จังหวัดสงขลา

ครม.สัญจรสงขลา จ่อถกปัญหา 5 จังหวัดใต้ ขอม็อบอย่าชุมนุมทำเนียบฯ มีอะไรไปคุยที่คมนาคม

ครม.สัญจรสงขลา จ่อถกปัญหา 5 จังหวัดใต้ ขอม็อบอย่าชุมนุมทำเนียบฯ มีอะไรไปคุยที่คมนาคม

เป็นที่จับตามองอย่างมากสำหรับการเตรียมความพร้อมจัดประชุม ครม.สัญจรสงขลา จ่อถกปัญหา 5 จังหวัดใต้ ขอม็อบอย่าชุมนุมทำเนียบฯ มีอะไรไปคุยที่คมนาคม โดยนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ได้ออกมาเปิดเผยความคืบหน้าถึงภารกิจสำคัญในครั้งนี้ ซึ่งมีกำหนดจัดขึ้นในช่วงปลายเดือนสิงหาคมนี้ เพื่อมุ่งเน้นการกระตุ้นเศรษฐกิจในพื้นที่และแก้ไขปัญหาผังเมืองที่คั่งค้างมานาน

การลงพื้นที่ครั้งนี้ถือเป็นโอกาสดีที่จะได้เห็นการขับเคลื่อนนโยบายจากส่วนกลางสู่ภูมิภาค โดยเน้นที่ 5 จังหวัด ได้แก่ สงขลา สตูล ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส ซึ่งทางภาครัฐได้มีการประสานงานร่วมกับภาคเอกชนและผู้ว่าราชการจังหวัดเพื่อรวบรวมข้อมูลและโครงการที่จะช่วยพัฒนาอาชีพและรายได้ให้กับพี่น้องประชาชนในพื้นที่ชายแดนใต้ให้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น

จุดประสงค์หลักของการประชุม ครม.สัญจรสงขลา จ่อถกปัญหา 5 จังหวัดใต้ ขอม็อบอย่าชุมนุมทำเนียบฯ มีอะไรไปคุยที่คมนาคม

ในการประชุมที่จะถึงนี้ รัฐบาลไม่ได้เพียงแค่ต้องการอนุมัติงบประมาณ แต่ต้องการฟังเสียงสะท้อนจากคนในพื้นที่จริงๆ โดยเฉพาะโครงการที่เกี่ยวข้องกับ:

  • การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและผังเมืองใหม่ให้เหมาะสมกับยุคสมัย
  • การส่งเสริมอาชีพเพื่อยกระดับรายได้เฉลี่ยของคนใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้
  • การเร่งผลักดันโครงการรถไฟทางคู่ เพื่อเชื่อมโยงการขนส่งสินค้าและผู้โดยสารให้เป็นระบบมากขึ้น

ทางด้านนายพิพัฒน์ได้ฝากถึงกลุ่มผู้ชุมนุมที่อาจมีการยกระดับความเคลื่อนไหวเกี่ยวกับประเด็นเศรษฐกิจว่า ตนไม่เข้าใจถึงเหตุผลในการประท้วง โดยเฉพาะประเด็นที่จบไปแล้วหรือไม่มีอยู่จริง พร้อมย้ำว่า ครม.สัญจรสงขลา จ่อถกปัญหา 5 จังหวัดใต้ ขอม็อบอย่าชุมนุมทำเนียบฯ มีอะไรไปคุยที่คมนาคม ซึ่งเป็นช่องทางที่เปิดกว้างและพร้อมรับฟังมากกว่าการมาชุมนุมที่หน้าทำเนียบรัฐบาล

นอกจากนี้ ยังมีการพูดถึงโครงการ Missing Link และการพัฒนาท่าเรือฝั่งอันดามัน ซึ่งกระทรวงคมนาคมกำลังเร่งศึกษาความเหมาะสมเพื่อให้สอดคล้องกับระบบราง เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาว ส่วนประเด็นน้ำท่วมในพื้นที่ 14 จังหวัดภาคใต้ ได้มีการกำชับให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเตรียมความพร้อมรับมือฤดูฝนอย่างใกล้ชิดแล้ว

ในมุมมองของเรา การที่ภาครัฐลงมาประชุมถึงพื้นที่จริงเป็นสัญญาณที่ดีของการแก้ปัญหาแบบถึงลูกถึงคน สิ่งสำคัญคือการสื่อสารและการทำงานร่วมกันระหว่างรัฐกับภาคประชาชน หากเกิดข้อสงสัยหรือต้องการข้อเสนอแนะ การพูดคุยผ่านช่องทางที่ถูกต้องตามที่กระทรวงคมนาคมแนะนำ ถือเป็นวิธีการที่สร้างสรรค์และก่อให้เกิดผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมมากกว่าการใช้กฎหมู่กดดันรัฐบาลครับ

ที่มา – ครม.สัญจรสงขลา จ่อถกปัญหา 5 จังหวัดใต้ ขอม็อบอย่าชุมนุมทำเนียบฯ มีอะไรไปคุยที่คมนาคม

“สรรเพชญ” ลงพื้นที่สงขลา ขีดเส้น ก.ย. 69 คืนผิวจราจรบางกล่ำ คุมเข้มความปลอดภัย

“สรรเพชญ” ลงพื้นที่สงขลา ขีดเส้น ก.ย. 69 คืนผิวจราจรบางกล่ำ คุมเข้มความปลอดภัย

วันนี้ผมขอหยิบยกประเด็นสำคัญที่น่าสนใจเกี่ยวกับความคืบหน้าของโครงการก่อสร้างทางหลวงในพื้นที่จังหวัดสงขลามาฝากกันครับ เมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2569 ที่ผ่านมา นายสรรเพชญ บุญญามณี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ได้ลงพื้นที่อำเภอบางกล่ำ จังหวัดสงขลา เพื่อติดตามความคืบหน้าโครงการก่อสร้างทางหลวง ซึ่งถือเป็นจุดที่มีการจราจรหนาแน่นและเกิดอุบัติเหตุซ้ำซ้อน

โดยภารกิจหลักในครั้งนี้คือการกำชับกรมทางหลวงและผู้รับเหมาให้เร่งรัดงานก่อสร้างให้แล้วเสร็จโดยเร็วที่สุด โดยมีการตั้งเป้าหมายว่า “สรรเพชญ” ลงพื้นที่สงขลา ขีดเส้น ก.ย. 69 คืนผิวจราจรบางกล่ำ คุมเข้มความปลอดภัย อย่างเต็มรูปแบบ เพื่อลดความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนที่ต้องสัญจรผ่านเส้นทางนี้เป็นประจำทุกวัน

มาตรการเร่งรัดและแผนการคืนผิวจราจร

ท่านรัฐมนตรีช่วยฯ ได้กล่าวเน้นย้ำว่า แม้ที่ผ่านมาโครงการจะประสบปัญหาความล่าช้าจากหลายปัจจัย เช่น ปัญหาน้ำท่วมในช่วงปลายปีที่ผ่านมา รวมถึงการย้ายเสาไฟ High Mast แต่ขณะนี้ได้กำชับให้ทุกฝ่ายทำงานแข่งกับเวลา โดยเฉพาะการเปิดเส้นทางให้ประชาชนได้ใช้งานก่อนกำหนดหรือตามแผนที่วางไว้

สำหรับแนวทางการจัดการเพื่อเพิ่มความปลอดภัย มีดังนี้:

  • ติดตั้งป้ายเตือนและสัญญาณไฟส่องสว่างให้ชัดเจนล่วงหน้าก่อนถึงเขตก่อสร้าง
  • ปรับปรุงแบริเออร์และราวกั้นสะพานให้มีความสูงมากขึ้นเพื่อความปลอดภัยสูงสุด
  • ประสานงานกับสถานีตำรวจภูธรบางกล่ำเพื่อเฝ้าระวังจุดเสี่ยง
  • เพิ่มความเข้มข้นในการดูแลความปลอดภัยตลอด 24 ชั่วโมง

หลายคนอาจสงสัยว่าการลงพื้นที่ครั้งนี้จะช่วยได้มากน้อยเพียงใด คำตอบคือการที่ผู้บริหารระดับสูงลงมาจี้งานด้วยตัวเองอย่าง “สรรเพชญ” ลงพื้นที่สงขลา ขีดเส้น ก.ย. 69 คืนผิวจราจรบางกล่ำ คุมเข้มความปลอดภัย ทำให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องมีความตื่นตัวและเร่งรัดการทำงานอย่างต่อเนื่องจนถึงช่วงค่ำ ซึ่งถือเป็นสัญญาณที่ดีว่าประชาชนจะได้รับความสะดวกสบายคืนมาในเร็ววัน

ในส่วนของงบประมาณ ท่านรัฐมนตรีได้เผยว่ากรมทางหลวงบริหารจัดการงบประมาณได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยใช้งบไปประมาณ 60 ล้านบาท จากกรอบที่วางไว้สูงถึง 100 ล้านบาท ซึ่งถือเป็นการบริหารจัดการที่เน้นความคุ้มค่าและผลประโยชน์ของประชาชนเป็นหลัก

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่สำคัญที่สุดนอกเหนือจากการก่อสร้างคือ “สรรเพชญ” ลงพื้นที่สงขลา ขีดเส้น ก.ย. 69 คืนผิวจราจรบางกล่ำ คุมเข้มความปลอดภัย นั้น หัวใจสำคัญคือการลดอุบัติเหตุ ซึ่งทางตำรวจได้ฝากเตือนผู้ใช้รถใช้ถนนให้เพิ่มความระมัดระวัง ขับรถด้วยความเร็วที่กฎหมายกำหนด และเคารพป้ายสัญญาณจราจรอย่างเคร่งครัด เพราะความปลอดภัยต้องอาศัยความร่วมมือจากทั้งภาครัฐและผู้ใช้ถนนเองครับ

สุดท้ายนี้ หากการก่อสร้างเสร็จสิ้นตามกำหนด คาดว่าสภาพการจราจรในพื้นที่อำเภอบางกล่ำจะคล่องตัวขึ้นอย่างมาก และหวังว่ามาตรการความปลอดภัยที่เข้มงวดนี้จะเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับโครงการก่อสร้างอื่นๆ ทั่วประเทศต่อไปครับ

ที่มา – “สรรเพชญ” ลงพื้นที่สงขลา ขีดเส้น ก.ย. 69 คืนผิวจราจรบางกล่ำ คุมเข้มความปลอดภัย

“พิพัฒน์” ถกเตรียมความพร้อม ครม.สัญจร สงขลา ระดมข้อเสนอโครงการ 5 จังหวัดใต้

สวัสดีครับเพื่อนๆ วันนี้ผมมีประเด็นสำคัญทางเศรษฐกิจและการพัฒนาพื้นที่ภาคใต้มาฝากกันครับ เมื่อเร็วๆ นี้ นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ได้ลงพื้นที่จังหวัดสงขลาเพื่อนำประชุมเตรียมความพร้อมสำหรับการประชุมคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการนอกสถานที่ หรือที่เราเรียกกันว่า “พิพัฒน์” ถกเตรียมความพร้อม ครม.สัญจร สงขลา ระดมข้อเสนอโครงการ 5 จังหวัดใต้ เพื่อขับเคลื่อนการพัฒนาพื้นที่อย่างเป็นรูปธรรม โดยมีเป้าหมายสำคัญคือการรับฟังเสียงจากคนในพื้นที่โดยตรงครับ

“พิพัฒน์” ถกเตรียมความพร้อม ครม.สัญจร สงขลา ระดมข้อเสนอโครงการ 5 จังหวัดใต้

การประชุมครั้งนี้ไม่เพียงแต่เป็นการรวบรวมข้อมูล แต่ยังเป็นการเปิดโอกาสให้ทั้ง 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ได้แก่ สงขลา สตูล ยะลา ปัตตานี และนราธิวาส ได้นำเสนอโครงการที่ตอบโจทย์ความต้องการของประชาชนอย่างแท้จริง ทั้งในเรื่องโครงสร้างพื้นฐาน การท่องเที่ยว และการบริหารจัดการน้ำ ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญในการยกระดับคุณภาพชีวิตของพี่น้องในพื้นที่

รายละเอียดโครงการจากแต่ละจังหวัด

จากการประชุม “พิพัฒน์” ถกเตรียมความพร้อม ครม.สัญจร สงขลา ระดมข้อเสนอโครงการ 5 จังหวัดใต้ ได้เห็นถึงความตั้งใจของแต่ละจังหวัดที่เสนอโครงการที่น่าสนใจมากมาย อาทิ:

  • จังหวัดสงขลา: เน้นโครงการวัฒนธรรมสร้างสรรค์และระบบป้องกันตลิ่ง
  • จังหวัดสตูล: ชูแนวทางการเปิดเส้นทางเดินเรือสตูล-ปีนัง-ลังกาวี
  • จังหวัดยะลา: พัฒนาสนามบินเบตงและโครงสร้างพื้นฐานในพื้นที่
  • จังหวัดปัตตานี: ผลักดันการเป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์ชายแดน
  • จังหวัดนราธิวาส: เน้นการบริหารจัดการน้ำและขยายทางหลวง

ความน่าสนใจอยู่ที่การเปิดกว้างสำหรับโครงการขนาดใหญ่โดยไม่จำกัดวงเงิน เพื่อให้รัฐบาลสามารถเข้ามาสนับสนุนได้อย่างเต็มที่และตรงจุดที่สุด ซึ่งคุณพิพัฒน์ได้ย้ำเสมอว่า การทำงานร่วมกันระหว่างหน่วยงานส่วนกลางและภาคท้องถิ่นคือปัจจัยความสำเร็จที่สำคัญที่สุดในการพัฒนาภาคใต้ให้ก้าวไปข้างหน้าอย่างยั่งยืนครับ

ในมุมมองของผม การที่รัฐบาลลงพื้นที่มารับฟังปัญหาด้วยตัวเองแบบนี้ ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีมากครับ เพราะไม่มีใครรู้ปัญหาดีเท่ากับคนในพื้นที่เอง และหากโครงการเหล่านี้ได้รับการผลักดันอย่างจริงจัง ผมเชื่อมั่นว่าเศรษฐกิจใน 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้จะต้องเติบโตขึ้นอย่างมีนัยสำคัญแน่นอน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการค้าชายแดนหรือการท่องเที่ยว เรามาเอาใจช่วยและติดตามผลการประชุม ครม. สัญจรที่จะถึงนี้ไปพร้อมๆ กันนะครับ

ที่มา – “พิพัฒน์” ถกเตรียมความพร้อม ครม.สัญจร สงขลา ระดมข้อเสนอโครงการ 5 จังหวัดใต้

ครม. ไฟเขียวให้ รฟม.เดินหน้ารถไฟฟ้าในจังหวัดสงขลา

ข่าวดีสำหรับชาวสงขลาและผู้ที่สัญจรไปมาในพื้นที่หาดใหญ่ เมื่อล่าสุดมีรายงานว่า ครม. ไฟเขียวให้ รฟม.เดินหน้ารถไฟฟ้าในจังหวัดสงขลา อย่างเป็นทางการ ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญของการยกระดับระบบขนส่งมวลชนในพื้นที่ภาคใต้ให้มีความทันสมัยและสะดวกสบายมากยิ่งขึ้น โดยโครงการนี้จะเป็นระบบรางเดี่ยว หรือ Monorail ที่จะเข้ามาช่วยลดปัญหาการจราจรติดขัดในเขตตัวเมืองหาดใหญ่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ครม. ไฟเขียวให้ รฟม.เดินหน้ารถไฟฟ้าในจังหวัดสงขลา พัฒนาเมืองสู่ยุคใหม่

การอนุมัติครั้งนี้ถือเป็นโครงการต่อเนื่องจากการที่รัฐบาลต้องการขยายการพัฒนาระบบรางไปยังภูมิภาคต่างๆ โดยหลังจากที่ได้เริ่มดำเนินการในจังหวัดเชียงใหม่ ภูเก็ต นครราชสีมา และพิษณุโลกแล้ว สงขลาก็เป็นจังหวัดล่าสุดที่ได้รับความเห็นชอบให้ รฟม. เข้ามาดูแลกิจการรถไฟฟ้า เพื่อให้การเดินทางของประชาชนเป็นเรื่องง่ายและรวดเร็วขึ้นกว่าเดิม

รายละเอียดเส้นทางและจุดจอดสำคัญของโครงการ

สำหรับโครงการรถไฟฟ้าในจังหวัดสงขลานี้ จะมีความยาวรวมทั้งสิ้น 12.54 กิโลเมตร โดยประกอบด้วยสถานีทั้งหมด 12 สถานี ซึ่งแต่ละสถานีถูกออกแบบมาอย่างพิถีพิถันให้มีความทันสมัยและตอบโจทย์การใช้งาน ดังนี้:

  • ระบบรถไฟฟ้า Monorail ระยะทาง 12.54 กิโลเมตร
  • มีสถานีให้บริการทั้งหมด 12 สถานี
  • ศูนย์ซ่อมบำรุงและโรงจอดรถตั้งอยู่ที่สถานีคลองหวะ
  • จุดเปลี่ยนถ่ายการเดินทาง 3 แห่ง ได้แก่ สถานีคลองหวะ, สถานีคอหงส์ และสถานีรถตู้

สถานีต่างๆ ถูกออกแบบให้เป็นสถานีขนาด 3 ชั้น คร่อมอยู่บนพื้นที่เกาะกลางถนน เพื่อให้ง่ายต่อการเชื่อมต่อกับระบบขนส่งรูปแบบอื่น ๆ และรองรับปริมาณผู้โดยสารจากพื้นที่โดยรอบเมืองหาดใหญ่และจังหวัดใกล้เคียงได้อย่างเพียงพอ การตัดสินใจที่ ครม. ไฟเขียวให้ รฟม.เดินหน้ารถไฟฟ้าในจังหวัดสงขลา ในครั้งนี้ จึงไม่เพียงแต่เป็นการพัฒนาเส้นทางรถไฟ แต่ยังเป็นการวางรากฐานทางเศรษฐกิจที่สำคัญให้กับจังหวัดสงขลาในระยะยาว

ในส่วนของความคืบหน้าหลังจากนี้ ทางกระทรวงคมนาคมจะเร่งดำเนินการตามข้อเสนอแนะของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้โครงการก้าวไปสู่ขั้นตอนการก่อสร้างจริงได้โดยเร็วที่สุด สิ่งที่น่าจับตามองคือการที่ระบบขนส่งนี้จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว และคุณภาพชีวิตของคนสงขลาให้ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ใครที่กำลังมองหาโอกาสทางธุรกิจหรือวางแผนการเดินทางในอนาคต เตรียมตัวรอรับความสะดวกสบายจากรถไฟฟ้าสายใหม่นี้ได้เลยครับ

ที่มา – ครม. ไฟเขียวให้ รฟม.เดินหน้ารถไฟฟ้าในจังหวัดสงขลา

ครม.ไฟเขียวเพิ่มวงเงินโครงการคลองระบายน้ำคลองตง จ.สงขลา

เชื่อว่าพี่น้องชาวหาดใหญ่หลายท่านคงกำลังได้รับข่าวดีกันถ้วนหน้า เมื่อล่าสุดทางรัฐบาลได้มีมติสำคัญในการผลักดันให้โครงการระบายน้ำในพื้นที่ก้าวหน้าไปอีกขั้น นั่นคือการที่ ครม.ไฟเขียวเพิ่มวงเงินโครงการคลองระบายน้ำคลองตง จ.สงขลา เพื่อเร่งแก้ปัญหาน้ำท่วมซ้ำซากที่มักเกิดขึ้นในช่วงฤดูฝนในอำเภอหาดใหญ่และพื้นที่ใกล้เคียง

ครม.ไฟเขียวเพิ่มวงเงินโครงการคลองระบายน้ำคลองตง จ.สงขลา เพื่อคนหาดใหญ่

การปรับเพิ่มงบประมาณในครั้งนี้ ไม่ใช่เพียงการเติมเงินเข้าไปเฉยๆ แต่เป็นการจัดสรรงบประมาณที่คุ้มค่าและจำเป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากระหว่างการก่อสร้างพบข้อจำกัดทางสภาพพื้นที่จริง ทำให้ทีมวิศวกรและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องปรับแบบก่อสร้างให้มีความมั่นคงและมีประสิทธิภาพสูงสุด โดยงบประมาณที่เพิ่มขึ้นจาก 315 ล้าน เป็น 359.52 ล้านบาท จะถูกนำไปใช้ในส่วนของการปรับแนวคลอง การย้ายประตูระบายน้ำ และการปรับปรุงระบบระบายน้ำให้รองรับปริมาณน้ำได้ดียิ่งขึ้น

ทำไมต้องเร่งเดินหน้า ครม.ไฟเขียวเพิ่มวงเงินโครงการคลองระบายน้ำคลองตง จ.สงขลา

ปัญหาเรื่องน้ำท่วมขังในตำบลพะตงและพื้นที่อำเภอหาดใหญ่เป็นโจทย์ใหญ่ที่สร้างความเดือดร้อนให้ประชาชนมานาน การที่โครงการนี้ได้รับความเห็นชอบให้ดำเนินต่อจนถึงปี 2570 จะถือเป็นกุญแจสำคัญในการบริหารจัดการน้ำที่มีประสิทธิภาพ การปรับแผนงานแม้จะใช้เงินมากขึ้น แต่หากแลกมาด้วยความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของพี่น้องประชาชน ก็ถือเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าอย่างยิ่ง นอกจากประโยชน์ด้านการระบายน้ำแล้ว ในอนาคตพื้นที่บริเวณนี้ยังมีโอกาสพัฒนาให้กลายเป็นแหล่งพักผ่อนหย่อนใจและแหล่งเพาะพันธุ์สัตว์น้ำให้กับชุมชนในพื้นที่รอบคลองตงอีกด้วย

  • เพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำในตำบลพะตง
  • ป้องกันปัญหาอุทกภัยในช่วงฤดูฝนอย่างยั่งยืน
  • ลดความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นกับบ้านเรือนประชาชน
  • พัฒนาเป็นพื้นที่สีเขียวแห่งใหม่ของชุมชน

ถือเป็นแนวทางที่น่าชื่นชมเมื่อภาครัฐให้ความสำคัญกับการปรับแผนงานให้เข้ากับสภาพพื้นที่จริงมากกว่าการเร่งงานจนละเลยความปลอดภัย เราหวังเป็นอย่างยิ่งว่าโครงการนี้จะดำเนินการได้รวดเร็วตามกำหนดการ เพื่อให้ชาวหาดใหญ่ได้มีชีวิตความเป็นอยู่ที่สุขสบายไร้กังวลเรื่องน้ำท่วมอีกต่อไป คุณมีความคิดเห็นอย่างไรกับการปรับงบประมาณในครั้งนี้ มาร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองกันได้เลยครับ

ที่มา – ครม.ไฟเขียวเพิ่มวงเงินโครงการคลองระบายน้ำคลองตง จ.สงขลา เร่งแก้น้ำท่วมหาดใหญ่

อภิสิทธิ์ เร่งรัฐบาลตรวจสอบ ประชาชนอุทธรณ์เยียวยาน้ำท่วมหาดใหญ่-สงขลา

สถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่ภาคใต้ยังคงเป็นประเด็นที่หลายฝ่ายให้ความสำคัญ ล่าสุด นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้ลงพื้นที่เพื่อรับฟังข้อเสนอแนะและปัญหาของพี่น้องประชาชน โดยเน้นย้ำถึงเรื่องสำคัญคือ อภิสิทธิ์ เร่งรัฐบาลตรวจสอบ ประชาชนอุทธรณ์เยียวยาน้ำท่วมหาดใหญ่-สงขลา เพื่อให้มั่นใจว่าเงินเยียวยาจะถึงมือผู้เดือดร้อนอย่างทั่วถึงและเป็นธรรม

อภิสิทธิ์ เร่งรัฐบาลตรวจสอบ ประชาชนอุทธรณ์เยียวยาน้ำท่วมหาดใหญ่-สงขลา

จากการสัมมนา สส.พรรคประชาธิปัตย์ ณ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา นายอภิสิทธิ์มองว่าปัญหาอุทกภัยไม่ควรถูกนำไปโยงเป็นเรื่องความขัดแย้งทางการเมือง แต่ควรเน้นไปที่การแก้ไขปัญหาเชิงรูปธรรม โดยเฉพาะเรื่องการจัดการงบกลางและการอนุมัติโครงการเพื่อป้องกันน้ำท่วมอย่างยั่งยืน นอกจากความช่วยเหลือระยะสั้นแล้ว การอุทธรณ์เงินเยียวยาถือเป็นจุดที่ต้องเร่งตรวจสอบอย่างเร่งด่วน

ข้อเรียกร้องด้านเศรษฐกิจและมาตรการเยียวยา

นอกเหนือจากเรื่องการอุทธรณ์เงินเยียวยาแล้ว นโยบายพักต้นพักดอกสำหรับผู้ประสบภัยที่ใกล้จะหมดอายุลงถือเป็นเรื่องน่ากังวล โดยนายอภิสิทธิ์ได้เสนอแนวทางไว้ดังนี้:

  • ขอให้รัฐบาลพิจารณาผ่อนปรนมาตรการสินเชื่อจากสถาบันการเงินให้แก่ภาคธุรกิจในพื้นที่
  • ประสานธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เพื่อติดตามการช่วยเหลือผู้ประกอบการ
  • เร่งอนุมัติงบประมาณเพิ่มเติมสำหรับการขุดลอกคูคลองและจัดหาอุปกรณ์ป้องกันน้ำท่วมมูลค่ากว่า 300 ล้านบาท
  • ผลักดันให้จังหวัดเป็นแกนกลางในการจัดการแผนอพยพและสถานที่พักพิงให้ชัดเจน

นายอภิสิทธิ์ยังย้ำว่า การดำเนินงานในอนาคตจำเป็นต้องมีการวางแผนผังเมืองและผังน้ำที่เข้มงวด ทั้งการยกระดับถนนและการปรับปรุงระบบแก้มลิง เพื่อป้องกันไม่ให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอยเดิม ซึ่งในขณะนี้ อภิสิทธิ์ เร่งรัฐบาลตรวจสอบ ประชาชนอุทธรณ์เยียวยาน้ำท่วมหาดใหญ่-สงขลา เพื่อเป็นก้าวแรกในการคืนความสุขและเรียกความมั่นใจให้กับคนใต้

ท้ายที่สุด การขับเคลื่อนภาคใต้ให้เติบโตอย่างมั่นคงจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาคการเมือง ภาคท้องถิ่น และภาคเอกชน เพื่อสร้างศูนย์กลางเศรษฐกิจใหม่ เช่น ธุรกิจ Wellness และเทคโนโลยี แทนที่การมุ่งเน้นเพียงการแก้ปัญหาน้ำท่วมเพียงอย่างเดียว เราหวังว่ารัฐบาลจะเร่งดำเนินการตามข้อเสนอนี้โดยไม่มองเป็นเรื่องการเมืองครับ

ที่มา – “อภิสิทธิ์” เร่งรัฐบาลตรวจสอบ ประชาชนอุทธรณ์เยียวยาน้ำท่วมหาดใหญ่-สงขลา

สรรเพชญ สั่งขุดลอกคลอง ร.1-ร.3-อู่ตะเภา ป้องกันน้ำท่วมหาดใหญ่

สวัสดีครับพี่น้องชาวสงขลาและชาวหาดใหญ่ทุกท่าน ช่วงนี้หลายคนอาจจะเริ่มกังวลกับสถานการณ์น้ำในช่วงปลายปีกันแล้วใช่ไหมครับ ล่าสุดคุณสรรเพชญ บุญญามณี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ได้ลงพื้นที่เพื่อจัดการปัญหาที่ต้นเหตุด้วยตัวเองแล้ว กับภารกิจสำคัญคือ สรรเพชญ สั่งขุดลอกคลอง ร.1-ร.3-อู่ตะเภา แก้ร่องน้ำตื้น ป้องกันน้ำท่วมหาดใหญ่ เพื่อให้มั่นใจว่าระบบระบายน้ำของเราจะพร้อมรับมือกับมรสุมได้อย่างมีประสิทธิภาพครับ

สรรเพชญ สั่งขุดลอกคลอง ร.1-ร.3-อู่ตะเภา แก้ร่องน้ำตื้น ป้องกันน้ำท่วมหาดใหญ่

จากการลงพื้นที่สำรวจพบว่าหลายจุดในคลองสายหลักมีปัญหาตะกอนทับถมเยอะมาก จนความลึกเหลือเพียงไม่กี่สิบเซนติเมตร ซึ่งเป็นอุปสรรคสำคัญที่ทำให้การระบายน้ำจากตัวเมืองหาดใหญ่ลงสู่ทะเลสาบสงขลาเป็นไปได้ช้า ดังนั้น สรรเพชญ สั่งขุดลอกคลอง ร.1-ร.3-อู่ตะเภา แก้ร่องน้ำตื้น ป้องกันน้ำท่วมหาดใหญ่ จึงถือเป็นมาตรการเร่งด่วนที่ช่วยเปิดทางน้ำให้ไหลสะดวกขึ้นครับ

รายละเอียดแผนการขุดลอกคลองและเพิ่มประสิทธิภาพทางน้ำ

กรมเจ้าท่าได้วางแผนการดำเนินงานอย่างเป็นระบบ เพื่อให้การระบายน้ำในพื้นที่ลุ่มต่ำของสงขลาทำได้รวดเร็วขึ้น โดยมีรายละเอียดที่น่าสนใจดังนี้ครับ:

  • คลอง ร.1: ดำเนินการขุดลอกระยะทาง 2,150 เมตร ปริมาณดินขุด 300,000 ลูกบาศก์เมตร
  • คลองอู่ตะเภา: ดำเนินการขุดลอกระยะทาง 1,000 เมตร ปริมาณดินขุด 300,000 ลูกบาศก์เมตร
  • คลอง ร.3: เร่งดำเนินการขุดลอกอีก 300,000 ลูกบาศก์เมตร เพื่อเชื่อมต่อโครงข่ายการระบายน้ำให้สมบูรณ์

การเดินหน้าโครงการเหล่านี้ ไม่ใช่เพียงแค่การขุดลอกทั่วไป แต่เป็นการเตรียมความพร้อมเพื่อความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของพี่น้องประชาชน โดยคุณสรรเพชญยังได้กำชับให้มีการบูรณาการกับหน่วยงานท้องถิ่น เพื่อวางแผนจัดการพื้นที่ดินงอกและสิ่งกีดขวางทางน้ำให้โปร่งใสและตรวจสอบได้ครับ

ความเห็นจากผู้เขียน: การที่ภาครัฐหันมาให้ความสำคัญกับการจัดการระบบระบายน้ำตั้งแต่ช่วงกลางปีแบบนี้ ถือเป็นสัญญาณที่ดีมากครับ เพราะการขุดลอกคลองไม่เพียงแต่ช่วยเรื่องน้ำท่วมเท่านั้น แต่ยังช่วยปรับภูมิทัศน์และยกระดับคุณภาพชีวิตในระยะยาว หากการดำเนินงานทุกอย่างเป็นไปตามแผนที่เราได้เห็น ผมเชื่อว่าพี่น้องชาวหาดใหญ่คงจะอุ่นใจกับฤดูมรสุมในปีนี้มากขึ้นแน่นอนครับ

ที่มา – “สรรเพชญ” สั่งขุดลอกคลอง ร.1-ร.3-อู่ตะเภา แก้ร่องน้ำตื้น ป้องกันน้ำท่วมหาดใหญ่

“ไอซ์” แฉ 4 กระทรวงเบี้ยวไม่ส่งข้อมูลคำของบฯ ให้ กมธ.

เป็นประเด็นร้อนที่สังคมต่างให้ความสนใจอย่างมาก เมื่อ “ไอซ์” แฉ 4 กระทรวงเบี้ยวไม่ส่งข้อมูลคำของบฯ ให้ กมธ. หวังตรวจสอบความโปร่งใสของงบประมาณแผ่นดิน งานนี้บอกเลยว่าทำเอาชาวเน็ตและประชาชนตัวน้อยๆ อย่างเราต้องหันมาจับตามองบทบาทของคณะกรรมาธิการการจัดทำและติดตามการบริหารงบประมาณฯ กันอย่างใกล้ชิด

“ไอซ์” แฉ 4 กระทรวงเบี้ยวไม่ส่งข้อมูลคำของบฯ ให้ กมธ.

เหตุการณ์เริ่มต้นขึ้นที่อาคารรัฐสภา เมื่อนางสาวรักชนก ศรีนอก หรือไอซ์ ในฐานะประธาน กมธ. ได้ออกมาเปิดเผยความไม่โปร่งใสของหลายหน่วยงานรัฐที่ดูจะมีพฤติกรรม “ปกปิด” ข้อมูลสำคัญ แทนที่จะให้ความร่วมมือในการเปิดเผยรายละเอียดคำของบประมาณประจำปี เพื่อให้ฝ่ายนิติบัญญัติช่วยตรวจสอบตามหน้าที่ การกระทำดังกล่าวสร้างคำถามตัวโตๆ ว่าทำไมรัฐบาลถึงต้องตื่นตระหนกกับการถูกตรวจสอบขนาดนี้

รายชื่อหน่วยงานที่มีปัญหา

สำหรับรายชื่อกระทรวงที่ถูก “ไอซ์” แฉ 4 กระทรวงเบี้ยวไม่ส่งข้อมูลคำของบฯ ให้ กมธ. ได้แก่:

  • กระทรวงเกษตรและสหกรณ์
  • กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี)
  • กระทรวงพลังงาน
  • กระทรวงสาธารณสุข

นอกจากนี้ ยังมีบางหน่วยงานที่ให้ข้อมูลแบบ “ขอไปที” จนไม่สามารถนำไปพิจารณาได้จริง หรือบางกระทรวงที่ส่งมาแล้วก็กลับไปดึงเรื่องขอเอกสารคืนอย่างมีพิรุธ ซึ่งทั้งหมดนี้สะท้อนให้เห็นว่า กระบวนการจัดสรรงบประมาณในปัจจุบันอาจมีรอยรั่วที่มากกว่าที่เราคิด

ประเด็นที่น่าสนใจที่สุดคืองบกลาง ซึ่งกลายเป็นช่องทางหลักที่รัฐบาลเลือกใช้แทนการตั้งงบประมาณปกติ “ไอซ์” ได้ยกตัวอย่างดราม่าจอมเจ็ตสกีที่หาดใหญ่ เพื่อชี้ให้เห็นว่าการที่ท้องถิ่นขอไปแต่ถูกปัดตก แล้วไปอนุมัติงบผ่านช่องทางงบกลางนั้น คือความล้มเหลวของการจัดการงบประมาณที่ไร้ความโปร่งใสและไม่ตอบโจทย์ความเดือดร้อนของชาวบ้านอย่างถาวร

ในฐานะประชาชน เราคงต้องช่วยกันกดดันและเรียกร้องให้หน่วยงานเหล่านี้เปิดเผยข้อมูลออกมาให้หมด อย่าให้ภาษีของพวกเราต้องกลายเป็นงบประมาณที่ไม่มีใครตรวจสอบได้ เพราะความโปร่งใสคือรากฐานสำคัญที่สุดของประชาธิปไตยและการบริหารบ้านเมืองที่ดี หากรัฐบาลไม่มีอะไรต้องปิดบัง ก็ไม่ควรมีเหตุผลให้ต้องปฏิเสธการให้ข้อมูลกับคณะกรรมาธิการที่ทำหน้าที่ตรวจสอบแทนประชาชน

ที่มา – “ไอซ์” แฉ 4 กระทรวงเบี้ยวไม่ส่งข้อมูลคำของบฯ ให้ กมธ.

“วรศิษฎ์” ไม่ถอนตัว บอก เป็นแค่ระดับมอบนโยบาย ไม่เกี่ยวกับการตรวจสอบ

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในแวดวงการเมืองไทย เมื่อนายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่ฝ่ายค้านกดดันให้ลาออกจากคณะกรรมการตรวจสอบทุจริตการสอบข้าราชการท้องถิ่น โดยจุดเริ่มต้นมาจากข้อสงสัยที่มีชื่อบุคคลในครอบครัวของท่านเข้าไปเกี่ยวข้องกับกระบวนการสอบสวนของ ป.ป.ช.

“วรศิษฎ์” ไม่ถอนตัว บอก เป็นแค่ระดับมอบนโยบาย ไม่เกี่ยวกับการตรวจสอบ

จากการให้สัมภาษณ์ล่าสุด นายวรศิษฎ์ยืนยันหนักแน่นว่า “วรศิษฎ์” ไม่ถอนตัว บอก เป็นแค่ระดับมอบนโยบาย ไม่เกี่ยวกับการตรวจสอบ โดยชี้แจงว่าหน้าที่ของตนในฝ่ายบริหารนั้นเป็นการสั่งการเชิงนโยบายเท่านั้น ไม่ได้มีอำนาจไปลงรายละเอียดหรือแทรกแซงกระบวนการชี้ถูกผิดหรือการตรวจสอบของคณะกรรมการกลางการสอบแข่งขันพนักงานส่วนท้องถิ่น (กสถ.) แต่อย่างใด

เหตุผลที่ “วรศิษฎ์” ไม่ถอนตัว บอก เป็นแค่ระดับมอบนโยบาย ไม่เกี่ยวกับการตรวจสอบ

นอกจากนี้ นายวรศิษฎ์ยังตั้งคำถามกลับไปยังฝ่ายค้าน โดยเฉพาะกรณีที่สมาชิกพรรคประชาชนเคยมีข่าวพัวพันกับเว็บพนันออนไลน์ ซึ่งในตอนนั้นไม่ได้มีการแสดงความรับผิดชอบด้วยการลาออกแต่อย่างใด ดังนั้นการนำเรื่องส่วนตัวมาผูกกับหน้าที่การงานทางการเมืองจึงควรมีการแยกแยะให้ชัดเจน โดยสรุปประเด็นสำคัญได้ดังนี้:

  • การตรวจสอบเป็นหน้าที่ของคณะกรรมการที่ทำอย่างโปร่งใสตามข้อเท็จจริง
  • การมีชื่อญาติเกี่ยวข้องไม่ได้หมายความว่าผู้นั้นมีความผิดหรือมีการทุจริตในขั้นตอนของฝ่ายบริหาร
  • นายวรศิษฎ์พร้อมเข้าตอบกระทู้ถามในสภาเพื่อความกระจ่างแก่ประชาชน
  • การแทรกแซงกระบวนการยุติธรรมเป็นสิ่งที่ไม่มีใครทำ เนื่องจากผลลัพธ์ย่อมย้อนกลับมาหาตัวผู้กระทำเอง

รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทยทิ้งท้ายว่า ตนไม่ได้รู้สึกกังวลกับการจับจ้องของฝ่ายค้าน เพราะภาระงานในความรับผิดชอบนั้นมีมากพออยู่แล้ว และการทำงานภายใต้นโยบายของรัฐบาลปัจจุบันมีความชัดเจนว่าหากใครทำผิดก็ต้องรับผิดชอบไปตามกระบวนการกฎหมาย โดยไม่มีการเลือกปฏิบัติเพื่อปกป้องใครทั้งสิ้น

บทเรียนสำคัญจากกรณีนี้คือ การตรวจสอบทางการเมืองควรอยู่บนฐานของข้อเท็จจริงและความยุติธรรม มากกว่าการใช้ประเด็นส่วนบุคคลมาสร้างแรงกดดันทางการเมือง การมีส่วนร่วมตรวจสอบเป็นเรื่องดี แต่ต้องแยกแยะระหว่างหน้าที่บริหารกับความสัมพันธ์ส่วนตนให้ชัดเจน เพื่อไม่ให้กลายเป็นความขัดแย้งที่ไร้ทิศทางและไม่เกิดผลดีต่อประชาชน

ที่มา – “วรศิษฎ์” ไม่ถอนตัว บอก เป็นแค่ระดับมอบนโยบาย ไม่เกี่ยวกับการตรวจสอบ

Scroll to top