จัดตั้งรัฐบาล

เจาะลึกประวัติ “ไชยชนก ชิดชอบ” กับเผือกร้อน TH-AI Passport

เชื่อว่าในช่วงนี้หลายคนคงกำลังจับตามองสถานการณ์การเมืองไทยอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะบทบาทของรัฐมนตรีกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมคนใหม่ไฟแรงอย่าง “ไชยชนก ชิดชอบ” ที่กำลังเผชิญกับประเด็นร้อนแรงในสังคม เมื่อมีการเปิดตัวโครงการ TH-AI Passport ที่ตั้งเป้าหมายพัฒนาทักษะแรงงานไทยผ่านระบบ AI แต่กลับถูกตั้งคำถามเรื่องความโปร่งใสจากฝั่งฝ่ายค้านอย่างดุเดือด

เจาะลึกประวัติ “ไชยชนก ชิดชอบ” กับเผือกร้อน TH-AI Passport

นายไชยชนก ชิดชอบ หรือ “คุณนก” เกิดเมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม 2533 เป็นบุตรชายคนโตของ นายเนวิน ชิดชอบ นักการเมืองชื่อดังและผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของสโมสรฟุตบอลบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ถึงแม้จะมีภาพลักษณ์จากครอบครัวที่โดดเด่น แต่ไชยชนกก็สร้างเส้นทางของตัวเองด้วยความมุ่งมั่น ทั้งในด้านการศึกษาและประสบการณ์การทำงานที่หลากหลาย

เปิดพื้นเพและเส้นทางสู่เก้าอี้รัฐมนตรี

สำหรับประวัติการศึกษา เขาสำเร็จการศึกษาระดับไฮสกูลจากเครือโรงเรียนในประเทศอังกฤษ ก่อนจะจบการศึกษาระดับปริญญาตรีในสาขารัฐศาสตร์ ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญที่ทำให้เขาตัดสินใจก้าวเข้าสู่สนามการเมืองเต็มตัว โดยเริ่มต้นจากการเป็น สส. จังหวัดบุรีรัมย์ ก่อนก้าวขึ้นมาเป็นเลขาธิการพรรคภูมิใจไทย และได้รับความไว้วางใจให้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีกระทรวงดีอีในปัจจุบัน

ก่อนหน้าที่คุณจะได้เห็นเขากลายเป็น “ไชยชนก ชิดชอบ” รมว.ดีอี ที่กำลังรับมือกับ “เผือกร้อน TH-AI Passport” นั้น เขาเคยผ่านงานบริหารจัดการกีฬาระดับมืออาชีพมาแล้วมากมาย ไม่ว่าจะเป็น:

  • ผู้จัดการโครงการและอีเวนต์ของสนามแข่งรถ ช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต
  • ผู้บริหารสโมสรฟุตบอล บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ในสายงานการตลาด
  • ซีอีโอ บริษัท บุรีรัมย์ อีสปอร์ต จำกัด ผู้ผลักดันวงการเกมไทยสู่ระดับโลก

ความสำเร็จเหล่านี้พิสูจน์ให้เห็นถึงความสนใจในเทคโนโลยีและนวัตกรรมสมัยใหม่ ซึ่งเป็นจุดเชื่อมโยงสำคัญที่นำมาสู่โครงการ TH-AI Passport ที่มุ่งเน้นการให้สิทธิ์คนไทย 5 ล้านคนเข้าถึง AI ในโครงการ “Learn to Earn” เพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ อย่างไรก็ตาม โครงการที่มีงบประมาณกว่า 1.6 พันล้านบาทนี้ กลับกลายเป็นโจทย์หินที่รัฐมนตรีป้ายแดงต้องเร่งพิสูจน์ความโปร่งใสให้สังคมได้รับทราบ

ไม่ว่าบทสรุปของเผือกร้อน TH-AI Passport จะออกมาเป็นเช่นไร สิ่งหนึ่งที่ชัดเจนคือ ไชยชนก ชิดชอบ ได้กลายเป็นตัวละครสำคัญในแวดวงดิจิทัลไทยที่สังคมต้องจับตาดูต่อไปว่า เขาจะสามารถนำพาประเทศก้าวผ่านยุค AI ไปได้ด้วยความโปร่งใสหรือไม่ หรือจะเป็นเพียงอีกหนึ่งโครงการที่ต้องฝ่าด่านวิจารณ์หนักในอนาคตครับ

ที่มา – ประวัติ “ไชยชนก ชิดชอบ” รมว.ดีอี ลูกชาย “เนวิน” กับเผือกร้อน TH-AI Passport

รัฐบาลทยอยออกมาตรการ “รัชดา” โต้ “อภิสิทธิ์”

ในสถานการณ์เศรษฐกิจที่ประชาชนกำลังเผชิญความเดือดร้อนจากค่าครองชีพที่สูงขึ้น รัฐบาลได้เคลื่อนไหวอย่างรวดเร็วเพื่อบรรเทาปัญหา ล่าสุด น.ส.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ออกมาโต้แย้งคำวิจารณ์จาก นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ โดยยืนยันว่ารัฐบาลทยอยออกมาตรการ “รัชดา” โต้ “อภิสิทธิ์” หลายเรื่องทำแล้วบรรเทาเดือดร้อนประชาชน และยังมีแผนอีกมากที่กำลังรอคิว

รัฐบาลทยอยออกมาตรการ “รัชดา” โต้ “อภิสิทธิ์”

วันที่ 16 เมษายน 2569 น.ส.รัชดา ได้ให้สัมภาษณ์ตอบโต้ประเด็นที่นายอภิสิทธิ์วิจารณ์การทำงานของรัฐบาล โดยเข้าใจถึงความหวังดี แต่ชี้ว่ารัฐบาลได้ดำเนินการหลายเรื่องไปแล้ว เช่น การผลักดันพระราชบัญญัติโอนงบประมาณรายจ่าย เพื่อดึงงบจากโครงการไม่จำเป็นมาช่วยประชาชน อย่างไรก็ตาม กระบวนการต้องรอการพิจารณางบประมาณแผ่นดินปี 2570 ก่อน ซึ่งรัฐบาลกำลังเร่งรัดให้แล้วเสร็จ และตั้งเป้าใช้งบใหม่ได้ตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2569

นอกจากนี้ รัฐบาลยังมุ่งแก้ปัญหาเงินเฟ้อจากต้นทุนที่สูง โดยจะทยอยออกมาตรการใหม่ๆ ขอให้ประชาชนติดตาม ล่าสุดในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ครั้งที่ 1 ได้อนุมัติมาตรการพยุงภาคการขนส่งสาธารณะและรถบรรทุก ใช้งบกลางกว่า 2,000 ล้านบาท ช่วยผู้ประกอบการรถมินิบัส แท็กซี่ ไรเดอร์ และรถบรรทุกขนส่งสินค้าอุปโภคบริโภค โดยเปิดลงทะเบียนตั้งแต่วันนี้ เพื่อลดค่าครองชีพให้ประชาชน

รัฐบาลทยอยออกมาตรการ “รัชดา” โต้ “อภิสิทธิ์” เรื่องแบ่งงาน “ศุภจี”

สำหรับประเด็นการแบ่งงานให้ นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ น.ส.รัชดายืนยันว่านายกรัฐมนตรีได้มอบหมายให้ดูแลคลัสเตอร์ส่งเสริมการค้า พาณิชยกรรม สินค้าเกษตร อุตสาหกรรม และการท่องเที่ยว ซึ่งครอบคลุมการเพิ่มขีดความสามารถแข่งขัน ส่งเสริม SME พัฒนาสินค้าเกษตร-อุตสาหกรรม และท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน นี่คือการเชื่อมโยงงานข้ามกระทรวงมากกว่าคุมแค่กระทรวงเดียว ตามที่เคยหาเสียงไว้ และมติครม. ก็ชัดเจนแล้ว ควรโฟกัสที่ผลงานมากกว่าข่าวลือ

รัฐบาลมีมาตรการทั้งเฉพาะหน้า เฉพาะกลุ่ม และระยะยาว เช่น โครงการคนละครึ่งที่ยังคงเป็นเครื่องมือสำคัญ แม้บางฝ่ายจะไม่เห็นด้วย แต่ผลลัพธ์ช่วยประชาชนจริง นอกจากนี้ ยังมีแผนงบประมาณที่คุ้มค่า ตรงกลุ่มเป้าหมาย เพื่อให้ความช่วยเหลือถึงมือประชาชนอย่างแท้จริง

ผลกระทบและแนวโน้มมาตรการรัฐบาล

มาตรการเหล่านี้ไม่เพียงบรรเทาค่าครองชีพ แต่ยังกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก โดยเฉพาะภาคขนส่งและ SME ที่เป็นเส้นเลือดฝอยของประเทศ การโอนงบประมาณอย่างมีประสิทธิภาพจะช่วยให้รัฐบาลตอบสนองวิกฤตได้เร็วขึ้น ในขณะที่การมอบหมายงานแบบคลัสเตอร์ช่วยให้การประสานงานระหว่างกระทรวงราบรื่น ลดช่องว่าง bureaucratic

  • ช่วยเหลือผู้ประกอบการขนส่ง: ลดต้นทุนน้ำมัน ค่าน้ำมันเครื่องจักร
  • ส่งเสริมสินค้าเกษตร: เพิ่มมูลค่า สร้างรายได้เกษตรกร
  • กระตุ้นท่องเที่ยว: ดึงดูดนักท่องเที่ยว ยั่งยืน
  • งบประมาณปี 2570: เร่งรัดเพื่อใช้ทัน Q4 2569

แม้จะมีเสียงวิจารณ์จากฝ่ายค้าน แต่รัฐบาลยืนยันเดินหน้าตามแผน ขอบคุณทุกภาคส่วนที่ให้ข้อเสนอแนะ

สุดท้าย รัฐบาลขอเชิญชวนประชาชนติดตามมาตรการใหม่ๆ และมีส่วนร่วมแจ้งปัญหา เพื่อให้การช่วยเหลือตรงจุดมากขึ้น คุณคิดอย่างไรกับมาตรการเหล่านี้? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่างได้เลย!

ที่มา – รัฐบาลทยอยออกมาตรการ “รัชดา” โต้ “อภิสิทธิ์” หลายเรื่องทำแล้วบรรเทาเดือดร้อนประชาชน

ทีมโฆษกรัฐบาล เผยนายกฯ มอบนโยบายสื่อสารเข้าใจง่าย

วันนี้เรามีข่าวดีจากแวดวงการเมืองที่หลายคนกำลังให้ความสนใจ นั่นคือ ทีมโฆษกรัฐบาล เผยนายก ฯ มอบนโยบาย สื่อสารเข้าใจง่าย ข้อมูลครบถ้วน รอบด้าน ซึ่งจะช่วยให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูลรัฐบาลได้ดียิ่งขึ้น ในวันที่ 16 เมษายน 2569 นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ร่วมกับนางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษก และนางสาวพลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ ว่าที่รองโฆษก ได้เปิดเผยหลังไหว้ขอพรนายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล เนื่องในวันสงกรานต์ เพื่อความเป็นสิริมงคล

ทีมโฆษกรัฐบาล เผยนายก ๅ มอบนโยบาย สื่อสารเข้าใจง่าย ข้อมูลครบถ้วน รอบด้าน

นายกรัฐมนตรีได้มอบนโยบายสำคัญให้ทีมโฆษก โดยเน้นการสื่อสารที่เข้าใจง่าย ข้อมูลครบถ้วนทุกด้าน และรอบด้าน รวมถึงต้องฟังเสียงสะท้อนจากประชาชนเสมอ ไม่ใช่แค่ประกาศนโยบายฝ่ายเดียว แต่ต้องอธิบายเหตุผลให้ชัดเจน โดยเฉพาะมาตรการที่รัฐบาลกำลังดำเนินการอยู่ นโยบายนี้ถือเป็นหัวใจหลักในการทำงานของทีมโฆษกรัฐบาลยุคใหม่ ที่นำความรู้สึกและความคาดหวังของประชาชนมาเป็นที่ตั้ง สื่อสารความจริงจากรัฐบาลสู่ประชาชน และย้อนกลับมาปรับปรุงนโยบาย

การปรับปรุงเพจไทยคู่ฟ้าให้เป็นแหล่งข้อมูลหลัก

ทีมโฆษกรัฐบาลตั้งเป้าให้เพจ ไทยคู่ฟ้า เป็นเพจหลักในการชี้แจงนโยบายรัฐบาลอย่างถูกต้อง รวดเร็ว และทันสมัย โดยได้ปรับภาษาให้อ่านง่าย ลดความเป็นทางการ เพิ่มกราฟิกสวยงาม และโพสต์เนื้อหาให้รวดเร็วตามสถานการณ์ ปิดยุคสื่อสารแบบเก่าๆ ที่ยึดติดมานานหลายสิบปี ให้เข้ากับสังคมดิจิทัลยุคโซเชียลมีเดียที่มีข้อมูลหลากหลาย ในยุคที่ข่าวลือและเฟคนิวส์ล้นโลก เพจไทยคู่ฟ้าจะเป็นช่องทางหลักที่ประชาชนไว้วางใจได้สำหรับข่าวจริงจากรัฐบาล

ไม่ใช่แค่ตอบโต้ทางการเมือง แต่ทีมโฆษกยืนยันว่าจะชี้แจงบนพื้นฐานความจริงและข้อมูลถูกต้อง เพื่อสร้างความเข้าใจซึ่งกันและกันระหว่างรัฐบาล สื่อ และประชาชน ธีมการทำงานคือ ‘ตรงไปตรงมา ครบถ้วน’ เพื่อให้พี่น้องประชาชนเข้าใจง่ายที่สุด

จุดแข็งของทีมโฆษกรัฐบาลแต่ละคน

ทีมโฆษกชุดนี้มีจุดเด่นที่หลากหลาย ทำให้ครอบคลุมการสื่อสารทั้งในและต่างประเทศ

  • นางสาวรัชดา ธนาดิเรก: พี่ใหญ่ที่มีประสบการณ์ยาวนาน คอยนำทีมและประสานงาน
  • นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา: เชี่ยวชาญภาษาจีน ช่วยสื่อสารนโยบายไปยังชุมชนจีนและต่างชาติ
  • นางสาวพลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์: คนรุ่นใหม่ คล่องภาษาอังกฤษ สื่อสารเรื่องต่างประเทศได้ดี โดยเฉพาะมาตรการระยะสั้น กลาง ยาวในวิกฤต

นอกจากนี้ ทีมยังไม่กลัวการถูกโจมตีด้วย IO หรือข้อมูลเท็จ แต่จะทำหน้าที่ให้ดีที่สุด โดยไม่คาดหวังยอดไลค์หรือคำชม แต่เน้นข้อมูลจริง นางสาวลลิดายังย้ำว่าจะนำประสบการณ์เก่ามาปรับใช้ให้เข้มข้นยิ่งขึ้น ส่วนนางสาวพลอยทะเลจะเน้นสื่อสารกับเด็กรุ่นใหม่ผ่านช่องทางส่วนตัวและไทยคู่ฟ้า เพื่อต่อสู้เฟคนิวส์ด้วยข้อเท็จจริง

การสื่อสารแบบนี้ไม่เพียงช่วยให้ประชาชนเข้าใจนโยบายรัฐบาลมากขึ้น แต่ยังเสริมสร้างความโปร่งใสและความเชื่อมั่นในรัฐบาล ท่ามกลางโลกออนที่มีข้อมูลปลอมมากมาย หากรัฐบาลทำได้จริง คงช่วยลดความเข้าใจผิดได้เยอะเลยทีเดียว

คุณคิดอย่างไรกับนโยบายสื่อสารใหม่นี้? ลองติดตามเพจไทยคู่ฟ้า แล้วมาแชร์ความเห็นในคอมเมนต์กันนะ จะได้ช่วยกันสร้างสังคมข้อมูลจริง!

ที่มา – ทีมโฆษกรัฐบาล เผยนายก ๅ มอบนโยบาย สื่อสารเข้าใจง่าย ข้อมูลครบถ้วน รอบด้าน

ครม. เร่งเครื่องกฎหมายค้างท่อ 24 ฉบับ

สวัสดีครับเพื่อนๆ ชาวบล็อกข่าวการเมืองวันนี้เรามีเรื่องสำคัญมาอัปเดตกันนะครับ เรื่อง ครม. เร่งเครื่องกฎหมายค้างท่อ 24 ฉบับ ที่กำลังเป็นกระแสในแวดวงการเมืองเลยทีเดียว จากข้อมูลล่าสุดที่โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี นางสาวรัชดา ธนาดิเรก เผยออกมาว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้มีมติรับทราบร่างพระราชบัญญัติที่ค้างอยู่ในสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา รวมทั้งหมด 24 ฉบับ และสั่งการให้รัฐมนตรีเจ้ากระทรวงและหัวหน้าส่วนราชการเร่งทบทวน พิจารณาให้เสร็จ แล้วแจ้งสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี (สลค.) ภายในวันที่ 24 เมษายน 2569 เพื่อนำเสนอครม. อีกครั้ง ร้องขอให้รัฐสภาพิจารณาต่อก่อนครบกำหนด 12 พฤษภาคม 2569 นี่คือการเคลื่อนไหวที่รวดเร็วมากๆ เลยครับ เพราะถ้าพลาดกรอบเวลาตามรัฐธรรมนูญมาตรา 147 ร่างกฎหมายเหล่านี้จะ “ตกไป” ทันทีหลังยุบสภา

ครม. เร่งเครื่องกฎหมายค้างท่อ 24 ฉบับ มอบเจ้ากระทรวงเร่งเคลียร์ ก่อนส่งสภาฯ พิจารณา

ทำไมถึงต้องเร่งขนาดนี้? เพราะหลังเลือกตั้งใหม่ คณะรัฐมนตรีชุดใหม่มีเวลาแค่ 60 วันในการยื่นขอให้สภานำร่างกฎหมายที่ตกไปกลับมาพิจารณา ถ้าช้าไปนิดเดียว โครงการสำคัญๆ หลายอย่างอาจสะดุดได้ครับ เพื่อนๆ ลองนึกภาพดูสิ รถไฟฟ้าสายสีชมพู หรือกฎหมายปราบฟอกเงินที่ค้างอยู่ ถ้าตกไปหมด จะกระทบประชาชนยังไงบ้าง รัฐบาลเลยไม่รอช้า มอบหมายให้แต่ละกระทรวงลงมือทันที

ครม. เร่งเครื่องกฎหมายค้างท่อ 24 ฉบับ: รายชื่อกฎหมายค้างจากหน่วยงานต่างๆ

มาดูกันครับว่าร่างกฎหมาย 24 ฉบับนี้มาจากไหนบ้าง แบ่งเป็นค้างสภาผู้แทนฯ 20 ฉบับ และวุฒิสภา 4 ฉบับ ดังนี้

  • กระทรวงกลาโหม (2 ฉบับ)
    • ร่างพระราชบัญญัติจัดระเบียบราชการกระทรวงกลาโหม (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ….
    • ร่างพระราชบัญญัติธรรมนูญศาลทหาร (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ….
  • กระทรวงการคลัง (3 ฉบับ)
    • ร่างพระราชบัญญัติศูนย์กลางการประกอบธุรกิจทางการเงิน พ.ศ. ….
    • ร่างพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. (หลักทรัพย์อิเล็กทรอนิกส์)
    • ร่างพระราชบัญญัติโอนที่ราชพัสดุ… ในท้องที่ตำบลดงเย็น อำเภอบ้านดุง จังหวัดอุดรธานี พ.ศ. ….
  • กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (2 ฉบับ)
    • ร่างพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี พ.ศ. ….
    • ร่างพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ….
  • กระทรวงคมนาคม (5 ฉบับ) ที่น่าสนใจมากเพราะเกี่ยวกับโครงสร้างพื้นฐาน
    • ร่างพระราชบัญญัติการเดินเรือในน่านน้ำไทย (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. (เพิ่มเรื่องค้นหาช่วยเหลือผู้ประสบภัยทางน้ำ)
    • ร่างพระราชบัญญัติเวนคืนอสังหา… โครงการรถไฟฟ้ามหานครสายนครราพิพัฒน์…
    • ร่างพระราชบัญญัติเวนคืน… รถไฟฟ้าสายสีชมพูช่วงแคราย-มีนบุรี…
    • ร่างพระราชบัญญัติกำหนดภาระ… รถไฟฟ้าสายสีชมพู…
    • ร่างพระราชบัญญัติการท่าเรือแห่งประเทศไทย (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ….
  • กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (1 ฉบับ)
    • ร่างพระราชบัญญัติบริหารจัดการเพื่ออากาศสะอาด พ.ศ. …. (เรื่องสิ่งแวดล้อมที่เราต้องการมากในยุคนี้)
  • กระทรวงยุติธรรม (3 ฉบับ)
    • ร่างพระราชบัญญัติยกเลิก พ.ร.บ.เช็ค พ.ศ. 2534
    • ร่างพระราชบัญญัติค่าตอบแทนผู้เสียหาย… (ฉบับที่ ..)
    • ร่างพระราชบัญญัติล้มละลาย (ฉบับที่ ..)
  • กระทรวงสาธารณสุข (2 ฉบับ)
    • ร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย (ฉบับที่ ..)
    • ร่างพระราชบัญญัติอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน
  • สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา (1 ฉบับ)
    • ร่างพระราชบัญญัติเวนคืนและการได้มาซึ่งอสังหา (ฉบับที่ ..)
  • สำนักงาน ก.พ.ร. (1 ฉบับ)
    • ร่างพระราชบัญญัติการอำนวยความสะดวกในการพิจารณาอนุญาต
  • สำนักงาน ปปง. (2 ฉบับ)
    • ร่างพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ฉบับที่ ..)
    • ร่างยกเลิกบทบัญญัติมูลฐานฟอกเงิน
  • สำนักงานศาลยุติธรรม (2 ฉบับ)
    • ร่างแก้ไขประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (เจ้าพนักงานคดี)
    • ร่างระเบียบข้าราชการฝ่ายตุลาการ (เจ้าพนักงานคดีประจำศาล)

เห็นรายชื่อแล้วรู้สึกว่ามีเรื่องสำคัญเยอะแยะเลยครับ ตั้งแต่โครงสร้างพื้นฐานอย่างรถไฟฟ้า ที่จะช่วยแก้ปัญหาจราจรในกรุงเทพฯ ไปจนถึงกฎหมายสิ่งแวดล้อมอากาศสะอาด ปราบฟอกเงิน หรือแม้แต่แพทย์แผนไทยที่เป็นภูมิปัญญาชาวบ้าน ถ้ากฎหมายเหล่านี้ผ่าน จะช่วยพัฒนาประเทศได้มาก การที่ ครม. เร่งเครื่องกฎหมายค้างท่อ 24 ฉบับ แบบนี้ แสดงให้เห็นว่ารัฐบาลจริงจังกับการผลักดันนโยบายให้ทันเวลา

ในมุมมองของผมนะครับ นี่เป็นโอกาสดีที่จะเห็นการทำงานร่วมมือระหว่างฝ่ายบริหารและนิติบัญญัติ ถ้าทุกฝ่ายช่วยกัน เราน่าจะเห็นความคืบหน้าหลายเรื่องในเร็วๆ นี้ เพื่อนๆ คิดยังไงบ้าง ลองคอมเมนต์บอกกันหน่อยสิครับ หรือถ้าอยากติดตามข่าวการเมืองอัปเดตแบบเรียลไทม์ สมัครรับข่าวสารจากบล็อกเราได้เลย รับรองไม่พลาดทุกมติครม.!

ที่มา – ครม. เร่งเครื่องกฎหมายค้างท่อ 24 ฉบับ มอบเจ้ากระทรวงเร่งเคลียร์ ก่อนส่งสภาฯ พิจารณา

“เอกนัฏ” ยันสงกรานต์น้ำมันพอ ไม่ต้อง พ.ร.ก.กู้

ในช่วงเทศกาลสงกรานต์ที่กำลังมาถึงนี้ หลายคนคงกังวลเรื่องน้ำมันเชื้อเพลิงว่าจะเพียงพอหรือไม่ โดยเฉพาะท่ามกลางสถานการณ์ราคาน้ำมันผันผวน ล่าสุด เอกนัฏ ยันสงกรานต์มีน้ำมันเพียงพอ ชี้ไม่จำเป็นออก พ.ร.ก.กู้ หากกองทุนน้ำมันบริหารสภาพคล่องได้ จากนายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ที่ให้ความมั่นใจแก่ประชาชนในการใช้จ่ายช่วงวันหยุดยาว

เอกนัฏ ยันสงกรานต์มีน้ำมันเพียงพอ ชี้ไม่จำเป็นออก พ.ร.ก.กู้ หากกองทุนน้ำมันบริหารสภาพคล่องได้

เมื่อวันที่ 11 เมษายน 2567 เวลา 09.45 น. ณ ทำเนียบรัฐบาล นายเอกนัฏ ได้อัปเดตสถานการณ์กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงว่าดีขึ้นอย่างมาก จากเดิมที่ขาดทุนสูงสุดถึงวันละ 2,500 ล้านบาท ปัจจุบันลดลงเหลือเพียงวันละ 400-500 ล้านบาท ซึ่งอยู่ในระดับที่สามารถบริหารจัดการได้อย่างมีประสิทธิภาพ สถานการณ์นี้เกิดจากราคาน้ำมันโลกที่เริ่มปรับตัว โดยเฉพาะน้ำมันดีเซลในตลาดสิงคโปร์ที่ลดลงจาก 300 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล เหลือ 200 เหรียญในช่วง 4-5 วันที่ผ่านมา คาดว่าจะสะท้อนลงสู่ราคาหน้าปั๊มในเร็วๆ นี้

ภารกิจสำคัญช่วงสงกรานต์ของเอกนัฏ

แม้จะเป็นช่วงวันหยุดยาวตั้งแต่วันที่ 10-16 เมษายน แต่รัฐมนตรีพลังงานอย่างนายเอกนัฏยืนยันว่าจะไม่หยุดงาน โดยมีภารกิจหลัก 2 ประการ ได้แก่

  • ติดตามและเตรียมน้ำมันให้เพียงพอสำหรับประชาชนที่เดินทางท่องเที่ยวช่วงสงกรานต์ รวมถึงสรรหาน้ำมันดิบสำรองให้มากที่สุด เพื่อรับมือหากสถานการณ์โลกบานปลาย
  • เฝ้าระวังราคาน้ำมันตลาดโลกและความตึงเครียดในตะวันออกกลาง โดยปัจจุบันมีแนวโน้มดีจากการเจรจา แม้ผลยังไม่แน่นอน แต่กองทุนน้ำมันพร้อมปรับราคาตามสถานการณ์จริง

สำหรับปริมาณน้ำมันใหม่ในเดือนเมษายนมาครบตามกำหนด เดือนพฤษภาคมรับประกันว่าพอแน่นอน และเดือนมิถุนายนกำลังสั่งซื้อเพิ่มเติม แม้จะมีความไม่แน่นอนจากปัจจัยภายนอก เช่น การประมูลน้ำมันที่อาจมี war premium แต่ทีมงานติดตามทุกวันเพื่อความมั่นคง

การหาแหล่งน้ำมันใหม่และการบริหารกองทุน

นอกจากแหล่งจากรัสเซียและแอฟริกาแล้ว ไทยยังพิจารณาแหล่งอื่นทั่วโลก โดยคำนึงถึงคุณภาพน้ำมัน เช่น ความหนัก-เบา ความหวาน-เปรี้ยว และปริมาณกำมะถัน ให้เหมาะกับโรงกลั่นในประเทศ หากจำเป็นจะใช้ช่องทางรัฐต่อรัฐผ่านกระทรวงการต่างประเทศ แต่ขณะนี้สั่งซื้อได้ตามแผนครบถ้วน

ส่วนประเด็นค้ำประกันเงินกู้กองทุน นายเอกนัฏระบุว่าหากกองทุนบริหารสภาพคล่องได้ด้วยตัวเอง ก็ไม่จำเป็นต้องออก พ.ร.ก.กู้เงินให้กระทรวงการคลังค้ำประกัน แม้สถานะกองทุนจะติดลบเกือบ 60,000 ล้านบาทจากวิกฤตก่อนหน้า แต่ตอนนี้ดีขึ้นมาก นอกจากนี้ยังเตรียมกลไกอื่นๆ เช่น ให้โรงกลั่นลดค่าการกลั่น โดยเดือนมีนาคมอยู่ที่ราว 2 บาทต่อลิตร อ้างอิงจากสิงคโปร์ และจะพิจารณาต่อเนื่องตามต้นทุนจริง

สรุปแล้ว สถานการณ์น้ำมันไทยกำลังเข้าที่เข้าทาง โดยเฉพาะช่วงสงกรานต์ที่ทุกฝ่ายร่วมมือกัน ประชาชนสามารถวางแผนเดินทางได้อย่างมั่นใจ โดยไม่ต้องกังวลเรื่องขาดแคลนหรือราคาพุ่งสูง

ติดตามข่าวสารพลังงานและอัปเดตเศรษฐกิจเพิ่มเติมได้ที่บล็อกของเรา เพื่อไม่พลาดข้อมูลสำคัญ!

ที่มา – “เอกนัฏ” ยันสงกรานต์มีน้ำมันเพียงพอ ชี้ไม่จำเป็นออก พ.ร.ก.กู้ หากกองทุนน้ำมันบริหารสภาพคล่องได้

รมช.ศึกษาฯ ชงตั้ง “ครูจวง” เป็นที่ปรึกษา

ข่าวใหญ่ในวงการศึกษาที่กำลังเป็นกระแส รมช.ศึกษาฯ ชงตั้ง “ครูจวง” เป็นที่ปรึกษา โดยนายอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ได้เปิดเผยถึงแผนการนี้อย่างชัดเจน โดยไม่สนใจเรื่องสังกัดพรรคการเมือง แต่เน้นที่ฝีมือและความเชี่ยวชาญด้านการศึกษาเท่านั้น การเคลื่อนไหวนี้นับเป็นสัญญาณบวกสำหรับการปฏิรูปการศึกษาไทยที่ต้องการคนเก่งมาช่วยขับเคลื่อน

รมช.ศึกษาฯ ชงตั้ง “ครูจวง” เป็นที่ปรึกษา

วันที่ 11 เมษายน 2567 นายอัครนันท์ ได้ให้สัมภาษณ์ถึงเหตุผลที่ชวนนายปารมี ไวจงเจริญ หรือที่รู้จักกันในชื่อ ครูจวง อดีตผู้สมัคร ส.ส. พรรคประชาชน มาร่วมงานในกระทรวงศึกษาธิการ ทั้งที่ทั้งคู่รู้จักกันมานานกว่า 10 ปี แม้ครูจวงจะไม่ได้เป็น ส.ส. ในสมัยนี้ และมีแผนกลับไปสอนหนังสือ แต่รมช.ศึกษาฯ มองเห็นศักยภาพของเขาในการช่วยพัฒนาการศึกษา จึงชวนมาร่วมทีมทันที โดยวางตำแหน่งเป็นที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ

เหตุผลหลักที่เลือกครูจวง

สิ่งที่น่าสนใจคือ รมช.ศึกษาฯ ย้ำชัดว่า ไม่สนเรื่องสังกัดพรรค ขอแค่เป็นคนเก่ง ทำงานตรงสายการศึกษา ครูจวงมีประวัติการทำงานที่โดดเด่น โดยเฉพาะการพูดถึงปัญหาการศึกษาและแก้ไขให้ฝ่ายค้านในอดีตได้อย่างตรงจุด ทำให้มั่นใจว่าจะช่วยแก้ปัญหาได้จริง ไม่มีดราม่าเรื่องการเมืองมาสะดุด การตัดสินใจนี้ช่วยเปิดประตูให้บุคลากรนอกพรรคร่วมงาน ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับประเทศที่ต้องการความก้าวหน้า

  • รู้จักกันมานานกว่า 10 ปี สนิทสนมส่วนตัว
  • ครูจวงเชี่ยวชาญด้านการศึกษา ตรงสายงาน 100%
  • ไม่ยึดติดพรรคการเมือง เน้นผลงานและฝีมือ
  • ช่วยพัฒนาการศึกษาไทยให้ก้าวหน้า ไม่ติดกรอบอุดมการณ์

นัดดินเนอร์เพื่อนเก่าจากพรรคประชาชน

นอกจากนี้ นายอัครนันท์ ยังเผยว่ามีเพื่อนในพรรคประชาชนหลายคน และวันนั้นจะไปดินเนอร์กับนายเพชร กรุณพล เทียนสุวรรณ อดีตผู้สมัคร ส.ส. พรรคประชาชน โดยกล่าวว่า “ถ้าวันนี้มองแต่ว่า มีแนวคิดที่ไม่เหมือนกันแล้วจะคบกันไม่ได้ ก็ไม่สามารถคบใครได้แล้ว” แสดงถึงทัศนคติที่เปิดกว้าง สามารถทำงานร่วมกันได้แม้ต่างอุดมการณ์ ซึ่งเป็นจุดแข็งในการสร้างทีมที่หลากหลาย

การชงตั้ง รมช.ศึกษาฯ ชงตั้ง “ครูจวง” เป็นที่ปรึกษา นี้ ไม่ใช่แค่การดึงคนเก่งเข้ามา แต่ยังสะท้อนนโยบายของกระทรวงศึกษาที่ต้องการปฏิรูปอย่างจริงจัง ปัจจุบันการศึกษาไทยเผชิญปัญหามากมาย เช่น คุณภาพครูไม่เพียงพอ การเรียนออนไลน์หลังโควิดที่ยังล้าหลัง ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาในท้องถิ่น การมีครูจวงที่เคยต่อสู้ในสภาเรื่องนี้มาร่วม จะช่วยเสริมทีมให้แข็งแกร่งขึ้น

จากประสบการณ์ของครูจวงที่เคยเป็นครูและนักกิจกรรมการศึกษา เขามักพูดถึงการเพิ่มงบประมาณการศึกษา การฝึกอบรมครู การลดชั่วโมงเรียนที่ไม่จำเป็น เพื่อให้เด็กมีเวลาพัฒนาทักษะชีวิต ซึ่งตรงกับวิสัยทัศน์ของรัฐบาลชุดนี้ที่เน้นทักษะแห่งอนาคต เช่น ดิจิทัล AI และ soft skills หากสำเร็จ จะเป็นตัวอย่างที่ดีให้หน่วยงานอื่นๆ ดึงคนเก่งไม่จำกัดกรอบพรรค

อย่างไรก็ตาม ยังมีเสียงวิจารณ์จากบางฝ่ายว่าอาจมีผลกระทบทางการเมือง แต่รมช.ศึกษาฯ ยืนยันว่าเป็นการทำงาน чисто ไม่เกี่ยวกับการเมือง และครูจวงเองก็ไม่เคยพูดถึงการย้ายพรรคเพื่อไทย นี่คือการร่วมมือเพื่อชาติ

ในมุมมองของผู้เขียน การเคลื่อนไหวนี้น่าจะนำพาการศึกษาไทยไปข้างหน้าได้ดี หากรัฐบาลเปิดกว้างแบบนี้มากขึ้น ประเทศจะพัฒนาเร็วขึ้นแน่นอน คุณคิดอย่างไรกับเรื่องนี้? ลองแสดงความเห็นในคอมเมนต์ และติดตามข่าวการศึกษาเพิ่มเติมจากบล็อกของเราเพื่อไม่พลาดอัปเดตสำคัญ

ที่มา – รมช.ศึกษาฯ ชงตั้ง “ครูจวง” เป็นที่ปรึกษา เชื่อฝีมือไม่สนเรื่องสังกัดพรรค ขอคนเก่งทำงานตรงสาย

สุขสมรวย ถือฤกษ์ดี ไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ทำเนียบฯ

ในวันที่ 11 เมษายน 2567 ซึ่งเป็นวันสำคัญสำหรับการเมืองไทย นางสุขสมรวย วันทนียกุล ได้เริ่มต้นการปฏิบัติหน้าที่ในฐานะรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการ หลังจากคณะรัฐมนตรีได้แถลงนโยบายเรียบร้อยแล้ว เหตุการณ์นี้ได้รับความสนใจอย่างมากจากสื่อและประชาชน โดยเฉพาะ สุขสมรวย ถือฤกษ์ดี ไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ทำเนียบฯ ที่เกิดขึ้นในช่วงเช้าตรู่

สุขสมรวย ถือฤกษ์ดี ไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ทำเนียบฯ

เมื่อเวลา 07.00 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นางสุขสมรวย ได้ถือฤกษ์ดีเดินทางมาถึงเพื่อไหว้ศาลพระภูมิเจ้าที่ ศาลตายาย และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำทำเนียบฯ ก่อนที่จะเริ่มปฏิบัติหน้าที่จริงจัง การไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์นี้เป็นประเพณีที่รัฐมนตรีใหม่หลายท่านปฏิบัติ เพื่อขอพรให้การทำงานราบรื่นและประสบความสำเร็จ สุขสมรวย ถือฤกษ์ดี ไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ทำเนียบฯ แบบนี้ สะท้อนถึงความเคารพในวัฒนธรรมไทยและความตั้งใจจริงจังในการรับใช้ประชาชน

สุขสมรวย ถือฤกษ์ดี ไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ทำเนียบฯ

หน่วยงานสำคัญที่ได้รับมอบหมาย

หลังจากพิธีไหว้เสร็จ นางสุขสมรวย ได้เปิดเผยถึงภารกิจที่ได้รับมอบหมาย โดยเธอจะดูแล 3 หน่วยงานหลักที่ถือเป็นหัวใจสำคัญในการพัฒนาชนบทและแก้ปัญหาที่ดินทำกินของประชาชน ได้แก่

  • สำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ซึ่งเป็นหน่วยงานที่สานต่อพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 และรัชกาลที่ 10 โครงการเหล่านี้ช่วยแก้ปัญหาน้ำแล้ง น้ำท่วม และพัฒนาคุณภาพชีวิตชาวบ้านในพื้นที่ห่างไกล
  • สถาบันบริหารจัดการธนาคารที่ดิน องค์การมหาชน (บธ.) หน่วยงานนี้มีบทบาทสำคัญในการปฏิรูปที่ดิน จัดสรรที่ดินทำกินให้เกษตรกรรายย่อย ลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม และป้องกันการกินที่ดินของนายทุน
  • กองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ (กทบ.) ที่ช่วยหมุนเวียนเงินทุนในระดับชุมชน สนับสนุนกิจกรรมเศรษฐกิจฐานราก ให้ชาวบ้านมีรายได้มั่นคง

นางสุขสมรวย ยืนยันว่า เธอตั้งใจจะทำงานให้ดีที่สุด เพื่อให้หน่วยงานเหล่านี้บรรลุเป้าหมาย ลั่นว่าจะทุ่มเทเต็มที่เพื่อประชาชน

นางสุขสมรวย ไหว้ศาลพระภูมิ
สุขสมรวย ถือฤกษ์ดี ไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์

การมอบหมายงานให้ สุขสมรวย ถือฤกษ์ดี ไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ทำเนียบฯ ครั้งนี้ ถือเป็นสัญญาณว่ารัฐบาลชุดใหม่ให้ความสำคัญกับการพัฒนาชนบท โครงการพระราชดำริยังคงเป็นนโยบายหลักที่ทุกฝ่ายเห็นพ้อง ขณะที่ปัญหาที่ดินและกองทุนหมู่บ้านเป็นประเด็นเรื้อรังที่ต้องแก้ไขเร่งด่วน ในยุคที่เศรษฐกิจฟื้นตัวหลังโควิด การสนับสนุนฐานรากจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจจากล่างสู่บนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

นอกจากนี้ ประเพณีถือฤกษ์ดีไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ยังเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมการเมืองไทยที่ผสมผสานความเชื่อและความรับผิดชอบเข้าด้วยกัน รัฐมนตรีหลายท่านที่เริ่มต้นด้วยพิธีนี้ มักได้รับการตอบรับดีจากประชาชน เพราะแสดงถึงความถ่อมตนและศรัทธา

ในมุมมองของผู้เขียน คาดว่านางสุขสมรวยจะสามารถผลักดันนโยบายเหล่านี้ได้สำเร็จ ด้วยประสบการณ์และความมุ่งมั่น หากคุณสนใจติดตามความคืบหน้าของรัฐมนตรีท่านนี้และนโยบายรัฐบาล ลองแวะมาอ่านบทความอื่นๆ ในบล็อกของเรา หรือแชร์ความคิดเห็นด้านล่างนี้ได้เลย!

ที่มา – “สุขสมรวย” ถือฤกษ์ดี ไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ทำเนียบฯ ลั่นตั้งใจทำหน้าที่ให้ดีที่สุด

“เท้ง” เผย จัดทัพ 20 สส. ถก 2 วัน ไม่เสียกำลังใจ

ข่าวการเมืองร้อนแรงที่ทุกคนกำลังจับตามองกันอย่างใกล้ชิด นั่นคือ “เท้ง” เผย จัดทัพ 20 สส. ถกตลอด 2 วัน ไม่เสียกำลังใจ ป.ป.ช. ยื่นฟ้องศาลฎีกา นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หรือที่รู้จักกันในชื่อ “เท้ง” หัวหน้าพรรคประชาชน ซึ่งเป็นกลุ่ม สส. อดีตพรรคก้าวไกล ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ก่อนการประชุมร่วมรัฐสภาเพื่อแถลงนโยบายรัฐบาล โดยย้ำว่าทุกคนยังคงมุ่งมั่น ไม่เสียสมาธิ แม้จะมีประเด็นคดีจาก ป.ป.ช. มากดดันก็ตาม วันนี้เรามาเจาะลึกกันว่ามีอะไรน่าสนใจบ้าง

“เท้ง” เผย จัดทัพ 20 สส. ถกตลอด 2 วัน ไม่เสียกำลังใจ ป.ป.ช. ยื่นฟ้องศาลฎีกา

วันที่ 9 เมษายน 2567 ก่อนเริ่มการอภิปรายนโยบายรัฐบาลที่ยาวนานถึง 2 วัน “เท้ง” ณัฐพงษ์ เปิดเผยว่าพรรคประชาชนได้เตรียม สส. กว่า 20 คน เพื่อขึ้นเวทีอภิปรายอย่างเข้มข้น โดยวันแรก (9 เม.ย.) จะไปจนถึงเวลา 02.00 น. และวันถัดไป (10 เม.ย.) จนถึง 23.00 น. เนื้อหาจะครอบคลุมปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนแบบครบถ้วน ไม่ซ้ำซ้อนกัน เช่น ฝุ่น PM2.5 ที่เป็นภัยคุกคามสุขภาพคนไทยมาหลายปี วิกฤตพลังงานที่ราคาน้ำมันแพงขึ้นเรื่อยๆ และประเด็นอื่นๆ ที่กระทบชีวิตประจำวัน

การเตรียมทีมอภิปรายของฝ่ายค้าน

ฝ่ายค้านอย่างพรรคประชาชนทำงานร่วมกันอย่างเป็นระบบ แม้จะไม่ได้แบ่งเวลาแบบอภิปรายไม่ไว้วางใจที่ต้องยื่นครั้งเดียวต่อสมัย แต่ทุกคนเตรียมเนื้อหาเองเพื่อความแน่นปึ้ก “เท้ง” เชื่อมั่นว่าการอภิปรายครั้งนี้จะเป็นเวทีสำคัญในการตรวจสอบนโยบายรัฐบาล โดยเฉพาะเนื้อหาที่ไม่ทับซ้อนกัน ทำให้ สส. แต่ละคนได้โชว์ศักยภาพเต็มที่

  • วันแรก: เน้นปัญหาความเดือดร้อนประชาชน เช่น PM2.5 และวิกฤตพลังงาน
  • วันสอง: ขยายประเด็นอื่นๆ ที่เตรียมมาอย่างละเอียด
  • จำนวน สส.: 20 คน จัดทัพพร้อมรบ ถกยาว 2 วันเต็ม

คดี ป.ป.ช. ยื่นฟ้องศาลฎีกา ปมแก้ ม.112

ในวันเดียวกันนี้ สำนักงาน ป.ป.ช. ได้หอบสำนวนคดี สส. 44 คน จากพรรคก้าวไกลเดิม ปมเสนอแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 (หมิ่นพระบรมเดว) ไปยื่นต่อศาลฎีกาแผนตุลาการ ซึ่งเป็นกระบวนการปกติ คาดว่าผลจะออกหลังเทศกาลสงกรานต์ “เท้ง” ยืนยันว่าไม่เสียกำลังใจ ไม่ประมาท และพร้อมรับมือหากมีคำสั่งเร่งรัด สส. ทุกคนยังคงทำหน้าที่ในสภาอย่างเต็มที่ โดยเฉพาะ สส. อย่าง นายเท่าพิภพ ลิ้มจิตรกร, นายธีรัจชัย พันธุมาศ, นายสุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ และนางสาวศิริกัญญา ตันสกุล ที่ยังสู้เพื่อประชาชน

แม้บางคนจะมองว่าเป็น “การอภิปรายครั้งสุดท้าย” แต่ “เท้ง” ชี้แจงว่าทุกคนพูดคุยกันมาโดยตลอด ไม่มีใครท้อ ถือเป็นอุบัติเหตุทางการเมืองที่ต้องเผชิญ แต่จุดยืนคือการเมืองเพื่อการเปลี่ยนแปลงเพื่อประชาชน สำหรับโครงสร้างพรรค พรรคประชาชนยืนยันว่าจะประชุมใหญ่ตามข้อบังคับภายในสิ้นเมษายน ไม่ว่าจะมีคำสั่งศาลหรือไม่

สถานการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงความเข้มข้นของการเมืองไทย ที่ฝ่ายค้านยังคงยืนหยัดตรวจสอบอำนาจ แม้เผชิญแรงกดดันจากคดีจริยธรรม มันคือสัญญาณว่าการต่อสู้เพื่อประชาชนยังไม่จบสิ้น และประชาชนอย่างเราคือผู้จับตา

คุณคิดอย่างไรกับการอภิปรายครั้งนี้? มาร่วมแสดงความเห็นในคอมเมนต์ได้เลย และอย่าลืมติดตามข่าวการเมืองอัปเดตเพื่อไม่พลาดทุกมุมมองสำคัญ!

ที่มา – “เท้ง” เผย จัดทัพ 20 สส. ถกตลอด 2 วัน ไม่เสียกำลังใจ ป.ป.ช. ยื่นฟ้องศาลฎีกา

ชมถ่ายทอดสด การประชุมรัฐสภา รัฐบาลอนุทิน

ชมถ่ายทอดสด การประชุมรัฐสภา รัฐบาลอนุทิน นำคณะรัฐมนตรี (ครม.) ชุดใหม่ แถลงนโยบายรัฐบาล เพื่อแก้ปัญหาเร่งด่วน 5 ด้านหลัก วันนี้ 9 เมษายน 2568 ตั้งแต่เวลา 08.30 น. เป็นต้นไป ประชาชนสามารถติดตามรับชมได้ทางสถานีโทรทัศน์และช่องทางออนไลน์ต่างๆ อย่าพลาดเหตุการณ์สำคัญที่กำหนดทิศทางประเทศในปีข้างหน้า

การประชุมร่วมกันของรัฐสภา ครั้งที่ 1 สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง ในวาระด่วนตามมาตรา 162 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย จัดขึ้นเป็นเวลา 2 วัน คือ 9-10 เมษายน 2568 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย จะเป็นประธานนำคณะรัฐมนตรีแถลงนโยบาย โดยก่อนหน้านี้ได้เข้าเฝ้าฯ ถวายสัตย์ปฏิญาณเมื่อวันที่ 6 เมษายน 2568 ตามรัฐธรรมนูญกำหนดให้ต้องแถลงนโยบายก่อนปฏิบัติหน้าที่อย่างเป็นทางการ เว้นแต่กรณีจำเป็นเร่งด่วน

ชมถ่ายทอดสด การประชุมรัฐสภา รัฐบาลอนุทิน นำแถลงนโยบายแก้ปัญหา 5 ด้าน

เอกสารคำแถลงนโยบายรัฐบาลมีความยาว 19 หน้า ครอบคลุมนโยบายหลักที่มุ่งแก้ปัญหาเร่งด่วนของชาติ โดยแบ่งออกเป็น 5 ด้านสำคัญ ซึ่งรัฐบาลอนุทินตั้งใจจะเร่งดำเนินการทันที เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจ สร้างความมั่นคง และยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน

นโยบายหลัก 5 ด้านของรัฐบาลอนุทิน

  • ด้านเศรษฐกิจ: มุ่งกระตุ้นการเติบโตทางเศรษฐกิจ ลดค่าครองชีพ สนับสนุน SME และเกษตรกร ผ่านมาตรการลดภาษี จัดสรรงบประมาณช่วยเหลือผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตเศรษฐกิจโลก รวมถึงส่งเสริมการท่องเที่ยวและอุตสาหกรรมหลักให้ฟื้นตัวเร็วขึ้น
  • ด้านการต่างประเทศและความมั่นคง: เสริมสร้างความมั่นคงชายแดน เจรจาข้อพิพาทกับประเทศเพื่อนบ้าน ปรับปรุงนโยบายการค้าต่างประเทศให้ได้เปรียบ และเพิ่มขีดความสามารถกองทัพในการรับมือภัยคุกคามสมัยใหม่
  • ด้านสังคม: พัฒนาการศึกษา สุขภาพ และสวัสดิการสังคม โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง ลดความเหลื่อมล้ำ เพิ่มงบประมาณโรงเรียนและโรงพยาบาลชุมชน รวมถึงโครงการช่วยเหลือผู้สูงอายุและเด็กกำพร้า
  • ด้านภัยพิบัติและสิ่งแวดล้อม: เตรียมรับมือภัยแล้ง น้ำท่วม และปัญหาฝุ่น PM2.5 โดยเฉพาะภาคเหนือ สร้างระบบเตือนภัยล่วงหน้า พัฒนาเขื่อนและระบบชลประทาน รวมถึงส่งเสริมพลังงานสะอาด ลดการปล่อยคาร์บอน
  • ด้านการบริหารภาครัฐและการปฏิรูปกฎหมาย: ลดความซับซ้อนของระบบราชการ ดิจิทัลทรานสฟอร์มการบริการสาธารณะ ปฏิรูปกฎหมายที่ล้าสมัย เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและลดการทุจริต

นโยบายเหล่านี้ถูกออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ปัญหาเร่งด่วนที่ประชาชนเผชิญ โดยเฉพาะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวจากโควิดและสงครามการค้าโลก

ฝ่ายค้านเตรียมอภิปรายเข้มข้น

ฝ่ายค้านไม่ยอมแพ้ โดยนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ส.ส.บัญชีรายชื่อและหัวหน้าพรรคประชาชน เตรียมผู้อภิปรายกว่า 20 คน โฟกัสปัญหาวิกฤตน้ำมันแพงและฝุ่น PM2.5 ที่กระทบประชาชนภาคเหนือ นอกจากนี้ นายอรรถกร ศิริลัทธยากร ส.ส.ฉะเชิงเทรา พรรคกล้าธรรม ระบุว่า ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า จะช่วยสะท้อนปัญหาทุกภูมิภาค อาจขึ้นอภิปรายสรุปหากมีเวลา

กำหนดการอภิปรายรวม 32.30 ชั่วโมง แบ่งเป็น ประธานที่ประชุม 1.30 ชม., นายกฯ แถลง 1.30 ชม., ครม.ชี้แจง 6 ชม., สว. 4 ชม., ส.ส.ฝ่ายรัฐบาล 5.30 ชม., ส.ส.ฝ่ายค้าน 14.30 ชม. คาดว่าจะเข้มข้นและอาจยืดเยื้อ

การแถลงนโยบายครั้งนี้ถือเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของรัฐบาลอนุทิน ที่มาจากพรรคภูมิใจไทยนำโคไลอิชั่น ชมถ่ายทอดสด การประชุมรัฐสภา รัฐบาลอนุทิน เพื่อติดตามว่ารัฐบาลจะนำนโยบายไปปฏิบัติจริงได้อย่างไร โดยเฉพาะในช่วงเศรษฐกิจผันผวน เรามีความเห็นว่านโยบายเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อมน่าจะเป็นกุญแจสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชน หากทำได้จริงจะช่วยพลิกฟื้นประเทศได้แน่นอน

เชิญชวนทุกท่านติดตามรับชมถ่ายทอดสดและแสดงความคิดเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง ว่าคุณคาดหวังอะไรจากรัฐบาลชุดนี้บ้าง!

ที่มา – ชมถ่ายทอดสด การประชุมรัฐสภา รัฐบาลอนุทิน นำ ครม.ชุดใหม่ แถลงนโยบายรัฐบาล แก้ปัญหาเร่งด่วน 5 ด้าน

Scroll to top