จังหวัดตาก

เจเศรษฐ์ ลุยชายแดนตาก เยี่ยมเหตุกระสุนตก จ่อชงข้อมูลนายกฯ

เจเศรษฐ์ ลุยชายแดนตาก เยี่ยมเหตุกระสุนตก จ่อชงข้อมูลนายกฯ

เมื่อเร็วๆ นี้ เกิดเหตุการณ์ความไม่สงบตามแนวชายแดนไทย-เมียนมา ซึ่งส่งผลกระทบต่อพี่น้องประชาชนในพื้นที่จังหวัดตากโดยตรง ล่าสุด นายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ลงพื้นที่อำเภอพบพระและอำเภอแม่สอด เพื่อตรวจสอบสถานการณ์ด้วยตนเอง พร้อมทั้งรวบรวมข้อมูลเพื่อเตรียมนำเสนอต่อท่านนายกรัฐมนตรี ในการหารือร่วมกับผู้นำเมียนมาต่อไป

การลงพื้นที่ของ เจเศรษฐ์ ลุยชายแดนตาก เยี่ยมเหตุกระสุนตก จ่อชงข้อมูลนายกฯ ในครั้งนี้ ไม่ได้เป็นเพียงการมาตรวจเยี่ยมเชิงสัญลักษณ์ แต่เป็นการลงลึกถึงปัญหาที่ได้รับผลกระทบจากสะเก็ดกระสุนข้ามแดนที่สร้างความเสียหายแก่บ้านเรือนประชาชน รวมถึงการให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองและฝ่ายความมั่นคงที่ปฏิบัติหน้าที่อย่างแข็งขันในพื้นที่เสี่ยงภัย

มาตรการความปลอดภัยและข้อเสนอจากพื้นที่

จากการลงพื้นที่ เจเศรษฐ์ ลุยชายแดนตาก เยี่ยมเหตุกระสุนตก จ่อชงข้อมูลนายกฯ ได้เปิดเผยประเด็นสำคัญที่น่าสนใจหลายประการ โดยเฉพาะข้อเสนอเรื่องการผลักดันให้มีการขยับแนวปะทะออกห่างจากพื้นที่ชายแดนไทย เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความสูญเสียต่อชีวิตและทรัพย์สินของคนไทยอีก นอกจากนี้ ยังมีการหารือในประเด็นต่างๆ ดังนี้:

  • การบูรณาการความร่วมมือระหว่างกระทรวงมหาดไทยและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
  • การแก้ไขปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติและแก๊งสแกมเมอร์
  • การปรับปรุงมาตรการตัดสัญญาณอินเทอร์เน็ต เพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและการค้าขายของประชาชนในท้องถิ่น
  • การกำชับให้เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง อส. และกำนันผู้ใหญ่บ้าน เพิ่มความเข้มข้นในการลาดตระเวน

ความตั้งใจจริงของรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทยท่านนี้ ถือเป็นสัญญาณที่ดีที่สะท้อนว่ารัฐบาลไม่ได้นิ่งนอนใจต่อปัญหาที่เกิดขึ้น โดยนายเจเศรษฐ์ได้ย้ำชัดเจนว่า “พวกเราคือสายเลือดเดียวกันของกระทรวงมหาดไทย หน้าที่ของเราคือการดูแลความปลอดภัยของประชาชน และเราจะไม่ปล่อยให้พี่น้องประชาชนต้องเผชิญปัญหาเพียงลำพังอย่างแน่นอน”

สุดท้ายนี้ เราในฐานะประชาชนคนไทยคงต้องส่งกำลังใจให้ทั้งเจ้าหน้าที่และชาวบ้านในพื้นที่ชายแดนจังหวัดตาก ให้สถานการณ์คลี่คลายไปในทางที่ดีขึ้นโดยเร็วที่สุด และหวังว่าการนำข้อมูลเหล่านี้เสนอเข้าสู่ระดับนโยบายจะนำไปสู่การแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืน ทั้งด้านความปลอดภัยและคุณภาพชีวิตของคนในพื้นที่ชายแดนต่อไปครับ

ที่มา – “เจเศรษฐ์” ลุยชายแดนตาก เยี่ยมเหตุกระสุนตก จ่อชงข้อมูลนายกฯ ถกผู้นำเมียนมา

พาณิชย์ ลุยตรวจ 4 ธุรกิจเสี่ยงจ.ตาก สกัดนอมินีต่างชาติ

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคน วันนี้มีข่าวที่น่าสนใจและส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจชายแดนไทยมาฝากกันครับ เมื่อทางกระทรวงพาณิชย์ได้ออกมาเคลื่อนไหวครั้งสำคัญ โดยการประกาศ พาณิชย์ ลุยตรวจ 4 ธุรกิจเสี่ยงจ.ตาก สกัดนอมินีต่างชาติ เพื่อป้องกันไม่ให้ชาวต่างชาติเข้ามาสวมรอยใช้คนไทยเป็นนอมินีในการถือครองที่ดินหรือดำเนินธุรกิจโดยผิดกฎหมายครับ

พาณิชย์ ลุยตรวจ 4 ธุรกิจเสี่ยงจ.ตาก สกัดนอมินีต่างชาติ

เหตุผลหลักที่ทำให้จังหวัดตากกลายเป็นพื้นที่เป้าหมายสำคัญ เนื่องมาจากความคึกคักของการค้าชายแดนครับ ทางกรมพัฒนาธุรกิจการค้าจึงต้องผนึกกำลังกับหน่วยงานในพื้นที่เพื่อตรวจสอบเชิงลึก โดยการ พาณิชย์ ลุยตรวจ 4 ธุรกิจเสี่ยงจ.ตาก สกัดนอมินีต่างชาติ ครั้งนี้ มุ่งเน้นไปที่ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์และการแปรรูปสินค้าเกษตรอย่างเช่น ‘บุก’ ที่มีการลงทุนหนาตาเป็นพิเศษนั่นเองครับ

รายละเอียดการตรวจสอบความโปร่งใสทางธุรกิจ

ในการลงพื้นที่ครั้งนี้ เจ้าหน้าที่ไม่ได้ตรวจสอบแค่เรื่องที่ตั้งบริษัทเท่านั้น แต่ยังเจาะลึกไปถึงโครงสร้างผู้ถือหุ้น แหล่งที่มาของเงินทุน รวมถึงเส้นทางการทำธุรกรรมทางการเงิน เพื่อให้มั่นใจว่าธุรกิจเหล่านั้นดำเนินกิจการอย่างถูกต้องตาม พ.ร.บ.ประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 ซึ่งการเข้มงวดนี้ถือเป็นเรื่องที่ดีมากสำหรับผู้ประกอบการไทยที่จะได้มีโอกาสแข่งขันอย่างเป็นธรรมครับ

  • ตรวจสอบแหล่งที่มาของเงินทุนและที่ตั้งสำนักงาน
  • วิเคราะห์ความเชื่อมโยงของผู้ถือหุ้นสัญชาติไทยและต่างชาติ
  • ตรวจสอบใบอนุญาตโรงงานและสิทธิการถือครองที่ดิน

จากข้อมูลที่เราได้รับมา จังหวัดตากมีนิติบุคคลจดทะเบียนกว่า 3,244 ราย โดยเฉพาะในอำเภอแม่สอดที่มีสัดส่วนมากถึง 64% ดังนั้นการที่เจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ พาณิชย์ ลุยตรวจ 4 ธุรกิจเสี่ยงจ.ตาก สกัดนอมินีต่างชาติ จึงถือเป็นการป้องปรามที่ดีเยี่ยม เพื่อไม่ให้เกิดการเอาเปรียบทางการค้าและรักษาสิทธิของคนไทยในการถือครองทรัพยากรธรรมชาติของประเทศครับ

ผมมองว่ามาตรการนี้ไม่ใช่แค่เรื่องของการบังคับใช้กฎหมายเพียงอย่างเดียว แต่เป็นการสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนไทยและชาวต่างชาติที่ต้องการเข้ามาลงทุนอย่างถูกต้องตามกฎหมายในระยะยาว หากใครที่ทำธุรกิจอยู่ก็ไม่ต้องกังวลครับ เพียงแค่ดำเนินธุรกิจให้ถูกต้อง โปร่งใส และตรวจสอบได้ ก็ถือว่าช่วยกันพัฒนาเศรษฐกิจไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืนไปพร้อมๆ กันครับ

ที่มา – “พาณิชย์” ลุยตรวจ 4 ธุรกิจเสี่ยงจ.ตาก สกัดนอมินีต่างชาติสวมรอยถือครองที่ดิน-โรงงานบุก

น้ำมันชายแดนไม่พอ ปั๊มใหญ่หลายแห่ง ประกาศหยุดให้บริการชั่วคราว

สถานการณ์น้ำมันชายแดนไม่พอ กำลังสร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชนในพื้นที่ชายแดนไทย-เมียนมา โดยเฉพาะน้ำมันชายแดนไม่พอ ปั๊มใหญ่หลายแห่ง ประกาศหยุดให้บริการชั่วคราว ทำให้ปั๊มน้ำมันหลายแห่งต้องปิดกั้นทางเข้าและติดป้ายแจ้งน้ำมันหมดทุกชนิด สาเหตุหลักมาจากชาวบ้านและชาวเมียนมานำรถมารอต่อคิวยาวเหยียดเพื่อเติมน้ำมันในราคาถูก

น้ำมันชายแดนไม่พอ ปั๊มใหญ่หลายแห่ง ประกาศหยุดให้บริการชั่วคราว

เมื่อวันที่ 15 มีนาคม 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานจากอำเภอแม่สอด จังหวัดตาก ซึ่งเป็นพื้นที่ชายแดนติดกับเมียนมา พบว่าประชาชนจากอำเภอแม่สอดและอำเภอใกล้เคียง ได้นำรถยนต์ รถบรรทุกขนาดใหญ่ รถขนส่งสินค้าเกษตร รถยนต์ส่วนบุคคล และรถจักรยานยนต์ มารอต่อคิวยาวตลอดถนนสายเอเชีย 12 บริเวณปั๊มน้ำมันริมถนน ส่งผลให้เกิดปัญหาการจราจรติดขัดอย่างหนัก เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.แม่สอด ต้องออกมาช่วยจัดการจราจรในหลายจุด เพราะรถจอดขวางถนน

ปั๊มน้ำมันชายแดนไม่พอ รถต่อคิวยาว

มาตรการจำกัดการเติมน้ำมันเพื่อรับมือวิกฤต

ในวันดังกล่าว ปั๊มน้ำมันแต่ละแห่งได้กำหนดให้เติมได้คันละไม่เกิน 500 บาท หรือบางแห่งจำกัดที่ 1,000 บาทเท่านั้น และงดการใส่น้ำมันใส่แกลลอนเพื่อป้องกันการกักตุน อย่างไรก็ตาม แม้จะมีมาตรการเหล่านี้แล้ว น้ำมันก็ยังไม่เพียงพอ โดยเฉพาะน้ำมันดีเซลที่หมดเร็วที่สุด หลายปั๊มต้องติดป้าย “น้ำมันหมด” และปิดบริการชั่วคราว

ชาวเมียนมาเข้ามาเติมน้ำมันเพิ่มความแออัด

ชาวเมียนมาในพื้นที่แม่สอดแจ้งว่า ชาวเมียนมาที่ขับรถข้ามแดน ได้จ้างรถไทยไปเติมน้ำมันเพื่อนำกลับไปใช้ ทำให้ปริมาณน้ำมันถูกใช้อย่างรวดเร็ว การตรวจสอบทำได้ยาก ส่งผลให้ปั๊มใหญ่หลายแห่งต้องประกาศหยุดให้บริการชายแดนไม่พอต่อความต้องการ ล่าสุดในช่วงบ่าย ปั๊มน้ำมันหลายแห่งนำแผงมาปิดทางเข้า ติดป้ายน้ำมันหมดทุกชนิด บางแห่งปิดบริการไปแล้ว ส่งผลให้ปั๊มที่เหลือเปิดอยู่มีรถต่อคิวยาวขึ้น

ปัญหานี้ไม่ใช่ครั้งแรกที่เกิดขึ้นในพื้นที่ชายแดน เนื่องจากราคาน้ำมันในไทยถูกกว่าเมียนมามาก ทำให้เกิดการลักลอบนำน้ำมันข้ามแดน ส่งผลกระทบต่อผู้ใช้รถในพื้นที่ที่ต้องเผชิญกับการขาดแคลน สถานการณ์นี้ยังกระทบต่อการขนส่งสินค้าเกษตรและการค้าชายแดน ซึ่งเป็นเส้นเลือดใหญ่ของเศรษฐกิจท้องถิ่น

  • รถต่อคิวยาวตลอดถนนสายเอเชีย 12
  • จำกัดเติมคันละ 500-1,000 บาท
  • งดใส่แกลลอนเพื่อป้องกันกักตุน
  • ชาวเมียนมาจ้างรถไทยเติมน้ำมัน
  • ปั๊มใหญ่ปิดบริการชั่วคราว

เพื่อแก้ปัญหานี้ รัฐบาลและผู้ประกอบการปั๊มน้ำมันควรเพิ่มมาตรการเข้มงวด เช่น ตรวจสอบทะเบียนรถข้ามแดน หรือเพิ่มการนำเข้าน้ำมันในพื้นที่ชายแดน นอกจากนี้ ประชาชนควรช่วยกันลดการกักตุนและใช้อย่างประหยัด

ในมุมมองของผู้เขียน สถานการณ์น้ำมันชายแดนไม่พอนี้เป็นสัญญาณเตือนถึงปัญหาการจัดการพลังงานชายแดนที่ต้องเร่งแก้ไข หากปล่อยไว้จะกระทบเศรษฐกิจทั้งประเทศ แนะนำให้ติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิดและวางแผนการเติมน้ำมันล่วงหน้า หากคุณมีประสบการณ์ในพื้นที่ชายแดน แชร์ความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่างได้เลย!

ที่มา – น้ำมันชายแดนไม่พอ ปั๊มใหญ่หลายแห่ง ประกาศหยุดให้บริการชั่วคราว

ชายแดนแม่สอดเดือด ทหารเมียนมารบกะเหรี่ยง

สถานการณ์ที่ชายแดนแม่สอดเดือด ทหารเมียนมารบกะเหรี่ยง กระสุนปืน ค. ตกใส่บ้านฝั่งไทย ยังคงรุนแรงต่อเนื่อง ทำให้ชาวบ้านฝั่งไทยหวาดกลัวและได้รับผลกระทบโดยตรง ล่าสุดมีกระสุนปืนขนาดใหญ่หลุดเข้ามาในพื้นที่ไทยถึง 3 จุด สร้างความเสียหายต่อ财产และโครงสร้างบ้านเรือน โชคดีที่ไม่มีผู้ใดได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิต

ชายแดนแม่สอดเดือด ทหารเมียนมารบกะเหรี่ยง กระสุนปืน ค. ตกใส่บ้านฝั่งไทย

เมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่าความขัดแย้งในเมียนมาระหว่างทหารเมียนมากับกลุ่มกะเหรี่ยงยังคงดุเดือด โดยเฉพาะบริเวณชายแดนแม่สอด จังหวัดตาก ทำให้กระสุนปืน ค. ขนาด 82 มิลลิเมตรหลุดรอดเข้ามาในฝั่งไทยช่วงวันที่ 8-9 มีนาคมที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ทหารหน่วยเฉพาะกิจราชมนู หมวดปืนเล็กที่ 2 กองร้อยทหารราบที่ 1411 ได้เข้าตรวจสอบทันที พบความเสียหาย 3 จุดในพื้นที่บ้านมหาวัน หมู่ 1 ตำบลมหาวัน อำเภอแม่สอด

รายละเอียดจุดเกิดเหตุกระสุนตก

  • จุดแรก: ที่จอดรถของนางศรีเพ็ญ ดวงเป็ง อายุ 66 ปี หมู่ 3 ตำบลพระธาตุผาแดง หลังคาเป็นรูพรุนหลายแห่งจากเศษกระสุน กระสุนยังตกใส่รถไถและแผงไฟโซลาร์เซลล์ ทำให้ทรัพย์สินเสียหายหนัก
  • จุดที่สอง: ปากทางเข้าหน้าคอกวัว ตำบลมหาวัน กระสุนฝังลงพื้นดินเป็นหลุมกว้าง 10 ซม. ลึก 6 ซม. โชคดีที่กระสุนไม่ระเบิด
  • จุดที่สาม: หลังคาบ้านนายสิงห์ชัย ใจยา อายุ 52 ปี หมู่ 9 ตำบลมหาวัน กระสุนไม่ทราบขนาดจากกองกำลังไม่ทราบฝ่ายตกใส่บริเวณหลังครัว

เหตุการณ์ชายแดนแม่สอดเดือด ทหารเมียนมารบกะเหรี่ยง กระสุนปืน ค. ตกใส่บ้านฝั่งไทยนี้ไม่ใช่ครั้งแรก ชายแดนไทย-เมียนมาเป็นจุด nóngที่ความขัดแย้งภายในเมียนมาแผ่กระจายมาอย่างต่อเนื่อง นับตั้งแต่เกิดรัฐประหารในปี 2564 กลุ่มต่อต้านอย่างกะเหรี่ยง (KNU) และพันธมิตรต่อสู้กับรัฐบาลทหารเมียนมา ส่งผลให้มีกระสุน ระเบิด และพลเรือนหลบหนีข้ามแดนมาฝั่งไทยจำนวนมาก

เจ้าหน้าที่ไทยทุกฝ่ายตื่นตัวเต็มที่ นายกันต์พงษ์ พิพัฒมนตรีกุล นายอำเภอแม่สอด มอบหมายนายมนตรี สุขสอาด กำนันตำบลมหาวัน ร่วมกับผู้ใหญ่บ้าน ทหารราชมนู ชุดตชด.ที่ 346 ฐานบ้านแม่โกนเกน และตำรวจสภ.แม่สอด ตู้ 406 จัดเตรียมความพร้อมช่วยเหลือประชาชนทันทีหากสถานการณ์รุนแรงขึ้น

นอกจากนี้ ยังมีการตั้งจุดตรวจ จุดเฝ้าระวัง และแจกจ่ายเสบียงอาหารให้ชาวบ้านในพื้นที่เสี่ยง เพื่อลดผลกระทบจากสงครามที่อยู่ใกล้ตัว ชาวบ้านหลายรายเล่าว่าเสียงปืนดังสนั่นทุกคืน ทำให้ต้องหลบภัยในป่าและห้องใต้ดิน

สถานการณ์ชายแดนไทยยังคงต้องจับตา เนื่องจากอาจกระทบต่อความมั่นคงและเศรษฐกิจท้องถิ่น โดยเฉพาะการค้าชายแดนที่คึกคัก การปิดด่านชั่วคราวส่งผลให้พ่อค้าปล่อยสินค้าค้างสต็อกจำนวนมาก

เพื่อความปลอดภัย แนะนำให้ประชาชนในพื้นที่ชายแดนหลีกเลี่ยงการเข้าใกล้ชายแดน ฟังประกาศจากเจ้าหน้าที่ และเตรียมแผนอพยพฉุกเฉิน หากคุณอาศัยใกล้ชายแดน ติดตามข่าวสารจากแหล่งที่น่าเชื่อถือและรายงานเหตุการณ์ผิดปกติทันที สถานการณ์นี้อาจเป็นเครื่องเตือนใจให้ไทยต้องเสริมแนวป้องกันชายแดนให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น

ติดตามข่าวชายแดนล่าสุดและเคล็ดลับความปลอดภัยได้ที่นี่!

ที่มา – ชายแดนแม่สอดเดือด ทหารเมียนมารบกะเหรี่ยง กระสุนปืน ค. ตกใส่บ้านฝั่งไทย

ส่งคืน “งาช้างศักดิ์สิทธิ์” กลับบ้านเลตองคุ

คุณเคยได้ยินเรื่องราวสุดลึกลับของส่งคืน “งาช้างศักดิ์สิทธิ์” กลับคืนสู่ “กะเหรี่ยงฤๅษีผมยาว” บ้านเลตองคุหรือไม่? เรื่องนี้เกิดขึ้นจริงที่ชายแดนไทย-เมียนมา อำเภออุ้มผาง จังหวัดตาก เป็นเหตุการณ์ที่สร้างความฮือฮาให้ชาวบ้านและนักท่องเที่ยวสายวัฒนธรรมเลยทีเดียว งาช้างคู่นี้ไม่ใช่แค่วัตถุโบราณธรรมดา แต่เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ชาวกะเหรี่ยงปกาเกอะญอที่นับถือฤๅษีผมยาวให้ความเคารพอย่างสูง

ส่งคืน “งาช้างศักดิ์สิทธิ์” กลับคืนสู่ “กะเหรี่ยงฤๅษีผมยาว” บ้านเลตองคุ

เมื่อเวลา 14.00 น. วันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2567 นายมาโนช โพธิ์เนียม นายอำเภออุ้มผาง เป็นประธานในพิธีอัญเชิญงาช้างศักดิ์สิทธิ์กลับสู่บ้านเลตองคุ ตำบลแม่จัน อำเภออุ้มผาง จังหวัดตาก โดยมีผู้ใหญ่บ้านช่อกุ โรจน์ศิริชัย พร้อมชาวบ้านแต่งกายด้วยชุดชนเผ่าปกาเกอะญอ มารับอย่างยิ่งใหญ่ เจ้าหน้าที่ตำรวจสถานีตำรวจภูธรอุ้มผางช่วยอำนวยความสะดวกด้านการจราจรและนำขบวนจากที่ว่าการอำเภอ

พิธีส่งคืนงาช้างศักดิ์สิทธิ์กลับบ้านเลตองคุ

ก่อนหน้านี้ ชาวบ้านบ้านเลตองคุซึ่งเป็นที่รู้จักในนามหมู่บ้านกะเหรี่ยงฤๅษีผมยาว ได้ยื่นหนังสือถึงนายชูศักดิ์ รู้ยิ่ง ผู้ว่าราชการจังหวัดตาก เพื่อขอส่งคืน “งาช้างศักดิ์สิทธิ์” กลับคืนสู่ “กะเหรี่ยงฤๅษีผมยาว” บ้านเลตองคุ เพราะงาช้างนี้เป็นสมบัติประจำหมู่บ้าน ใช้ยึดเหนี่ยวจิตใจและประกอบพิธีกรรมสำคัญ

ประวัติและความศักดิ์สิทธิ์ของงาช้างบ้านเลตองคุ

งาช้างศักดิ์สิทธิ์คู่นี้เป็นงาช้างโบราณสมัยอยุธยา แกะสลักลวดลายพุทธประวัติอย่างประณีต มีความยาวกว่า 1.70 เมตร น้ำหนักเกิน 40 กิโลกรัม ประดิษฐานในศาลาฤๅษีบ้านเลตองคุมานาน ชาวกะเหรี่ยงที่นี่นับถือฤๅษี ถือศีล 5 อย่างเคร่งครัด และงาช้างนี้คือวัตถุบูชาหลักในการทำพิธี

งาช้างศักดิ์สิทธิ์บ้านเลตองคุ กะเหรี่ยงฤๅษีผมยาว

เหตุการณ์สำคัญเกิดขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2560 เดือนมิถุนายน อดีตผู้ใหญ่บ้านลักลอบนำงาช้างไปไว้ฝั่งเมียนมา สร้างความโกรธเคืองให้ชาวบ้าน เจ้าหน้าที่ไทย-เมียนมาระดมกำลังติดตามจนได้คืน และทำพิธีขอขมา ชาวบ้านเชื่อว่างาช้างนี้คุ้มครองหมู่บ้านให้พ้นภัย

  • ความยาวงาช้าง: กว่า 1.70 เมตร
  • น้ำหนัก: มากกว่า 40 กิโลกรัม
  • สมัย: อยุธยา แกะสลักพุทธประวัติ
  • สถานที่ประดิษฐาน: ศาลาฤๅษีบ้านเลตองคุ
  • ความสำคัญ: สิ่งยึดเหนี่ยวจิตใจ คุ้มครองหมู่บ้าน
ชาวบ้านกะเหรี่ยงรับงาช้างศักดิ์สิทธิ์

ผู้ใหญ่บ้านช่อกุ โรจน์ศิริชัย กล่าวว่า งาช้างคือสิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมือง ชาวบ้านดีใจที่ได้คืนเพื่อประกอบพิธี นอกจากนี้ยังขอให้หน่วยงานปรับปรุงถนนเข้าหมู่บ้านและเสริมความมั่นคงชายแดน เนื่องจากบ้านเลตองคุติดชายแดนเมียนมา

บ้านเลตองคุเป็นหมู่บ้านท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม ชาวกะเหรี่ยงที่นี่มีวิถีชีวิตเรียบง่าย นับถือฤๅษีผมยาว มีผมยาวประบ่าเป็นเอกลักษณ์ การได้ส่งคืน “งาช้างศักดิ์สิทธิ์” กลับคืนสู่ “กะเหรี่ยงฤๅษีผมยาว” บ้านเลตองคุครั้งนี้ เสริมความเชื่อมั่นและสามัคคีในชุมชน หากคุณชื่นชอบเรื่องวัฒนธรรมพื้นเมือง ลองวางแผนไปเยือนอุ้มผางดูสิ รับรองได้ประสบการณ์ไม่เหมือนใคร!

ในมุมมองของผม การอนุรักษ์สิ่งศักดิ์สิทธิ์และวัฒนธรรมท้องถิ่นแบบนี้สำคัญมาก เพราะช่วยรักษาเอกลักษณ์ไทยให้ลูกหลานได้เรียนรู้ คุณล่ะคิดเห็นอย่างไร? แชร์ความคิดในคอมเมนต์ด้านล่าง หรือแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ ได้อ่านกันนะครับ

ที่มา – ส่งคืน “งาช้างศักดิ์สิทธิ์” กลับคืนสู่ “กะเหรี่ยงฤๅษีผมยาว” บ้านเลตองคุ

วุ่น! ชาวจีนกว่า 300 ก่อจลาจลในห้องกัก ตม.ตาก

เกิดเหตุชุลมุนวุ่นวายขึ้นที่จังหวัดตาก เมื่อชาวจีนกว่า 300 คน ก่อจลาจลในห้องกักขัง ตม.ตาก สร้างความปั่นป่วนโกลาหล เจ้าหน้าที่ต้องระดมกำลังทั้งทหาร ตำรวจ ตชด. และรถดับเพลิงเข้าระงับเหตุ อ้างว่าต้องการให้ส่งตัวกลับประเทศจีนให้เร็วที่สุด นอกจากนี้ยังมีรายงานว่ากลุ่มสแกมเมอร์จีนเทาได้จุดไฟเผาอาคารสำนักงานในพื้นที่ควบคุมของกะเหรี่ยงเคเอ็นยูอีกด้วย

เมื่อเวลา 10.15 น. วันที่ 10 ธันวาคม 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในช่วงเวลา 23.30 น. ของคืนวันที่ 9 ธันวาคม 2568 ที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ด่านตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดตาก (ตม.จว.ตาก) ได้รับแจ้งเหตุว่ามีบุคคลต่างด้าวสัญชาติจีนจำนวนกว่า 300 คน ก่อเหตุจลาจลและสร้างความวุ่นวายในสถานที่ควบคุมตัวบุคคลต่างด้าว ซึ่งเป็นพื้นที่ควบคุมและรอการส่งกลับชั่วคราว บริเวณด้านหลังกองร้อยตำรวจตระเวนชายแดนที่ 346 อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก

หลังรับแจ้งเหตุ เจ้าหน้าที่ได้ประสานไปยังหน่วยงานต่างๆ อย่างเร่งด่วน ทั้งฝ่ายทหารจากหน่วยเฉพาะกิจราชมนู อำเภอแม่สอด ทหารพรานจากหน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 35 อำเภอแม่สอด ตำรวจตระเวนชายแดนที่ 346 และตำรวจจากสถานีตำรวจภูธรแม่สอด รวมถึงรถดับเพลิงจากเทศบาลตำบลท่าสายลวด เพื่อเข้าระงับเหตุการณ์ที่กำลังตึงเครียด กลุ่มชาวจีนกว่า 300 คน ก่อจลาจลในห้องกักขัง ตม.ตาก ได้ทำลายทรัพย์สินทางราชการหลายรายการ เช่น กล้องวงจรปิด ตู้เอกสาร และเก้าอี้พักคอย นอกจากนี้ยังเกิดการทะเลาะวิวาทกันเองภายในกลุ่ม จนมีผู้ได้รับบาดเจ็บ 1 ราย

ชาวจีนกว่า 300 คน ก่อจลาจลในห้องกักขัง ตม.ตาก

ในการเข้าระงับเหตุนั้น เจ้าหน้าที่ได้ส่งทีมเจรจาเข้าไปสอบถามถึงความต้องการของกลุ่มผู้ก่อเหตุ ทำให้ทราบว่าความต้องการหลักของพวกเขาคือการให้เจ้าหน้าที่เร่งดำเนินการส่งตัวกลับประเทศจีนให้เร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้

รายงานข่าวเพิ่มเติมระบุว่า เจ้าหน้าที่จำเป็นต้องใช้รถดับเพลิงฉีดน้ำเพื่อควบคุมสถานการณ์และเข้าควบคุมตัวผู้ก่อเหตุได้สำเร็จ โดยไม่มีการสูญเสียชีวิตเกิดขึ้นในเหตุการณ์นี้ ขณะนี้เจ้าหน้าที่กำลังอยู่ในระหว่างการสอบสวนและตรวจสอบจำนวนผู้ต้องควบคุมอย่างละเอียด เพื่อยืนยันว่าไม่มีผู้ใดหลบหนีออกจากสถานที่ควบคุม

ทางสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (สตม.) กำลังดำเนินการประสานข้อมูลรายละเอียดกับหน่วยงานในพื้นที่อย่างใกล้ชิด เพื่อรวบรวมข้อมูลทั้งหมดและเตรียมที่จะชี้แจงต่อสื่อมวลชนเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในภาพรวมต่อไป

เหตุสแกมเมอร์จีนเทาเผาสำนักงานในเมียวดี

นอกจากเหตุการณ์จลาจลในห้องกักขังแล้ว ยังมีรายงานข่าวเพิ่มเติมว่า เมื่อช่วงเย็นของวันที่ 8 ธันวาคม 2568 ที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ทหารสหภาพแห่งชาติกะเหรี่ยง (เคเอ็นยู) ได้แจ้งว่า กลุ่มชาวต่างชาติ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นชาวจีน ที่ไม่ได้ออกมาจากแหล่งสแกมเมอร์ ได้ก่อเหตุเผาอาคารสแกมเมอร์ออนไลน์ บริเวณบ้านมินลาป่าน อำเภอเมียวดี จังหวัดเมียวดี รัฐกะเหรี่ยง ประเทศเมียนมา ซึ่งอยู่ตรงข้ามกับบ้านห้วยมหาวงศ์และบ้านแม่โกนเกน ตำบลมหาวัน อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก

ชาวต่างชาติกลุ่มดังกล่าวได้ร่วมกันจุดไฟเผาอาคารที่ใช้เป็นสถานที่ทำงานและอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ต่างๆ ทำให้เกิดเพลิงลุกไหม้อย่างรุนแรงและมีกลุ่มควันดำขนาดใหญ่พวยพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้า สามารถมองเห็นได้อย่างชัดเจนจากฝั่งประเทศไทย

เนื่องจากสถานการณ์ที่เกิดขึ้นอยู่ในพื้นที่ที่มีความขัดแย้งและมีการสู้รบระหว่างทหารเมียนมากับฝ่ายเคเอ็นยู ทำให้ไม่มีผู้ใดสามารถเข้าไปดับไฟได้ แม้ว่าจุดเกิดเหตุจะอยู่ใกล้กับแม่น้ำเมยก็ตาม คาดการณ์ว่าสาเหตุของการก่อเหตุในครั้งนี้อาจเกิดจากความกดดันและความคับข้องใจที่ไม่สามารถเดินทางไปไหนได้ เนื่องจากไม่สามารถข้ามมายังฝั่งประเทศไทยได้

จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งหมดนี้ สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาความซับซ้อนของสถานการณ์ในพื้นที่ชายแดน และความจำเป็นในการเพิ่มมาตรการรักษาความปลอดภัยและการบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ลักษณะนี้ขึ้นอีกในอนาคต ชาวจีนกว่า 300 คน ก่อจลาจลในห้องกักขัง ตม.ตาก เป็นสัญญาณเตือนให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องต้องหันมาให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง

ที่มา – ชาวจีนกว่า 300 คน ก่อจลาจลในห้องกักขัง ตม.ตาก อ้างอยากให้ส่งกลับประเทศเร็วๆ

ธรรมนัส คุมเข้มยางผ่านแดน กำหนดเขตควบคุมยาง นำร่อง 2 จังหวัด

“ธรรมนัส” Kick-off คุมเข้ม “ยางผ่านแดน-กำหนดเขตควบคุมยาง” นำร่อง 2 จังหวัด ระนอง – ตาก เพิ่มมาตรการตรวจสอบทั้งระบบ เบรก ลักลอบยางผิดกฎหมาย หวังสร้างเสถียรภาพราคายางไทย

วันที่ 31 ต.ค. 2568 ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานเปิดงาน Kick-off การนำยางพาราผ่านแดนและเขตควบคุมการขนย้ายยาง โดยมี นายอามินทร์ มะยูโซ๊ะ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายนเรศ ธำรงค์ทิพยคุณ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ผู้บริหารหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วม ณ ห้องประชุมกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (115) และผ่านระบบ Zoom Meeting ในพื้นที่ท่าเรือระนอง และเขตควบคุมการขนย้ายยาง ณ ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรระนอง จังหวัดระนอง รวมถึงในพื้นที่ด่านศุลกากรแม่สอด จังหวัดตาก และเขตควบคุมการขนย้ายยาง จังหวัดตาก

นำร่อง ระนอง-ตาก

ร.อ.ธรรมนัส เปิดเผยว่า การ Kick-off การนำยางพาราผ่านแดนและเขตควบคุมการขนย้ายยาง เป็นก้าวสำคัญในการบริหารจัดการยางพาราอย่างเป็นระบบ ซึ่งกระทรวงเกษตรฯ โดย กรมวิชาการเกษตร (กวก.) การยางแห่งประเทศไทย (กยท.) และชุดเฉพาะกิจพญานาคราช บูรณาการร่วมกับกรมศุลกากรออกมาตรการควบคุมการนำยางพาราจากสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมาร์ ผ่านประเทศไทยไปยังสหพันธรัฐมาเลเซีย ในพื้นที่นำร่อง 2 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดระนอง และ จังหวัดตาก โดยกำหนดให้มีการตรวจสอบใบขนสินค้าอย่างละเอียด ผู้นำผ่านสินค้าต้องบรรจุยางพาราในตู้คอนเทนเนอร์และมีเครื่องติดตาม GPS ตลอดเส้นทาง อีกทั้งมีการตรวจสอบคุณภาพและเอกซเรย์โดยเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ณ จุดต้นทางและปลายทาง ซึ่งต้องดำเนินการตามขั้นตอนและขนย้ายยางพาราผ่านแดนให้แล้วเสร็จภายใน 72 ชั่วโมง ในส่วนของการขนย้ายยางพาราภายในประเทศ ผ่านเขตควบคุมการขนย้ายยาง ทั้ง 5 จังหวัดตามประกาศของกรมวิชาการเกษตร ผู้ประกอบการต้องขออนุญาตและได้รับใบอนุญาตจากเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องก่อนการขนย้าย โดยมีอัตราค่าธรรมเนียมออกใบอนุญาตเพียง 25 บาทเท่านั้น

ยกระดับป้องกันสินค้าผิดกฎหมาย

“กระทรวงเกษตรฯ ได้มีการขับเคลื่อนนโยบายเพื่อแก้ไขปัญหาราคายางพาราตกต่ำ และการปราบปรามการลักลอบนำเข้ายางพาราเถื่อนตามแนวชายแดนและยางสวมสิทธิมาอย่างจริงจังและต่อเนื่อง ซึ่งกิจกรรม Kick-off ในครั้งนี้เป็นการยกระดับความเข้มข้นนโยบายทำสงครามกับสินค้าเกษตรผิดกฎหมาย เพิ่มมาตรการควบคุมโดยใช้กลไกทางกฎหมายอย่างรัดกุม เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของเกษตรกรชาวสวนยาง ป้องกันการกักตุนสินค้าเพื่อเก็งกำไร ตลอดจนเพื่อสร้างเสถียรภาพราคายางที่เป็นธรรมให้กับตลาดยางพาราไทย นอกจากนี้ กระทรวงเกษตรฯ ยังได้มีการลงนาม MOU ร่วมกัน 4 กระทรวง ในการใช้ประโยชน์จากยางพาราในประเทศ ซึ่งเป็นอีกหนึ่งแนวทางในการรักษาเสถียรภาพราคาให้สูงขึ้น และมีแผนที่จะเจรจาความร่วมมือกับหน่วยงานภาคีเครือข่ายเพิ่มเติมในอนาคต ซึ่งส่งผลให้ราคายางพาราขยับสูงขึ้นอย่างมีเสถียรภาพ ทั้งนี้ ขอเน้นย้ำว่า หากพบการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามแนวทางการปฏิบัติที่กำหนดไว้ จะมีการดำเนินการทางกฎหมายอย่างจริงจัง” ร.อ.ธรรมนัส กล่าว

ผู้ว่าการยางฯเด้งรับลูก

ด้าน ดร.เพิก เลิศวังพง รักษาการผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย กล่าวเพิ่มเติมว่า การยางแห่งประเทศไทย (กยท.) พร้อมดำเนินการให้บริการตรวจสอบรับรองชนิดหรือประเภทของยางพาราที่นำผ่านราชอาณาจักรให้แก่ผู้ประกอบการ ในทั้ง 2 จังหวัดนำร่อง เพื่อยกระดับการจัดการขนย้ายให้สะดวก รวดเร็ว และปลอดภัย นอกจากนี้ เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2568 ที่ผ่านมา การยางแห่งประเทศไทยได้จัดทำประกาศ เรื่อง อัตราค่าบริการตรวจรับรองชนิดหรือประเภทของยางนำผ่านราชอาณาจักร ซึ่งระบุรายละเอียดขั้นตอน ระยะเวลาการตรวจ การยื่นคำขอรับบริการ และการออกหนังสือรับรอง ตลอดจนจัดทำคู่มือปฏิบัติงานที่ชัดเจน เพื่อให้การดำเนินงานตรวจสอบการนำสินค้ายางพาราผ่านแดนดังกล่าวเป็นไปตามขั้นตอนที่ถูกต้อง มีมาตรฐาน และโปร่งใส

ย้ำเขตควบคุม 5 จังหวัด

ด้านนายรพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร กล่าวเสริมว่า กรมวิชาการเกษตร ได้มีการใช้กลไกทางกฎหมายตามพระราชบัญญัติควบคุมยาง พ.ศ. 2542 ในการกำหนดเขตควบคุมการขนย้ายยางพารา เพื่อตรวจสอบที่มาของผลผลิตและป้องกันการลักลอบนำเข้ายางผิดกฎหมายจากประเทศเพื่อนบ้าน โดยอาศัยอำนาจตามมาตรา 6 (7) แห่งพระราชบัญญัติควบคุมยาง พ.ศ. 2542 ประกาศกำหนด 5 จังหวัดเป็นเขตควบคุมการขนย้ายยาง และมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 19 สิงหาคม 2568 ที่ผ่านมา ดังนี้

1) อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก

2) อำเภอสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี

3) อำเภอเมืองประจวบคีรีขันธ์ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์

4) อำเภอกระบุรี จังหวัดระนอง

5) อำเภอเวียงแก่น จังหวัดเชียงราย

ธรรมนัส คุมเข้มยางผ่านแดน กำหนดเขตควบคุมยาง นำร่อง 2 จังหวัด

ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า เร่งเครื่องมาตรการควบคุม ยางผ่านแดน กำหนดเขตควบคุมยาง นำร่องใน 2 จังหวัดสำคัญอย่างระนองและตาก หวังยกระดับมาตรฐานการตรวจสอบและป้องกันการลักลอบนำเข้ายางผิดกฎหมาย

มาตรการ ยางผ่านแดน กำหนดเขตควบคุมยาง นี้จะช่วยสร้างเสถียรภาพราคายางพาราในประเทศได้อย่างไร? การดำเนินการครั้งนี้ถือเป็นความมุ่งมั่นของภาครัฐในการแก้ไขปัญหาราคายางตกต่ำและปกป้องผลประโยชน์ของเกษตรกรชาวสวนยางอย่างแท้จริง

ทำไมต้อง คุมเข้มยางผ่านแดน กำหนดเขตควบคุมยาง?

การคุมเข้ม ยางผ่านแดน กำหนดเขตควบคุมยาง มีเป้าหมายหลักเพื่อป้องกันการลักลอบนำเข้ายางพาราเถื่อน ซึ่งส่งผลกระทบต่อราคายางในประเทศ การกำหนดมาตรการที่เข้มงวดจะช่วยให้สามารถตรวจสอบที่มาของยางพาราได้อย่างมีประสิทธิภาพ และป้องกันการกักตุนสินค้าเพื่อเก็งกำไร

  • ตรวจสอบใบขนสินค้าอย่างละเอียด
  • ติดตั้ง GPS ติดตามตู้คอนเทนเนอร์
  • ตรวจสอบคุณภาพและเอกซเรย์ ณ จุดต้นทางและปลายทาง

นอกจากนี้ การที่กระทรวงเกษตรฯ ลงนาม MOU ร่วมกับ 4 กระทรวง เพื่อใช้ประโยชน์จากยางพาราในประเทศ ถือเป็นอีกหนึ่งแนวทางในการรักษาเสถียรภาพราคาให้สูงขึ้น

การดำเนินการครั้งนี้เป็นสัญญาณที่ดีต่อเกษตรกรชาวสวนยาง และแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง การควบคุม ยางผ่านแดน กำหนดเขตควบคุมยาง จะช่วยให้ราคายางพาราในประเทศมีเสถียรภาพ และเกษตรกรสามารถมีรายได้ที่มั่นคงมากยิ่งขึ้น

ที่มา – “ธรรมนัส” Kick-off คุมเข้ม “ยางผ่านแดน-กำหนดเขตควบคุมยาง” นำร่อง 2 จังหวัด ระนอง – ตาก

ทหารพรานจับ 64 แรงงานเถื่อน ลักลอบเข้าเมืองแม่ระมาด

ทหารพรานสกัดจับแรงงานเมียนมา 64 ราย ลักลอบเข้าเมืองผิดกฎหมาย บริเวณชายแดนแม่ระมาด

เมื่อเวลา 05.00 น. วันที่ 26 ตุลาคม 2568 พันเอกองอาจ สัมพันธ์ ผู้บังคับการหน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 35 โดยกองร้อยทหารพรานที่ 3501 ได้ออกลาดตระเวนตามแนวชายแดนไทย-เมียนมา

ภายหลังได้รับแจ้งจากสายข่าวว่า จะมีการลักลอบเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย เพื่อมาขายแรงงาน ในฝั่งไทย บริเวณบ้านน้ำดิบบอนหวาน ต.แม่ระมาด อ.แม่ระมาด จ.ตาก

ทางเจ้าหน้าที่หน่วยทหารพราน 3501 จึงได้นำกำลังพล 1 ชุดปฏิบัติการ ร่วมกับกองร้อยตำรวจตระเวนชายแดนที่ 345 (แม่ระมาด), ตำรวจ สภ.แม่ระมาด, ฝ่ายปกครอง บูรณาการเข้าทำการตรวจสอบพื้นที่ดังกล่าว

จากการปฏิบัติตรวจพบกลุ่มบุคคลลักลอบเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย เพื่อเข้ามาขายแรงงาน สัญชาติเมียนมา จำนวน 64 ราย เป็นชาย 43 ราย และเป็นหญิง 21 ราย พร้อมผู้นำพา จำนวน 3 ราย เป็นผู้ชายทั้งหมด พร้อมรถยนต์ของกลางที่ใช้นำพา ยี่ห้อฮอนด้า รุ่นวีออส สีบรอนซ์เงิน หมายเลขทะเบียน 7921 กรุงเทพมหานคร จำนวน 1 คัน รถจักรยานยนต์ ยี่ห้อฮอนด้า รุ่นเวฟ-ไอ หมายเลขทะเบียน 1 กง 1928 ตาก จำนวน 1 คัน โดยมีผู้นำพาที่เป็นคนไทย คือนายภาณุพงษ์ อายุ 22 ปี ที่อยู่ในหมู่ 2 ต.แม่ระมาด จ.ตาก นายบะเก อายุ 48 ปี ที่อยู่ในหมู่ 2 ต.แม่ระมาด อ.แม่ระมาด จ.ตาก และ นายแอ้เค อายุ 42 ปี ไม่มีบัตรและที่อยู่

ทางเจ้าหน้าที่ทหารพราน-ตำรวจ-ตชด. และฝ่ายปกครอง ชุดที่ร่วมทำการจับกุม จึงได้นำตัวกลุ่มบุคคลต่างด้าวที่ลักลอบเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย สัญชาติเมียนมา จำนวน 64 ราย และผู้นำพา 3 ราย พร้อมของกลาง รถยนต์ จำนวน 1 คัน และรถจักรยานยนต์ จำนวน 1 คัน ส่งพันตำรวจโทณว์พรรณ์ เทียมฉันท์ สารวัตรสอบสวน สภ.แม่ระมาด เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป.

ทหารพราน สกัดจับแรงงานต่างด้าว 64 ราย ลักลอบเข้าเมือง ชายแดนแม่ระมาด

การจับกุมแรงงานต่างด้าวที่ลักลอบเข้าเมืองในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความพยายามอย่างต่อเนื่องของเจ้าหน้าที่ในการรักษาความมั่นคงตามแนวชายแดน และป้องกันการกระทำผิดกฎหมายที่อาจส่งผลกระทบต่อความสงบเรียบร้อยภายในประเทศ การลักลอบเข้าเมืองถือเป็นปัญหาสำคัญที่ต้องได้รับการแก้ไขอย่างจริงจัง เพื่อป้องกันปัญหาอาชญากรรม การค้ามนุษย์ และการแพร่ระบาดของโรคติดต่อ

ผลกระทบของการลักลอบเข้าเมืองต่อเศรษฐกิจและสังคม

การลักลอบเข้าเมืองไม่เพียงแต่ผิดกฎหมายเท่านั้น แต่ยังมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจและสังคมในหลายด้าน แรงงานต่างด้าวที่ ลักลอบเข้าเมือง มักจะได้รับค่าจ้างที่ต่ำกว่ามาตรฐาน ทำให้แรงงานไทยเสียเปรียบในการแข่งขัน นอกจากนี้ ยังอาจก่อให้เกิดปัญหาอาชญากรรม การแพร่ระบาดของโรคติดต่อ และปัญหาทางสังคมอื่นๆ ตามมา

มาตรการป้องกันและแก้ไขปัญหาการลักลอบเข้าเมือง

เพื่อแก้ไขปัญหาการลักลอบเข้าเมืองอย่างยั่งยืน จำเป็นต้องมีมาตรการที่ครอบคลุมทั้งด้านการป้องกัน การปราบปราม และการฟื้นฟู เจ้าหน้าที่ต้องเพิ่มความเข้มงวดในการลาดตระเวนตามแนวชายแดน และบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง นอกจากนี้ ยังต้องมีการสร้างความร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้านในการแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสาร และแก้ไขปัญหาร่วมกัน

  • การลาดตระเวนชายแดน: เพิ่มความถี่และความเข้มข้นในการลาดตระเวน
  • การบังคับใช้กฎหมาย: ดำเนินคดีกับผู้กระทำผิดอย่างจริงจัง
  • ความร่วมมือระหว่างประเทศ: แลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารและแก้ไขปัญหาร่วมกัน
  • การสร้างความเข้าใจ: ให้ความรู้แก่ประชาชนเกี่ยวกับผลกระทบของการลักลอบเข้าเมือง

นอกจากมาตรการที่กล่าวมาข้างต้น การแก้ไขปัญหาที่ต้นเหตุ เช่น การพัฒนาเศรษฐกิจและสร้างงานในประเทศเพื่อนบ้าน ก็เป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยลดแรงจูงใจในการลักลอบเข้าเมืองได้ในระยะยาว

การแก้ไขปัญหาการลักลอบเข้าเมืองเป็นเรื่องที่ท้าทายและต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชน เพื่อสร้างสังคมที่มั่นคงและปลอดภัยสำหรับทุกคน

ที่มา – ทหารพราน สกัดจับแรงงานต่างด้าว 64 ราย ลักลอบเข้าเมือง ชายแดนแม่ระมาด

2 ตำรวจขับกระบะตราโล่ไล่ตามรถ พุ่งชนท้ายรถบรรทุกเจ็บ

เกิดเหตุระทึก! 2 ตำรวจขับกระบะตราโล่ไล่ตามรถต้องสงสัย แต่พลาดพุ่งชนท้ายรถบรรทุกน้ำอย่างจัง บริเวณจุดกลับรถ ทำให้ได้รับบาดเจ็บทั้งคู่ เหตุเกิดเลยด่านห้วยยะอุ อ.แม่สอด จ.ตาก

เมื่อวันที่ 10 ตุลาคม 2568 เวลาประมาณ 14.40 น. เจ้าหน้าที่ประจำจุดตรวจด่านห้วยยะอุได้รับแจ้งเหตุ พบรถยนต์กระบะ 4 ประตู ตราโล่ตำรวจ ชนท้ายรถบรรทุกน้ำ 6 ล้อ บริเวณจุดกลับรถฝั่งขาเข้าอำเภอแม่สอด เลยด่านห้วยยะอุไปราว 1 กิโลเมตร บริเวณนั้นมีการทำถนนใหม่และใช้รถบรรทุกน้ำราดเพื่อลดฝุ่นละออง

เจ้าหน้าที่ตำรวจและกู้ภัย อบต.ด่านแม่ละเมา รุดไปยังที่เกิดเหตุ พบรถบรรทุกน้ำ 6 ล้อจอดขวางเลนซ้ายสุด กำลังกลับรถ และพบรถกระบะ 4 ประตู ตราโล่ตำรวจ หมายเลข 09988 ชนอัดท้ายรถบรรทุกน้ำ สภาพด้านหน้ารถพังยับเยิน พบตำรวจในเครื่องแบบติดอยู่ในซากรถ กู้ภัยจึงตัดเข็มขัดนิรภัยเพื่อช่วยเหลือ

จากการสอบถามผู้เห็นเหตุการณ์ทราบว่า คนขับชื่อ สิบตำรวจตรี อภิวัฒน์ ขาหักผิดรูปบริเวณโคนขาข้างซ้าย และจ่าสิบเอกศิวากร มีอาการปวด เดินไม่ไหว คาดว่าสะโพกหลุดเนื่องจากแรงกระแทกจากคอนโซลหน้ารถ

เบื้องต้นทราบว่า เจ้าหน้าที่2 ตำรวจขับกระบะตราโล่ไล่ตามรถต้องสงสัยที่ขับฝ่าด่านตรวจบ้านห้วยยะอุ เมื่อมาถึงจุดเกิดเหตุ ซึ่งเป็นจุดกลับรถที่ชาวบ้านระบุว่าไม่ได้มาตรฐาน รถตำรวจจึงชนท้ายรถบรรทุกน้ำที่กำลังกลับรถอย่างจัง

พันตำรวจโทหญิงชโลธร เล็กสุด สารวัตรสอบสวน สภ.พะวอ ได้ตรวจสอบที่เกิดเหตุ และให้กู้ภัยนำตำรวจที่บาดเจ็บส่งโรงพยาบาลแม่สอด พร้อมควบคุมตัวคนขับรถบรรทุกน้ำเพื่อดำเนินคดี

2 ตำรวจขับกระบะตราโล่ไล่ตามรถชนท้ายบรรทุกเจ็บ

สาเหตุที่ทำให้2 ตำรวจขับกระบะตราโล่ไล่ตามรถเกิดอุบัติเหตุ?

อุบัติเหตุครั้งนี้เป็นเรื่องน่าเศร้า และแสดงให้เห็นถึงความเสี่ยงในการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจ รวมถึงความสำคัญของความปลอดภัยบนท้องถนน จุดกลับรถที่ไม่ได้มาตรฐานอาจเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ก่อให้เกิดอุบัติเหตุ เราควรให้ความสำคัญกับการปรับปรุงและตรวจสอบจุดกลับรถต่างๆ ให้มีความปลอดภัยยิ่งขึ้น เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้อีก

การขับรถไล่ตามผู้ต้องสงสัยเป็นสิ่งที่ต้องใช้ความระมัดระวังเป็นอย่างมาก การประเมินสถานการณ์และการตัดสินใจที่ถูกต้องเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อลดความเสี่ยงต่อตนเองและผู้อื่นบนท้องถนน

จากเหตุการณ์นี้ ทำให้เราต้องกลับมาทบทวนถึงความสำคัญของการบังคับใช้กฎหมายจราจรอย่างเคร่งครัด รวมถึงการให้ความรู้และสร้างความเข้าใจแก่ประชาชนเกี่ยวกับกฎหมายและข้อบังคับต่างๆ เพื่อให้ทุกคนสามารถใช้รถใช้ถนนได้อย่างปลอดภัย

ขอเป็นกำลังใจให้เจ้าหน้าที่ตำรวจทั้งสองท่านหายจากอาการบาดเจ็บโดยเร็ว และขอให้เหตุการณ์นี้เป็นอุทาหรณ์ให้ทุกคนตระหนักถึงความปลอดภัยบนท้องถนน

2 ตำรวจขับกระบะตราโล่ไล่ตามรถต้องสงสัย ประสบอุบัติเหตุชนท้ายรถบรรทุกน้ำเป็นอุทาหรณ์สอนใจให้เราต้องระมัดระวังในการขับขี่ยานพาหนะ

2 ตำรวจขับกระบะตราโล่ไล่ตามรถ ประสบอุบัติเหตุครั้งนี้ แสดงให้เห็นว่าการขับขี่บนท้องถนนมีความเสี่ยงเสมอ

ที่มา – 2 ตำรวจขับกระบะตราโล่ไล่ตามรถแหกด่าน พุ่งชนท้ายรถบรรทุกบาดเจ็บทั้งคู่

Scroll to top