งบประมาณปี 2570

โสภณ ลั่นสภาฯ ปลอดภัย 100% รับประกันไม่มี สส. ถูกยิงตายแน่นอน

โสภณ ลั่นสภาฯ ปลอดภัย 100% รับประกันไม่มี สส. ถูกยิงตายแน่นอน

กลายเป็นประเด็นที่หลายคนให้ความสนใจเมื่อ นายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ได้ออกมาให้ความมั่นใจกับสังคมเกี่ยวกับมาตรการรักษาความปลอดภัยภายในอาคารรัฐสภา หลังจากมีกระแสความกังวลจากที่ประชุมคณะกรรมาธิการงบประมาณปี 2570 โดยท่านยืนยันหนักแน่นว่า โสภณ ลั่นสภาฯ ปลอดภัย 100% รับประกันไม่มี สส. ถูกยิงตายแน่นอน เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับทั้งผู้ปฏิบัติงานและประชาชนที่เข้ามาติดต่อราชการ

นายโสภณเล่าถึงประสบการณ์ตรงของตนเองว่า แม้จะเป็นถึงประธานสภาฯ แต่ก็ไม่เคยได้รับอภิสิทธิ์เหนือใคร โดยครั้งหนึ่งท่านพยายามเดินเลี่ยงเครื่องเอกซเรย์ด้วยความเคยชิน แต่เจ้าหน้าที่ตำรวจสภาฯ กลับยืนหยัดทำตามหน้าที่อย่างเคร่งครัดและเรียกให้ท่านกลับไปเดินผ่านเครื่องตรวจอาวุธตามระเบียบ ซึ่งเหตุการณ์นี้ทำให้ท่านรู้สึกประทับใจในมาตรฐานการทำงานที่เปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด

มาตรการคุมเข้มเพื่อความปลอดภัยสูงสุด

ภายใต้การกำกับดูแลของนายโสภณ ได้มีการยกระดับความเข้มงวดในหลายจุดสำคัญ เพื่อให้มั่นใจได้ว่าคำกล่าวที่ว่า โสภณ ลั่นสภาฯ ปลอดภัย 100% รับประกันไม่มี สส. ถูกยิงตายแน่นอน จะไม่ใช่เพียงคำพูดลอยๆ โดยมาตรการที่น่าสนใจมีดังนี้:

  • บุคคลทุกคนที่เข้าสู่พื้นที่ต้องผ่านเครื่องเอกซเรย์และตรวจอาวุธอย่างไม่มีข้อยกเว้น
  • การบังคับใช้กฎการติดบัตรแสดงตนอย่างเคร่งครัด หากไม่มีบัตรจะถูกเชิญออกทันที
  • ห้ามรับทิปอย่างเด็ดขาดเพื่อป้องกันการละเลยต่อหน้าที่
  • มีการตรวจตราบุคคลภายนอกที่ สส. พาเข้าไปในห้องทำงานส่วนตัวอย่างละเอียด

การดำเนินการเช่นนี้ถือเป็นการปรับปรุงวินัยเจ้าหน้าที่และการรักษาความปลอดภัยเชิงรุก ซึ่งท่านประธานสภาฯ ย้ำชัดเจนว่าไม่ว่าจะเป็นใครก็ตาม หากพกพาอาวุธเข้ามาจะต้องถูกยึดหรือฝากไว้ที่จุดตรวจสอบเท่านั้น นี่คือการส่งสัญญาณที่ชัดเจนว่าความปลอดภัยในสภาฯ ต้องมาก่อนอภิสิทธิ์ใดๆ ทั้งสิ้น

ในฐานะประชาชนที่เฝ้าติดตามข่าวสาร เราคงต้องรอดูกันต่อไปว่ามาตรการเหล่านี้จะสามารถรักษาความต่อเนื่องได้ยาวนานเพียงใด แต่สิ่งที่ปฏิเสธไม่ได้คือความกล้าหาญของผู้นำสภาฯ ที่กล้าออกมาประกาศว่า โสภณ ลั่นสภาฯ ปลอดภัย 100% รับประกันไม่มี สส. ถูกยิงตายแน่นอน นั้น เป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการคืนความเชื่อมั่นให้กับรัฐสภาไทยให้เป็นพื้นที่ที่ปลอดภัยสำหรับทุกคนอย่างแท้จริงครับ

ที่มา – “โสภณ” ลั่นสภาฯ ปลอดภัย 100% รับประกันไม่มี สส. ถูกยิงตายแน่นอน

ถกงบฯ อปท. “วีระ” แนะแจกแจงเงินอุดหนุนที่ติดขัด

ถกงบฯ อปท. “วีระ” แนะแจกแจงเงินอุดหนุนที่ติดขัด

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในวงการการเมืองท้องถิ่น เมื่อนายวีระ ธีระภัทรานนท์ กรรมาธิการวิสามัญพิจารณางบประมาณฯ ได้ออกมาสะท้อนปัญหาเกี่ยวกับการจัดสรรงบประมาณให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ในปี 2570 โดยเน้นย้ำว่า การ **ถกงบฯ อปท. “วีระ” แนะแจกแจงเงินอุดหนุนที่ติดขัด** อย่างละเอียด เพื่อให้การบริหารจัดการงบประมาณเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและตอบโจทย์ประชาชนในพื้นที่ได้จริง

ในปัจจุบัน อปท. ได้รับการจัดสรรงบประมาณจากรัฐบาลกว่า 219,727 ล้านบาท เพื่อใช้ในภารกิจด้านสาธารณูปโภค การศึกษา และการยกระดับคุณภาพชีวิต อย่างไรก็ตาม ปัญหาที่พบคือความเหลื่อมล้ำของรายได้ระหว่าง อปท. แต่ละแห่ง โดยเฉพาะเทศบาลขนาดใหญ่ที่มีรายได้จากภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างต่างจาก อปท. ในพื้นที่ห่างไกล ซึ่งหากยังคงบริหารแบบรวมศูนย์หรือใช้เกณฑ์มาตรฐานเดียวกัน อาจทำให้การพัฒนาท้องถิ่นติดหล่มได้

เจาะลึกปัญหาเงินนอกงบประมาณสะสม

จากการตรวจสอบเอกสารรายงานสถานะการเงิน นายวีระได้ตั้งข้อสังเกตว่ามีการสะสมของเงินนอกงบประมาณที่กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) ดูแลอยู่กว่า 2 แสนล้านบาท ซึ่งตัวเลขนี้ใกล้เคียงกับงบประมาณที่รัฐบาลจัดสรรให้ในแต่ละปี หากนำเงินจำนวนมหาศาลนี้มาบริหารจัดการให้คล่องตัวขึ้น จะช่วยให้ อปท. สามารถยืนหยัดได้ด้วยตนเองและลดการพึ่งพาส่วนกลางลงได้มาก การที่ **ถกงบฯ อปท. “วีระ” แนะแจกแจงเงินอุดหนุนที่ติดขัด** ในประเด็นนี้จึงเป็นกุญแจสำคัญสู่การกระจายอำนาจที่แท้จริง

ปัญหาที่ อปท. กำลังเผชิญและต้องการการแก้ไขอย่างเร่งด่วนมีดังนี้:

  • ภาระค่าบำรุงรักษาสาธารณูปโภคที่รับโอนมาจากหน่วยงานอื่น เช่น ถนนและไฟทาง
  • ความไม่ชัดเจนในระเบียบการเบิกจ่ายเงินอุดหนุนเฉพาะกิจที่ซับซ้อน
  • การขาดความเป็นอิสระในการจัดหารายได้ด้วยตนเอง ทำให้ติดข้อจำกัดด้านกฎหมาย

หากจะแก้ปัญหาเหล่านี้ นายวีระมองว่าเราต้องกล้าเปลี่ยนแนวคิด โดยอาจมองไปถึงการออกพันธบัตรท้องถิ่นสำหรับเมืองใหญ่ที่มีความพร้อม เพื่อให้สามารถระดมทุนมาลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ได้ แทนที่จะรอเพียงงบอุดหนุนจากส่วนกลางเพียงอย่างเดียว

ในท้ายที่สุด การ **ถกงบฯ อปท. “วีระ” แนะแจกแจงเงินอุดหนุนที่ติดขัด** ในครั้งนี้ ไม่ได้เป็นเพียงการตั้งคำถามถึงวิธีการทำงานของ สถ. เท่านั้น แต่เป็นการส่งสัญญาณว่าถึงเวลาแล้วที่ท้องถิ่นต้องได้รับสิทธิในการจัดการงบประมาณที่ยืดหยุ่นและสอดคล้องกับความเป็นจริง เพื่อให้คุณภาพชีวิตของคนในทุกจังหวัดเติบโตไปพร้อมกันอย่างยั่งยืน

ที่มา – ถกงบฯ อปท. “วีระ” แนะแจกแจงเงินอุดหนุนที่ติดขัด พร้อมชี้ปัญหาบริหารเงินของ สถ.

ไต้หวันเล็งเพิ่มงบกลาโหมปี 2570 อีก 16% เสริมความแข็งแกร่งกองทัพ

สถานการณ์ความตึงเครียดในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกดูเหมือนจะทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ เมื่อล่าสุดมีรายงานว่า ไต้หวันเล็งเพิ่มงบกลาโหมปี 2570 อีก 16% เสริมความแข็งแกร่งกองทัพ เพื่อรับมือกับภัยคุกคามจากจีนที่นับวันยิ่งกดดันหนักขึ้น ทั้งในแง่ของการทหารและการเมือง ถือเป็นการขยับตัวครั้งสำคัญของรัฐบาลไทเปที่ต้องเร่งเตรียมความพร้อมในทุกด้าน

เหตุผลที่ไต้หวันเล็งเพิ่มงบกลาโหมปี 2570 อีก 16% เสริมความแข็งแกร่งกองทัพ

การปรับเพิ่มงบประมาณครั้งนี้ถือเป็นประวัติศาสตร์หน้าใหม่ของไต้หวัน โดยคาดการณ์ว่าจะทะลุระดับ 1 ล้านล้านดอลลาร์ไต้หวันใหม่เป็นครั้งแรก ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่ารัฐบาลไต้หวันให้ความสำคัญอย่างยิ่งต่อการปกป้องอธิปไตย โดยเฉพาะในสถานการณ์ที่จีนพยายามอ้างสิทธิ์เหนือเกาะแห่งนี้อยู่ตลอดเวลา ไม่เพียงแค่แรงกดดันจากจีนเท่านั้น แต่การกดดันจากสหรัฐฯ ภายใต้การนำของ โดนัลด์ ทรัมป์ ก็เป็นอีกปัจจัยที่ทำให้ไต้หวันต้องเร่งยกระดับขีดความสามารถในการป้องกันตนเองให้ชัดเจนยิ่งขึ้น

รายละเอียดการปรับงบประมาณและผลกระทบต่อความมั่นคง

จากข้อมูลที่มีการเปิดเผยเบื้องต้น ร่างงบประมาณดังกล่าวไม่ได้ครอบคลุมแค่หน่วยทหารหลักเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึง:

  • งบประมาณสนับสนุนหน่วยยามฝั่งและทหารผ่านศึก
  • การลงทุนในโครงการพิเศษเพื่อการป้องกันประเทศ
  • การพัฒนาเทคโนโลยีทางการทหารขั้นสูง เช่น โครงการเรือดำน้ำที่ผลิตเองในประเทศ

ด้วยสัดส่วนงบประมาณที่เกินกว่า 3% ของ GDP ถือเป็นเครื่องยืนยันว่า ไต้หวันเล็งเพิ่มงบกลาโหมปี 2570 อีก 16% เสริมความแข็งแกร่งกองทัพ ไม่ใช่เพียงแค่การพูดลอยๆ แต่เป็นการวางรากฐานระยะยาวเพื่อให้อุตสาหกรรมป้องกันประเทศของตนก้าวทันเทคโนโลยีของจีนที่มีการพัฒนาไปอย่างรวดเร็ว ทั้งเครื่องบินขับไล่ล่องหนและเรือบรรทุกเครื่องบินรุ่นใหม่

ในมุมมองของผู้เชี่ยวชาญ การเพิ่มงบประมาณมหาศาลนี้เป็นทั้งความจำเป็นและความท้าทาย เพราะนอกจากจะต้องจัดซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์ที่ทันสมัยแล้ว ไต้หวันยังต้องรักษาสมดุลทางเศรษฐกิจไปพร้อมๆ กัน อย่างไรก็ตาม การเตรียมพร้อมรับมือย่อมดีกว่าการปล่อยให้เกิดช่องโหว่ท่ามกลางสถานการณ์โลกที่คาดเดาได้ยาก หากไต้หวันสามารถยกระดับกองทัพได้สำเร็จตามเป้าหมาย เชื่อว่าจะช่วยสร้างอำนาจต่อรองและรักษาเสถียรภาพในช่องแคบไต้หวันได้ในระดับหนึ่ง

ที่มา – ไต้หวันเล็งเพิ่มงบกลาโหมปี 2570 อีก 16% เสริมความแข็งแกร่งกองทัพ

“สุรศักดิ์” เฮ! คลังไฟเขียวงบกู้ 2 พันล้าน ลุย “ไทยเที่ยวไทยพลัส” ผ่านเป๋าตัง

“สุรศักดิ์” เฮ! คลังไฟเขียวงบกู้ 2 พันล้าน ลุย “ไทยเที่ยวไทยพลัส” ผ่านเป๋าตัง

ข่าวดีสำหรับคอท่องเที่ยวและผู้ประกอบการ เมื่อล่าสุด นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ได้ออกมาเผยข่าวดีว่า กระทรวงการคลังได้ไฟเขียวอนุมัติงบประมาณจาก พ.ร.ก. กู้เงิน เพื่อเดินหน้าโครงการ “สุรศักดิ์” เฮ! คลังไฟเขียวงบกู้ 2 พันล้าน ลุย “ไทยเที่ยวไทยพลัส” ผ่านเป๋าตัง เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวไทยให้คึกคักอีกครั้งในช่วงปลายปีนี้

รายละเอียดและเป้าหมายของโครงการไทยเที่ยวไทยพลัส

สำหรับการดำเนินงานในโครงการนี้ จะมีการใช้วงเงินประมาณ 1,750-2,000 ล้านบาท โดยดึงมาจากงบเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากวิกฤติพลังงาน ซึ่งถือเป็นข่าวดีที่ทำให้การขับเคลื่อน “สุรศักดิ์” เฮ! คลังไฟเขียวงบกู้ 2 พันล้าน ลุย “ไทยเที่ยวไทยพลัส” ผ่านเป๋าตัง เกิดขึ้นได้จริงตามเป้าหมาย โดยรูปแบบหลักจะเน้นการใช้งานผ่านแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงสิทธิได้ง่ายและตรวจสอบความโปร่งใสได้ชัดเจน โดยมีรายละเอียดเบื้องต้น ดังนี้:

  • รูปแบบการสนับสนุนเป็นแบบรัฐร่วมจ่าย (Co-payment) สูงสุด 3,000 บาทต่อการจอง
  • ตั้งเป้าสนับสนุนจำนวน 5 แสนสิทธิเพื่อกระตุ้นเม็ดเงินหมุนเวียน
  • ความร่วมมือระหว่างกระทรวงท่องเที่ยวฯ และกระทรวงการคลังเพื่อวางระบบให้พร้อมใช้งาน

อย่างไรก็ตาม ในส่วนของรายละเอียดเชิงลึกและเงื่อนไขการใช้จ่ายนั้น ทางกระทรวงการท่องเที่ยวฯ จะเร่งหารือกับทางภาคเอกชนและผู้ประกอบการอีกครั้งภายในสัปดาห์หน้า เพื่อให้มาตรการ “สุรศักดิ์” เฮ! คลังไฟเขียวงบกู้ 2 พันล้าน ลุย “ไทยเที่ยวไทยพลัส” ผ่านเป๋าตัง ตอบโจทย์การใช้งานจริงและช่วยกระตุ้นการท่องเที่ยวในช่วงโลว์ซีซันให้เติบโตได้ตามเป้าหมายที่วางไว้กว่า 56,000 ล้านบาท

สิ่งที่น่าจับตาสำหรับมาตรการกระตุ้นท่องเที่ยวอื่นๆ

แม้โครงการหลักอย่างไทยเที่ยวไทยพลัสจะได้รับไฟเขียวแล้ว แต่ในส่วนของมาตรการอื่นๆ เช่น โครงการ Fly Thai All the Feelings หรือ Thailand Air Connect ที่เน้นเรื่องตั๋วเครื่องบินนั้น อาจจะต้องรอใช้งบประมาณในปี 2570 ต่อไป เนื่องจากติดข้อจำกัดด้านแหล่งงบประมาณ ซึ่งในประเด็นนี้ถือเป็นความท้าทายที่รัฐบาลต้องวางแผนให้รอบคอบ เพื่อให้ทุกภาคส่วนได้ประโยชน์สูงสุดอย่างทั่วถึง

โดยสรุปแล้ว การผลักดันโครงการนี้ถือเป็นก้าวสำคัญที่ช่วยเติมเต็มความหวังให้กับผู้ประกอบการท่องเที่ยวไทยได้เป็นอย่างดี แนะนำให้ประชาชนคอยติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิดผ่านช่องทางทางการ เพื่อเตรียมความพร้อมในการกดรับสิทธิและออกไปท่องเที่ยวทั่วไทยกันครับ

ที่มา – “สุรศักดิ์” เฮ! คลังไฟเขียวงบกู้ 2 พันล้าน ลุย “ไทยเที่ยวไทยพลัส” ผ่านเป๋าตัง

สภา กทม. ถกงบประมาณปี 2570 วงเงิน 9.39 หมื่นล้านบาท

เชื่อว่าชาวกรุงเทพฯ หลายคนกำลังจับตามองทิศทางการพัฒนาเมือง หลังจากล่าสุดมีการประชุม สภา กทม. ถกงบประมาณปี 2570 วงเงิน 9.39 หมื่นล้านบาท โดยนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ได้แถลงร่างข้อบัญญัติฯ ที่เน้นย้ำถึงความโปร่งใสและคุ้มค่าเป็นหัวใจหลัก เพื่อกระจายความเจริญให้เข้าถึงพี่น้องประชาชนในทุกมิติ ทั้งในแง่ของการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและการแก้ปัญหาเส้นเลือดฝอยในชุมชน

สภา กทม. ถกงบประมาณปี 2570 วงเงิน 9.39 หมื่นล้านบาท เดินหน้าพัฒนาเมือง

ในการประชุมครั้งนี้ ถือเป็นการวางรากฐานการพัฒนาเมืองระยะยาว ท่ามกลางความท้าทายจากสภาวะเศรษฐกิจโลกและปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยงบประมาณก้อนนี้ถูกแบ่งออกเป็นงบรายจ่ายจากรายได้ประจำและงบพาณิชย์ ซึ่งมีการกันงบประมาณกว่า 6 พันล้านบาทเพื่อใช้ชำระหนี้โครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียวตามภาระผูกพัน ส่งผลให้เหลืองบประมาณกว่า 8.6 หมื่นล้านบาทสำหรับบริหารจัดการเมืองในด้านต่างๆ ต่อไป

รายละเอียดการจัดสรรงบประมาณปี 2570

การจัดสรรงบประมาณครั้งนี้ให้ความสำคัญกับยุทธศาสตร์การพัฒนาเมือง 9 ด้าน โดยมีสัดส่วนที่น่าสนใจดังนี้:

  • เดินทางดี: งบประมาณ 15,719 ล้านบาท เพื่อพัฒนาระบบขนส่งและโครงสร้างพื้นฐาน
  • ปลอดภัยดี: 4,126 ล้านบาท รวมถึงการปรับปรุงระบบ CCTV
  • สิ่งแวดล้อมดี: 5,440 ล้านบาท เพื่อจัดการปัญหาขยะและมลพิษ
  • งบเส้นเลือดฝอย: 6,661 ล้านบาท สำหรับปรับปรุงซอย ถนน ทางเท้า และระบบระบายน้ำในชุมชน

อย่างไรก็ตาม สมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (สก.) ได้ร่วมกันอภิปรายอย่างดุเดือด โดยเฉพาะข้อสังเกตเกี่ยวกับโครงการก่อสร้างที่ล่าช้า การติดตั้งกล้อง CCTV ที่ถูกตั้งคำถามเรื่องความคุ้มค่า และการจัดการด้านการศึกษาที่ควรได้รับการจัดสรรงบประมาณที่เพียงพอ ซึ่งทางผู้บริหาร กทม. ก็ได้รับฟังและชี้แจงถึงแผนการปรับปรุงระบบตรวจสอบโครงการให้เป็นแบบเรียลไทม์มากขึ้น

นอกเหนือจากตัวเลขงบประมาณ สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการนำงบประมาณไปใช้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด เพื่อลดปัญหาความเหลื่อมล้ำและเพิ่มคุณภาพชีวิตให้กับคนกรุง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของสาธารณสุข การจัดการน้ำท่วม หรือแม้แต่การเพิ่มพื้นที่สีเขียว การที่ สภา กทม. ถกงบประมาณปี 2570 วงเงิน 9.39 หมื่นล้านบาท ได้อย่างเข้มข้นเช่นนี้ ถือเป็นสัญญาณที่ดีที่สะท้อนว่าทุกภาคส่วนกำลังใส่ใจกับการใช้งบประมาณแผ่นดินอย่างระมัดระวังที่สุด

ท้ายที่สุดนี้ ในฐานะชาวกรุงเทพฯ เราคงหวังเห็นโครงการต่างๆ เกิดขึ้นจริงและเห็นผลสัมฤทธิ์อย่างเป็นรูปธรรม เพื่อให้เมืองหลวงของเราน่าอยู่และเติบโตอย่างยั่งยืนต่อไป หากใครมีข้อเสนอแนะหรือความคิดเห็นเกี่ยวกับแผนพัฒนาเมืองในปีงบประมาณหน้า สามารถร่วมแสดงความเห็นผ่านช่องทางต่างๆ ของ กทม. เพื่อให้เสียงของพวกเราได้ถูกนำไปปรับปรุงให้การพัฒนาเมืองตรงจุดที่สุด

ที่มา – สภา กทม. ถกงบประมาณปี 2570 วงเงิน 9.39 หมื่นล้านบาท “ชัชชาติ” ชูโปร่งใส-คุ้มค่า

อคส. ขาดทุนหลายร้อยล้าน “วีระ” ชี้บริหารล้มเหลว

อคส. ขาดทุนหลายร้อยล้าน “วีระ” ชี้บริหารล้มเหลว

กลายเป็นประเด็นร้อนในที่ประชุมคณะกรรมาธิการงบประมาณปี 2570 เมื่อ นายวีระ ธีระภัทรานนท์ ได้ออกมาวิพากษ์วิจารณ์การบริหารงานขององค์การคลังสินค้า (อคส.) อย่างตรงไปตรงมา หลังจากพบว่าองค์กรแห่งนี้ประสบปัญหา อคส. ขาดทุนหลายร้อยล้าน “วีระ” ชี้บริหารล้มเหลว โดยตัวเลขขาดทุนสะสมนั้นถือว่าสูงมากและส่งผลกระทบต่อภาพรวมการใช้จ่ายงบประมาณของกระทรวงพาณิชย์เป็นอย่างยิ่ง

เจาะลึกปมบริหารงาน อคส. ขาดทุนหลายร้อยล้าน “วีระ” ชี้บริหารล้มเหลว

นายวีระได้ตั้งข้อสังเกตว่า อคส. ขาดทุนหลายร้อยล้าน “วีระ” ชี้บริหารล้มเหลว โดยระบุว่าในปี 2568 มีผลขาดทุนสูงถึง 256 ล้านบาท และปี 2567 ขาดทุนถึง 469 ล้านบาท ที่น่าตกใจยิ่งกว่าคือการที่องค์กรแห่งนี้ยังไม่สามารถจัดตั้งผู้อำนวยการองค์การคลังสินค้าตัวจริงได้ ทำให้การบริหารงานขาดความต่อเนื่องและไร้ทิศทาง นอกจากนี้ นายวีระยังตั้งคำถามถึง “บริษัทจังหวัดพาณิชย์” ที่หลงเหลืออยู่ถึง 16 แห่ง ซึ่งเปรียบเสมือนมรดกตกทอดจากยุคอดีตที่ไม่ได้สร้างประโยชน์และควรเร่งชำระบัญชีให้จบสิ้นไป

  • เร่งจัดการบริษัทจังหวัดพาณิชย์ที่ค้างอยู่ 16 แห่ง
  • ตรวจสอบการขาดทุนสะสมของ อคส. อย่างเร่งด่วน
  • แก้ปัญหาการรักษาการในตำแหน่งผู้บริหารนานเกินไป

ด้านปลัดกระทรวงพาณิชย์ นายวุฒิไกร ลีวีระพันธุ์ ได้ออกมาชี้แจงว่า ในส่วนของบริษัทจังหวัดนั้น ได้มีคำสั่งให้ดำเนินการปรับปรุงราคาหุ้นและเปิดประมูลขายให้เร็วที่สุดแล้ว ส่วนปัญหาของ อคส. นั้น จะต้องมีการนำกลับไปทบทวนและวางแผนแก้ไขอย่างจริงจังอีกครั้ง เพราะที่ผ่านมา อคส. แทบจะไม่ได้ดำเนินภารกิจหลักอย่างมีประสิทธิภาพจนกลายเป็นภาระของรัฐบาลในที่สุด

ในมุมมองของผู้สังเกตการณ์ สถานการณ์ที่เกิดขึ้นถือเป็นบทเรียนสำคัญของการปฏิรูปรัฐวิสาหกิจไทย หากหน่วยงานใดไม่มีบทบาทที่ชัดเจนหรือปล่อยให้เกิดภาวะขาดทุนซ้ำซากโดยไม่มีผู้รับผิดชอบ การยุบเลิกหรือปรับโครงสร้างแบบ “Reverse หรือ Regress” เพื่อลดขนาดองค์กรน่าจะเป็นทางออกที่ดีที่สุด เพื่อไม่ให้ภาษีของประชาชนต้องสูญเปล่าไปกับองค์กรที่ไปต่อไม่ได้

ที่มา – อคส. ขาดทุนหลายร้อยล้าน “วีระ” ชี้บริหารล้มเหลว แนะไล่จัดการบริษัทจังหวัดพาณิชย์ที่เหลือ

กมธ.งบฯ 70 เกินครึ่งทางแล้ว ศิริกัญญา เผยงบตัดถนนกระจุกตัวอีสานใต้

เชื่อว่าหลายคนกำลังจับตาดูการทำงานของสภาฯ อย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะเรื่องของการจัดสรรงบประมาณแผ่นดิน ล่าสุดมีความเคลื่อนไหวสำคัญจากนางสาวศิริกัญญา ตันสกุล สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ที่ออกมาให้ข้อมูลว่าการพิจารณา กมธ.งบฯ 70 เกินครึ่งทางแล้ว “ศิริกัญญา” เผยงบขอตัดถนนใหม่กระจุกตัวอยู่ที่อีสานใต้เยอะ ซึ่งถือเป็นประเด็นที่น่าสนใจและส่งผลกระทบต่อการใช้งบประมาณในภาพรวมของประเทศอย่างมาก

กมธ.งบฯ 70 เกินครึ่งทางแล้ว “ศิริกัญญา” เผยงบขอตัดถนนใหม่กระจุกตัวอยู่ที่อีสานใต้เยอะ

ในการลงพื้นที่ติดตามการทำงานของคณะอนุกรรมาธิการงบประมาณ ศิริกัญญาได้เผยให้เห็นถึงความผิดปกติในการของบประมาณหลายรายการ โดยเฉพาะงบด้านคมนาคมและการตัดถนนเส้นทางใหม่ๆ ที่ดูเหมือนจะไปกระจุกตัวอยู่ในพื้นที่อีสานใต้เป็นหลัก ซึ่งการตรวจสอบในครั้งนี้ถือเป็นการทำงานเชิงรุกที่อนุกรรมาธิการพยายามเจาะลึกรายละเอียด ไม่ใช่แค่ดูตัวเลขรวมๆ เหมือนในอดีต

เจาะลึกงบประมาณที่น่าสงสัยและแนวทางการตรวจสอบ

นอกจากเรื่องถนนแล้ว ยังมีการตรวจสอบพบรายการงบประมาณที่น่าสนใจอีกมากมายที่อนุกรรมาธิการเตรียมจะเปิดเผยต่อสาธารณะ ไม่ว่าจะเป็น:

  • งบไอทีและคลาวด์: มีการใช้งบประมาณซ้ำซ้อนในหลายหน่วยงาน ทั้งที่กระทรวงดีอีมีระบบคลาวด์กลางรองรับแล้ว
  • ครุภัณฑ์ราคาสูงเกินจริง: พบปัญหาใบเสนอราคาที่ไม่มีมาตรฐาน หรือมีการล็อกสเป็กอย่างน่าสงสัย
  • โดรนเกษตร: ราคาที่เสนอมาสูงเกินกว่าราคาตลาดปกติ

ทางทีมงานของพรรคประชาชนได้ใช้เทคโนโลยี AI เข้ามาช่วยวิเคราะห์ข้อมูลการประชุม เพื่อจำแนกประเภทความผิดปกติ ทำให้เห็นภาพชัดเจนว่าหน่วยงานภาครัฐยังคงมีช่องโหว่ในการจัดซื้อจัดจ้างอีกมาก แม้จะมีความพยายามในการตรวจสอบอย่างหนัก แต่ด้วยสัดส่วนของอนุกรรมาธิการที่น้อยกว่า ทำให้การลงมติในบางรายการยังคงเป็นเรื่องยาก ซึ่งเรื่องนี้ส่งผลให้ กมธ.งบฯ 70 เกินครึ่งทางแล้ว “ศิริกัญญา” เผยงบขอตัดถนนใหม่กระจุกตัวอยู่ที่อีสานใต้เยอะ กลายเป็นประเด็นที่ประชาชนต้องร่วมกันติดตามอย่างใกล้ชิดว่า ในท้ายที่สุดแล้วงบประมาณที่เหลือจะถูกปรับปรุงให้คุ้มค่ากับภาษีของประชาชนได้มากน้อยแค่ไหน

ในมุมมองของพวกเรา การที่ตัวแทนประชาชนเข้าไปเจาะลึกถึงรายละเอียดใบเสนอราคาและแผนที่การตัดถนนถือเป็นสัญญาณที่ดี เพราะความโปร่งใสคือหัวใจสำคัญของการใช้งบประมาณแผ่นดิน หากตรวจสอบแล้วพบว่ามีความซ้ำซ้อนหรือกระจุกตัวผิดปกติ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องย่อมต้องมีคำอธิบายที่ชัดเจน เพื่อให้งบประมาณปี 70 นี้ถูกใช้อย่างเกิดประโยชน์สูงสุดต่อคนทุกพื้นที่ ไม่ใช่แค่เฉพาะพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่ง

ที่มา – กมธ.งบฯ 70 เกินครึ่งทางแล้ว “ศิริกัญญา” เผยงบขอตัดถนนใหม่กระจุกตัวอยู่ที่อีสานใต้เยอะ

เจาะลึก “อ.วีระ” บี้งบประกันสังคม หนี้พุ่ง-ขาดทุนยับ

เจาะลึก “อ.วีระ” บี้งบประกันสังคม หนี้พุ่ง-ขาดทุนยับ

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในแวดวงเศรษฐกิจและการเมือง เมื่อนายวีระ ธีระภัทรานนท์ ในฐานะกรรมาธิการงบประมาณฯ ปี 2570 ได้ออกมาตั้งคำถามสุดเข้มข้นถึงการบริหารงานของสำนักงานประกันสังคม (สปส.) โดยหยิบยกประเด็นเรื่อง “อ.วีระ” บี้งบประกันสังคม หนี้พุ่ง-ขาดทุนยับ มาชำแหละให้สังคมได้รับรู้ว่าสถานะกองทุนในปัจจุบันมีความน่ากังวลเพียงใด

ในการประชุมกรรมาธิการฯ นายวีระได้ตั้งคำถามถึงตัวเลขหนี้สินประโยชน์ทดแทนกรณีชราภาพที่มีมูลค่าสูงกว่า 2 ล้านล้านบาท พร้อมตั้งข้อสังเกตว่าตัวเลขรายได้และค่าใช้จ่ายของกองทุนประกันสังคมนั้นอาจมีที่มาที่ไปไม่โปร่งใสเพียงพอ โดยเฉพาะเมื่อพิจารณาว่ารายได้ต่ำกว่าค่าใช้จ่ายไปกว่า 35,000 ล้านบาท หากหักเงินได้เปล่าออก ตัวเลขจะติดลบมหาศาลเกินกว่า 260,000 ล้านบาทเลยทีเดียว

ความจริงที่ สปส. ต้องยอมรับ: ไม่มีการแยกงบการเงิน

ประเด็นที่สร้างความฮือฮามากที่สุดคือคำถามที่ว่า สปส. ได้มีการจัดทำงบการเงินแยกกันในแต่ละกองทุนหลักหรือไม่ ซึ่งเลขาธิการสำนักงานประกันสังคมได้ออกมายอมรับตรงๆ ว่า “ไม่ได้ทำ” ทำให้ “อ.วีระ” บี้งบประกันสังคม หนี้พุ่ง-ขาดทุนยับ ยิ่งกลายเป็นหัวข้อที่ประชาชนต้องหันมาจับตามองอย่างใกล้ชิด เพราะการบริหารเงินกองทุนของคนทั้งประเทศแต่กลับไม่มีงบการเงินแยกกิจการนั้น เป็นเรื่องที่น่าตั้งคำถามถึงธรรมาภิบาลและความโปร่งใสในการจัดการเงินสมทบจากผู้ประกันตน

  • หนี้สินมหาศาล: การตั้งสำรองชราภาพเพิ่มขึ้นผิดปกติจากการเปลี่ยนวิธีคำนวณ
  • งบรวมงบแยก: สปส. ยอมรับว่าที่ผ่านมาทำงบแบบรวม ไม่ได้แยกรายกองทุน
  • อนาคตระบบ: ข้อเสนอเรื่องการให้ออกจากความเป็นระบบราชการ เพื่อความคล่องตัว

นายวีระยังได้ตั้งคำถามถึงทิศทางในอนาคตว่า สปส. ควรจะเปลี่ยนสถานะจากการเป็นหน่วยงานในกำกับของกระทรวงแรงงาน มาเป็นองค์กรอิสระที่บริหารงานเหมือนกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) หรือไม่ เพื่อให้เกิดความคล่องตัวและประสิทธิภาพสูงสุดในการลงทุนและบริหารจัดการความเสี่ยง

ทางด้านฝ่ายบริหารของ สปส. ชี้แจงว่า สาเหตุที่ตัวเลขขาดทุนหรือรายได้ต่ำกว่ารายจ่าย เกิดจากการปรับเปลี่ยนระบบการทำบัญชีตามมาตรฐานของสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ทั้งในกรณีชราภาพและกรณีทุพพลภาพ เพื่อสะท้อนความเป็นจริงของภาระหนี้สินในอนาคต ซึ่งเรื่องนี้ทางหน่วยงานรับปากว่าจะทำรายละเอียดชี้แจงเป็นเอกสารต่อไป

ในมุมมองของผู้ประกันตนและภาคสังคม การที่ “อ.วีระ” บี้งบประกันสังคม หนี้พุ่ง-ขาดทุนยับ ในครั้งนี้ถือเป็นสัญญาณเตือนภัยที่ดี เพื่อให้เกิดการปฏิรูประบบการบริหารจัดการกองทุนเงินออมของประชาชนที่ยั่งยืน การมีความโปร่งใสเปิดเผยงบการเงินแบบแยกกองทุนถือเป็นมาตรฐานขั้นต้นที่ควรต้องทำได้ตั้งนานแล้ว เพื่อคืนความมั่นใจให้กับผู้ส่งเงินสมทบทุกคนว่าเงินก้อนนี้จะยังมีค่าพอที่จะเลี้ยงดูเราในยามเกษียณอายุจริงๆ ไม่ใช่เพียงแค่ตัวเลขในกระดาษที่มีแต่หนี้สินเพิ่มขึ้น

ที่มา – “อ.วีระ” บี้งบประกันสังคม หนี้พุ่ง-ขาดทุนยับ สปส. รับไม่ได้ทำงบการเงินแยกแต่ละกองทุน

ศิริกัญญาท้วงงบประมาณปี 2570 ยังมีช่องโหว่และซ้ำซ้อนเยอะ

ศิริกัญญาท้วงงบประมาณปี 2570 ยังมีช่องโหว่และซ้ำซ้อนเยอะ

การจัดสรรงบประมาณแผ่นดินเป็นหัวใจสำคัญของการพัฒนาประเทศ แต่เมื่อเข้าสู่การพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 ความเคลื่อนไหวจากฝั่งพรรคประชาชนโดย น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล ได้ออกมาสะท้อนให้เห็นว่า ศิริกัญญาท้วงงบประมาณปี 2570 ยังมีช่องโหว่และซ้ำซ้อนเยอะ กว่าที่หลายคนคิด แม้รัฐบาลจะพยายามปรับลดงบประมาณในหลายจุดไปบ้างแล้ว แต่เมื่อเจาะลึกเข้าไปในรายละเอียดรายโครงการ กลับพบความไม่สมเหตุสมผลซ่อนอยู่มากมาย

พบโครงการซ้ำซ้อนและราคาครุภัณฑ์ผิดปกติ

จากการตรวจสอบพบว่าโครงการด้านดิจิทัลโดยเฉพาะเรื่อง Cloud กลางของภาครัฐ มีความซ้ำซ้อนอย่างเห็นได้ชัด ในขณะที่กระทรวงดีอีได้รับงบเพิ่มขึ้นเพื่อทำระบบกลาง แต่หน่วยงานอื่นๆ กลับยังคงของบแยกเพื่อซื้อหรือเช่าบริการ Cloud เอง ซึ่งถือเป็นการใช้จ่ายเงินภาษีประชาชนอย่างไม่คุ้มค่า นอกจากนี้ยังพบรายการครุภัณฑ์ราคาแพงเกินจริง เช่น เก้าอี้สำนักงานราคาตัวละ 15,000 บาท หรืออุปกรณ์สำรองไฟราคาหลักแสน ทำให้ต้องมีการจับตาเป็นพิเศษว่าทำไมราคาสินค้าเหล่านั้นถึงพุ่งสูงเกินความจำเป็น

  • งบ Cloud กลางกับความซ้ำซ้อนระหว่างหน่วยงาน
  • ปัญหาการของบประมาณในหน่วยงานบริการประชาชน
  • การจัดหลักสูตรอบรมราคาสูงแต่ไร้ประสิทธิภาพจริง

อีกหนึ่งประเด็นที่น่ากังวลคือโครงการโซลาร์บาดาลมูลค่า 6,500 ล้านบาท ซึ่งถูกมองว่ามีความเสี่ยงจะซ้ำรอยปัญหาทุจริตในอดีต ศิริกัญญาท้วงงบประมาณปี 2570 ยังมีช่องโหว่และซ้ำซ้อนเยอะ โดยเฉพาะเมื่อมีการตัดงบกรมชลประทาน แต่กลับเทงบกลางมหาศาลมาลงในโครงการขนาดใหญ่ที่สุ่มเสี่ยง ซึ่งสะท้อนถึงการจัดลำดับความสำคัญที่อาจจะยังไม่ตอบโจทย์ความเดือดร้อนของประชาชนอย่างแท้จริง ทั้งเรื่องความล่าช้าของโครงการก่อสร้างศูนย์ราชการกระทรวงมหาดไทย และรายได้นอกงบประมาณจากการอบรมที่ยังคงเป็นข้อกังขา

บทสรุปและการตรวจสอบจากภาคประชาชน

การอภิปรายงบประมาณครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่เรื่องของตัวเลข แต่เป็นการสื่อสารให้สังคมได้รับทราบว่าเงินภาษีของคนไทยกำลังจะถูกนำไปใช้ในทิศทางใด การที่คุณศิริกัญญาออกมาเปิดเผยข้อมูลไม่ได้เป็นเพียงการค้านผลงานรัฐบาล แต่เป็นกระบอกเสียงให้เราทุกคนช่วยกันเฝ้ามอง เพื่อให้แน่ใจว่า ศิริกัญญาท้วงงบประมาณปี 2570 ยังมีช่องโหว่และซ้ำซ้อนเยอะ จะนำไปสู่การปรับปรุงแก้ไขให้คุ้มค่ามากที่สุด เพราะงบประมาณทุกบาททุกสตางค์ควรถูกนำไปพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนมากกว่าการละลายไปกับโครงการที่ไม่มีประสิทธิภาพ

ที่มา – “ศิริกัญญา” ชี้งบประมาณปี 2570 ยังมีช่องโหว่ ยังเจอโครงการซ้ำซ้อนเพียบ

Scroll to top