จังหวัดลําปาง

น้ำตกวังแก้วไหลแรงและขุ่น เตือนชาวบ้านท้ายน้ำเฝ้าระวังมวลน้ำป่าจากดอยหลวง

น้ำตกวังแก้วไหลแรงและขุ่น เตือนชาวบ้านท้ายน้ำเฝ้าระวังมวลน้ำป่าจากดอยหลวง

ในช่วงฤดูฝนแบบนี้ สถานการณ์น้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลากถือเป็นสิ่งที่พวกเราต้องเฝ้าระวังกันเป็นพิเศษ โดยเฉพาะล่าสุดเกิดเหตุการณ์ น้ำตกวังแก้วไหลแรงและขุ่น เตือนชาวบ้านท้ายน้ำเฝ้าระวังมวลน้ำป่าจากดอยหลวง หลังจากที่มีฝนตกลงมาอย่างต่อเนื่องในพื้นที่จังหวัดลำปาง ส่งผลให้มวลน้ำจากดอยหลวงไหลลงมาสมทบและเพิ่มระดับอย่างรวดเร็ว

เจ้าหน้าที่ประจำหน่วยน้ำตกวังแก้ว อุทยานแห่งชาติดอยหลวง ได้ออกมาแจ้งเตือนด่วนถึงชาวบ้านและส่วนราชการในพื้นที่ ต.วังแก้ว อ.วังเหนือ จ.ลำปาง ให้เตรียมรับมือกับสถานการณ์น้ำป่าที่อาจเอ่อล้นเข้าท่วมบ้านเรือน โดยกระแสน้ำมีลักษณะเป็นสีแดงขุ่นและมีความเชี่ยวมาก ซึ่งถือเป็นสัญญาณเตือนภัยที่สำคัญสำหรับผู้ที่อาศัยอยู่ริมแม่น้ำวังและลำห้วยสาขา

มาตรการรับมือเมื่อ น้ำตกวังแก้วไหลแรงและขุ่น เตือนชาวบ้านท้ายน้ำเฝ้าระวังมวลน้ำป่าจากดอยหลวง

ทางด้านนายทศพล จักรบุญมา นายอำเภอวังเหนือ ได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะในพื้นที่ ต.วังแก้ว, ต.ทุ่งฮั้ว และ ต.วังเหนือ ซึ่งเป็นจุดเสี่ยงที่มวลน้ำจากน้ำตกที่มีความสูงถึง 111 ชั้นจะไหลผ่าน หากใครอาศัยอยู่ในพื้นที่ดังกล่าว ควรปฏิบัติตามคำแนะนำดังนี้:

  • ขนย้ายสิ่งของ: รีบยกสิ่งของมีค่าและเครื่องใช้ไฟฟ้าขึ้นไว้ในที่สูงเพื่อป้องกันความเสียหาย
  • เตรียมความพร้อม: เตรียมไฟฉาย ยารักษาโรค และเอกสารสำคัญใส่ถุงกันน้ำให้พร้อมเผชิญเหตุ
  • ติดตามข่าวสาร: คอยฟังประกาศจากทางราชการหรือหอกระจายข่าวในหมู่บ้านอย่างใกล้ชิด
  • เลี่ยงพื้นที่เสี่ยง: งดการทำกิจกรรมท่องเที่ยวบริเวณน้ำตกหรือริมลำห้วยในช่วงที่ฝนตกหนัก

สถานการณ์น้ำป่าครั้งนี้ถือเป็นเรื่องที่ไม่ควรประมาท เพราะความแรงของกระแสน้ำสามารถเพิ่มระดับขึ้นได้ในระยะเวลาอันสั้น สำหรับใครที่มีแผนจะเดินทางไปท่องเที่ยวในพื้นที่ดอยหลวงในช่วงนี้ ขอแนะนำให้เปลี่ยนแผนไปก่อนเพื่อความปลอดภัยของตัวท่านเองและครอบครัว การมีสติและเฝ้าระวังอยู่เสมอคือวิธีที่ดีที่สุดในการลดความสูญเสียจากภัยธรรมชาติครับ

ที่มา – น้ำตกวังแก้วไหลแรงและขุ่น เตือนชาวบ้านท้ายน้ำเฝ้าระวังมวลน้ำป่าจากดอยหลวง

“อนุทิน” ส่งเครื่องบินส่วนตัวรับหัวใจที่ลำปางส่งถึงผู้ป่วย

“อนุทิน” ส่งเครื่องบินส่วนตัวรับหัวใจที่ลำปางส่งถึงผู้ป่วย เป็นข่าวที่สร้างความประทับใจให้กับคนไทยจำนวนมากในเช้าวันที่ 21 เมษายน 2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย แม้จะติดประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ประจำสัปดาห์ แต่ก็ยังอนุญาตให้ทีมแพทย์สภากาชาดไทยใช้เครื่องบินส่วนตัว Socata TBM-930 ทะเบียน HS-SST ซึ่งเป็นเครื่องบินประจำสำหรับภารกิจ “หัวใจติดปีก” เพื่อรับหัวใจจากจังหวัดลำปาง ส่งตรงถึงโรงพยาบาลที่ผู้ป่วยรอการผ่าตัดด่วน

“อนุทิน” ส่งเครื่องบินส่วนตัวรับหัวใจที่ลำปางส่งถึงผู้ป่วย

ภารกิจนี้เกิดขึ้นทันทีที่หัวใจจากผู้บริจาคที่จังหวัดลำปางพร้อมส่งต่อชีวิต ทีมแพทย์ไม่รอช้า รีบประสานงานกับนายอนุทินเพื่อใช้งานเครื่องบินลำนี้ ซึ่งมีความเร็วสูงและเหมาะสำหรับการขนส่งอวัยวะที่ต้องรีบด่วน โดยเครื่องบินลำดังกล่าวสามารถบินได้ไกลและรวดเร็ว ช่วยลดเวลาการขนส่งจากลำปางมาสู่กรุงเทพฯ หรือโรงพยาบาลปลายทาง ทำให้โอกาสรอดชีวิตของผู้ป่วยเพิ่มขึ้นอย่างมาก

รายละเอียดภารกิจ “หัวใจติดปีก”

โครงการ “หัวใจติดปีก” เป็นความร่วมมือระหว่างสภากาชาดไทยและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยมีเครื่องบินส่วนตัวของนายอนุทินเป็นเครื่องมือหลักในการขนส่งอวัยวะ เช่น หัวใจ ตับ ไต ที่ต้องรักษาความเย็นและส่งภายในเวลาจำกัด ครั้งนี้ หัวใจจากลำปางถูกบรรจุในกล่องพิเศษที่ควบคุมอุณหภูมิอย่างแม่นยำ ก่อนขึ้นเครื่องบินเพื่อมุ่งหน้าสู่ผู้รับที่กำลังรอคอย

  • เครื่องบิน Socata TBM-930: ความเร็วสูงสุด 600 กม./ชม. เหมาะสำหรับภารกิจด่วน
  • ทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ: คอยดูแลอวัยวะตลอดการเดินทาง
  • การประสานงานรวดเร็ว: จากลำปางถึงโรงพยาบาลภายในไม่กี่ชั่วโมง
  • ขณะนายอนุทินติดประชุมครม.: แสดงถึงความรับผิดชอบที่ไม่ทิ้งประชาชน

ความสำคัญของการบริจาคอวัยวะในประเทศไทย

ทุกวันนี้ ผู้ป่วยโรคหัวใจวายรุนแรงหรือโรคไตต้องรอคอยอวัยวะบริจาคนับพันราย แต่จำนวนผู้บริจาคยังน้อยเกินไป การกระทำของนายอนุทินครั้งนี้ไม่เพียงช่วยชีวิตผู้ป่วยคนหนึ่ง แต่ยังเป็นตัวอย่างที่กระตุ้นให้คนไทยหันมาบริจาคอวัยวะมากขึ้น โครงการหัวใจติดปีกได้ช่วยชีวิตผู้ป่วยไปแล้วหลายรายตั้งแต่เริ่มดำเนินการ โดยเครื่องบินลำนี้บินภารกิจกว่า 100 เที่ยวต่อปี

นอกจากนี้ ยังสะท้อนภาพลักษณ์ของผู้นำที่ใกล้ชิดประชาชน แม้จะยุ่งกับการประชุมระดับสูงอย่างครม. แต่ก็ยังให้ความสำคัญกับชีวิตมนุษย์ การส่งเครื่องบินส่วนตัวรับหัวใจที่ลำปางส่งถึงผู้ป่วย จึงเป็นมากกว่าแค่ข่าว แต่เป็นแรงบันดาลใจในการช่วยเหลือสังคม

ในมุมมองของผู้เขียน การกระทำเช่นนี้แสดงให้เห็นว่ารัฐมนตรีสามารถสร้างผลกระทบเชิงบวกได้อย่างไร หากให้ความสำคัญกับสุขภาพประชาชน คุณล่ะ พร้อมที่จะเป็นผู้บริจาคอวัยวะหรือไม่? ลองสมัครบัตรบริจาคอวัยวะได้ที่โรงพยาบาลใกล้บ้าน หรือเว็บไซต์สภากาชาดไทย เพื่อช่วยต่อชีวิตให้ผู้อื่น

ที่มา – “อนุทิน” ส่งเครื่องบินส่วนตัวรับหัวใจที่ลำปางส่งถึงผู้ป่วย

“ธรรมนัส” มอบ สส.เพ็ญภัค รุดเยี่ยมให้กำลังใจผู้บาดเจ็บ เด็กหญิง 2 ขวบ

“ธรรมนัส” มอบ สส.เพ็ญภัค รุดเยี่ยมให้กำลังใจผู้บาดเจ็บ เด็กหญิง 2 ขวบ จากเหตุรถพ่วงพุ่งชนรถยนต์หลายคันบนถนนสายตาก–ลำปาง อำเภอเถิน จังหวัดลำปาง สร้างความสะเทือนใจให้กับสังคมเป็นอย่างมาก

“ธรรมนัส” มอบ สส.เพ็ญภัค รุดเยี่ยมให้กำลังใจผู้บาดเจ็บ เด็กหญิง 2 ขวบ

วันที่ 12 เมษายน 2567 ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ประธานที่ปรึกษาพรรคกล้าธรรม ในฐานะประธานมูลนิธิธรรมนัสพรหมเผ่าเพื่อการกุศล ได้แสดงความห่วงใยอย่างยิ่งต่อผู้ประสบอุบัติเหตุรถชนรุนแรง โดยมอบหมายให้ ดร.ปุ้ย เพ็ญภัค รัตนคำฟู ส.ส.เขต 4 พรรคกล้าธรรม จังหวัดลำปาง รุดเยี่ยมอาการผู้บาดเจ็บและให้กำลังใจญาติผู้สูญเสีย โดยเฉพาะเด็กหญิงวัยเพียง 2 ขวบที่ต้องเผชิญชะตากรรมสุดเศร้า พ่อและแม่เสียชีวิตจากเหตุการณ์ดังกล่าว

เหตุการณ์อุบัติเหตุครั้งนี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 11 เมษายน 2567 บนถนนสายตาก–ลำปาง ในพื้นที่อำเภอเถิน จังหวัดลำปาง รถพ่วงบรรทุกสินค้าพุ่งชนรถยนต์หลายคันอย่างแรง ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 2 ราย คือพ่อและแม่ของเด็กหญิงวัย 2 ขวบ และมีผู้บาดเจ็บอีกหลายรายที่กำลังรักษาตัวในโรงพยาบาล

รายละเอียดการเยี่ยมผู้บาดเจ็บจาก สส.เพ็ญภัค

ดร.เพ็ญภัค ได้เดินทางไปยังโรงพยาบาลเถินทันที เพื่อเยี่ยมผู้บาดเจ็บทั้ง 3 รายที่กำลังรักษาตัวอยู่ รวมถึงเด็กหญิงวัย 2 ขวบ เธอเล่าว่า “ท่านธรรมนัส มีความห่วงใยผู้บาดเจ็บรวมถึงน้อง 2 ขวบกว่า ที่พ่อแม่เสียชีวิตเป็นอย่างมาก จึงได้มอบหมายให้ดิฉัน มาเยี่ยมผู้ป่วยจากอุบัติเหตุรถชนดังกล่าวที่ รพ.เถิน ค่ะ ตอนนี้ที่รักษาตัวอยู่ที่ รพ. มี 3 คน รวมน้อง 2 ขวบกว่า ที่พ่อแม่เสียชีวิตด้วย ตอนมาเยี่ยมน้องเพิ่งหลับไปค่ะ เพราะเมื่อคืนน้องไม่หลับ ร้องไห้ตลอด แต่ได้พบคุณป้าที่เป็นพี่สาวแม่น้อง มาเฝ้าปลอบใจน้อง และมีทีมแพทย์พยาบาล คอยดูแลอย่างใกล้ชิด”

นอกจากนี้ ร.อ.ธรรมนัส ยังได้กำชับให้ สส.เพ็ญภัค ช่วยติดตามคดีเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมต่อผู้บาดเจ็บและผู้เสียชีวิต โดยเธอจะประสานงานกับสถานีตำรวจเถินทันที เพื่อเร่งรัดการสอบสวนและดำเนินคดีตามกฎหมาย

อุบัติเหตุรถพ่วงบนถนนสายตาก-ลำปาง: สาเหตุและบทเรียน

อุบัติเหตุรถพ่วงชนรถยนต์หลายคันครั้งนี้ สร้างความสูญเสียครั้งใหญ่ โดยรถพ่วงเสียการควบคุมก่อนพุ่งชนรถเก๋งและรถกระบะที่สัญจรไปมา ถนนสายนี้เป็นเส้นทางสำคัญที่เชื่อมต่อภาคเหนือ มีปริมาณรถหนาแน่น โดยเฉพาะรถบรรทุกขนาดใหญ่ ผู้ขับขี่ควรระมัดระวังมากขึ้น เช่น ตรวจสอบยานพาหนะให้พร้อม หลีกเลี่ยงการขับรถเร็วเกินกำหนด และพักผ่อนให้เพียงพอ

  • สาเหตุหลัก: รถพ่วงเบรกแตกหรือเสียการควบคุม
  • ผลกระทบ: ผู้เสียชีวิต 2 ราย ผู้บาดเจ็บ 3 ราย
  • มาตรการป้องกัน: เพิ่มป้ายเตือน จุดตรวจสอบรถบรรทุก

เหตุการณ์นี้ยังสะท้อนปัญหาความปลอดภัยทางถนนในประเทศไทยที่ยังต้องปรับปรุง โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรเร่งติดตั้งระบบกล้องวงจรปิดและเพิ่มด่านตรวจรถบรรทุก เพื่อลดอุบัติเหตุซ้ำรอย

“ธรรมนัส” มอบ สส.เพ็ญภัค รุดเยี่ยมให้กำลังใจผู้บาดเจ็บ เด็กหญิง 2 ขวบ แสดงให้เห็นถึงความรับผิดชอบของนักการเมืองที่ห่วงใยประชาชน การช่วยเหลือครั้งนี้ไม่เพียงให้กำลังใจ แต่ยังช่วยผลักดันให้เกิดความยุติธรรมทางกฎหมาย

ในฐานะนักข่าวและนักเขียน เรามองว่าการเยี่ยมเยียนเช่นนี้เป็นตัวอย่างที่ดี ช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชน หากคุณมีประสบการณ์อุบัติเหตุทางถนนหรือเห็นด้วยกับมาตรการป้องกัน โปรดแสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และแชร์บทความนี้เพื่อสร้างความตระหนักรู้ด้านความปลอดภัยจราจร

ที่มา – “ธรรมนัส” มอบ สส.เพ็ญภัค รุดเยี่ยมให้กำลังใจผู้บาดเจ็บ เด็กหญิง 2 ขวบ

น้ำมันขาด แต่ส้วมเต็ม ชาวแจ้ห่มนับพันเดือดร้อน

ปัญหาน้ำมันขาด แต่ส้วมเต็ม ชาวแจ้ห่มนับพันหลังเดือดร้อนหนักกำลังกลายเป็นวิกฤตใหญ่ในอำเภอแจ้ห่ม จังหวัดลำปาง ชาวบ้านนับพันหลังคาเรือนต้องเผชิญกับส้วมที่เต็มจนใช้งานไม่ได้ ส่งกลิ่นเหม็นรุนแรง และต้องหาทางแก้ไขด้วยตัวเองแบบชั่วคราว สถานการณ์นี้เกิดจากรถสูบส้วมไม่สามารถให้บริการได้ เนื่องจากขาดแคลนน้ำมันและไม่มีบ่อทิ้งสิ่งปฏิกูลที่เหมาะสม

น้ำมันขาด แต่ส้วมเต็ม ชาวแจ้ห่มนับพันหลังเดือดร้อนหนัก

จากรายงานล่าสุด ชาวบ้านในหลายหมู่บ้านของอำเภอแจ้ห่ม โดยเฉพาะบ้านม่วง หมู่ 6 ตำบลแจ้ห่ม และพื้นที่ใกล้เคียง กำลังได้รับความเดือดร้อนอย่างหนัก ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านศรีวร อวดกล้า เล่าว่า ส้วมในหมู่บ้านเต็มมากกว่า 10 หลัง รวมทั้งบ้านของตัวเองเอง ชาวบ้านต้องรอรถสูบส้วมมานานหลายวัน แต่ปัญหาคือไม่มีที่ทิ้งเพราะบ่อเดิมถูกปิดไป คาดว่าทั้งอำเภอมีบ้านเดือดร้อนเกือบ 1,000 หลัง ทางอำเภอแจ้ห่มจึงให้ผู้นำชุมชนจดรายชื่อเพื่อประสานงาน แต่จนถึงตอนนี้ยังไม่คืบหน้า

ผลกระทบต่อชาวบ้านแจ้ห่ม: จากส้วมเต็มสู่การขุดหลุมฝังเอง

นางบาน ธรรมสาย อายุ 70 ปี ชาวบ้านหมู่ 8 ตำบลแจ้ห่ม บอกเล่าถึงความลำบากว่า ต้องจ้างรถแมคโฮมาขุดบ่อใหม่ข้างบ้าน หมดเงินไปหลายหมื่นบาท ส้วมราดน้ำลงไม่ได้ ส่งกลิ่นเหม็นโชยไปทั่ว การถ่ายอุจจาระแต่ละครั้งต้องลุ้นว่าจะลงหรือไม่ ปัญหานี้ยังลุกลามไปยังเขตเทศบาลตำบลแจ้ห่ม ที่มีชาวบ้านกว่า 100 หลังรอคิวสูบส้วมเช่นกัน

  • ส้วมเต็ม น้ำทิ้งไม่ได้ ส่งกลิ่นเหม็นรบกวนเพื่อนบ้าน
  • ชาวบ้านต้องขุดหลุมฝังอุจจาระเอง เสี่ยงสุขภาพและสิ่งแวดล้อม
  • ค่าใช้จ่ายสูงในการแก้ปัญหาชั่วคราว เช่น จ้างรถขุด
  • เด็กและผู้สูงอายุได้รับผลกระทบหนักที่สุด

สถานการณ์ยิ่งรุนแรงเมื่อรถสูบส้วมในพื้นที่หยุดบริการมาร่วม 20 วันแล้ว ทำให้ชาวบ้านต้องปรับตัวอย่างหนัก

ผู้ประกอบการรถสูบส้วมชี้แจงสาเหตุหลัก

นายสุวดลย์ มอญขาม ผู้ประกอบการรถสูบส้วม วัย 45 ปี อธิบายว่า เดิมทีมีบ่อทิ้งที่บ้านฮ่องลี่ ตำบลแจ้ห่ม แต่ชาวบ้านร้องเรียนกลิ่นเหม็นและปัญหาอื่นๆ จนเทศบาลตำบลบ้านสั่งปิดบ่อในเดือนพฤศจิกายน 2568 ทีมงานเคยแก้ปัญหาโดยขนไปทิ้งบ่อที่อำเภอเมืองปาน ค่าใช้จ่ายน้ำมันและทางไกลแพงมาก แต่สุดท้ายบ่อนั้นก็เต็ม นอกจากนี้ ยังมีรถสูบส้วมต่างถิ่นแอบทิ้งที่บ่อเดิมที่ปิดไปแล้ว ทำให้เกิดข้อพิพาทจนแจ้งความที่ สภ.แจ้ห่ม กลัวถูกดำเนินคดี

อย่างไรก็ตาม บางพื้นที่อย่างบ้านสบฟ้า (40 หลัง) บ้านวังสักล่ม วังสักแพะ (61 หลัง) ชาวบ้านช่วยหาที่ทิ้งให้ ทำให้บริการได้

นายณรงค์ ปากกล้า ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านฮ่องลี่ เสริมว่า บ่อเดิมเป็นของเอกชน ทิ้งสิ่งปฏิกูลทั้งอำเภอมานาน ชาวบ้านประชาคมแล้วเชิญเทศบาลมาฟัง ปิดบ่อไปแล้ว แต่ตอนนี้ปัญหากลับมาอีก ผู้นำชุมชนถูกกดดันให้เปิดใหม่ แต่รถต่างถิ่นบุกรุกทิ้ง ทำให้เกือบถูกดำเนินคดี กลายเป็นจำเลยสังคม

ปัญหานี้สะท้อนถึงการจัดการขยะมูลฝักและสิ่งปฏิกูลที่ยังไม่เพียงพอในพื้นที่ชนบท ต้องมีบ่อทิ้งใหม่ที่ได้มาตรฐานและยอมรับจากชุมชน

ในมุมมองของเรา สถานการณ์น้ำมันขาด แต่ส้วมเต็ม ชาวแจ้ห่มนับพันหลังเดือดร้อนหนักนี้จำเป็นต้องได้รับการแก้ไขด่วนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น จังหวัดลำปางและเทศบาล ควรเร่งหาที่ทิ้งใหม่หรือระบบบำบัดกลาง เพื่อป้องกันปัญหาลุกลาม คุณล่ะคิดว่าทางออกที่ดีที่สุดคืออะไร? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และแชร์บทความนี้เพื่อให้เสียงชาวบ้านดังขึ้น!

ที่มา – น้ำมันขาด แต่ส้วมเต็ม ชาวแจ้ห่มนับพันหลังเดือดร้อนหนัก ผู้ประกอบการชี้แจง

เนื้อหอมเป็นเหตุ สาวตบสนั่นแย่งหนุ่มลาว ตร.ตรวจค้นเจอปืน

เรื่องราวสุดดราม่า เนื้อหอมเป็นเหตุ สาวตบสนั่นแย่งหนุ่มลาว ตร.ตรวจค้นเจอปืน-ไม่มีใบอนุญาตทำงาน เกิดขึ้นกลางซอยในจังหวัดลำปาง ทำให้ชาวบ้านแตกตื่นและแจ้งตำรวจเข้าตรวจสอบ เหตุการณ์นี้ไม่เพียงเผยให้เห็นความหึงหวงสุดขีด แต่ยังพบอาวุธปืนซ่อนไว้ในรถจักรยานยนต์ด้วย

เนื้อหอมเป็นเหตุ สาวตบสนั่นแย่งหนุ่มลาว ตร.ตรวจค้นเจอปืน-ไม่มีใบอนุญาตทำงาน

เมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2569 เวลาประมาณ 12.45 น. ตำรวจสายตรวจ สภ.เมืองลำปาง ได้รับแจ้งจากชาวบ้านว่ามีหญิงสาว 2 คนทะเลาะวิวาทตบตีกันอย่างรุนแรงที่ถนนซอยข้างวัดแสงเมืองมา เขตเทศบาลนครลำปาง อ.เมือง จ.ลำปาง เหตุการณ์เริ่มจากริมถนนแล้วลุกลามเข้าไปในบ้านเช่าหลังหนึ่ง โดยมีชายหนุ่มคนหนึ่งพยายามเข้าไปห้ามปราม

เมื่อตำรวจมาถึง พบว่านายเดอร์ อายุราว 20 ปี สัญชาติลาว และหญิงสาวทั้งสองวิ่งหลบเข้าไปในบ้านเช่า เจ้าหน้าที่เรียกตัวออกมาสอบสวน นายเดอร์แสดงท่าทางพิรุธ ยกมือไหว้ขอโทษตลอดเวลา อ้างว่าไม่มีอะไรร้ายแรง หญิงทั้งสองเป็นแฟนของเขาเอง โดยพาหนึ่งในนั้นมาอยู่ด้วย แล้วอีกคนที่ไปทำงานกลับมาเจอพอดี จึงเกิดการตีกันเพราะหึงหวง

ผลการตรวจค้นสุดช็อก

ไม่จบแค่นั้น ตำรวจขอตรวจค้นใต้เบาะรถจักรยานยนต์ของนายเดอร์ เจออาวุธปืน 2 กระบอก! กระบอกแรกเป็นปืนบีบีกัน อีกกระบอกเป็นปืนไทยประดิษฐ์ พร้อมลูกกระสุนจำนวนหนึ่ง นายเดอร์อ้างว่ามีไว้ยิงปลาเท่านั้น แต่เจ้าหน้าที่ไม่เชื่อ เพราะปืนไทยประดิษฐ์ดัดแปลงมีอุปกรณ์ยิงกระสุนจริง คาดไว้ข่มขู่ผู้อื่น

นอกจากนี้ ตรวจเอกสารพบเพียงพาสปอร์ตสัญชาติลาว แต่ไม่มีใบอนุญาตทำงานหรือเอกสารเข้าเมืองถูกต้อง สุดท้ายควบคุมตัวส่งพนักงานสอบสวน สภ.เมืองลำปาง ดำเนินคดีข้อหาครอบครองสิ่งเทียมอาวุธปืนโดยไม่ได้รับอนุญาต ตาม พ.ร.บ.อาวุธปืน พ.ศ. 2490 และตรวจสอบสถานะพำนักเพิ่มเติม หากผิดพลาดจะดำเนินคดีต่อ

  • อาวุธที่พบ: ปืนบีบีกัน 1 กระบอก, ปืนไทยประดิษฐ์ 1 กระบอก, ลูกกระสุนจำนวนหนึ่ง
  • ข้อกล่าวหา: ครอบครองสิ่งเทียมอาวุธปืนโดยไม่ได้รับอนุญาต, ดัดแปลงอาวุธปืน, ขาดใบอนุญาตทำงาน
  • บทบาทของนายเดอร์: ชายหนุ่มลาวที่เนื้อหอมจนสาวแย่งตีกัน

เหตุการณ์ เนื้อหอมเป็นเหตุ สาวตบสนั่นแย่งหนุ่มลาว ตร.ตรวจค้นเจอปืน-ไม่มีใบอนุญาตทำงาน สะท้อนปัญหาความรุนแรงจากความรักหึงหวงที่พบบ่อยในสังคมไทย โดยเฉพาะในพื้นที่ชายแดนที่มีแรงงานต่างด้าวจำนวนมาก ปืนไทยประดิษฐ์เป็นอาวุธผิดกฎหมายที่อันตรายมาก เพราะผลิตจากชิ้นส่วนเหลือใช้ อาจระเบิดหรือฆ่าคนได้ง่าย

ตามสถิติจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ พบว่าคดีครอบครองอาวุธปืนเถื่อนเพิ่มขึ้นทุกปี โดยเฉพาะในภาคเหนือ การไม่มีใบอนุญาตทำงานสำหรับชาวลาวหรือแรงงานต่างด้าว ผิด พ.ร.บ.การทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ. 2551 อาจโดนปรับหรือจำคุก ชาวต่างด้าวควรต่อเอกสารให้ถูกต้องเพื่อป้องกันปัญหา

นอกจากนี้ ความหึงหวงนำไปสู่ความรุนแรงได้ หากเจอสถานการณ์คล้ายๆ นี้ ควรแจ้งตำรวจทันที อย่าปล่อยให้ลุกลาม เหตุการณ์นี้เตือนใจให้ทุกคนควบคุมอารมณ์และเคารพกฎหมาย

คุณคิดเห็นอย่างไรกับเรื่องนี้? แชร์ประสบการณ์หรือความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมกดไลค์ แชร์ เพื่อติดตามข่าวดราม่าสังคมอื่นๆ ที่น่าสนใจ!

ที่มา – เนื้อหอมเป็นเหตุ สาวตบสนั่นแย่งหนุ่มลาว ตร.ตรวจค้นเจอปืน-ไม่มีใบอนุญาตทำงาน

เจ้าอาวาสถึงกับเป็นลม ชักเกร็ง หลังเห็นกุฏิไม้โบราณ ถูกไฟไหม้เหลือแต่ซาก

วันนี้เรามาพูดถึงเหตุการณ์สุดสะเทือนใจที่เกิดขึ้นในจังหวัดลำปางกันครับ เจ้าอาวาสถึงกับเป็นลม ชักเกร็ง หลังเห็นกุฏิไม้โบราณ ถูกไฟไหม้เหลือแต่ซาก ซึ่งเป็นกุฏิไม้เก่าแก่ที่มีอายุมากกว่า 100 ปี ภายในวัดม่อนปู่ยักษ์ หรือวัดม่อนสันฐาน ตำบลพระบาท อำเภอเมือง จังหวัดลำปาง เหตุการณ์นี้สร้างความเสียใจอย่างมากให้กับชาวบ้านและพระสงฆ์ในพื้นที่

เจ้าอาวาสถึงกับเป็นลม ชักเกร็ง หลังเห็นกุฏิไม้โบราณ ถูกไฟไหม้เหลือแต่ซาก

เมื่อเวลา 09.30 น. วันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2569 นายพัชระ สิมะเสถียร รองผู้ว่าราชการจังหวัดลำปาง พร้อมด้วยนายธนารัฐ สายเทพ นายอำเภอเมืองลำปาง นายปุณณสิน มณีนันทน์ นายกเทศมนตรีนครลำปาง และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบความเสียหายจากเพลิงไหม้ครั้งนี้ ที่กุฏิไม้โบราณซึ่งเป็นสมบัติล้ำค่าของวัด ยังคงมีกลุ่มควันไฟปะทุขึ้นเป็นระยะๆ ทำให้เจ้าหน้าที่ต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด

ทีมกู้ภัยสมาคมกู้ภัยลำปาง กู้ภัยสว่างลำปาง และเจ้าหน้าที่ดับเพลิงเทศบาลนครลำปาง ยังคงฉีดน้ำเลี้ยงเพื่อป้องกันไฟปะทุซ้ำ พร้อมเตรียมรถแบ็กโฮเพื่อรื้อถอนซากปรักหักพังและสำรวจความเสียหายอย่างละเอียด นอกจากนี้ พระพุทธรูปองค์ใหญ่ภายในกุฏิก็กำลังอยู่ระหว่างการตรวจสอบ เพื่อดูว่ามีความเสียหายมากน้อยแค่ไหน

ความสูญเสียที่ไม่อาจประเมินค่าได้จากไฟไหม้กุฏิโบราณ

นายประสงค์ มานพ อดีตไวยาวัจกรวัด ได้เล่าว่า ชาวบ้านในพื้นที่ต่างรู้สึกสะเทือนใจ บางคนถึงกับร้องไห้ เพราะวัดม่อนปู่ยักษ์เป็นศูนย์รวมจิตใจของชุมชนมาอย่างยาวนาน หากมีการบูรณะใหม่ก็คงไม่สามารถกลับมาเหมือนเดิมได้ โดยเฉพาะเจ้าอาวาสที่ทุ่มเทดูแล บูรณะ และพัฒนาวัดมาตลอด เมื่อกลับมาเห็นสภาพเจ้าอาวาสถึงกับเป็นลม ชักเกร็ง หลังเห็นกุฏิไม้โบราณ ถูกไฟไหม้เหลือแต่ซาก สร้างความสะเทือนใจให้ทุกคนที่พบเห็น

เบื้องต้นคาดว่าความเสียหายจากเหตุเพลิงไหม้นี้อาจสูงกว่า 200 ล้านบาท หรืออาจประเมินค่าไม่ได้เลย เนื่องจากเป็นโบราณสถานและศิลปกรรมที่มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์ วัดม่อนปู่ยักษ์แห่งนี้มีประวัติศาสตร์ยาวนาน เป็นสถานที่ปฏิบัติธรรมและศูนย์รวมศรัทธาของชาวลำปาง กุฏิไม้โบราณนี้สร้างด้วยไม้สักคุณภาพสูง ผสมผสานศิลปะแบบล้านนาโบราณ ทำให้เป็นมรดกที่หายากมาก

เรามาดูรายละเอียดผู้มีส่วนร่วมในการรับมือเหตุการณ์นี้กันครับ:

  • รองผู้ว่าราชการจังหวัดลำปาง: ลงพื้นที่ตรวจสอบและประสานงานช่วยเหลือ
  • นายอำเภอเมืองลำปาง: ช่วยกำกับดูแลการดับไฟและรื้อซาก
  • นายกเทศมนตรีนครลำปาง: สนับสนุนกำลังเจ้าหน้าที่ดับเพลิง
  • ทีมกู้ภัยท้องถิ่น: ฉีดน้ำป้องกันไฟลุกไหม้ซ้ำ

นอกจากนี้ ยังมีพระพุทธรูปองค์ใหญ่ที่อาจได้รับความเสียหาย ซึ่งเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ชาวบ้านเคารพนับถือ ทำให้ทุกคนยิ่งกังวล สาเหตุของเพลิงไหม้ยังอยู่ระหว่างการสืบสวน แต่เบื้องต้นเชื่อว่าเกิดจากไฟฟ้าลัดวงจรหรือปัจจัยอื่นๆ ที่ยังไม่ชัดเจน

เหตุการณ์เจ้าอาวาสถึงกับเป็นลม ชักเกร็ง หลังเห็นกุฏิไม้โบราณ ถูกไฟไหม้เหลือแต่ซากนี้ เป็นเครื่องเตือนใจให้เราทุกคนตระหนักถึงความสำคัญของการอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรม โดยเฉพาะวัดวาอารามโบราณที่เป็นหัวใจของชุมชนไทย การบำรุงรักษาไฟฟ้าและระบบป้องกันไฟไหม้จึงเป็นเรื่องจำเป็นอย่างยิ่งในอนาคต

ในมุมมองของผม เหตุการณ์นี้สะท้อนให้เห็นว่ามรดกวัฒนธรรมของเราต้องการการดูแลอย่างต่อเนื่อง หากปล่อยไว้ละเลย อาจสูญเสียไปอย่างน่าเสียดาย คุณล่ะคิดอย่างไร? มาช่วยกันอนุรักษ์มรดกไทยด้วยการแบ่งปันเรื่องนี้ และสนับสนุนการบูรณะวัดม่อนปู่ยักษ์กันเถอะครับ ถ้ามีโอกาส ลองแวะไปทำบุญที่วัดนี้ดู สัมผัสความศรัทธาและประวัติศาสตร์ด้วยตัวเอง!

ที่มา – เจ้าอาวาสถึงกับเป็นลม ชักเกร็ง หลังเห็นกุฏิไม้โบราณ ถูกไฟไหม้เหลือแต่ซาก

Scroll to top