จัดตั้งรัฐบาล

พรรคประชาชนสอบรัฐบาล? หวั่นแทรกแซงคดีเขากระโดง-ฮั้ว สว.

ภาคประชาชนยื่นหนังสือถึง “พรรคประชาชน” กระตุ้นให้ตรวจสอบรัฐบาลเสียงข้างน้อย ด้วยความกังวลเรื่องการแทรกแซงคดี “ฮั้ว สว.” และ “เขากระโดง” โดยเน้นย้ำถึงความรับผิดชอบต่อการเมืองที่ไม่ปกติ

เมื่อวันที่ 17 กันยายน 2568 กลุ่ม “ประชาชนต่อต้านการทุจริตและคอร์รัปชัน 4 ภาค” ได้นำตัวแทนเข้ายื่นหนังสือต่อสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาชน เพื่อเรียกร้องให้ติดตามตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลเสียงข้างน้อยที่จัดตั้งโดยพรรคภูมิใจไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเด็นที่สุ่มเสี่ยงต่อการใช้อำนาจแทรกแซงคดีสำคัญ ได้แก่ คดี “เขากระโดง” และคดี “ฮั้ว สว.” ซึ่งเป็นที่สนใจของประชาชน

ตัวแทนภาคประชาชนได้กล่าวว่า สถานการณ์การเมืองในปัจจุบันมีความสับสนวุ่นวายอย่างมาก และมองว่าพรรคประชาชนมีส่วนเกี่ยวข้องกับการสนับสนุนให้พรรคเสียงข้างน้อยสามารถจัดตั้งรัฐบาลได้สำเร็จ จึงเกิดคำถามว่าการกระทำดังกล่าวนี้ถือเป็นการ “การเมืองผิดปกติ” หรือไม่ และหากมีข้อตกลงที่อาจส่อเค้าขัดต่อรัฐธรรมนูญ พรรคประชาชนจะแสดงความรับผิดชอบอย่างไร โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อศาลฎีกาได้มีคำพิพากษาให้คืนที่ดินเขากระโดงให้แก่การรถไฟฯ เป็นที่เรียบร้อยแล้ว และคดี “ฮั้ว สว.” ก็ถือเป็นหนึ่งในคดีทุจริตครั้งใหญ่ที่มีพรรคการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้องโดยตรงและส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของประชาชน

ด้วยเหตุนี้ กลุ่มผู้ยื่นหนังสือจึงเรียกร้องให้พรรคประชาชนทำหน้าที่ในการตรวจสอบและป้องกันการทุจริตอย่างเข้มงวด รวมถึงสกัดกั้นการแทรกแซงคดีที่อาจเกิดขึ้น เพื่อรักษาความยุติธรรมและผลประโยชน์ของประชาชนโดยรวม

ด้านนายภัณฑิล น่วมเจิม สส. พรรคประชาชน ซึ่งเป็นผู้รับมอบหนังสือ ได้กล่าวย้ำว่าทางพรรคนั้นตระหนักถึงความกังวลของสังคมเป็นอย่างดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งในคดี “ฮั้ว สว.” ที่มีชื่อของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และผู้ที่เกี่ยวข้องในพรรคภูมิใจไทยถึง 91 คน รวมถึงสมาชิกวุฒิสภาอีก 138 คน ที่ได้รับหมายเรียกในคดีดังกล่าว ซึ่งทำให้เกิดการจับตามองอย่างใกล้ชิดว่ารัฐบาลจะใช้อำนาจเข้ามาแทรกแซงกระบวนการยุติธรรมหรือไม่

นายภัณฑิลได้ระบุเพิ่มเติมว่า พรรคประชาชนจะนำข้อเรียกร้องนี้ไปใช้ในการอภิปรายในการแถลงนโยบายของรัฐบาล และหากมีหลักฐานที่ชัดเจนเพียงพอ ทางพรรคก็พร้อมที่จะพิจารณายื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลต่อไป เพื่อให้เกิดความโปร่งใสและตรวจสอบได้ในการบริหารประเทศ

พรรคประชาชนสอบรัฐบาล? หวั่นแทรกแซงคดีเขากระโดง-ฮั้ว สว.

ความกังวลเรื่องการแทรกแซงคดีเขากระโดง-ฮั้ว สว.

ประเด็นสำคัญที่ภาคประชาชนให้ความสนใจคือ การที่รัฐบาลเสียงข้างน้อยอาจใช้อำนาจแทรกแซงคดีสำคัญ ซึ่งรวมถึงคดีเขากระโดงและการฮั้ว สว. ซึ่งทั้งสองคดีนี้มีความซับซ้อนและส่งผลกระทบต่อสังคมในวงกว้าง หากมีการแทรกแซงเกิดขึ้นจริง จะส่งผลเสียต่อความเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรมและระบบการเมืองโดยรวม

การตรวจสอบโดยพรรคประชาชนจึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง เพื่อให้มั่นใจได้ว่ากระบวนการยุติธรรมเป็นไปอย่างโปร่งใสและเป็นธรรม และเพื่อป้องกันไม่ให้มีการใช้อำนาจโดยมิชอบ

  • คดี “เขากระโดง”: ประเด็นเรื่องกรรมสิทธิ์ที่ดินและการใช้ประโยชน์
  • คดี “ฮั้ว สว.”: ข้อกล่าวหาเรื่องการทุจริตในการเลือกสมาชิกวุฒิสภา

การที่พรรคประชาชนออกมาเคลื่อนไหวในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความตระหนักถึงความสำคัญของปัญหา และความมุ่งมั่นที่จะทำหน้าที่ตรวจสอบรัฐบาลอย่างเข้มแข็ง

การเมืองไทยยังคงเต็มไปด้วยความท้าทาย การที่ภาคประชาชนและพรรคการเมืองต่าง ๆ จับมือกันตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลถือเป็นสัญญาณที่ดีต่อการสร้างสังคมที่โปร่งใสและเป็นธรรมมากขึ้น อย่างไรก็ตาม การตรวจสอบเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ การสร้างจิตสำนึกและความเข้าใจในเรื่องการเมืองการปกครองที่ถูกต้องให้กับประชาชนก็เป็นสิ่งสำคัญเช่นกัน เพื่อให้ประชาชนสามารถตัดสินใจและเลือกผู้แทนที่เหมาะสมเข้ามาบริหารประเทศได้

พรรคประชาชนสอบรัฐบาล? หวั่นแทรกแซงคดีเขากระโดง-ฮั้ว สว. เป็นประเด็นที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิดต่อไป

ที่มา – ยื่นพรรคประชาชน สอบรัฐบาลภูมิใจไทย หวั่นแทรกแซงคดีเขากระโดง-ฮั้ว สว.

ทำเนียบฯ จัดสถานที่รับ “นายกฯ-ครม.ใหม่” ถ่ายรูปติดบัตร

ทำเนียบรัฐบาล เตรียมพร้อมสถานที่รับ “นายกฯ-ครม.อนุทิน 1” ถ่ายรูปติดบัตรก่อนเข้าเฝ้าฯ ถวายสัตย์ปฏิญาณ ด้านตึกบัญชาการ 1 ส่งทีมงานดูห้องช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์

วันที่ 17 กันยายน 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ทำเนียบรัฐบาลมีการจัดเตรียมสถานที่สำหรับถ่ายรูปติดบัตรประจำตัวของคณะรัฐมนตรี (ครม.) ก่อนเข้าเฝ้าฯ ถวายสัตย์ปฏิญาณตนซึ่งเป็นไปตามขั้นตอน และยังมีการตัดแต่งต้นไม้ บริเวณโดยรอบทำเนียบรัฐบาล และตัดหญ้าด้านหน้าตึกไทยคู่ฟ้า เพื่อเตรียมพื้นที่สำหรับการถ่ายรูปหมู่คณะรัฐมนตรีชุดใหม่ตั้งแต่เมื่อวานนี้ (17 กันยายน 2568)

พร้อมกันนี้ ยังมีความเคลื่อนไหวที่ตึกบัญชาการ 1 ซึ่งเป็นห้องทำงานของรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ตั้งแต่ช่วงวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ที่ผ่านมา โดยวันนี้มีการส่งทีมงานเข้ามาดูห้องทำงานภายในตึกบัญชาการ 1 อีกด้วย

สำหรับตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีในรัฐบาลอนุทิน มีชื่อทั้งหมด 7 คน ได้แก่

  • นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม
  • นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาส รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง
  • ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์
  • นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข
  • นายสุชาติ ชมกลิ่น รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
  • นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองนายกรัฐมนตรี
  • นายโสภณ ซารัมย์ รองนายกรัฐมนตรี

ขณะที่ตำแหน่งรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี มี 4 คน ได้แก่

  • นางสาวศุภมาส อิศรภักดี
  • นายภราดร ปริศนานันทกุล
  • นายนภินธร ศรีสรรพางค์
  • นายสันติ ปิยะทัต

อย่างไรก็ตาม เป็นที่น่าสังเกตว่าในตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี รวมแล้วมีถึง 11 ตำแหน่ง ซึ่งมากกว่ารัฐบาลที่ผ่านมา จึงต้องดูว่าจะมีการจัดสรรห้องทำงานกันอย่างไร.

ทำเนียบฯ จัดสถานที่รับ “นายกฯ-ครม.ใหม่” ถ่ายรูปติดบัตรก่อนเข้าเฝ้าฯ ถวายสัตย์

การเตรียมความพร้อมของทำเนียบรัฐบาลสำหรับการถ่ายรูปติดบัตรของคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ แสดงให้เห็นถึงการเปลี่ยนผ่านทางการเมืองที่กำลังจะเกิดขึ้นในเร็ววัน การจัดเตรียมสถานที่ รวมถึงการปรับปรุงห้องทำงานต่างๆ เป็นสัญญาณบ่งบอกถึงการเริ่มต้นวาระใหม่ของรัฐบาล

ความสำคัญของการถ่ายรูปติดบัตร

ขั้นตอนการถ่ายรูปติดบัตรนั้นมีความสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการเข้ารับตำแหน่งอย่างเป็นทางการ การมีรูปถ่ายที่ชัดเจนและเป็นทางการจะช่วยสร้างความน่าเชื่อถือและความไว้วางใจจากประชาชน

การเตรียมการของทำเนียบรัฐบาลในครั้งนี้ ไม่ได้เป็นเพียงแค่การจัดเตรียมสถานที่ แต่ยังเป็นการแสดงออกถึงความพร้อมในการต้อนรับคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ และเป็นการยืนยันถึงความต่อเนื่องในการบริหารประเทศ

ตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีที่มีจำนวนมากถึง 11 ตำแหน่งนั้น น่าติดตามว่าจะมีการแบ่งงานและมอบหมายความรับผิดชอบกันอย่างไร เพื่อให้การบริหารราชการเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศชาติ

การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองที่กำลังจะเกิดขึ้นนี้ ถือเป็นช่วงเวลาสำคัญที่ทุกภาคส่วนของสังคมต้องร่วมมือกัน เพื่อขับเคลื่อนประเทศไปข้างหน้าอย่างมั่นคงและยั่งยืน

การมีรัฐบาลใหม่ที่มาจากการเลือกตั้ง จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ และเป็นแรงผลักดันให้เศรษฐกิจของประเทศเติบโตอย่างต่อเนื่อง

ดังนั้น การเตรียมความพร้อมของทำเนียบรัฐบาลสำหรับการถ่ายรูปติดบัตรของคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ จึงเป็นก้าวแรกที่สำคัญในการเริ่มต้นวาระใหม่ของรัฐบาล และเป็นสัญญาณที่ดีสำหรับอนาคตของประเทศไทย

ที่มา – ทำเนียบฯ จัดสถานที่รับ “นายกฯ-ครม.ใหม่” ถ่ายรูปติดบัตรก่อนเข้าเฝ้าฯ ถวายสัตย์

“ลูกหมี” ชุมพร นำทีมซบ ภูมิใจไทย

ลูกหมี” ชุมพล จุลใส นำทีม “พลังชุมพร” กว่า 50 ชีวิต ซบภูมิใจไทย ปัดตอบปม รทสช. แตก “พิพัฒน์” แย้มบิ๊กเนมใต้จ่อร่วมทัพเพิ่ม

เมื่อวันที่ 17 กันยายน 2568 นายชุมพล จุลใส อดีต สส.หลายสมัยจังหวัดชุมพร พร้อมนายสุพล จุลใส สส.ชุมพร และนายวิชัย สุดสวาทดิ์ สส.ชุมพร พรรครวมไทยสร้างชาติ พานายนพพร อุสิทธิ์ หรือ นายกโต้ง นายก อบจ. ชุมพร และทีม อบจ.ชุมพร ใส่เสื้อแจ๊คเกต ที่เขียนด้านหลังว่า “พลังชุมพร” เพื่อมาสมัครเป็นสมาชิกพรรคภูมิใจไทย

โดยมีนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ แกนนำพรรคภูมิใจไทย นายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ กรรมการบริหารพรรคภูมิใจไทย นายกิตติ กิตติธรกุล สส.กระบี่ พรรคภูมิใจไทย ให้การต้อนรับ พร้อมแถลงข่าวร่วมกัน

นายศุภชัย ใจสมุทร ประธานคณะทำงานด้านกฎหมายพรรคภูมิใจไทย กล่าวว่า ถือเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่พรรคภูมิใจไทย ได้ต้อนรับคณะจากจังหวัดชุมพร นำโดยนายก อบจ.ชุมพร และทีม สจ. เพื่อให้กำลังใจนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ซึ่งวันนี้นายพิพัฒน์ ได้รับมอบหมายจากนายอนุทิน ให้มาต้อนรับคณะ พร้อมขอขอบคุณทุกคนที่มาให้กำลังใจในการทำงาน และการมีเจตจำนงในการสนับสนุน พรรคภูมิใจไทยในการเลือกตั้งสมัยหน้า ในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า นั่นหมายถึงเป็นการสนับสนุนพรรคภูมิใจไทยให้มีโอกาสในการทำงานให้ชาวชุมพร ซึ่งหากชาวชุมพรให้โอกาสเรา ตนก็มั่นใจว่า มีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในชุมพร ซึ่งพรรคภูมิใจไทยไม่เคยมีมาก่อน วันนี้พรรคภูมิใจไทยพร้อมที่จะร่วมกันทำงานพัฒนาพื้นที่ภาคใต้ ให้แข็งแกร่ง เติบโตและเจริญขึ้น โดยการนำของนายอนุทิน และพรรคภูมิใจไทย

ด้านนายชุมพล กล่าวว่า ตนมีความมั่นใจว่าพรรคภูมิใจไทย สามารถนำพาประเทศไปได้ และทำทุกอย่างให้ประเทศมั่นคง และเดินไปข้างหน้าได้ ซึ่งจุดยืนของตนคือ การทำเพื่อประเทศไทย ไม่ได้หวังประโยชน์ส่วนตัว แต่อยากให้ประเทศไปข้างหน้า พร้อมย้ำว่า สส.พรรครวมไทยสร้างชาติ ที่มาด้วยวันนี้ มาเพื่อให้กำลังใจก่อน แต่ทีมพลังชุมพรนั้นมากันร่วมกว่า 50 ชีวิต และเวลาเราจะไปไหนก็ไปกันยกทีม

เมื่อถามถึงกระแสข่าวความขัดแย้งภายในพรรครวมไทยสร้างชาติ นายชุมพล ยืนยันว่า ตนไม่ได้มีปัญหากับใคร เป็นเรื่องภายในพรรค ตนไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้อง เนื่องจากถูกตัดสิทธิ์ทางการเมือง แต่วันนี้พาทีมงานมาให้กำลังใจนายกรัฐมนตรี และพรรคภูมิใจไทย

ส่วนนายพิพัฒน์ กล่าวถึงความมั่นใจว่าจะได้ สส. ภาคใต้เพิ่มในการเลือกตั้งครั้งหน้าหรือไม่ว่า เรื่องนี้คงตอบไม่ได้ เพราะเป็นสิ่งที่คนใต้ในแต่ละจังหวัดจะตัดสินใจว่า จะให้การสนับสนุนพรรคภูมิใจไทยหรือไม่ แต่สิ่งต่างๆ รวมถึงผลงานที่ได้ทำมาเป็นการสะท้อนให้เห็นแล้วว่า พรรคภูมิใจไทยพูดแล้วทำ นี่คือคาแรกเตอร์ของพรรคภูมิใจไทยที่เมื่อไหร่ที่เรารับปาก และเราพูดเราก็จะทำ

เมื่อถามว่า หลังจากนี้จะมีบิ๊กเนมทางการเมืองเข้าพรรคภูมิใจไทยหรือไม่ นายพิพัฒน์ ระบุว่า ตนได้รับมอบหมายจากพรรคภูมิใจไทย ให้คุยกับเพื่อนนักการเมืองใน 14 จังหวัดภาคใต้ ถึงอุดมการณ์ที่จะเข้ามาร่วมทำงาน เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจในพื้นที่ภาคใต้ ซึ่งก่อนหน้าเสียโอกาสเยอะมาก แต่หากรวมตัวกัน และมียุทธศาสตร์ ก็มั่นใจว่า จะสามารถพัฒนาพื้นที่ภาคใต้ไปได้มากกว่านี้ ซึ่งก็จะมีเพื่อนนักการเมืองเข้ามาร่วมอีกหลายจังหวัด โดยเฉพาะจังหวัดสุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช และสงขลา ส่วนพื้นที่ภาคใต้จะได้สส.จำนวนเท่าไหร่ ตนคงตอบไม่ได้ เพราะเป็นเรื่องที่ประชาชนภาคใต้ ตัดสินใจว่าจะตอบสนองพรรคภูมิใจไทยเท่าไหร่

ทั้งนี้ ภายหลังการแถลงข่าวแล้ว ได้สวมเสื้อแจ๊คเกตของพรรคภูมิใจไทย ให้กับกิตติศักดิ์ พรหมรัตน์ และนายนพพร นายก อบจ.ชุมพร ก่อนจะสวมกอดนายชุมพล พร้อมชูมือ ถ่ายรูปร่วมกัน

“ลูกหมี” บ้านใหญ่ชุมพร ขน 50 ชีวิต ซบภูมิใจไทย

การย้ายขั้วทางการเมืองครั้งนี้ของ “ลูกหมี” ชุมพล จุลใส และทีมงาน สร้างความฮือฮาไม่น้อยในวงการการเมือง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเลือกซบพรรคภูมิใจไทย ท่ามกลางกระแสข่าวความขัดแย้งภายในพรรครวมไทยสร้างชาติ

ทำไม “ลูกหมี” ถึงเลือกภูมิใจไทย?

นายชุมพลได้ให้เหตุผลว่า มีความมั่นใจในศักยภาพของพรรคภูมิใจไทยในการนำพาประเทศไปข้างหน้า และต้องการทำงานเพื่อประเทศไทย โดยไม่ได้หวังผลประโยชน์ส่วนตัว นอกจากนี้ การที่พรรคภูมิใจไทยมีนโยบายที่ชัดเจนในการพัฒนาพื้นที่ภาคใต้ ก็เป็นอีกปัจจัยสำคัญที่ทำให้ “ลูกหมี” ตัดสินใจเข้าร่วม

ผลกระทบต่อการเมืองภาคใต้

การเข้ามาของ “ลูกหมี” และทีมพลังชุมพร จะช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้กับพรรคภูมิใจไทยในพื้นที่ภาคใต้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในจังหวัดชุมพร ซึ่งเป็นฐานเสียงสำคัญของนายชุมพล นอกจากนี้ ยังเป็นการส่งสัญญาณไปยังนักการเมืองคนอื่นๆ ในภาคใต้ ที่อาจกำลังพิจารณาถึงอนาคตทางการเมืองของตนเอง

จับตาการขยายฐานเสียงของภูมิใจไทย

การเลือกตั้งครั้งหน้าที่จะมาถึงนี้ น่าจับตาดูว่าพรรคภูมิใจไทยจะสามารถขยายฐานเสียงในพื้นที่ภาคใต้ได้มากน้อยเพียงใด หลังจากที่ได้ “ลูกหมี” และทีมพลังชุมพร เข้ามาเสริมทัพ การแข่งขันทางการเมืองในภาคใต้ จะทวีความเข้มข้นขึ้นอย่างแน่นอน

การย้ายพรรคของ “ลูกหมี” ถือเป็นอีกหนึ่งความเคลื่อนไหวที่น่าสนใจในวงการการเมืองไทย และอาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงภูมิทัศน์ทางการเมืองในอนาคตได้

ที่มา – “ลูกหมี” บ้านใหญ่ชุมพร ขน 50 ชีวิต ซบภูมิใจไทย ไม่ตอบ รทสช. แตก

ทีมชุมพรซบภูมิใจไทย! “ขิง เอกนัฏ” ควง “ชุมพล” กินข้าวกับอนุทิน

“เอกนัฏ พร้อมพันธุ์” นำทีม “ลูกหมี ชุมพล” พร้อมด้วยสมาชิก อบจ.ชุมพร กินมื้อค่ำกับ “อนุทิน ชาญวีรกูล” อย่างชื่นมื่น พร้อมชูมือมินิฮาร์ท ก่อนที่เช้าวันนี้จะนำคณะเข้าสมัครเป็นสมาชิกพรรคภูมิใจไทยอย่างเป็นทางการ ข่าวการย้ายพรรคครั้งนี้สร้างความฮือฮาในวงการการเมืองเป็นอย่างมาก

วันที่ 17 กันยายน 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังมีกระแสข่าวนายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ เลขาธิการพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) ลาออกจากตำแหน่ง และเตรียมนำสมาชิกในกลุ่มออกจากพรรคเพื่อไปสังกัดพรรคภูมิใจไทย ปรากฏว่าเมื่อช่วงค่ำวันที่ 16 กันยายน ที่ผ่านมา นายเอกนัฏ พร้อมด้วยนายชุมพล จุลใส หรือ ลูกหมี และนายนพพร อุสิทธิ์ “นายกโต้ง” นายก อบจ.ชุมพร พร้อมด้วย สส.ชุมพร เขต 1 และเขต 3 นำสมาชิก อบจ.ชุมพร และทีมงานพลังชุมพร เข้าพบปะพูดคุยและรับประทานอาหารร่วมกันกับ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ที่ร้าน T House ถนนพระราม 6 โดยบรรยากาศเป็นไปอย่างชื่นมื่นและเป็นกันเอง พร้อมชูมือ มินิฮาร์ท ก่อนที่ในเช้าวันนี้นายชุมพล นำพร้อมคณะเข้าสมัครเป็นสมาชิกพรรคภูมิใจไทย

“ขิง เอกนัฏ” ควง “ชุมพล” กินมื้อค่ำ “อนุทิน” ก่อนย้ายซบภูมิใจไทย

การตัดสินใจของ “ขิง เอกนัฏ” พร้อมพันธุ์ และทีมงานพลังชุมพรในการย้ายเข้าสังกัดพรรคภูมิใจไทยครั้งนี้ ถือเป็นอีกหนึ่งความเคลื่อนไหวทางการเมืองที่น่าจับตามองเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ความสัมพันธ์อันดีระหว่างนายเอกนัฏและนายอนุทิน ที่ปรากฏให้เห็นผ่านการรับประทานอาหารมื้อค่ำร่วมกันก่อนหน้าการย้ายพรรค ยิ่งตอกย้ำถึงทิศทางการเมืองในอนาคตของทั้งสองท่าน

เบื้องลึกเบื้องหลังการตัดสินใจของ “ขิง เอกนัฏ”

หลายฝ่ายคาดการณ์ว่า การตัดสินใจย้ายพรรคของ “ขิง เอกนัฏ” ในครั้งนี้ เป็นผลมาจากการประเมินสถานการณ์ทางการเมือง และความต้องการที่จะสร้างความเข้มแข็งให้กับทีมงานในพื้นที่จังหวัดชุมพร โดยการเข้าร่วมกับพรรคภูมิใจไทย ซึ่งมีฐานเสียงที่แข็งแกร่ง และมีนโยบายที่ตอบโจทย์ความต้องการของประชาชนในพื้นที่

  • ความสัมพันธ์ส่วนตัวกับนายอนุทิน
  • โอกาสทางการเมืองในอนาคต
  • นโยบายที่สอดคล้องกับความต้องการของพื้นที่ชุมพร

การย้ายพรรคครั้งนี้ของ “ขิง เอกนัฏ” และทีมงาน ไม่เพียงแต่ส่งผลกระทบต่อพรรครวมไทยสร้างชาติเท่านั้น แต่ยังส่งผลต่อภูมิทัศน์ทางการเมืองโดยรวมอีกด้วย การเสริมทัพของพรรคภูมิใจไทยด้วยบุคลากรที่มีศักยภาพ จะช่วยเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับพรรค และอาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในอนาคตได้

การตัดสินใจของ “ลูกหมี ชุมพล” ที่เดินตาม “ขิง เอกนัฏ” ไปซบภูมิใจไทย แสดงให้เห็นถึงความเชื่อมั่นและความเคารพที่มีต่อผู้นำ การย้ายทีมครั้งนี้จึงเป็นการเดิมพันครั้งใหญ่ ที่อาจนำมาซึ่งความสำเร็จและความเจริญก้าวหน้าในเส้นทางการเมืองสำหรับทุกคนที่เกี่ยวข้อง

มองไปข้างหน้า การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองครั้งนี้จะนำไปสู่สิ่งใด การผนึกกำลังของ “ขิง เอกนัฏ” และ “อนุทิน” จะสร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับจังหวัดชุมพรและประเทศไทยได้อย่างไร คงต้องติดตามดูกันต่อไป

ที่มา – “ขิง เอกนัฏ” ควง “ชุมพล” กินมื้อค่ำ “อนุทิน” ก่อนทีมชุมพรย้ายซบ ภูมิใจไทยวันนี้

โผ ครม.อนุทิน 1: “โสภณ” ผงาด, “มัลลิกา” มา!

สะพัด! โผ ครม.อนุทิน 1 รายชื่อครบ 100% เตรียมนำขึ้นทูลเกล้าฯ พบ รมต.สำนักนายกฯ ได้นั่ง 3 คน “มัลลิกา จิระพันธุ์วาณิชย์” โผล่นั่ง รมช.คมนาคม ขณะที่ “โสภณ ซารัมย์” คัมแบ็ก นั่งรองนายกรัฐมนตรี การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่นี้จะส่งผลอย่างไรต่อการบริหารประเทศ ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด

วันที่ 16 กันยายน 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้เซ็นส่งรายชื่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) ซึ่งคาดว่าสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีจะขึ้นทูลเกล้าฯ 36 รายชื่อ ดังนี้ นี่คือรายละเอียดทั้งหมดของ โผ ครม.อนุทิน 1 ที่ทุกคนรอคอย

  1. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย
  2. นายทรงศักดิ์ ทองศรี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย
  3. นางสาวศศิธร กิตติธรกุล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย
  4. นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม
  5. นายโสภณ ซารัมย์ รองนายกรัฐมนตรี
  6. นางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม
  7. นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
  8. นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุดมศึกษาฯ
  9. นางสาวศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี
  10. นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี
  11. นายภินธร ศรีสรรพางค์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี
  12. นางสาวมัลลิกา จิระพันธุ์วาณิชย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม

อัปเดตล่าสุด: โผ ครม.อนุทิน 1

โควตาคนนอก

  1. นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองนายกรัฐมนตรีด้านกฎหมาย
  2. นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ
  3. นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาส รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง
  4. นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน
  5. นายวรภัค ธันยาวงษ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง
  6. พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม
  7. นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์
  8. พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม
  9. พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม

โควตาพรรคกล้าธรรม

  1. ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์
  2. นายอรรถกร ศิริลัทยากร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา
  3. นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ
  4. นายอัครา พรหมเผ่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมเพื่อความมั่นคงของมนุษย์
  5. นายนเรศ ธำรงค์ทิพยคุณ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์
  6. นายอามินทร์ มะยูโซ๊ะ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์
  7. นายองอาจ วงษ์ประยูร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ

โควตาพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.)

  1. นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (แทนสันติ)
  2. นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน
  3. นายวรโชติ สุคนธ์ขจร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข
  4. นายสันติ ปิยะทัต รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี

โควตากลุ่ม “สุชาติ ชมกลิ่น”

  1. นายสุชาติ ชมกลิ่น รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
  2. นายธนกร วังบุญคงชนะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม
  3. จ่าเอก ยศสิงห์ เหลี่ยมเลิศ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม

วิเคราะห์ โผ ครม.อนุทิน 1: ใครได้ ใครไป?

การปรับ โผ ครม.อนุทิน 1 ในครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองที่น่าสนใจ การเข้ามาของบุคคลากรใหม่ และการกลับมาของนักการเมืองมากประสบการณ์อย่าง “โสภณ ซารัมย์” บ่งบอกถึงทิศทางการบริหารประเทศที่กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้

กลุ่มการเมืองอื่น

  1. นายศักดิ์ดา วิเชียรศิลป์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย

การจัดตั้งรัฐบาลและการปรับเปลี่ยนตำแหน่งในคณะรัฐมนตรีถือเป็นเรื่องสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อประชาชนทุกคน ดังนั้น การติดตามข่าวสารและทำความเข้าใจถึงนโยบายต่างๆ จึงเป็นสิ่งที่ควรให้ความสำคัญ

หลังจากนี้คงต้องจับตาดูกันต่อไปว่า โผ ครม.อนุทิน 1 ชุดนี้จะสามารถนำพาประเทศไทยไปในทิศทางใด และจะสามารถแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่ประเทศกำลังเผชิญอยู่ได้หรือไม่ เวลาจะเป็นเครื่องพิสูจน์

ที่มา – อัปเดต โผ ครม.อนุทิน 1 เสร็จแล้ว “โสภณ” ผงาดนั่งรองนายกฯ “มัลลิกา” ได้เก้าอี้ รมช.คมนาคม

“อนุทิน” ใช้โต๊ะทำงานตำแหน่งนายกฯ เสริมงานปัง

รัฐบาลนายกฯ อนุทิน ปัดฝุ่นโต๊ะทำงานยุค “ลุงตู่” นำมาใช้ปฏิบัติหน้าที่ หลังถูกเก็บเข้ากรุสมัย “เศรษฐา-แพทองธาร” หันหน้าทิศตะวันออก เสริมงานปัง

วันที่ 16 ก.ย. ผู้สื่อข่าวรายงานจากทำเนียบรัฐบาลว่า ช่วงเย็นวันที่ 16 ก.ย. เวลา 16.25 น. รถ 6 ล้อ สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี (สลน.) ได้ทยอยขนเฟอร์นิเจอร์ชุดทำงานในส่วนของทีมงานนายกฯ มายังตึกไทยคู่ฟ้า ซึ่งเป็นของเดิมที่เก็บไว้บ้านพิษณุโลก หลังรัฐบาลนายเศรษฐา ทวีสิน อดีตนายกรัฐมนตรี ได้มีการเปลี่ยนใหม่ โดยนำชุดเฟอร์นิเจอร์มาเอง และใช้จนถึงรัฐบาล น.ส.แพทองธาร ชินวัตร อดีตนายกฯ และได้ขนย้ายออกหมดแล้ว

ขณะที่ โต๊ะทำงานนายกรัฐมนตรีได้ถูกนำมาไว้ที่ห้องทำงานนายกฯ ชั้น 2 ตึกไทยคู่ฟ้า ตั้งแต่สัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นโต๊ะทำงานที่ใช้ตั้งแต่รัฐบาลนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ และใช้ต่อเนื่องมาจนถึงรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา อดีตนายกฯ และมาเปลี่ยนรัฐบาลนายเศรษฐา และรัฐบาล น.ส.แพทองธาร โดยโต๊ะนายกฯได้จัดให้หันหน้าไปทางทิศเดิมคือทิศตะวันออก ซึ่งตามหลักฮวงจุ้ยเชื่อว่าช่วยส่งเสริมความเจริญรุ่งเรือง ความก้าวหน้า

“อนุทิน” ใช้โต๊ะทำงานตำแหน่งนายกฯ เสริมงานปัง

กลายเป็นที่ฮือฮาในแวดวงการเมืองเมื่อมีการเปิดเผยว่านายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล ได้นำโต๊ะทำงานเก่าแก่ที่เคยใช้ในสมัยรัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา กลับมาใช้อีกครั้งในการปฏิบัติหน้าที่ ณ ทำเนียบรัฐบาล การตัดสินใจครั้งนี้ไม่เพียงแต่สร้างความประหลาดใจให้กับหลายฝ่าย แต่ยังจุดประเด็นให้เกิดการวิพากษ์วิจารณ์ถึงนัยยะทางการเมืองและเรื่องของความเชื่อส่วนบุคคลที่เกี่ยวข้องกับฮวงจุ้ยอีกด้วย

ทำไม “อนุทิน” ถึงเลือกใช้โต๊ะทำงานตัวเก่า?

เหตุผลหลักที่ถูกพูดถึงมากที่สุดคือความเชื่อในเรื่องของฮวงจุ้ย โดยมีการกล่าวอ้างว่า โต๊ะทำงานตัวดังกล่าวถูกจัดวางให้หันไปทางทิศตะวันออก ซึ่งเป็นทิศที่เป็นมงคลตามหลักฮวงจุ้ย เชื่อกันว่าจะช่วยเสริมสร้างความเจริญรุ่งเรืองและความก้าวหน้าในการทำงาน นอกจากนี้ การที่โต๊ะทำงานตัวนี้เคยถูกใช้งานโดยนายกรัฐมนตรีหลายท่านก่อนหน้านี้ ก็อาจเป็นอีกหนึ่งเหตุผลที่ทำให้นายกฯ อนุทินรู้สึกมั่นใจและสบายใจที่จะนำกลับมาใช้อีกครั้ง

อย่างไรก็ตาม อีกมุมหนึ่งก็มองว่า การนำโต๊ะทำงานเก่ากลับมาใช้ อาจเป็นสัญลักษณ์ของการประหยัดและลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นของรัฐบาล หรืออาจเป็นการแสดงออกถึงความเคารพต่ออดีตนายกรัฐมนตรีที่เคยใช้โต๊ะตัวนี้มาก่อน ไม่ว่าเหตุผลที่แท้จริงจะเป็นอะไรก็ตาม การตัดสินใจของนายกฯ อนุทินในครั้งนี้ ก็ได้กลายเป็นประเด็นที่น่าสนใจและถูกจับตามองอย่างใกล้ชิด

ความเชื่อเรื่องฮวงจุ้ยกับการทำงาน

  • ทิศทางของโต๊ะทำงาน: การหันหน้าไปทางทิศตะวันออกถือเป็นทิศมงคล
  • ตำแหน่งของโต๊ะทำงาน: ควรอยู่ในตำแหน่งที่สามารถมองเห็นประตูได้
  • ความสะอาดและความเป็นระเบียบเรียบร้อย: โต๊ะทำงานที่สะอาดและเป็นระเบียบจะช่วยเสริมสร้างสมาธิและความคิดสร้างสรรค์

ผลกระทบต่อการทำงานของนายกฯ อนุทิน

การที่นายกฯ อนุทินเลือกที่จะ “อนุทิน” ใช้โต๊ะทำงานตำแหน่งนายกฯ ชุดเดียวกับ “บิ๊กตู่” นั้น เป็นสิ่งที่น่าสนใจและแสดงให้เห็นถึงความเชื่อมั่นในสิ่งศักดิ์สิทธิ์ และความเชื่อในฮวงจุ้ย ซึ่งอาจส่งผลต่อการตัดสินใจและการทำงานของท่านได้ เราคงต้องติดตามดูกันต่อไปว่าการตัดสินใจครั้งนี้จะส่งผลดีต่อการบริหารประเทศชาติมากน้อยเพียงใด

ในท้ายที่สุด การเลือกใช้โต๊ะทำงานของนายกฯ อนุทิน ไม่ว่าจะมีเหตุผลเบื้องหลังอย่างไร ก็เป็นการตัดสินใจส่วนบุคคลที่ควรได้รับการเคารพ และเราในฐานะประชาชนก็ควรให้ความสำคัญกับการทำงานและนโยบายของรัฐบาลมากกว่าเรื่องของความเชื่อส่วนบุคคล

ที่มา – “อนุทิน” ใช้โต๊ะทำงานตำแหน่งนายกฯ ชุดเดียวกับ “บิ๊กตู่” เสริมงานปัง

“อนุทิน” สักการะศาลหลักเมืองวัดพระแก้ว จ่อลงนาม ครม.

นายกฯ สักการะศาลหลักเมือง-วัดพระแก้ว ก่อนลงนามรายชื่อ “ครม.อนุทิน 1” ขึ้นทูลเกล้าฯ บอกเสร็จสิ้นภารกิจไปอีกเปราะ ขณะ “บิ๊กเล็ก” ว่าที่ รมว.กลาโหม รอรับ พลาดลื่นล้มแต่ไม่ได้รับบาดเจ็บ

เมื่อเวลา 14.20 น. วันที่ 16 กันยายน 2568 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เดินทางมายังศาลหลักเมืองกรุงเทพมหานคร หลังตรวจสอบรายชื่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) ที่สำนักงานเลขาธิการคณะรัฐมนตรีเสร็จสิ้นแล้ว โดยมีพล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม ซึ่งเป็นว่าที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม รอต้อนรับอยู่

โดยจุดแรกนายกรัฐมนตรีได้สักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์บริเวณหอพระ ซึ่งระหว่างทางที่จะเดินขึ้นไปยังหอพระ พล.อ.ณัฐพล ที่เดินตามข้างหลังเกิดลื่นล้มบริเวณหน้าบันไดทางขึ้นหอพระ คาดว่าเป็นเพราะถุงเท้าทำให้ลื่น แต่ พล.อ.ณัฐพล ลุกขึ้นอย่างรวดเร็วและไม่ได้รับบาดเจ็บอะไร ขณะที่ผู้เห็นเหตุการณ์ร้องอุทานด้วยความตกใจ

ต่อมา นายอนุทิน ได้ผูกผ้าแพร 3 สี จากนั้นถวายพวงมาลัยศาลหลักเมือง และสักการะศาลเทพารักษ์ทั้ง 5 พร้อมเติมน้ำมันตะเกียงพระประจำวันเกิด ขณะที่ประชาชนที่มาสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ศาลหลักเมืองต่างตะโกนให้กำลังใจนายอนุทิน ว่า “นายกฯ สู้ๆ” โดยนายอนุทินจะหันไปยกมือไหว้ขอบคุณ ก่อนที่จะเดินข้ามถนนจากศาลหลักเมืองมายังพระบรมมหาราชวัง (วัดพระแก้ว) และเดินเข้าทางประตูสวัสดิโสภา เพื่อสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในพระบรมมหาราชวัง ซึ่งใช้เวลาประมาณ 10 นาที ก่อนเดินทางออกมาพร้อมบอกผู้สื่อข่าวว่า “นำบุญมาฝาก” ผู้สื่อข่าวจึงกล่าวสาธุพร้อมกัน

เมื่อถามว่าเสร็จภารกิจจากวัดพระแก้วจะเดินทางไปที่ไหนต่อนั้น นายอนุทิน ระบุว่า ต้องรอลงนามรายชื่อคณะรัฐมนตรีเพื่อนำขึ้นทูลเกล้าฯ ส่วนสถานที่จะใช่ทำเนียบรัฐบาลหรือไม่ ต้องรอให้เลขาธิการคณะรัฐมนตรีแจ้งอีกครั้ง พร้อมกับปล่อยมุกและพูดติดตลกว่า “ไปร้านลาบมั้ง”

ทางด้านคำถามว่า วันนี้รู้สึกสดชื่นหรือไม่ นายอนุทิน ตอบว่า ก็วันนี้เสร็จภารกิจที่เกี่ยวกับการทูลเกล้าฯ คณะรัฐมนตรีแล้ว ก็ถือว่าผ่านไปอีกเปราะ แต่ก็ยังมีอื่นๆ อีกมากมายที่ยังต้องทำ ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่าระหว่างที่นายอนุทิน จะขึ้นรถออกจากบริเวณหน้าวัดพระแก้ว มีนักท่องเที่ยวชาวตุรกีที่เมื่อทราบว่านายอนุทิน เป็นนายกรัฐมนตรีจึงเข้ามาขอถ่ายรูป และเมื่อรถเคลื่อนออกไปจากบริเวณหน้าวัดพระแก้ว นักท่องเที่ยวกลุ่มดังกล่าวยังได้โบกมือให้ด้วย.

สักการะศาลหลักเมือง-วัดพระแก้ว “อนุทิน” จ่อลงนามรายชื่อ ครม. ก่อนทูลเกล้าฯ

“อนุทิน” สักการะศาลหลักเมืองวัดพระแก้ว ก่อนลงนาม ครม.

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้เดินทางไปสักการะศาลหลักเมืองและวัดพระแก้ว ก่อนที่จะลงนามในรายชื่อคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ เพื่อนำขึ้นทูลเกล้าฯ ถือเป็นการเริ่มต้นการทำงานอย่างเป็นทางการของรัฐบาลใหม่ ซึ่งได้รับความสนใจจากประชาชนและนักท่องเที่ยวเป็นอย่างมาก

การเดินทางไปสักการะศาลหลักเมืองและวัดพระแก้ว ถือเป็นธรรมเนียมปฏิบัติที่สำคัญของผู้นำประเทศ เพื่อความเป็นสิริมงคลและความสำเร็จในการบริหารประเทศ การที่นายอนุทินให้ความสำคัญกับพิธีกรรมทางศาสนาและวัฒนธรรม แสดงให้เห็นถึงความเคารพต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ ซึ่งเป็นสิ่งที่ยึดเหนี่ยวจิตใจของคนไทย

การลงนามในรายชื่อคณะรัฐมนตรี ถือเป็นขั้นตอนสำคัญในการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ หลังจากนี้จะต้องมีการแถลงนโยบายต่อรัฐสภา และเริ่มดำเนินงานตามนโยบายที่ได้วางไว้ ประชาชนต่างคาดหวังว่ารัฐบาลใหม่จะสามารถแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่ประเทศกำลังเผชิญอยู่ และนำพาประเทศไปสู่ความเจริญรุ่งเรือง

สำหรับใครที่ต้องการไปสักการะศาลหลักเมืองและวัดพระแก้ว สามารถเดินทางไปได้ทุกวัน แต่ควรแต่งกายสุภาพเรียบร้อย เพื่อเป็นการเคารพสถานที่ศักดิ์สิทธิ์

ที่มา – สักการะศาลหลักเมือง-วัดพระแก้ว “อนุทิน” จ่อลงนามรายชื่อ ครม. ก่อนทูลเกล้าฯ

“จิรายุ” จี้ตรวจเข้มคุณสมบัติ รมต. รัฐบาลอนุทิน

“จิรายุ” จี้ สำนักงานเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ตรวจเข้มคุณสมบัติรัฐมนตรีใหม่ อย่า 2 มาตรฐาน แนะ “อนุทิน” ส่งให้ “เท้ง ณัฐพงษ์” ช่วยกลั่นกรองในฐานะนั่งร้านน้ำเงิน ด้าน “อนุสรณ์” ไม่คาดหวัง “รัฐบาลอนุทิน” โยนเป็นเรื่อง ปชน.-ภท.

วันที่ 16 ก.ย. 2568 นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ อดีตประธานคณะกรรมาธิการกิจการศาลองค์กรอิสระ องค์กรอัยการ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า เพื่อไม่ให้เกิด ครม.เต้าหู้ยี้ ขอเรียกร้องให้สำนักงานเลขาธิการคณะรัฐมนตรี (สลค.) ใช้มาตรฐานเดียวกันในการตรวจสอบคุณสมบัติในการแต่งตั้งคณะรัฐมนตรี ให้ครบ ทั้ง 14 หน่วยงาน

ทั้งนี้เพราะในสมัยรัฐบาลที่ผ่านมา สลค.ได้เคร่งครัดในการตรวจสอบคุณสมบัติผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ทุกคนอย่างรอบด้าน ซึ่งที่ผ่านมาใช้เวลากว่า 30 วันในการกลั่นกรองคุณสมบัติและตรวจประวัติของผู้ดำรงตำแหน่งทุกตำแหน่งเพื่อให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน

“รัฐบาลชุดนี้ ต้องไม่เต้าหู้ยี้ ทั้งนี้พรรคประชาชนในฐานะผู้โหวตเป็นนั่งร้านให้รัฐบาลนี้ ก็ต้องช่วยกันตรวจสอบคุณสมบัติคณะรัฐมนตรีทุกคน ซึ่งนายกรัฐมนตรีควรส่งให้หัวหน้าพรรคประชาชน ช่วยกลั่นกรอง ช่วยตรวจสอบคุณสมบัติก่อนเสนอต่อเลขาธิการคณะรัฐมนตรี สลค.เพื่อความโปร่งใส เพราะทุกวันนี้พี่น้องประชาชนไม่เชื่อมั่นในพรรคประชาชนที่ไปทำ MOA ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านี้กับน้ำเงิน ผีไม่เผาเงาไม่เหยียบกันมาตลอด“

“อนุสรณ์” ไม่คาดหวัง “รัฐบาลอนุทิน” ชี้ ให้เป็นเรื่องปชน.-ภท. 

ด้านนายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย (พท.) ตอบคำถามสื่อมวลชนกรณีถูกถามว่าคาดหวังอะไรต่อการเป็นนายกรัฐมนตรีของนายอนุทิน ชาญวีรกุล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทยหรือไม่ ว่า ตนคงไม่ได้ไปอยู่ในสถานะที่จะไปคาดหวังอะไรต่อนายอนุทินได้ เพราะตนไม่ได้เลือก ไม่ได้ขานชื่อนายอนุทิน ให้เป็นนายกรัฐมนตรี แต่เท่าที่ดู ดิจิตอลฟุตปริ๊นท์รวบรวมไว้ นายอนุทิน ประกาศชัดถ้อยชัดคำหลายครั้ง ต่างกรรมต่างวาระว่า หัวเด็ดตีนขาดอย่างไรก็จะไม่มาเป็นนายกรัฐมนตรีในฐานะรัฐบาลเสียงข้างน้อย แต่นายอนุทินก็พลิกลิ้น กลืนน้ำลายเอื๊อกใหญ่ นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน ก็บอกเองว่า ไม่ได้เลือกนายอนุทินไปทำงาน ไม่ได้เลือกให้ไปบริหาร แต่เลือกให้ไปยุบสภา ดังนั้น งานอื่นที่อยู่นอกเหนือจากการยุบสภาให้พรรคประชาชนไปติดตามตรวจสอบกันเอาเอง ส่วนท่าทีของนายอนุทิน ที่ทำให้สังคมกังวลว่าจะเข้าไปแทรกแซงคดีเขากระโดง คดีฮั้วสว.หรือไม่ ก็ต้องให้พรรคประชาชนเข้าไปตรวจสอบเอง ระวังว่าข้อตกลงตาม MOA จะกลายเป็นเพียงสี TOA หรือสีทนได้หรือไม่ ข้อตกลง 5 ข้อที่ตกลงกันไว้ยังอยู่ครบหรือไม่ เมื่อถามว่า เวลา 4 เดือนของนายอนุทิน หากเข้าไปแทรกแซงก้าวก่ายการทำงานของข้าราชการ รวมถึงการส่งสัญญาณเตรียมย้ายล้างบางในบางกระทรวงถือว่าเหมาะสมหรือไม่ นายอนุสรณ์ ตอบว่า ก็ชัดเจนว่า คำตอบอยู่ในคำถาม คนทั้งบ้านทั้งเมืองเห็นว่าหากเข้าไป 4 เดือนแล้วย้ายล้างบาง หรือเอาเฉพาะคนที่ผ่านการทำงานในจังหวัดของผู้มากบารมีในพรรคภูมิใจไทยเท่านั้น ที่จะสามารถมาทำงานได้ สังคมจะอยู่กันอย่างไร พรรคเพื่อไทยไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ เพื่อให้ได้รัฐบาลเสียงข้างน้อยนี้มา ส่วนพรรคใดมีดีล ให้ช่วยเหลือคดีบางคดีหรือไม่ วันนี้สังคมตัดสินใจได้

“การเมืองในภาวะที่ไม่ปกติ เอาเจตนารมณ์ของประชาชนไปปู้ยี่ปู้ยำ เอาไปโหวตตั้งรัฐบาลเสียงข้างน้อย กาก้าวไกล ประเทศไทยไม่เหมือนเดิม น่าจะจริง เพราะกาก้าวไกล ได้นายอนุทิน เป็นนายกฯ ได้รัฐบาลเสียงข้างน้อยทำอะไรไม่ได้ ฉะนั้นต้องรับผิดชอบกันเอง พรรคเพื่อไทยไม่เกี่ยว” นายอนุสรณ์ กล่าว

จับตา: “จิรายุ” จี้ตรวจเข้มคุณสมบัติ รมต. รัฐบาลอนุทิน

สถานการณ์ทางการเมืองยังคงร้อนระอุ แม้ว่าจะมีรัฐบาลใหม่เกิดขึ้นแล้วก็ตาม ประเด็นที่น่าสนใจคือ การตรวจสอบคุณสมบัติของรัฐมนตรีใน รัฐบาลอนุทิน ซึ่งถูกหยิบยกขึ้นมาเป็นประเด็นสำคัญ

นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ ได้ออกมาเรียกร้องให้สำนักงานเลขาธิการคณะรัฐมนตรี (สลค.) ใช้มาตรฐานเดียวกันในการตรวจสอบคุณสมบัติของรัฐมนตรีทุกคน โดยเน้นย้ำว่าในอดีต สลค. ได้ใช้เวลาถึง 30 วันในการตรวจสอบคุณสมบัติและประวัติของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองอย่างละเอียดรอบคอบ เพื่อให้เป็นไปตามมาตรฐานเดียวกัน

นอกจากนี้ นายจิรายุ ยังเสนอแนะให้นายกรัฐมนตรี ส่งรายชื่อรัฐมนตรีให้หัวหน้าพรรคประชาชนช่วยกลั่นกรองและตรวจสอบคุณสมบัติก่อนที่จะเสนอต่อ สลค. เพื่อความโปร่งใสและความเชื่อมั่นของประชาชน

ขณะเดียวกัน นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด ได้แสดงความเห็นว่า ตนเองไม่ได้คาดหวังอะไรจากการเป็นนายกรัฐมนตรีของนายอนุทิน เนื่องจากไม่ได้เป็นผู้เลือกหรือสนับสนุนให้นายอนุทินดำรงตำแหน่งดังกล่าว

อย่างไรก็ตาม นายอนุสรณ์ ได้กล่าวถึงท่าทีของนายอนุทินที่ทำให้สังคมกังวลว่าจะเข้าไปแทรกแซงคดีเขากระโดงและคดีฮั้วสว. โดยย้ำว่าพรรคประชาชนควรเข้าไปตรวจสอบเรื่องนี้อย่างใกล้ชิด เพื่อป้องกันไม่ให้ข้อตกลงตาม MOA กลายเป็นเพียง “สี TOA” หรือสีที่ทนได้ชั่วคราวเท่านั้นเอง

ประเด็นเรื่อง รัฐบาลอนุทิน จึงกลายเป็นที่จับตามองของสังคมอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องความโปร่งใสและการตรวจสอบคุณสมบัติของรัฐมนตรี รวมถึงการดำเนินงานต่างๆ ที่อาจส่งผลกระทบต่อประเทศชาติและประชาชน

ดังนั้น การที่ทุกฝ่ายร่วมมือกันตรวจสอบและให้ความสำคัญกับหลักการธรรมาภิบาล จึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้ รัฐบาลอนุทิน สามารถบริหารประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพและเป็นที่ยอมรับของประชาชน

การตรวจสอบเข้มคุณสมบัติรัฐมนตรีในรัฐบาลใหม่จึงเป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม เพื่อสร้างความมั่นใจและความเชื่อมั่นให้กับประชาชน

ที่มา – “จิรายุ” จี้ตรวจเข้มคุณสมบัติ รมต. แนะอย่า 2 มาตรฐาน- “อนุสรณ์” ไม่คาดหวัง “รัฐบาลอนุทิน”

วิโรจน์ย้ำ! ไร้ดีลโควตารัฐมนตรี ปัดนั่งร้าน ภท.

“วิโรจน์” น้อมรับข้อครหาเป็นนั่งร้านให้พรรคภูมิใจไทย ยันพรรคประชาชนพร้อมชำแหละนโยบาย ไม่สนเจ้าของปราสาทสายฟ้า ย้ำไม่มีข้อตกลงเรื่องโควตารัฐมนตรี

วันที่ 16 กันยายน 2568 ที่พรรคอาคารอนาคตใหม่ นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร สส.บัญชีรายชื่อ ในฐานะรองหัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) ให้สัมภาษณ์กรณี พรรคปชน. ถูกครหาเป็นนั่งร้านให้พรรคภท. จัดตั้งรัฐบาล ว่า ยืนยันการตรวจสอบอย่างเข้มข้นและน้อมรับเคารพเสียงวิพากษ์วิจารณ์ แต่ชี้แจง ว่ายังไงพรรคปชน.ต้องตรวจสอบไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลสีน้ำเงิน รัฐบาลสีแดง หากยกมืออีกฝ่ายก็ถูกกล่าวหาว่าเป็นนั่งร้านให้อีกฝ่ายหนึ่งอยู่ดี มั่นใจว่ารัฐบาลเฉพาะกาล 4 เดือน และเข้าใจดีถึงความอึดอัดถึงโฉมหน้าครม.บางคนที่ถูกข้อกังขาของสังคม แต่เชื่อว่าด้วยรัฐธรรมนูญปี 2560 ด้วยรัฐสภาเสียงปริ่มน้ำ ต่อให้เลือกฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง หน้าตารัฐมนตรียังคงวนเวียนอยู่กับกลุ่มเดิม การเปลี่ยนแปลงที่ดีที่สุดคือการคืนอำนาจให้กับประชาชนคือการยุบสภาฯ เลือกตั้งใหม่เพื่อให้ได้รัฐบาลที่ชอบธรรมมาจากการเลือกตั้ง น้อมรับข้อต่อว่าท้วงติง

เมื่อถามถึงกรณี ในวันแถลงนโยบายรัฐบาล พรรค ปชน.จัดผู้อภิปรายไว้อย่างไรบ้างนั้น นายวิโรจน์ กล่าวว่า มีการเตรียมกรอบ ในการประคับประคองเศรษฐกิจจะทำอย่างไร ซึ่งรับผิดชอบโดยน.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล รองหัวหน้าพรรคปชน. และการท้วงติง เพื่อเตือนหรือส่งสัญญาณว่าสิ่งใดไม่ควรกระทำในระยะเวลา 4 เดือน โดยตนเป็นผู้รับผิดชอบ ทั้งการฮั้ว สว.เขากระโดง และการเข้ามาของนายทุน ที่เชื่อมโยงไปถึงทุนฝั่งกัมพูชา ตนและสส.อย่างน้อย 36 คนจะรวบรวมข้อมูลและอภิปรายท้วงติงพร้อมปักหมุดตรวจสอบ ครม.อนุทิน 1 ไว้ล่วงหน้า

เมื่อถามว่า การอภิปรายจะสามารถลบความคลางแคลงใจว่า เป็นฝ่ายค้านจริง หรือเป็นฝ่ายรัฐบาลได้หรือไม่ นายวิโรจน์ ระบุว่า ต้องดูที่เนื้อหาสาระ เราได้รับมอบหมายให้ดำเนินการได้อย่างอิสระ โดยที่ไม่ต้องคำนึงถึง นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯ ไม่ต้องคำนึงถึงเจ้าของปราสาทสายฟ้า ดำเนินการตามเนื้อผ้า เชื่อว่า ประชาชนจะเข้าใจบทบาทของพวกเรามากขึ้นจากการอภิปราย และการตัดสินใจครั้งนี้เพื่อประเทศชาติบ้านเมืองจริง ๆ

เมื่อถามว่ากรณีที่น.ส.รักชนก ศรีนอก สส.กทม.พรรคปชน. ให้สัมภาษณ์ ว่า เพราะพรรคปชน.จึงได้โควตารัฐมนตรีคนนอกโปรไฟล์ดี ๆ เข้ามาอยู่ในครม.อนุทิน1 จึงทำให้เกิดข้อสงสัยว่ามีการตกลงตำแหน่งรัฐมนตรี กันมาก่อนหรือไม่ นายวิโรจน์ ตอบว่า ตนว่าน.ส.รักชนกคงสัมภาษณ์ในลักษณะคณิตศาสตร์มากกว่า แต่ในการเจรจาไม่มีในส่วนนี้ขอตอบสั้น ๆ ว่าเราไม่ร่วมรัฐบาล ต้องยอมรับว่ารัฐมนตรีต่อให้เป็นซุปเปอร์แมนถ้าอยู่ในสภาวะที่สภาฯ ปริ่มน้ำแบบนี้ขับเคลื่อนไปได้ยากพอสมควร เชื่อว่า หน้าตารัฐมนตรีที่ดี อย่างน้อย ๆ ก็สามารถประคับประคอง เพราะจะไม่ถูกการวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักจากประชาชนจะทำงานให้ราบรื่นขึ้น

นายวิโรจน์ ยืนยันว่า จะใช้กลไกทางสภา ทั้งตั้งกระทู้ถามสด เสนอญัตติด่วนด้วยวาจา กรรมาธิการที่เกี่ยวข้อง เพื่อตรวจสอบรัฐบาล รวมถึงการอภิปรายทั่วไปแบบไม่ลงมติ การอภิปรายไม่ไว้วางใจ ซึ่งถ้าเกิดมีความชัดเจนชัดแจ้งก็จะยกมือคว่ำรัฐบาล

วิโรจน์ย้ำ! ไร้ดีลโควตารัฐมนตรี ปัดนั่งร้าน ภท.

ประเด็นโควตารัฐมนตรีคืออะไร ทำไมนายวิโรจน์ถึงต้องออกมาพูด?

จากกระแสข่าวและข้อวิพากษ์วิจารณ์ที่เกิดขึ้นเกี่ยวกับการจัดตั้งรัฐบาล และบทบาทของพรรคประชาชน (ปชน.) ที่ถูกมองว่าเป็นนั่งร้านให้กับพรรคภูมิใจไทย (ภท.) นั้น นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร รองหัวหน้าพรรค ปชน. ได้ออกมาให้สัมภาษณ์เพื่อยืนยันความโปร่งใส และความมุ่งมั่นในการตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลอย่างเข้มข้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเด็นเรื่อง โควตารัฐมนตรี ที่ถูกกล่าวหาว่ามีการตกลงกันไว้ล่วงหน้า

นายวิโรจน์เน้นย้ำว่า พรรค ปชน. จะทำหน้าที่ตรวจสอบอย่างตรงไปตรงมา ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลสีใดก็ตาม และจะไม่ปล่อยผ่านหากพบเห็นสิ่งที่ไม่ถูกต้องเกิดขึ้น นอกจากนี้ยังกล่าวถึงความอึดอัดใจต่อโฉมหน้ารัฐมนตรีบางคนที่ยังเป็นที่กังขาของสังคม แต่ก็เข้าใจถึงข้อจำกัดของรัฐธรรมนูญปี 2560 และสภาวะสภาฯ ปริ่มน้ำที่ทำให้การเปลี่ยนแปลงเป็นไปได้ยาก การแก้ไขปัญหาที่ยั่งยืนที่สุดคือการคืนอำนาจให้ประชาชนผ่านการยุบสภาฯ และเลือกตั้งใหม่

ในการอภิปรายนโยบายรัฐบาลที่จะเกิดขึ้น พรรคปชน. เตรียมที่จะเน้นย้ำถึงแนวทางการประคับประคองเศรษฐกิจ และการเตือนถึงสิ่งที่ไม่ควรกระทำในช่วง 4 เดือนนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเด็นการฮั้ว สว.เขากระโดง และการเข้ามาของนายทุนที่มีความเชื่อมโยงกับทุนฝั่งกัมพูชา

แม้จะถูกตั้งคำถามถึงความเป็นฝ่ายค้านที่แท้จริง แต่ นายวิโรจน์ ยืนยันว่า การอภิปรายจะเป็นไปตามเนื้อหาสาระที่ถูกต้อง โดยไม่คำนึงถึงอิทธิพลของนายอนุทิน ชาญวีรกูล หรือ “เจ้าของปราสาทสายฟ้า” แต่จะยึดมั่นในผลประโยชน์ของประเทศชาติเป็นสำคัญ

โดยสรุปแล้ว นายวิโรจน์ต้องการสื่อสารให้ชัดเจนว่า พรรค ปชน. ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการตกลงเรื่องโควตารัฐมนตรี และพร้อมที่จะทำหน้าที่ตรวจสอบรัฐบาลอย่างเต็มที่ เพื่อให้เกิดความโปร่งใสและเป็นประโยชน์ต่อประชาชนมากที่สุด

การเมืองไทยยังคงมีความซับซ้อนและเต็มไปด้วยความท้าทาย การติดตามข่าวสารและการมีส่วนร่วมทางการเมืองจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้เราสามารถตัดสินใจและเลือกผู้แทนที่สามารถนำพาประเทศไปในทิศทางที่ถูกต้องได้

ที่มา – “วิโรจน์” ย้ำไร้ดีลเรื่องโควตารมต. น้อมรับข้อท้วงติงถูกโจมตีเป็นนั่งร้านภูมิใจไทย

Scroll to top