งบประมาณปี 2570

“อรรถกร” ซัด พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน ทำคนไทยเป็นหนี้คนละ 6 พัน

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในวงการการเมืองไทยเมื่อวันที่ 4 มิถุนายน 2569 หลังจาก “อรรถกร” ซัด พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน ทำคนไทยเป็นหนี้คนละ 6 พัน บาท โดยได้ออกมาวิพากษ์วิจารณ์การดำเนินงานของรัฐบาลอย่างดุเดือดผ่านเวทีรัฐสภา ซึ่งสร้างความกังวลใจให้กับประชาชนทั่วประเทศถึงภาระหนี้สาธารณะที่กำลังจะพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

“อรรถกร” ซัด พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน ทำคนไทยเป็นหนี้คนละ 6 พัน สะท้อนความไม่โปร่งใส

นายอรรถกร ศิริลัทธยากร สส.ฉะเชิงเทรา จากพรรคกล้าธรรม ได้ออกมาแสดงความเห็นอย่างตรงไปตรงมาว่า การออก พ.ร.ก. ฉบับนี้แม้รัฐบาลจะมีเสียงข้างมากในสภา แต่ในแง่ของความคุ้มค่าและความเป็นธรรมนั้นยังเป็นที่น่าสงสัย เพราะคนไทยกว่า 67 ล้านคนต้องตื่นมาพร้อมกับภาระหนี้ที่เพิ่มขึ้นเฉลี่ยคนละกว่า 6,000 บาทโดยไม่มีทางเลือก

เจาะลึกปมเดือด “อรรถกร” ซัด พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน ทำคนไทยเป็นหนี้คนละ 6 พัน

ไม่เพียงแค่เรื่องของตัวเลขหนี้สินเท่านั้น แต่ยังมีประเด็นที่น่าสนใจเกี่ยวกับรายละเอียดในโครงการที่คุณอรรถกรได้ตั้งข้อสังเกตไว้ ดังนี้:

  • การจัดลำดับความสำคัญ: การผลักดันโครงการที่อาจไม่ใช่ภาวะฉุกเฉินจริงมาใส่รวมไว้ใน พ.ร.ก. เพื่อให้ผ่านการอนุมัติง่ายขึ้น
  • ความชัดเจนของแผนงาน: โครงการปรับโครงสร้างพลังงานถูกตั้งคำถามว่า เร่งด่วนจริงหรือไม่ หรือเป็นเพียงการนำงบประมาณมาใช้โดยขาดความสอดคล้องกับงบประมาณปกติ
  • หลักเกณฑ์การช่วยเหลือ: ความกังวลว่าผู้ได้รับผลกระทบที่เป็นกลุ่มเปราะบางจะเข้าถึงสิทธิ “ไทยช่วยไทยพลัส” ได้อย่างทั่วถึงหรือไม่

คุณอรรถกรได้เปรียบเทียบการกระทำของรัฐบาลในครั้งนี้ว่าเป็นเสมือน “เมนูยัดไส้” ที่นำโครงการขนาดใหญ่มาซ่อนรายละเอียดไว้ในกฎหมายกู้เงินฉบับเดียว ทำให้ประชาชนไม่สามารถตรวจสอบข้อมูลได้อย่างถี่ถ้วน ต่างจากร้านอาหารทั่วไปที่ยังต้องระบุส่วนผสมและราคาให้ชัดเจน แต่เมนูการกู้เงินครั้งนี้กลับไม่มีใครรู้แน่ชัดว่ามีอะไรแฝงอยู่ข้างในบ้าง

ยิ่งไปกว่านั้น การที่รัฐบาลยุติการทำประชามติทั้งที่สูญเสียงบประมาณไปแล้วกว่า 9,000 ล้านบาท ยิ่งตอกย้ำให้เห็นว่าคำมั่นสัญญาเรื่องประชาธิปไตยที่เคยให้ไว้กับประชาชนนั้น ดูเหมือนจะสวนทางกับสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นจริงบนหน้ากระดานการเมืองไทยในขณะนี้

ในมุมมองของผู้เขียน หากรัฐบาลต้องการสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน สิ่งสำคัญที่สุดคือความโปร่งใสและการชี้แจงรายละเอียดของโครงการให้ชัดเจนที่สุด เพราะเงินทุกบาททุกสตางค์ที่กู้มา คือภาระภาษีที่คนไทยทุกคนต้องร่วมกันแบกรับไปอีกนาน หากขาดการบริหารจัดการที่ดี ผลกระทบที่จะตามมาในอนาคตอาจมากกว่าแค่ตัวเลขทางเศรษฐกิจ แต่จะเป็นเรื่องของความศรัทธาที่ประชาชนมีต่อรัฐบาลนั่นเอง

ที่มา – “อรรถกร” ซัด พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน ทำคนไทยเป็นหนี้คนละ 6 พัน ชี้รัฐบาลผิดคำมั่นประชาธิปไตย

ศิริกัญญา ซัดกองทุนบัตรคนจน ตั้งงบไม่พอเสี่ยงผิดกฎหมาย

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในสภากันอีกครั้ง เมื่อ “ศิริกัญญา ตันสกุล” สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ออกมาตั้งคำถามถึงการบริหารจัดการงบประมาณของ “กองทุนประชารัฐสวัสดิการเพื่อเศรษฐกิจฐานรากและสังคม” ที่ดูเหมือนว่าจะไปไม่ถึงเป้าหมายและอาจเข้าข่ายสุ่มเสี่ยงต่อการทำผิดกฎหมายเสียเอง

ศิริกัญญา ซัดกองทุนบัตรคนจน ตั้งงบไม่พอจนต้องดึงเงินกู้มาโปะ เสี่ยงผิดกฎหมาย

เหตุการณ์เริ่มต้นจากการอภิปรายในวาระรับทราบรายงานประจำปีกองทุนประชารัฐฯ ประจำปีงบประมาณ 2567 ซึ่งศิริกัญญาได้ชี้ให้เห็นถึงความผิดปกติในการตั้งงบประมาณที่ไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง หลายปีที่ผ่านมาเราเห็นรูปแบบการขออนุมัติงบในจำนวนหนึ่ง แต่กลับใช้จริงเกินจากงบที่ได้รับอนุญาต จนต้องมีการดึงเงินสำรองหรือของบกลางมาโปะปิดช่องว่างอยู่ตลอด

ประเด็นที่น่าจับตาที่สุดคือการเตรียมดึงเงินกู้จาก พ.ร.ก.เงินกู้ฯ 400,000 ล้านบาท ที่เดิมมีวัตถุประสงค์เพื่อเยียวยาวิกฤตพลังงาน จำนวน 18,800 ล้านบาท มาใช้ในโครงการประชารัฐสวัสดิการ ซึ่งศิริกัญญาตั้งข้อสังเกตว่า ศิริกัญญา ซัดกองทุนบัตรคนจน ตั้งงบไม่พอจนต้องดึงเงินกู้มาโปะ เสี่ยงผิดกฎหมาย ในขณะที่สวัสดิการเหล่านี้เป็นภาระรายจ่ายประจำ ไม่ใช่การเยียวยาจากวิกฤตพลังงานอย่างที่ระบุไว้ในวัตถุประสงค์ของกฎหมาย

เจาะลึกปัญหาเชิงโครงสร้าง: วงจรอุบาทว์ที่ต้องแก้ไข

นอกจากปัญหาเรื่องการใช้เงินกู้ผิดประเภทแล้ว สิ่งที่น่าตั้งคำถามไม่แพ้กันคือประสิทธิภาพของกองทุนฯ ในการยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน โดยมีประเด็นหลักที่ต้องการคำตอบดังนี้:

  • การประเมินผลสัมฤทธิ์ที่ขาดหายไป: ทำไมรายงานถึงไม่แสดงผลว่ากองทุนช่วยให้คนพ้นเส้นความยากจนได้จริงกี่คน
  • การลงทะเบียนรอบใหม่ที่ล่าช้า: จากเดิมที่ควรต้องลงทะเบียนทุก 2 ปี แต่ปัจจุบันกลับทิ้งช่วงเวลาไปมากกว่ากำหนด
  • ความโปร่งใสในการใช้จ่ายเงินหมื่นล้าน: การแจกเงินสดผู้ถือบัตรฯ ไม่ควรถูกนำไปรวมกับตัวเลขกระตุ้นเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียว แต่ต้องดูความยั่งยืนด้วย

ข้อสังเกตจาก ศิริกัญญา ซัดกองทุนบัตรคนจน ตั้งงบไม่พอจนต้องดึงเงินกู้มาโปะ เสี่ยงผิดกฎหมาย สะท้อนให้เห็นถึงความล้มเหลวในการจัดสรรงบประมาณของภาครัฐที่ยังติดอยู่ใน “วังวน” เดิมๆ คือการทำงบประมาณไม่ให้ครอบคลุมความต้องการจริง แล้วค่อยมาหาวิธีแก้ปัญหาเฉพาะหน้าด้วยการใช้งบกลางหรือเงินคงคลัง

ในมุมมองของคุณ คิดว่าการนำเงินจาก พ.ร.ก.กู้เงินมาใช้เพื่อสวัสดิการพื้นฐานเป็นเรื่องที่ยอมรับได้หรือไม่ หรือถึงเวลาแล้วที่รัฐบาลต้องรื้อระบบการตั้งงบประมาณกองทุนประชารัฐให้มีความรัดกุมมากกว่านี้ เพื่อให้ภาษีของประชาชนถูกใช้ไปอย่างคุ้มค่าและตรงตามวัตถุประสงค์ของกฎหมายจริงๆ

ที่มา – “ศิริกัญญา” ซัดกองทุนบัตรคนจน ตั้งงบไม่พอจนต้องดึงเงินกู้มาโปะ เสี่ยงผิดกฎหมาย

“หมอวรงค์” ตั้งคำถามโครงการเปลี่ยนผ่านพลังงาน ใน พ.ร.ก.กู้เงิน

“หมอวรงค์” ตั้งคำถามโครงการเปลี่ยนผ่านพลังงาน ใน พ.ร.ก.กู้เงิน กลายเป็นประเด็นร้อนที่หลายคนให้ความสนใจ หลังจาก นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม ส.ส.พรรคไทยภักดี ออกมาแถลงข่าวตั้งข้อสงสัยต่อ พ.ร.ก.กู้เงิน 400,000 ล้านบาท ของรัฐบาล โดยเฉพาะเงินก้อนที่ 2 จำนวน 200,000 ล้านบาท ที่จะนำไปใช้ในการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดและพลังงานหมุนเวียน ชาวเน็ตและนักการเมืองหลายคนเริ่มตั้งคำถามตามว่า เงินก้อนนี้จะเอื้อประโยชน์ให้ประชาชนจริงหรือแค่กลุ่มทุนใหญ่?

“หมอวรงค์” ตั้งคำถามโครงการเปลี่ยนผ่านพลังงาน ใน พ.ร.ก.กู้เงิน

การแถลงข่าวเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2569 ที่ห้องแถลงข่าวรัฐสภา โดยหมอวรงค์ยอมรับว่าเงินก้อนแรก 200,000 ล้านบาท ที่ใช้ช่วยเหลือประชาชน เกษตรกร และผู้ประกอบการนั้น ไม่มีปัญหา แต่เงินก้อนที่สองกลับมีแผนงานแค่ 4 โครงการเท่านั้น ซึ่งดูไม่สอดคล้องกับวงเงินมหาศาล ทำให้เกิดความสงสัยว่ามีความเร่งด่วนจริงหรือไม่ รัฐบาลอ้างถึงการเปลี่ยนผ่านพลังงานเพื่อรองรับนโยบาย Net Zero ภายในปี 2593 หรือ ค.ศ. 2050 ซึ่งยังเหลือเวลาอีก 24 ปีข้างหน้า ทำไมต้องรีบกู้เงินขนาดนี้?

4 โครงการหลักที่ถูกตั้งคำถาม

  • ติดตั้งโครงการ Solar Rooftop ให้หน่วยงานราชการ เพื่อผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคา
  • เปลี่ยนรถยนต์ของหน่วยงานราชการเป็นรถยนต์ไฟฟ้า (EV) เพื่อลดการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล
  • ติดตั้งสถานีชาร์จไฟฟ้า (EV Charger) สำหรับรองรับรถยนต์ไฟฟ้าในหน่วยงานต่าง ๆ
  • พัฒนาทักษะประชาชนและนวัตกรรมเพื่อรองรับเศรษฐกิจใหม่ที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานสะอาด

หมอวรงค์ชี้ว่า โครงการเหล่านี้ส่วนใหญ่ยังไม่เห็นผลประโยชน์ชัดเจนต่อประชาชนทั่วไป โดยเฉพาะ Solar Rooftop ที่ผลิตไฟได้แค่ 5 ชั่วโมงต่อวัน และอุปกรณ์ส่วนใหญ่ต้องนำเข้าจากต่างประเทศ สร้างภาระให้ประเทศในระยะยาว นอกจากนี้ ยังขาดการพิจารณาจุดแข็งของไทยที่เป็นประเทศเกษตรกรรม ซึ่งสามารถพัฒนาพลังงานชีวภาพจากพืชพลังงานและก๊าซชีวภาพได้ โดยไม่ต้องพึ่งพาการนำเข้า สิ่งนี้จะช่วยให้ไทยพึ่งพาตนเองได้มากกว่า และนำไปสู่ความยั่งยืนที่แท้จริง

ประชาชนหรือนายทุน? ใครได้ประโยชน์จริงจาก พ.ร.ก.กู้เงิน

“หมอวรงค์” ตั้งคำถามโครงการเปลี่ยนผ่านพลังงาน ใน พ.ร.ก.กู้เงิน อย่างตรงไปตรงมา โดยเรียกร้องให้รัฐบาลเปิดเผยแผนงานทั้งหมดอย่างละเอียด เพื่อให้สาธารณชนตรวจสอบ หากโครงการเหล่านี้ไม่คุ้มค่า ก็อาจเป็นเพียงการเอื้อกลุ่มทุนที่สนใจพลังงานโซลาร์เป็นหลัก ขณะที่ไทยมีศักยภาพในพลังงานทดแทนจากภาคเกษตร เช่น ไบโอดีเซลจากปาล์ม หรือก๊าซชีวภาพจากมูลสัตว์และพืชผลทางการเกษตร ซึ่งสามารถลดการปล่อยคาร์บอนได้อย่างมีประสิทธิภาพและกระจายประโยชน์สู่เกษตรกร

นอกจากนี้ การกู้เงินจำนวนมากในภาวะเศรษฐกิจยังเสี่ยงต่อหนี้สาธารณะที่ประชาชนต้องรับผิดชอบในอนาคต รัฐบาลควรพิจารณาความสมดุลระหว่างความเร่งด่วนกับความคุ้มค่า โดยเฉพาะเมื่อเป้าหมาย Net Zero ยังอยู่ไกล การผลักดันพลังงานหมุนเวียนแบบไทย ๆ จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่น สร้างงาน และลดการพึ่งพาต่างชาติได้ดีกว่า

ในมุมมองของผู้เขียน การตั้งคำถามเช่นนี้เป็นสิ่งจำเป็น เพื่อให้การใช้เงินภาษีเป็นไปอย่างโปร่งใส หากรัฐบาลมีข้อมูลรองรับ ก็ควรชี้แจงให้ชัดเจน คุณคิดอย่างไรกับประเด็นนี้? ประชาชนได้ประโยชน์จริงหรือไม่? แชร์ความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมแชร์บทความนี้เพื่อให้ข้อมูลแพร่กระจายสู่สาธารณะ

ที่มา – “หมอวรงค์” ตั้งคำถามโครงการเปลี่ยนผ่านพลังงาน ใน พ.ร.ก.กู้เงิน ประชาชนหรือนายทุนได้ประโยชน์

“ภราดร” เผยยอด พ.ร.บ.โอนงบฯ อาจไม่ถึง 3 หมื่นล้าน

วันนี้เรามาพูดถึงข่าวสำคัญในแวดวงการเมืองและเศรษฐกิจไทยกันครับ “ภราดร” เผยยอด พ.ร.บ.โอนงบฯ อาจไม่ถึง 3 หมื่นล้าน ซึ่งเป็นประเด็นที่หลายคนให้ความสนใจ เพราะเกี่ยวข้องโดยตรงกับการหมุนเวียนของเศรษฐกิจประเทศ นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะกำกับดูแลสำนักงบประมาณ ได้เปิดเผยข้อมูลล่าสุดเมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล

“ภราดร” เผยยอด พ.ร.บ.โอนงบฯ อาจไม่ถึง 3 หมื่นล้าน

เดิมที กระทรวงการคลังและสำนักงบประมาณคาดการณ์ยอดงบประมาณที่จะโอนคืนไว้ที่ 50,000-70,000 ล้านบาท เพื่อนำมาใช้แก้ไขสถานการณ์จำเป็นของประเทศ แต่ล่าสุดจากการตรวจสอบอย่างละเอียด พบว่าตัวเลขจริงอาจต่ำกว่า ไม่ถึง 30,000 ล้านบาท สาเหตุหลักมาจากนโยบายรัฐบาลที่ต้องการรักษา “ฟันเฟืองเศรษฐกิจ” ให้หมุนต่อไป โดยไม่ตัดโครงการสำคัญทิ้งหมด

รัฐบาลกำหนดเกณฑ์ชัดเจนสำหรับการโอนงบประมาณคืน คือ โครงการที่ยังไม่ดำเนินการภายในเส้นตาย 30 เมษายน 2569 จะถูกดึงงบกลับ แต่สำหรับโครงการที่เป็นงบผูกพัน จะปรับลดการเบิกจ่ายปีแรกแทนการยกเลิก เช่น จาก 20% ลดเหลือ 10-15% เพื่อให้โครงการเริ่มต้นได้และลดผลกระทบต่อภาพรวมเศรษฐกิจ

เกณฑ์การพิจารณาโครงการโอนงบประมาณ

  • โครงการที่ยังไม่เริ่มภายใน 30 เมษายน: โอนงบคืนทั้งหมด
  • โครงการงบผูกพัน: ปรับลดเบิกจ่ายปีแรกเหลือ 10-15%
  • เน้นโครงการที่ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ เช่น สาธารณูปโภค การท่องเที่ยว
  • หลีกเลี่ยงการหยุดโครงการที่อาจกระทบประชาชนและเอกชน

การตัดสินใจนี้สะท้อนถึงความระมัดระวังของรัฐบาลท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่ยังฟื้นตัวไม่เต็มที่ โดยเฉพาะหลังสถานการณ์โควิด-19 และปัจจัยภายนอกอย่างราคาน้ำมันโลกที่ผันผวน หากโอนงบมากเกินไป อาจทำให้โครงการหยุดชะงัก ส่งผลให้การจ้างงานและการลงทุนชะลอตัว

คาด พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน บรรจุวาระสภา 14 พ.ค.

นอกจากนี้ “ภราดร” เผยยอด พ.ร.บ.โอนงบฯ อาจไม่ถึง 3 หมื่นล้าน แล้ว ยังมีการอัปเดตความคืบหน้า พ.ร.ก.กู้เงิน 400,000 ล้านบาทด้วย แม้ฝ่ายค้านจะยื่นเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญ แต่เนื่องจากกฎหมายประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว กระบวนการสภายังเดินหน้าตามปกติ รัฐบาลเสนอเรื่องไปยังสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาเรียบร้อย คาดว่าประธานสภาฯ จะบรรจุวาระประชุมได้ในวันที่ 14 พฤษภาคม 2569 ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของประธาน

พ.ร.ก.กู้เงินนี้สำคัญมาก เพราะจะนำเงินมาจัดสรรสำหรับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ เช่น สวัสดิการประชาชน โครงการโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล และการฟื้นฟูภาคการท่องเที่ยว หากผ่านฉลุย จะช่วยเสริมสภาพคล่องให้รัฐบาลได้ทันที โดยไม่ต้องรอ พ.ร.บ.โอนงบที่ยอดน้อยกว่าคาด

ในมุมมองของผู้เขียน การจัดการงบประมาณแบบนี้เป็นกลยุทธ์ที่สมดุลดี รักษาสมดุลระหว่างการประหยัดและการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ หากยอดโอนงบจริงๆ ไม่ถึง 3 หมื่นล้าน รัฐบาลอาจต้องพึ่งพาการกู้ยืมมากขึ้น แต่ก็เป็นทางเลือกที่จำเป็นเพื่อป้องกันวิกฤต นักลงทุนและประชาชนควรติดตามการประชุมสภาในวันที่ 14 พ.ค. นี้อย่างใกล้ชิด

คุณคิดอย่างไรกับนโยบายนี้? มันจะช่วยเศรษฐกิจไทยได้จริงหรือไม่? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ ได้อ่านด้วยนะครับ เพื่อให้เราติดตามข่าวสารการเงินการเมืองที่อัปเดตที่สุด!

ที่มา – “ภราดร” เผยยอด พ.ร.บ.โอนงบฯ อาจไม่ถึง 3 หมื่นล้าน คาด พ.ร.ก.กู้เงิน บรรจุวาระ 14 พ.ค.

“ณัฐพงษ์” นำยื่นศาล รธน. ดัน กมธ.ตรวจ พ.ร.ก.เงินกู้

วันนี้เรามาพูดถึงประเด็นร้อนทางการเมืองที่กำลังเป็นที่สนใจของประชาชนทั่วประเทศ นั่นคือ“ณัฐพงษ์” นำพรรคฝ่ายค้านยื่นศาล รธน. ดันตั้ง กมธ.วิสามัญตรวจสอบ ปมรัฐบาลสอดไส้ พ.ร.ก.เงินกู้ ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม 2567 ที่อาคารรัฐสภา เหตุการณ์นี้สะท้อนถึงความพยายามของฝ่ายค้านในการตรวจสอบการใช้อำนาจของรัฐบาลให้โปร่งใสและถูกต้องตามรัฐธรรมนูญ

“ณัฐพงษ์” นำพรรคฝ่ายค้านยื่นศาล รธน. ดันตั้ง กมธ.วิสามัญตรวจสอบ ปมรัฐบาลสอดไส้ พ.ร.ก.เงินกู้

นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน ได้นำทีมแกนนำพรรคร่วมฝ่ายค้าน ยื่นคำร้องต่อประธานสภาผู้แทนราษฎร ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 173 เพื่อส่งต่อไปยังศาลรัฐธรรมนูญ ให้วินิจฉัยว่าการออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน 400,000 ล้านบาท เพื่อแก้ปัญหาวิกฤตพลังงานและเปลี่ยนผ่านโครงสร้างพลังงานนั้น ถูกต้องตามรัฐธรรมนูญมาตรา 172 วรรคหนึ่งหรือไม่

ประเด็นหลักที่ฝ่ายค้านตั้งข้อสงสัยคือ รัฐบาลถูกกล่าวหาว่ามีการสอดไส้เงินกู้ 200,000 ล้านบาท สำหรับแผนเปลี่ยนผ่านโครงสร้างพลังงาน ซึ่งไม่ได้เกี่ยวข้องโดยตรงกับความมั่นคงทางเศรษฐกิจหรือความจำเป็นเร่งด่วน แต่กลับใช้เงินเยียวยาประชาชนเป็นตัวประกันในการผลักดัน พ.ร.ก.ฉบับนี้ นายณัฐพงษ์ ย้ำว่าประชาชนควรตรวจสอบการทำหน้าที่ของรัฐบาลให้ดี

รายละเอียดในคำร้องที่ยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญ

คำร้องประกอบด้วยข้อมูลหลายส่วนเพื่อให้ศาลพิจารณา เช่น แผนเปลี่ยนผ่านโครงสร้างพลังงานควรดำเนินการผ่านงบประมาณรายจ่ายประจำปี ซึ่งต้องใช้เวลายาวนานหลายปี ไม่เหมาะสมที่จะรวมใน พ.ร.ก.เงินกู้ที่ออกในสถานการณ์ฉุกเฉิน นอกจากนี้ พ.ร.ก.นี้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาและมีผลบังคับใช้แล้ว ฝ่ายค้านจึงขอให้ศาลสั่งระงับการเบิกจ่ายส่วนที่ไม่จำเป็นก่อน เพื่อป้องกันปัญหาภายหลังหากศาลวินิจฉัยว่าไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ เงินที่กู้มาใช้ไปแล้วจะเรียกคืนอย่างไร

  • เงินกู้รวม 400,000 ล้านบาท: แบ่งเป็นเยียวยาประชาชนจากวิกฤตพลังงาน และส่วนเปลี่ยนผ่านพลังงาน 200,000 ล้าน
  • ข้อกังวลสอดไส้: ส่วนพลังงานไม่ใช่เรื่องเร่งด่วน ควรใช้ระบบงบประมาณปกติ
  • ขอระงับเบิกจ่าย: รอคำวินิจฉัยศาล เพื่อหลีกเลี่ยงความเสียหาย
  • หลีกเลี่ยงก้าวล่วงอำนาจ: คำร้องเขียนรอบคอบ ไม่ให้ศาลถูกวิจารณ์เหมือนกรณีรถไฟความเร็วสูง

ฝ่ายค้านยังเตรียมเสนอญัตติในสภาเพื่อตั้งคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญตรวจสอบการใช้จ่ายเงินกู้ฉบับนี้ โดยคาดว่ารัฐบาลไม่ควรโหวตคว่ำ หากไม่มีอะไรปกปิด เพราะการใช้งบเงินกู้มีกระบวนการกรองน้อยกว่าการใช้งบประมาณปกติที่ผ่านสภา หลายชั้น หากโปร่งใสจริง ยิ่งควรตั้ง กมธ. เพื่อติดตาม

บริบทและความสำคัญของกรณีนี้

พ.ร.ก.เงินกู้ฉบับนี้เกิดขึ้นท่ามกลางวิกฤตราคาพลังงานที่กระทบประชาชน รัฐบาลอ้างเพื่อเยียวยาและปรับโครงสร้างพลังงานให้ยั่งยืน แต่ฝ่ายค้านมองว่าเป็นการใช้อำนาจเกินขอบเขต ผสมเรื่องไม่เกี่ยวข้องเข้าไป การยื่นศาลรัฐธรรมนูญจึงเป็นเครื่องมือสำคัญในการตรวจสอบสมดุลอำนาจ ระหว่างฝ่ายบริหารและนิติบัญญัติ หากศาลรับคำร้อง อาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในการกำกับดูแลการเงินของรัฐ

ในมุมมองของผู้เขียน การเคลื่อนไหวครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงบทบาทฝ่ายค้านที่เข้มแข็งในการปกป้องผลประโยชน์ประชาชน โดยเฉพาะเรื่องงบประมาณมหาศาลที่อาจกลายเป็นภาระหนี้สินในอนาคต ประชาชนควรติดตามผลการวินิจฉัยของศาลอย่างใกล้ชิด เพราะจะส่งผลต่อความเชื่อมั่นในระบบการเมืองไทย

คุณคิดอย่างไรกับประเด็นนี้? รัฐบาลสอดไส้จริงหรือไม่? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมแชร์บทความนี้เพื่อให้ข้อมูลแพร่กระจาย สมัครรับข่าวสารอัปเดตทางการเมืองจากเราเพื่อไม่พลาดทุกเหตุการณ์สำคัญ!

ที่มา – “ณัฐพงษ์” นำพรรคฝ่ายค้านยื่นศาล รธน. ดันตั้ง กมธ.วิสามัญตรวจสอบ ปมรัฐบาลสอดไส้ พ.ร.ก.เงินกู้

“อภิสิทธิ์” ยันยื่นศาล รธน. พ.ร.ก.กู้เงิน

“อภิสิทธิ์” ยันฝ่ายค้านยื่นร้องศาล รธน. ตีความ พ.ร.ก.กู้เงิน เพื่อตรวจสอบว่าการกู้เงิน 4 แสนล้านบาทเพื่อแก้ปัญหาวิกฤตพลังงานและพลังงานสะอาดขัดรัฐธรรมนูญมาตรา 172 หรือไม่ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ชี้แจงเหตุผลว่าสถานการณ์ปัจจุบันไม่เข้าข่ายความมั่นคงทางเศรษฐกิจตามที่กฎหมายกำหนด และมีทางเลือกอื่นที่ดีกว่า

“อภิสิทธิ์” ยันฝ่ายค้านยื่นร้องศาล รธน. ตีความ พ.ร.ก.กู้เงิน สวน “เอกนิติ” แจกเงินมุ่งเป้าตรงไหน

เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 11 พฤษภาคม 2566 ที่สำนักงานพรรคประชาธิปัตย์ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีฝ่ายค้านเตรียมยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญเพื่อตีความพระราชกำหนดกู้เงิน 4 แสนล้านบาท โดยยืนยันว่าเวลา 12.00 น. วันเดียวกัน ฝ่ายค้านจะยื่นหนังสือผ่านประธานสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 10 พฤษภาคม พรรคประชาธิปัตย์ได้หารือกับพรรคประชาชนแล้ว

ประเด็นหลักที่ฝ่ายค้านทักท้วงคือ การตรา พ.ร.ก. ฉบับนี้ไม่เป็นไปตามเงื่อนไขรัฐธรรมนูญที่ต้องเพื่อความมั่นคงของเศรษฐกิจ โดยเฉพาะโครงการพลังงานกว่า 2 แสนล้านบาทที่ไม่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงทางเศรษฐกิจในปัจจุบัน นายอภิสิทธิ์ ชี้ว่า รัฐบาลอ้างตัวอย่างการกู้ในอดีต แต่ต้องดูข้อเท็จจริงและมาตรฐานสากลในการวัด “ความมั่นคงทางเศรษฐกิจ”

เปรียบเทียบการกู้เงินในอดีตกับปัจจุบัน

นายอภิสิทธิ์ยกตัวอย่างการกู้ พ.ร.ก. ในอดีต 3 ครั้งเพื่อชี้ให้เห็นความแตกต่าง:

  • ครั้งที่ 1: วิกฤตต้มยำกุ้ง ทุนสำรองเกือบหมด เศรษฐกิจหดตัวรุนแรง
  • ครั้งที่ 2: สมัยนายอภิสิทธิ์เป็นนายกฯ การท่องเที่ยวและส่งออกติดลบ คาดตกงานจำนวนมาก เศรษฐกิจหดตัว แม้ใช้ทุกมาตรการแล้วยังไม่พอ
  • ครั้งที่ 3: โควิด-19 หยุดกิจกรรมเศรษฐกิจทั้งระบบ

แต่สถานการณ์ปัจจุบัน ตัวเลขจากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) สิ้นเดือนมีนาคม ส่งออกบวก ลงทุนบวก บริโภคบวก เศรษฐกิจโดยรวมบวก การจัดเก็บรายได้ถึงกุมภาพันธ์ก็ตามเป้า ดังนั้นไม่เข้าข่ายความมั่นคงทางเศรษฐกิจ

พรรคประชาธิปัตย์ยืนยันว่า เศรษฐกิจมีปัญหาจากสงครามทำให้น้ำมันแพง ต้นทุนผลิตแพง แต่เสนอทางเลือก เช่น ลดภาษีสรรพสามิตน้ำมัน 4 เดือน ใช้เงินแค่ 60,000 ล้านบาท น้ำมันถูกลง 7 บาททันที ดีกว่ากู้ 200,000 ล้านบาท 4 เดือน และไม่ละเมิดรัฐธรรมนูญ

สวนกลับ “เอกนิติ” เรื่องแจกเงินไม่มุ่งเป้า

นายอภิสิทธิ์สวนนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯ และรมว.คลัง ที่บอกลดภาษีไม่มุ่งเป้าเพราะคนรวยก็ได้ประโยชน์ โดยยอมรับว่าการเติมเงินบัตรสวัสดิการฯ สามารถทำได้จากงบปกติ แต่ตั้งคำถามการแจกเงิน 30 ล้านคนผ่านแอป ที่คนมีมือถือดี สัญญาณดี มือไวถึงได้ นี่มุ่งเป้าตรงไหน? เป็นการช่วยแบบไม่ก่อหนี้สาธารณะมหาศาล และหลีกเลี่ยงการตรวจสอบ

มีวิธีช่วยประชาชนอื่นๆ อีกมากโดยไม่ต้องกู้หนี้เพิ่ม และยืนยันจุดยืนพรรคประชาธิปัตย์ไม่ขัดขวางการช่วยเหลือ แต่ต้องถูกต้องตามกฎหมาย

เชื่อศาลรับคำร้อง สภายุติรอผล แม้พรรคก้าวไกลไม่ลงชื่อร่วม แต่เชื่อศาลรัฐธรรมนูญรับพิจารณา และสภาต้องหยุดพิจารณาร่างตามกฎหมาย ทันกำหนด 14 พฤษภาคม

ประเด็น “อภิสิทธิ์” ยันฝ่ายค้านยื่นร้องศาล รธน. ตีความ พ.ร.ก.กู้เงิน สวน “เอกนิติ” แจกเงินมุ่งเป้าตรงไหน สะท้อนการตรวจสอบถ่วงดุลอำนาจที่สำคัญในระบบประชาธิปไตยไทย การตัดสินใจใช้งบประมาณมหาศาลต้องโปร่งใสและถูกต้องตามรัฐธรรมนูญเพื่อประโยชน์ประชาชนอย่างแท้จริง

คุณคิดอย่างไรกับเรื่องนี้? การกู้เงินหรือลดภาษี อะไรแก้ปัญหาได้ดีกว่า? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และติดตามข่าวการเมืองอัปเดตได้ที่บล็อกของเรา!

ที่มา – “อภิสิทธิ์” ยันฝ่ายค้านยื่นร้องศาล รธน. ตีความ พ.ร.ก.กู้เงิน สวน “เอกนิติ” แจกเงินมุ่งเป้าตรงไหน

“พริษฐ์” ซัดรัฐบาลฉวยโอกาสมัดรวมเงิน 2 ก้อน ใน พ.ร.ก.กู้เงิน

วันนี้เรามาคุยกันเรื่องการเมืองร้อนๆ ที่กำลังเป็นประเด็นใหญ่ในโซเชียลมีเดีย นั่นคือ “พริษฐ์” ซัดรัฐบาลฉวยโอกาสมัดรวมเงิน 2 ก้อน ใน พ.ร.ก.กู้เงิน ชี้ว่ารัฐบาลกำลังใช้เงินช่วยเหลือประชาชนเป็นตัวประกัน เพื่อสอดไส้โครงการพลังงานเข้าไปแบบลักไก่ โดยข้ามหัวสภาผู้แทนราษฎรไปเลย นายพริษฐ์ วัชรสินธุ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน (ปชน.) ออกมาโพสต์เฟซบุ๊กวิจารณ์อย่างดุเดือดเมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม 2569 หลังจาก พ.ร.ก.เงินกู้ 400,000 ล้านบาท ประกาศบังคับใช้แล้ว

“พริษฐ์” ซัดรัฐบาลฉวยโอกาสมัดรวมเงิน 2 ก้อน ใน พ.ร.ก.กู้เงิน

ทำไมเรื่องนี้ถึงวุ่นวายขนาดนี้? เพราะ พ.ร.ก.เงินกู้ฉบับนี้มัดรวมเงิน 2 ก้อนใหญ่เข้าไว้ด้วยกัน ก้อนแรกคือมาตรการช่วยเหลือ-เยียวยาประชาชน 200,000 ล้านบาท ที่ทุกคนรอคอยเพราะเศรษฐกิจกำลังย่ำแย่ ค่าครองชีพพุ่งสูง แต่ก้อนที่สองคือโครงการส่งเสริมการเปลี่ยนผ่านทางพลังงาน อีก 200,000 ล้านบาท ซึ่งนายพริษฐ์ชี้ว่าไม่ใช่เรื่องเร่งด่วน ไม่จำเป็นต้องใช้ พ.ร.ก.ข้ามสภา รัฐบาลฉวยโอกาสจากความเดือดร้อนของประชาชน เอาเงินก้อนแรกเป็นตัวล่อ เพื่อลักไก่ใส่ก้อนสองเข้าไปให้ผ่านฉลุย

ตามหลักการ พ.ร.ก.เงินกู้ใช้ได้เฉพาะกรณีฉุกเฉินที่ “ต้องทำตอนนี้” และ “หาเงินทางอื่นไม่ได้” เพื่อรักษาความมั่นคงทางเศรษฐกิจ เช่น ช่วงโควิดที่ผ่านมา แต่โครงการพลังงานอย่างการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด มันเป็นเรื่องระยะยาว ไม่ใช่เร่งด่วน รัฐบาลสามารถรอเสนอในงบประมาณปี 70 หรือเสนอ พ.ร.บ.เงินกู้ปกติให้สภาตรวจสอบได้ แต่เลือกไม่ทำ เพราะกลัวโดนคัดค้าน

ชี้สอดไส้โครงการพลังงานข้ามหัวสภาฯ

นายพริษฐ์ย้ำชัดว่ารัฐบาล “ไม่ตรงไปตรงมา” การมัดรวม 2 ก้อนแบบนี้ บังคับให้ฝ่ายค้านที่คัดค้านก้อนสอง ถูกเหมารวมว่าต่อต้านก้อนหนึ่งด้วย เสี่ยงถูกโจมตีว่าขัดขวางการช่วยประชาชน พรรคประชาชนเลยมีแผนรับมือชัดเจน

  • ยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ: ใช้มาตรา 173 ขอให้วินิจฉัยว่า พ.ร.ก.นี้ชอบด้วย รธน.มาตรา 172 หรือไม่ โดยโฟกัสที่ก้อนสอง เพื่อไม่ให้รัฐบาลอ้างว่าฝ่ายค้านขัดขวางเยียวยาประชาชน
  • เสนอตั้ง กมธ.วิสามัญ: ให้สภาติดตามตรวจสอบการใช้เงินทันที เหมือนสมัยโควิด เพื่อให้โปร่งใส

แม้ที่มาศาลรัฐธรรมนูญจะถูกตั้งคำถาม แต่กลไกนี้มีไว้ป้องกันฝ่ายบริหารข้ามหัวสภา นายพริษฐ์เข้าใจมุมมองต่าง แต่ยืนยันปัญหาต้นตอคือพฤติกรรมรัฐบาล

ทำไมโครงการพลังงานถึงไม่เหมาะกับ พ.ร.ก.?

พรรคประชาชนเห็นด้วยกับการเปลี่ยนผ่านพลังงานนะครับ เพราะเป็นอนาคตของประเทศ ลดนำเข้าน้ำมัน ลดโลกร้อน แต่ทำไมต้องลับๆ ล่อๆ? โครงการเหล่านี้ไม่เห็นผลทันที ใช้เวลาวางแผน สร้างโครงสร้าง ไม่ใช่แจกเงินด่วน รัฐบาลมีทางเลือกอื่นเพียบ เช่น เสนอแยก พ.ร.ก.ก้อนหนึ่ง หรือรอสภา แต่เลือกมัดรวมเพื่อหนีตรวจสอบ สุดท้ายประชาชนเดือดร้อนจริงๆ อาจได้เงินเยียวยาน้อยกว่าที่ควร เพราะเงินกระจายไปก้อนอื่น

นอกจากนี้ ยังมีข้อกังวลเรื่องมาตรการก้อนแรกด้วย เช่น การเยียวยาหว่านแห อาจตกหล่นกลุ่มเปราะบาง หรือกระตุ้นใช้จ่ายในช่วงค่าครองชีพแพง เศรษฐกิจถูกกดดัน แต่ปัญหาหลักคือหลักธรรมาภิบาล รัฐบาลต้องโปร่งใส เปิดให้สภาที่มาจากประชาชนตรวจสอบ

เรื่องนี้สะท้อนปัญหาการเมืองไทยที่ฝ่ายบริหารพยายาม bypass สภา สุดท้ายประชาชนคือผู้เสียหาย ถ้าปล่อยไป เงินภาษีเราจะถูกใช้อย่างไร้การตรวจสอบ ในฐานะนักการเมืองรุ่นใหม่ นายพริษฐ์กำลังต่อสู้เพื่อความยุติธรรมนี้

คุณคิดอย่างไรกับการมัดรวมเงินแบบนี้? ควรตรวจสอบหรือปล่อยไป? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง แล้วแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ รับรู้ เพื่อให้การเมืองโปร่งใสยิ่งขึ้น สนับสนุนฝ่ายค้านตรวจสอบรัฐบาลกันเถอะ!

ที่มา – “พริษฐ์” ซัดรัฐบาลฉวยโอกาสมัดรวมเงิน 2 ก้อน ใน พ.ร.ก.กู้เงิน ชี้สอดไส้โครงการพลังงานข้ามหัวสภาฯ

ราชกิจจานุเบกษา ประกาศ พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน วิกฤตพลังงาน

สวัสดีเพื่อนๆ ทุกคน! วันนี้มีข่าวใหญ่ที่หลายคนรอคอย นั่นคือ ราชกิจจานุเบกษา ประกาศ พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน เพื่อแก้ปัญหาผลกระทบจากวิกฤตพลังงานที่กำลังรุมเร้าประเทศเรา ราคาน้ำมันพุ่ง ไฟฟ้าแพง เกษตรกรและ SME ลำบากกันถ้วนหน้า พ.ร.ก.ฉบับนี้จะช่วยให้รัฐบาลมีเครื่องมือจัดการปัญหาได้ทันท่วงที

ราชกิจจานุเบกษา ประกาศ พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน เพื่อแก้วิกฤตพลังงาน

วันที่ 9 พฤษภาคม 2566 (ตามเนื้อหา) เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษาได้เผยแพร่พระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากวิกฤตพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน พ.ศ. 2566 วงเงินสูงถึง 400,000 ล้านบาท! พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ลงวันที่ 4 พฤษภาคม

วิกฤตพลังงานครั้งนี้มาจากหลายปัจจัย เช่น สงครามยูเครนที่ทำให้ราคาน้ำมันโลกพุ่ง สถานการณ์โควิดที่กระทบห่วงโซ่อุปทาน และการพึ่งพาพลังงานนำเข้าสูงของไทย ทำให้ค่าครองชีพพุ่งกระฉูด โดยเฉพาะประชาชนชายขอบ เกษตรกรที่ใช้น้ำมันดีเซลเยอะ และผู้ประกอบการโรงงานที่ไฟฟ้าแพง

วัตถุประสงค์หลักของ พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน

มาตรา 3 ให้กระทรวงการคลังกู้เงินไม่เกิน 4 แสนล้านบาท ภายใน 30 ก.ย. 2567 เพื่อ:

  • ช่วยเหลือประชาชน เกษตรกร และผู้ประกอบการที่เดือดร้อนจากวิกฤตพลังงาน เช่น อุดหนุนค่าน้ำมัน ค่าไฟ
  • ส่งเสริมการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ สนับสนุนการเปลี่ยนผ่านจากฟอสซิลสู่พลังงานทดแทน เช่น โซลาร์ ลม ไฮโดรเจน พัฒนาทักษะประชาชนและนวัตกรรม

เงินกู้ต้องใช้ตามแผนที่ ครม. อนุมัติเท่านั้น ห้ามใช้ผิดวัตถุประสงค์!

กลไกการบริหารจัดการเงินกู้

มีคณะกรรมการกลั่นกรองฯ นำโดยปลัดกระทรวงการคลัง หน้าที่กลั่นกรองโครงการ กำกับดูแล รายงานทุก 3 เดือน และสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะจัดการกู้-เบิก-ชำระ ทุกอย่างโปร่งใสตรวจสอบได้ ครม. สามารถปรับวงเงินย่อยได้แต่รวมไม่เกิน 4 แสนล้าน

นอกจากนี้ กระทรวงการคลังต้องรายงานรัฐสภาทุกปี เรื่องการกู้ ผลลัพธ์ และประโยชน์ที่ได้รับ ถือเป็นมาตรการที่รัดกุมดีมาก

ความสำคัญต่อเศรษฐกิจไทย

พ.ร.ก.นี้ไม่ใช่แค่กู้เงิน แต่เป็นการลงทุนอนาคต ช่วยรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจไม่ให้ถดถอย สร้างโอกาสงานใหม่ในอุตสาหกรรมพลังงานสะอาด ลดการพึ่งพานำเข้า ลดคาร์บอนฟุตพริ้นต์ สอดคล้อง BCG Economy ที่รัฐผลักดัน ถ้าทำสำเร็จ ไทยจะก้าวสู่พลังงานยั่งยืนได้เร็วขึ้น

แต่ก็ต้องระวังเรื่องหนี้สาธารณะที่เพิ่มขึ้น รัฐต้องบริหารให้ดีเพื่อไม่ให้ภาระตกทับประชาชนในอนาคต

สรุปแล้ว ราชกิจจานุเบกษา ประกาศ พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน นี้เป็นข่าวดีที่ตอบโจทย์สถานการณ์เร่งด่วน ช่วยบรรเทาความเดือดร้อนทันทีและวางรากฐานระยะยาว คุณคิดว่ามาตรการนี้จะช่วยแก้ปัญหาวิกฤตพลังงานได้จริงไหม? ลองแชร์ความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่างนะ สนับสนุนให้ติดตามข่าวเศรษฐกิจเพิ่มเติมเพื่อไม่พลาดอัพเดทสำคัญ!

ที่มา – ราชกิจจานุเบกษา ประกาศแล้ว พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน เพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากวิกฤตพลังงาน

ไหม ซัด พ.ร.ก.กู้ 4 แสนล้าน เสี่ยงเพดานหนี้พุ่ง

ในประเด็นร้อนทางการเมืองที่กำลังเป็นที่พูดถึงอย่างกว้างขวาง “ไหม” ซัดรัฐบาลตีเช็คเปล่าออก พ.ร.ก. กู้เงิน 4 แสนล้าน เสี่ยงเพดานหนี้ปี 70 พุ่ง นางสาวศิริกัญญา ตันสกุล หรือ “ไหม” รองหัวหน้าพรรคประชาชน ได้ออกมาวิพากษ์วิจารณ์นโยบายของรัฐบาลอย่างดุเดือด โดยเฉพาะการออกพระราชกำหนดการ (พ.ร.ก.) เงินกู้วงเงิน 400,000 ล้านบาท ที่อาจนำไปสู่ปัญหาเพดานหนี้สาธารณะพุ่งสูงในปีงบประมาณ 2570

“ไหม” ซัดรัฐบาลตีเช็คเปล่าออก พ.ร.ก. กู้เงิน 4 แสนล้าน เสี่ยงเพดานหนี้ปี 70 พุ่ง

วันที่ 5 พฤษภาคม 2569 “ไหม” ได้ให้ความเห็นต่อมติคณะรัฐมนตรีที่อนุมัติ พ.ร.ก.เงินกู้ดังกล่าว โดยชี้ว่าวงเงินมหาศาลนี้ยังมีคำถามใหญ่หลวงว่าจำเป็นต้องขยายเพดานหนี้หรือไม่ แม้ปีงบ 2569 อาจยังไม่กระทบ แต่ปี 2570 จะต้องขยายแน่นอน รัฐบาลควรถามตัวเองว่าต้องกู้ถึง 400,000 ล้านบาทจริงหรือ

ข้อกังวลหลักเรื่องเพดานหนี้และการใช้ พ.ร.ก.

รองนายกฯ เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ เคยกล่าวถึงการคาดการณ์ GDP โตจากเงินเฟ้อที่ช่วยลดสัดส่วนหนี้ต่อ GDP แต่ “ไหม” ย้อนถามว่าถ้าก็ทำไมต้องกู้เยอะขนาดนี้ สำหรับ 200,000 ล้านบาทแรกที่ใช้เยียวยาผลกระทบ เธอเห็นด้วยเพราะเร่งด่วน แต่ 200,000 ล้านบาทที่เหลือสำหรับปรับโครงสร้างเศรษฐกิจระยะยาว ไม่จำเป็นต้องใช้ พ.ร.ก. ตามมาตรา 172 รัฐธรรมนูญ

การปรับโครงสร้างเศรษฐกิจเป็นเรื่องดี แต่ไม่เร่งด่วนถึงขั้นออก พ.ร.ก. ข้ามสภา รัฐบาลควรคิดโครงการละเอียดแล้วออกเป็น พ.ร.บ. ให้สภาตรวจสอบ การออก พ.ร.ก. ควรใช้เฉพาะวิกฤติจริง ไม่ใช่พร่ำเพรื่อเพราะเป็นอำนาจฝ่ายบริหารที่ข้ามหัวสภา

  • วงเงินเยียวยา 200,000 ล้านบาท: จำเป็นเร่งด่วน
  • ปรับโครงสร้าง 200,000 ล้านบาท: ควรเป็น พ.ร.บ. มีรายละเอียดชัด
  • เสี่ยงเพดานหนี้ปี 70: ต้องขยายเพดานแน่นอน

รัฐบาลอ้างโมเดลโควิดที่รวมเยียวยากับฟื้นฟู แต่ “ไหม” ชี้ว่าวิกฤติโควิดต่างจากวิกฤติพลังงานปัจจุบัน การใช้คนละครึ่งเยียวยาอาจไม่เหมาะเพราะมีเงื่อนไขเยอะ ใช้ยาก ไม่ครอบคลุม

ปัญหาการเยียวยาด้วยคนละครึ่ง

คนละครึ่งช่วยลดค่าครองชีพได้บ้าง แต่จำกัดมาก ยังไม่ชัดว่าจะปรับเงื่อนไขหรือเพิ่มเป็น 60% จากรัฐ ในวิกฤติพลังงาน ค่าครองชีพพุ่งทุกด้าน ไม่ใช่แค่รายวัน ควรจ่ายเงินสดไร้เงื่อนไขเพื่อเยียวยาจริง ไม่กระตุ้นเงินเฟ้อเพิ่มเพราะร้านค้าอาจขึ้นราคา

นายเอกนิติบอกช่วยกลุ่มเปราะบาง แต่คนละครึ่งต้องสุ่มลงทะเบียน คนจนไม่มีบัตรสวัสดิการอาจตกหล่น เกษตรกรได้ปุ๋ยน้อย ชาวประมงต้นทุนน้ำมันสูง ก็ไม่ได้รับการช่วยเหลือ รัฐบาลเน้นคะแนนนิยม ใช้คนละครึ่งทุกวิกฤติ แย้งกับคำพูดก่อนหน้าที่จะไม่หว่านแห

“ไหม” เห็นด้วยเรื่องเยียวยาระยะสั้นและปรับโครงสร้างระยะยาว แต่ต้องถูกกฎหมาย นำเข้าสภา รัฐบาลยังบอกไม่ได้ว่าปรับโครงสร้างคืออะไร โซลาร์เซลล์? ต้องลงรายละเอียด กี่ MW อุดหนุนอย่างไร พ.ร.ก. กู้ก่อนๆ มักเป็นเช็คเปล่า รัฐบาลกู้ทำอะไรก็ได้

เสนอทางออก: ออก พ.ร.ก. เฉพาะเยียวยา 200,000 ล้านก่อน ที่เหลือเป็น พ.ร.บ. ใช้เวลา 3 เดือนก็พอ

ประเด็นนี้สะท้อนปัญหาการบริหารการคลังที่ขาด transparency คุณคิดว่ารัฐบาลควรปรับนโยบายอย่างไร? แสดงความเห็นในคอมเมนต์เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองกันเถอะ

ที่มา – “ไหม” ซัดรัฐบาลตีเช็คเปล่าออก พ.ร.ก. กู้เงิน 4 แสนล้าน เสี่ยงเพดานหนี้ปี 70 พุ่ง

Scroll to top