งบประมาณ 2570

“เท้ง” ห่วงน้ำท่วมน่าน แนะรัฐบาลเร่งปรับรูปแบบสร้าง “ฝายธงน้อย” ในงบประมาณ 2570

“เท้ง” ห่วงน้ำท่วมน่าน แนะรัฐบาลเร่งปรับรูปแบบสร้าง “ฝายธงน้อย” ในงบประมาณ 2570

สถานการณ์อุทกภัยในจังหวัดน่านกำลังเป็นประเด็นที่หลายฝ่ายให้ความสนใจอย่างใกล้ชิด ล่าสุด “เท้ง” ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน ได้ออกมาแสดงความห่วงใยต่อพี่น้องประชาชนในพื้นที่อำเภอปัว พร้อมเสนอแนะแนวทางสำคัญในการบริหารจัดการน้ำผ่านโครงการ “เท้ง” ห่วงน้ำท่วมน่าน แนะรัฐบาลเร่งปรับรูปแบบสร้าง “ฝายธงน้อย” ในงบประมาณ 2570 เพื่อให้การแก้ปัญหาเป็นไปอย่างยั่งยืนและตรงจุดมากที่สุด

จากการลงพื้นที่จริง นายณัฐพงษ์พบว่าเสียงสะท้อนจากชาวบ้านมีความต้องการให้รัฐบาลทบทวนโครงการปรับปรุงฝายธงน้อยใหม่ เนื่องจากรูปแบบเดิมอาจยังไม่ตอบโจทย์การป้องกันน้ำท่วมอย่างเต็มประสิทธิภาพ โดยเขามองว่าการที่รัฐบาลกำลังเตรียมงบประมาณปี 2570 เป็นจังหวะที่เหมาะสมที่สุดในการปรับแผนงาน

ทำไมต้องปรับแบบ “เท้ง” ห่วงน้ำท่วมน่าน แนะรัฐบาลเร่งปรับรูปแบบสร้าง “ฝายธงน้อย” ในงบประมาณ 2570?

ปัญหาหลักที่พบคือโครงการเดิมอาจไม่ได้เน้นการบริหารจัดการน้ำในภาพรวมอย่างแท้จริง นายณัฐพงษ์จึงได้เสนอแนวทางสำคัญดังนี้:

  • ขยายฝายให้เต็มลำน้ำ: เพื่อเพิ่มศักยภาพในการกักเก็บและระบายน้ำให้รองรับมวลน้ำได้ดียิ่งขึ้นในช่วงฤดูฝน
  • เน้นการชลประทานมากกว่าไฟฟ้า: จากข้อมูลหน้างานพบว่าพื้นที่ดังกล่าวไม่เหมาะสมต่อการผลิตกระแสไฟฟ้า ดังนั้นการเปลี่ยนเป้าหมายไปสู่การชลประทานจะช่วยให้เกษตรกรได้รับประโยชน์โดยตรง
  • ปรับรูปแบบให้ทันสมัย: การใช้เทคโนโลยีและการออกแบบทางวิศวกรรมที่ถูกต้องจะช่วยลดผลกระทบจากน้ำป่าไหลหลากได้ดีกว่าการก่อสร้างรูปแบบเดิม

นายณัฐพงษ์ยังเน้นย้ำว่า “เท้ง” ห่วงน้ำท่วมน่าน แนะรัฐบาลเร่งปรับรูปแบบสร้าง “ฝายธงน้อย” ในงบประมาณ 2570 ไม่ใช่เพียงเพื่อแก้ปัญหาเฉพาะหน้า แต่ต้องเป็นการวางรากฐานโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำของจังหวัดน่านให้สามารถรับมือกับการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศได้ในระยะยาว เพราะหากรัฐบาลยอมรับฟังความคิดเห็นจากคนในพื้นที่และปรับแบบให้สอดคล้องกับสภาพภูมิประเทศจริง เชื่อว่าปัญหาซ้ำซากจะลดลงได้อย่างแน่นอน

ในฐานะผู้นำฝ่ายค้าน การออกมาเสนอแนะในครั้งนี้ถือเป็นการทำหน้าที่ตรวจสอบและผลักดันให้งบประมาณแผ่นดินถูกใช้อย่างคุ้มค่าที่สุด เราหวังว่ารัฐบาลจะนำข้อเสนอแนะนี้ไปพิจารณาอย่างจริงจัง เพื่อคืนความสุขและสร้างความปลอดภัยให้กับชาวน่านทุกคน

ที่มา – “เท้ง” ห่วงน้ำท่วมน่าน แนะรัฐบาลเร่งปรับรูปแบบสร้าง “ฝายธงน้อย” ในงบประมาณ 2570

ถกงบฯ อปท. “วีระ” แนะแจกแจงเงินอุดหนุนที่ติดขัด

ถกงบฯ อปท. “วีระ” แนะแจกแจงเงินอุดหนุนที่ติดขัด

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในวงการการเมืองท้องถิ่น เมื่อนายวีระ ธีระภัทรานนท์ กรรมาธิการวิสามัญพิจารณางบประมาณฯ ได้ออกมาสะท้อนปัญหาเกี่ยวกับการจัดสรรงบประมาณให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ในปี 2570 โดยเน้นย้ำว่า การ **ถกงบฯ อปท. “วีระ” แนะแจกแจงเงินอุดหนุนที่ติดขัด** อย่างละเอียด เพื่อให้การบริหารจัดการงบประมาณเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและตอบโจทย์ประชาชนในพื้นที่ได้จริง

ในปัจจุบัน อปท. ได้รับการจัดสรรงบประมาณจากรัฐบาลกว่า 219,727 ล้านบาท เพื่อใช้ในภารกิจด้านสาธารณูปโภค การศึกษา และการยกระดับคุณภาพชีวิต อย่างไรก็ตาม ปัญหาที่พบคือความเหลื่อมล้ำของรายได้ระหว่าง อปท. แต่ละแห่ง โดยเฉพาะเทศบาลขนาดใหญ่ที่มีรายได้จากภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างต่างจาก อปท. ในพื้นที่ห่างไกล ซึ่งหากยังคงบริหารแบบรวมศูนย์หรือใช้เกณฑ์มาตรฐานเดียวกัน อาจทำให้การพัฒนาท้องถิ่นติดหล่มได้

เจาะลึกปัญหาเงินนอกงบประมาณสะสม

จากการตรวจสอบเอกสารรายงานสถานะการเงิน นายวีระได้ตั้งข้อสังเกตว่ามีการสะสมของเงินนอกงบประมาณที่กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) ดูแลอยู่กว่า 2 แสนล้านบาท ซึ่งตัวเลขนี้ใกล้เคียงกับงบประมาณที่รัฐบาลจัดสรรให้ในแต่ละปี หากนำเงินจำนวนมหาศาลนี้มาบริหารจัดการให้คล่องตัวขึ้น จะช่วยให้ อปท. สามารถยืนหยัดได้ด้วยตนเองและลดการพึ่งพาส่วนกลางลงได้มาก การที่ **ถกงบฯ อปท. “วีระ” แนะแจกแจงเงินอุดหนุนที่ติดขัด** ในประเด็นนี้จึงเป็นกุญแจสำคัญสู่การกระจายอำนาจที่แท้จริง

ปัญหาที่ อปท. กำลังเผชิญและต้องการการแก้ไขอย่างเร่งด่วนมีดังนี้:

  • ภาระค่าบำรุงรักษาสาธารณูปโภคที่รับโอนมาจากหน่วยงานอื่น เช่น ถนนและไฟทาง
  • ความไม่ชัดเจนในระเบียบการเบิกจ่ายเงินอุดหนุนเฉพาะกิจที่ซับซ้อน
  • การขาดความเป็นอิสระในการจัดหารายได้ด้วยตนเอง ทำให้ติดข้อจำกัดด้านกฎหมาย

หากจะแก้ปัญหาเหล่านี้ นายวีระมองว่าเราต้องกล้าเปลี่ยนแนวคิด โดยอาจมองไปถึงการออกพันธบัตรท้องถิ่นสำหรับเมืองใหญ่ที่มีความพร้อม เพื่อให้สามารถระดมทุนมาลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ได้ แทนที่จะรอเพียงงบอุดหนุนจากส่วนกลางเพียงอย่างเดียว

ในท้ายที่สุด การ **ถกงบฯ อปท. “วีระ” แนะแจกแจงเงินอุดหนุนที่ติดขัด** ในครั้งนี้ ไม่ได้เป็นเพียงการตั้งคำถามถึงวิธีการทำงานของ สถ. เท่านั้น แต่เป็นการส่งสัญญาณว่าถึงเวลาแล้วที่ท้องถิ่นต้องได้รับสิทธิในการจัดการงบประมาณที่ยืดหยุ่นและสอดคล้องกับความเป็นจริง เพื่อให้คุณภาพชีวิตของคนในทุกจังหวัดเติบโตไปพร้อมกันอย่างยั่งยืน

ที่มา – ถกงบฯ อปท. “วีระ” แนะแจกแจงเงินอุดหนุนที่ติดขัด พร้อมชี้ปัญหาบริหารเงินของ สถ.

“วีระ” สับเละที่พักอุทยาน โรงแรมจิ้งหรีดยังดีกว่า

“วีระ” สับเละที่พักอุทยาน โรงแรมจิ้งหรีดยังดีกว่า

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในการประชุมกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณปี 2570 เมื่อ “วีระ” สับเละที่พักอุทยาน โรงแรมจิ้งหรีดยังดีกว่า โดยนายวีระ ธีระภัทรานนท์ ได้แสดงความเห็นอย่างเผ็ดร้อนเกี่ยวกับการบริหารจัดการของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ซึ่งมีปัญหาเรื่องคุณภาพที่พักในอุทยานแห่งชาติหลายแห่งทั่วประเทศ จนส่งผลต่อความรู้สึกของนักท่องเที่ยวอย่างรุนแรง

นายวีระได้แชร์ประสบการณ์ตรงจากการไปพักที่อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะสิมิลันเมื่อหลายปีก่อน โดยระบุว่าสภาพที่พักนั้นเลวทรามอย่างยิ่ง ทั้งไม่มีน้ำใช้เพียงพอ ไม่มีเครื่องทำน้ำอุ่น และไม่มีสัญญาณอินเทอร์เน็ต ทั้งที่นักท่องเที่ยวเสียเงินค่าเข้าและค่าที่พัก แต่กลับได้รับการบริการที่ต่ำกว่ามาตรฐานอย่างน่าตกใจ จนต้องเอ่ยปากว่า “วีระ” สับเละที่พักอุทยาน โรงแรมจิ้งหรีดยังดีกว่า และมองว่าบ้านพักเจ้าหน้าที่กลับมีสภาพที่ดีกว่าบ้านพักที่เปิดให้นักท่องเที่ยวเสียอีก

แนะรัฐปรับโมเดลธุรกิจอุทยานสู่ยุคใหม่

นอกจากปัญหาความทรุดโทรมของสถานที่ นายวีระยังตั้งข้อสังเกตเรื่องรายได้ที่แท้จริงของกรมอุทยานฯ โดยมองว่าหากมีการจัดการที่ดี รายได้จากการท่องเที่ยวควรจะสูงกว่าตัวเลขที่รายงานไว้มาก เขาจึงเสนอแนะให้รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องลองพิจารณาแนวทางการร่วมลงทุนกับภาคเอกชน หรือโครงการนำร่องในรูปแบบ PPP เพื่อยกระดับสิ่งอำนวยความสะดวกให้ได้มาตรฐานโลก หากรัฐไม่มีงบประมาณเพียงพอที่จะดูแลรักษาเอง

แนวทางที่นายวีระนำเสนอเพื่อแก้ปัญหา ได้แก่:

  • การดึงเอกชนมาร่วมลงทุน (PPP): เปิดโอกาสให้มืออาชีพเข้ามาบริหารจัดการที่พัก เพื่อให้ได้บริการที่มีคุณภาพและสิ่งอำนวยความสะดวกครบถ้วน
  • การยกระดับสู่ระบบ Digital: ผลักดันการใช้ E-Ticket ในทุกจุดบริการเพื่อลดการทุจริตและเพิ่มความโปร่งใสในการจัดเก็บรายได้
  • โครงการนำร่อง (Pilot Project): เริ่มทำในอุทยานบางแห่งเป็นต้นแบบ เพื่อพิสูจน์ว่าการบริหารจัดการที่ดีจะสร้างรายได้เข้าสู่ประเทศได้มากกว่าเดิม

ท้ายที่สุดนี้ แม้จะมีคำวิจารณ์อย่างดุเดือดว่า “วีระ” สับเละที่พักอุทยาน โรงแรมจิ้งหรีดยังดีกว่า แต่ทั้งหมดนี้ก็มาจากความหวังดีที่อยากให้การท่องเที่ยวไทยก้าวไปข้างหน้าอย่างมีคุณภาพ หากกระทรวงฯ ยอมเปิดใจรับฟังและปรับปรุงกฎระเบียบเพื่อเปิดทางให้เอกชนร่วมพัฒนา เราอาจได้เห็นโฉมหน้าใหม่ของอุทยานไทยที่ประทับใจนักท่องเที่ยวมากกว่าที่เป็นอยู่

ที่มา – “วีระ” สับเละที่พักอุทยาน พูดแล้วโมโห โรงแรมจิ้งหรีดยังดีกว่า แนะให้เอกชนร่วมลงทุน

“สุชาติ” ลั่นเป็นคนรักษาผลประโยชน์ชาติสูงสุด สวน “ไอซ์”

“สุชาติ” ลั่นเป็นคนรักษาผลประโยชน์ชาติสูงสุด สวน “ไอซ์” ตรวจสอบแต่ไร้องค์ความรู้

ประเด็นร้อนแรงทางการเมืองกลับมาอีกครั้ง เมื่อ นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ตอบโต้กรณีที่ น.ส.รักชนก ศรีนอก สส. พรรคประชาชน ตั้งข้อสังเกตเรื่องการจัดสรรงบประมาณของกรมทรัพยากรน้ำบาดาลจำนวน 6,500 ล้านบาท ที่ถูกมองว่ากระจุกตัวอยู่ในพื้นที่ สส. พรรคภูมิใจไทย โดยนายสุชาติได้ตอกกลับอย่างเผ็ดร้อนว่า “สุชาติ” ลั่นเป็นคนรักษาผลประโยชน์ชาติสูงสุด สวน “ไอซ์” ตรวจสอบแต่ไร้องค์ความรู้ และแนะนำว่าฝ่ายค้านควรยกระดับการทำงานให้เป็นมืออาชีพมากกว่านี้

เบื้องหลังงบประมาณน้ำบาดาลที่ถูกตั้งคำถาม

นายสุชาติได้อธิบายถึงที่มาของงบประมาณว่า ตนในฐานะรัฐมนตรีเจ้ากระทรวงทราบดีว่าพื้นที่ใดมีความเดือดร้อนและจำเป็นต้องใช้น้ำ ซึ่งคำขอเหล่านี้เป็นคำขอเดิมที่ส่งมาจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ตั้งแต่ปี 2566-2569 ไม่ใช่การมาสำรวจใหม่เพื่อเอื้อประโยชน์ทางการเมือง โดยเขาย้ำว่า “สุชาติ” ลั่นเป็นคนรักษาผลประโยชน์ชาติสูงสุด สวน “ไอซ์” ตรวจสอบแต่ไร้องค์ความรู้ เพราะการทำงานของกรมฯ ต้องผ่านขั้นตอนของสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) อย่างเข้มงวด

  • งบประมาณกว่า 5,000 ล้านบาท มาจากการประมูลงานตามระบบ TOR
  • พื้นที่ที่ได้รับจัดสรรคือพื้นที่ที่ประสบปัญหาภัยแล้งตามการพยากรณ์อากาศ
  • ไม่ได้เลือกปฏิบัติโดยใช้ตัวเลข สส. เป็นเกณฑ์ตัดสินใจ

รัฐมนตรีสุชาติยังเน้นย้ำว่า การที่ฝ่ายค้านออกมาพูดโดยไม่มีพื้นฐานข้อมูลที่ถูกต้อง ถือเป็นเรื่องน่ากังวลสำหรับมาตรฐานการเมืองไทย การที่เขาถูกกล่าวหาว่ากระจายงบไปพื้นที่พรรคภูมิใจไทยนั้น แท้จริงแล้วเป็นเรื่องของความต้องการของประชาชนในพื้นที่ที่เดือดร้อนจากภัยแล้งอย่างหนัก ซึ่งรัฐบาลมีความจำเป็นต้องจัดหาน้ำอุปโภคบริโภคให้ทันท่วงที

มุมมองจากรัฐมนตรีต่อการทำงานของฝ่ายค้าน

นายสุชาติยังฝากถึง น.ส.รักชนก ว่าการจะเป็นฝ่ายค้านที่ดีต้องใช้ข้อมูลที่เป็นข้อเท็จจริง ไม่ใช่การตั้งธงมาล่วงหน้าเพื่อสร้างกระแสในสังคม เพราะนอกจากจะทำให้การทำงานของข้าราชการท้อแท้แล้ว ยังเป็นการบิดเบือนข้อเท็จจริงอีกด้วย เขาเชื่อมั่นว่าตนเองทำหน้าที่ด้วยความโปร่งใสและตรวจสอบได้เสมอ “สุชาติ” ลั่นเป็นคนรักษาผลประโยชน์ชาติสูงสุด สวน “ไอซ์” ตรวจสอบแต่ไร้องค์ความรู้ โดยยืนยันว่าทุกโครงการมีแผนงานรองรับชัดเจนเพื่อประโยชน์ของประชาชนส่วนรวม

ท้ายที่สุดนี้ การตรวจสอบเป็นกลไกสำคัญของระบอบประชาธิปไตย แต่ต้องอยู่บนพื้นฐานขององค์ความรู้และการแสวงหาข้อเท็จจริงอย่างรอบด้าน เพื่อให้ผลประโยชน์สูงสุดตกอยู่ที่ประชาชนอย่างแท้จริง มิใช่เพียงการสร้างประเด็นข่าวเพื่อหวังผลทางการเมืองเพียงอย่างเดียว

ที่มา – “สุชาติ” ลั่นเป็นคนรักษาผลประโยชน์ชาติสูงสุด สวน “ไอซ์” ตรวจสอบแต่ไร้องค์ความรู้

อคส. ขาดทุนหลายร้อยล้าน “วีระ” ชี้บริหารล้มเหลว

อคส. ขาดทุนหลายร้อยล้าน “วีระ” ชี้บริหารล้มเหลว

กลายเป็นประเด็นร้อนในที่ประชุมคณะกรรมาธิการงบประมาณปี 2570 เมื่อ นายวีระ ธีระภัทรานนท์ ได้ออกมาวิพากษ์วิจารณ์การบริหารงานขององค์การคลังสินค้า (อคส.) อย่างตรงไปตรงมา หลังจากพบว่าองค์กรแห่งนี้ประสบปัญหา อคส. ขาดทุนหลายร้อยล้าน “วีระ” ชี้บริหารล้มเหลว โดยตัวเลขขาดทุนสะสมนั้นถือว่าสูงมากและส่งผลกระทบต่อภาพรวมการใช้จ่ายงบประมาณของกระทรวงพาณิชย์เป็นอย่างยิ่ง

เจาะลึกปมบริหารงาน อคส. ขาดทุนหลายร้อยล้าน “วีระ” ชี้บริหารล้มเหลว

นายวีระได้ตั้งข้อสังเกตว่า อคส. ขาดทุนหลายร้อยล้าน “วีระ” ชี้บริหารล้มเหลว โดยระบุว่าในปี 2568 มีผลขาดทุนสูงถึง 256 ล้านบาท และปี 2567 ขาดทุนถึง 469 ล้านบาท ที่น่าตกใจยิ่งกว่าคือการที่องค์กรแห่งนี้ยังไม่สามารถจัดตั้งผู้อำนวยการองค์การคลังสินค้าตัวจริงได้ ทำให้การบริหารงานขาดความต่อเนื่องและไร้ทิศทาง นอกจากนี้ นายวีระยังตั้งคำถามถึง “บริษัทจังหวัดพาณิชย์” ที่หลงเหลืออยู่ถึง 16 แห่ง ซึ่งเปรียบเสมือนมรดกตกทอดจากยุคอดีตที่ไม่ได้สร้างประโยชน์และควรเร่งชำระบัญชีให้จบสิ้นไป

  • เร่งจัดการบริษัทจังหวัดพาณิชย์ที่ค้างอยู่ 16 แห่ง
  • ตรวจสอบการขาดทุนสะสมของ อคส. อย่างเร่งด่วน
  • แก้ปัญหาการรักษาการในตำแหน่งผู้บริหารนานเกินไป

ด้านปลัดกระทรวงพาณิชย์ นายวุฒิไกร ลีวีระพันธุ์ ได้ออกมาชี้แจงว่า ในส่วนของบริษัทจังหวัดนั้น ได้มีคำสั่งให้ดำเนินการปรับปรุงราคาหุ้นและเปิดประมูลขายให้เร็วที่สุดแล้ว ส่วนปัญหาของ อคส. นั้น จะต้องมีการนำกลับไปทบทวนและวางแผนแก้ไขอย่างจริงจังอีกครั้ง เพราะที่ผ่านมา อคส. แทบจะไม่ได้ดำเนินภารกิจหลักอย่างมีประสิทธิภาพจนกลายเป็นภาระของรัฐบาลในที่สุด

ในมุมมองของผู้สังเกตการณ์ สถานการณ์ที่เกิดขึ้นถือเป็นบทเรียนสำคัญของการปฏิรูปรัฐวิสาหกิจไทย หากหน่วยงานใดไม่มีบทบาทที่ชัดเจนหรือปล่อยให้เกิดภาวะขาดทุนซ้ำซากโดยไม่มีผู้รับผิดชอบ การยุบเลิกหรือปรับโครงสร้างแบบ “Reverse หรือ Regress” เพื่อลดขนาดองค์กรน่าจะเป็นทางออกที่ดีที่สุด เพื่อไม่ให้ภาษีของประชาชนต้องสูญเปล่าไปกับองค์กรที่ไปต่อไม่ได้

ที่มา – อคส. ขาดทุนหลายร้อยล้าน “วีระ” ชี้บริหารล้มเหลว แนะไล่จัดการบริษัทจังหวัดพาณิชย์ที่เหลือ

ณรงเดช ปูด กรมชลฯ ทุ่มเงินกองทุนหมุนเวียน ถอยรถยนต์ใหม่

ณรงเดช ปูด กรมชลฯ ทุ่มเงินกองทุนหมุนเวียน ถอยรถยนต์ใหม่

กลายเป็นประเด็นเดือดในแวดวงการเมืองช่วงนี้ เมื่อ นายณรงเดช อุฬารกุล อดีต สส. พรรคประชาชน และกรรมาธิการงบประมาณปี 2570 ได้ออกมาแฉผ่านโซเชียลมีเดียว่า ณรงเดช ปูด กรมชลฯ ทุ่มเงินกองทุนหมุนเวียนเพื่อการชลประทาน ถอยรถยนต์ใหม่ ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้ว งบประมาณก้อนนี้ควรถูกนำไปใช้เพื่อช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกรที่กำลังเดือดร้อนจากภัยพิบัติทางน้ำมากกว่าการนำไปจัดซื้อทรัพย์สินฟุ่มเฟือย

เบื้องลึกการใช้เงินกองทุนหมุนเวียนเพื่อการชลประทาน

ประเด็นสำคัญที่ทำให้หลายคนตั้งคำถามคือ การที่กรมชลประทานเลือกใช้เงินจากกองทุนหมุนเวียนฯ ซึ่งมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อการบริหารจัดการน้ำ การซ่อมแซมพนังคันกั้นน้ำ และเตรียมความพร้อมรับมือกับปัญหาน้ำท่วม-ภัยแล้ง แต่กลับถูกนำมาใช้ซื้อรถยนต์ใหม่แทน ถือเป็นการใช้ทรัพยากรที่ตรงจุดประสงค์หรือไม่ นายณรงเดช ได้ตั้งข้อสังเกตว่า ณรงเดช ปูด กรมชลฯ ทุ่มเงินกองทุนหมุนเวียนเพื่อการชลประทาน ถอยรถยนต์ใหม่ ในจังหวะที่ข้าราชการหลายหน่วยงานแทบไม่มีรถประจำตำแหน่งใช้ แต่กรมกลับดำเนินการจัดซื้ออย่างเงียบเชียบโดยไม่ผ่านงบพ.ร.บ.หลัก

เหตุการณ์นี้นำไปสู่การวิพากษ์วิจารณ์ในแง่มุมของการบริหารจัดการงบประมาณภาครัฐ ดังนี้:

  • ความคุ้มค่าของภาษีประชาชน: การนำเงินจากกองทุนที่ควรเน้นการช่วยเหลือเกษตรกรมาใช้จัดซื้อทรัพย์สินส่วนบุคคลหรือยานพาหนะหน่วยงานเป็นเรื่องที่สมควรหรือไม่
  • ความโปร่งใส: หน่วยงานรัฐควรชี้แจงเหตุผลความจำเป็นในการจัดซื้อท่ามกลางเสียงเรียกร้องเรื่องงบประมาณช่วยเหลือภัยพิบัติ
  • การลำดับความสำคัญ (Prioritization): ในเมื่อบอกว่าไม่มีงบช่วยเหลือเกษตรกรที่ประสบภัยน้ำท่วม แต่ทำไมถึงมีงบประมาณสำหรับการซื้อรถใหม่

สรุปแล้ว ประเด็นที่ ณรงเดช ปูด กรมชลฯ ทุ่มเงินกองทุนหมุนเวียนเพื่อการชลประทาน ถอยรถยนต์ใหม่ ครั้งนี้ ไม่ใช่แค่เรื่องของรถยนต์ แต่เป็นเรื่องของ “ธรรมาภิบาล” ภายในหน่วยงานภาครัฐ ถึงเวลาหรือยังที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องออกมาชี้แจงให้ชัดเจนต่อสังคมว่า การใช้งบประมาณในลักษณะนี้เป็นไปตามกฎหมายและสมเหตุสมผลจริงหรือไม่ เพราะเงินกองทุนหมุนเวียนคือเงินจากค่าธรรมเนียมที่เก็บจากประชาชนและเกษตรกร การบริหารจัดการจึงต้องเป็นไปเพื่อตอบโจทย์ปัญหาปากท้องของพี่น้องประชาชนเป็นลำดับแรก

ที่เราควรจับตาดูต่อจากนี้คือ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จะมีการตรวจสอบการใช้งบประมาณของกรมชลประทานอย่างไร เพื่อไม่ให้เหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นอีก และเป็นการส่งสัญญาณว่าทุกบาททุกสตางค์ของภาษีประชาชนต้องได้รับการดูแลอย่างคุ้มค่าที่สุด

ที่มา – “ณรงเดช” ปูด “กรมชลฯ” ทุ่มเงินกองทุนหมุนเวียนเพื่อการชลประทาน ถอยรถยนต์ใหม่

เจาะลึก “อ.วีระ” บี้งบประกันสังคม หนี้พุ่ง-ขาดทุนยับ

เจาะลึก “อ.วีระ” บี้งบประกันสังคม หนี้พุ่ง-ขาดทุนยับ

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในแวดวงเศรษฐกิจและการเมือง เมื่อนายวีระ ธีระภัทรานนท์ ในฐานะกรรมาธิการงบประมาณฯ ปี 2570 ได้ออกมาตั้งคำถามสุดเข้มข้นถึงการบริหารงานของสำนักงานประกันสังคม (สปส.) โดยหยิบยกประเด็นเรื่อง “อ.วีระ” บี้งบประกันสังคม หนี้พุ่ง-ขาดทุนยับ มาชำแหละให้สังคมได้รับรู้ว่าสถานะกองทุนในปัจจุบันมีความน่ากังวลเพียงใด

ในการประชุมกรรมาธิการฯ นายวีระได้ตั้งคำถามถึงตัวเลขหนี้สินประโยชน์ทดแทนกรณีชราภาพที่มีมูลค่าสูงกว่า 2 ล้านล้านบาท พร้อมตั้งข้อสังเกตว่าตัวเลขรายได้และค่าใช้จ่ายของกองทุนประกันสังคมนั้นอาจมีที่มาที่ไปไม่โปร่งใสเพียงพอ โดยเฉพาะเมื่อพิจารณาว่ารายได้ต่ำกว่าค่าใช้จ่ายไปกว่า 35,000 ล้านบาท หากหักเงินได้เปล่าออก ตัวเลขจะติดลบมหาศาลเกินกว่า 260,000 ล้านบาทเลยทีเดียว

ความจริงที่ สปส. ต้องยอมรับ: ไม่มีการแยกงบการเงิน

ประเด็นที่สร้างความฮือฮามากที่สุดคือคำถามที่ว่า สปส. ได้มีการจัดทำงบการเงินแยกกันในแต่ละกองทุนหลักหรือไม่ ซึ่งเลขาธิการสำนักงานประกันสังคมได้ออกมายอมรับตรงๆ ว่า “ไม่ได้ทำ” ทำให้ “อ.วีระ” บี้งบประกันสังคม หนี้พุ่ง-ขาดทุนยับ ยิ่งกลายเป็นหัวข้อที่ประชาชนต้องหันมาจับตามองอย่างใกล้ชิด เพราะการบริหารเงินกองทุนของคนทั้งประเทศแต่กลับไม่มีงบการเงินแยกกิจการนั้น เป็นเรื่องที่น่าตั้งคำถามถึงธรรมาภิบาลและความโปร่งใสในการจัดการเงินสมทบจากผู้ประกันตน

  • หนี้สินมหาศาล: การตั้งสำรองชราภาพเพิ่มขึ้นผิดปกติจากการเปลี่ยนวิธีคำนวณ
  • งบรวมงบแยก: สปส. ยอมรับว่าที่ผ่านมาทำงบแบบรวม ไม่ได้แยกรายกองทุน
  • อนาคตระบบ: ข้อเสนอเรื่องการให้ออกจากความเป็นระบบราชการ เพื่อความคล่องตัว

นายวีระยังได้ตั้งคำถามถึงทิศทางในอนาคตว่า สปส. ควรจะเปลี่ยนสถานะจากการเป็นหน่วยงานในกำกับของกระทรวงแรงงาน มาเป็นองค์กรอิสระที่บริหารงานเหมือนกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) หรือไม่ เพื่อให้เกิดความคล่องตัวและประสิทธิภาพสูงสุดในการลงทุนและบริหารจัดการความเสี่ยง

ทางด้านฝ่ายบริหารของ สปส. ชี้แจงว่า สาเหตุที่ตัวเลขขาดทุนหรือรายได้ต่ำกว่ารายจ่าย เกิดจากการปรับเปลี่ยนระบบการทำบัญชีตามมาตรฐานของสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ทั้งในกรณีชราภาพและกรณีทุพพลภาพ เพื่อสะท้อนความเป็นจริงของภาระหนี้สินในอนาคต ซึ่งเรื่องนี้ทางหน่วยงานรับปากว่าจะทำรายละเอียดชี้แจงเป็นเอกสารต่อไป

ในมุมมองของผู้ประกันตนและภาคสังคม การที่ “อ.วีระ” บี้งบประกันสังคม หนี้พุ่ง-ขาดทุนยับ ในครั้งนี้ถือเป็นสัญญาณเตือนภัยที่ดี เพื่อให้เกิดการปฏิรูประบบการบริหารจัดการกองทุนเงินออมของประชาชนที่ยั่งยืน การมีความโปร่งใสเปิดเผยงบการเงินแบบแยกกองทุนถือเป็นมาตรฐานขั้นต้นที่ควรต้องทำได้ตั้งนานแล้ว เพื่อคืนความมั่นใจให้กับผู้ส่งเงินสมทบทุกคนว่าเงินก้อนนี้จะยังมีค่าพอที่จะเลี้ยงดูเราในยามเกษียณอายุจริงๆ ไม่ใช่เพียงแค่ตัวเลขในกระดาษที่มีแต่หนี้สินเพิ่มขึ้น

ที่มา – “อ.วีระ” บี้งบประกันสังคม หนี้พุ่ง-ขาดทุนยับ สปส. รับไม่ได้ทำงบการเงินแยกแต่ละกองทุน

“บุญจง” จี้กรมบังคับคดีแก้หนี้ชาวบ้าน เพิ่มเป้าไกล่เกลี่ย 50% ก่อนถูกยึดที่ทำกิน

ในสภาวะเศรษฐกิจปัจจุบัน ปัญหาหนี้สินของประชาชนกลายเป็นประเด็นร้อนที่สังคมให้ความสนใจอย่างมาก ล่าสุดในการประชุมคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 นายบุญจง วงศ์ไตรรัตน์ ได้ออกมากระตุ้นการทำงานของภาครัฐ โดยใช้หัวข้อสำคัญคือ “บุญจง” จี้กรมบังคับคดีแก้หนี้ชาวบ้าน เพิ่มเป้าไกล่เกลี่ย 50% ก่อนถูกยึดที่ทำกิน เพื่อให้ความเป็นธรรมแก่ลูกหนี้ที่กำลังเผชิญวิกฤตทางการเงิน

“บุญจง” จี้กรมบังคับคดีแก้หนี้ชาวบ้าน เพิ่มเป้าไกล่เกลี่ย 50% ก่อนถูกยึดที่ทำกิน

นายบุญจงได้ตั้งประเด็นสำคัญว่า แม้กรมบังคับคดีจะมีการของบประมาณกว่า 1,100 ล้านบาท แต่เมื่อย้อนดูสถิติการไกล่เกลี่ยที่ผ่านมา พบว่ายังทำได้เพียง 10% เท่านั้น ซึ่งถือว่าน้อยเกินไปเมื่อเทียบกับจำนวนคดีที่เพิ่มขึ้น การที่ “บุญจง” จี้กรมบังคับคดีแก้หนี้ชาวบ้าน เพิ่มเป้าไกล่เกลี่ย 50% ก่อนถูกยึดที่ทำกิน จึงเป็นการสะท้อนความเดือดร้อนของชาวบ้านที่ไม่สามารถหาเงินมาใช้หนี้ส่วนต่างหลังจากการขายทอดตลาดได้ จนนำไปสู่การสูญเสียที่อยู่อาศัยและไร่นาทำกินในที่สุด

เหตุผลที่ต้องผลักดันให้เกิดการไกล่เกลี่ยที่มีประสิทธิภาพ

ปัญหาใหญ่ที่ลูกหนี้ต้องเผชิญคือเมื่อถูกฟ้องร้องคดี หากไม่มีทนายความหรือไม่มีความเข้าใจในระบบกฎหมาย ก็มักจะเสียเปรียบและแพ้คดีในศาล ทำให้ภาระหนี้สินพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ดังนั้น กระบวนการไกล่เกลี่ยก่อนการยึดทรัพย์จึงเป็นทางออกที่สำคัญที่สุด โดยมีประเด็นที่น่าสนใจดังนี้:

  • การลดขั้นตอนที่ยุ่งยากและเปิดโอกาสให้เจ้าหนี้และลูกหนี้ได้เจรจาต่อรองกันโดยตรง
  • ความจำเป็นของกรมบังคับคดีในการตั้งเป้าไกล่เกลี่ยให้สำเร็จถึง 50% เพื่อลดจำนวนคดีที่จะต้องเข้าสู่การขายทอดตลาด
  • การเข้าถึงความช่วยเหลือด้านกฎหมายเพื่อให้ลูกหนี้สามารถรักษาที่อยู่อาศัยและที่ทำกินไว้ได้

ทางด้านอธิบดีกรมบังคับคดีได้ออกมาชี้แจงว่า ทางกรมฯ ไม่ได้นิ่งนอนใจและเปิดโอกาสให้ลูกหนี้ทุกรายได้เจรจากับเจ้าหนี้ 33 สถาบันการเงิน เพื่อหาทางออกร่วมกัน เช่น การงดขายทอดตลาด หรือการผ่อนปรนระยะเวลาชำระหนี้ อย่างไรก็ตาม การที่ “บุญจง” จี้กรมบังคับคดีแก้หนี้ชาวบ้าน เพิ่มเป้าไกล่เกลี่ย 50% ก่อนถูกยึดที่ทำกิน ถือเป็นเสียงสะท้อนสำคัญที่ผลักดันให้หน่วยงานภาครัฐต้องเร่งมือช่วยเหลือประชาชนให้เป็นรูปธรรมมากขึ้น ไม่ใช่เพียงแค่งานเอกสาร

บทสรุปของเรื่องนี้แสดงให้เห็นว่า การมีกลไกไกล่เกลี่ยที่เข้มแข็งคือหัวใจสำคัญในการปกป้องชาวบ้านจากการถูกยึดทรัพย์ และเราหวังเป็นอย่างยิ่งว่าเป้าหมายที่ถูกกำหนดไว้จะสามารถช่วยบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนในระยะยาวได้จริงครับ

ที่มา – “บุญจง” จี้กรมบังคับคดีแก้หนี้ชาวบ้าน เพิ่มเป้าไกล่เกลี่ย 50% ก่อนถูกยึดที่ทำกิน

สส.กล้าธรรม โต้ปมตลาด อ.ต.ก. พะเยา ย้ำศักยภาพการค้าเกษตร

สส.กล้าธรรม โต้ปมตลาด อ.ต.ก. พะเยา ย้ำศักยภาพ อย่าปิดประตูการค้าเกษตรของภาคเหนือ

กลายเป็นประเด็นที่ถูกจับตามองอย่างมากในที่ประชุมคณะกรรมาธิการงบประมาณ เมื่อมีการตั้งคำถามถึงความจำเป็นของ สส.กล้าธรรม โต้ปมตลาด อ.ต.ก. พะเยา ย้ำศักยภาพ อย่าปิดประตูการค้าเกษตรของภาคเหนือ ท่ามกลางกระแสวิพากษ์วิจารณ์เรื่องความคุ้มค่าในการลงทุนมูลค่ากว่า 168 ล้านบาท ซึ่งนายจีรเดช ศรีวิราช สส.พะเยา ได้ออกมาชี้แจงในประเด็นนี้อย่างชัดเจน

นายจีรเดช อธิบายว่า การเลือกจังหวัดพะเยาไม่ได้เป็นเพียงความบังเอิญ แต่เป็นการวางโครงสร้างพื้นฐานเชิงกลยุทธ์ เพื่อให้จังหวัดพะเยาเป็นศูนย์กลางในการรวบรวมและกระจายสินค้าเกษตรจากภูมิภาคเหนือตอนบน ไม่ว่าจะเป็นเชียงราย เชียงใหม่ น่าน แพร่ หรือลำปาง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อพิจารณาถึงศักยภาพการเชื่อมต่อผ่านถนน R3A และโครงการรถไฟไทย-ลาว-จีน ที่กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคต

ทำไมโครงการ อ.ต.ก. พะเยา ถึงสำคัญต่อเกษตรกร?

หลายคนมองว่าการลงทุนของภาครัฐในครั้งนี้อาจทับซ้อนกับตลาดเอกชน แต่นายจีรเดชได้ย้ำหนักแน่นว่า สส.กล้าธรรม โต้ปมตลาด อ.ต.ก. พะเยา ย้ำศักยภาพ อย่าปิดประตูการค้าเกษตรของภาคเหนือ ด้วยเหตุผลสำคัญดังนี้:

  • เพิ่มอำนาจต่อรอง: อ.ต.ก. ไม่ได้มีเป้าหมายเพื่อทำกำไรเหมือนเอกชน แต่มีภารกิจหลักในการดูแลพี่น้องเกษตรกรให้เข้าถึงตลาดการค้าที่ยุติธรรม
  • ศูนย์กลางโลจิสติกส์: พะเยาคือจุดยุทธศาสตร์ที่เชื่อมต่อเส้นทางขนส่งสินค้าเกษตรไปสู่ตลาดต่างประเทศได้อย่างรวดเร็ว
  • รองรับรถไฟไทย-ลาว-จีน: เป็นการเตรียมความพร้อมโครงสร้างพื้นฐานเพื่อก้าวสู่ระดับสากล

แม้หลายฝ่ายจะกังวลเรื่องสถานะทางการเงินขององค์การตลาดเพื่อเกษตรกร แต่การปฏิเสธโครงการทั้งหมดโดยมองเพียงแค่มิติเดียวอาจไม่ใช่ทางออกที่ยั่งยืน นายจีรเดชจึงอยากฝากให้ช่วยกันมองถึงประโยชน์ของพี่น้องเกษตรกรในระยะยาวมากกว่าการจ้องจับผิดทางการเมืองเพียงอย่างเดียว

ในฐานะผู้ติดตามข่าวสาร เราคงต้องเฝ้ามองกันต่อไปว่าโครงการนี้จะสามารถผลักดันให้เกิดเป็นรูปธรรมและช่วยยกระดับชีวิตเกษตรกรได้จริงหรือไม่ แต่นี่คือสัญญาณบวกของการพยายามหาทางออกให้กับเศรษฐกิจฐานรากในพื้นที่ห่างไกลให้มีช่องทางในการทำมาหากินที่มั่นคงขึ้น

ที่มา – สส.กล้าธรรม โต้ปมตลาด อ.ต.ก. พะเยา ย้ำศักยภาพ อย่าปิดประตูการค้าเกษตรของภาคเหนือ

Scroll to top