งบประมาณปี 2570

“สุริยะ” ย้ำย้ายอธิบดีฝนหลวง ไม่เกี่ยวกับหลาน

“สุริยะ” ย้ำย้ายอธิบดีฝนหลวง ไม่เกี่ยวกับหลาน

สวัสดีครับเพื่อนๆ เกษตรกรและคนรักข่าวการเมืองเกษตร! วันนี้เรามาพูดถึงประเด็นร้อน “สุริยะ” ย้ำ ย้ายอธิบดีฝนหลวง ไม่เกี่ยวกับหลาน เล็งหาช่องเปิดแอ็กซ์โปโปรโมตผลไม้ไทย กันแบบเป็นกันเองเลยนะครับ นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ชัดเจนเมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล รับประกันว่าการโยกย้ายนายราเชน ศิลปะรายะ อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร ไปเป็นผู้ตรวจราชการนั้น โปร่งใส ถูกต้องตามขั้นตอน และไม่เกี่ยวกับหลานชายของตัวเองเลยสักนิด!

“สุริยะ” ย้ำ ย้ายอธิบดีฝนหลวง ไม่เกี่ยวกับหลาน เล็งหาช่องเปิดแอ็กซ์โปโปรโมตผลไม้ไทย

นายสุริยะย้ำหลายรอบเลยครับว่าตนปรึกษาปลัดกระทรวงแล้ว และอยากให้เรื่องนี้จบๆ ไป เพื่อเดินหน้าทำงานช่วยเกษตรกรต่อ โดยเฉพาะประเด็นที่สังคมตั้งคำถามเรื่องหลานชายที่เป็นผู้บริหารสายการบิน รัฐมนตรีชี้แจงว่าหลานติดต่ออธิบดีตั้งแต่กรกฎาคม 2568 ตอนที่ยังไม่ได้เป็น รมว.เกษตรฯ พอมาอยู่ตำแหน่ง หลานก็โทรหาตรงๆ แต่สุริยะไม่รู้เรื่อง จนกว่าจะโยกย้าย และไม่เคยใช้อำนาจอะไรเลย ชัดเจนมากใช่ไหมล่ะ?

ส่วนเรื่องที่อ้างว่านายราเชนถูกเรียกดูงบประมาณปี 2570 เพื่อธุรกิจส่วนตัว นายสุริยะบอกว่าถ้าไม่โยกย้ายก็ไม่มีประเด็นนี้ มันเกิดจากคำแนะนำของสำนักงบประมาณตอนเปลี่ยนรัฐบาลใหม่ เพื่อดูงบกระทรวงว่าจะปรับอะไรไหม แต่สุดท้ายไม่ปรับ ถ้าสังคมยังสงสัย ยินดีตั้งคณะกรรมการตรวจสอบเลยครับ โปร่งใสสุดๆ!

แผนโปรโมตผลไม้ไทยและรับมือเอลนีโญ จาก “สุริยะ” ย้ำ ย้ายอธิบดีฝนหลวง ไม่เกี่ยวกับหลาน เล็งหาช่องเปิดแอ็กซ์โปโปรโมตผลไม้ไทย

นอกจากชี้แจงแล้ว นายสุริยะยังโฟกัสภารกิจหลัก เช่น ปัญหาทุเรียนปีนี้ผลผลิตล้นตลาด ราคาตก สส.นครพนมแจ้งว่าด่านพรมแดนตรวจช้า ส่งออกจีนล่าช้า รัฐมนตรีสั่งขยายเวลาตรวจคุณภาพ เพื่อให้ทุเรียนไทยไร้สารปนเปื้อน ส่งออกได้มั่นใจ ทุเรียนคือผลไม้อันดับ 1 ส่งออก แต่เรามีผลไม้อื่นๆ อีกเพียบ!

พรุ่งนี้ (6 พ.ค.) จะหารือผู้เชี่ยวชาญเยอรมันเรื่องจัดเอ็กซ์โปผลไม้ไทย โปรโมตให้โลกรู้จักมากขึ้น นอกจากนี้ยังสั่งกรมชลประทานรับมือเอลนีโญ น้ำในเขื่อนพอ แต่พื้นที่นอกชลประทานแห้งแล้ง เตรียมเครื่องจักร เครื่องมือไว้แล้วครับ

ผลกระทบเอลนีโญต่อเกษตรกรไทย

เอลนีโญปีนี้ทำให้ฝนน้อย อุณหภูมิสูง เกษตรกรหลายพื้นที่เดือดร้อน โดยเฉพาะนาข้าว ผลไม้ ผัก รัฐบาลเดินหน้าแก้ปัญหาด้วย:

  • กรมชลประทาน: จัดสรรน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ ใช้เทคโนโลยีทดสอบดินและน้ำ
  • กรมฝนหลวง: แม้เปลี่ยนอธิบดี แต่ภารกิจทำฝนเทียมยังไปต่อ
  • โปรโมตผลไม้: จัดแอ็กซ์โปใหญ่ ดึงนักลงทุนต่างชาติ

ผลไม้ไทยอย่างทุเรียน มังคุด ลำไย สับปะรด มีโอกาสโตในตลาดจีน อินเดีย ยุโรป ถ้าโปรโมตดี เกษตรกรรายได้เพิ่มแน่นอน

ส่วนปัญหาด่านตรวจทุเรียน รัฐมนตรีสั่งเร่งแก้ ใช้เครื่องตรวจสารเคมีเร็วขึ้น ลดเวลารอจากวันเป็นชั่วโมง ช่วยให้ส่งออกทันราคาดี

มุมมองอนาคตกระทรวงเกษตร

หลังจาก “สุริยะ” ย้ำ ย้ายอธิบดีฝนหลวง ไม่เกี่ยวกับหลาน เล็งหาช่องเปิดแอ็กซ์โปโปรโมตผลไม้ไทย ชัดเจนแบบนี้ ทีมงานกระทรวงคงโล่งใจ เดินหน้าทำงานเต็มสูบ เกษตรกรอย่างเราก็อุ่นใจที่มีผู้นำโปร่งใส เน้นผลประโยชน์เกษตรกร

ในฐานะบล็อกเกษตร เราคิดว่าการชี้แจงแบบนี้เป็นตัวอย่างที่ดี สร้างความเชื่อมั่นให้สังคม และช่วยให้รัฐบาลโฟกัสปัญหาจริงๆ อย่างภัยแล้ง ราคาผลผลิตตก หากคุณเป็นเกษตรกร ลองแชร์ประสบการณ์เอลนีโญในคอมเมนต์ด้านล่าง หรือติดตามบล็อกเราเพื่อเคล็ดลับการตลาดผลไม้ไทยเพิ่มเติมนะครับ! อย่าลืมแชร์บทความนี้ให้เพื่อนเกษตรกรด้วย

ที่มา – “สุริยะ” ย้ำ ย้ายอธิบดีฝนหลวง ไม่เกี่ยวกับหลาน เล็งหาช่องเปิดแอ็กซ์โปโปรโมตผลไม้ไทย

จับตา ครม. ถก พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน

สวัสดีครับเพื่อนๆ วันนี้เรามาจับตา ครม. ถก พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านกันแบบใกล้ชิดเลยนะครับ เป็นวาระเด็ดที่ทุกคนรอคอย เพราะรัฐบาลตั้งใจนำเงินก้อนนี้มาเยียวยาปากท้องประชาชนในช่วงวิกฤติ โดยเฉพาะผ่านโครงการ “ไทยช่วยไทย” และ “คนละครึ่งพลัส” ที่จะทำให้เงินถึงมือโดยตรง ไม่ต้องกังวลเรื่องหายระหว่างทาง เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 5 พฤษภาคม 2569 นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้ออกมาให้ข้อมูลก่อนประชุมครม. ที่ทำเนียบรัฐบาล

จับตา ครม. ถก พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน

นั่นแหละครับ จับตา ครม. ถก พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน เป็นหัวใจหลักของการประชุมวันนี้ พ.ร.ก.นี้จะแบ่งเงินออกเป็น 2 ส่วนใหญ่ๆ เลย คือ 1. บรรเทาความเดือดร้อนให้ประชาชน โดยเฉพาะคนตัวเล็กตัวน้อยที่กำลังลำบากจากราคาน้ำมันแพง พลังงานวิกฤติ 2. เปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาทิตย์ ลดการพึ่งพานำเข้าจากต่างประเทศ รัฐบาลอยากใช้โอกาสวิกฤตินี้ เร่งให้บ้านเรือนทุกหลังติดตั้งแผงโซลาร์ผลิตไฟเองได้ ช่วยทั้งประหยัดค่าไฟ ช่วยภาคเกษตรกร และวางรากฐานพลังงานยั่งยืนระยะกลาง-ยาว หลังประชุม นายกรัฐมนตรีจะแถลงเองเลยครับ รอฟังกัน!

นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี

เยียวยาปากท้องผ่าน “ไทยช่วยไทย” โปร่งใส 100%

คุณรัชดาย้ำชัดว่ารัฐบาลรอบคอบทุกขั้นตอน ไม่มีทางออก พ.ร.ก.แบบห้วนๆ แน่นอน เพราะตอนนี้จำเป็นจริงๆ และชี้แจงให้ประชาชนเข้าใจหมดเปลือก ที่สำคัญ อย่ากลัวเงินหายนะครับ โครงการหลักอย่าง “ไทยช่วยไทย” และ “คนละครึ่งพลัส” เป็นการโอนเงินตรงจากรัฐสู่กระเป๋าประชาชนเลย ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐก็ได้เช่นกัน เงินไม่หล่นหายไหนระหว่างทางแน่นอน โปร่งใสตรวจสอบได้ทุกบาททุกสตางค์

ขอบคุณฝ่ายค้านด้วยที่ช่วยยกประเด็นดีๆ ให้ประชาชนได้ประโยชน์ รัฐบาลยืนยันดูแลเต็มที่ มีแผนทั้งระยะสั้น (ใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน) ระยะกลาง-ยาว (งบ 2570 ในแผนพัฒนาประเทศ) นอกจากนี้ยังถกเรื่องยกเลิก MOU 2544 ยืนยันร่างกฎหมายจากสภาชุดเก่า ข้อตกลงอาเซียน และ พ.ร.บ.ข้อมูลส่วนบุคคล ทีมโฆษกจะอัปเดตต่อไปครับ

ทำไม พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน ถึงสำคัญ?

  • ช่วยประชาชนทันที: เงินเข้าโครงการเยียวยา ลดภาระค่าใช้จ่ายประจำวัน โดยเฉพาะปากท้องที่กำลังร้อง
  • พลังงานสะอาด: ส่งเสริมหลังคาโซลาร์ ลดนำเข้าน้ำมัน-ก๊าซ ช่วยสิ่งแวดล้อมและเศรษฐกิจ
  • โปร่งใสตรวจสอบ: โอนตรง ไม่ผ่านตัวกลาง ลดโอกาสคอร์รัปชัน
  • สานต่อนโยบาย: เชื่อมระยะสั้นไปยาว ตามแผนพัฒนาชาติ

ในมุมผมนะครับ มาตรการนี้เจ๋งมาก เพราะไม่ใช่แค่แจกเงิน แต่สร้างอนาคตพลังงานไทยให้ยั่งยืน ท่ามกลางวิกฤติโลกที่ราคาพลังงานพุ่งปรี๊ด ภาคเกษตรจะได้ประโยชน์เต็มๆ จากไฟฟ้าถูกๆ ผลิตเอง ถ้าทำสำเร็จ ไทยจะเป็นต้นแบบอาเซียนเลยล่ะ

เพื่อนๆ คิดยังไงกับ จับตา ครม. ถก พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน นี้บ้าง? มาตรการเยียวยาดีพอไหม หรืออยากเห็นอะไรเพิ่ม? คอมเมนต์มาคุยกันด้านล่างเลยครับ และอย่าลืมแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ ได้อ่านด้วยนะ ช่วยกันติดตามข่าวสารสำคัญ!

ที่มา – จับตา ครม. ถก พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน รัฐบาลมุ่งเยียวยาปากท้องผ่าน “ไทยช่วยไทย”

“ณัฏฐ์ชนน” อ้าง มือลั่นหลุดออกจาก ไลน์ กลุ่ม สส.ภูมิใจไทย

“ณัฏฐ์ชนน” อ้าง มือลั่นหลุดออกจาก ไลน์ กลุ่ม สส.ภูมิใจไทย เป็นประเด็นร้อนในวงการการเมืองไทยช่วงนี้ ที่สร้างความฮือฮาให้กับสื่อและประชาชนจำนวนมาก วันนี้เราจะมาวิเคราะห์และสรุปเหตุการณ์นี้แบบละเอียด เพื่อให้เข้าใจบริบททั้งหมด

“ณัฏฐ์ชนน” อ้าง มือลั่นหลุดออกจาก ไลน์ กลุ่ม สส.ภูมิใจไทย

เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 4 พฤษภาคม 2569 ที่สำนักงานพรรคภูมิใจไทย นายณัฏฐ์ชนน ศรีก่อเกื้อ ส.ส.เขตสงขลา พรรคภูมิใจไทย ได้ให้สัมภาษณ์อย่างเป็นทางการเกี่ยวกับกรณีที่ตัวเองหลุดออกจากกลุ่มไลน์ของ ส.ส.พรรค ซึ่งหลายคนตีความว่าเป็นเพราะน้อยใจเรื่องตำแหน่งกรรมาธิการ แต่เจ้าตัวยืนยันชัดเจนว่าไม่ใช่เรื่องนั้นเลย

นายณัฏฐ์ชนน อธิบายว่า ตนเองมีไลน์กลุ่มมากถึง 1,000 กลุ่ม และมักจะส่งข้อความผิดกลุ่มบ่อยๆ เช่น ส่งไปกลุ่มใหญ่แทนกลุ่มเล็ก หรือออกจากกลุ่มเก่าๆ อย่างกลุ่ม ส.ส.ชุดที่ 25 ชุดที่ 26 และกลุ่ม ส.ส.ภาคใต้ เขาย้ำว่า “ณัฏฐ์ชนน” อ้าง มือลั่นหลุดออกจาก ไลน์ กลุ่ม สส.ภูมิใจไทย จริงๆ ไม่ใช่การน้อยใจจากข้อตกลงเรื่องกรรมาธิการที่ตกลงกันไว้ก่อนหน้า

กระบวนการหลังหลุดจากไลน์กลุ่ม

หลังจากหลุดออกจากกลุ่มไลน์ ก็มีกระบวนการของพรรคทำงานทันที โดยไม่ใช่หน้าที่ของนายกรัฐมนตรีหรือเลขาธิการพรรคที่จะเชิญกลับ แต่เป็นหน้าที่ของคณะกรรมการประสานงานสภาผู้แทนราษฎร หรือวิปรัฐบาล ที่มาติดต่อสอบถามสาเหตุ พอชี้แจงแล้วก็เชิญกลับเข้าทันที ไม่มีปัจจัยอื่นใดแฝง

นายณัฏฐ์ชนน ยังเน้นย้ำว่า การเป็นนักการเมืองต้องไม่ยึดติดกับหน้าเกียรติหรือตำแหน่งเพียงอย่างเดียว แต่ต้องรักษาชีวิตและปรัชญาการเมืองของตัวเอง ตำแหน่งขึ้นอยู่กับกรรมการบริหารพรรค และหลังเหตุการณ์นี้ เขากลับได้รับภารกิจเพิ่มขึ้นจากหัวหน้าพรรค เลขาฯ และวิปรัฐบาล ทั้งงานประสานสภาและงานนอกสภา

โอกาสทองจากการ “มือลั่น”

ที่น่าสนใจคือ เจ้าตัวมองว่าเหตุการณ์ “ณัฏฐ์ชนน” อ้าง มือลั่นหลุดออกจาก ไลน์ กลุ่ม สส.ภูมิใจไทย เป็นจังหวะดีที่ได้เปิดใจคุยกับผู้บริหารพรรคแบบตรงๆ ซึ่งปกติการสื่อสารในพรรคยุ่งยาก ต้องประชุมอย่างเดียว โอกาสคุยส่วนตัวน้อย หลังจากนี้ หัวหน้าพรรคและเลขาฯ ก็เชิญคุยและบอกว่ามีอะไรให้บอกได้เลย

แม้ยังไม่มีรับปากตำแหน่งชัดเจน แต่ตอนนี้เขามีหน้าที่สำคัญ เช่น ดูแล พ.ร.ก.เงินกู้ งบประมาณปี 2570 และประเด็นแลนด์บริดจ์ที่กระทบภาคใต้ โดยเฉพาะฝั่งอันดามันที่บ้านเกิดสงขลาของเขาได้รับผลน้อยกว่า แต่ต้องช่วยสื่อสารให้ประชาชน

  • สาเหตุหลัก: มือลั่นจากไลน์กลุ่มเยอะ
  • ไม่ใช่: น้อยใจเรื่องกรรมาธิการ
  • ผลดี: ได้เคลียร์ใจ ได้งานเพิ่ม
  • ปรัชญา: รักษาชีวิตมากกว่าเกียรติ
  • ภารกิจใหม่: พ.ร.ก.เงินกู้, งบ 2570, แลนด์บริดจ์

เหตุการณ์นี้สะท้อนให้เห็น dynamics ภายในพรรคภูมิใจไทยที่กำลังขยายตัว ส.ส.อย่างนายณัฏฐ์ชนนเลือกมองบวกและทำงานต่อ แทนที่จะดราม่า มันเป็นบทเรียนว่าการสื่อสารในยุคดิจิทัลสำคัญแค่ไหน โดยเฉพาะไลน์กลุ่มที่เป็นเครื่องมือหลักของนักการเมืองไทย

ในมุมมองของเรา เหตุการณ์นี้แสดงให้เห็นความเป็นมืออาชีพของ ส.ส.คนนี้ ที่แปลงวิกฤติเป็นโอกาส หากคุณสนใจข่าวการเมืองอัปเดต ชอบหรือแชร์บทความนี้ และติดตามเว็บไซต์ของเราเพื่อไม่พลาดประเด็นร้อนๆ นะครับ

ที่มา – “ณัฏฐ์ชนน” อ้าง มือลั่นหลุดออกจาก ไลน์ กลุ่ม สส.ภูมิใจไทย

สำนักงบฯ ขีดเส้น 1 พ.ค. ให้หน่วยงานราชการ ส่งคำของบฯ ปี 70

วันนี้เรามาพูดถึงข่าวสำคัญในวงการการเงินของรัฐบาลไทยกันครับ สำนักงบฯ ขีดเส้น 1 พ.ค. ให้หน่วยงานราชการ ส่งคำของบฯ ปี 70 ซึ่งเป็นประเด็นที่หลายคนให้ความสนใจ เพราะเกี่ยวข้องโดยตรงกับงบประมาณที่ใช้พัฒนาประเทศในปีงบประมาณ 2570 ที่กำลังจะมาถึง

สำนักงบฯ ขีดเส้น 1 พ.ค. ให้หน่วยงานราชการ ส่งคำของบฯ ปี 70

จากข้อมูลล่าสุด เมื่อวันที่ 29 เมษายน 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนันต์ แก้วกำเนิด ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ ได้ออกมาแถลงข่าวย้ำกำหนดการชัดเจน หลังจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบกรอบวงเงินงบประมาณปี 2570 แล้ว จำนวน 3.788 ล้านล้านบาท หน่วยงานราชการทุกแห่งต้องส่งคำของบประมาณมายังสำนักงบประมาณภายในวันที่ 1 พฤษภาคม 2569 นี้เท่านั้น หากล่าช้าอาจกระทบต่อกระบวนการทั้งหมด

การขีดเส้นครั้งนี้เกิดขึ้นเพื่อให้ทุกอย่างเป็นไปตามกำหนดเวลา โดยเฉพาะในช่วงที่เศรษฐกิจไทยกำลังฟื้นตัวจากวิกฤตโควิด-19 และต้องเผชิญกับความท้าทายใหม่ๆ เช่น อัตราเงินเฟ้อ การแข่งขันทางการค้า และการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน สำนักงบประมาณจึงต้องเร่งรัดให้หน่วยงานต่างๆ เตรียมข้อมูลให้ครบถ้วน เพื่อนำไปพิจารณาและจัดสรรอย่างมีประสิทธิภาพ

ขั้นตอนการส่งคำของบประมาณปี 2570

กระบวนการของบประมาณแต่ละปีมีหลายขั้นตอนที่ซับซ้อน แต่ปีนี้ยิ่งเร่งด่วนเพราะกรอบงบใหญ่โต มาดูกันว่าหน่วยงานต้องทำอะไรบ้าง

  • เตรียมเอกสารคำของบ: หน่วยงานต้องรวบรวมเหตุผล ความจำเป็น และตัวเลขที่ชัดเจน โดยอ้างอิงนโยบายรัฐบาล
  • ส่งภายใน 1 พ.ค.: กำหนดเดดไลน์ชัดเจน ไม่มีข้อยกเว้น เพื่อให้สำนักงบฯ ตรวจสอบได้ทัน
  • รอพิจารณาตัดงบ: สำนักงบจะดูว่าอะไรเร่งด่วนจริงๆ โดยเฉพาะงบที่ไม่จำเป็นจะถูกตัดออก
  • เสนอครม.และสภา: หลังตรวจสอบแล้วจะชงเข้าครม.และผ่านสภาเพื่ออนุมัติ พ.ร.บ.งบประมาณ

นอกจากนี้ ยังมีประเด็นเรื่อง พ.ร.บ.โอนงบประมาณปี 2569 ที่กำลังรอการพิจารณา ผู้อำนวยการสำนักงบฯ ย้ำว่าจะยังไม่เสนอเข้าครม.ในสัปดาห์หน้า แต่ต้องรอดูเหตุผลจากแต่ละหน่วยงานก่อน เพื่อให้การโอนงบเป็นไปอย่างโปร่งใสและตรงตามนโยบาย

กรอบงบประมาณ 3.788 ล้านล้านบาท: ความสำคัญต่อเศรษฐกิจไทย

กรอบงบปี 2570 ที่ 3.788 ล้านล้านบาท ถือเป็นตัวเลขมหาศาลที่สะท้อนแผนพัฒนาประเทศ โดยแบ่งเป็นงบลงทุน งบดำเนินงาน และงบลูกหลวงต่างๆ ซึ่งจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจให้เติบโตอย่างน้อย 2-3% ในปีหน้า นักวิเคราะห์คาดว่างบส่วนนี้จะเน้นโครงสร้างพื้นฐาน เช่น รถไฟฟ้า ทางด่วน และโครงการ EEC (Eastern Economic Corridor) ที่จะดึงดูดการลงทุนต่างชาติ

อย่างไรก็ตาม การที่ สำนักงบฯ ขีดเส้น 1 พ.ค. ให้หน่วยงานราชการ ส่งคำของบฯ ปี 70 แบบนี้ จะช่วยป้องกันปัญหางบค้างจ่ายที่เกิดขึ้นในอดีต ทำให้เงินถึงมือประชาชนเร็วขึ้น สร้างงาน สร้างรายได้ และลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม

จากประสบการณ์ปีก่อนๆ เราพบว่าหน่วยงานบางแห่งมักขอเกินจริง จนต้องตัดงบไปมาก ปีนี้สำนักงบฯ จึงเข้มงวดกว่าเดิม โดยใช้หลักเกณฑ์วัดผลงาน (KPI) และข้อมูลดิจิทัลในการตรวจสอบ เพื่อให้งบทุกบาทไปถึงเป้าหมายที่ตั้งใจ

สำหรับประชาชนอย่างเราๆ การติดตามข่าวนี้สำคัญมาก เพราะงบประมาณรัฐบาลคือเงินภาษีของเรานั่นเอง หากกระบวนการโปร่งใส จะช่วยให้ประเทศพัฒนาได้อย่างยั่งยืน

ในมุมมองของผม การขีดเส้นครั้งนี้เป็นสัญญาณดีว่าภาครัฐกำลังจริงจังกับการบริหารงบประมาณ หากทุกหน่วยงานปฏิบัติตาม งบปี 2570 จะเป็นเครื่องมือสำคัญในการฟื้นฟูเศรษฐกิจหลังโควิดได้แน่นอน

คุณคิดอย่างไรกับกรอบงบ 3.788 ล้านล้านบาทนี้? อยากเห็นเงินไปที่ไหนมากที่สุด? แชร์ความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง แล้วอย่าลืมแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ รับรู้ข่าวสารสำคัญด้วยนะครับ!

ที่มา – สำนักงบฯ​ ขีดเส้น 1 พ.ค.​ ให้หน่วยงานราชการ​ส่งคำของบฯ​ ปี 70

ครม. เคาะงบประมาณปี 2570 วงเงิน 3.788 ล้านล้านบาท เพิ่ม 0.2%

ครม. เคาะงบประมาณปี 2570 วงเงิน 3.788 ล้านล้านบาท เพิ่ม 0.2% เป็นข่าวใหญ่ที่หลายคนจับตามอง เพราะงบประมาณปีนี้เพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อย แต่เน้นการใช้เงินให้ตรงเป้าและตอบโจทย์ประชาชนจริงๆ วันนี้เรามาเจาะลึกกันว่ามีอะไรน่าสนใจบ้าง

ครม. เคาะงบประมาณปี 2570 วงเงิน 3.788 ล้านล้านบาท เพิ่ม 0.2%

เมื่อวันที่ 28 เมษายน 2569 นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้แถลงว่าคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบกรอบวงเงินงบประมาณรายจ่ายประจำปี พ.ศ. 2570 จำนวน 3,788,000 ล้านบาท ซึ่งเพิ่มขึ้นจากปีงบประมาณ 2569 ที่มีวงเงิน 3,780,600 ล้านบาท เพียง 7,400 ล้านบาท หรือร้อยละ 0.2 เท่านั้น การตัดสินใจนี้มาจากผลการหารือร่วมกันของ 4 หน่วยงานหลัก ได้แก่ สำนักงบประมาณ กระทรวงการคลัง สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) และธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เมื่อวันที่ 22 เมษายน 2569 และสอดคล้องกับแผนการคลังระยะปานกลาง ปี 2570–2573 ที่ครม.เคยเห็นชอบไปก่อนหน้า

แม้จะเพิ่มขึ้นน้อย แต่กรอบงบนี้ยังยึดหลักวินัยการเงินการคลังอย่างเข้มงวด เพื่อให้เศรษฐกิจไทยเดินหน้าอย่างยั่งยืน โดยมีประเด็นสำคัญดังนี้

รายละเอียดสำคัญของกรอบงบประมาณปี 2570

  • ประมาณการรายได้รัฐบาลสุทธิ: 3,000,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 79,400 ล้านบาท หรือร้อยละ 2.7 จากปีก่อนหน้า สะท้อนถึงการฟื้นตัวของรายได้ภาษีและเศรษฐกิจ
  • นโยบายงบประมาณแบบขาดดุล: กำหนดไว้ที่ 788,000 ล้านบาท ลดลงจากปี 2569 จำนวน 72,000 ล้านบาท หรือร้อยละ 8.4 ซึ่งเป็นสัญญาณดีว่าภาครัฐกำลังลดการขาดดุลเพื่อรักษาเสถียรภาพการคลัง

นายกรัฐมนตรีได้กำชับหน่วยงานทุกแห่งให้จัดทำงบประมาณอย่างมีประสิทธิภาพ โดยยึดหลัก “ตรงเป้า แม่นยำ และตอบโจทย์” เพื่อแก้ปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนโดยตรง เช่น การช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และการส่งเสริมการจ้างงาน

แนวทางการใช้เงินงบประมาณให้คุ้มค่าที่สุด

นอกจากนี้ ยังเน้นการใช้แนวคิดงบประมาณฐานศูนย์ (Zero-Based Budgeting) ที่ต้องพิสูจน์ความจำเป็นของทุกโครงการใหม่ เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด พร้อมทั้งพิจารณาแหล่งเงินนอกงบประมาณ เช่น เงินทุนจากเอกชนหรือกองทุนพิเศษ สำหรับโครงการลงทุนภาครัฐ ลดภาระงบแผ่นดินโดยรวม

การเพิ่มงบเพียง 0.2% ในปี 2570 แสดงให้เห็นว่ารัฐบาลกำลังปรับตัวเข้ากับสถานการณ์เศรษฐกิจโลกที่ผันผวน เช่น เงินเฟ้อ สงครามการค้า และการฟื้นตัวหลังโควิด-19 แต่สิ่งสำคัญคือการใช้เงินให้ตรงจุด เช่น เพิ่มงบด้านสาธารณสุข การศึกษา และโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล เพื่อกระตุ้นการเติบโต GDP ให้ถึงเป้า 3% ตามที่วางไว้

สำหรับประชาชนอย่างเราๆ งบประมาณปีนี้จะส่งผลกระทบอย่างไร? คาดว่าจะเห็นโครงการช่วยเหลือ SME ฟื้นฟูเศรษฐกิจฐานรากมากขึ้น รวมถึงการลงทุนรถไฟฟ้าและระบบน้ำประปาในพื้นที่ชนบท หากใช้เงินได้ตรงตามที่กำชับ ก็จะช่วยลดช่องว่างความเหลื่อมล้ำได้จริง

ในมุมมองของผู้เขียน การตัดสินใจ ครม. เคาะงบประมาณปี 2570 วงเงิน 3.788 ล้านล้านบาท เพิ่ม 0.2% เป็นก้าวสำคัญสู่การคลังที่ยั่งยืน แม้จะไม่หวือหวาแต่เน้นคุณภาพ หากหน่วยงานปฏิบัติได้ตามหลัก จะเป็นประโยชน์ต่อประชาชนอย่างยิ่ง ติดตามข่าวสารเศรษฐกิจเพิ่มเติมได้ที่บล็อกของเรา เพื่อไม่พลาดข้อมูลสำคัญ!

ที่มา – ครม. เคาะงบประมาณปี 2570 วงเงิน 3.788 ล้านล้านบาท เพิ่ม 0.2%

กมธ.กิจการ วุฒิสภา ถกงบประมาณปี 2570 จ่อตัดงบอาหาร

สวัสดีครับเพื่อนๆ ชาวข่าวการเมืองทุกท่าน วันนี้เรามีประเด็นร้อนจากวงในวุฒิสภาที่กำลังเป็นที่พูดถึงกันอย่างกว้างขวาง นั่นคือ กมธ.กิจการ วุฒิสภา ถกงบประมาณปี 2570 โดยมีมติจ่อตัดงบประมาณส่วนที่เกี่ยวกับการดูงานต่างประเทศและค่าอาหารเลี้ยงรับรองสมาชิกวุฒิสภา (สว.) แล้วนะครับ เรื่องนี้เกิดขึ้นท่ามกลางกระแสเรียกร้องให้ประหยัดงบแผ่นดินจากประชาชน ทำให้ สว. ต้องปรับตัว จ่ายค่าอาหารเองแทนการใช้งบรัฐ เริ่มตั้งแต่ 27 เมษายน 2569 เป็นต้นไป มาดูรายละเอียดกันเลยครับ

กมธ.กิจการ วุฒิสภา ถกงบประมาณปี 2570 ครั้งที่ 5/2569

เมื่อวันที่ 22 เมษายน 2569 นายมงคล สุระสัจจะ ประธานวุฒิสภา ได้เป็นประธานการประชุมคณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการวุฒิสภา หรือที่รู้จักกันในชื่อวิปวุฒิสภา ครั้งที่ 5/2569 ณ ที่ประชุมวุฒิสภา การประชุมครั้งนี้มีวาระสำคัญหลายประการ โดยเฉพาะการพิจารณาเรื่องงบประมาณประจำปี พ.ศ. 2570 ที่กำลังจะถูกนำเข้าสู่วาระวุฒิสภาในอนาคตอันใกล้ ผู้สื่อข่าวรายงานว่าการถกเถียงครั้งนี้ค่อนข้างเข้มข้น โดยเฉพาะประเด็นการปรับลดงบประมาณที่ไม่จำเป็น เพื่อตอบสนองกระแสสังคมที่ต่อต้านการใช้จ่ายฟุ่มเฟือย

วาระสำคัญในการประชุม กมธ.กิจการ วุฒิสภา ถกงบประมาณปี 2570

นอกจากเรื่องงบประมาณแล้ว ที่ประชุมยังมีวาระอื่นๆ ที่น่าสนใจ ดังนี้

  • รับทราบมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) ที่มอบหมายให้นายภราดร ปริศนานันทกุล ดำรงตำแหน่งกรรมาธิการวิปวุฒิสภาในฐานะผู้แทนครม. ซึ่งจะถูกบรรจุในวาระประชุมวุฒิสภาต่อไป
  • เตรียมตั้งคณะกรรมาธิการสามัญเพื่อตรวจสอบประวัติ ความประพฤติ และจริยธรรมของบุคคลที่ได้รับการเสนอชื่อเป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ 1 ราย
  • เตรียมการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 หลังจากสภาผู้แทนราษฎรรับหลักการแล้ว

วาระเหล่านี้แสดงให้เห็นถึงความพร้อมของวุฒิสภาในการตรวจสอบและพิจารณากฎหมายสำคัญๆ ที่จะส่งผลกระทบต่อการบริหารประเทศในปีหน้า

รายละเอียดการตัดงบดูงานต่างประเทศและค่าอาหาร

ไฮไลต์ของการประชุมคือการจัดทำคำของบประมาณปี 2570 โดยมีการตัดงบประมาณในส่วนค่าใช้จ่ายการเดินทางไปประชุมทวิภาคีและเยือนต่างประเทศของคณะกรรมาธิการต่างๆ รวมถึงค่าอาหารเลี้ยงรับรองสมาชิกวุฒิสภาในช่วงสมัยประชุม นี่ถือเป็นการตอบสนองต่อกระแสวิจารณ์จากประชาชนที่มองว่างบประมาณส่วนนี้ไม่สมเหตุสมผล โดยเฉพาะในยุคที่เศรษฐกิจยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ การตัดงบดังกล่าวจะช่วยประหยัดงบแผ่นดินได้จำนวนมาก และนำไปใช้ในโครงการที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชนมากกว่า

นอกจากนี้ ที่ประชุมยังทบทวนแนวทางการจัดอาหารกลางวันให้ สว. ในวันประชุม โดยมีมติให้สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา จัดหาร้านอาหารภายนอกมาเปิดบริการที่ห้องอาหาร สว. ชั้น 2 อาคารพระจันทร์ (ตึก สว.) ตั้งแต่วันจันทร์ที่ 27 เมษายน 2569 เป็นต้นไป สมาชิกวุฒิสภาจะต้องจ่ายค่าอาหารด้วยตนเอง แทนการเบิกจ่ายจากงบรัฐแบบเดิม วิธีนี้ไม่เพียงช่วยลดค่าใช้จ่าย แต่ยังเพิ่มความโปร่งใสและให้ สว. ได้เลือกเมนูอาหารตามความชอบอีกด้วย

ผลกระทบและมุมมองต่อการตัดงบนี้

การตัดงบประมาณดังกล่าวนับเป็นก้าวสำคัญของวุฒิสภาในการแสดงความรับผิดชอบต่อเงินภาษีอากรของประชาชน ในอดีตเคยมีเสียงวิจารณ์หนักเรื่องงบดูงานต่างประเทศที่ดูหรูหราเกินไป หรือค่าอาหารที่แพงหูฉี่ ตอนนี้ สว. ต้านกระแสไม่ไหวแล้วครับ ต้องปรับตัวเอง การเปลี่ยนแปลงนี้จะเป็นตัวอย่างที่ดีให้หน่วยงานอื่นๆ ตามรอย โดยเฉพาะในปีงบ 2570 ที่คาดว่าจะมีงบรวมมหาศาล การประหยัดทุกบาททุกสตางค์จึงสำคัญยิ่ง

อย่างไรก็ตาม บางคนกังวลว่าการตัดงบดูงานต่างประเทศอาจกระทบต่อการแลกเปลี่ยนความรู้ระหว่างประเทศ แต่เชื่อว่าสามารถหาทางเลือกอื่น เช่น ประชุมออนไลน์หรือเชิญผู้เชี่ยวชาญมาในประเทศได้ครับ

สุดท้ายแล้ว การเคลื่อนไหวของ กมธ.กิจการ วุฒิสภา ถกงบประมาณปี 2570 ครั้งนี้เป็นสัญญาณบวกที่แสดงถึงการปรับตัวของนักการเมืองไทย คุณคิดเห็นอย่างไรกับเรื่องนี้? เห็นด้วยกับการตัดงบหรือไม่ คอมเมนต์มาบอกกันหน่อยนะครับ หรือกดแชร์เพื่อให้เพื่อนๆ ได้อ่านข่าวดีๆ แบบนี้ ติดตามข่าวการเมืองอัปเดตทุกวันได้ที่นี่เลย!

ที่มา – กมธ.กิจการ วุฒิสภา ถกงบประมาณปี 2570 จ่อตัดงบฯ อาหาร-ดูงานต่างประเทศ

อภิสิทธิ์ ชี้ พ.ร.ก.กู้เงินแก้ปัญหาปลายทาง

อภิสิทธิ์ ชี้ พ.ร.ก.กู้เงินแก้ปัญหาปลายทาง เป็นประเด็นร้อนที่หลายคนให้ความสนใจในช่วงนี้ โดยนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้ออกมาแสดงความเห็นอย่างชัดเจนเกี่ยวกับนโยบายของรัฐบาลที่เตรียมออกพระราชกำหนดการกู้เงิน (พ.ร.ก.) เพื่อบรรเทาค่าครองชีพ โดยชี้ว่าวิธีนี้เป็นการแก้ปัญหาที่ปลายทางเท่านั้น และเสนอทางเลือกที่ดีกว่าอย่างการลดค่าการกลั่นน้ำมัน ซึ่งจะช่วยลดภาระประชาชนได้ทั่วถึงมากกว่า

อภิสิทธิ์ ชี้ พ.ร.ก.กู้เงินแก้ปัญหาปลายทาง

ในวันที่ 22 เมษายน 2569 นายอภิสิทธิ์ ได้กล่าวถึงกรณีรัฐบาลจะออก พ.ร.ก.กู้เงิน ว่า เขายังรอฟังคำชี้แจงจากรัฐบาลเกี่ยวกับการใช้จ่ายเงินกู้ โดยย้ำว่าพรรคประชาธิปัตย์เสนอมาตลอดให้รัฐบาลบริหารจัดการต้นทุนให้ดีที่สุดก่อน เช่น ลดภาษีสรรพสามิตและค่าการกลั่นน้ำมันที่ยังสามารถลดได้อีกมาก ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนน้ำมันได้ทันที หากรัฐช่วยลดต้นทุนได้มาก ความจำเป็นในการช่วยเหลือปลายทางด้วยเงินกู้ก็จะน้อยลง

อภิสิทธิ์ ชี้ พ.ร.ก.กู้เงินแก้ปัญหาปลายทาง อาจนำไปสู่ปัญหาใหม่ เช่น การเลือกช่วยเหลือกลุ่มใด และช่วยอย่างไร แต่หากลดค่าการกลั่นลงอีก 5 บาท จะช่วยทุกคน ไม่ใช่แค่ผู้ใช้น้ำมันโดยตรง แต่รวมถึงค่าขนส่งที่ถูกลง ส่งผลดีต่อราคาสินค้าทุกชนิด เขายังเข้าใจสถานการณ์การคลังที่อาจจำเป็นต้องขยายเพดานหนี้ แต่รัฐต้องมีแผนชัดเจนไม่ให้บานปลาย พร้อมแนวทางเพิ่มรายได้คืน

ข้อเสนอลดค่าการกลั่นและภาษีลาภลอย

นายอภิสิทธิ์ ยังได้พูดคุยกับนายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน โดยยืนยันว่าค่าการกลั่นที่ 7-8 บาท สามารถลดได้อีก แม้เดือนเมษายนราคาพรีเมี่ยมน้ำมันขึ้นเป็น 15 บาท เขาเสนอให้ใช้ระบบ “ภาษีลาภลอย” ที่ปรับตามสถานการณ์จริง แทนการรอราคาเฉลี่ย เช่น เดือนเมษายนที่ราคาสูงตั้งแต่ต้นเดือน หากเก็บภาษีพิเศษแบบนี้ จะช่วยได้มาก

  • ตัวอย่างราคาน้ำมันดีเซล: ปัจจุบันลิตรละ 42 บาท หากลดภาษีสรรพสามิต 6 บาท และค่าการกลั่น 5 บาท ราคาจะเหลือใกล้ 30 บาท
  • ช่วยลดราคาสินค้าทุกประเภทที่พึ่งพาการขนส่ง
  • ลดภาระรัฐบาลในการช่วยเหลือเพิ่มเติม

พรรคประชาธิปัตย์จึงเร่งให้รัฐบาลบริหารต้นทุนเร็วที่สุด เพื่อช่วยประชาชนที่เดือดร้อนจากราคาน้ำมันแพง โดยเชื่อว่าการประชุม กบง. วันพรุ่งนี้จะมีข่าวดี ลดราคาได้อีก เพราะรัฐมนตรียอมรับหลักการปรับตามราคาเดือนต่อเดือน แม้มีประเด็นโต้แย้งตัวเลข แต่ค่าการกลั่น 5 บาทยังทำได้สบาย

ประโยชน์ระยะยาวจากการลดต้นทุนน้ำมัน

นอกจากช่วยบรรเทาภาระประชาชนทันที การลดค่าการกลั่นยังป้องกันปัญหาเงินเฟ้อจากราคาสินค้าที่ปรับขึ้นตามน้ำมันแพง หากราคาน้ำมันลดลง สินค้าก็ต้องลดตาม รัฐบาลควรโฟกัสที่นี่ก่อนออก พ.ร.ก. เพื่อความยั่งยืน นี่คือมุมมองที่อภิสิทธิ์ ชี้ พ.ร.ก.กู้เงินแก้ปัญหาปลายทาง ซึ่งหลายคนเห็นด้วยเพราะเป็นวิธีแก้ที่ต้นตอ

สุดท้าย การตัดสินใจของ กบง. จะเป็นตัวชี้วัดว่ารัฐบาลฟังข้อเสนอหรือไม่ คุณคิดว่ารัฐควรลดค่าการกลั่นก่อนไหม? แสดงความเห็นในคอมเมนต์เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองกันครับ

ที่มา – “อภิสิทธิ์” ชี้ ออก พ.ร.ก.กู้เงิน แก้ปัญหาปลายทาง เชื่อลดค่าการกลั่นได้อีก ช่วยแบ่งเบาภาระ ปชช.

นายกฯ เผย งบประมาณปี 2570 เรียบร้อยดี หลังถกร่วม 4 หน่วยงาน

สวัสดีครับเพื่อนๆ ชาวบล็อกข่าวการเมือง! วันนี้เรามีข่าวดีจากวงในรัฐบาลมาอัปเดตกันนะครับ เมื่อ นายกฯ อนุทิน ชาญวีรกูล ออกมาเผยหลังจากประชุมสำคัญเรื่องการจัดทำงบประมาณปี 2570 ว่าทุกอย่างเรียบร้อยดี ไม่มีปัญหาอะไรเลย สายการเมืองอย่างเราต้องไม่พลาดเลยครับ เพราะงบประมาณปีนี้จะเป็นตัวกำหนดทิศทางประเทศในอีก 1 ปีข้างหน้า

นายกฯ เผย งบประมาณปี 2570 เรียบร้อยดี

เกิดขึ้นเมื่อเวลา 11.32 น. วันที่ 22 เมษายน 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้เป็นประธานการประชุมพิจารณากรอบวงเงินงบประมาณรายจ่ายประจำปี พ.ศ. 2570 ร่วมกับ 4 หน่วยงานหลักที่เกี่ยวข้อง นายกฯ ยืนยันชัดเจนว่า นายกฯ เผย งบประมาณปี 2570 เรียบร้อยดี ทุกอย่างเป็นไปตามนโยบายที่วางไว้ตั้งแต่วันที่ 20 เมษายนที่ผ่านมา ไม่มีสะดุดอะไรเลยครับ

หลังจากถกกันเสร็จ นายกฯ อนุทินยังมอบหมายให้ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ออกมาชี้แจงรายละเอียดเพิ่มเติมให้สื่อและประชาชนได้รับทราบ ก่อนที่นายกฯ จะเดินขึ้นตึกไทยคู่ฟ้าต่อไป คำพูดสั้นๆ แต่หนักแน่น “เรียบร้อยดีทุกอย่าง” ทำให้หลายคนโล่งใจ เพราะงบประมาณเป็นเรื่องใหญ่ที่กระทบทุกภาคส่วน

4 หน่วยงานหลักที่ร่วมถกงบประมาณปี 2570

การประชุมครั้งนี้มีหน่วยงานสำคัญเข้าร่วม 4 แห่ง ซึ่งเป็นหัวใจในการจัดทำงบประมาณ ดังนี้

  • สำนักงบประมาณ: รับผิดชอบร่างกรอบวงเงินหลัก
  • กระทรวงการคลัง: ดูแลด้านรายได้และหนี้สาธารณะ
  • สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี: ประสานนโยบายรัฐบาล
  • หน่วยงานเศรษฐกิจอื่นๆ: เช่น ธนาคารแห่งประเทศไทย เพื่อวิเคราะห์ภาพรวมเศรษฐกิจ

การถกร่วมกันแบบนี้แสดงให้เห็นว่ารัฐบาลปัจจุบันทำงานเป็นทีมเวิร์กดีมากครับ โดยเฉพาะในยุคที่เศรษฐกิจโลกยังผันผวนจากโควิด-19 และปัญหาโลกาภิวัตน์

ความสำคัญของงบประมาณปี 2570 ต่อประชาชน

งบประมาณปี 2570 หรือปี财政 2027 จะเป็นเครื่องมือหลักที่รัฐบาลใช้ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้ฟื้นตัวเต็มที่ คาดว่าจะเน้นเรื่องเหล่านี้

  • กระตุ้นการท่องเที่ยวและ SME หลังท่องเที่ยวกลับมาบูม
  • โครงสร้างพื้นฐาน เช่น รถไฟฟ้า รถไฟความเร็วสูง
  • สวัสดิการประชาชน เช่น 30 บาทรักษาทุกโรค และเพิ่มเบี้ยผู้สูงอายุ
  • เกษตรกรรมและสิ่งแวดล้อม เพื่อรับมือโลกร้อน

ที่เจ๋งคือ นายกฯ เผย งบประมาณปี 2570 เรียบร้อยดี แสดงว่ารัฐบาลมั่นใจในตัวเลขรายได้ที่สมจริง ไม่ต้องกู้หนี้มากเกินไป ซึ่งจะช่วยรักษาเสถียรภาพการคลังในระยะยาว

จากมุมมองของผมในฐานะนักวิเคราะห์การเมือง รัฐบาลอนุทินกำลังวางรากฐานที่ดีสำหรับปีหน้า โดยเฉพาะการกระจายงบไปยังท้องถิ่นผ่านกระทรวงมหาดไทยที่นายกฯ ดูแลเอง ทำให้การใช้จ่ายมีประสิทธิภาพมากขึ้น ไม่รั่วไหลเหมือนอดีต

อย่างไรก็ตาม ยังต้องจับตาการอนุมัติจากสภาผู้แทนราษฎรต่อไป เพราะพรรคฝ่ายค้านอาจมีข้อเสนอปรับเปลี่ยน หากเพื่อนๆ สนใจรายละเอียดเพิ่มเติม ลองติดตามการชี้แจงจากนายเอกนิติดูนะครับ คาดว่าจะมีตัวเลขกรอบงบออกมาเร็วๆ นี้

สรุปแล้ว นายกฯ เผย งบประมาณปี 2570 เรียบร้อยดี เป็นสัญญาณบวกที่ทำให้เรามั่นใจในอนาคตเศรษฐกิจไทยมากขึ้น คุณคิดยังไงกับเรื่องนี้? แชร์ความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่างเลยครับ หรือกดแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ ได้อ่านด้วยนะ จะได้ช่วยกันติดตามพัฒนาการ!

Insight สุดท้าย: งบประมาณปีนี้หากใช้ถูกจุด จะช่วยให้ไทยก้าวสู่ GDP เติบโต 4-5% ได้สบายๆ รัฐบาลต้องพิสูจน์ด้วยผลงานจริง!

ที่มา – ทุกอย่างเรียบร้อยดี “นายกฯ” เผยหลังถกร่วม 4 หน่วยงาน จัดทำงบประมาณปี 2570

นายกฯ ถก 4 หน่วยงานวางกรอบงบฯ 2570 ดึงงบค้างท่อ

ในสถานการณ์เศรษฐกิจโลกที่ผันผวนหนักหน่วงจากสงครามตะวันออกกลางและวิกฤติพลังงาน นายกฯ ถก 4 หน่วยงานวางกรอบงบฯ 2570 เพื่อเตรียมพร้อมรับมืออย่างมีประสิทธิภาพ รัฐบาลไทยภายใต้นายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล กำลังเร่งวางแผนงบประมาณปี 2570 ให้สอดคล้องกับความเป็นจริง โดยดึงงบค้างท่อจำนวนมหาศาลมาใช้เป็นกระสุนสำรอง

นายกฯ ถก 4 หน่วยงานวางกรอบงบฯ 2570

เมื่อวันที่ 22 เมษายน 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานประชุมสำคัญระหว่าง 4 หน่วยงานหลัก ได้แก่ สำนักงบประมาณ กระทรวงการคลัง สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) และธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) มีผู้เข้าร่วมชั้นนำอย่างนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และนายปิติ ดิษยทัต รองผู้ว่าการด้านเสถียรภาพการเงิน ธปท.

นายกรัฐมนตรีเปิดเผยว่า การประชุมครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อทบทวนกรอบวงเงินงบประมาณรายจ่ายปี 2570 รวมถึงประมาณการรายรับ-รายจ่ายและฐานะการคลังล่วงหน้าอย่างน้อย 3 ปี ท่ามกลางโลกที่ไม่แน่นอน โดยเฉพาะความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่กระทบราคาพลังงานและเศรษฐกิจไทยโดยตรง รัฐบาลจึงต้องปรับวิธีทำงานให้ประหยัดทรัพยากร ปรับลดงบที่ไม่จำเป็น เช่น ศึกษาดูงานต่างประเทศ ก่อสร้างอาคารใหม่ที่ไม่เร่งด่วน และโครงการพัฒนาจังหวัดที่เลื่อนได้

เอกนิติ เผยดึงงบค้างท่อแสนล้านรับมือวิกฤติ

นายเอกนิติ กล่าวเพิ่มเติมว่า นี่คือขั้นตอนที่ 2 ในการขับเคลื่อนนโยบาย โดยใช้ข้อมูลคาดการณ์เศรษฐกิจปี 2570 เป็นฐานในการจัดสรรงบประมาณให้เกิดประโยชน์สูงสุด เช่น โยกงบก่อสร้างไปติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์บนอาคารราชการ เพื่อลดค่าไฟระยะยาวและสร้างสำรองทางการเงิน

ปัจจุบันหนี้สาธารณะไทยอยู่ที่ 66% ของ GDP เพดาน 70% ยังเหลือช่องว่าง 4% หรือราว 800,000 ล้านบาท แต่ก่อนกู้เพิ่ม รัฐบาลจะบริหารงบที่มีอยู่ให้คุ้มค่าก่อน โดยแผนหลัก 2 ส่วน:

  • งบปี 2569: ดึงงบค้างท่อที่ยังไม่ทำสัญญาภายใน 30 เมษายน ได้ 70,000-100,000 ล้านบาท บวกงบกลางเหลือ 25,000 ล้านบาท รวม 95,000-125,000 ล้านบาท
  • ร่างงบ 2570: ทบทวนปรับโครงสร้างใหม่ให้มีวินัย

จะออก พ.ร.บ.โอนงบประมาณ คล้ายสมัยโควิด-19 นำเข้าสภาช่วงกลางมิถุนายน เพื่อใช้ได้ทันปีงบ 2570

การ นายกฯ ถก 4 หน่วยงานวางกรอบงบฯ 2570 แสดงถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการรักษาวินัยการคลัง สร้างความเข้มแข็งรับมือวิกฤติ ประชาชนจะได้ประโยชน์จากงบที่ใช้อย่างคุ้มค่า ลดภาษีหรือเพิ่มสวัสดิการในอนาคตได้มากขึ้น

ในมุมมองผู้เขียน การวางแผนนี้ฉลาดมาก เพราะไม่พึ่งกู้อย่างเดียว แต่ใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยเฉพาะการลงทุนพลังงานทดแทนที่ยั่งยืน ท่ามกลางราคาน้ำมันผันผวน หากทำสำเร็จ จะช่วยให้เศรษฐกิจไทยเติบโตได้อย่างมั่นคง

คุณคิดอย่างไรกับแผนนี้? แชร์ความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และติดตามข่าวเศรษฐกิจอัปเดตเพื่อไม่พลาดข้อมูลสำคัญ!

ที่มา – นายกฯ ถก 4 หน่วยงานวางกรอบงบฯ 2570 “เอกนิติ” เผยดึงงบค้างท่อแสนล้านรับมือวิกฤติ

Scroll to top