งบประมาณปี 2570

“อนุทิน” ไม่ตอบ ป.ป.ช. ยกคดี “ศักดิ์สยาม” ซุกหุ้น

“อนุทิน” ไม่ตอบ ป.ป.ช. ยกคำร้องคดี “ศักดิ์สยาม” ซุกหุ้น เมิน ปชน. มอง 2 มาตรฐาน เป็นประเด็นร้อนที่หลายคนกำลังพูดถึงในแวดวงการเมืองไทยเลยนะครับ วันนี้เรามาเจาะลึกกันว่ามันเกิดอะไรขึ้นบ้าง ทำไมนายกรัฐมนตรีถึงเลือกเมินคำถามแบบนี้ และพรรคประชาชนมองว่ามันคือสองมาตรฐานยังไง

“อนุทิน” ไม่ตอบ ป.ป.ช. ยกคำร้องคดี “ศักดิ์สยาม” ซุกหุ้น เมิน ปชน. มอง 2 มาตรฐาน

เรื่องนี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 22 เมษายน 2569 หลังจากที่ นายอนุทิน ชาญวีรกูล ในฐานะนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมขับเคลื่อนภารกิจสำคัญของกระทรวงฯ ร่วมกับผู้บริหาร หัวหน้าหน่วยงาน ผู้ว่าราชการกรุงเทพฯ และผู้ว่าราชการจังหวัดทั่วประเทศ ผู้สื่อข่าวไม่พลาดที่จะถามถึงมติล่าสุดของ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ที่ยกคำร้องในคดีของ นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ อดีตเลขาธิการพรรคภูมิใจไทยและอดีตรัฐมนตรีคมนาคม

คดีนี้เกี่ยวกับการจงใจปกปิดบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินอันเป็นเท็จ โดยเฉพาะการถือครองหุ้นใน ห้างหุ้นส่วนจำกัด (หจก.) บุรีเจริ่นคอนสตรัคชั่น นายอนุทินหันมาฟังคำถาม ยิ้มกริ่ม แต่เลือกไม่ตอบอะไรสักคำ พอถามต่อว่าพรรคประชาชน (ปชน.) มองว่าเป็นสองมาตรฐานเมื่อเทียบกับคดี 44 ส.ส. อดีตพรรคก้าวไกล คุณอนุทินก็บอกว่า “เราตกลงกันแล้วว่าจะไม่เดินถาม” ก่อนเดินออกจากกระทรวงทันที

อนุทิน ไม่ตอบ ป.ป.ช. ยกคำร้องคดี ศักดิ์สยาม ซุกหุ้น

เจาะคดี “ศักดิ์สยาม” ซุกหุ้น: ป.ป.ช. ยกคำร้องเพราะอะไร?

มาดูบริบทกันหน่อยครับ คดีนี้ ป.ป.ช. สอบสวนว่านายศักดิ์สยามปกปิดหุ้นในบริษัทก่อสร้างที่เกี่ยวข้องกับครอบครัว แต่สุดท้ายมติยกคำร้อง เพราะเห็นว่าไม่เข้าข่ายจงใจปกปิด หรือหลักฐานไม่เพียงพอ มันทำให้หลายคนตั้งคำถามว่ามาตรฐานการตรวจสอบนักการเมืองเป็นยังไง โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับคดีอื่นๆ ที่ ป.ป.ช. เคยลงโทษหนัก

พรรคประชาชนชี้สองมาตรฐาน: เปรียบเทียบคดี 44 ส.ส.ก้าวไกล

พรรคประชาชนออกมาโพสต์ท้าทายทันที โดยยกคดี 44 ส.ส. อดีตพรรคก้าวไกลที่ถูก ป.ป.ช. ชี้มูลว่าปกปิดทรัพย์สิน คดีนั้นถูกดำเนินคดีหนัก แต่คดีศักดิ์สยามกลับยกคำร้อง พวกเขามองว่านี่คือ สองมาตรฐานชัดๆ ในระบบยุติธรรมไทย ทำให้ประชาชนขาดความเชื่อมั่นในการปราบปรามทุจริต

นอกจากนี้ หลังจากนั้นนายอนุทินยังมีประชุมต่อเรื่องงบประมาณปี 2570 กับหน่วยงานสำคัญอย่างสำนักงบประมาณ กระทรวงการคลัง สศช. และ ธปท. ที่ทำเนียบฯ แสดงว่าประเด็นนี้ไม่ได้ทำให้ภารกิจหยุดชะงัก แต่ในสายตาชาวเน็ต มันจุดประเด็นถกเถียงเรื่องความโปร่งใสของนักการเมืองภูมิใจไทย

ผลกระทบและมุมมองต่อ “อนุทิน” ไม่ตอบ ป.ป.ช. ยกคำร้องคดี “ศักดิ์สยาม” ซุกหุ้น

ประเด็นนี้สะท้อนปัญหาใหญ่ในวงการเมืองไทย คือการหลบเลี่ยงคำถามจากสื่อ และคำถามเรื่องความเท่าเทียมในกระบวนการยุติธรรม ถ้านักการเมืองใหญ่ๆ อย่างอนุทินเลือกเมินแบบนี้ มันจะยิ่งทำให้ประชาชนมองว่าระบบมีสองขั้ว – คนมีอำนาจ vs คนทั่วไป คดี 44 ส.ส.ก้าวไกลที่ถูกตีตราหนัก แตกต่างจากคดีนี้ยังไง? มันคือจุดอ่อนของ ป.ป.ช. ที่ถูกมองว่าลำเอียงหรือไม่?

ในมุมส่วนตัว ผมคิดว่าการไม่ตอบคำถามแบบนี้ไม่ช่วยอะไรเลยครับ มันยิ่งจุดไฟให้ฝ่ายค้านและโซเชียลมีเดียโหมกระหน่ำ แทนที่จะชี้แจงให้โปร่งใส กลับกลายเป็นเมินเฉย ซึ่งอาจกระทบภาพลักษณ์รัฐบาลในระยะยาว โดยเฉพาะใกล้เลือกตั้ง

  • สรุปประเด็นหลัก: ป.ป.ช. ยกคำร้องคดีศักดิ์สยาม
  • อนุทินไม่ตอบ เมินข้อกล่าวหาสองมาตรฐาน
  • พรรคประชาชนท้าทาย เปรียบคดีก้าวไกล
  • ผลกระทบ: ความเชื่อมั่นระบบยุติธรรมลดลง

คุณล่ะครับ คิดว่าประเด็น “อนุทิน” ไม่ตอบ ป.ป.ช. ยกคำร้องคดี “ศักดิ์สยาม” ซุกหุ้น เมิน ปชน. มอง 2 มาตรฐาน นี้เป็นสองมาตรฐานจริงไหม? มาคอมเมนต์แลกเปลี่ยนความเห็นกันด้านล่างนะครับ หรือแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ อ่านต่อ ช่วยติดตามข่าวการเมืองอัปเดตจากเรา!

ที่มา – “อนุทิน” ไม่ตอบ ป.ป.ช. ยกคำร้องคดี “ศักดิ์สยาม” ซุกหุ้น เมิน ปชน. มอง 2 มาตรฐาน

นายกฯ สั่งศึกษา พ.ร.ก.กู้เงิน-ขยายเพดานหนี้สาธารณะ

นายกฯ สั่งศึกษา พ.ร.ก.กู้เงิน-ขยายเพดานหนี้สาธารณะ เพื่อเตรียมรับมือวิกฤตเศรษฐกิจที่อาจรุนแรงขึ้น สวัสดีครับเพื่อนๆ วันนี้เรามาคุยกันเรื่องข่าวร้อนๆ จากการประชุมคณะรัฐมนตรี หรือ ครม. ที่เพิ่งผ่านไป เมื่อวันที่ 21 เมษายน 2569 นายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล ได้มีคำสั่งสำคัญให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปศึกษารายละเอียดเรื่องนี้แบบละเอียดยิบเลยทีเดียว

นายกฯ สั่งศึกษา พ.ร.ก.กู้เงิน-ขยายเพดานหนี้สาธารณะ

ในที่ประชุมครม. วันนั้น ไม่ได้มีการหารือเรื่อง พ.ร.ก.กู้เงิน 500,000 ล้านบาท เป็นพิธีการหลัก แต่ช่วงท้ายการประชุม นายกฯ ได้สั่งการให้ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง พร้อมด้วยสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ไปศึกษาทุกมิติ ไม่ว่าจะเป็นการออกพระราชกำหนดกู้เงิน หรือการขยายเพดานหนี้สาธารณะ เพื่อเตรียมพร้อมกรณีที่วิกฤตโลกและวิกฤตพลังงานจะยิ่งหนักหน่วงขึ้นไปอีก

นายเอกนิติเองก็แสดงความเห็นในที่ประชุมว่าการดำเนินการแบบนี้อยู่ในวิสัยที่ทำได้ เพราะตอนนี้สถานการณ์โลกกำลังโกลาหล ไม่ว่าจะเป็นสงคราม การขาดแคลนพลังงาน หรือปัญหาเศรษฐกิจถดถอยที่ลามมาถึงไทย ทำให้รัฐบาลจำเป็นต้องมีแผนสำรองไว้ให้พร้อม

ทำไมรัฐบาลถึงต้องเตรียม พ.ร.ก.กู้เงินตอนนี้

แหล่งข่าวจากทำเนียบรัฐบาลยืนยันชัดเจนว่านายกฯ สั่งศึกษา พ.ร.ก.กู้เงิน-ขยายเพดานหนี้สาธารณะ ยังไม่ได้ตัดสินใจว่าจะกู้จริงหรือไม่ แต่เป็นการเตรียมการล่วงหน้า ถ้าวิกฤตรุนแรงขึ้น จะได้ดำเนินการได้ทันที ไม่ต้องเสียเวลาหาข้อมูลใหม่ เพดานหนี้สาธารณะของไทยตอนนี้อยู่ที่ประมาณ 60% ของ GDP ถ้าขยายจะช่วยให้มีช่องว่างในการกู้เงินมาช่วยเศรษฐกิจ เช่น กระตุ้นการลงทุน สนับสนุน SME หรือบรรเทาค่าครองชีพประชาชน

บริบทวิกฤตที่เป็นตัวเร่งให้เกิดคำสั่งนี้

วิกฤตพลังงานที่ราคาน้ำมันผันผวน สงครามการค้าที่กระทบห่วงโซ่อุปทานทั่วโลก รวมถึงปัญหาเงินเฟ้อที่พุ่งสูง ทำให้ไทยต้องเผชิญความท้าทายหนัก ลองนึกภาพดูสิครับ ถ้าสถานการณ์แย่ลง รัฐบาลจะได้ใช้เงินกู้ 5 แสนล้านมาช่วยเหลือตรงจุด เช่น:

  • อุดหนุนราคาพลังงานให้ประชาชน
  • พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ
  • ช่วยเหลือเกษตรกรและผู้ประกอบการที่เดือดร้อน
  • ลงทุนด้านเทคโนโลยีสีเขียวเพื่อรับมือ climate change

นอกจากเรื่องกู้เงินแล้ว นายกฯ ยังกำชับให้ตรวจสอบคุณสมบัติข้าราชการการเมืองและที่ปรึกษารัฐมนตรีอย่างเข้มงวด ถือเป็นครั้งแรกที่มีการตรวจสอบตำแหน่งที่ปรึกษาแบบนี้ด้วยนะครับ แสดงให้เห็นว่ารัฐบาลให้ความสำคัญกับความโปร่งใส

ผลกระทบที่คาดหวังและความเสี่ยง

ถ้าออก พ.ร.ก.กู้เงินจริง จะช่วยให้รัฐบาลมีงบประมาณเพิ่มแบบรวดเร็ว โดยไม่ต้องรอพระราชบัญญัติ แต่ก็มีความเสี่ยงเรื่องหนี้สาธารณะที่อาจพุ่งสูง ถ้าไม่บริหารจัดการดีๆ เพื่อนๆ ล่ะคิดยังไง การเตรียมแผนแบบนี้ดีหรือไม่ ในมุมผม มันแสดงถึงความรับผิดชอบของรัฐบาลที่คิดเผื่ออนาคต

สรุปแล้ว คำสั่งนายกฯ สั่งศึกษา พ.ร.ก.กู้เงิน-ขยายเพดานหนี้สาธารณะ ถือเป็นก้าวเชิงรุกที่ชาญฉลาดในสถานการณ์ไม่แน่นอนแบบนี้ รัฐบาลกำลังวางหมากไว้ให้พร้อมทุกสถานการณ์ คุณล่ะครับ คิดว่ารัฐบาลควรกู้เงินตอนนี้เลยไหม หรือรอดูอาการก่อน? แชร์ความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่างได้เลยนะครับ และอย่าลืมกดติดตามบล็อกเพื่ออัปเดตข่าวเศรษฐกิจสำคัญๆ แบบนี้ต่อไป!

นี่คือ insight สำคัญ: การเตรียมการล่วงหน้าจะช่วยให้ไทยก้าวผ่านวิกฤตได้อย่างมั่นใจมากขึ้น

ที่มา – นายกฯ สั่งศึกษา พ.ร.ก.กู้เงิน-ขยายเพดานหนี้สาธารณะ รับมือหากวิกฤตรุนแรงขึ้น

“อนุทิน” พยักหน้ารับ เพดานหนี้ 70% เป็น 75%

ในวงการการเมืองและเศรษฐกิจไทยกำลังจับตามอง 움직ไหวล่าสุดของนายกรัฐมนตรี “อนุทิน” พยักหน้ารับ เล็งขยายเพดานหนี้เงินกู้สาธารณะ จาก 70% เป็น 75% ซึ่งกลายเป็นประเด็นร้อนหลังจากนายอนุทิน ชาญวีรกูล แสดงท่าทีเห็นด้วยชัดเจน ข่าวนี้เกิดขึ้นท่ามกลางการเตรียมงบประมาณปี 2570 ที่อาจส่งผลกระทบต่ออนาคตเศรษฐกิจของประเทศ

“อนุทิน” พยักหน้ารับ เล็งขยายเพดานหนี้เงินกู้สาธารณะ จาก 70% เป็น 75%

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 20 เมษายน 2569 ระหว่างที่นายกรัฐมนตรีอนุทิน เป็นประธานเปิดการประชุมสัมมนาการมอบนโยบายและแนวทางการจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 ณ อิมแพค เมืองทองธานี โดยก่อนเริ่มประชุม นายกฯ ยังคงยิ้มแย้มและทำท่ารูดซิปปากเมื่อสื่อถามถึงปัญหาฝุ่น PM 2.5 โดยตอบสั้นๆ ว่า “เดี๋ยวไปเชียงใหม่ก่อน” แสดงถึงความมุ่งมั่นในการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า

ต่อมา เวลา 11.06 น. ขณะเดินทางไปท่าอากาศยานทหาร 2 กองบิน 6 ดอนเมือง สื่อมวลชนสอบถามถึงข้อเสนอของนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ที่เล็งปรับเพิ่มเพดานหนี้สาธารณะจาก 70% ของ GDP เป็น 75% นายกรัฐมนตรีหยุดฟังและพยักหน้ารับอย่างชัดเจน ก่อนเดินเข้าห้องรับรองเพื่อบินลงพื้นที่ จ.เชียงใหม่ ซึ่งท่าทีนี้ตีความได้ว่ารัฐบาลเห็นด้วยกับนโยบายดังกล่าว

เพดานหนี้สาธารณะคืออะไร และทำไมต้องขยาย?

เพดานหนี้สาธารณะถูกกำหนดไว้ในพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2566 ที่จำกัดไม่ให้เกิน 70% ของ GDP เพื่อรักษาความยั่งยืนทางการคลัง แต่ในสถานการณ์เศรษฐกิจปัจจุบันที่ฟื้นตัวช้า โครงการกระตุ้นเศรษฐกิจขนาดใหญ่ เช่น โครงการ Eastern Economic Corridor (EEC) หรือการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน รัฐบาลต้องการพื้นที่งบประมาณเพิ่มเติม การขยายเป็น 75% จะช่วยให้สามารถกู้เงินได้อีกประมาณ 5% ของ GDP ซึ่งเท่ากับหลายแสนล้านบาท

  • ข้อดี: เพิ่มการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน สร้างงาน ส่งเสริมการเติบโต GDP
  • ข้อเสีย: เสี่ยงหนี้สินพอกพูน ดอกเบี้ยสูงขึ้น ภาระรุ่นหลัง
  • ตัวอย่างประเทศอื่น: ญี่ปุ่นหนี้เกิน 200% แต่เศรษฐกิจมั่นคง สิงคโปร์ควบคุมต่ำ 50%

ผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยและประชาชน

หาก “อนุทิน” พยักหน้ารับ เล็งขยายเพดานหนี้เงินกู้สาธารณะ จาก 70% เป็น 75% ได้รับอนุมัติ จะช่วยให้รัฐบาลจัดสรรงบประมาณปี 2570 ได้คล่องตัวมากขึ้น โดยเฉพาะโครงการที่ช่วยฟื้นฟูหลังโควิด-19 เช่น การท่องเที่ยว การเกษตรดิจิทัล และพลังงานสะอาด อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจเตือนว่าต้องควบคุมการใช้จ่ายให้ดี มิเช่นนั้นอาจนำไปสู่ภาวะเงินเฟ้อหรืออัตราดอกเบี้ยสูงขึ้น ส่งผลกระทบต่อค่าครองชีพของประชาชน

นอกจากนี้ ในมุมปัญหาฝุ่น PM 2.5 ที่นายกฯ จะลงพื้นที่เชียงใหม่ พบว่าปีนี้ค่าฝุ่นพุ่งสูงเกินมาตรฐานหลายเท่า สาเหตุหลักจากไฟป่าและการเผาในที่โล่ง รัฐบาลต้องเร่งมาตรการทั้งระยะสั้น เช่น แจกหน้ากากอนามัย และระยะยาว เช่น ส่งเสริมพลังงานทดแทน

มุมมองอนาคต: รัฐบาลอนุทินจะจัดการอย่างไร?

การตัดสินใจขยายเพดานหนี้ครั้งนี้ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญสำหรับรัฐบาลอนุทิน หากบริหารจัดการได้ดี จะช่วยพาประเทศไทยก้าวสู่เศรษฐกิจเข้มแข็ง แต่หากพลาดพลั้ง อาจกลายเป็นวิกฤตหนี้สาธารณะ คุณคิดเห็นอย่างไรกับนโยบายนี้? เชิญแสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมติดตามข่าวสารเศรษฐกิจการเมืองอัปเดตทุกวันเพื่อไม่พลาดข้อมูลสำคัญ

สุดท้าย การขยายเพดานหนี้เงินกู้สาธารณะอาจเป็นกุญแจสู่การฟื้นตัว แต่ต้องอาศัยความโปร่งใสและการกำกับดูแลที่เข้มแข็งเพื่อประโยชน์ของประชาชนทุกคน

ที่มา – “อนุทิน” พยักหน้ารับ เล็งขยายเพดานหนี้เงินกู้สาธารณะ จาก 70% เป็น 75%

“อนุทิน” ชู Zero-based งบ 2570 ตัดฟุ่มเฟือย

“อนุทิน” มอบนโยบายทำงบประมาณ 2570 ชู กฎเหล็ก “Zero-based” ตัดลดรายจ่ายฟุ่มเฟือย เป็นหัวข้อที่กำลังได้รับความสนใจอย่างมากในวงการการเมืองและเศรษฐกิจไทย หลังจากที่นายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล ได้เป็นประธานเปิดการประชุมสัมมนาการมอบนโยบายและแนวทางการจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปี พ.ศ. 2570 เมื่อวันที่ 20 เมษายน 2569 นโยบายนี้เน้นย้ำถึงความจำเป็นในการใช้เงินภาษีของประชาชนให้เกิดประโยชน์สูงสุด ท่ามกลางสถานการณ์โลกที่ผันผวน เช่น สงครามในตะวันออกกลางที่กระทบราคาพลังงานและเศรษฐกิจ

“อนุทิน” มอบนโยบายทำงบประมาณ 2570 ชู กฎเหล็ก “Zero-based” ตัดลดรายจ่ายฟุ่มเฟือย

นายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล ระบุชัดเจนว่างบประมาณปี 2570 กรอบวงเงิน 3.788 ล้านล้านบาท เพิ่มจากปีก่อนเพียง 0.2% หรือ 7,400 ล้านบาทเท่านั้น แต่ภาระค่าใช้จ่ายจำเป็นอย่างสวัสดิการและสิทธิตามกฎหมายยังพุ่งสูง นโยบายหลักคือการใช้หลัก งบประมาณฐานศูนย์ (Zero-based Budgeting) ที่ไม่ยึดติดฐานงบปีก่อน แต่พิจารณาความจำเป็น ความเร่งด่วน และความคุ้มค่าของแต่ละรายการเท่านั้น เพื่อตัดลดรายจ่ายฟุ่มเฟือยให้มากที่สุด

อนุทิน มอบนโยบายงบประมาณ 2570

กฎเหล็ก Zero-based ในงบประมาณ 2570

หลัก Zero-based นี้หมายถึงการเริ่มต้นจากศูนย์ในทุกปี โดยหน่วยงานต้องพิสูจน์ความจำเป็นของทุกรายการ ไม่ใช่ต่องบเดิมแบบอัตโนมัติ สิ่งที่ต้องตัดลด ได้แก่

  • งบศึกษาดูงานที่ไม่จำเป็น
  • การก่อสร้างอาคารสำนักงานใหม่ 改เน้นเช่าหรือ PPP (Public-Private Partnership)
  • งบขยายเส้นทางคมนาคมใหม่ เน้นซ่อมบำรุงเดิมแทน
  • งบกลุ่มจังหวัด จัดให้เท่าที่จำเป็นตามกฎหมาย

การขอเพิ่มงบไม่เกิน 20% ของปีก่อน และเน้นลงทุนเพื่อแก้วิกฤตเศรษฐกิจ สอดคล้องกับนโยบาย 10 พลัสของรัฐบาล เพื่อหลุดพ้นกับดักประเทศรายได้ปานกลาง

ประชุมงบประมาณ 2570

นอกจากนี้ ยังเน้นการเปลี่ยนผ่านพลังงานสู่สะอาด เช่น ใช้รถ EV แทนรถสันดาปในราชการ ปรับสัญญาเช่ารถเดิมให้เป็น EV และติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปทุกพื้นที่ที่ทำได้ เพื่อรับมือวิกฤตน้ำมันโลก

นายกรัฐมนตรีอนุทิน

ด้านความมั่นคง นายกฯ ย้ำว่าต้องพร้อมปกป้องอธิปไตย งบซื้ออาวุธต้องเพียงพอ ไม่ให้ใครรุกรานได้ รัฐบาลยึดหลัก 3 ประการ: พิทักษ์ชาติ ศาสน์ กษัตริย์ ปกครองระบอบประชาธิปไตย และยุติธรรมทางกฎหมาย

การลงนาม MOU ระหว่าง 5 หน่วยงานเพื่อเชื่อมโยงข้อมูลงบประมาณ จะเพิ่มความโปร่งใส ลดคอร์รัปชัน สร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุน นโยบายนี้ครอบคลุม 5 ด้านหลัก: เศรษฐกิจ การต่างประเทศ-ความมั่นคง สังคม-ภัยพิบัติ-สิ่งแวดล้อม และการบริหารราชการที่ทันใจ

นโยบายงบประมาณ Zero-based

นโยบาย “อนุทิน” มอบนโยบายทำงบประมาณ 2570 ชู กฎเหล็ก “Zero-based” ตัดลดรายจ่ายฟุ่มเฟือย นี้ ถือเป็นก้าวสำคัญที่แสดงถึงความมุ่งมั่นในการบริหารประเทศอย่างมีประสิทธิภาพ ในมุมมองของผู้เขียน นี่คือโอกาสทองในการพลิกฟื้นเศรษฐกิจไทยให้ยั่งยืน ลดการสิ้นเปลือง และมุ่งสู่การพัฒนาที่แท้จริง คุณคิดเห็นอย่างไร? แชร์ความคิดเห็นในคอมเมนต์และติดตามข่าวสารการเมืองเศรษฐกิจเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ของเรา!

ที่มา – “อนุทิน” มอบนโยบายทำงบประมาณ 2570 ชู กฎเหล็ก “Zero-based” ตัดลดรายจ่ายฟุ่มเฟือย

รัฐบาลจ่อจัดงบ 2570 ตั้งศูนย์บำบัดชายแดนใต้

สวัสดีครับทุกท่าน วันนี้เรามาพูดถึงข่าวสำคัญที่กำลังจะเป็นจุดเปลี่ยนในการแก้ปัญหายาเสพติดในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้กันครับ รัฐบาลจ่อจัดงบฯ ปี 2570 ตั้งศูนย์บำบัดยาเสพติดระดับอำเภอในจังหวัดชายแดนภาคใต้ นโยบายนี้มาจากความห่วงใยของนายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล ที่เห็นว่าปัญหายาเสพติดยังรุนแรง โดยเฉพาะในกลุ่มเยาวชนที่เสพยาบ้าเพิ่มขึ้นแบบน่าตกใจ

รัฐบาลจ่อจัดงบฯ ปี 2570 ตั้งศูนย์บำบัดยาเสพติดระดับอำเภอในจังหวัดชายแดนภาคใต้

จากข้อมูลล่าสุดที่โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี นางสาวรัชดา ธนาดิเรก เปิดเผยเมื่อวันที่ 18 เมษายน 2567 หลังนายกฯ ลงพื้นที่ประชุมที่ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) จังหวัดยะลา และกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า จังหวัดปัตตานี พบว่าการปราบปรามผู้ค้ายาเสพติดดีขึ้นมาก จับกุมได้หลายเท่าตัว แต่การแพร่ระบาดยังน่ากังวล โดยเฉพาะเยาวชนและวัยรุ่นหญิงที่เพิ่มขึ้น 2 เท่า บางรายยังกลายเป็นผู้ค้ารายย่อย

ประชาชนในพื้นที่สะท้อนชัดเจนว่าต้องการศูนย์บำบัดยาเสพติดที่ใกล้ชุมชน เพื่อดูแลรักษาต่อเนื่อง ลดการหลบหนีและกลับไปเสพซ้ำ รัฐบาลจึงเตรียมงบปี 2570 เพื่อตั้งศูนย์ระดับอำเภอ โดยออกแบบให้เหมาะกับบริบทท้องถิ่น บูรณาการกับครอบครัว ศาสนา โรงเรียน องค์กรปกครองท้องถิ่น และหน่วยความมั่นคง

ทำไม รัฐบาลจ่อจัดงบฯ ปี 2570 ตั้งศูนย์บำบัดยาเสพติดระดับอำเภอในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ถึงสำคัญ?

ปัญหายาเสพติดในจังหวัดชายแดนภาคใต้อย่างปัตตานี ยะลา นราธิวาส และสงขลา ไม่ใช่แค่เรื่องผิดกฎหมาย แต่เป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงและคุณภาพชีวิต ปัจจุบันผู้เสพส่วนใหญ่เป็นเยาวชนที่ขาดโอกาสบำบัดใกล้บ้าน ทำให้ต้องเดินทางไกล ส่งผลให้รักษาไม่ต่อเนื่อง สถิติพบผู้เสพยาบ้าเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะยาบ้าที่แพร่หลายเพราะใกล้ชายแดน

ศูนย์บำบัดระดับอำเภอจะช่วยแก้ปัญหานี้ได้อย่างไร? มาดูประโยชน์หลักๆ กันครับ

  • ใกล้ชุมชน: ผู้ป่วยไม่ต้องเดินทางไกล ครอบครัวดูแลง่าย ลดโอกาสหลบหนี
  • ระบบส่งต่อครบวงจร: จากบำบัดเบื้องต้นสู่รักษาระยะยาว มีทีมแพทย์ จิตวิทยา และอาสาสมัคร
  • บูรณาการท้องถิ่น: ร่วมกับ Imam ในมัสยิด โรงเรียน สร้างเครือข่ายป้องกัน
  • ลดผู้เสพใหม่: เน้นป้องกันเยาวชน อบรมให้ความรู้เรื่องอันตรายยาเสพติด
  • วัดผลได้: ติดตามผลหลังออกจากศูนย์ ป้องกันการกลับไปเสพ

นอกจากนี้ รัฐบาลยังย้ำว่าต้องปราบปรามควบคู่บำบัด เพราะยาเสพติดคือภัยร้ายที่ต้องจัดการจริงจัง เหมือนที่นายกฯ พูด “ยาเสพติดเป็นภัยคุกคามสำคัญ”

สถานการณ์ยาเสพติดในชายแดนใต้ที่ยังน่าห่วง

จากรายงาน พบผู้เสพยาบ้าเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะวัยรุ่นหญิงที่เพิ่ม 2 เท่า สาเหตุมาจากปัจจัยสังคม เศรษฐกิจ และการลักลอบจากชายแดน การมีศูนย์บำบัดท้องถิ่นจะช่วยตัดวงจรนี้ได้ โดยเริ่มจากบำบัดผู้เสพก่อน แล้วป้องกันไม่ให้กลายเป็นผู้ค้า

เปรียบเทียบกับพื้นที่อื่น ศูนย์บำบัดใหญ่ๆ มักไกลเกินไป ทำให้อัตราการกลับเสพสูงถึง 70% แต่ถ้าศูนย์ใกล้บ้าน อัตราความสำเร็จจะสูงกว่าแน่นอน นโยบายนี้จึงเป็นก้าวสำคัญที่รัฐบาลคิดถึงประชาชนจริงๆ

ในมุมมองของผม นี่คือโอกาสทองในการสร้างชุมชนปลอดภัย หากงบปี 2570 ผ่านฉลับ รัฐบาลควรเร่งรัดก่อสร้างและอบรมบุคลากรให้พร้อม คุณล่ะครับ คิดว่านโยบายนี้จะช่วยลดยาเสพติดได้จริงไหม? ลองแชร์ความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง แล้วอย่าลืมแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ รับรู้ เพื่อช่วยกันรณรงค์ปราบยาเสพติดครับ สุดท้ายแล้ว การบำบัดคือหนทางสู่สังคมที่ยั่งยืน

ที่มา – รัฐบาลจ่อจัดงบฯ ปี 2570 ตั้งศูนย์บำบัดยาเสพติดระดับอำเภอในจังหวัดชายแดนภาคใต้

ครม. เปิดแผนงบประมาณปี 2570 ตั้งแต่มอบนโยบายจนมีผลบังคับใช้

สวัสดีครับทุกท่านที่สนใจเรื่องเศรษฐกิจและการเมืองไทย วันนี้เรามีข่าวสำคัญที่หลายคนรอคอย นั่นคือ ครม. เปิดแผนงบประมาณปี 2570 ตั้งแต่มอบนโยบายจนมีผลบังคับใช้ อย่างชัดเจน เพื่อให้การขับเคลื่อนประเทศราบรื่นและมีประสิทธิภาพสูงสุด โดยนางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้แถลงข่าวเมื่อวันที่ 11 เมษายน 2569 ว่าคณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบแนวทางการจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปี พ.ศ. 2570 แล้ว

ครม. เปิดแผนงบประมาณปี 2570 ตั้งแต่มอบนโยบายจนมีผลบังคับใช้

แผนนี้ถูกออกแบบมาอย่างรอบคอบ โดยปรับไทม์ไลน์ให้พระราชบัญญัติงบประมาณประกาศใช้ได้ทันวันที่ 1 ตุลาคม 2569 ซึ่งจะช่วยให้เศรษฐกิจไทยเดินหน้าต่อเนื่อง ไม่สะดุด ลลิดา ย้ำว่าการจัดทำงบประมาณปี 2570 เน้นแก้ปัญหาให้ประชาชนจริงๆ ควบคู่กับรักษาวินัยการคลัง รองรับความผันผวนเศรษฐกิจทั่วโลก ใช้แนวคิดงบประมาณฐานศูนย์ ทบทวนทุกโครงการว่าจำเป็นจริงไหม และเปิดทางเลือกใหม่ๆ เช่น การร่วมลงทุนภาครัฐ-เอกชน (PPP) เพื่อลดภาระงบแผ่นดิน

ไทม์ไลน์ชัดเจน ทุกขั้นตอนไม่คลาดเคลื่อน

ครม. ได้กำหนด timeline การจัดทำงบประมาณปี 2570 ไว้แน่นอน ดังนี้

  • 20 เมษายน 2569: นายกรัฐมนตรีมอบนโยบายงบประมาณ
  • 1 พฤษภาคม 2569: หน่วยรับงบประมาณจัดทำคำของบประมาณ
  • 2 มิถุนายน 2569: เสนอครม. พิจารณารายละเอียดงบประมาณ และเปิดรับฟังความคิดเห็นสาธารณะ
  • 16 มิถุนายน 2569: ครม. รับทราบผลรับฟังความเห็น และเห็นชอบร่าง พ.ร.บ. งบประมาณ
  • 23 มิถุนายน 2569: เสนอร่าง พ.ร.บ. งบประมาณต่อสภาผู้แทนราษฎร
  • เดือนกรกฎาคม – กันยายน 2569: สภาฯ พิจารณาตามขั้นตอนปกติ
  • ปลายเดือนกันยายน 2569: นำขึ้นทูลเกล้าฯ แล้วประกาศใช้
  • 1 ตุลาคม 2569: งบประมาณมีผลบังคับใช้ทันที

ไทม์ไลน์นี้ช่วยให้ทุกฝ่ายรู้ล่วงหน้า ทำงานได้อย่างมีระบบ ไม่ต้องรอแบบปีก่อนๆ ที่งบล่าช้า ส่งผลให้โครงการต่างๆ เริ่มได้ไว เศรษฐกิจหมุนเวียนดีขึ้น

ปรับทัพกำกับ 9 แผนงานบูรณาการ ยกระดับประสิทธิภาพ

นอกจากนี้ ครม. ยังอนุมัติการปรับมอบหมายผู้มีอำนาจกำกับดูแลแผนงานบูรณาการปี 2569 จำนวน 9 แผน เพื่อให้การใช้เงินงบมีเอกภาพและประสิทธิภาพสูงสุด โดยมอบหมายดังนี้

  • นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ กำกับ 2 แผน: แก้ปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ และเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC)
  • นายทรงศักดิ์ ทองศรี กำกับ 2 แผน: ป้องกัน-ปราบปรามยาเสพติด และบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ
  • นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ กำกับ 1 แผน: รัฐบาลดิจิทัล
  • นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ กำกับ 2 แผน: สร้างรายได้จากการท่องเที่ยว และพัฒนาอุตสาหกรรม-บริการแห่งอนาคต
  • นายปกรณ์ นิลประพันธ์ กำกับ 1 แผน: ต่อต้านการทุจริตและประพฤติมิชอบ
  • นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ กำกับ 1 แผน: เตรียมความพร้อมสังคมสูงวัย

การมอบหมายแบบนี้ทำให้แต่ละแผนมีผู้รับผิดชอบชัดเจน สามารถบูรณาการข้ามหน่วยงานได้ดี ลลิดา กล่าวว่า “การกำหนดไทม์ไลน์ที่ชัดเจน ควบคู่กับการมอบหมายผู้รับผิดชอบรายแผนงาน จะช่วยให้การใช้จ่ายงบประมาณเกิดประสิทธิภาพสูงสุด”

ในมุมมองของผม การ ครม. เปิดแผนงบประมาณปี 2570 ตั้งแต่มอบนโยบายจนมีผลบังคับใช้ แบบนี้ เป็นสัญญาณบวกมาก เพราะจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ ลดช่องโหว่การใช้งบ และตอบโจทย์ประชาชนโดยตรง เช่น แผนน้ำ แผนยาเสพติด แผนสูงวัย ที่เราต้องการมานาน หากทำได้จริง ปี 2570 น่าจะเป็นปีทองของไทย

คุณคิดเห็นอย่างไรกับแผนนี้? แสดงความคิดเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ ได้อ่านด้วยนะครับ เพื่อให้ทุกคนติดตามข่าวสารสำคัญ!

ที่มา – ครม. เปิดแผนงบประมาณปี 2570 ตั้งแต่มอบนโยบายจนมีผลบังคับใช้

อนุทินมอบนโยบายงบฯ ปี 70 เจอภัย 4 ด้าน

“นายกฯ อนุทิน” มอบนโยบายจัดทำงบปี 70 วงเงิน 3.788 ล้านล้าน ย้ำเร่งเยียวยาน้ำท่วม บอกอยากนามสกุล “หลีกภัย” แต่กลับเจอภัย 4 ด้าน ลั่นต้องไม่มีขาที่แปด หากมีปะทะต้องชนะเท่านั้น

วันที่ 1 ธันวาคม 2568 ที่ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมอิมแพ็ค เมืองทองธานี นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานในงานมอบนโยบายการจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 วงเงิน 3,788,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 จำนวน 7,400 ล้านบาท หรือ เพิ่มขึ้น 0.2%

นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 จะทำให้รัฐบาลขับเคลื่อนนโยบายสำคัญ การแก้ไขปัญหาให้กับพี่น้องประชาชน รวมถึงการประกาศวาระสำคัญของประเทศไทย ซึ่งรัฐบาลได้กำหนดนโยบายการจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปี โดยยึดแนวทางจากแผนการคลังระยะปานกลาง คือช่วงปี 2570 – 2573 และในปีนี้ถึงแม้จะยังเป็นการจัดทำงบประมาณแบบขาดดุล แต่รัฐบาลตั้งใจที่จะลดการขาดดุลของงบประมาณอย่างต่อเนื่อง เพื่อไม่ให้เป็นภาระงบประมาณในอนาคต และรักษาสัดส่วนหนี้สาธารณะให้อยู่ในกรอบที่เหมาะสม โดยอยู่บนหลักการรักษาวินัยการเงิน การคลัง และรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของประเทศ

นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ปีงบประมาณ 2570 เป็นปีที่ประเทศไทยต้องเผชิญกับความท้าทายทุกด้าน ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคมสูงวัย ความเหลื่อมล้ำ ผลกระทบจากสภาพภูมิอากาศที่แปรปรวน ทำให้ต้องใช้งบประมาณมหาศาลในการปรับตัวป้องกันภัยพิบัติ และเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบ

ขณะเดียวกัน ภาครัฐต้องปรับตัวให้ทันสมัยโดยนำระบบดิจิทัล และเทคโนโลยี มาใช้ในการปฏิบัติงานเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพ มีการติดตามประเมินผลเพื่อให้การใช้จ่ายงบประมาณโปร่งใสตรวจสอบได้ ดังนั้น งบประมาณปี 2570 ต้องตอบโจทย์ได้ครบสร้างสมดุลระหว่างการพัฒนาเศรษฐกิจ การดูแลสังคม และการรักษาวินัยการคลังอย่างเคร่งครัด

นายกรัฐมนตรี กล่าวต่อว่า รัฐบาลได้กำหนดนโยบายสำคัญ เพื่อแก้ไขปัญหาต่างๆของประเทศ 5 ด้าน ดังนี้

1. ด้านเศรษฐกิจ รัฐบาลจะดำเนินมาตรการให้เศรษฐกิจไทยฟื้นตัวอย่างเป็นระบบ โดยเร่งฟื้นฟูเศรษฐกิจระยะสั้นควบคู่กับการวางแผนเศรษฐกิจในระยะยาว ตามนโยบาย Quick Big Win ซึ่งนโยบายนี้มีนัยว่าเป็นการกระตุ้นสั้น ได้ผลยาว และกระจายตัว โดยช่วงที่ผ่านมารัฐบาลได้ออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ เพื่อกระตุ้นการเติบโตในไตรมาสที่ 4 ซึ่งจะทำให้เม็ดเงินลงไปในระบบเศรษฐกิจไม่ต่ำกว่า 100,000 ล้านบาท

ขณะที่ การลงทุนเพื่ออนาคตมีการสนับสนุนสินเชื่อเพื่อสร้างความยั่งยืน ยกระดับเศรษฐกิจไทยให้เติบโตบนเส้นทางเศรษฐกิจสีเขียว เพื่อลดข้อจำกัดด้านการส่งออก และเพิ่มรายได้ให้แก่เกษตรกร รวมถึงการออกมาตรการด้านการท่องเที่ยว ซึ่งเป็นส่วนสำคัญที่สร้างรายได้ให้กับประเทศ

2. ด้านการต่างประเทศ รัฐบาลกำลังเร่งเจรจาเพื่อแก้ไขผลกระทบจากสงครามการค้า รวมทั้งผลักดันให้ประเทศไทย ได้เข้าเป็นสมาชิกองค์การความร่วมมือด้านเศรษฐกิจและการพัฒนา หรือ OECD ให้แล้วเสร็จภายในปี 2573 หากประเทศไทยได้เข้าเป็นสมาชิก เราจะเป็นประเทศที่สร้างความเชื่อมั่น สร้างความเชื่อถือ และสามารถดึงดูดความมั่นใจแก่ประเทศผู้ค้าต่างๆ ทั่วโลก เพื่อให้เกิดการลงทุนในประเทศของเราได้มากยิ่งขึ้น รวมถึงด้านความมั่นคงซึ่งรัฐบาลมุ่งเน้นแนวทางสันติวิธี ในการแก้ปัญหาข้อพิพาทระหว่างประเทศของเรากับประเทศเพื่อนบ้าน อีกทั้งการแก้ปัญหาในพื้นที่จังหวัดภาคใต้ให้เป็นรูปธรรม นอกจากนี้ รัฐบาลยังดำเนินนโยบายต่างประเทศเชิงรุกที่เท่าทันต่อการเปลี่ยนแปลงของโลก นำประเทศไทยกลับเข้ามาสู่จอเรดาร์อีกครั้ง เพื่อสร้างความมั่นใจ และสร้างบทบาทของประเทศไทยในเวทีโลก

3. ด้านสังคม รัฐบาลจะจัดการอย่างเร่งด่วนกับปัญหาสแกมเมอร์หรือการหลอกลวงทางเทคโนโลยี การพนัน อาชญากรรมข้ามชาติ และยาเสพติด รวมถึงการแก้ไขปัญหาการแสวงหาผลประโยชน์ให้กับตนเอง และพวกพ้อง โดยยึดหลักนิติธรรม และความโปร่งใส เพื่อยุติการคอร์รัปชัน ขอย้ำว่า รัฐบาลนี้แสดงทีท่าอย่างชัดเจนว่าเป็นศัตรูตัวฉกาจของสแกมเมอร์ ยาเสพติด และเจ้าของบ่อนการพนัน เจ้าของธุรกิจที่ผิดกฎหมาย ตนได้พิสูจน์ให้เห็นว่าได้ให้ความร่วมมือในการดำเนินทุกนโยบาย ที่จะทำให้สังคมเหล่านี้พ้นไปจากประเทศไทยซึ่งผลงานก็เห็นอยู่

4. ด้านภัยธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม รัฐบาลจะพัฒนาเครือข่ายการเตือนภัยพิบัติอย่างเป็นระบบ โดยเฉพาะพื้นที่ประสบภัยอุทกภัยเป็นประจำ หรือพื้นที่มีความเสี่ยงสูงด้านหมอกควัน พร้อมเร่งเยียวยา และฟื้นฟูผู้ประสบภัยให้กลับสู่สภาพวิถีชีวิตปกติให้เร็วที่สุด

นายกรัฐมนตรี กล่าวต่อว่า ช่วง 2-3 สัปดาห์ที่ผ่านมา ตนได้ลงพื้นที่ในหลายจังหวัดหลายครั้ง เพื่อตรวจสถานการณ์ และหาวิธีช่วยเหลือประชาชนที่ประสบปัญหาภัยพิบัติหลากหลายรูปแบบ ได้เห็นว่าสถานการณ์ปีนี้รุนแรง เช่น น้ำท่วมอย่างหนัก จึงขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งดำเนินการเยียวยาโดยเร็ว ครอบคลุม, ทั่วถึง และลดขั้นตอนต่างๆ เพื่อให้เงินช่วยเหลือ และนโยบาย เข้าถึงประชาชนโดยเร็วที่สุด

ทั้งนี้ หากหน่วยงานทั้งภาครัฐ และเอกชน มีการจัดประชุม อีเว้นท์ หรืออบรมสัมมนา ช่วงปลายปี ขอให้พิจารณาจัดในจังหวัดที่ประสบภัยพิบัติ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ เช่น อ.หาดใหญ่ ซึ่งทุกภาคส่วนได้เตรียมความพร้อมรองรับนักท่องเที่ยว และนักกีฬาซีเกมส์ไว้แล้ว แต่ต้องชะลอไปเพราะสภาพพื้นที่ไม่เอื้ออำนวยให้จัดการแข่งขัน ทำให้เกิดความเสียหายจำนวนมาก จากการต้องยกเลิกการเดินทางของนักกีฬา นักท่องเที่ยว และกองเชียร์ จึงขอฝากหัวหน้าส่วนราชการทุกท่าน ตนไม่ได้ตัดงบประมาณสำหรับการประชุมหรือสัมมนาภายในประเทศ แต่ขอให้เลือกจังหวัดที่กำลังประสบภัย เพื่อช่วยฟื้นฟูเศรษฐกิจ และสร้างรายได้ให้ประชาชนผู้ได้รับผลกระทบดีขึ้นจากการมีเงินหมุนเวียนในพื้นที่

ขณะที่ ด้านสิ่งแวดล้อม รัฐบาลจะผลักดันให้ประเทศไทยบรรลุเป้าหมาย Net zero หรือ การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ ภายในปี 2593 หากไม่เริ่มวันนี้อีกไม่กี่สิบปีก็อาจสายเกินไป ดังนั้น เราจำเป็นต้องเป็นผู้ริเริ่มให้ได้ เพื่อบรรลุเป้าหมาย 100% ภายใน 25 ปี

5. ด้านการบริหารงานภาครัฐ รัฐบาลจะปฏิรูประบบราชการและกฎหมาย มุ่งสู่การเป็นรัฐบาลดิจิทัลให้บริการอย่างสะดวกรวดเร็ว โปร่งใส เปิดเผยข้อมูล แก้ไข รวมถึงยกเลิกกฎหมายที่เป็นอุปสรรคต่อประชาชน

นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า นอกจาก 5 ด้าน รัฐบาลยังให้ความสำคัญกับการวางรากฐานประเทศ ซึ่งเป็นการลงทุนระยะยาว ทั้งด้านการศึกษา ระบบสุขภาพ การส่งเสริมการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน ทั้งระบบคมนาคม และโลจิสติกส์ ด้านพลังงานทดแทน นวัตกรรมประหยัดพลังงาน และโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่มีคุณภาพ

นายกรัฐมนตรี กล่าวต่อว่า ช่วงเวลาที่รัฐบาลของตนได้บริหารประเทศ ตนอยากนามสกุล “หลีกภัย” แต่กลับได้นามสกุลเจอภัย ทั้งภัยเศรษฐกิจ ภัยความมั่นคง ภัยสังคม และภัยธรรมชาติ ตั้งแต่เดือนกันยายนจนถึงปัจจุบัน มีภัยเศรษฐกิจ ซึ่งเศรษฐกิจตกต่ำทั่วโลก จึงต้องเร่งดำเนินมาตรการ Quick Big Win ซึ่งประชาชนมีความพึงพอใจ มีความเชื่อมั่น รัฐบาลก็พยายามทำต่อเพื่อให้ประชาชนมีขวัญกำลังใจ

ส่วนภัยความมั่นคง เรามีปัญหาพิพาทกับกัมพูชา ตนขอเอ่ยชื่อเลย ประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งตนได้เห็นความทุ่มเทเสียสละอดทนเป็นอย่างยิ่งของคนไทย ตลอดจนความอดทน ความมุ่งมั่นที่จะแก้ปัญหาปกป้องอธิปไตย รักษาบ้านเมือง ของทางกองทัพ ตำรวจ ฝ่ายความมั่นคง และฝ่ายปกครอง ตนเข้ามาในช่วงที่พีคพอดี

“จะไม่มีขาที่แปด ถ้ามีขาที่แปด เราต้องแสดงให้คนคิดว่าประเทศไทยของเราเป็นสิ่งที่ต่อรองไม่ได้ ผมเชื่อว่าพี่น้อง และกองทัพ คงทราบดีว่าเราคงต้องให้เขาได้ยินว่าประเทศไทยเป็นอย่างไร ผมยังเชื่อมั่น แม้เรามีบทกลอนสอนว่า “ไทยนี้รักสงบแต่ถึงรบไม่ขลาด” ผมได้พบกับพี่น้อง เพื่อนข้าราชการฝ่ายความมั่นคงมาตลอด เชื่อว่าไทยไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากต้องรักษาเอกราชของชาติ รักษาเกียรติภูมิเกียรติยศ และไม่มีตัวเลือกอื่นนอกจากชนะลูกเดียวหากต้องมีการต่อสู้กัน นี่คือนโยบายที่จะบอกว่า รัฐบาลต้องให้การสนับสนุนกองทัพในการรักษาอธิปไตยอย่างเต็มที่”

นายกรัฐมนตรี กล่าวด้วยว่า สำหรับภัยธรรมชาติ พายุ น้ำท่วม จากสภาพอากาศโลกที่เปลี่ยนแปลง เราจะต้องทำให้งบประมาณสอดรับกับสถานการณ์ของประเทศ และสถานการณ์ของโลกที่เปลี่ยนไป โดยมีเป้าหมายเพื่อประชาชนเป็นสำคัญ ซึ่งในปี 2570 ตน และสำนักงบประมาณช่วยกันพิจารณาจัดทำงบประมาณ เพื่อพัฒนาและอำนวยความสะดวกให้กับประชาชน และจะต้องหากลยุทธ์ทุกรูปแบบ เพื่อให้การจัดทำงบประมาณนี้ช่วยให้ประชาชนพ้นจากภัย 4 ข้อข้างต้น โดยขอให้สำนักงบประมาณ พิจารณาปัจจัยของภัยทั้ง 4 และจัดหางบประมาณให้สอดคล้องกับสถานการณ์ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้

นายกรัฐมนตรี กล่าวอีกว่า เนื่องจากสถานการณ์ภาคการคลังของประเทศไทย ได้ส่งสัญญาณเตือนหลายด้าน สัดส่วนรายได้ของรัฐบาลต่อจีดีพีลดลงต่อเนื่อง ขณะที่สัดส่วนรายจ่ายรัฐบาลต่อจีดีพีมีแนวโน้มสูงขึ้นเป็นลำดับ รัฐบาลจึงเน้นฟื้นฟูสภาพการคลังของประเทศ กำหนดเป้าหมายลดการขาดดุลงบประมาณไม่เกินร้อยละ 3 ของปี 2572 และควบคุมสัดส่วนหนี้สาธารณะให้ไม่เกิน 70% ต่อจีดีพี ขอให้ข้าราชการทุกฝ่าย ช่วยกันบริหารการจ่ายงบประมาณให้มีประสิทธิภาพสูงสุด เพื่อไม่ให้ประเทศต้องเจอวิกฤตการณ์ด้านการเงินการคลังในอนาคต

ทั้งนี้ งบประมาณรายจ่ายของปี 2570 กำหนดวงเงินไว้ที่ 3.788 ล้านล้านบาท เพิ่มจากปีก่อน 7,400 ล้านบาท ขอให้ทุกหน่วยงานได้พิจารณาจัดทำคำขอให้มีประสิทธิภาพ และไม่ควรเพิ่มเกินร้อยละ 20 ของปีที่แล้ว ส่วนที่เพิ่มขึ้นควรจะเป็นรายจ่ายการลงทุน ไม่ใช่รายจ่ายที่ใช้แล้วหายไป ต้องไม่เป็นการเพิ่มรายจ่ายประจำที่เป็นภาระงบประมาณในระยะยาว ด้วยข้อจำกัดของงบประมาณ รัฐบาลขอความร่วมมือทุกท่าน ร่วมกันปรับเปลี่ยนการทำงานของภาครัฐให้มีประสิทธิภาพสูงสุดในทรัพยากรที่มีอย่างจำกัด การใช้งบประมาณต้องมีความโปร่งใสและต้องมีความคุ้มค่า ขอเน้นย้ำว่าเนื่องจากรายจ่ายประจำเพิ่มสูงขึ้นมาก ขอให้ใช้รายจ่ายประจำเฉพาะส่วนที่จำเป็น จะได้มีเม็ดเงินเพื่อการลงทุนเข้ามามากขึ้น

นายกรัฐมนตรี กล่าวด้วยว่า ขอให้เชื่อมั่นว่ารัฐบาลจะยึดหลักการทำงานที่จะดำรงไว้ซึ่งการพิทักษ์รักษาชาติ สถาบันพระมหากษัตริย์ ยึดมั่นการปกครองตามระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขและยึดมั่นในหลักนิติธรรม ใช้กฎหมายอย่างเป็นธรรมบนหลักธรรมาภิบาล

อนุทิน มอบนโยบายจัดทำงบฯ ปี 70 บอกอยากนามสกุล “หลีกภัย” แต่กลับเจอภัย 4 ด้าน

อนุทิน มอบนโยบายจัดทำงบฯ ปี 70

การที่นายกฯ อนุทิน ได้มอบนโยบายจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ สังคม และภัยธรรมชาติ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน แม้จะเผชิญกับความท้าทายต่างๆ ก็ตาม การให้ความสำคัญกับการลงทุนเพื่ออนาคตและการบริหารจัดการงบประมาณอย่างมีประสิทธิภาพ จะเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้ประเทศไทยสามารถก้าวข้ามอุปสรรคและสร้างความเจริญรุ่งเรืองได้ในระยะยาว การจัดทำงบประมาณปี 70 จึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง

รัฐบาลกำลังเร่งแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่ประเทศกำลังเผชิญอยู่ และมุ่งมั่นที่จะสร้างอนาคตที่ดีกว่าสำหรับประชาชนทุกคน มาร่วมกันสนับสนุนนโยบายของรัฐบาลและสร้างประเทศไทยให้เป็นประเทศที่น่าอยู่สำหรับทุกคน

ที่มา – นายกฯ มอบนโยบายจัดทำงบฯ ปี 70 บอกอยากนามสกุล “หลีกภัย” แต่กลับเจอภัย 4 ด้าน

“วรวัจน์” ฉะ งบสร้างถนนแฝงงบจังหวัด

กมธ.งบประมาณ ฉะของบจังหวัดซ้ำซ้อนงบสร้างถนน กระทรวงคมนาคม “วรวัจน์” ลั่นงบประมาณ 2570 อย่าใส่เข้ามาอีก ควรเปิดโอกาสให้นำเงินไปพัฒนาจังหวัด ไม่ใช่ปล่อยให้ทำแต่ถนน

เมื่อเวลา 15.26 น. วันที่ 15 ส.ค. 2568 ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ครั้งที่ 11 (สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง) เป็นพิเศษเพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ ปี 2569 วาระ 2-3 ในมาตรา 28 งบประมาณจังหวัดและกลุ่มจังหวัด นายวรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล สส.แพร่ พรรคเพื่อไทย อภิปรายว่า คนต่างจังหวัดหวังกับงบก้อนนี้ แต่ทำไมไม่ให้งบประมาณก้อนนี้ใช้พัฒนาจังหวัดจริงๆ ทำไมถึงมีงบกระทรวงคมนาคม อย่างงบสร้างถนนทางหลวง ทางหลวงชนบทมาอยู่ในงบฟังก์ชัน (งบในส่วนอำเภอที่สอดคล้องกับแผนพัฒนาจังหวัด) แฝงในงบประมาณของจังหวัด กรรมาธิการหลายคนไม่เห็นด้วย และบอกกับจังหวัดว่า อย่าใส่มาอีก ในงบฯ ปี 2570 โดยกรรมาธิการระบุว่าต่อไปนี้ตั้งแต่งบฯ ปี 2570 หากตั้งงบประมาณขอตัดถนนเข้ามาอีก จะตัดออกจริงหรือไม่ เพื่อเปิดโอกาสให้เงินก้อนนี้ไปพัฒนาจังหวัดได้จริง นี่คือความเห็นด้วยของ สส. เกือบทั้งสภา ไม่ใช่ปล่อยให้ทำแต่ถนน

“วรวัจน์” ฉะ งบสร้างถนนแฝงงบจังหวัด

จากนั้น นายพิษณุ หัตถสงเคราะห์ กรรมาธิการเสียงข้างน้อย ลุกขึ้นชี้แจงว่า งบประมาณรายจ่ายจังหวัดและกลุ่มจังหวัดปี 2569 ตั้งไว้ 26,525 ล้านบาท มีหน่วยงาน 94 หน่วย ขอปรับลดลง 40% หรือ 10,000 ล้านบาท การตั้งงบฯ จังหวัดและกลุ่มจังหวัด ปี 67-69 ยังกระจุกตัวอยู่ในโครงสร้างพื้นฐาน ปี 69 ลดลงเป็นโครงการก่อสร้างบำรุง ปรับปรุง ถนน 10,600 ล้านบาท หรือ 39% ไปกระจุกที่กรมทางหลวงและกรมทางหลวงชนบท อยู่ในงบฯ ผู้ว่าฯ ซีอีโอ การจัดสรรงบฯ จึงยังไม่ตอบโจทย์ ตามที่ประชาชนต้องการจริง เช่น ไม่มีงบฯ เรื่องการแก้ปัญหายาเสพติดในพื้นที่ อยากให้ผู้ว่าราชการจังหวัดปรับปรุงการจัดสรรงบประมาณให้ตอบโจทย์ที่ชาวบ้านต้องการ

ทำไมถึงต้องตรวจสอบงบสร้างถนนแฝงงบจังหวัด?

ขณะที่นายพงศกร อรรณนพพร กรรมาธิการเสียงข้างมาก อภิปรายว่า กรรมาธิการได้ตั้งข้อสังเกตทุกปีเกี่ยวกับงบจังหวัดและกลุ่มจังหวัด ผู้ว่าจังหวัดไหนตั้งงบซ้ำกับงบหลักของกระทรวงหลัก หรืองบฟังก์ชัน พวกเราจะตัดออก พูดซ้ำแล้วซ้ำอีก แต่สิ่งที่ทำกลับมาก็ยังของบฯ ซ้ำซ้อน งบ 26,000 ล้านบาท คูณ 4 ปี ตก 100,000 ล้านบาทเศษ ไปซ้ำกับงบทางหลวง-ทางหลวงชนบท ที่มีงบประจำทุกปี บางจังหวัดซอยแบ่งซื้อแบ่งจ้างเป็นชุดละ 50 ล้านบาท ต้องฝาก ป.ป.ช. ไปดูเรื่องนี้ว่า งบแบ่งซื้อแบ่งจ้างในส่วนของตำบลและ อปท. คืนสู่รัฐบาลกลางเท่าไหร่ 

ขอฝากถึงคณะกรรมการนโยบายบริหารเชิงพื้นฐานแบบบูรณาการ ที่มีนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ดูงบฯ ซ้ำซ้อนแต่ละกระทรวงด้วย ให้ตัดออก ตนขอยืนยันถ้าอยู่ในกรรมาธิการงบประมาณปีหน้า มีงบตัวนี้จะต้องตัดจริง มีบางจังหวัดให้ความใส่ใจ อาทิ งบฯ ปี 2567 จังหวัดที่ผู้ว่าราชการ ใส่ใจ ได้คืนมา 3,900 ล้านบาท งบฯ ปี 2568 ได้คืน 5,200 ล้านบาท มาปี 2569 ตัดมาได้ 6,586 ล้านบาท วิธีแก้ปัญหางบจังหวัดที่ดีที่สุด ไม่ให้เกิดความเหลื่อมล้ำ คือผู้ว่าราชการจังหวัดต้องมาจากการเลือกตั้ง ก่อนที่จะโหวตผ่านตามกรรมาธิการเสียงข้างมาก

การตรวจสอบ งบสร้างถนนแฝงงบจังหวัด เป็นเรื่องสำคัญที่ สส. หลายท่านให้ความสนใจ เพราะเงินที่ถูกนำไปใช้ควรถูกจัดสรรให้ตรงจุดและเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชนในแต่ละจังหวัด การที่งบประมาณไปซ้ำซ้อนกับโครงการอื่น ๆ ทำให้โอกาสในการพัฒนาด้านอื่น ๆ ของจังหวัดลดลง

ในท้ายที่สุดแล้ว การมีผู้ว่าราชการจังหวัดที่มาจากการเลือกตั้ง อาจเป็นทางออกหนึ่งที่ช่วยให้การจัดสรรงบประมาณเป็นไปอย่างโปร่งใสและตอบโจทย์ความต้องการของประชาชนได้อย่างแท้จริง เพราะผู้ที่มาจากการเลือกตั้งย่อมมีความเข้าใจและความรับผิดชอบต่อประชาชนในพื้นที่มากกว่า

ดังนั้นการพิจารณา งบสร้างถนนแฝงงบจังหวัด จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งยวด เพื่อให้เงินภาษีของประชาชนถูกนำไปใช้อย่างคุ้มค่าและเกิดประโยชน์สูงสุดในการพัฒนาประเทศชาติ

ประเด็นเรื่อง งบสร้างถนนแฝงงบจังหวัด นี้ยังคงเป็นที่จับตา และมีการหารือกันอย่างต่อเนื่องในวงการการเมืองไทย

ที่มา – “วรวัจน์” ฉุนใส่งบสร้างถนนแฝงงบจังหวัด ลั่นควรนำเงินไปพัฒนาจังหวัดไม่ใช่ปล่อยให้ทำแต่ถนน

Scroll to top