่งออก ท่องเที่ยว
เวที Meet the Press

ข่าวนี้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของทีม “อนุทิน” ในการผลักดันประเทศให้ก้าวต่อไปท่ามกลางวิกฤต โดยเฉพาะในช่วงที่โลกเปลี่ยนแปลงรวดเร็ว การมีรัฐบาลที่พร้อมทำงานเต็มที่จะช่วยให้ไทยรับมือได้ดีขึ้น ในมุมมองของผม นี่คือสัญญาณบวกที่ประชาชนรอคอย เพราะจะได้เห็นนโยบายจริงจัง ไม่ใช่แค่รอเวลา

คุณคิดอย่างไรกับ “อนุทิน” จ่อทูลเกล้าฯ ครม.อนุทิน 2? รัฐบาลใหม่จะแก้ปัญหาเศรษฐกิจได้แค่ไหน คอมเมนต์มาบอกกันหน่อยนะครับ และอย่าลืมแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ ได้อ่านด้วย!

ที่มา – “อนุทิน” จ่อทูลเกล้าฯ ครม.อนุทิน 2 มอง มีรัฐบาลใหม่สัปดาห์หน้า เร็วกว่ารอ กกต. อนุมัติงบ

เปิด 35 ชื่อโผครม.อนุทิน 2 ทูลเกล้า 30 มี.ค.

สวัสดีเพื่อนๆ ทุกคน! วันนี้มีข่าวการเมืองสุดฮอตมาอัพเดทให้ฟังกันแบบเรียลไทม์เลยครับ ครม.อนุทิน 2 กำลังจะทูลเกล้าฯ อย่างเป็นทางการในวันที่ 30 มีนาคมนี้แล้ว รายงานล่าสุดจากพรรคภูมิใจไทยยืนยันว่าผ่านด่านตรวจสอบคุณสมบัติทั้ง 35 รายชื่อเรียบร้อย แม้จะมีดราม่านิดหน่อยเรื่องนางสาวสุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล แต่พรรคเพื่อไทยส่งตัวสำรองมา 3 คน คือ นายนิกร โสมกลาง, นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ และนางสาวขัตติยา สวัสดิผล สุดท้ายเคาะ “นิกร” เสียบแทนที่กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ส่วน “เดียร์ ขัตติยา” กับ “วิสุทธิ์” วืดไปแบบน่าเสียดาย

การตรวจสอบครั้งนี้เข้มข้นมาก เมื่อวันที่ 27 มีนาคมที่ผ่านมา หน่วยงานอรหันต์ทั้งหลายได้สแกนประวัติและคุณสมบัติของว่าที่รัฐมนตรีทุกคน ไม่มีปัญหาเว้นแค่นามสาวสุดาวรรณคนเดียว ทำให้ต้องปรับโผใหม่ พรรคเพื่อไทยแอคชั่นไว ส่งรายชื่อสำรองมาทันที และทั้งสามคนผ่านฉลุย! นี่แสดงให้เห็นถึงความพร้อมและความร่วมมือระหว่างพรรครัฐบาลในการจัดตั้ง ครม.อนุทิน 2 ชุดนี้

วันจันทร์ที่ 30 มี.ค. นายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล จะประชุมสุดท้ายกับหน่วยตรวจสอบ หากไม่มีอะไรสะดุด ก็จะนำรายชื่อทั้ง 35 คนขึ้นทูลเกล้าฯ ตามขั้นตอนราชการทันที ครม.ชุดนี้คาดว่าจะมีทั้งหน้าเก่า หน้าใหม่ผสมกัน เน้นคนมีประสบการณ์จากพรรคภูมิใจไทยและพรรคร่วม

35 รายชื่อโผครม.อนุทิน 2

มาดูรายชื่อเต็มๆ กันเลยครับ จัดเรียงตามลำดับที่รายงานมา จะแบ่งเป็นกลุ่มๆ เพื่อให้อ่านง่าย

นายกรัฐมนตรีและรองนายกรัฐมนตรีในครม.อนุทิน 2

  • 1. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย
  • 2. นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม
  • 3. นายทรงศักดิ์ ทองศรี รองนายกรัฐมนตรี
  • 4. นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง
  • 5. นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี
  • 6. นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ
  • 7. นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม
  • 8. นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์

รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงหลัก

  • 9. นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี
  • 10. นางสาวศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี
  • 11. นายนภินทร ศรีสรรพางค์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี
  • 12. นางสุขสมรวย วันทนียกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี
  • 13. พลโทอดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม
  • 14. นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา
  • 15. นายนิกร โสมกลาง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (แทนสุดาวรรณ)
  • 16. นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

นอกจากนี้ยังมีรัฐมนตรีช่วยอีกหลายท่าน เช่น ในกระทรวงคมนาคม เกษตรฯ ดิจิทัลฯ มหาดไทย ฯลฯ รวมทั้งหมด 35 ชื่อครบถ้วน รายชื่อนี้สะท้อนถึงการกระจายพอร์ตให้พรรคร่วมรัฐบาลอย่างลงตัว พรรคภูมิใจไทยได้หลักๆ หลายกระทรวงสำคัญ

ครม.อนุทิน 2 ชุดนี้คาดว่าจะโฟกัสประเด็นเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว การเกษตร และดิจิทัล เพื่อฟื้นฟูประเทศหลังวิกฤตต่างๆ ตัวอย่างเช่น นายอนุทินยังคงคุมมหาดไทย นายพิพัฒน์คมนาคมต่อเนื่อง หวังขับเคลื่อนโครงการใหญ่ๆ ได้เร็ว

ส่วนตัวผมมองว่าโผนี้แข็งแกร่ง มีทั้งทหาร นักการเมืองรุ่นเก๋า และคนรุ่นใหม่ หวังว่าจะไม่มีดราม่าคุณสมบัติเพิ่ม และเริ่มงานทันทีหลังทูลเกล้าฯ สำเร็จ คุณคิดยังไงกับ ครม.อนุทิน 2 ชุดนี้? ชอบใคร หรือคาดหวังนโยบายอะไรบ้าง คอมเมนต์มาบอกกันหน่อยนะครับ แล้วอย่าลืมแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ ได้อ่านด้วย!

ที่มา – เปิด 35 ชื่อโผ “ครม.อนุทิน 2” เตรียมทูลเกล้าฯ 30 มี.ค. ชัดแล้ว “นิกร” แทน “สุดาวรรณ”

พร้อมทูลเกล้าฯ “ครม.อนุทิน 2” 30 มี.ค.

สถานการณ์การเมืองไทยกำลังเข้าสู่จุดเปลี่ยนสำคัญ เมื่อ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ได้ออกมาเผยความคืบหน้าในการตั้งคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ โดยยืนยันว่าจะพร้อมทูลเกล้าฯ “ครม.อนุทิน 2” 30 มี.ค. หากทุกอย่างเรียบร้อยเรียบร้อย เพื่อให้ได้รัฐบาลที่สมบูรณ์แบบโดยเร็วที่สุด ข่าวนี้สร้างความหวังให้ประชาชนที่รอคอยการขับเคลื่อนเต็มสูบจากรัฐบาลใหม่

พร้อมทูลเกล้าฯ “ครม.อนุทิน 2” 30 มี.ค. นายกฯ ยันเดินหน้าเต็มที่

จาการให้สัมภาษณ์เมื่อเวลา 19.22 น. วันที่ 27 มีนาคม 2568 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ได้พูดถึงการหารือกับแกนนำพรรคเพื่อไทยอย่างนายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ และนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ เมื่อวันก่อนหน้า โดยเน้นย้ำถึงการรวมนโยบายพรรคร่วมเข้าด้วยกัน พรรคเพื่อไทยซึ่งรับผิดชอบกระทรวงสำคัญหลายแห่ง เช่น กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม กระทรวงแรงงาน และกระทรวงศึกษาธิการ จะต้องมาร่วมร่างนโยบายรัฐบาลร่วมกัน

“เราจะไม่แบ่งแยกว่านี่นโยบายพรรคนี้ พรรคนั้น แต่จะรวมเป็นนโยบายรัฐบาลเดียวกัน นายกรัฐมนตรีคนนี้พร้อมสนับสนุนนโยบายของทุกพรรคร่วม” นายอนุทิน กล่าวอย่างหนักแน่น ซึ่งสะท้อนถึงวิสัยทัศน์ของผู้นำที่มุ่งสร้างความสามัคคีในพรรคร่วมรัฐบาล

การตรวจสอบคุณสมบัติรายชื่อครม.เรียบร้อยแล้วหรือไม่

ผู้สื่อข่าวสอบถามถึงกระแสข่าวลือเรื่องคุณสมบัติของรายชื่อรัฐมนตรีบางคน โดยเฉพาะน.ส.สุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย นายอนุทิน ชี้แจงว่า ณ ขณะนี้ทุกอย่างโอเคแล้ว และหวังว่าจะพร้อมทูลเกล้าฯ “ครม.อนุทิน 2” 30 มี.ค. โดยไม่มีการเปลี่ยนแปลง รายชื่อทุกรายจากทุกพรรคได้รับการตรวจสอบประวัติอย่างละเอียด หากมีปัญหาที่ขัดรัฐธรรมนูญ ก็จะไม่เสนอชื่อนั้นๆ เพื่อความโปร่งใส

รัฐบาลปัจจุบันยังอยู่ในโหมดรักษาการ ซึ่งเป็นสัปดาห์สุดท้าย ทำให้ไม่สามารถขับเคลื่อนโครงการใหญ่ๆ ได้เต็มที่ เนื่องจากข้อจำกัดทางกฎหมาย เช่น การเซ็นอนุมัติคำสั่งต่างๆ หรือการประสานกับ กกต. นายอนุทิน ระบุว่า หลังทูลเกล้าฯ สำเร็จ รัฐบาลใหม่จะเข้าเฝ้าทูลเกล้าฯ ถวายสัตย์ปฏิญาณ แถลงนโยบายต่อรัฐสภา และเดินหน้าต่อเนื่อง โดยไม่มีข้อจำกัดตั้งแต่ยุบสภาฯ เมื่อธันวาคม 2567

  • กระทรวงเกษตรและสหกรณ์: มุ่งแก้ปัญหาเกษตรกร
  • กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์: ส่งเสริมสวัสดิการสังคม
  • กระทรวงอว.: พัฒนานวัตกรรมและการศึกษา
  • กระทรวงแรงงาน: สิทธิแรงงานและการจ้างงาน
  • กระทรวงศึกษาธิการ: ปฏิรูประบบการศึกษา

นอกจากนี้ การพร้อมทูลเกล้าฯ “ครม.อนุทิน 2” 30 มี.ค. ยังเป็นสัญญาณบวกต่อเศรษฐกิจไทย หลังจากที่ประเทศเผชิญความไม่แน่นอนทางการเมืองมานาน รัฐบาลใหม่จะสามารถเร่งรัดโครงการโครงสร้างพื้นฐาน ส่งเสริมการลงทุน และแก้ไขปัญหาค่าครองชีพได้ทันท่วงที

ความสำคัญของรัฐบาลเต็มรูปแบบ

การเปลี่ยนผ่านสู่ครม.อนุทิน 2 ถือเป็นก้าวสำคัญหลังการเลือกตั้งที่พรรคภูมิใจไทยนำ coalition ร่วมกับเพื่อไทยและพรรคอื่นๆ สิ่งที่ประชาชนคาดหวังคือการแก้ปัญหาเรื้อรัง เช่น ปัญหาเศรษฐกิจ หนี้ครัวเรือน การศึกษา และสาธารณสุข นโยบายที่รวมจากทุกพรรคจะช่วยให้ครอบคลุมทุกมิติ โดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง

จากประสบการณ์ของรัฐบาลชุดก่อน รัฐบาลรักษาการมักติดขัดในเรื่องงบประมาณและการอนุมัติโครงการใหญ่ การมีรัฐบาลเต็มรูปแบบจะปลดล็อกข้อจำกัดเหล่านี้ ทำให้สามารถอนุมัติงบปีใหม่และเริ่มโครงการ flagship ได้ทันที นอกจากนี้ ยังช่วยเสริมสร้างเสถียรภาพทางการเมือง ลดความเสี่ยงต่อการชุมนุมหรือความขัดแย้ง

ในมุมมองของนักวิเคราะห์ การเร่งพร้อมทูลเกล้าฯ “ครม.อนุทิน 2” 30 มี.ค. แสดงถึงความมุ่งมั่นของนายกรัฐมนตรีในการบริหารประเทศอย่างมีประสิทธิภาพ หากสำเร็จตามกำหนด จะเป็นจุดเริ่มต้นของยุคใหม่ที่ไทยสามารถแข่งขันในเวทีโลกได้ดียิ่งขึ้น

สุดท้ายนี้ การเมืองไทยกำลังก้าวไปข้างหน้าแล้ว คุณคิดว่ารัฐบาลชุดนี้จะนำพาประเทศไปในทิศทางใด? ติดตามข่าวสารการเมืองอัปเดตเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ของเรา และแบ่งปันความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง เพื่อให้เราได้พัฒนาเนื้อหาที่ตรงใจมากขึ้น

ที่มา – พร้อมทูลเกล้าฯ “ครม.อนุทิน 2” 30 มี.ค. ถ้าทุกอย่างเรียบร้อย นายกฯ ยันเดินหน้าเร็วที่สุด

“จุลพันธ์” มั่นใจ รมต.เพื่อไทย คุณสมบัติครบถ้วน

“จุลพันธ์” มั่นใจ รมต.เพื่อไทย คุณสมบัติครบถ้วน ยันไม่มีแรงกระเพื่อมภายในพรรค

สวัสดีครับเพื่อนๆ ผู้สนใจข่าวการเมืองไทย วันนี้เรามีเรื่องน่าสนใจจากพรรคเพื่อไทยมาอัปเดตกันครับ กับประเด็นร้อนเรื่องโผคณะรัฐมนตรี หรือที่เรียกกันว่า ‘ครม.อนุทิน 2’ ที่หลายคนจับตามอง โดยเฉพาะข่าวลือว่ามี ส.ส. ภายในพรรคไม่พอใจการจัดสรรตำแหน่ง แต่ “จุลพันธ์” มั่นใจ รมต.เพื่อไทย คุณสมบัติครบถ้วน ยันไม่มีแรงกระเพื่อมภายในพรรค แบบชัดเจนเลยทีเดียว

วันที่ 24 มี.ค. 2567 ณ โรงแรมเอสซี ปาร์ค นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคเพื่อไทย ในฐานะหัวหน้าพรรค ได้ออกมาให้สัมภาษณ์อย่างเป็นกันเอง ยืนยันว่าข่าวที่ออกมานั้นเป็นเพียงการคาดเดาจากภายนอกเท่านั้น ภายในพรรคทุกคนยังสามัคคีกันดี ไม่มีใครแสดงความไม่พอใจอะไรเลย เพราะกระบวนการจัดตั้งรัฐบาลต้องมีการเจรจากันหลายฝ่าย และต้องพิจารณาคุณสมบัติ ความเหมาะสม รวมถึงความสามารถในการขับเคลื่อนกระทรวงและนโยบายของแต่ละคน

ไม่มีแรงกระเพื่อมภายในพรรคเพื่อไทยจริงหรือ?

หลายคนอาจสงสัยว่าข่าวลือเรื่อง ส.ส. ไม่พอใจแล้วจะกระทบพรรคหรือไม่ นายจุลพันธ์ ชี้แจงชัดว่าทุกคนเข้าใจดี ตำแหน่งมีจำกัด แต่โอกาสในการทำงานยังมีอีกมาก ไม่ว่าจะเป็นบทบาทในสภาฯ หรือหน้าที่อื่นๆ ในการเป็นตัวแทนประชาชน “ตอนนี้ไม่มีใครน้อยใจ และไม่มีใครจะออกจากพรรค” เขาย้ำอย่างหนักแน่น แถมยังบอกว่าการประชุมภายในพรรคทุกคนมาร่วมครบถ้วน พร้อมเดินหน้านโยบายรัฐบาลต่อไป

จากที่ฟังดูแล้ว เหมือนพรรคเพื่อไทยจัดการอารมณ์ ส.ส. ได้ดีมากเลยครับ เพราะในอดีตทุกครั้งที่มีการจัดโผใหญ่ๆ ก็มักมีกระแสแบบนี้ แต่สุดท้ายทุกคนก็พร้อมทำงานเสมอ

คุณสมบัติรัฐมนตรีเพื่อไทยผ่านการคัดกรองอย่างไร

อีกประเด็นสำคัญคือคุณสมบัติของรัฐมนตรีที่พรรคเพื่อไทยเสนอไป “จุลพันธ์” มั่นใจ รมต.เพื่อไทย คุณสมบัติครบถ้วน ทุกคนผ่านการคัดกรองมาอย่างดี ไม่ใช่แค่สมัคร ส.ส. หรือเคยเป็นรัฐมนตรีมาก่อน แต่ยังผ่านกระบวนการหลายชั้น รายชื่อส่งให้ นายกรัฐมนตรีเรียบร้อยแล้ว รอเพียงขั้นตอนโปรดเกล้าฯ และตรวจสอบจากเลขาธิการคณะรัฐมนตรีเท่านั้น

ปัจจุบันยังไม่มีรายชื่อไหนถูกส่งกลับมา แสดงว่าทุกอย่างลงตัว และถึงการตรวจสอบครั้งนี้จะเข้มงวด แต่พรรคก็มั่นใจในบุคลากรของตัวเอง เพราะมีประสบการณ์ ความรู้ และความพร้อมสูง

  • ผ่านการคัดกรองหลายครั้ง: ตั้งแต่สมัครเลือกตั้ง ส.ส. จนถึงเสนอชื่อ ครม.
  • เหมาะสมกับกระทรวง: พิจารณาความสามารถในการขับเคลื่อน
  • นายกฯ รับได้: ส่งชื่อไปแล้ว ไม่มีปัญหา
  • ไม่มีรายชื่อสำรองลับ: แต่พร้อมหากจำเป็น

นอกจากนี้ นายจุลพันธ์ ยังไม่ยืนยันรายชื่อที่หลุดออกมาในสื่อ เพราะกระบวนการยังไม่จบ ต้องรอคำสั่งแต่งตั้งอย่างเป็นทางการ

มุมมองต่อสถานการณ์การเมืองปัจจุบัน

จากข่าวนี้ เราจะเห็นว่าพรรคเพื่อไทยยังคงแข็งแกร่ง สามัคคีกันดี แม้จะมีข่าวลือจากภายนอกบ้าง แต่ภายในพรรคทุกอย่างเรียบร้อย พร้อมสนับสนุนรัฐบาลในการขับเคลื่อนประเทศ ในช่วงที่การเมืองไทยกำลังเปลี่ยนผ่าน โผครม.ชุดนี้จะเป็นกุญแจสำคัญในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ สังคม และอื่นๆ ต่อไป

ส่วนตัวผมคิดว่า การที่นายจุลพันธ์ออกมาพูดแบบนี้ ช่วยลดกระแสข่าวลือได้เยอะเลยครับ แสดงให้เห็นถึงความเป็นมืออาชีพของพรรค ส.ส.ทุกคนก็เข้าใจบทบาทของตัวเอง คุณล่ะคิดยังไงกับเรื่องนี้ ลองแชร์ความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่างได้นะครับ หรือติดตามข่าวอัปเดตโผครม.เพิ่มเติมที่นี่!

ที่มา – “จุลพันธ์” มั่นใจ รมต.เพื่อไทย คุณสมบัติครบถ้วน ยันไม่มีแรงกระเพื่อมภายในพรรค

พรรคประชาชน จับตาว่าที่รัฐมนตรีมีคดีติดตัว

พรรคประชาชน จับตาว่าที่รัฐมนตรีมีคดีติดตัว เป็นประเด็นร้อนในวงการเมืองไทยช่วงนี้ เมื่อ “รังสิมันต์ โรม” ส.ส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) ออกมาแสดงท่าทีชัดเจนว่าจะรอให้โฉมหน้ารัฐมนตรีชัดเจนก่อนดำเนินการตรวจสอบจริยธรรม โดยเฉพาะว่าที่รัฐมนตรีหลายคนที่มีคดีความติดตัว ซึ่งอาจขัดต่อคุณสมบัติตามรัฐธรรมนูญ พรรคฝ่ายค้านอย่างประชาชนพร้อมลุยเต็มที่เพื่อความโปร่งใสในการแต่งตั้งคณะรัฐมนตรีใหม่

พรรคประชาชน จับตาว่าที่รัฐมนตรีมีคดีติดตัว

ในวันที่ 22 มีนาคม 2567 นายรังสิมันต์ โรม ได้ให้สัมภาษณ์ถึงกระแสข่าวว่าที่รัฐมนตรีบางคนมีประวัติคดีความติดตัว โดยยืนยันว่าพรรคจะรอความชัดเจนของรายชื่อคณะรัฐมนตรีที่นายกรัฐมนตรีเสนอต่อพระมหากษัตริย์ก่อน จากนั้นจึงจะประชุมหารือเพื่อตัดสินใจยื่นเรื่องต่อคณะกรรมาธิการจริยธรรม สภาผู้แทนราษฎร ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการตรวจสอบคุณสมบัติของผู้ดำรงตำแหน่งระดับสูง

ประเด็นนี้สำคัญมากเพราะรัฐธรรมนูญมาตรา 160 กำหนดคุณสมบัติรัฐมนตรีชัดเจน ต้องไม่มีลักษณะต้องห้าม เช่น มีคดีอาญาร้ายแรงที่อยู่ระหว่างพิจารณา หรือเคยต้องโทษจำคุก หากพบว่ามีปัญหา พรรคฝ่ายค้านสามารถยื่นศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยได้ทันที พรรคประชาชน จับตาว่าที่รัฐมนตรีมีคดีติดตัว อย่างใกล้ชิด เพื่อไม่ให้เกิดช่องโหว่ที่อาจนำไปสู่การใช้อำนาจในทางมิชอบ

อุบไต๋เรื่องยื่นจริยธรรม รอโฉมหน้า ครม. ชัดเจน

นายรังสิมันต์ เน้นย้ำว่าต้องรอรายชื่อที่ชัดเจนและตำแหน่งที่แต่ละคนจะนั่งก่อน เพราะปัจจุบันยังเป็นข่าวลือและการคาดเดาเท่านั้น เมื่อมีการโปรดเกล้าฯ แล้ว พรรคจะรวบรวมข้อมูลทั้งคดีเก่า คำพิพากษา และพฤติกรรมอื่นๆ ที่อาจเข้าข่ายขัดจริยธรรมนักการเมือง การเคลื่อนไหวนี้แสดงให้เห็นถึงบทบาทฝ่ายค้านที่เข้มแข็งของพรรคประชาชน ซึ่งก่อตั้งมาเพื่อตรวจสอบถ่วงดุลอำนาจรัฐบาล

จ่อฟัน “งูเห่า” สุริยา ในที่ประชุมพรรค 24 มี.ค.

นอกจากประเด็นรัฐมนตรีแล้ว พรรคยังกำลังเร่งตรวจสอบนายสุริยา วงศ์อารีย์ ส.ส.อุดรธานี เขต 7 ที่ถูกตั้งฉายาว่า “งูเห่า” หรือ “งูเห่าพรรคส้ม” หลังจากสวนมติพรรคโหวตสนับสนุนนายอนุทิน ชาญวีรกูล ในการเลือกนายกรัฐมนตรี ซึ่งขัดต่อมติพรรคประชาชนที่ยืนหยัดในหลักการ ปัจจุบันพรรคกำลังรวบรวมพยานหลักฐานทั้งคลิปวิดีโอ เสียงโหวต และคำให้การจากส.ส.ด้วยกัน

ในการประชุมพรรควันที่ 24 มีนาคมนี้ จะมีการพิจารณาดำเนินการทางวินัยอย่างจริงจัง อาจถึงขั้นเพิกถอนสิทธิ์สมัคร ส.ส. หรือขับออกจากพรรค ซึ่งจะเป็นมาตรการที่ชัดเจนเพื่อรักษาวินัยพรรคและความน่าเชื่อถือต่อประชาชน

  • ตรวจสอบคุณสมบัติรัฐมนตรี: รอรายชื่อชัดเจนก่อนยื่นจริยธรรม
  • รวบรวมหลักฐานงูเห่า: คลิปโหวตและคำให้การ
  • ประชุมพรรค 24 มี.ค.: ตัดสินใจฟัน สุริยา วงศ์อารีย์
  • บทบาทฝ่ายค้าน: ตรวจสอบเพื่อประชาธิปไตยโปร่งใส

เหตุการณ์เหล่านี้สะท้อนภาพการเมืองไทยที่เข้มข้น โดยพรรคประชาชนกำลังแสดงศักยภาพในการเป็นฝ่ายค้านหลัก หลังจากที่เคยถูกยุบพรรคก้าวไกล แต่สมาชิกยังคงสู้ต่อภายใต้นามใหม่ นอกจากนี้ ยังมีประเด็นอื่นๆ เช่น การจัดสรรตำแหน่งคณะรัฐมนตรีที่อาจเอื้อพรรคร่วมรัฐบาลมากเกินไป หรือคดีค้างเก่าของนักการเมืองชื่อดังที่อาจถูกเพิกเฉย

ในมุมมองของผู้เขียน การตรวจสอบเช่นนี้จำเป็นยิ่ง เพื่อให้ประชาชนมั่นใจว่ารัฐมนตรีทุกคนมีคุณสมบัติครบถ้วน ไม่ใช่แค่มีเส้นสายหรืออิทธิพล หากปล่อยผ่าน อาจนำไปสู่ปัญหาการทุจริตในอนาคต พรรคประชาชน จับตาว่าที่รัฐมนตรีมีคดีติดตัว ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการกำหนดมาตรฐานใหม่ให้การเมืองไทย

ติดตามพัฒนาการเพิ่มเติมได้ที่นี่ และแสดงความเห็นของคุณในคอมเมนต์ด้านล่าง คุณคิดว่าพรรคจะยื่นจริยธรรมกี่คน และสุริยาจะรอดไหม? การเมืองไทยกำลังน่าติดตามมาก!

ที่มา – พรรคประชาชน จับตาว่าที่รัฐมนตรีมีคดีติดตัว อุบไต๋ยื่นจริยธรรม จ่อฟันงูเห่า 24 มี.ค. นี้

“บวรศักดิ์” ชี้ ไม่มีปัญหา “อนุทิน” ถูกร้องตั้ง “ธรรมนัส” มิชอบ เหตุพ้น รมต. แล้ว

ในแวดวงการเมืองไทยที่เต็มไปด้วยดราม่าร้อน ๆ ล่าสุดมีประเด็นที่น่าสนใจ เมื่อ“บวรศักดิ์” ชี้ ไม่มีปัญหา “อนุทิน” ถูกร้องตั้ง “ธรรมนัส” มิชอบ เหตุพ้น รมต. แล้ว ทำให้หลายคนหันมาสนใจเรื่องการตรวจสอบคุณสมบัติรัฐมนตรีชุดใหม่กันยกใหญ่ วันนี้เราจะมาวิเคราะห์กันแบบละเอียดว่าประเด็นนี้มันคืออะไร และทำไมถึงไม่มีปัญหาอย่างที่หลายคนกังวล

“บวรศักดิ์” ชี้ ไม่มีปัญหา “อนุทิน” ถูกร้องตั้ง “ธรรมนัส” มิชอบ เหตุพ้น รมต. แล้ว

เมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2569 นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองนายกรัฐมนตรี ได้ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนที่ทำเนียบรัฐบาล ในประเด็นที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ถูกร้องเรียนเรื่องการแต่งตั้ง ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า เป็นรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยถูกกล่าวหาว่าแต่งตั้งโดยมิชอบ

นายบวรศักดิ์ ชี้แจงอย่างชัดเจนว่า เรื่องนี้ไม่มีปัญหาแล้ว เพราะปัจจุบัน ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ได้พ้นจากตำแหน่งรัฐมนตรีเรียบร้อยแล้ว ตามรัฐธรรมนูญที่กำหนดคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามไว้เฉพาะขณะดำรงตำแหน่ง พอพ้นตำแหน่งแล้วก็ถือว่าจบ ไม่มีอะไรติดค้าง

กระบวนการตรวจสอบคุณสมบัติ ครม. ชุดใหม่

นอกจากนี้ นายบวรศักดิ์ ยังพูดถึงกระบวนการตรวจสอบคณะรัฐมนตรี (ครม.) ชุดใหม่ที่กำลังจะมาว่า ยังไม่มีการปรึกษากันเรื่องนี้ แต่เป็นหน้าที่ของสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ที่จะส่งรายชื่อผู้เสนอตัวเข้ารับการตรวจสอบ โดยขยายไปยังหน่วยงานมากกว่า 9 แห่ง เช่น

  • ศาลยุติธรรม
  • ศาลปกครอง
  • สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.)
  • กองบัญชาการตำรวจสันติบาล
  • สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.)
  • และหน่วยงานอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง

เขาย้ำว่า ถ้ามีลักษณะต้องห้ามชัดเจน ไม่ใช่แค่สุ่มเสี่ยง ก็ไม่สามารถดำรงตำแหน่งได้ แต่คำว่าสุ่มเสี่ยงต้องชี้แจงให้ชัดเจนก่อน

กรณีศึกษา ร.อ.ธรรมนัส และบทเรียนการเมือง

ย้อนกลับไป กรณี ร.อ.ธรรมนัส เคยมีประเด็นร้อนเรื่องคุณสมบัติ ส.ส. จากคดีเก่าที่ต่างประเทศ แต่สุดท้ายได้เข้ามารับตำแหน่ง รมต. จนกระทั่งพ้นไป ล่าสุดนายบวรศักดิ์ ยืนยันว่า ตอนนี้เขาไม่ได้อยู่ในตำแหน่งแล้ว ดังนั้นการร้องเรียนต่อนายกฯ อนุทิน ก็ไม่กระทบอะไร

นอกจากนี้ ยังมีการพูดถึงคดีวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับนายภูมิธรรม เวชยชัย และ พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง ที่ศาลเห็นว่าการกระทำขณะเป็น รมต. ไม่ใช่การแทรกแซงกระบวนการยุติธรรม (สามารถอ่านคำวินิจฉัยฉบับเต็มได้)

ส่วนเรื่องนายบวรศักดิ์ เอง ยังไม่ถูกทาบทามให้กลับมานั่งรองนายกฯ อีกสมัย โดยบอกว่า "ยัง ๆ" และยังไม่สมมติอะไร เพราะรายชื่อยังไม่ได้รับรองทั้งหมด สื่อมวลชนเป็นคนตั้งเรื่องเอง

ประเด็นนี้สะท้อนให้เห็นถึงความซับซ้อนของระบบการเมืองไทย ที่การตรวจสอบต้องเข้มงวด แต่ก็ต้องเคารพหลักกฎหมาย โดยเฉพาะรัฐธรรมนูญที่กำหนดกรอบชัดเจน หากเราต้องการการเมืองที่โปร่งใส ทุกฝ่ายต้องยึดหลักนี้

ในมุมมองของผู้เขียน การเมืองไทยควรมีกลไกตรวจสอบที่รวดเร็วและโปร่งใสมากขึ้น เพื่อลดดราม่าแบบนี้ และให้ประชาชนมั่นใจในผู้นำ อย่าลืมติดตามข่าวสารการเมืองอัปเดตจากเรา และแสดงความคิดเห็นในคอมเมนต์ว่าคุณคิดอย่างไรกับประเด็น“บวรศักดิ์” ชี้ ไม่มีปัญหา “อนุทิน” ถูกร้องตั้ง “ธรรมนัส” มิชอบ เหตุพ้น รมต. แล้ว

ที่มา – “บวรศักดิ์” ชี้ ไม่มีปัญหา “อนุทิน” ถูกร้องตั้ง “ธรรมนัส” มิชอบ เหตุพ้น รมต. แล้ว

“ไผ่ ลิกค์” สวน “รักชนก” ครอบครัวรวย วอนแจงที่มาเงิน

“ไผ่ ลิกค์” สวน “รักชนก” ครอบครัวฐานะดีตั้งแต่เกิด วอนอย่าบิดเบือนประเด็นแจงที่มาเงินบริจาค

จากกรณีที่เป็นประเด็นร้อนแรงในโลกออนไลน์ระหว่าง สส.ไผ่ ลิกค์ และ สส.รักชนก ศรีนอก ล่าสุด สส.ไผ่ ได้ออกมาโพสต์เฟซบุ๊กเพื่อชี้แจงถึงประวัติครอบครัวและเรียกร้องให้ สส.รักชนก ตอบคำถามเรื่องที่มาของเงินบริจาคจำนวน 200,000 บาท

“ไผ่ ลิกค์” แจงที่มาครอบครัว ยันฐานะดีก่อนเล่นการเมือง

สส.ไผ่ ระบุว่า ปกติแล้วเป็นคนที่ไม่ค่อยเปิดเผยเรื่องส่วนตัวมากนัก แต่เนื่องจากมีการตั้งคำถามถึงที่มาของทรัพย์สิน จึงขอชี้แจงว่า คุณปู่คุณย่าคือคุณปู่วิลเลียม ลิกค์ และคุณย่าบุญรอด ล่ำซำ ที่บ้านทำธุรกิจหลายอย่าง เช่น หมู่บ้านจัดสรร โรงโม่หิน อสังหาริมทรัพย์ อพาร์ตเมนต์ สถานบันเทิง และตลาด แต่ปัจจุบันตนได้ยุติบทบาททางธุรกิจทั้งหมดเพื่อมาทำงานการเมืองรับใช้ประชาชน

“เข้าใจคนที่ตั้งคำถามผมนะว่าคุณคิดอะไรอยู่ ผมไม่ได้คิดแบบพวกคุณแน่นอนที่จะเข้าทำอย่างอื่นที่ไม่ใช่ทำเพื่อประชาชน” สส.ไผ่ กล่าว

จี้ “รักชนก” แจงที่มาเงินบริจาค 2 แสน

ประเด็นสำคัญที่ สส.ไผ่ ต้องการให้ สส.รักชนก ตอบคือ เรื่องที่มาของเงินบริจาคจำนวน 200,000 บาท ว่ามีเส้นทางเงินที่ถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่ เพราะจนถึงปัจจุบัน สส.รักชนก ยังไม่ได้แสดงหลักฐานทางการเงินใดๆ มีเพียงคำอธิบายว่า “เงินเดือนพอทำได้” หรือ “พรรคไม่มีทุนใหญ่” ซึ่งไม่เพียงพอต่อการตรวจสอบ

สส.ไผ่ ย้ำว่า เรื่องนี้ไม่ใช่ความขัดแย้งส่วนตัว แต่เป็นเรื่องที่ประชาชนควรได้รับคำตอบที่ชัดเจน และไม่ควรมีการเบี่ยงประเด็นโดยการนำเรื่องอื่นที่ไม่เกี่ยวข้องมาโยง เช่น คดีรถหรูที่ศาลยกฟ้องไปแล้ว หรือประเด็นส่วนตัวเมื่อหลายสิบปีก่อน เพราะสิ่งเหล่านี้ไม่ได้ช่วยไขข้อสงสัยเรื่อง “ไผ่ ลิกค์” สวน “รักชนก” ครอบครัวฐานะดีตั้งแต่เกิด วอนอย่าบิดเบือนประเด็นแจงที่มาเงินบริจาค แต่อย่างใด

ยืนยันไม่ขาดคุณสมบัติรัฐมนตรี พร้อมให้ตรวจสอบทรัพย์สิน

สส.ไผ่ ยังกล่าวถึงกรณีที่ถูกกล่าวหาว่าขาดคุณสมบัติรัฐมนตรีจากคดีทำร้ายร่างกายเมื่อปี 2548 ว่า หน่วยงานรัฐได้วินิจฉัยแล้วว่ากรณีดังกล่าวไม่เข้าลักษณะต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญ และเป็นอำนาจของนายกรัฐมนตรีในการพิจารณา

นอกจากนี้ สส.ไผ่ ยังยินดีให้ตรวจสอบหนี้สินจำนวน 550,000 บาท และพร้อมให้ ป.ป.ช. ตรวจสอบบัญชีทรัพย์สินทั้งหมด เพราะไม่มีเหตุผลใดที่จะต้องปกปิด ตรงกันข้าม สส.รักชนก กลับไม่ยอมเปิดเผยเส้นทางการเงินจำนวน 200,000 บาท ซึ่งเป็นสิ่งที่ควรทำเพื่อความโปร่งใส

สส.ไผ่ กล่าวทิ้งท้ายว่า การเมืองที่ดีต้องอยู่บนมาตรฐานเดียวกัน ไม่ใช่ใช้วาทกรรมเพื่อหลีกเลี่ยงการตรวจสอบ และยืนยันว่าจะให้ความร่วมมือในการตรวจสอบทุกประเด็นตามกฎหมาย

ประเด็นที่เกิดขึ้นนี้แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการตรวจสอบที่มาของเงินทุนที่ใช้ในการทำงานการเมือง เพื่อสร้างความโปร่งใสและความน่าเชื่อถือต่อประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง และสุดท้ายนี้ “ไผ่ ลิกค์” สวน “รักชนก” ครอบครัวฐานะดีตั้งแต่เกิด วอนอย่าบิดเบือนประเด็นแจงที่มาเงินบริจาคเป็นสิ่งที่สังคมควรให้ความสนใจและติดตามอย่างใกล้ชิด

ที่มา – “ไผ่ ลิกค์” สวน “รักชนก”ครอบครัวฐานะดีตั้งแต่เกิด วอนอย่าบิดเบือนประเด็นแจงที่มาเงินบริจาค

“ธรรมนัส” ซัดกลับ “อนุสรณ์” อภิปรายขุดเรื่องเก่า

“ธรรมนัส” ซัดกลับ “อนุสรณ์” อภิปรายขุดเรื่องเก่า ปูดเคยแอบขอซบพรรคกล้าธรรม

ในวันที่ 30 กันยายน 2568 เกิดเหตุการณ์ดราม่าทางการเมืองที่น่าสนใจ เมื่อ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ลุกขึ้นชี้แจงและโต้กลับการอภิปรายของ นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ซึ่งขุดคุ้ยเรื่องเก่าเกี่ยวกับคุณสมบัติรัฐมนตรี เรื่องนี้กลายเป็นประเด็นร้อนที่ทำให้สังคมการเมืองต้องจับตามอง โดยเฉพาะการที่ “ธรรมนัส” เผยว่านายอนุสรณ์เคยแอบมาขอซบพรรคกล้าธรรมมาก่อน

“ธรรมนัส” ซัดกลับ “อนุสรณ์” อภิปรายขุดเรื่องเก่า ปูดเคยแอบขอซบพรรคกล้าธรรม

การอภิปรายครั้งนี้เริ่มต้นจากนายอนุสรณ์ที่ตั้งคำถามถึงคุณสมบัติของรัฐมนตรีบางคน โดยเฉพาะที่รัฐบาลก่อนไม่กล้าตั้ง แต่รัฐบาลปัจจุบันกลับตั้งเป็นรองนายกฯ สองคน ร.อ.ธรรมนัส ไม่ยอมนิ่งเฉย ได้ตอบโต้อย่างดุเดือด โดยระบุว่าสิ่งที่นายอนุสรณ์พูดถึงเป็นเรื่องเก่าที่ไม่มีน้ำหนัก และยังปูดว่าเคยมีครั้งหนึ่งที่นายอนุสรณ์มาหาตนเพื่อขอร่วมอุดมการณ์ในพรรคกล้าธรรม โดยตอนนั้นนายอนุสรณ์ชื่นชมนายงานของตนและบอกว่าอยู่พรรคเดิมไม่มีความสุข อยากมาร่วมด้วย

ร.อ.ธรรมนัส กล่าวด้วยน้ำเสียงประชดว่า “วันนั้นกับวันนี้ต่างกันราวฟ้ากับดิน ไม่เข้าใจว่าเช้านี้ตื่นมากินยาผิดประเภทหรือไม่” และยังขู่ด้วยว่า หากนายอนุสรณ์พูดจาพาดพิงต่อไป จะเจอกันที่สถานีพะเยา เพราะคดีความกำลังดำเนินอยู่ที่นั่นกว่า 200 คดี นอกจากนี้ ยังย้ำว่าตนผ่านการตรวจสอบมาหมดแล้ว รวมถึงการอภิปรายไม่ไว้วางใจหลายครั้ง แต่ก็ได้รับความไว้วางใจให้ทำหน้าที่ต่อไป เรื่องจริยธรรมก็ชัดเจนจากศาลรัฐธรรมนูญที่วินิจฉัยแล้วว่าไม่ผิดต้องห้าม

ประเด็นขุดเรื่องเก่าและการขู่ฟ้องกลับ

ในส่วนของวลีเก่าที่นายอนุสรณ์นำมาอ้าง ร.อ.ธรรมนัส ชี้ว่าถูกตัดทอนเพื่อให้ฟังสนุกปากเท่านั้น และขอให้หยุดเอาเรื่องเก่ามาเป็นประเด็น หากมีข้อสงสัยให้คุยกันส่วนตัวได้ แต่หากไปขยายความนอกสภา แม้มีเอกสิทธิ์คุ้มครอง ก็พร้อมฟ้องร้องให้ถึงที่สุด โดยเจอกันที่พะเยาแน่นอน นี่คือการแสดงจุดยืนที่ชัดเจนของ “ธรรมนัส” ที่ไม่ยอมให้ถูกโจมตีโดยง่าย

ขณะเดียวกัน นายสุชาติ ชมกลิ่น รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ก็ลุกขึ้นชี้แจงประเด็นที่เกี่ยวข้องกับ SKYY9 โดยยืนยันว่าอำนาจรัฐมนตรีแรงงานไม่ได้ล่วงลูกการลงทุน ซึ่งเป็นหน้าที่ของบอร์ดประกันสังคม และหากใครทำผิดต้องเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบทั้งหมด นายสุชาติ ยังน้อมรับทุกข้อกล่าวหาที่เกี่ยวข้องกับตน และอยากให้เรื่องนี้จบลงเสียที เพราะปัจจุบันบอร์ดลงทุนประกันสังคมไม่มีใครกล้าที่จะเข้ามารับตำแหน่ง เนื่องจากกลัวถูกตรวจสอบ แม้จะได้เบี้ยประชุมเพียงไม่กี่พันบาท

การโต้กลับของนายอนุสรณ์

ฝั่งนายอนุสรณ์ ไม่ยอมแพ้ ได้ใช้สิทธิ์พูดโต้ โดยย้ำว่าการอภิปรายของตนไม่ได้กล่าวหาใคร เพียงแต่ตั้งคำถามเพื่อให้ประชาชนและสมาชิกรัฐสภาตัดสินใจเอง และขอบคุณคำชี้แจงของนายสุชาติ สำหรับประเด็นกับร.อ.ธรรมนัส นายอนุสรณ์ ชี้ว่าการสนทนาที่เกิดขึ้นในอดีตเป็นเพียงการพูดคุยเรื่องนโยบายรัฐบาลเท่านั้น ไม่ใช่การขอซบพรรค และขออภัยหากทำให้เข้าใจผิด

นายอนุสรณ์ ยังยืนยันจุดยืนของตนอย่างหนักแน่นว่า “อนุสรณ์เสื้อแดงย่อมแรงฤทธิ์ ไม่เคยคิดจะโยกย้ายไปแห่งไหน อยู่ที่นี่คือพรรคดีประชาธิปไตย อยู่เพื่อไทยเพราะหัวใจคือประชาชน” ซึ่งเป็นการแสดงความจงรักภักดีต่อพรรคเพื่อไทยอย่างชัดเจน

เหตุการณ์ “ธรรมนัส” ซัดกลับ “อนุสรณ์” อภิปรายขุดเรื่องเก่า ปูดเคยแอบขอซบพรรคกล้าธรรม นี้ สะท้อนถึงความขัดแย้งในสภาที่ยังคงรุนแรง แม้จะผ่านการเลือกตั้งใหม่แล้ว แต่ประเด็นเก่าๆ ยังถูกนำมาอภิปรายเพื่อตรวจสอบอำนาจรัฐบาล นอกจากนี้ ยังแสดงให้เห็นถึงการเมืองที่เต็มไปด้วยการโต้เถียงและการขุดคุ้ยอดีต ซึ่งอาจส่งผลต่อเสถียรภาพของรัฐบาลในอนาคต

จากมุมมองของผู้วิเคราะห์ การอภิปรายเช่นนี้เป็นส่วนสำคัญของประชาธิปไตย์ ที่ช่วยให้เกิดความโปร่งใส แต่ก็ควรหลีกเลี่ยงการโจมตีส่วนตัว เพื่อให้การเมืองก้าวหน้าต่อไป หากคุณสนใจประเด็นการเมืองไทย ลองติดตามข่าวสารเพิ่มเติมเพื่อเข้าใจบริบทที่กว้างขึ้น

  • ประเด็นหลัก: การโต้กลับของธรรมนัสต่อการอภิปราย
  • จุดยืนของอนุสรณ์: ยืนยันไม่ย้ายพรรค
  • ผลกระทบ: อาจนำไปสู่คดีความเพิ่มเติม

สุดท้ายนี้ เราคิดว่าการเมืองไทยควรเน้นที่การแก้ปัญหาประชาชนมากกว่าการขุดคุ้ยอดีต คุณคิดเห็นอย่างไร? แชร์ความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่างได้เลย

ที่มา – “ธรรมนัส” ซัดกลับ “อนุสรณ์” อภิปรายขุดเรื่องเก่า ปูดเคยแอบขอซบพรรคกล้าธรรม

Scroll to top