ค่าไฟแพง

MEA ปรับค่าไฟฟ้าประเภทบ้านอยู่อาศัย รอบบิลใหม่ ก.ย. 69

เชื่อว่าหลายคนคงได้เห็นข่าวคราวที่น่าสนใจเกี่ยวกับการใช้ไฟฟ้าในบ้านกันแล้ว โดยล่าสุดการไฟฟ้านครหลวง หรือ MEA ได้ออกมาประกาศข่าวดีเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องใกล้ตัวที่ทุกคนควรรู้เอาไว้ครับ นั่นคือข่าว MEA ปรับค่าไฟฟ้าประเภทบ้านอยู่อาศัย รอบบิลใหม่ เดือน ก.ย. 69 ตัดค่าไฟสาธารณะออกแล้ว เพื่อให้การคิดค่าไฟฟ้ามีความชัดเจนและเป็นธรรมมากขึ้นสำหรับผู้ใช้ไฟทุกคน

MEA ปรับค่าไฟฟ้าประเภทบ้านอยู่อาศัย รอบบิลใหม่ เดือน ก.ย. 69 ตัดค่าไฟสาธารณะออกแล้ว

สำหรับการเปลี่ยนแปลงในครั้งนี้ เกิดขึ้นตามมติของคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) เมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2569 ที่ผ่านมาครับ โดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่รอบบิลเดือนกันยายนนี้เป็นต้นไป หัวใจสำคัญของการปรับปรุงครั้งนี้คือการนำค่าใช้จ่ายในส่วนของไฟฟ้าสาธารณะออกจากบิลค่าไฟฟ้าที่เราต้องจ่ายในแต่ละเดือน ทำให้ผู้บริโภคไม่ต้องแบกรับภาระค่าใช้จ่ายในส่วนที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการใช้งานในบ้านตนเองโดยตรงอีกต่อไปครับ

รายละเอียดการปรับอัตราค่าไฟฟ้าที่ควรทราบ

การปรับเปลี่ยนโครงสร้างราคาครั้งนี้ส่งผลต่อ MEA ปรับค่าไฟฟ้าประเภทบ้านอยู่อาศัย รอบบิลใหม่ เดือน ก.ย. 69 ตัดค่าไฟสาธารณะออกแล้ว อย่างชัดเจน ซึ่งการคิดอัตราใหม่นี้จะแบ่งออกเป็น 2 ประเภทหลักๆ ดังนี้ครับ:

  • บ้านอยู่อาศัย อัตรา 1.1: สำหรับผู้ที่ใช้ไฟไม่เกิน 150 หน่วยต่อเดือน โดยจะมีการคิดอัตราแบบขั้นบันไดตั้งแต่หน่วยที่ 1 จนถึงหน่วยที่ 401 ขึ้นไป เพื่อให้ผู้ใช้ไฟฟ้ากลุ่มครัวเรือนขนาดเล็กได้รับประโยชน์สูงสุด
  • บ้านอยู่อาศัย อัตรา 1.2: สำหรับบ้านที่ใช้ไฟเกิน 150 หน่วยต่อเดือนติดต่อกัน หรือผู้ที่ใช้มิเตอร์ขนาดใหญ่ ตั้งแต่ 15 แอมป์ขึ้นไป ก็จะมีการคิดอัตราตามโครงสร้างใหม่นี้เช่นกัน

ข้อควรทราบเพิ่มเติมคือ หน่วยการใช้ไฟฟ้าจะถูกคิดสะสมตามลำดับขั้นครับ ไม่ได้นำหน่วยทั้งหมดไปคูณในอัตราสูงสุดเพียงอัตราเดียว และอัตราที่ประกาศนี้เป็นเพียงค่าพลังงานไฟฟ้าเท่านั้น ยังไม่รวมค่าบริการ ค่า Ft และภาษีมูลค่าเพิ่ม นอกจากนี้ MEA ยังได้ขยายขอบเขตคำนิยามให้ครอบคลุมถึง วัด สำนักสงฆ์ และศาสนสถานต่างๆ รวมถึงบ้านที่ยังไม่มีทะเบียนบ้านถาวรด้วย ซึ่งถือเป็นเรื่องน่ายินดีมากครับ

ในมุมมองของผม การที่ MEA ปรับค่าไฟฟ้าประเภทบ้านอยู่อาศัย รอบบิลใหม่ เดือน ก.ย. 69 ตัดค่าไฟสาธารณะออกแล้ว ถือเป็นก้าวสำคัญของความโปร่งใสในระบบสาธารณูปโภคไทยครับ แม้ว่าเราอาจจะมองว่าค่าไฟเป็นเรื่องเล็กน้อย แต่การจัดโครงสร้างให้ชัดเจนแบบนี้จะช่วยให้ประชาชนเข้าใจบิลค่าไฟของตัวเองได้ง่ายขึ้น ใครที่ใช้ไฟเยอะก็ควรวางแผนการประหยัดพลังงานกันต่อไปนะครับ เพื่อช่วยลดค่าใช้จ่ายในครัวเรือนให้ได้มากที่สุด

ที่มา – MEA ปรับค่าไฟฟ้าประเภทบ้านอยู่อาศัย รอบบิลใหม่ เดือน ก.ย. 69 ตัดค่าไฟสาธารณะออกแล้ว

รศ.ดร.ปิติ ชี้ มาตรา 26 ไม่ได้ทำค่าไฟแพงโดยตรง แต่เสี่ยงก๊าซไทยสะดุด พึ่งนำเข้าเพิ่ม

รศ.ดร.ปิติ ชี้ มาตรา 26 ไม่ได้ทำค่าไฟแพงโดยตรง แต่เสี่ยงก๊าซไทยสะดุด พึ่งนำเข้าเพิ่ม

เชื่อว่าหลายคนคงเคยสงสัยว่า ทำไมบิลค่าไฟแต่ละเดือนถึงดูแพงขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งจริงๆ แล้วอาจไม่ได้มาจากแค่โรงไฟฟ้าเพียงอย่างเดียว แต่มันมีรากเหง้าไปถึงการบริหารจัดการทรัพยากรก๊าซธรรมชาติ โดยเฉพาะประเด็นเรื่อง รศ.ดร.ปิติ ชี้ มาตรา 26 ไม่ได้ทำค่าไฟแพงโดยตรง แต่เสี่ยงก๊าซไทยสะดุด พึ่งนำเข้าเพิ่ม ซึ่งเป็นหัวข้อที่หลายคนกำลังจับตามองในขณะนี้

รศ.ดร.ปิติ เอี่ยมจำรูญลาภ จากคณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้ออกมาอธิบายให้เข้าใจง่ายๆ ว่า มาตรา 26 แห่ง พ.ร.บ. ปิโตรเลียม พ.ศ. 2514 มีข้อจำกัดในการต่ออายุสัมปทาน ซึ่งส่งผลกระทบต่อความต่อเนื่องในการผลิตก๊าซ หากกระบวนการตัดสินใจล่าช้าเกินไป อาจทำให้กำลังผลิตในประเทศสะดุดลง

ผลกระทบที่ซ่อนอยู่: ทำไม รศ.ดร.ปิติ ชี้ มาตรา 26 ไม่ได้ทำค่าไฟแพงโดยตรง แต่เสี่ยงก๊าซไทยสะดุด พึ่งนำเข้าเพิ่ม

ปัญหาสำคัญคือเมื่อกฎหมายขาดความยืดหยุ่น รัฐก็ไม่สามารถบริหารจัดการแต่ละแหล่งก๊าซได้อย่างเหมาะสมตามความเป็นจริง ทำให้เกิดสิ่งที่เรียกว่า ช่องว่างการผลิต ซึ่งเมื่อก๊าซในประเทศลดลง ไทยจึงเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องนำเข้าก๊าซ LNG เพิ่มขึ้นตามราคาตลาดโลกที่มีความผันผวนสูง

ผลที่ตามมาไม่ใช่แค่ค่าไฟฟ้าผันแปรหรือค่า Ft เท่านั้น แต่ยังกระทบต่อ:

  • ต้นทุนการผลิตสินค้าในภาคอุตสาหกรรม
  • ค่าขนส่งและบริการต่างๆ ที่สูงขึ้นตามราคาพลังงาน
  • ค่าครองชีพของประชาชนโดยรวมที่ได้รับผลกระทบจากราคาสินค้าที่ปรับตัวขึ้น

อย่างไรก็ตาม ประเด็นที่ รศ.ดร.ปิติ ชี้ มาตรา 26 ไม่ได้ทำค่าไฟแพงโดยตรง แต่เสี่ยงก๊าซไทยสะดุด พึ่งนำเข้าเพิ่ม นั้น ต้องการสื่อว่ากฎหมายควรปรับให้ทันสมัยขึ้น โดยการพิจารณาตัดสินใจควรยึดหลัก 3 มิติ ได้แก่:

  1. มิติด้านกฎหมาย: อำนาจและกระบวนการจัดการที่โปร่งใส
  2. มิติด้านวิศวกรรม: ศักยภาพที่แท้จริงของแหล่งปิโตรเลียม
  3. มิติด้านเศรษฐศาสตร์: ประโยชน์สูงสุดที่ประชาชนจะได้รับ

การแก้ไขกฎหมายไม่ควรเป็นการเอื้อประโยชน์ให้รายใดรายหนึ่ง แต่เป็นการหาทางเลือกที่สร้างความมั่นคงทางพลังงานให้ประเทศไทยได้มากที่สุด เพื่อให้ก๊าซธรรมชาติในประเทศถูกนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดก่อนที่จะต้องหันไปพึ่งพาการนำเข้าจากต่างประเทศในราคาที่ควบคุมได้ยาก

ในมุมมองของผม การที่ภาครัฐเปิดเผยข้อมูลและหลักเกณฑ์ให้ประชาชนตรวจสอบได้ถือเป็นก้าวสำคัญที่จะช่วยลดความกังวลและสร้างความมั่นใจให้กับทุกคน เพราะพลังงานเป็นเรื่องใกล้ตัวที่ส่งผลกระทบต่อทุกคนในทุกมิติครับ

ที่มา – รศ.ดร.ปิติ ชี้ มาตรา 26 ไม่ได้ทำค่าไฟแพงโดยตรง แต่เสี่ยงก๊าซไทยสะดุด พึ่งนำเข้าเพิ่ม

Solar Credit นวัตกรรมสินเชื่อโซลาร์เซลล์ ลดภาระค่าไฟ

เจาะลึก Solar Credit นวัตกรรมสินเชื่อแนวใหม่ ดันติดตั้งโซลาร์เซลล์ ลดภาระค่าไฟ

ในยุคที่ค่าครองชีพสูงขึ้น การจัดการภาระค่าไฟฟ้ากลายเป็นโจทย์ใหญ่ของทุกครัวเรือน ล่าสุดรัฐบาลได้เดินหน้าขับเคลื่อนนโยบายพลังงานสะอาดผ่าน Solar Credit นวัตกรรมสินเชื่อแนวใหม่ ดันติดตั้งโซลาร์เซลล์ ลดภาระค่าไฟ เพื่อช่วยให้ประชาชนเข้าถึงเทคโนโลยีโซลาร์เซลล์ได้ง่ายขึ้น โดยไม่ต้องแบกรับภาระเงินก้อนโตในครั้งเดียว

นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้เปิดเผยถึงโมเดลนี้ว่าเป็นก้าวสำคัญในการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด โดยรัฐจะพิจารณาสินเชื่อผ่าน Alternative Credit Score หรือการใช้พฤติกรรมการใช้ไฟฟ้ามาเป็นเกณฑ์ตัดสิน แทนที่จะดูเพียงเอกสารรายได้แบบดั้งเดิม ทำให้ผู้ที่สนใจติดตั้งระบบสามารถเข้าถึงโอกาสนี้ได้อย่างทั่วถึงยิ่งขึ้น

ทำความรู้จัก Solar Credit นวัตกรรมสินเชื่อแนวใหม่ ดันติดตั้งโซลาร์เซลล์ ลดภาระค่าไฟ ที่น่าจับตามอง

ความโดดเด่นของโครงการนี้คือการร่วมมือกับแบงก์รัฐ เช่น ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) และธนาคารออมสิน ในการปล่อยสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ โดยมีกลไกสำคัญดังนี้:

  • ไม่ต้องจ่ายเงินก้อน: ธนาคารรัฐสนับสนุนค่าใช้จ่ายในการติดตั้งทั้งหมดในช่วงเริ่มต้น
  • พิจารณาจากพฤติกรรม: ใช้ข้อมูลการใช้ไฟฟ้าจริงมาประกอบการพิจารณาสินเชื่อ
  • คุ้มค่าในระยะยาว: ในปีที่ 3 ภาระค่าใช้จ่ายแทบไม่เพิ่มขึ้นจากปกติ และปีที่ 5 เป็นต้นไปจะเริ่มเห็นกำไรจากการประหยัดค่าไฟได้อย่างชัดเจน
  • ขายไฟคืนรัฐได้: เมื่อติดตั้งผ่านการไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) หรือการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) ประชาชนสามารถเชื่อมต่อระบบและขายไฟฟ้าส่วนเกินคืนให้แก่ภาครัฐได้อีกด้วย

ด้วยเป้าหมายผู้เข้าร่วมโครงการกว่า 500,000 ราย Solar Credit นวัตกรรมสินเชื่อแนวใหม่ ดันติดตั้งโซลาร์เซลล์ ลดภาระค่าไฟ จึงเป็นเครื่องมือสำคัญที่จะช่วยลดต้นทุนการใช้พลังงานในระดับครัวเรือนและภาคธุรกิจได้อย่างเป็นรูปธรรม การที่รัฐบาลเข้ามาสนับสนุนและมีกลไกการอนุมัติสินเชื่อที่ยืดหยุ่นเช่นนี้ ถือเป็นการปลดล็อกข้อจำกัดทางการเงินที่เคยเป็นอุปสรรคต่อการติดตั้งโซลาร์เซลล์ในอดีตไปอย่างสิ้นเชิง

ในมุมมองของผู้เขียน โครงการนี้ถือเป็นการวางรากฐานพลังงานสะอาดที่ยั่งยืน เพราะนอกจากจะช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายส่วนบุคคลแล้ว ยังเป็นการลดการพึ่งพาการนำเข้าก๊าซธรรมชาติจากต่างประเทศ ซึ่งส่งผลดีต่อเศรษฐกิจมหภาคของไทยในระยะยาว สำหรับใครที่กำลังมองหาทางเลือกเพื่อลดค่าไฟ การติดตามเงื่อนไขและเตรียมความพร้อมในการสมัครเข้าร่วมโครงการนี้ถือเป็นทางเลือกที่คุ้มค่าและน่าสนใจอย่างยิ่งครับ

ที่มา – “เอกนิติ” เปิดโมเดล “Solar Credit” นวัตกรรมสินเชื่อแนวใหม่ ดันติดตั้งโซลาร์เซลล์ ลดภาระค่าไฟ

ข่าวดี กกพ. สรุปค่าไฟ ก.ย.-ธ.ค. เคาะค่าเอฟทีที่ 16.23 สตางค์

สวัสดีครับเพื่อนๆ วันนี้มีข่าวดีมาฝากสำหรับพี่น้องประชาชนทุกคน หลังจากที่หลายคนเฝ้ารอคอยความชัดเจนเกี่ยวกับค่าไฟฟ้าในช่วงปลายปี ล่าสุดสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ได้ออกมาประกาศข่าวดี กกพ. สรุปค่าไฟ ก.ย.-ธ.ค. เคาะค่าเอฟทีที่ 16.23 สตางค์ เพื่อช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายให้กับทุกคนอย่างเต็มที่ครับ

การตัดสินใจในครั้งนี้ถือเป็นเรื่องที่น่ายินดี เพราะการที่ กกพ. ตรึงราคาค่าไฟฟ้าให้คงเดิมที่ 3.95 บาทต่อหน่วยนั้น จะช่วยให้ภาคประชาชนและผู้ประกอบการวางแผนค่าใช้จ่ายได้ง่ายขึ้นท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจปัจจุบัน ต่อไปเรามาดูรายละเอียดกันครับว่าทำไมตัวเลขนี้ถึงสำคัญ

ข่าวดี กกพ. สรุปค่าไฟ ก.ย.-ธ.ค. เคาะค่าเอฟทีที่ 16.23 สตางค์

นายพูลพัฒน์ ลีสมบัติไพบูลย์ โฆษก กกพ. ได้ชี้แจงว่าคณะกรรมการฯ ได้พิจารณาอย่างรอบคอบ โดยนำเงินเรียกคืนผลประโยชน์ส่วนเกิน (Claw back) จำนวนกว่า 1.6 หมื่นล้านบาท มาใช้เป็นกลไกในการอุดหนุนราคา เพื่อไม่ให้ภาระต้นทุนเชื้อเพลิงที่ผันผวนส่งผลกระทบต่อค่าไฟที่ประชาชนต้องจ่ายในงวดเดือนกันยายนถึงธันวาคมนี้

รายละเอียดการคิดคำนวณและข่าวดี กกพ. สรุปค่าไฟ ก.ย.-ธ.ค. เคาะค่าเอฟทีที่ 16.23 สตางค์

ความน่าสนใจของมาตรการนี้คือการรักษาสมดุลของระบบพลังงาน โดยมีรายละเอียดดังนี้:

  • ค่าเอฟทีเรียกเก็บอยู่ที่ 16.23 สตางค์ต่อหน่วย
  • ค่าไฟฟ้าฐานคำนวณอยู่ที่ 3.78 บาทต่อหน่วย
  • สรุปค่าไฟฟ้าเฉลี่ยให้ประชาชนจ่ายที่ 3.95 บาทต่อหน่วย

นอกจากนี้ กฟผ. ยังคงรับภาระต้นทุนคงค้างสะสมไว้แทนประชาชน เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดภาวะค่าไฟพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว นี่แสดงให้เห็นถึงความพยายามของ กกพ. ในการรักษาระดับค่าครองชีพให้คงที่มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ครับ

สิ่งที่คุณควรรู้เกี่ยวกับมาตรการช่วยเหลือครั้งนี้:

ทาง กกพ. ได้ยึดหลักเกณฑ์ความโปร่งใสและเป็นธรรมตามพระราชบัญญัติการประกอบกิจการพลังงาน โดยมีการรับฟังความคิดเห็นจากภาคส่วนต่างๆ เรียบร้อยแล้ว ซึ่งส่วนใหญ่มีความกังวลเกี่ยวกับภาระค่าครองชีพ การตัดสินใจเลือกทางออกนี้จึงเป็นการตอบโจทย์ความต้องการของสังคมได้เป็นอย่างดีที่สุดในสถานการณ์ที่ราคาก๊าซธรรมชาติและปัจจัยด้านภูมิรัฐศาสตร์ยังมีความไม่แน่นอนสูง

ในอนาคต กกพ. ยืนยันว่าจะยังคงเฝ้าติดตามสถานการณ์พลังงานโลกและอัตราแลกเปลี่ยนอย่างใกล้ชิด เพื่อให้การกำหนดค่าไฟในรอบถัดๆ ไปยังคงมีความเหมาะสมและสะท้อนต้นทุนที่เป็นธรรมต่อทุกฝ่ายมากที่สุด หวังว่ามาตรการนี้จะช่วยสร้างความมั่นคงให้กับชีวิตและความเป็นอยู่ของพวกเราทุกคนในช่วงสิ้นปีนี้นะครับ

ที่มา – ข่าวดี กกพ. สรุปค่าไฟ ก.ย.-ธ.ค. เคาะค่าเอฟทีที่ 16.23 สตางค์ ดึงเงินอุดหนุนช่วยลดภาระ

จัดการปม ค่าไฟแฝง ต้องหาผู้ชำระแทน โดยไม่บวกค่า FT

เชื่อว่าเพื่อนๆ หลายคนคงเคยสงสัยว่าทำไมบิลค่าไฟแต่ละเดือนถึงดูสูงผิดปกติกันบ้างใช่ไหมครับ? ล่าสุดมีประเด็นร้อนที่พูดถึงกันในวงกว้าง เมื่อนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี ได้ออกมาเปิดเผยความคืบหน้าสำคัญว่า ทางรัฐบาลภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล กำลังเร่งแก้ไขปัญหาเรื่อง จัดการปม ค่าไฟแฝง ต้องหาผู้ชำระแทน โดยไม่บวกค่า FT เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายที่ไม่เป็นธรรมให้กับประชาชนโดยตรง

จัดการปม ค่าไฟแฝง ต้องหาผู้ชำระแทน โดยไม่บวกค่า FT

ปัญหาเรื่องค่าไฟส่องสว่างริมทางและไฟสาธารณะที่แฝงมากับบิลค่าไฟบ้านของประชาชนนั้น ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่เป็นปัญหาที่สะสมมานานกว่า 10 ปีแล้ว ซึ่งนายพิพัฒน์ยอมรับว่าเป็นความจริงที่ค่าใช้จ่ายเหล่านี้ถูกผลักภาระมาให้ผู้บริโภคโดยไม่รู้ตัว โดยเฉพาะค่าไฟจากทางหลวงชนบทที่ปีหนึ่งสูงถึง 10,000 ล้านบาทเลยทีเดียวครับ

แนวทางการแก้ไขปัญหา ค่าไฟแฝง อย่างยั่งยืน

นายกฯ ได้กำชับให้กระทรวงพลังงานและกระทรวงคมนาคมหาทางออกที่ชัดเจน เพื่อไม่ให้ประชาชนต้องแบกรับภาระส่วนนี้อีกต่อไป โดยแนวทางที่กำลังพิจารณามีดังนี้ครับ:

  • การเปลี่ยนมาใช้หลอด LED: กระทรวงคมนาคมเร่งดำเนินการเปลี่ยนโคมไฟบนถนนให้เป็นระบบ LED เพื่อช่วยประหยัดพลังงานลงได้ถึง 40-50% ซึ่งถือเป็นก้าวแรกที่สำคัญในการลดต้นทุนค่าไฟภาพรวม
  • การหาแหล่งงบประมาณใหม่: รัฐบาลกำลังหารือกับสำนักงบประมาณและกระทรวงการคลังเพื่อหาผู้ชำระแทนที่เหมาะสม ไม่ใช่ผลักภาระไปให้ประชาชนผ่านค่า FT
  • ความรับผิดชอบในระดับนโยบาย: รัฐบาลมุ่งเน้นการจัดการระบบให้มีความโปร่งใส ไม่ให้ค่าสาธารณูปโภคส่วนกลางมาแฝงอยู่ในบิลครัวเรือนอีกต่อไป

ในมุมมองของผม การที่ภาครัฐออกมาให้ความสำคัญและพยายาม จัดการปม ค่าไฟแฝง ต้องหาผู้ชำระแทน โดยไม่บวกค่า FT ถือเป็นสัญญาณที่ดีมาก เพราะนี่คือการคืนความยุติธรรมให้กับผู้ใช้ไฟทั่วประเทศ เราคงต้องติดตามกันต่อไปว่า เมื่อมีการปรับเปลี่ยนระบบอย่างเป็นรูปธรรมแล้ว จะช่วยลดค่าครองชีพให้คนไทยได้มากน้อยเพียงใด และหวังว่าการบริหารจัดการงบประมาณครั้งนี้จะมีความโปร่งใสและเห็นผลในเร็ววันนี้ครับ

ที่มา – “พิพัฒน์” เผย นายกฯ สั่งเร่งจัดการปม “ค่าไฟแฝง” ต้องหาผู้ชำระแทน โดยไม่บวกอยู่ในค่า FT

รัฐบาลเผย! นายกฯ ตั้ง คกก.ศึกษาโครงสร้างค่าไฟ

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคน ในช่วงที่ค่าไฟฟ้าปรับตัวสูงขึ้นแบบนี้ หลายบ้านหลายครอบครัวคงกำลังปวดหัวกับใบเสร็จค่าไฟที่แพงขึ้นเรื่อยๆ วันนี้มีข่าวดีจากรัฐบาลที่ นายกฯ ตั้ง คกก.ศึกษาโครงสร้างค่าไฟ เพื่อแก้ปัญหาเรื่องค่าพร้อมจ่าย (Availability Payment) ให้เป็นธรรมมากขึ้น โดยยึดประโยชน์ของประชาชนเป็นหลักเลยครับ

นายกฯ ตั้ง คกก.ศึกษาโครงสร้างค่าไฟ

ตามที่ น.ส.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้เปิดเผยเมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม 2569 รัฐบาลภายใต้การนำของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้ให้ความสำคัญกับการแก้ปัญหาราคาไฟฟ้าในเชิงโครงสร้าง โดยเฉพาะต้นทุนจากสัญญารับซื้อไฟฟ้าจากเอกชน ซึ่งมีส่วนประกอบสำคัญคือค่าพร้อมจ่าย (AP) และค่าพลังงาน (EP) ที่ทำให้ค่าไฟแพงขึ้นในช่วงวิกฤตพลังงาน

เมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม 2569 นายกรัฐมนตรีได้สั่งการตั้งคณะกรรมการชุดนี้ทันที โดยมี นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานเป็นรองประธาน สมาชิกมีหลายหน่วยงานสำคัญเข้าร่วม เพื่อให้การศึกษารอบด้านและโปร่งใส

สมาชิกคณะกรรมการชุดนี้มีใครบ้าง

  • กระทรวงพลังงาน
  • กระทรวงมหาดไทย
  • อัยการสูงสุด
  • เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา
  • เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์)
  • เลขาธิการคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค
  • ผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.)
  • ผู้ว่าการการไฟฟ้านครหลวง (MEA)
  • ผู้ว่าการการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (PEA)
  • สำนักงานคณะกรรมการกำกับการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.)
  • ผู้แทนภาคประชาชน

คณะกรรมการชุดนี้มีหน้าที่หลักคือศึกษาความไม่สอดคล้องของสัญญารับซื้อไฟฟ้าจากเอกชนทั้งในส่วนค่าพร้อมจ่ายและค่าพลังงาน รวมถึงเสนอนโยบายแก้ไขที่ถูกต้องตามกฎหมาย เป็นธรรมกับทุกฝ่าย และไม่เพิ่มภาระให้ประชาชนมากเกินไป

ค่าพร้อมจ่าย (AP) คืออะไร และทำไมถึงเป็นปัญหา

ค่าพร้อมจ่าย หรือ Availability Payment คือเงินที่รัฐจ่ายให้ผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชน แม้โรงไฟฟ้าจะยังไม่ผลิตไฟฟ้าเต็มกำลัง แต่พร้อมผลิตได้ทุกเมื่อ เพื่อให้มั่นใจในความมั่นคงของระบบไฟฟ้า แต่ในทางปฏิบัติ มันกลายเป็นต้นทุนสูงที่ส่งผลให้ค่าไฟของเรแพงขึ้น โดยเฉพาะช่วงน้ำมันและก๊าซแพงจากวิกฤตโลก ค่า EP ก็พุ่งตาม ทำให้ประชาชนและธุรกิจเดือดร้อน

รัฐบาลเข้าใจดีว่า ค่าไฟฟ้าเป็นต้นทุนหลักของครัวเรือนและโรงงาน การแก้ปัญหาต้องไม่ใช่แค่ตัดราคาเฉพาะหน้า แต่ต้องดูรอบด้าน เช่น ความมั่นคงพลังงาน การลงทุนระยะยาว และแรงจูงใจของเอกชนในการพัฒนาระบบไฟฟ้าไทยต่อไป

น.ส.รัชดา เน้นย้ำว่า “ใช้วิกฤตพลังงานเป็นโอกาสทบทวนโครงสร้างค่าไฟให้เป็นธรรม” ประชาชนต้องได้รับการดูแล ขณะที่ผู้ประกอบการที่ทำตามกฎต้องอยู่ได้และมีแรงจูงใจลงทุน

ในมุมมองของผม การที่ดึงผู้แทนประชาชนและหน่วยงานคุ้มครองผู้บริโภคร่วมด้วย แสดงถึงความโปร่งใสและยึดประชาชนเป็นศูนย์กลางจริงๆ หวังว่าผลศึกษาจะนำไปสู่การปรับโครงสร้างค่าไฟที่ถูกลง ลดภาระประชาชน โดยไม่กระทบความมั่นคงพลังงาน

สุดท้ายนี้ ถ้าคุณกำลังเจอปัญหาค่าไฟแพง หรือมีไอเดียแก้ไข ลองแชร์ความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่างนะครับ จะได้ช่วยกันกดดันให้รัฐบาลเร่งแก้ปัญหาให้เร็วขึ้น!

ที่มา – รัฐบาลเผย นายกฯ ตั้ง คกก.ศึกษาโครงสร้างค่าไฟ แก้ปัญหาค่าพร้อมจ่าย ยึดประโยชน์ประชาชน

“พชร” ชี้โอกาสเปลี่ยนผ่านพลังงาน พ.ร.ก.กู้เงิน

วันนี้เรามาพูดถึงประเด็นร้อนที่หลายคนกำลังให้ความสนใจกันมาก นั่นคือ “พชร” ชี้โอกาสเปลี่ยนผ่านพลังงาน พ.ร.ก.กู้เงิน โดยนายพชร นริพทะพันธุ์ คณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ได้ชี้ให้เห็นโอกาสสำคัญของไทยในการปฏิรูปโครงสร้างพลังงานภายใต้พระราชกำหนดกู้เงิน พ.ร.ก.กู้เงิน 2569 เพื่อแก้ปัญหาค่าไฟแพงและการพึ่งพาพลังงานฟอสซิล

“พชร” ชี้โอกาสเปลี่ยนผ่านพลังงาน พ.ร.ก.กู้เงิน

วันที่ 10 พฤษภาคม 2569 นายพชร นริพทะพันธุ์ กล่าวถึงการเปลี่ยนผ่านพลังงานของไทยว่า ราคาพลังงานของเราสูงกว่าเพื่อนบ้านในอาเซียนหลายประเทศ ไม่ใช่เพราะขาดทรัพยากร แต่เพราะโครงสร้างเก่าที่ไม่เหมาะกับโลกปัจจุบัน ค่าไฟพุ่ง ราคาน้ำมันผันผวน และก๊าซอ่าวไทยลดลงทุกปี เป็นสัญญาณเตือนว่าต้องปฏิรูปจริงจังแล้ว

ไทยมีศักยภาพสูงกว่าหลายประเทศ เช่น เวียดนามที่กลายเป็นยักษ์ใหญ่โซลาร์ในอาเซียนได้อย่างรวดเร็ว แม้เพิ่งเริ่ม แต่ปัญหาอยู่ที่โครงสร้างที่ไม่เปิดให้แข่งขัน นายพชรยกตัวอย่าง Lego ลงทุน 1 พันล้านดอลลาร์ในเวียดนาม โรงงานคาร์บอนกลางด้วยโซลาร์ 100% แสดงว่าพลังงานสะอาดราคาถูกเป็นกุญแจดึงดูดนักลงทุน

“พชร” ชี้โอกาสเปลี่ยนผ่านพลังงาน พ.ร.ก.กู้เงิน: บทเรียนจากเวียดนาม

เวียดนามผลิตโซลาร์มากสุดอาเซียนปี 2566 แต่เจอปัญหาหนัก EVN รัฐวิสาหกิจไฟฟ้า ขาดทุนกว่า 1 พันล้านดอลลาร์ เพราะ Feed-in Tariff สูงตายตัว ซื้อไฟแพงแต่ขายถูก หนี้สะสมจนรัฐต้องอุ้ม สุดท้ายประชาชนแบกรับอยู่ดี

เวียดนามแก้ด้วยระบบประมูลแข่งขัน เหมือนอินเดีย ราคาโซลาร์ลด 68% ใน 10 ปี จาก 9.72 เซนต์เหลือ 3.04 เซนต์ ยังขยาย DPPA ให้เอกชนซื้อขายไฟตรง และลงทุนโครงข่ายกับแบตเตอรี่ ขณะไทยยังถกเถียงเรื่องโซลาร์รูฟท็อปกับ DPPA

ไทยมีโอกาสดึงลงทุนเหมือนเวียดนาม ถ้ามีนโยบายชัด ไม่ใช่แค่สัญญาในเวทีโลก ต้องออกแบบราคาจริงตั้งแต่แรก หลีกเลี่ยง Take-or-Pay ที่ผูกมัดรัฐจ่ายแพงให้โรงเก่า

ภายใต้ พ.ร.ก.กู้เงิน 2 แสนล้านบาท เพื่อส่งเสริมพลังงานประสิทธิภาพและทดแทนฟอสซิล นายพชรแนะ 3 สิ่งที่รัฐต้องทำทันที

3 สิ่งที่รัฐต้องทำทันทีตามคำชี้ของ “พชร”

  • ประการแรก: เปิดตลาดกว้าง ปลดล็อก DPPA และโซลาร์รูฟท็อปจริงจัง ลงทุนจะไหลมาเองโดยไม่ต้องใช้งบประมาณ
  • ประการที่สอง: เปลี่ยนระบบจัดซื้อ ใช้ประมูลแข่งขันแทน PPA ตายตัว ให้ราคาสะท้อนต้นทุนจริงของพลังงานหมุนเวียน
  • ประการที่สาม: แยกโครงข่ายส่งออกจากผู้ผลิตใหญ่ เพื่อให้เกิดการแข่งขันแท้จริง เหมือนประเทศที่สำเร็จทั้งโลก

ข้ออ้างเรื่องเทคนิคหรือความมั่นคงเป็นแค่ง้อเลื่อนเวลา แต่เวียดนามพิสูจน์แล้วว่าทำได้เร็วถ้ามีเจตจำนง ไทยยังมีเวลา แต่หน้าต่างกำลังแคบ ประเทศที่เปิดตลาดพลังงานสะอาดราคาถูกจะชนะ ดึงนักลงทุนคุณภาพ ขณะที่ยึดติดเก่าจะได้แต่ค่าไฟแพงและเสียโอกาส

สุดท้าย “พชร” ชี้โอกาสเปลี่ยนผ่านพลังงาน พ.ร.ก.กู้เงิน นี้คือจุดเปลี่ยนสำคัญ รัฐบาลต้องทำให้สำเร็จตามเป้าใน พ.ร.ก. เพื่ออนาคตพลังงานไทยที่ยั่งยืน

คุณคิดอย่างไรกับโอกาสนี้? รัฐควรทำ 3 สิ่งทันทีหรือไม่? แชร์ความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และติดตามบทความพลังงานเพิ่มเติมจากเรา!

ที่มา – “พชร” ชี้ โอกาสไทยเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานใต้ พ.ร.ก.กู้เงิน แนะ 3 สิ่งรัฐต้องทำทันที

“หมอวรงค์” อัดรัฐเอาเปรียบ ผลักภาระค่าไฟแพง-ติดโซลาร์เซลล์

“หมอวรงค์” อัดรัฐเอาเปรียบ ผลักภาระให้ประชาชนจ่ายค่าไฟแพง-ติดโซลาร์เซลล์ เป็นประเด็นร้อนที่กำลังถูกพูดถึงในแวดวงการเมืองและเศรษฐกิจไทย โดยเฉพาะเรื่องค่าไฟฟ้าที่ประชาชนต้องแบกรับภาระหนักขึ้นจากนโยบายของรัฐบาล นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม ส.ส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคไทยภักดี ได้ออกมาวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก ว่าการผลักดันให้ประชาชนติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์บนหลังคาบ้าน พร้อมปรับโครงสร้างค่าไฟแบบขั้นบันไดนั้น เป็นการเอาเปรียบประชาชนชัดเจน

“หมอวรงค์” อัดรัฐเอาเปรียบ ผลักภาระให้ประชาชนจ่ายค่าไฟแพง-ติดโซลาร์เซลล์

ในวันที่ 3 พฤษภาคม 2567 นพ.วรงค์ ได้ชี้แจงว่าทั้งไฟฟ้าและน้ำประปาเป็นสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานที่รัฐบาลมีหน้าที่จัดหาให้ประชาชนในราคาที่เป็นธรรม โดยไม่ควรแบ่งแยกผู้ใช้ แต่มาตรการใหม่ของรัฐบาลกลับกำหนดค่าไฟแบบขั้นบันได คือ ใช้ต่ำกว่า 200 หน่วยต่อเดือน คิดไม่เกิน 3 บาท/หน่วย, 200-400 หน่วย คิด 3.95 บาท/หน่วย และเกิน 400 หน่วย คิดสูงถึง 5 บาท/หน่วยขึ้นไป ซึ่งถือเป็นการเอาเปรียบผู้บริโภคที่ใช้ไฟมากกว่า

ยิ่งไปกว่านั้น นโยบายสนับสนุนติดโซลาร์เซลล์บนหลังคาบ้าน โดยให้กู้ดอกเบี้ยต่ำ แต่รัฐรับซื้อไฟฟ้าที่ผลิตได้ในราคาเพียง 2.20 บาท/หน่วย ขณะที่ขายคืนให้ประชาชนในราคา 5 บาท/หน่วย หรือแพงกว่าครึ่งหนึ่ง นี่คือการผลักภาระให้ประชาชนลงทุนสร้าง ‘โรงไฟฟ้าบนหลังคา’ เอง รัฐได้ประโยชน์ไฟถูก แต่ประชาชนต้องควักจ่ายค่าติดตั้งเอง

ทำไม “หมอวรงค์” อัดรัฐเอาเปรียบเรื่องโซลาร์เซลล์

หมอวรงค์ยืนยันว่ารัฐบาลกำลังแสวงหาผลกำไรจากสาธารณูปโภคพื้นฐาน ซึ่งไม่ถูกต้อง ประชาชนต้องจ่ายค่าไฟแพงเพราะระบบขั้นบันได และยังต้องลงทุนโซลาร์เซลล์ที่ไม่คุ้มทุนเพราะราคารับซื้อต่ำ หากรัฐจริงใจควรใช้ระบบ Net Metering ที่ผลิตไฟใช้เอง เกินขายให้รัฐ ไม่พอใช้ดึงจากรัฐ ในอัตราที่เท่าเทียมกัน โดยไม่ต้องคำนวณต่างราคา

ค่าไฟแพงกับนโยบายโซลาร์เซลล์: ประชาชนเสียเปรียบอย่างไร

โครงสร้างค่าไฟขั้นบันไดทำให้ครัวเรือนที่ใช้ไฟเกิน 400 หน่วยต้องจ่ายแพงขึ้น ส่งผลกระทบต่อครอบครัวใหญ่หรือผู้ประกอบการรายย่อย นโยบายโซลาร์เซลล์ดูดีในแวบแรกเพราะช่วยลดค่าไฟ แต่เมื่อเจาะลึก:

  • ราคารับซื้อไฟจากโซลาร์ 2.20 บาท/หน่วย ต่ำกว่าที่รัฐขาย 5 บาท/หน่วย เกินครึ่ง
  • ประชาชนต้องลงทุนติดตั้งเอง แม้กู้ดอกเบี้ยต่ำ แต่ดอกเบี้ยและค่าบำรุงยังเป็นภาระ
  • ไม่ใช่ Net Metering จริงจัง ทำให้ไม่เป็นธรรม
  • รัฐได้ไฟถูกมาขายแพง แสวงกำไรจากประชาชน

ไฟฟ้าและน้ำประปาคือสิทธิพื้นฐาน รัฐควรลงทุนสร้างโรงไฟฟ้าเอง ไม่ใช่ผลักให้ประชาชน

Net Metering: ทางออกที่เป็นธรรมกว่า

Net Metering คือระบบที่วัดไฟสุทธิ ผลิตได้มากใช้ เกินขาย ไม่พอซื้อเพิ่ม โดยราคาเท่ากันทั้งสองทาง ประเทศอย่างออสเตรเลีย สหรัฐฯ ใช้ระบบนี้สำเร็จ ช่วยส่งเสริมพลังงานสะอาดโดยไม่เอาเปรียบผู้ผลิต หากไทยใช้แบบนี้ ค่าไฟแพงปัญหาจะลดลง

การวิจารณ์ของหมอวรงค์สะท้อนปัญหาเชิงระบบที่รัฐบาลมองข้าม ประชาชนไม่ควรเป็นเหยื่อนโยบายที่ดูดีแต่ซ่อนเงื่อนงำ สุดท้ายแล้ว รัฐต้องรับผิดชอบสาธารณูปโภคให้แท้จริง

คุณเห็นด้วยกับมุมมอง “หมอวรงค์” อัดรัฐเอาเปรียบ ผลักภาระให้ประชาชนจ่ายค่าไฟแพง-ติดโซลาร์เซลล์ หรือไม่? แชร์ความคิดเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมแชร์บทความนี้เพื่อให้คนอื่นรับรู้ข้อมูลสำคัญ!

ที่มา – “หมอวรงค์” อัดรัฐเอาเปรียบ ผลักภาระให้ประชาชนจ่ายค่าไฟแพง-ติดโซลาร์เซลล์

ประกาศฉบับ 8 พายุฤดูร้อน เช็กจังหวัดฝนตกหนัก

สวัสดีครับทุกท่าน วันนี้มีข่าวสำคัญจาก กรมอุตุนิยมวิทยา ที่ไม่อยากให้พลาดเลย นั่นคือ ประกาศฉบับ 8 พายุฤดูร้อน ซึ่งเตือนถึงพายุฤดูร้อนที่กำลังมาเยือนประเทศไทยตอนบนในวันที่ 1 พฤษภาคม 2569 ถ้าคุณอยู่ในพื้นที่เสี่ยง ต้องเช็กด่วนเลยนะครับ เพราะคาดว่าจะมีฝนฟ้าคะนอง ลมกระโชกแรง และอาจมีฟ้าผ่าด้วย มาดูรายละเอียดกันแบบเป็นกันเองเลย

พายุฤดูร้อนหรือที่เรียกกันว่าพายุฝนฟ้าคะนองแบบกะทันหันนี่เกิดจากมวลอากาศเย็นจากจีนที่ปกคลุมอีสานและทะเลจีนใต้ พอเจออากาศร้อนจัดของบ้านเราที่ตอนบน ก็ปั่นทอร์นาโดเล็กๆ หรือ thunderstorm ขึ้นมา ลมแรงได้ถึง 50-70 กม./ชม. ฝนตกหนักชั่วโมงละ 30-60 มม. บางที่อาจมีลูกเห็บด้วยนะครับ กรมอุตุฯ ออก ประกาศฉบับ 8 พายุฤดูร้อน เพื่อให้ทุกคนเตรียมตัวทัน กระทบหลักๆ คือภาคเหนือ อีสาน ตะวันออก กลางรวมกรุงเทพฯ และปริมณฑล

ประกาศฉบับ 8 พายุฤดูร้อน เช็กจังหวัดที่คาดจะได้รับผลกระทบจากฝนตกหนัก

ตามประกาศระบุชัดเจนว่าวันที่ 1 พฤษภาคม 2569 พื้นที่เสี่ยงมีดังนี้ ผมรวบรวมมาให้เช็กง่ายๆ แบบแยกภาคเลยครับ

ภาคเหนือ จังหวัดเสี่ยงจากประกาศฉบับ 8 พายุฤดูร้อน

  • เชียงใหม่
  • เชียงราย
  • ลำพูน
  • ลำปาง
  • อุตรดิตถ์
  • แพร่
  • น่าน
  • พะเยา
  • แม่ฮ่องสอน
  • สุโขทัย
  • ตาก

ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (อีสาน)

  • เลย
  • หนองคาย
  • อุดรธานี
  • สกลนคร
  • นครพนม
  • มุกดาหาร
  • ยโสธร
  • อำนาจเจริญ
  • อุบลราชธานี
  • ศรีสะเกษ

ภาคตะวันออก

  • นครนายก
  • ฉะเชิงเทรา
  • ชลบุรี
  • ระยอง
  • จันทบุรี
  • ตราด

ภาคกลางและกรุงเทพฯ ปริมณฑล

  • นครปฐม
  • สมุทรสาคร
  • สมุทรสงคราม
  • นนทบุรี
  • ปทุมธานี
  • กรุงเทพมหานคร
  • สมุทรปราการ

นี่คือจังหวัดหลักที่คาดว่าจะโดนหนักจาก ประกาศฉบับ 8 พายุฤดูร้อน ถ้าบ้านคุณอยู่ในลิสต์นี้ อย่าประมาทนะครับ โดยเฉพาะคนที่อยู่ชานเมืองหรือชนบท

คำแนะนำป้องกันอันตรายจากพายุฤดูร้อน

กรมอุตุฯ แนะนำให้ประชาชนหลีกเลี่ยงที่โล่งแจ้ง ใต้ต้นไม้ใหญ่ สิ่งปลูกสร้างเก่าๆ หรือป้ายโฆษณาที่ไม่แน่นอน เกษตรกรต้องเสริมโครงไม้ผลให้แข็งแรง เก็บเกี่ยวผลผลิตล่วงหน้า และย้ายสัตว์เลี้ยงเข้าที่ปลอดภัย ส่วนสุขภาพก็ระวังอากาศเปลี่ยนแปลงกะทันหัน อาจทำให้เป็นหวัดหรือโรคทางเดินหายใจได้

  • ตรวจสอบหลังคาบ้าน หน้าต่างประตูให้แน่นหนา
  • เตรียมไฟฉาย เทียน และน้ำดื่มสำรอง
  • ดาวน์โหลดแอปกรมอุตุฯ เช็กพยากรณ์แบบเรียลไทม์
  • ถ้าฝนมาแรง อยู่แต่ในตัวบ้าน อย่าออกไปไหน
  • ถ้าขับรถเจอลมแรง ลดความเร็ว เปิดไฟหน้า

พายุฤดูร้อนแบบนี้เกิดบ่อยในช่วงหน้าร้อนของไทย เพราะอากาศร้อนอบอ้าวสะสม พอเจอมวลเย็นมาก็ระเบิดออกมา สร้างความเสียหายได้ เช่น ต้นไม้หัก ลวดไฟชำรุด น้ำท่วมขังฉับพลัน ปีก่อนๆ เราก็เจอมาบ้าง อย่างกรณีต้นไม้ล้มทับรถในกทม. หรือผลไม้เสียหายในภาคเหนือ การเตรียมตัวล่วงหน้าจึงสำคัญมาก

สุดท้าย อย่าลืมติดตามประกาศจากกรมอุตุนิยมวิทยาอย่างต่อเนื่องนะครับ ที่เว็บไซต์ www.tmd.go.th หรือโทร 1182 ตลอด 24 ชม. ถ้าคุณมีประสบการณ์เจอพายุฤดูร้อนมา แชร์ในคอมเมนต์ด้านล่างได้เลย ช่วยกันอัพเดทข้อมูลให้เพื่อนๆ ด้วย!

เคล็ดลับเพิ่มเติม: ถ้าอยู่ในพื้นที่เสี่ยง ลองเช็กประกันภัยรถหรือบ้านว่าครอบคลุมพายุฝนไหม เผื่อเกิดเหตุไม่คาดฝัน

ที่มา – ประกาศฉบับ 8 เตือน “พายุฤดูร้อน” เช็กจังหวัดที่คาดจะได้รับผลกระทบจาก “ฝนตกหนัก”

Scroll to top