งบประมาณ 2569 วาระ 2 3

สส.ซัดเดือด! เอาภาษีจ่ายเงินเดือนพระ ตัดงบ 5 พันล้าน

การประชุมพิจารณางบประมาณปี 2569 ในวันที่ 3 เริ่มต้นอย่างเงียบเหงา ก่อนจะเริ่มดุเดือดเมื่อ สส. จากพรรคประชาชนออกมาวิพากษ์วิจารณ์เรื่องการนำเงินภาษีของประชาชนไปใช้เป็นเงินเดือนให้กับพระสงฆ์ และเสนอให้มีการตัดงบประมาณในส่วนนี้กว่า 5 พันล้านบาท

เมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 2568 ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรได้มีการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณประจำปี 2569 เป็นวันที่สาม บรรยากาศโดยรวมเป็นไปอย่างราบรื่น โดยมีการลงมติเห็นชอบงบประมาณของกระทรวงศึกษาธิการ, กระทรวงสาธารณสุข และกระทรวงอุตสาหกรรม อย่างไรก็ตาม เมื่อเข้าสู่การพิจารณาในมาตรา 27 ซึ่งเป็นงบประมาณของสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ นายภัณฑิล น่วมเจิม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากพรรคประชาชน ได้ลุกขึ้นอภิปรายอย่างเผ็ดร้อน โดยเสนอให้มีการตัดงบประมาณที่ถูกจัดสรรให้กับพระสงฆ์ทั้งหมด ซึ่งมีมูลค่ากว่า 5 พันล้านบาท

สส.ซัดเดือด! เอาภาษีจ่ายเงินเดือนพระ ตัดงบ 5 พันล้าน

นายภัณฑิลกล่าวว่า การนำเงินภาษีของประชาชนมาใช้จ่ายเป็น “เงินเดือนพระ” นั้น ขัดต่อหลักคำสอนของพระพุทธศาสนาที่เน้นการละทิ้งทางโลก นอกจากนี้ เขายังตั้งข้อสังเกตว่าการที่พระสงฆ์ได้รับเงินเดือน อาจนำไปสู่ปัญหาต่างๆ เช่น เรื่องยาเสพติด และการเกี่ยวข้องกับเรื่องทางโลกมากเกินไป เขายังกล่าวเพิ่มเติมว่าพระพุทธเจ้าคงจะตกใจอย่างมากหากทราบว่าคำสอนของพระองค์ถูกบิดเบือนไปมากขนาดนี้

สส.พรรคประชาชน เสนอตัดงบประมาณจ่ายเงินเดือนพระ

นอกเหนือจากประเด็นเรื่องเงินเดือนพระแล้ว นายภัณฑิลยังได้อภิปรายถึงงบประมาณที่จัดสรรให้กับพัดยศ ซึ่งถูกตัดลดลงไปครึ่งหนึ่งอันเนื่องมาจากข่าวอื้อฉาวของพระชั้นผู้ใหญ่ นอกจากนี้ เขายังตั้งคำถามถึงความโปร่งใสในการจัดสรรงบประมาณสำหรับการซ่อมแซมวัดต่างๆ และการให้เงินสนับสนุนแก่วัดในต่างประเทศอย่างมีการเลือกปฏิบัติ พร้อมทั้งเสนอให้มีการแยกศาสนาออกจากการบริหารงานของรัฐ เพื่อความเป็นธรรมแก่ผู้เสียภาษีทุกคน

ประเด็นที่ สส. พรรคประชาชนหยิบยกขึ้นมานั้น จุดประกายให้เกิดการถกเถียงอย่างกว้างขวางในสังคม โดยมีทั้งผู้ที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วยกับข้อเสนอของเขา ฝ่ายที่เห็นด้วยมองว่า การใช้เงินภาษีของประชาชนไปจ่ายให้พระสงฆ์นั้นไม่ถูกต้อง และขัดต่อหลักการที่ว่าศาสนาควรเป็นเรื่องส่วนบุคคล ในขณะที่ฝ่ายที่ไม่เห็นด้วย มองว่าการสนับสนุนพระสงฆ์เป็นสิ่งจำเป็นต่อการรักษาและเผยแพร่พระพุทธศาสนา

การอภิปรายของนายภัณฑิลได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการพิจารณางบประมาณอย่างรอบคอบและโปร่งใส เพื่อให้มั่นใจว่าเงินภาษีของประชาชนถูกนำไปใช้อย่างมีประสิทธิภาพและเป็นประโยชน์ต่อส่วนรวมอย่างแท้จริง การถกเถียงในประเด็นนี้ยังสะท้อนให้เห็นถึงความหลากหลายทางความคิดเห็นในสังคมไทยเกี่ยวกับบทบาทของศาสนาในการบริหารงานของรัฐ

การพิจารณางบประมาณของสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติในปีนี้จึงเป็นที่จับตามองอย่างใกล้ชิด และคาดว่าจะมีการอภิปรายในประเด็นนี้อย่างต่อเนื่อง เพื่อหาจุดสมดุลระหว่างการสนับสนุนศาสนาและการใช้จ่ายเงินภาษีอย่างเหมาะสม หากข้อเสนอของ สส. พรรคประชาชนได้รับการพิจารณาและนำไปปฏิบัติจริง อาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในการจัดสรรงบประมาณสำหรับศาสนาในประเทศไทย

สิ่งที่เกิดขึ้นนี้เป็นเครื่องสะท้อนให้เห็นถึงความเปลี่ยนแปลงทางสังคมที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง การตั้งคำถามต่อสิ่งที่เป็นมาแต่เดิม และการเรียกร้องหาความโปร่งใสและความเป็นธรรมในการบริหารจัดการงบประมาณของประเทศ การอภิปรายเรื่อง สส.ซัดเดือด! เอาภาษีจ่ายเงินเดือนพระ ตัดงบ 5 พันล้าน จึงเป็นมากกว่าแค่การถกเถียงเรื่องงบประมาณ แต่เป็นการสะท้อนถึงค่านิยมและความเชื่อที่แตกต่างกันในสังคมไทย

ในฐานะประชาชนคนหนึ่ง เราควรติดตามข่าวสารและมีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับประเด็นต่างๆ ที่ส่งผลกระทบต่อสังคม เพื่อให้ประเทศของเราพัฒนาไปในทิศทางที่ถูกต้องและเป็นประโยชน์ต่อทุกคน

ที่มา – สส. ประชาชนซัดเดือดเอาภาษีจ่ายเงินเดือนพระ เสนอตัดงบฯ กว่า 5 พันล้าน

ศิริกัญญาชี้ มติพรรคประชาชนโหวตคว่ำงบฯ 69

“ศิริกัญญา” นำทีม สส.ปชน. แถลงจุดยืน มติพรรค โหวตคว่ำ ร่าง พ.ร.บ.งบฯ ปี 69 วาระ 3 ยกเหตุผล มีจุดผิดปกติ เป็นไขมัน แต่รัฐบาลไม่ลด ละ เลื่อน โครงการใดๆ ไม่แก้ไขแม้แต่มาตราเดียว

เมื่อเวลา 13.00 น. วันที่ 15 สิงหาคม 2568 ที่รัฐสภา น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) พร้อม สส.พรรค ปชน. จำนวนหนึ่ง ร่วมแถลงถึงทิศทางการโหวตร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ในวาระ 3 ว่า พรรคประชาชนมีมติเกี่ยวกับการลงคะแนนในวาระสามของการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2569 โดยเราจะโหวตคว่ำร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าว เนื่องจากเราพิจารณาอย่างถี่ถ้วนรอบคอบแล้วว่า แม้ สส.พรรค ปชน. จะมีการให้ข้อเสนอแนะ ข้อคิดเห็นในการปรับลดงบฯ หรือตัดทอนงบฯ เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลง ให้มีประสิทธิภาพกับการใช้จ่ายให้คุ้มค่าและมีประสิทธิภาพกับเม็ดเงินภาษี หรือชี้ให้เห็นถึงความจำเป็นในการเตรียมความพร้อมของการจัดทำร่าง พ.ร.บ.งบฯ ปี 2569 ที่จะรองรับกับสถานการณ์ต่าง ๆ ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตมาโดยตลอด

แต่ทางรัฐบาล หรือกรรมาธิการเสียงข้างมากเอง ไม่ได้นำเอาข้อเสนอแนะ หรือข้อคิดเห็นต่างๆ ของกรรมาธิการเสียงข้างน้อย และ สส.พรรคประชาชนไปปรับปรุงเปลี่ยนแปลงตัวงบประมาณแต่อย่างใด แม้เราจะชี้แนะในส่วนที่เป็นงบไขมัน รายจ่ายเกินจำเป็น ที่สิ้นเปลือง ไม่คุ้มค่า แต่ก็ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง หากทุกท่านติดตามการอภิปรายงบประมาณตลอด 2 วันครึ่งที่ผ่านมา จะเห็นว่ามีจุดที่ผิดปกติ เป็นไขมัน เป็นงบประมาณที่ไม่จำเป็น ซึ่งสามารถลด ละ หรือเลื่อน ปรับเปลี่ยนโครงการต่างๆ เหล่านั้นออกไปได้ เพื่อเก็บงบประมาณเอาไว้ใช้ในยามฉุกเฉินจำเป็นในอนาคต และรองรับยามเมื่อเกิดวิกฤตเศรษฐกิจของประเทศ แต่ในท้ายที่สุด เราก็ยังเป็นเสียงข้างน้อยในสภา ทำให้ไม่สามารถที่จะเปลี่ยนแปลงแก้ไขงบประมาณใดๆ ได้ แม้แต่มาตราเดียว จึงเป็นเหตุผลที่ในวาระสาม พรรคประชาชนจึงมีมติยืนยันที่จะคว่ำร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ โดยไม่เห็นชอบกับงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2569 ทั้งฉบับ

มติพรรคประชาชนโหวตคว่ำงบฯ 69

จากกรณีที่พรรคประชาชน (ปชน.) มีมติในการโหวตคว่ำร่าง พ.ร.บ. งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2569 ได้สร้างความสนใจเเละคำถามมากมายในสังคมถึงเหตุผลเบื้องหลังการตัดสินใจครั้งสำคัญนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเวลาที่ประเทศกำลังเผชิญกับความท้าทายทางเศรษฐกิจหลากหลายด้าน การตัดสินใจของพรรคจึงมีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง

ทำไมต้อง มติพรรคประชาชนโหวตคว่ำงบฯ 69?

เหตุผลหลักที่พรรคประชาชนตัดสินใจเช่นนั้น น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล ได้อธิบายว่ามาจากการพิจารณาอย่างรอบคอบแล้วพบว่า ร่าง พ.ร.บ. งบประมาณปี 2569 ยังมีจุดที่ต้องแก้ไขปรับปรุงอีกมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของการจัดสรรงบประมาณที่ไม่สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน และยังขาดความยืดหยุ่นในการรองรับความเสี่ยงทางเศรษฐกิจที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต

นอกจากนี้ พรรคประชาชนยังได้เสนอแนะแนวทางในการปรับปรุงงบประมาณให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยเน้นไปที่การลดรายจ่ายที่ไม่จำเป็น และการเพิ่มงบประมาณในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก การสร้างงาน และการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน อย่างไรก็ตาม ข้อเสนอแนะเหล่านี้ไม่ได้รับการพิจารณาจากรัฐบาลหรือกรรมาธิการเสียงข้างมากเท่าที่ควร

ผลกระทบต่อประชาชน

การที่พรรคประชาชนโหวตคว่ำร่าง พ.ร.บ. งบประมาณปี 2569 อาจส่งผลกระทบต่อการดำเนินงานของภาครัฐในหลายด้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งโครงการต่างๆ ที่ได้รับการจัดสรรงบประมาณไว้แล้ว อาจต้องหยุดชะงักหรือเลื่อนออกไป นอกจากนี้ ยังอาจส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุน และการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาว

อย่างไรก็ตาม พรรคประชาชนเชื่อว่าการตัดสินใจครั้งนี้เป็นการกระทำที่จำเป็น เพื่อให้รัฐบาลได้ทบทวนและปรับปรุงงบประมาณให้มีความเหมาะสมและสอดคล้องกับความต้องการของประชาชนอย่างแท้จริง

ในสถานการณ์ที่ประเทศต้องการความร่วมมือจากทุกภาคส่วน การที่พรรคการเมืองหนึ่งออกมาคัดค้านร่างงบประมาณ อาจสะท้อนให้เห็นถึงความจำเป็นในการเปิดรับฟังความคิดเห็นที่แตกต่าง และการสร้างกระบวนการตัดสินใจที่เป็นธรรมและโปร่งใส เพื่อให้งบประมาณของประเทศได้รับการจัดสรรอย่างมีประสิทธิภาพและเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชนทุกคน

การที่ มติพรรคประชาชนโหวตคว่ำงบฯ 69 เป็นสัญญาณเตือนให้รัฐบาลและผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง หันมาให้ความสำคัญกับการปรับปรุงกระบวนการจัดทำงบประมาณให้มีความโปร่งใส รับฟังความคิดเห็นจากทุกฝ่าย และให้ความสำคัญกับการจัดสรรงบประมาณที่ตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนอย่างแท้จริง

อนาคตของงบประมาณปี 2569 และผลกระทบต่อประเทศชาติยังคงเป็นสิ่งที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด หวังว่าทุกฝ่ายจะร่วมมือกันหาทางออกที่ดีที่สุดสำหรับประเทศไทย การตัดสินใจ มติพรรคประชาชนโหวตคว่ำงบฯ 69 เป็นสิ่งที่ต้องพิจารณาอย่างถี่ถ้วน

ที่มา – “ไหม” ชี้มติพรรคประชาชนโหวตคว่ำงบฯ 69 เห็นจุดผิดปกติแต่รัฐบาลไม่แก้

พรรคประชาชนย้อนเพื่อไทย ทำไมคลิปเสียงคุย “ฮุนเซน” ถึงปัญญาอ่อน?

พรรคประชาชนสวนกลับเพื่อไทยอย่างดุเดือด ถามกลับว่าถ้าคลิปซื้อเสียงแลกโหวตงบประมาณปี 2569 เป็นเรื่อง “ปัญญาอ่อน” แล้วทำไมคลิปเสียงนายกฯ คุยกับ “ฮุนเซน” ถึงไม่หนักกว่า?

เมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 2568 นายชัชวาล อภิรักษ์มั่นคง สส.ขอนแก่น พรรคประชาชน ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวเพื่อตอบโต้นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย และประธานวิปรัฐบาล กรณีให้สัมภาษณ์ว่าคลิปเสียงเกี่ยวกับการแจกเงิน 10 ล้านบาทเพื่อแลกกับการโหวตร่างพระราชบัญญัติงบประมาณปี 2569 เป็นเรื่อง “ปัญญาอ่อน” ว่าต้องถามกลับไปยังนายวิสุทธิ์เช่นกันว่า ทำไมคลิปเสียงของนางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี และ รมว.วัฒนธรรม ที่พูดคุยกับสมเด็จฮุนเซน ท่านไม่เห็นจะกล้าออกมาบอกสื่อเลยว่าเป็นเรื่องปัญญาอ่อนเหมือนกัน

พรรคประชาชนย้อนเพื่อไทย ทำไมคลิปเสียงคุย “ฮุนเซน” ถึงปัญญาอ่อน?

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในแวดวงการเมือง เมื่อพรรคประชาชนออกมาตอบโต้พรรคเพื่อไทยอย่างเผ็ดร้อน กรณีที่นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ออกมาให้สัมภาษณ์ว่าคลิปเสียงการแจกเงิน 10 ล้านบาทเพื่อแลกกับการโหวตร่างพระราชบัญญัติงบประมาณปี 2569 เป็นเรื่อง “ปัญญาอ่อน” งานนี้พรรคประชาชนไม่รอช้า ออกมาตอบโต้ทันที โดยนายชัชวาล อภิรักษ์มั่นคง สส.ขอนแก่น แสดงความสงสัยว่า ทำไมนายวิสุทธิ์ถึงไม่ออกมาแสดงความคิดเห็นในลักษณะเดียวกันกับคลิปเสียงของนางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ที่ได้พูดคุยกับสมเด็จฮุนเซน อดีตนายกรัฐมนตรีกัมพูชา

ประเด็นนี้จุดประกายคำถามมากมายในสังคม ว่าเหตุใดการแสดงความเห็นต่อคลิปเสียงทั้งสองถึงมีความแตกต่างกัน หรือมีนัยยะทางการเมืองใดแอบแฝงอยู่หรือไม่

ความแตกต่างระหว่างสองคลิปเสียง

แม้ว่าทั้งสองคลิปเสียงจะเป็นประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการเมือง แต่ลักษณะและบริบทของทั้งสองคลิปนั้นมีความแตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัด คลิปเสียงแรกเป็นเรื่องเกี่ยวกับการกล่าวอ้างถึงการแจกเงินเพื่อแลกกับการโหวต ซึ่งเป็นประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการทุจริตและผลประโยชน์ทับซ้อนโดยตรง ในขณะที่คลิปเสียงที่สอง เป็นบทสนทนาระหว่างผู้นำประเทศ ซึ่งอาจมีประเด็นทางการทูตและผลประโยชน์แห่งชาติเข้ามาเกี่ยวข้อง

อย่างไรก็ตาม พรรคประชาชนมองว่า การที่นายวิสุทธิ์ออกมาแสดงความเห็นต่อคลิปเสียงแรกว่าเป็นเรื่อง “ปัญญาอ่อน” แต่กลับเงียบเฉยต่อคลิปเสียงที่สอง เป็นการเลือกปฏิบัติและสองมาตรฐาน

ประเด็นที่น่าสนใจคือ:

  • ความโปร่งใสและความรับผิดชอบ: นักการเมืองควรมีความโปร่งใสและพร้อมที่จะตอบคำถามต่อสาธารณชนในทุกประเด็น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเล็กหรือเรื่องใหญ่
  • มาตรฐานเดียวกัน: การวิพากษ์วิจารณ์หรือแสดงความเห็นควรอยู่บนพื้นฐานของมาตรฐานเดียวกัน ไม่ควรเลือกปฏิบัติหรือมีอคติ
  • ผลประโยชน์ของประชาชน: การตัดสินใจและการกระทำของนักการเมืองควรคำนึงถึงผลประโยชน์ของประชาชนเป็นสำคัญ

เหตุการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงความซับซ้อนของการเมืองไทย ที่เต็มไปด้วยการตอบโต้และการช่วงชิงความได้เปรียบ การที่พรรคประชาชนออกมาตอบโต้พรรคเพื่อไทยในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความขัดแย้งและความไม่ไว้วางใจที่ยังคงมีอยู่ระหว่างพรรคการเมืองต่างๆ

การออกมาตั้งคำถามว่าทำไมพรรคประชาชนย้อนเพื่อไทย ทำไมคลิปเสียงคุย “ฮุนเซน” ถึงปัญญาอ่อน? เป็นการแสดงจุดยืนที่ชัดเจนของพรรคประชาชน และเป็นการเรียกร้องให้สังคมตั้งคำถามถึงความโปร่งใสและความรับผิดชอบของนักการเมือง

แม้ว่าประเด็นเรื่องพรรคประชาชนย้อนเพื่อไทย ทำไมคลิปเสียงคุย “ฮุนเซน” ถึงปัญญาอ่อน? จะเป็นเรื่องที่ซับซ้อนและมีหลายแง่มุม แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือการที่ประชาชนสามารถเข้าถึงข้อมูลที่ถูกต้องและครบถ้วน เพื่อที่จะสามารถตัดสินใจและวิพากษ์วิจารณ์ได้อย่างมีเหตุผล การติดตามข่าวสารและการแสดงความคิดเห็นอย่างสร้างสรรค์ จะเป็นส่วนสำคัญในการสร้างสังคมที่เข้มแข็งและโปร่งใส

ดังนั้น การที่พรรคประชาชนย้อนเพื่อไทย ทำไมคลิปเสียงคุย “ฮุนเซน” ถึงปัญญาอ่อน? จึงเป็นประเด็นที่ควรค่าแก่การติดตามและพิจารณาอย่างรอบคอบ เพื่อให้เราสามารถเข้าใจถึงพลวัตทางการเมืองและผลกระทบต่อสังคมโดยรวม

ที่มา – พรรคประชาชนย้อนเพื่อไทย ทำไมคลิปเสียงคุย “ฮุนเซน” ถึงไม่ออกมาพูดว่าปัญญาอ่อนบ้าง

“ณัฐพงศ์” งง มหาดไทยจะย้ายอีก 2 ปี ยังของบ?

“ณัฐพงศ์ เปรมพูลสวัสดิ์” สส.กรุงเทพฯ พรรคประชาชน ตั้งคำถามถึงความเหมาะสมของงบประมาณกระทรวงมหาดไทยที่ใช้ในการก่อสร้างและซ่อมแซมอาคารต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเด็นที่ว่า “ณัฐพงศ์” งง มหาดไทยจะย้ายอีก 2 ปี แต่ยังคงของบประมาณในการซ่อมแซมและสร้างตึกเก่าเพิ่มเติม

“ณัฐพงศ์” งง มหาดไทยจะย้ายอีก 2 ปี แต่ยังของบ?

ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎรเพื่อพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่าย ประจำปีงบประมาณ 2569 นายณัฐพงศ์ได้อภิปรายขอตัดงบประมาณกระทรวงมหาดไทยในส่วนของโครงการก่อสร้างอาคารและสถานที่ราชการ โดยชี้ให้เห็นถึงความไม่สมเหตุสมผลในการของบประมาณในหลายโครงการ

นายณัฐพงศ์กล่าวว่า กระทรวงมหาดไทยมีการก่อสร้างอาคารและสถานที่ราชการจำนวนมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนของสำนักปลัดกระทรวงมหาดไทยและกรมการปกครอง ที่มีการสร้างอาคารสถานที่ราชการและบ้านพักราชการรวมกันแล้วเป็นเงินกว่า 4,000 ล้านบาท ซึ่งสามารถจัดกลุ่มออกมาได้เป็นสามกลุ่มหลักๆ ได้แก่

  • กลุ่มแรก โครงการที่ใช้งบประมาณปรับปรุงหรือซ่อมแซมอาคารศาลากลางจังหวัดหรือที่ว่าการอำเภอที่เพิ่งสร้างเสร็จได้ไม่นาน เช่น ศาลากลาง จ.นราธิวาส ที่มีการตั้งงบประมาณเพื่อปรับปรุงภูมิทัศน์ลานอเนกประสงค์ 3.5 ล้านบาท ทั้งที่เพิ่งสร้างมาแค่ 3 ปี หรือ ศาลากลาง จ.สุรินทร์ ซึ่งมีอายุเพียง 4 ปี กลับต้องมีการซ่อมแซมหลังคา 1.3 ล้านบาท ทำให้เกิดคำถามถึงคุณภาพการก่อสร้างและการตรวจรับงาน
  • กลุ่มที่สอง โครงการก่อสร้างใหม่ เช่น บ้านพักรองผู้ว่าราชการ จ.อุดรธานี ที่มีการตั้งงบประมาณไว้ที่ 7.8 ล้านบาท ทั้งที่มีอายุเพียง 22 ปีเท่านั้น ซึ่งต่างจากโครงการส่วนใหญ่ที่มักสร้างใหม่เมื่ออาคารเก่ามีอายุ 30-40 ปีขึ้นไป
  • กลุ่มที่สาม โครงการตกแต่ง ทาสี และปรับภูมิทัศน์ ซึ่งมีจำนวนมากกระจายอยู่ทั่วประเทศ โดยมีงบประมาณตั้งแต่หลักล้านไปจนถึงหลักสิบล้านบาท เช่น โครงการปรับภูมิทัศน์ศาลากลาง จ.ลำพูน 18.8 ล้านบาท หรือโครงการปรับภูมิทัศน์เสาธงนครปฐม 2.5 ล้านบาท

ทำไม “ณัฐพงศ์” งง มหาดไทยจะย้ายอีก 2 ปี แต่ยังของบ?

ประเด็นที่นายณัฐพงศ์ให้ความสำคัญเป็นพิเศษคือ โครงการที่เกี่ยวข้องกับอาคารศาลากลางกระทรวงมหาดไทย เนื่องจากกระทรวงฯ กำลังจะย้ายไปที่ศูนย์ราชการแห่งใหม่ที่เขตคลองสาน กรุงเทพฯ ซึ่งใช้งบประมาณถึง 9,000 ล้านบาท และมีการตั้งงบประมาณผูกพันไปถึงปี 2571 แต่ในขณะเดียวกัน อาคารศาลากลางกระทรวงมหาดไทยหลังเดิมก็ยังมีการตั้งงบประมาณสำหรับการปรับปรุงพื้นผิวผนัง ซ่อมแซมห้องน้ำ ฝ้าเชิงชาย และปรับปรุงห้องปฏิบัติงานแถลงข่าว

“ณัฐพงศ์” งง มหาดไทยจะย้ายอีก 2 ปี แต่ยังคงมีการของบประมาณสำหรับอาคารเก่า ซึ่งนายณัฐพงศ์มองว่าเป็นการใช้จ่ายงบประมาณที่ไม่คุ้มค่า เนื่องจากอาคารดังกล่าวจะถูกใช้งานอีกเพียง 2-3 ปีเท่านั้น เขาจึงเสนอให้ปรับลดค่าก่อสร้างอาคารมหาดไทยลง 15% เพื่อประหยัดงบประมาณของประเทศ

การที่ “ณัฐพงศ์” งง มหาดไทยจะย้ายอีก 2 ปี แต่ยังของบประมาณจำนวนมาก แสดงให้เห็นถึงความจำเป็นในการตรวจสอบและพิจารณางบประมาณของภาครัฐอย่างรอบคอบ เพื่อให้มั่นใจว่าเงินภาษีของประชาชนถูกนำไปใช้อย่างมีประสิทธิภาพและเกิดประโยชน์สูงสุด

การอภิปรายของนายณัฐพงศ์เป็นการสะท้อนปัญหาการจัดสรรงบประมาณที่อาจไม่สอดคล้องกับความต้องการและความจำเป็นที่แท้จริง การตั้งคำถามถึงความคุ้มค่าในการลงทุนและการตรวจสอบการใช้จ่ายงบประมาณอย่างโปร่งใสเป็นสิ่งสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนและส่งเสริมการบริหารจัดการงบประมาณที่มีประสิทธิภาพ

ที่มา – “ณัฐพงศ์” งงมหาดไทย จะย้ายอีก 2 ปี แต่ยังของบซ่อม-สร้างตึกเก่าเพิ่ม

วิสุทธิ์ จี้ สส. ใครให้ 10 ล้านปัญญาอ่อน?

“วิสุทธิ์” ลั่น ปัญญาอ่อน ใครจะให้ 10 ล้าน เลื่อนลอย จี้ สส. พรรคประชาชน เปิดชื่อมาเลย ไม่ต้องมาย่อ ส.นั้น ส.นี้ บอกฟังแล้วไม่เชื่อ ชี้ เป็นไปได้ถูก “สแกมเมอร์” หลอก เพราะแก๊งต้มตุ๋นเยอะแยะ

วันที่ 14 ส.ค. 2568 ที่รัฐสภา นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ในฐานะประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล (วิปรัฐบาล) กล่าวถึงกรณีคลิปเสียงที่ สส.พรรคประชาชน อ้างว่าถูกซื้อให้โหวตร่าง พ.ร.บ. งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2569 หนัก 10 ล้านบาท ว่า ตนฟังคลิปแล้ว ต้องบอกว่าเลื่อนลอย ไม่รู้ใครส่งมา

“หากจะมีการเจรจากันเขาไม่ใช้โทรศัพท์หรอก ต้องเรียกมาคุยกัน จะจ่ายเงินตั้ง 10 ล้านบาท จะให้ใครไม่รู้โทรมา จะอ้างว่า คนนั้น คนนี้โทรมา แล้วใครล่ะ บอกมาสิ จะมาบอกว่าเป็น สส.ในพรรครัฐบาลโทรไป แล้วใครล่ะ ตนหรือ ก็เอามาเปิดเผยสิว่าเป็นใคร แล้วจะช่วยตรวจสอบให้ ผมเป็นกรรมการจริยธรรม สภาผู้แทนราษฎร จะได้ตรวจสอบว่าใครทำผิด คลิปที่บอกว่าใครไม่รู้โทรมา เป็นใครก็พูดได้หมด แบบนี้มันเลื่อนลอย ประชาชนฟังแล้วก็ตัดสินกันเองว่าจริงหรือไม่ ถามว่าใครโทรมา ก็ไม่รู้ คุณไม่รู้แล้วผมจะรู้ได้อย่างไร จะมาอ้างฝ่ายรัฐบาลได้อย่างไร ก็บอกชัดๆ เอาไปให้ตำรวจแจ้งความเลยจะได้ดำเนินคดี ไปดีเอสไอก็ได้ จะได้ลากมาว่าเป็นใครบ้างโทรไปหาคุณ ต้องชัดเจนพูดแบบนี้เลื่อนลอย แล้วมาใส่ร้ายคนอื่น พี่น้องประชาชนฟังแล้วเป็นอย่างไร ผมฟังแล้วไม่เชื่อ ผมเป็นกลางที่สุดแล้ว ในใจพยายามจะเชื่อ แต่ถามว่าใครก็ไม่รู้โทรมา ก็ไม่รู้อีก แล้วจะมาบอกว่าเอาเงินให้ 10 ล้าน ปัญญาอ่อน ใครจะให้ 10 ล้าน แล้วไม่บอกว่าใครโทรไปจริงหรือ”

นายวิสุทธิ์ กล่าวยืนยันว่า เรื่องพวกนี้พรรคเราไม่จำเป็น ที่จะต้องไปซื้อเสียงเป็น 10 ล้าน ตอนนี้มีเสียงเกิน 10+ พรุ่งนี้จะเยอะกว่านี้ หลายคนไม่สบาย นอนโรงพยาบาล พรุ่งนี้จะถอดสายน้ำเกลือมา ไม่มีปัญหาเรื่องเสียงแน่นอน เมื่อถามว่า ในคลิปเสียงมีการเปิดเผยว่าบุคคลดังกล่าวใหญ่กว่าคนตัวอักษร ส. ในพรรค นายวิสุทธิ์ กล่าวว่า ไม่มี บอกมาตรงๆ ไม่ต้องมาย่อ ส.นั้น ส.นี้ บอกมาเลยว่าใคร นามสกุลอะไร สส.พรรคไหน อย่างไร บอกมา ถ้าไม่กล้าก็มากระซิบตน เดี๋ยวจะจัดการให้ แมนๆ หน่อย ถ้าจะพูดต้องพูดให้กล้าหาญชัดเจน ไม่ใช่มาพูดว่าคนนั้นคนนี้มากระซิบบอก ตลก

เมื่อถามว่า เป็นเพราะเสียงปริ่มน้ำหรือไม่จึงเกิดกระแสข่าวแบบนี้อยู่บ่อยครั้ง นายวิสุทธิ์ ยืนยันว่า ไม่ได้ปริ่มน้ำ เกินมา 10 กว่าเสียง และขณะนี้เราก็ยังพออยู่ไม่ต้องไปซื้อ ราคา 10 ล้านแพงไป ไม่มีราคาอะไรขนาดนั้นหรอก เมื่อถามว่า เป็นไปได้หรือไม่ว่าโดนสแกมเมอร์ นายวิสุทธิ์ กล่าวว่า ก็เป็นไปได้ แก๊งต้มตุ๋นเยอะแยะ ไม่จริงหรอก ลองดูดีๆ จะโดนเขาต้ม ท่านผู้แทน

ปัญญาอ่อน ใครจะให้ 10 ล้าน วิสุทธิ์ถาม

วิสุทธิ์ตอบโต้ สส. ปชช. หลังอ้างมีคนเสนอเงิน 10 ล้าน

จากกรณีที่มี สส. พรรคประชาชนออกมาอ้างว่ามีผู้เสนอเงิน 10 ล้านบาทเพื่อแลกกับการโหวตสนับสนุนร่าง พ.ร.บ. งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2569 นั้น นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ ได้ออกมาตอบโต้ว่าเรื่องดังกล่าว “ปัญญาอ่อน ใครจะให้ 10 ล้าน” และเรียกร้องให้เปิดเผยชื่อผู้ที่เกี่ยวข้องออกมา

นายวิสุทธิ์ยังกล่าวอีกว่า การกล่าวอ้างเช่นนี้เป็นเรื่องเลื่อนลอยและไม่น่าเชื่อถือ หากมีการเสนอเงินจริง คงไม่มีใครโทรศัพท์มาเจรจา แต่จะเรียกไปคุยกันเป็นการส่วนตัว นอกจากนี้ เขายังตั้งข้อสังเกตว่า สส. คนดังกล่าวอาจตกเป็นเหยื่อของแก๊งสแกมเมอร์ เนื่องจากปัจจุบันมีแก๊งต้มตุ๋นจำนวนมาก

นอกจากนี้ นายวิสุทธิ์ยังได้กล่าวถึงประเด็นที่ สส. พรรคประชาชนอ้างว่า บุคคลที่เสนอเงินมีตำแหน่งใหญ่กว่า ส. ในพรรคว่า หากมีข้อมูลจริงก็ควรเปิดเผยออกมาตรงๆ ไม่ต้องอ้อมค้อม เพื่อให้สามารถตรวจสอบข้อเท็จจริงได้

สรุปประเด็นที่น่าสนใจ:

  • นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ ตอบโต้กรณี สส. พรรคประชาชนอ้างว่ามีผู้เสนอเงิน 10 ล้านบาท
  • นายวิสุทธิ์เรียกร้องให้เปิดเผยชื่อผู้ที่เกี่ยวข้อง
  • นายวิสุทธิ์ตั้งข้อสังเกตว่า สส. คนดังกล่าวอาจตกเป็นเหยื่อของแก๊งสแกมเมอร์

การออกมาตอบโต้ของนายวิสุทธิ์ในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความไม่พอใจต่อการกล่าวอ้างดังกล่าว และต้องการให้มีการตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างโปร่งใส เพื่อไม่ให้เกิดความเข้าใจผิดในหมู่ประชาชน

ที่มา – ปัญญาอ่อน ใครจะให้ 10 ล้าน “วิสุทธิ์” จี้ สส.ปชน. ไม่ต้องมาย่อ เปิดชื่อมาเลย

สส.ณัฐพล จี้ถาม แอปฯ เก่าไม่เสร็จ จะเสร็จเมื่อไหร่

“ณัฐพล โตวิจักษณ์ชัยกุล” สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) จังหวัดเชียงใหม่ พรรคประชาชน ออกมาตั้งคำถามถึงความคืบหน้าของแอปพลิเคชัน (แอปฯ) ด้านการท่องเที่ยวที่กรมการท่องเที่ยวรับผิดชอบ โดยเฉพาะประเด็นที่ว่า แอปฯ เก่ายังไม่เสร็จ แต่กลับมีการของบประมาณเพื่อพัฒนาแอปฯ ใหม่อีก

สส.ณัฐพล จี้ถาม: แอปฯ เก่าไม่เสร็จ จะเสร็จเมื่อไหร่

ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎรเพื่อพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 เมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2568 นายณัฐพล โตวิจักษณ์ชัยกุล ได้อภิปรายถึงมาตรา 11 ซึ่งเกี่ยวข้องกับกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา โดยเน้นไปที่กรมการท่องเที่ยวที่ขออนุมัติงบประมาณเพื่อพัฒนาแอปพลิเคชันใหม่อีก 2 แอปฯ มูลค่ารวมประมาณ 40 ล้านบาท ทั้งๆ ที่แอปฯ เก่ายังดำเนินการไม่แล้วเสร็จ

รายละเอียดแอปฯ ที่เป็นประเด็น

แอปฯ แรกที่ของบประมาณในปีนี้คือ แพลตฟอร์มดิจิทัลรองรับการท่องเที่ยวที่เป็นมิตรกับนักท่องเที่ยวชาวมุสลิมที่เดินทางมายังประเทศไทย (Muslim Friendly) ซึ่งมีมูลค่ากว่า 7 ล้านบาท ส่วนแอปฯ ที่สองเป็นแอปพลิเคชันที่มุ่งเน้นการโปรโมทแหล่งท่องเที่ยวโบราณสถานต่างๆ ด้วยงบประมาณกว่า 32 ล้านบาท

สส.ณัฐพล กล่าวว่า แม้การใช้แอปฯ เพื่อเข้าถึงตลาดนักท่องเที่ยวต่างชาติจะเป็นสิ่งจำเป็นในยุคปัจจุบัน แต่ก็ต้องพิจารณาถึงความคุ้มค่าและความซ้ำซ้อน โดยย้อนกลับไปในปีงบประมาณ 2567 กรมการท่องเที่ยวเคยของบประมาณเพื่อพัฒนาแอปฯ Tourism Wallet และแอปฯ Intelligence Travel Guide มาแล้ว ซึ่งจากการชี้แจงของกรมการท่องเที่ยวต่อคณะกรรมาธิการเมื่อเดือนที่ผ่านมา พบว่าแอปฯ ตัวแรกยังไม่เสร็จสมบูรณ์ และแอปฯ ตัวที่สองในโครงการระยะที่ 1 ที่ใช้งบประมาณไปกว่า 30 ล้านบาทนั้น ยังไม่สามารถใช้งานได้จริง และยังมีการของบประมาณสำหรับระยะที่ 2 อีกกว่า 50 ล้านบาท

“ในขณะที่กรมการท่องเที่ยวยังทำแอปฯ เดิมไม่เสร็จ วันนี้กลับมาของบทำแอปฯ ใหม่อีกสองอัน ถ้าเราผ่านงบวันนี้ไป เท่ากับกรมการท่องเที่ยวกำลังทำแอปฯ อยู่ในมือ 4 แอปฯ ราคา 135 ล้านบาท ซึ่งจะเสร็จหรือเปล่า จะได้ใช้เมื่อไร แม้แต่ตัวหน่วยงานเองยังตอบไม่ได้” นายณัฐพลกล่าว

นายณัฐพลได้สรุปเหตุผล 4 ข้อที่ทำให้ต้องตัดงบประมาณส่วนนี้ ได้แก่:

  • ทุกแอปฯ ที่ระบุในคำของบประมาณ มีตัวชี้วัดความสำเร็จเพียงแค่การสร้างแอปฯ ขึ้นมาได้เท่านั้น ไม่ได้มีการวัดผลถึงจำนวนผู้ใช้งานจริง ซึ่งหากคิดเพียงแค่นี้ ก็จะเกิดปัญหาเช่นเดียวกับที่หน่วยงานราชการต่างๆ มีแอปพลิเคชันรวมกันกว่า 400 แอปฯ โดยที่หลายแอปฯ ไม่มีการใช้งาน
  • จากการวัดผลคะแนนรีวิว พบว่าแอปฯ ด้านการท่องเที่ยวที่พัฒนาโดยหน่วยงานราชการนั้น มีคุณภาพสู้แอปฯ ของภาคเอกชนไม่ได้ ทั้งของไทยและต่างชาติ
  • มีความซ้ำซ้อนในการดำเนินงานระหว่างหน่วยงานรัฐหลายแห่ง ที่ต่างก็พัฒนาแอปฯ ส่งเสริมการท่องเที่ยว โดยที่ข้อมูลไม่ได้เชื่อมโยงกัน
  • เหตุผลที่สำคัญที่สุดคือ โครงการเดิมยังไม่แล้วเสร็จ แต่กลับมีการของบประมาณสำหรับโครงการใหม่

ด้วยเหตุผลเหล่านี้ นายณัฐพลจึงยืนยันที่จะขอปรับลดงบประมาณสำหรับแอปฯ ใหม่ทั้ง 2 แอปฯ

การที่ สส.ณัฐพล ออกมาตั้งคำถามถึงความคืบหน้าของแอปฯ เหล่านี้ สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการตรวจสอบการใช้งบประมาณของภาครัฐ เพื่อให้เกิดความโปร่งใสและคุ้มค่ามากที่สุด การพัฒนาแอปฯ เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวเป็นสิ่งที่ดี แต่ต้องมีการวางแผนและบริหารจัดการอย่างรอบคอบ เพื่อให้แอปฯ เหล่านี้สามารถใช้งานได้จริงและตอบโจทย์ความต้องการของผู้ใช้งานได้อย่างแท้จริง เราต้องจับตาดูว่ากรมการท่องเที่ยวจะสามารถตอบคำถามของ สส.ณัฐพล และแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นได้อย่างไร เพื่อให้งบประมาณที่ใช้ไปนั้นเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศชาติ

แอปฯ เก่าไม่เสร็จ จะเสร็จเมื่อไหร่ เป็นคำถามที่ควรได้รับคำตอบที่ชัดเจนและโปร่งใสจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

ที่มา – “สส.ณัฐพล” จี้กรมการท่องเที่ยวตอบ แอปฯ เก่าไม่เสร็จ ของบฯ ทำแอปฯ ใหม่จะเสร็จเมื่อไหร่

สส.ณัฐพล อัด มท. ของบซื้อบัตรประชาชน แพงจริง!

“ณัฐพล โตวิจักษณ์ชัยกุล” ชี้กรมการปกครองของบซื้อบัตรประชาชนแพงเกินจริง จี้ปรับลดงบในชั้นกรรมาธิการแล้ว แต่ให้เหตุผลว่าต้องซื้อเผื่อไว้ กลัวต้นทุนจะเปลี่ยนแปลง ทั้งที่ดูราคาย้อนหลัง 3-4 ปีก็ไม่ได้แพงขึ้น

วันที่ 14 ส.ค. 2568 ที่อาคารรัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร เพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 วาระ 2 – 3 ในมาตรา 20 กระทรวงมหาดไทย

นายณัฐพล โตวิจักษณ์ชัยกุล สส.เชียงใหม่ พรรคประชาชน กล่าวอภิปรายถึงเรื่องบัตรประชาชนว่า โดยปกติจะประกอบด้วยบัตรสีฟ้าที่มีต้นทุนเฉลี่ยอยู่ที่ 16.74 บาท และวัสดุต้นทุนอยู่ที่ 19.67 บาท เฉลี่ยรวม 36.41 บาทต่อบัตร ซึ่งคำของบประมาณที่ขอมาจากกรมการปกครองนั้น ค่าเฉลี่ย งบประมาณการซื้อบัตรประชาชนและการซื้อวัสดุเคลือบทั้งปี 68 และ 69 เท่ากัน ต่างกันแค่จำนวน ประมาณ 10 ล้านบาท เพื่อให้สต๊อกไม่ขาด และไม่มีปัญหาในแต่ละปี โดยปัญหาเมื่อเปรียบเทียบดูย้อนหลังแล้ว จะพบว่าในปี 66 และปี 67 ซื้อได้ในราคา 13 – 14 บาทต่อบัตร

ส่วนในปี 68 มีการซื้อบัตรประชาชนไป 2 ครั้ง ซึ่งครั้งแรกเป็นการซื้ออย่างเร่งด่วนด้วยวิธีการคัดเลือกซึ่งซื้อในราคา 18.50 บาทต่อบัตร ส่วนล็อตที่สองซื้อได้ในราคา 15.55 บาทต่อบัตร ไม่ได้เป็นไปตามคำขอ เมื่อข้อมูลปรากฏเช่นนี้ ตนเองได้พูดคุยกับกรมการปกครองในชั้นกรรมาธิการว่าหากซื้อจริงไม่ถึงจำนวนนี้ ขอปรับลดยอดที่ขอมาได้หรือไม่ ให้ใกล้เคียงกับยอดที่มีการจัดซื้อจริง

ทั้งนี้ ราคาเฉลี่ยย้อนหลัง 6 ปีใน 8 ล็อตของการซื้อบัตรประชาชนจะอยู่ที่ 16.74 บาทต่อบัตรโดยกรมการปกครองก็ทราบ แต่ยังยืนยันที่จะขอซื้อบัตรประชาชนในใบละ 19.581 บาทเท่าเดิม โดยให้เหตุผลว่าต้องเผื่อไว้เผื่อต้นทุนจะเปลี่ยนแปลง แต่หากดูย้อนหลัง 3 – 4 ปีต้นทุนไม่ได้แพงขึ้น

นายณัฐพล กล่าวอีกว่า กรมการปกครองของบซื้อซื้อบัตรประชาชนเกินจริง ถ้า e-bidding ไม่มีปัญหาคงซื้อได้ถูกกว่านี้ ถ้ายอมปรับลดตามจริงจะเหลือเงินปีละ 30 – 40 ล้านบาท และมองว่าถ้าทำได้จริง ราคาก็จะไม่ถึงเท่าตามที่ขอมา จึงขอฝากไปยังกระทรวงมหาดไทยว่าให้ติดตามการปรับกรอบเพดานงบประมาณลงมาของบัตรประชาชน ให้เป็นไปตามที่ซื้อจริง และอาจจะนำเงินส่วนต่างไปใส่ในแผนงานอื่นของกระทรวงมหาดไทยที่จำเป็นกว่านี้ ไม่มีเหตุผลที่จะต้องคงกรอบเงินเดิมไว้

สส.ณัฐพล อัด มท. ของบซื้อบัตรประชาชน แพงกว่าราคาจริง ขอตัดแล้วแต่บอกต้องเผื่อไว้

ประเด็นที่ สส.ณัฐพล โตวิจักษณ์ชัยกุล หยิบยกขึ้นมานั้น จุดประกายให้เกิดการตั้งคำถามถึงความโปร่งใสและความคุ้มค่าในการใช้งบประมาณของภาครัฐ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคที่เทคโนโลยีมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว การจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐจึงควรมีความยืดหยุ่นและปรับตัวให้ทันต่อสถานการณ์ เพื่อให้มั่นใจได้ว่าเงินภาษีของประชาชนถูกใช้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด

ประเด็นสำคัญ: ทำไมต้องของบซื้อบัตรประชาชนแพงกว่าราคาจริง?

การที่กรมการปกครองยังคงยืนยันที่จะของบประมาณซื้อบัตรประชาชนในราคาที่สูงกว่าราคาตลาด แม้ว่าราคาย้อนหลังจะไม่ได้มีการปรับตัวสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ทำให้เกิดข้อสงสัยว่ามีปัจจัยอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องหรือไม่ ซึ่งประเด็นนี้สมควรได้รับการตรวจสอบอย่างละเอียดเพื่อให้เกิดความโปร่งใส

นอกจากนี้ การที่ สส.ณัฐพล เสนอให้มีการปรับลดงบประมาณในส่วนนี้ และนำเงินส่วนต่างไปใช้ในแผนงานอื่น ๆ ที่มีความจำเป็นมากกว่า นับว่าเป็นแนวคิดที่น่าสนใจและควรได้รับการพิจารณาอย่างจริงจัง เพราะจะช่วยให้การใช้งบประมาณของกระทรวงมหาดไทยมีความเหมาะสมและสอดคล้องกับความต้องการของประชาชนมากยิ่งขึ้น

สิ่งที่เกิดขึ้นนี้สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการตรวจสอบและถ่วงดุลการใช้งบประมาณของภาครัฐ โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากภาคประชาชนและผู้แทนราษฎร เพื่อให้มั่นใจได้ว่าเงินภาษีของประชาชนถูกใช้อย่างคุ้มค่าและเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศชาติ

ดังนั้น การที่ สส.ณัฐพล กล้าที่จะออกมาเปิดเผยและตั้งคำถามถึงความไม่ชอบมาพากลในการซื้อบัตรประชาชนครั้งนี้ ถือเป็นบทบาทที่สำคัญของผู้แทนราษฎรในการปกป้องผลประโยชน์ของประชาชน และกระตุ้นให้เกิดการตรวจสอบและปรับปรุงกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐให้มีความโปร่งใสและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

ที่มา – “สส.ณัฐพล” อัด มท. ของบซื้อบัตรประชาชน แพงกว่าราคาจริง ขอตัดแล้วแต่บอกต้องเผื่อไว้

สส.ซัดงบปลูกป่าปีละพันล้าน! ป่าลด งบ สผ.แพง

สส.ซัดงบปลูกป่าปีละพันล้าน! ป่าลด งบ สผ.แพง

ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎรเมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2568 สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากพรรคประชาชนได้หยิบยกประเด็นร้อนแรงเกี่ยวกับงบประมาณที่เกี่ยวข้องกับการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยมีสองประเด็นหลักที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก ได้แก่ งบประมาณในการปลูกป่าที่สูงถึงปีละ 1,000 ล้านบาท แต่พื้นที่ป่ากลับลดลงอย่างต่อเนื่อง และงบประมาณในการตกแต่งภายในสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) ที่สูงเกินจริง

นายเลาฟั้ง บัณฑิตเทอดสกุล สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ตั้งคำถามถึงความสมเหตุสมผลของการจัดสรรงบประมาณจำนวนมหาศาลสำหรับการปลูกป่าในแต่ละปี แต่สถานการณ์ที่เกิดขึ้นจริงกลับสวนทาง เนื่องจากพื้นที่ป่าของประเทศไทยมีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ ยังมีประเด็นเรื่องการทุจริตในโครงการปลูกป่าและการเพาะกล้าที่ยังไม่ได้รับการแก้ไขอย่างจริงจัง

นายเลาฟั้งกล่าวว่า จากการตรวจสอบของ สตง. พบว่าต้นไม้ที่ปลูกในโครงการของกรมอุทยานฯ มีอัตราการรอดตายน้อยกว่า 50% ในหลายพื้นที่ และบางแปลงยังไม่พบต้นกล้าตามที่ระบุไว้ในโครงการ นอกจากนี้ ยังมีกรณีที่พื้นที่ปลูกป่าถูกอ้างว่าถูกบุกรุก แต่เมื่อตรวจสอบแล้วกลับพบว่าเป็นพื้นที่ที่ยึดมาจากชาวบ้าน

สส.เลาฟั้งเสนอว่า แทนที่จะทุ่มงบประมาณกับการปลูกป่า ควรเน้นไปที่การป้องกันการบุกรุกพื้นที่ป่าและการจัดการไฟป่า ซึ่งจะช่วยให้ป่าสามารถฟื้นฟูตัวเองได้ตามธรรมชาติอย่างยั่งยืน การใช้จ่ายงบประมาณอย่างมีประสิทธิภาพในการดูแลรักษาป่าที่มีอยู่เดิม จะเป็นการลงทุนที่คุ้มค่ามากกว่าการปลูกป่าที่ไม่ยั่งยืน

“สส.ศนิวาร” ชำแหละงบตกแต่ง สผ. แพงกว่า 3 เท่า!

น.ส.ศนิวาร บัวบาน สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน อีกท่านหนึ่ง ได้อภิปรายถึงความไม่สมเหตุสมผลของงบประมาณในการปรับปรุงและตกแต่งภายในอาคารสำนักงาน สผ. ซึ่งเป็นโครงการผูกพันใหม่ 2 ปี วงเงินเกือบ 240 ล้านบาท โดยตั้งข้อสังเกตว่ามูลค่าของโครงการนี้คิดเป็นครึ่งหนึ่งของมูลค่าตึกทั้งหลัง

น.ส.ศนิวาร ชี้ให้เห็นว่ารายการครุภัณฑ์และอุปกรณ์หลายรายการในโครงการนี้มีราคาสูงกว่าราคาตลาดทั่วไปอย่างมาก ตัวอย่างเช่น โซล่าเซลล์ที่ สผ. จัดซื้อในราคาชุดละ 8,819 บาท แต่ราคาตลาดอยู่ที่ประมาณ 2,750 บาทเท่านั้น นอกจากนี้ ป้ายโฆษณาดิจิทัลก็มีราคาสูงกว่าท้องตลาดถึงสามเท่าตัว

สส.ศนิวาร ตั้งคำถามถึงความจำเป็นและความคุ้มค่าของรายการต่างๆ ในโครงการปรับปรุงตกแต่งภายในอาคาร สผ. และเสนอให้ปรับลดงบประมาณลงครึ่งหนึ่ง เนื่องจากงบประมาณที่ขอมานั้นไม่สมเหตุสมผล

การอภิปรายของ สส. ทั้งสองท่านสะท้อนให้เห็นถึงความกังวลของประชาชนต่อการใช้จ่ายงบประมาณของภาครัฐ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม การตรวจสอบการใช้จ่ายงบประมาณอย่างละเอียดรอบคอบและความโปร่งใสในการดำเนินโครงการต่างๆ เป็นสิ่งสำคัญเพื่อให้มั่นใจว่าเงินภาษีของประชาชนถูกนำไปใช้อย่างมีประสิทธิภาพและเกิดประโยชน์สูงสุด

การที่ สส.ออกมาซัดงบประมาณ สส.ซัดงบปลูกป่าปีละพันล้าน! ป่าลด งบ สผ.แพง นั้น เป็นสัญญาณที่ดีว่ามีการตรวจสอบและถ่วงดุลอำนาจเกิดขึ้นในสภา การตรวจสอบอย่างเข้มข้นจะนำไปสู่การปรับปรุงแก้ไขการใช้จ่ายที่ไม่สมเหตุสมผล และนำไปสู่การจัดสรรงบประมาณที่เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชนและประเทศชาติ การที่งบประมาณ สส.ซัดงบปลูกป่าปีละพันล้าน! ป่าลด งบ สผ.แพง จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงหรือไม่ ต้องติดตามกันต่อไป

สิ่งสำคัญคือ การมีส่วนร่วมของประชาชนในการตรวจสอบการทำงานของภาครัฐ เพื่อให้เกิดความโปร่งใสและความรับผิดชอบในการใช้จ่ายงบประมาณ สส.ซัดงบปลูกป่าปีละพันล้าน! ป่าลด งบ สผ.แพง กลายเป็นประเด็นที่สังคมให้ความสนใจและร่วมกันติดตามตรวจสอบ

ที่มา – สส.ปชน. ซัดงบปลูกป่าปีละพันล้าน แต่ป่ามีแต่ลด – งบตกแต่งภายใน สผ. แพงกว่าตลาด 3 เท่า

วิโรจน์เหน็บรัฐบาล ไหนว่าไม่พึ่งองค์ประชุมฝ่ายค้าน

วิโรจน์เหน็บรัฐบาล ถาม “ไหนว่าไม่พึ่งองค์ประชุมฝ่ายค้าน” หลังสภาล่ม อ้างคำพูดอดิศรที่บอกหายใจเองได้ ไม่ต้องยืมจมูกฝ่ายค้าน ชี้หากสภาล่ม รัฐบาลต้องรับผิดชอบเอง

วิโรจน์เหน็บรัฐบาล ไหนว่าไม่พึ่งองค์ประชุมฝ่ายค้าน

เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2568 ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎรเพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 วาระ 2-3 มาตรา 18 งบกระทรวงพลังงาน หลังจากการแสดงตนและลงมติ ปรากฏว่ามีผู้แสดงตน 257 เสียง โดยผลการลงมติมีจำนวนผู้ลงมติ 390 เสียง เห็นด้วย 255 เสียง ไม่เห็นด้วย 129 เสียง งดออกเสียง 5 เสียง ไม่ลงคะแนนเสียง 1 เสียง ที่ประชุมจึงเห็นด้วยกับการแก้ไขของกรรมาธิการ

จากนั้น นายมังกร ยนต์ตระกูล สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเสรีรวมไทย ลุกขึ้นหารือว่า การถ่ายทอดสด 3 วัน มีเด็กนักเรียนและประชาชนทั่วไปรับชม แต่การแสดงตน 257 เสียง แต่ลงมติ 390 เสียง อาจสร้างความสับสน

นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ชี้แจงว่า ที่นายอดิศร เพียงเกษ สส.ขอนแก่น พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ไม่ต้องพึ่งฝ่ายค้านเรื่ององค์ประชุมนั้น แท้จริงแล้วรัฐบาลต้องเป็นหลักในการควบคุมองค์ประชุม พวกตนยังคงยืนยันจุดยืนเดิมคือ “อยู่อย่างไร้ตัวตน คืออยู่ครบ องค์ครบ ก็โหวตให้ องค์ไม่ครบรัฐบาลก็รับผิดชอบ”

“อยู่กันครบ ไม่ได้ไปไหน ไม่ต้องอ้างว่าอยู่ที่โรงอาหาร ไม่ต้องอ้างว่าอยู่ข้างนอก พวกเราอยู่ในนี้อยู่กันครบ องค์ครบก็โหวต องค์ไม่ครบ รัฐบาลก็รับผิดชอบ หวังว่านายมังกรเข้าใจนะครับ” นายวิโรจน์ กล่าว

นายณัฐวุฒิ บัวประทุม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ประท้วงประธานสภาว่า ยังไม่ได้วินิจฉัยประเด็นที่นายมังกรตั้งข้อสังเกต และขอให้แพนกล้องไปยังที่นั่ง สส. บางคนที่ปรากฏชื่อว่าแสดงตน แต่ไม่พบตัวในห้องประชุม

นายฉลาด ขามช่วง รองประธานสภาคนที่สอง กล่าวขอบคุณและระบุว่า “เล็กๆ น้อยๆ นะครับ เพื่อนกันครับ” ก่อนจะดำเนินการพิจารณามาตรา 19 ต่อไป

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นหลังจากที่นายอดิศรได้ตอบโต้ฝ่ายค้าน โดยกล่าวขอบคุณที่เป็นห่วง แต่ยืนยันว่ารัฐบาลมีความมั่นคงและรับผิดชอบเรื่ององค์ประชุมได้ด้วยตนเอง โดยนายปกรณ์วุฒิได้ย้อนกลับว่า “ขอบคุณท่านอดิศรที่ยืนยัน จะได้รู้ว่าอยู่ด้วยตัวเองได้ พวกผมจะได้ไม่ต้องแสดงตนให้”

ทำไมวิโรจน์ถึงเหน็บรัฐบาลเรื่ององค์ประชุมฝ่ายค้าน?

ประเด็นสำคัญที่วิโรจน์หยิบยกขึ้นมาคือ ความรับผิดชอบของรัฐบาลในการควบคุมองค์ประชุมให้ครบ เพื่อให้การลงมติในสภาเป็นไปอย่างราบรื่น การที่นายอดิศรกล่าวว่าไม่จำเป็นต้องพึ่งฝ่ายค้าน ทำให้วิโรจน์มองว่ารัฐบาลต้องแสดงให้เห็นว่าสามารถบริหารจัดการองค์ประชุมได้ด้วยตนเอง หากสภาล่ม รัฐบาลก็ต้องรับผิดชอบต่อผลที่ตามมา

การอภิปรายเรื่ององค์ประชุมมักเกิดขึ้นเมื่อมีข้อกังขาเกี่ยวกับจำนวน สส. ที่เข้าร่วมการประชุมจริงหรือไม่ การแสดงตนและการลงมติเป็นกระบวนการสำคัญที่แสดงให้เห็นถึงการมีส่วนร่วมของ สส. ในการพิจารณากฎหมายและงบประมาณ การที่จำนวนผู้แสดงตนและลงมติไม่ตรงกัน ทำให้เกิดข้อสงสัยและความไม่ไว้วางใจในการทำงานของสภา

สถานการณ์ที่เกิดขึ้นสะท้อนให้เห็นถึงความขัดแย้งทางการเมืองและความพยายามของฝ่ายค้านในการตรวจสอบการทำงานของรัฐบาล การที่ สส. ฝ่ายค้านออกมาตั้งคำถามและประท้วง แสดงให้เห็นถึงบทบาทของพวกเขาในการรักษาผลประโยชน์ของประชาชนและตรวจสอบการใช้อำนาจของรัฐบาล

วิโรจน์แสดงความเห็นอย่างตรงไปตรงมาว่ารัฐบาลควรแสดงความรับผิดชอบต่อการบริหารจัดการองค์ประชุมสภาผู้แทนราษฎร การอ้างว่าไม่จำเป็นต้องพึ่งฝ่ายค้านยิ่งทำให้รัฐบาลต้องพิสูจน์ให้เห็นว่าสามารถดำเนินการทุกอย่างได้ด้วยตนเอง หากองค์ประชุมไม่ครบ รัฐบาลก็ต้องรับผิดชอบต่อความล้มเหลวที่เกิดขึ้น

การเมืองไทยเต็มไปด้วยความซับซ้อนและเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ การติดตามข่าวสารและสถานการณ์ต่างๆ อย่างใกล้ชิด จะช่วยให้เราเข้าใจถึงพลวัตทางการเมืองและสามารถตัดสินใจได้อย่างมีวิจารณญาณ

ที่มา – เหน็บรัฐบาล “วิโรจน์” ถามไหนว่าไม่พึ่งองค์ประชุมฝ่ายค้าน สภาฯ ล่มให้รับผิดชอบเอง

Scroll to top