จัดตั้งรัฐบาล

“โรม” ซัด “อนุทิน” ขาดคุณสมบัติไร้ซื่อสัตย์

การเมืองไทยร้อนระอุอีกครั้ง เมื่อเกิดดราม่าระหว่าง ส.ส.รังสิมันต์ โรม จากพรรคประชาชน กับนายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ในที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ 27 เพื่อโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี เหตุการณ์นี้กลายเป็นประเด็นร้อนที่ทุกคนจับตา โดยเฉพาะประเด็นที่โรมออกโรงอภิปรายแบบจัดหนัก จวกอนุทินว่าขาดคุณสมบัติตามรัฐธรรมนูญ ไร้ความซื่อสัตย์สุจริต และยังเป็นตัวการสำคัญที่ทำให้การเลือกตั้งไม่สุจริต

“โรม” ซัด “อนุทิน” ขาดคุณสมบัติ ไร้ซื่อสัตย์ ตัวการทำเลือกตั้งไม่สุจริต

วันที่ 19 มีนาคม 2567 (คาดว่าพิมพ์ผิดจาก 2569 ในบางแหล่ง) ที่อาคารรัฐสภา นายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภา ทำหน้าที่ประชุมวาระสำคัญ คือการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 159 โดยมี ส.ส. ปฏิบัติหน้าที่ 499 คน การโหวตใช้วิธีเปิดเผย ขานชื่อ ส.ส. รายบุคคล ต้องได้คะแนนเกินกึ่งหนึ่ง หรือ 250 เสียงขึ้นไป

ผู้เสนอชื่อคือ นายไชยชนก ชิดชอบ ส.ส.บุรีรัมย์ พรรคภูมิใจไทย เสนอชื่อ นายอนุทิน ชาญวีรกูล และนายรังสิมันต์ โรม เสนอชื่อ นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน ก่อนโหวต ทั้งสองฝ่ายได้อภิปรายตัวบุคคลฝ่ายละ 70 นาที ซึ่งตรงนี้เองที่โรมไม่ยั้ง เปิดประจานปัญหาต่าง ๆ ของอนุทิน

ประเด็นน้ำมันเถื่อนสะท้อนความไม่ซื่อสัตย์

โรมชี้ว่าปัญหาราคาน้ำมันแพงและน้ำมันเถื่อนที่ฝังรากลึกมานาน แสดงให้เห็นการบริหารที่เต็มไปด้วยทุจริต แม้รัฐบาลยืนยันว่าน้ำมันมีพอ แต่ทำไมถึงหายไป? นี่คือหลักฐานชัดเจนว่า “โรม” ซัด “อนุทิน” ขาดคุณสมบัติ ไร้ซื่อสัตย์ ตัวการทำเลือกตั้งไม่สุจริต จริง ส.ส.ฝั่งภูมิใจไทยอย่างนายอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ ประท้วงว่านอกประเด็น แต่โรมยืนยันว่ามันเกี่ยวข้องกับความซื่อสัตย์สุจริตตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 160

การเลือกตั้งสกปรกที่สุดในประวัติศาสตร์

อีกประเด็นหนักคือการเลือกตั้งปี 2566 ที่โรมเรียกว่า “สกปรกที่สุดครั้งหนึ่ง” โดยกล่าวหาอนุทินในฐานะอดีตนายกฯ และ รมว.มหาดไทย ใช้อำนาจโยกย้ายข้าราชการก่อนหาเสียง ซึ่งไม่ใช่มาตรฐานการเมืองไทย และส่อเค้าโกงเลือกตั้ง นอกจากนี้ยังมีประเด็นฮั้ว สว. ที่ทำลายความเชื่อมั่นของประชาชนในการเลือก สว. ทำให้ ส.ส.ภูมิใจไทยประท้วงหนัก ประธานสภาต้องเตือนหลายรอบไม่ให้ลงรายละเอียดลึกเหมือนอภิปรายไม่ไว้วางใจ

  • ปัญหาน้ำมันเถื่อน: องค์กรข้ามชาติฝังราก บริหารเชิงทุจริต
  • โยกย้ายขรก.ก่อนเลือกตั้ง: ส่อโกงเลือกตั้ง
  • ฮั้ว สว.: ประชาชนสิ้นศรัทธา

ทั้ง 3 ประเด็นนี้ โรมย้ำว่ามาจากความรู้สึกของประชาชนทั้งประเทศ สะท้อนชัดว่านายอนุทินไม่มีคุณสมบัติเป็นนายกรัฐมนตรีตามรัฐธรรมนูญ

ก่อนเข้าสู่การโหวต มีการปฏิญาณหน้าที่ของ ส.ส.ใหม่ ๆ อย่างนายไชยชนก ชิดชอบ และนายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี รวมถึงพระบรมราชโองการแต่งตั้งประธานสภา เหตุการณ์นี้ไม่เพียงเป็นการชิงเก้าอี้นายก แต่ยังเผยรอยร้าวทางการเมืองระหว่างพรรคร่วมรัฐบาลกับฝ่ายค้าน

การอภิปรายของโรมกลายเป็นไวรัลในโซเชียล มีเดียทันที ผู้คนจำนวนมากเห็นด้วยกับประเด็นที่ยกมา โดยเฉพาะปัญหาน้ำมันที่กระทบชีวิตประชาชนโดยตรง การเมืองไทยในยุคนี้เต็มไปด้วยการตรวจสอบกันเอง ซึ่งเป็นกลไกประชาธิปไตยที่ดี แต่ก็ต้องระวังไม่ให้กลายเป็นการโจมตีส่วนตัว

สุดท้ายแล้ว “โรม” ซัด “อนุทิน” ขาดคุณสมบัติ ไร้ซื่อสัตย์ ตัวการทำเลือกตั้งไม่สุจริต นี้จะส่งผลต่อผลโหวตอย่างไร? ต้องติดตามต่อไป แต่ชัดเจนว่ามันจุดประกายให้ประชาชนตื่นตัวกับคุณสมบัติผู้นำมากขึ้น

คุณคิดอย่างไรกับการอภิปรายครั้งนี้? คิดว่าประเด็นที่โรมยกมามีน้ำหนักหรือไม่? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมแชร์บทความนี้เพื่อให้เพื่อน ๆ ได้อ่านด้วยนะครับ!

ที่มา – “โรม” ซัด “อนุทิน” ขาดคุณสมบัติ ไร้ซื่อสัตย์ ตัวการทำเลือกตั้งไม่สุจริต

“ธรรมนัส” กำชับ สส. “กล้าธรรม” ห้ามแตกแถว งดออกเสียงโหวตนายกฯ

“ธรรมนัส” กำชับ สส. “กล้าธรรม” ห้ามแตกแถว งดออกเสียงโหวตนายกฯ เป็นข่าวใหญ่ในวงการการเมืองไทยที่กำลังได้รับความสนใจอย่างมากในขณะนี้ โดยเฉพาะในช่วงที่สภาผู้แทนราษฎรกำลังประชุมเพื่อลงมติแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีคนใหม่ การเคลื่อนไหวของพรรคกล้าธรรม (กธ.) ภายใต้การนำของ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า กลายเป็นจุดสนใจ เพราะแสดงให้เห็นถึงหลักการและความสามัคคีของพรรคฝ่ายค้านพรรคนี้

“ธรรมนัส” กำชับ สส. “กล้าธรรม” ห้ามแตกแถว งดออกเสียงโหวตนายกฯ

เมื่อวันที่ 19 มีนาคม 2567 เวลา 09.50 น. ที่ห้องประชุม 202 อาคารรัฐสภา ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในฐานะ ส.ส.บัญชีรายชื่อ และประธานที่ปรึกษาพรรคกล้าธรรม พร้อมด้วยนางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรค ได้ประชุมร่วมกับ ส.ส.พรรคทั้งหมด เพื่อกำหนดทิศทางการลงมติในสภา โดยเฉพาะประเด็นสำคัญอย่างการโหวตนายกรัฐมนตรี

ในที่ประชุม ร.อ.ธรรมนัส ได้เน้นย้ำหลักการของพรรคอย่างชัดเจนว่า พรรคกล้าธรรมอยู่กันแบบพี่น้องในครอบครัว การตัดสินใจใด ๆ โดยเฉพาะการโหวต ต้องมาจากมติร่วมกันของ ส.ส. ทั้ง 58 คน ห้ามแตกแถวเด็ดขาด หากมีความเห็นต่าง ให้ถกเถียงกันในห้องประชุมนี้เท่านั้น และเมื่อได้มติจากเสียงส่วนใหญ่แล้ว ทุกคนต้องยืนเคียงข้างกันไปในทิศทางเดียวกัน นี่คือหัวใจสำคัญของพรรคที่ยึดมั่น

มติเอกฉันท์งดออกเสียงโหวตนายกฯ ของพรรคกล้าธรรม

ผลจากการประชุม พรรคกล้าธรรมมีมติเป็นเอกฉันท์ให้ งดออกเสียง ในการโหวตนายกรัฐมนตรี โดยไม่มีใครถกเถียงหรือขัดแย้งกันเลย ซึ่งสะท้อนถึงความเป็นเอกภาพที่แข็งแกร่ง เมื่อสื่อมวลชนถาม ร.อ.ธรรมนัส ว่า จะโหวตให้เพื่อนหรือไม่ เขาตอบอย่างชัดเจนว่า ต้องฟังเสียงอีก 57 เสียงก่อน ทุกคนมีสิทธิเท่าเทียมกัน แสดงให้เห็นถึงประชาธิปไตยภายในพรรคที่แท้จริง

กำชับ ส.ส. ทำหน้าที่ฝ่ายค้านสร้างสรรค์

นอกจากเรื่องการโหวต ร.อ.ธรรมนัส ยังกำชับ ส.ส.ทุกคนให้ทำหน้าที่ฝ่ายค้านอย่างสร้างสรรค์ โดยเน้นการอภิปรายปัญหาประชาชนในพื้นที่เป็นหลัก เช่น ปัญหาการเกษตร เศรษฐกิจพื้นฐาน สุขภาพ การศึกษา และสิ่งแวดล้อม ที่จะสร้างประโยชน์ให้กับประชาชนและประเทศชาติ ขอให้หลีกเลี่ยงการพูดเรื่องส่วนตัวหรือการโจมตีที่ไม่มีสาระ เพราะจะทำให้การเมืองกลายเป็นน้ำเน่า

ทุกสัปดาห์ที่สภาเปิดประชุม ส.ส.พรรคกล้าธรรมต้องผลัดกันอภิปราย โดยพรรคจะมีข้อมูลและคอนเทนต์สำรอง (แบ็กอัป) ให้ เพื่อให้การพูดจามีหลักการ ข้อมูลครบถ้วน สมบูรณ์แบบ ไม่ใช่พูดแบบไร้สาระ พรรคจะสนับสนุนญัตติต่าง ๆ เพื่อให้ ส.ส. เป็นตัวแทนประชาชนอย่างแท้จริง

  • หลักการสำคัญ: ความสามัคคี ห้ามแตกแถว
  • ทิศทาง: งดออกเสียงโหวตนายกฯ
  • หน้าที่: อภิปรายปัญหาประชาชน ไม่ใช่เรื่องส่วนตัว
  • การสนับสนุน: ข้อมูลและคอนเทนต์จากพรรค

การเคลื่อนไหวครั้งนี้ของพรรคกล้าธรรมไม่เพียงแต่แสดงถึงความเป็นมืออาชีพ แต่ยังเป็นตัวอย่างที่ดีให้พรรคการเมืองอื่น ๆ ในไทย โดยเฉพาะในสถานการณ์การเมืองที่เต็มไปด้วยความขัดแย้ง การยืนหยัดในหลักการจะช่วยเสริมสร้างความน่าเชื่อถือและได้รับการสนับสนุนจากประชาชนมากขึ้น

ในมุมมองของผู้เขียน การตัดสินใจงดออกเสียงของพรรคกล้าธรรมเป็นกลยุทธ์ที่ชาญฉลาด เพราะช่วยรักษาความเป็นกลางในฐานะฝ่ายค้าน ขณะเดียวกันก็เปิดโอกาสให้ตรวจสอบรัฐบาลใหม่ได้อย่างเต็มที่ หากคุณสนใจข่าวการเมืองอัปเดต ติดตามบล็อกของเราเพื่อไม่พลาดข้อมูลสำคัญ และแสดงความคิดเห็นในช่องคอมเมนต์ด้านล่างว่าคุณคิดอย่างไรกับมติของพรรคนี้

ที่มา – “ธรรมนัส” กำชับ สส. “กล้าธรรม” ห้ามแตกแถว งดออกเสียงโหวตนายกฯ

“อนุทิน” ไม่ทราบ ปชน. เสนอชื่อแข่งนายกฯ

“อนุทิน” ไม่ทราบ ปชน. เสนอชื่อแข่งนายกฯ เป็นประเด็นร้อนในแวดวงการเมืองไทยก่อนการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีครั้งสำคัญ ณ อาคารรัฐสภา เมื่อวันที่ 19 มีนาคม 2567 นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย และนายกรัฐมนตรีคนใหม่ ได้ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนอย่างเป็นกันเอง โดยแสดงความมั่นใจในกระบวนการโหวต แต่ก็หลีกเลี่ยงการตอบคำถามบางประเด็นที่ละเอียดอ่อน

“อนุทิน” ไม่ทราบ ปชน. เสนอชื่อแข่งนายกฯ ปัดตอบกล้าธรรมร่วมโหวตหนุนหรือไม่

ในที่ประชุมพรรคร่วมรัฐบาล นายอนุทินได้ขอบคุณทุกพรรคที่ให้ความมั่นใจในการโหวตเลือกตนเป็นนายกรัฐมนตรี โดยย้ำว่ายังต้องรอผลการประชุมสภาที่จะเกิดขึ้น เมื่อผู้สื่อข่าวถามถึงสัญญาณจากพรรคกล้าธรรมว่าจะโหวตสนับสนุนหรือไม่ นายอนุทินเลือกที่จะไม่ตอบคำถามนี้ ทำให้บรรยากาศเต็มไปด้วยความคาดเดา

ผู้สื่อข่าวถามย้ำถึงความรู้สึกก่อนวันโหวตจริง โดยชี้ว่าคงไม่มีอะไรผิดพลาด นายอนุทินตอบด้วยรอยยิ้มว่า รู้สึกดีใจที่ได้มีโอกาสทำงานร่วมกับพรรคร่วมรัฐบาล และแม้แต่พรรคที่อยู่นอกรัฐบาล หากมีข้อเสนอแนะที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชน เขาพร้อมรับฟังและให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่ สะท้อนถึงสไตล์การนำที่เปิดกว้าง

อนุทินกังวลงานที่จะเข้ามามากกว่าเสียงโหวต

เมื่อถูกถามถึงความเป็นไปได้ที่พรรคประชาชน (ปชน.) จะเสนอชื่อแข่งขันนายกรัฐมนตรี นายอนุทินตอบสั้นๆ ว่า “ไม่ทราบ” และยืนยันว่าได้เชิญทุกพรรคเข้าร่วมแล้ว เสียงที่เพียงพออยู่แล้ว ผู้สื่อข่าวถามต่อว่ากังวลเสียงสนับสนุนจากนอกพรรคร่วมหรือไม่ นายอนุทินหัวเราะเบาๆ และถามกลับว่า “ทำไมชอบถามว่ากังวล” ก่อนตอบว่า “กังวลงานที่จะเข้ามามากกว่า” แสดงให้เห็นถึงทัศนคติที่มุ่งเน้นการทำงานมากกว่าการเมืองแบบเก็งกำไร

ประเด็น “อนุทิน” ไม่ทราบ ปชน. เสนอชื่อแข่งนายกฯ นี้ สะท้อนถึงสถานการณ์การเมืองไทยที่ยังคงมีความไม่แน่นอน แม้พรรคร่วมรัฐบาลจะมีเสียงข้างมาก แต่การเคลื่อนไหวของพรรคฝ่ายค้านอย่างพรรคประชาชนและกล้าธรรม อาจสร้างเซอร์ไพรส์ได้ นอกจากนี้ นายอนุทินยังไม่ได้เปิดเผยวางแผนงานแรกหลังรับตำแหน่ง ก่อนรีบเข้าร่วมประชุมสภา

การให้สัมภาษณ์ครั้งนี้ช่วยเสริมภาพลักษณ์ของนายอนุทินในฐานะผู้นำที่สงบเสงี่ยมและมุ่งผลงาน โดยเฉพาะในยุคที่การเมืองไทยกำลังเปลี่ยนผ่านสู่รัฐบาลใหม่ พรรคภูมิใจไทยภายใต้การนำของเขาเน้นนโยบายที่เป็นรูปธรรม เช่น การพัฒนาท้องถิ่นและแก้ปัญหายาเสพติด ซึ่งคาดว่าจะเป็นจุดเด่นในการบริหารประเทศ

  • ขอบคุณพรรคร่วมรัฐบาลที่ให้ความมั่นใจ
  • พร้อมรับฟังข้อเสนอจากทุกพรรค
  • กังวลงานมากกว่าเสียงโหวต
  • ไม่ตอบเรื่องพรรคกล้าธรรมและปชน.

สถานการณ์การโหวตนายกรัฐมนตรีครั้งนี้ไม่เพียงแต่กำหนดทิศทางรัฐบาล แต่ยังเป็นบททดสอบความสามัคคีของพรรคร่วม หาก “อนุทิน” ไม่ทราบ ปชน. เสนอชื่อแข่งนายกฯ จริง อาจนำไปสู่การโหวตที่เข้มข้นยิ่งขึ้น

สุดท้ายนี้ ผู้ติดตามข่าวการเมืองควรจับตาการโหวตในสภาให้ดี เพราะอาจมีพลิกผันที่ไม่คาดคิด คุณคิดอย่างไรกับท่าทีของนายอนุทิน? แสดงความเห็นในคอมเมนต์และติดตามข่าวอัปเดตการเมืองไทยจากเราเพื่อไม่พลาดข้อมูลสำคัญ

ที่มา – “อนุทิน” ไม่ทราบ ปชน. เสนอชื่อแข่งนายกฯ ปัดตอบกล้าธรรมร่วมโหวตหนุนหรือไม่

“อนุทิน” ขอบคุณ 16 พรรคโหวตหนุนนั่งนายกฯ

“อนุทิน” ขอบคุณ 16 พรรคโหวตหนุนนั่งนายกฯ-เพื่อไทย ยกมือให้เต็ม 100 เป็นเหตุการณ์สำคัญที่สร้างความฮือฮาในแวดวงการเมืองไทย เมื่อวันที่ 19 มีนาคม 2569 ที่รัฐสภา พรรคร่วมรัฐบาล 16 พรรค นำโดยพรรคภูมิใจไทย ได้ประชุมกันอย่างคึกคัก เพื่อเตรียมโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีคนใหม่ นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ได้นำทีมแถลงข่าว ขอบคุณทุกพรรคที่ให้การสนับสนุนเต็มที่ โดยย้ำว่าไม่มีพรรคใหญ่พรรคเล็ก มีแต่พรรคร่วมกันเพื่อชาติและประชาชน

บรรยากาศการประชุมเต็มไปด้วยความสามัคคี ส.ส. จากทุกพรรคเข้าร่วมครบถ้วน โดยเฉพาะส.ส.พรรคภูมิใจไทยที่แต่งชุดผ้าไทยสีน้ำเงินประจำพรรคอย่างพร้อมเพรียง พรรคร่วมรัฐบาลทั้ง 16 พรรค ได้แก่ พรรคเพื่อไทย พรรคพลังประชารัฐ พรรคประชาชาติ พรรคเศรษฐกิจ พรรคเพื่อชาติ พรรครวมไทยสร้างชาติ พรรคใหม่ พรรครวมใจไทย พรรคไทยทรัพย์ทวี พรรคพลังประชาชน พรรคมิติใหม่ พรรคประชาธิปไตยใหม่ พรรคทางเลือกใหม่ และพรรคโอกาสใหม่ ทุกพรรคพร้อมใจกันหนุนนายอนุทินนั่งเก้าอี้นายกฯ

“อนุทิน” ขอบคุณ 16 พรรคโหวตหนุนนั่งนายกฯ

นายอนุทิน กล่าวด้วยน้ำเสียงอบอุ่น แสดงความยินดีกับส.ส.ทุกคนที่ได้รับเลือกจากประชาชน และรู้สึกเป็นเกียรติที่ได้รับความร่วมมือจาก 16 พรรคในการจัดตั้งรัฐบาล เขาให้คำมั่นว่าจะนำพาประเทศไปสู่ความเจริญรุ่งเรือง ด้วยพลัง ประสบการณ์ และความตั้งใจของทุกคน ขอบคุณหัวหน้าพรรค สมาชิก และผู้ประสานงานที่ทำให้ทุกอย่างราบรื่น ยืนยันว่าจะสนับสนุนทุกพรรคทั้งในสภาและพื้นที่ ไม่ว่าจะเรื่องอะไรก็ตามเพื่อประโยชน์สูงสุดของประชาชน

อนุทิน ยังเน้นย้ำว่า “วันนี้ไม่มีพรรคใหญ่หรือพรรคเล็ก มีแต่พรรคร่วมรัฐบาล” ทุกเสียงมีค่าเท่ากัน พร้อมรับฟังทุกความเห็นเพื่อชาติ หลังเลือกนายกฯเสร็จ จะเร่งตั้งคณะรัฐมนตรี แถลงนโยบาย โดยรับฟังข้อเสนอจากทุกพรรค เพื่อเดินหน้ารัฐบาลใหม่ให้เร็วที่สุด แก้ปัญหาเร่งด่วนทั้งในประเทศและต่างประเทศ

เพื่อไทย ยกมือสนับสนุน “อนุทิน” ขอบคุณ 16 พรรคโหวตหนุนนั่งนายกฯ เต็ม 100

นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย ยืนยันว่าพรรคมีมติเอกฉันท์โหวตให้อนุทิน โดยไม่มีแรงกดดัน สนับสนุนเต็ม 100% เพราะเชื่อว่ารัฐบาลชุดนี้เข้มแข็งพอแก้ปัญหาไทยได้ โดยเฉพาะปัญหาชายแดนใต้และสถานการณ์โลกอย่างตะวันออกกลาง พรรคเพื่อไทยขอบคุณอนุทินที่ให้เกียรติเชิญร่วม และพร้อมส่งนโยบายมาผสมผสานเพื่อขับเคลื่อนประเทศ

พลังประชารัฐ-ประชาชาติ ยืนยันหนุนเต็มสูบ

นางสาวตรีนุช เทียนทอง หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ กล่าวว่ามีมติเอกฉันท์สนับสนุนอนุทิน เพื่อแก้ปัญหาท้าทายต่างๆ ร่วมกัน ขณะที่นายซูการ์โน มะทา เลขาฯพรรคประชาชาติ ขอบคุณโอกาสที่ให้พรรคเล็กจาก 3 จังหวัดชายแดนใต้ พรรคมีมติหนุนเต็มที่ พร้อมทำงานแก้ปัญหาพื้นที่

โดยรวม พรรคร่วมมีเสียงสนับสนุน 293 เสียง แต่เหลือ 292 เสียงชั่วคราวเพราะสุพรรณบุรี เขต 2 ยังไม่รับรอง รัฐบาลชุดนี้คาดว่าจะเข้มแข็ง เดินหน้าทำงานทันที

เหตุการณ์นี้แสดงให้เห็นถึงความสามัคคีในพรรคร่วมรัฐบาล ซึ่งจะเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีสำหรับประเทศไทยในปี 2569 ท่ามกลางความท้าทายมากมาย คุณคิดว่ารัฐบาลอนุทินจะแก้ปัญหาเศรษฐกิจและชายแดนได้สำเร็จหรือไม่? แชร์ความเห็นในคอมเมนต์ และติดตามข่าวการเมืองอัปเดตจากเราเพื่อไม่พลาดทุกความเคลื่อนไหว!

ที่มา – “อนุทิน” ขอบคุณ 16 พรรคโหวตหนุนนั่งนายกฯ-เพื่อไทย ยกมือให้เต็ม 100

“ต่อพงษ์” ห่วง ทสท. ยังเห็นต่างโหวตนายกฯ

สถานการณ์การเมืองไทยหลังการเลือกตั้งกำลังเข้าสู่ช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ โดยเฉพาะในพรรคขนาดกลางอย่างไทยสร้างไทย (ทสท.) ที่กำลังเผชิญความท้าทายภายใน ล่าสุด “ต่อพงษ์” ห่วง ทสท. ยังเห็นต่างโหวตนายกฯ กลายเป็นประเด็นร้อนที่สื่อการเมืองให้ความสนใจอย่างมาก นายต่อพงษ์ ไชยสาสน์ รองหัวหน้าพรรค ได้ออกมาแสดงจุดยืนชัดเจนท่ามกลางความไม่แน่นอนของการจัดตั้งรัฐบาล

“ต่อพงษ์” ห่วง ทสท. ยังเห็นต่างโหวตนายกฯ

จากข้อมูลล่าสุดเมื่อวันที่ 19 มีนาคม 2569 นายต่อพงษ์ ไชยสาสน์ ได้แสดงความกังวลต่อสถานการณ์ภายในพรรคไทยสร้างไทย โดยระบุว่าพรรคยังมีข้อเห็นต่างเรื่องการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี แม้ว่าการประชุมคณะกรรมการบริหารพรรค (กก.บห.) จะมอบหมายให้รักษาการหัวหน้าพรรครับผิดชอบเจรจาเพื่อสนับสนุนเสียงข้างมากในการจัดตั้งรัฐบาลแล้วก็ตาม ความเห็นต่างนี้เกิดจากหลายปัจจัย เช่น ผลการเลือกตั้งที่พรรคได้ที่นั่งไม่มากนัก รวมถึงเหตุการณ์การเมืองล่าสุดที่ทำให้สมาชิกบางคนมีความห่วงใยต่ออนาคตของประเทศ

“ต่อพงษ์” ห่วง ทสท. ยังเห็นต่างโหวตนายกฯ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เขาเข้าใจมุมมองของทุกคนที่ต้องการรัฐบาลที่มีศักยภาพโดยเร็วที่สุด แต่หากยังไม่มีข้อสรุปที่ชัดเจน ตนเองจะขอไม่รับตำแหน่งบริหารใดๆ ในพรรคอีกต่อไปในการประชุมสามัญที่จะมาถึง และจะส่งกำลังใจให้ชุดบริหารใหม่ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ

บริบทการเมืองและพรรคไทยสร้างไทย

พรรคไทยสร้างไทยก่อตั้งโดยนางสาวอุ๊งอิ๊ง แพทองธาร ชินวัตร ลูกสาวนายทักษิณ ชินวัตร ในช่วงก่อนการเลือกตั้ง 2566 พรรคมีจุดยืนชัดเจนเรื่องการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ สังคม และประชาธิปไตย หลังเลือกตั้งได้ ส.ส. จำนวนหนึ่ง แต่ไม่เพียงพอที่จะเป็นแกนนำหลักในการจัดตั้งรัฐบาล ทำให้ต้องเจรจากับพรรคอื่น สถานการณ์ปัจจุบันที่ “ต่อพงษ์” ห่วง ทสท. ยังเห็นต่างโหวตนายกฯ สะท้อนถึงความแตกแยกภายในที่อาจกระทบต่อความเป็นเอกภาพของพรรค

  • ผลกระทบจากการเลือกตั้ง: พรรคได้ที่นั่งน้อยกว่าที่คาด ส่งผลให้เกิดคำถามเรื่องทิศทาง
  • การเจรจาจัดตั้งรัฐบาล: ต้องประสานเสียงกับพรรคเพื่อไทยและพรรคอื่น
  • จุดยืนส่วนตัวของ ส.ส.: แต่ละคนมีมุมมองต่างต่อผู้สมัครนายกฯ

จุดยืนของนายต่อพงษ์และผลกระทบที่อาจเกิด

นายต่อพงษ์ ถือเป็นนักการเมืองรุ่นเก๋าที่มีประสบการณ์ยาวนาน เคยสังกัดพรรคประชาธิปัตย์มาก่อน จุดยืนที่ชัดเจนของเขาครั้งนี้ไม่ใช่แค่การแสดงความกังวล แต่เป็นการเตือนใจให้พรรคหาข้อสรุปโดยเร็ว หาก “ต่อพงษ์” ห่วง ทสท. ยังเห็นต่างโหวตนายกฯ ต่อไป อาจนำไปสู่การปรับโครงสร้างบริหารพรรคครั้งใหญ่ ส่งผลให้พรรคเสียความน่าเชื่อถือในสายตานักการเมืองอื่น

นอกจากนี้ ยังมีประเด็นอื่นที่เกี่ยวข้อง เช่น การตรวจสอบคุณสมบัติผู้สมัครนายกฯ จากกกต. และการตีความรัฐธรรมนูญ 2560 ที่ทำให้เกิดความล่าช้าในการโหวต สมาชิกพรรคไทยสร้างไทยต้องเร่งหาทางออกเพื่อไม่ให้พลาดโอกาสสำคัญ

การแสดงจุดยืนของนายต่อพงษ์นี้ สะท้อนถึงความรับผิดชอบต่อพรรคและประเทศ เขาเชื่อว่ารัฐบาลที่เข้มแข็งจะช่วยแก้ปัญหาเศรษฐกิจ อาชญากรรม และความเหลื่อมล้ำได้ดียิ่งขึ้น

ในมุมมองของผู้เขียน สถานการณ์นี้เป็นบททดสอบสำคัญสำหรับพรรคไทยสร้างไทย หากสามารถรวมใจกันได้ จะกลายเป็นพรรคที่แข็งแกร่งในอนาคต ติดตามข่าวสารการเมืองอัปเดตได้ที่เว็บไซต์ของเรา เพื่อไม่พลาดทุกความเคลื่อนไหว

ที่มา – “ต่อพงษ์” ห่วง ทสท. ยังเห็นต่างโหวตนายกฯ ลั่นหากไร้ข้อสรุป ขอไม่รับตำแหน่งบริหารพรรคต่อ

ชมถ่ายทอดสด โหวตนายกรัฐมนตรี อนุทิน-ณัฐพงษ์-ธรรมนัส

วันนี้เป็นวันสำคัญของแวดวงการเมืองไทยเลยนะครับ! ชมถ่ายทอดสด โหวตนายกรัฐมนตรี อนุทิน-ณัฐพงษ์-ธรรมนัส ที่กำลังจะเกิดขึ้นในสภาผู้แทนราษฎรชุดที่ 27 ใครจะได้เป็นผู้นำคนใหม่ของประเทศ ลุ้นกันสุดๆ ระหว่างตัวแทนจากพรรคภูมิใจไทย พรรคประชาชน และพรรคกล้าธรรม มาติดตามกันว่าผลจะออกมาเป็นยังไง

ตามกำหนดการ นายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ได้นัดประชุมสภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ 27 ปีที่ 1 ครั้งที่ 2 ในวันที่ 19 มีนาคม 2567 เวลา 10.00 น. เป็นต้นไป ที่ห้องประชุมชั้น 2 อาคารรัฐสภา ก่อนอื่นจะแจ้งพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งประธานและรองประธานสภา จากนั้นเข้าสู่วาระสำคัญ คือ การให้ความเห็นชอบบุคคลที่สมควรได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี ตามมาตรา 159 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย

ชมถ่ายทอดสด โหวตนายกรัฐมนตรี อนุทิน-ณัฐพงษ์-ธรรมนัส

ผู้สมัครชิงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในครั้งนี้มีดังนี้

  • พรรคภูมิใจไทย เสนอชื่อ นายอนุทิน ชาญวีรกูล ซึ่งเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีลำดับที่ 1 ของพรรค อนุทินเป็นนักการเมืองรุ่นใหญ่ มีประสบการณ์ยาวนาน เคยดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีหลายสมัย โดยเฉพาะด้านสาธารณสุขที่โดดเด่นในช่วงโควิด
  • พรรคประชาชน ส่ง นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีลำดับที่ 1 พรรคนี้เน้นนโยบายประชานิยม ช่วยเหลือประชาชนฐานราก ณัฐพงษ์มีความมุ่งมั่นในการผลักดันสวัสดิการสังคม
  • พรรคกล้าธรรม มีรายงานว่าจะเสนอชื่อ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีคนเดียวของพรรค ธรรมนัสเป็นที่รู้จักจากบทบาทในพรรคพลังประชารัฐมาก่อน มีภาพลักษณ์ทหารกล้าแกร่ง มุ่งเน้นความมั่นคงและพัฒนาชนบท

ขั้นตอนการโหวตนายกรัฐมนตรีแบบละเอียด

การโหวตครั้งนี้มีขั้นตอนที่ชัดเจนตามกฎหมาย เพื่อความโปร่งใส

  1. พรรคการเมืองเสนอชื่อแคนดิเดตจากบัญชีของตน โดยพรรคต้องมี ส.ส. ไม่น้อยกว่า 5% หรือ 25 ที่นั่ง และมี ส.ส. รับรองไม่น้อยกว่า 10% ของสมาชิกสภา
  2. ผู้ถูกเสนอชื่อจะกล่าวแสดงวิสัยทัศน์ต่อที่ประชุม เพื่อให้ ส.ส. ตัดสินใจ
  3. ลงคะแนนแบบเปิดเผย โดยประธานเรียกชื่อ ส.ส. ตามลำดับตัวอักษร ส.ส. ขานชื่อผู้ที่เลือกหรือ “งดออกเสียง”
  4. ผู้ชนะต้องได้คะแนนเกินกึ่งหนึ่งของจำนวน ส.ส. ทั้งหมด (ปัจจุบัน 500 คน ต้องเกิน 251 เสียง)
  5. เมื่อได้ผู้ชนะ ประธานสภาจะนำชื่อทูลเกล้าฯ โปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง

นี่คือช่วงเวลาที่ตึงเครียดที่สุดสำหรับ ส.ส. ทุกคน เพราะการโหวตนายกรัฐมนตรีจะกำหนดทิศทางนโยบายรัฐบาลชุดใหม่ ไม่ว่าจะเป็นเศรษฐกิจ การศึกษา สุขภาพ หรือความมั่นคง การเมืองไทยช่วงนี้กำลังเข้มข้นหลังจากการเลือกตั้งใหญ่ พรรคต่างๆ พยายามรวมพลังเพื่อชิง majority ส.ส. อนุทินจากภูมิใจไทยมีฐานเสียงแข็งในภาคอีสานและกรุงเทพ ณัฐพงษ์จากประชาชนเน้นกลุ่มเยาวชนและแรงงาน ส่วนธรรมนัสเน้นฐานอนุรักษนิยม

คุณคิดว่าใครจะได้เป็นนายกรัฐมนตรีคนต่อไป? ผลโพลล์ล่าสุดชี้ว่าอนุทินนำโด่ง แต่การเมืองไทยอะไรก็เกิดขึ้นได้ ลุ้นกันในสภาเลยครับ

ติดตามการถ่ายทอดสดได้ที่นี่: YouTube Live สภาผู้แทนราษฎร

อย่าพลาด ชมถ่ายทอดสด โหวตนายกรัฐมนตรี อนุทิน-ณัฐพงษ์-ธรรมนัส เพราะนี่คือจุดเปลี่ยนสำคัญของประเทศ! แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่างว่าคุณเชียร์ใคร และทำไม คลิกแชร์ให้เพื่อนๆ มาลุ้นด้วยกันนะครับ

ที่มา – ชมถ่ายทอดสด โหวตนายกรัฐมนตรี ใครจะเป็นคนต่อไป “อนุทิน-ณัฐพงษ์-ธรรมนัส”

พรรคประชาชนส่ง “เท้ง” ชิงนายกฯ ไร้เจตนาตั้งรัฐบาลแข่ง

ในวงการการเมืองไทยที่กำลังร้อนระอุ พรรคประชาชนส่ง “เท้ง” แสดงวิสัยทัศน์ชิงเก้าอี้นายกฯ ไร้เจตนาตั้งรัฐบาลแข่ง กลายเป็นประเด็นที่หลายคนให้ความสนใจ วันนี้เราจะมาสรุปและวิเคราะห์กันแบบเป็นกันเองว่ามันหมายความว่าอะไร และทำไมพรรคถึงเลือกเดินทางสายนี้

พรรคประชาชนส่ง “เท้ง” ชิงนายกฯ ไร้เจตนาตั้งรัฐบาลแข่ง

วันที่ 18 มีนาคม 2569 น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล ส.ส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) ได้ให้สัมภาษณ์อย่างชัดเจนเกี่ยวกับการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีในวันที่ 19 มีนาคมนี้ พรรคยืนยันว่าจะส่ง นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หรือที่รู้จักกันในชื่อ “เท้ง” หัวหน้าพรรคและแคนดิเดตนายกฯ ของพรรค ลงชิงเก้าอี้สำคัญนี้ แม้จะทราบดีว่าพรรคภูมิใจไทย (ภท.) สามารถรวบรวมเสียงข้างมากได้แล้ว

ศิริกัญญา ย้ำชัดว่า พรรคประชาชนส่ง “เท้ง” ชิงนายกฯ ไร้เจตนาตั้งรัฐบาลแข่ง แต่เป็นเพื่อให้เกิดกระบวนการประชาธิปไตยที่มีสีสันมากขึ้น ทั้งได้ซักฟอกคุณสมบัติของแคนดิเดตจากพรรคอื่นๆ และแสดงวิสัยทัศน์การบริหารประเทศของพรรคประชาชนให้สมาชิกสภาฯ และประชาชนได้ยินได้เห็น เป็นโอกาสทองในการถกเถียงเรื่องนโยบายสำคัญๆ เช่น เศรษฐกิจ สังคม และการปฏิรูป

มั่นใจไม่มี “งูเห่า” ในพรรค

เมื่อผู้สื่อข่าวถามถึงความกังวลเรื่อง ส.ส. พรรคส้ม (หมายถึงฝ่ายค้าน) จะแตกแถวเป็น “งูเห่า” หรือไม่ ศิริกัญญาตอบแบบมั่นใจสุดๆ ว่า “มั่นใจว่าสมาชิกพรรคจะโหวตให้ นายณัฐพงษ์ โดยพร้อมเพรียงกัน ยืนยันว่าไม่มีงูเห่าแน่นอน” นอกจากนี้ พรรคยังไม่ได้ประสานงานขอคะแนนจากพรรคร่วมฝ่ายค้านอื่นๆ เลย ปล่อยให้การโหวตเป็นไปตามธรรมชาติของ ส.ส. แต่ละคน

การตัดสินใจนี้สะท้อนถึงจุดยืนของพรรคประชาชนที่ให้ความสำคัญกับหลักการมากกว่าผลประโยชน์ทางการเมืองระยะสั้น แม้จะรู้ว่าชัยชนะเป็นไปได้ยาก แต่การได้ขึ้นเวทีแสดงวิสัยทัศน์ก็คือชัยชนะทางความคิดแล้ว

背景การเมืองที่นำไปสู่การโหวตครั้งนี้

ก่อนหน้านี้ หลังการเลือกตั้งทั่วไป พรรคภูมิใจไทยก้าวขึ้นมาเป็นพรรคใหญ่สุด สามารถเจรจาจัดตั้งรัฐบาลผสมได้สำเร็จ โดยมีแคนดิเดตนายกฯ ที่พร้อมลุย ขณะที่ฝ่ายค้านนำโดยพรรคประชาชนยังคงบทบาทตรวจสอบอย่างเข้มข้น การส่ง “เท้ง” ลงชิงจึงไม่ใช่แค่การแข่งขัน แต่เป็นการท้าทายให้ทุกฝ่ายนำเสนอนโยบายชัดเจน

วิสัยทัศน์ของ “เท้ง” เน้นเรื่องแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำ สร้างเศรษฐกิจยั่งยืน ปฏิรูปตุลาการ และเพิ่มการมีส่วนร่วมของประชาชน ซึ่งแตกต่างจากรัฐบาลที่กำลังจะมาใหม่ หากได้โอกาสพูดในสภา คงจะจุดประกายการถกเถียงที่เข้มข้นแน่นอน

  • เหตุผลหลักที่พรรคส่ง “เท้ง” ชิง: แสดงวิสัยทัศน์ สร้างสีสันประชาธิปไตย ซักฟอกคู่แข่ง
  • จุดยืนเรื่องคะแนน: ไม่ขอ ไม่ประสาน ปล่อยตามธรรมชาติ
  • ความมั่นใจ: ส.ส. พรรคพร้อมเพรียง ไม่มีงูเห่า
  • ผลกระทบ: ช่วยให้การโหวตไม่น่าเบื่อ เพิ่มคุณภาพ辩論ในสภา

นอกจากนี้ พรรคประชาชนยังมีแผนงานในอนาคตที่ชัดเจน เช่น การผลักดันนโยบายดิจิทัลวอลเล็ต การศึกษาไทยฟรีจนจบมหาวิทยาลัย และการต่อต้านคอร์รัปชัน ซึ่งจะได้ยินเต็มๆ ในวันโหวต

การเคลื่อนไหวครั้งนี้ของพรรคประชาชนส่ง “เท้ง” ชิงนายกฯ ไร้เจตนาตั้งรัฐบาลแข่ง แสดงให้เห็นถึงความกล้าหาญและยึดมั่นในอุดมการณ์ แม้ในสถานการณ์ที่เสียเปรียบ มันเป็นตัวอย่างที่ดีว่าการเมืองไม่ใช่แค่แย่งเก้าอี้ แต่คือการต่อสู้เพื่อแนวคิดที่ดีกว่าสำหรับประชาชน

คุณคิดอย่างไรกับกลยุทธ์นี้? มันจะช่วยยกระดับการเมืองไทยได้จริงหรือ? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมติดตามข่าวการเมืองอัปเดตจากเรา เพื่อไม่พลาดทุกมุมมองสำคัญ!

ที่มา – พรรคประชาชนส่ง “เท้ง” แสดงวิสัยทัศน์ชิงเก้าอี้นายกฯ ไร้เจตนาตั้งรัฐบาลแข่ง

ประธานสภาฯ ตรวจความเรียบร้อยก่อนประชุมโหวตนายกฯ 19 มี.ค.

ประธานสภาฯ ตรวจความเรียบร้อยก่อนประชุมโหวตนายกฯ เป็นหัวข้อที่กำลังได้รับความสนใจอย่างมากในหมู่ประชาชนชาวไทย หลังจากที่เมื่อวันที่ 18 มีนาคม 2569 เวลา 13.30 น. นายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร พร้อมด้วยนางสาวมัลลิกา จิระพันธุ์วาณิช รองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่ 1 ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบความเรียบร้อยของห้องประชุมสภาผู้แทนราษฎร ชั้น 2 อาคารรัฐสภาใหม่ เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการประชุมครั้งสำคัญในวันพรุ่งนี้

ประธานสภาฯ นายโสภณ ซารัมย์ ตรวจความเรียบร้อยห้องประชุมก่อนประชุมโหวตนายกฯ

การตรวจครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้แน่ใจว่าทุกอย่างพร้อมสมบูรณ์แบบสำหรับการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ 27 ปีที่ 1 ครั้งที่ 2 สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง ในวาระพิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลซึ่งสมควรได้รับการแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี ตามมาตรา 159 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ซึ่งกำหนดให้เกิดขึ้นในวันที่ 19 มีนาคม 2569 นี่จะเป็นครั้งแรกที่ทั้งประธานและรองประธานสภาฯ จะทำหน้าที่อย่างเป็นทางการ หลังจากได้รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง

นางสาวมัลลิกา จิระพันธุ์วาณิช รองประธานสภาฯ ร่วมตรวจห้องประชุม

ประธานสภาฯ ตรวจความเรียบร้อยก่อนประชุมโหวตนายกฯ

ในระหว่างการตรวจ ประธานสภาฯ ตรวจความเรียบร้อยก่อนประชุมโหวตนายกฯ นายโสภณได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการเตรียมการให้ดีที่สุด เพื่อให้การประชุมดำเนินไปอย่างราบรื่นและเป็นธรรม โดยมีนายศิโรจน์ แพทย์พันธุ์ เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร และคณะผู้บริหารสำนักงานเลขาธิการสภาฯ ร่วมตรวจด้วย การเตรียมห้องประชุมรวมถึงระบบเสียง แสง สื่อสาร และมาตรการความปลอดภัยทุกประการ เพื่อรองรับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทั้งหมดที่คาดว่าจะเข้าร่วมประชุมเต็มจำนวน

นายโสภณ ซารัมย์ และทีมงานตรวจสอบอุปกรณ์ในห้องประชุม
การเตรียมความพร้อมก่อนประชุมสภาผู้แทนราษฎร

บุคคลสำคัญในเหตุการณ์นี้

  • นายโสภณ ซารัมย์: ประธานสภาผู้แทนราษฎรคนล่าสุด ผู้มีประสบการณ์ยาวนานในวงการการเมือง
  • นางสาวมัลลิกา จิระพันธุ์วาณิช: รองประธานสภาฯ คนที่ 1 ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายและการปกครอง
  • นายศิโรจน์ แพทย์พันธุ์: เลขาธิการสภาฯ ผู้รับผิดชอบด้านบริหารจัดการ

ทั้งสามท่านร่วมกันตรวจสอบทุกรายละเอียด เพื่อให้การประชุมเป็นไปตามระเบียบวาระและไม่เกิดปัญหาใดๆ

ภาพรวมการตรวจความเรียบร้อยห้องประชุมสภาฯ

ขั้นตอนการประชุมโหวตนายกรัฐมนตรี

การประชุมครั้งนี้ถือเป็นจุดไคลแมกซ์ของกระบวนการจัดตั้งรัฐบาล ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 159 ซึ่งกำหนดให้คณะกรรมการบริหารพรรคการเมืองที่มีสมาชิกที่เป็นส.ส. จำนวนมากที่สุด เสนอชื่อบุคคลเพื่อให้สภาโหวตเห็นชอบด้วยคะแนนเกินกึ่งหนึ่งของสมาชิกทั้งหมดที่มาร่วมประชุม

  • เปิดประชุมโดยประธานสภา
  • อภิปรายเสนอชื่อผู้สมควรเป็นนายกฯ
  • ลงมติด้วยการแสดงบัตรหรืออิเล็กทรอนิกส์
  • ประกาศผลและส่งให้พระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้ง

ประธานสภาฯ ตรวจความเรียบร้อยก่อนประชุมโหวตนายกฯ จึงเป็นสัญญาณบอกเหตุว่ารัฐบาลชุดใหม่ใกล้เกิดขึ้นแล้ว สร้างความคาดหวังให้กับประชาชนที่ติดตามสถานการณ์การเมืองอย่างใกล้ชิด

ความสำคัญของการเตรียมการครั้งนี้

การที่ประธานสภาและทีมงานลงมาดูแลด้วยตัวเอง แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการรักษาความโปร่งใสและประสิทธิภาพของสภา ซึ่งเป็นหัวใจของประชาธิปไตยไทย โดยเฉพาะในช่วงเปลี่ยนผ่านทางการเมืองหลังการเลือกตั้งครั้งล่าสุด การประชุมวันที่ 19 มี.ค. นี้ไม่เพียงแต่จะกำหนดตัวนายกรัฐมนตรีคนใหม่เท่านั้น แต่ยังสะท้อนถึงเสถียรภาพของรัฐบาลที่จะบริหารประเทศต่อไปอีก 4 ปีข้างหน้า

ในมุมมองของผู้เขียน การตรวจความเรียบร้อยดังกล่าวเป็นตัวอย่างที่ดีของผู้นำที่ใส่ใจรายละเอียด ซึ่งจะช่วยลดข้อผิดพลาดและเพิ่มความเชื่อมั่นจากประชาชน หากการโหวตสำเร็จลุล่วง จะเป็นจุดเริ่มต้นยุคใหม่ของการเมืองไทยที่มั่นคงยิ่งขึ้น

ติดตามผลการประชุมโหวตนายกรัฐมนตรีแบบเรียลไทม์ และอัปเดตข่าวสารการเมืองล่าสุดได้ที่เว็บไซต์ของเรา!

ที่มา – ประธานสภาฯ ตรวจความเรียบร้อยก่อนทำหน้าที่ทางการครั้งแรก ประชุม “โหวตนายกฯ” 19 มี.ค.

“อภิสิทธิ์” แนะเก็บเงินโรงกลั่นน้ำมันลิตรละ 3 บาท แทนผลักภาระให้ประชาชน

ในสถานการณ์วิกฤตราคาน้ำมันที่พุ่งสูงจากสงครามในตะวันออกกลาง “อภิสิทธิ์” แนะเก็บเงินโรงกลั่นน้ำมันลิตรละ 3 บาท แทนผลักภาระให้ประชาชน เพื่อช่วยบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้แถลงข่าวหลังการประชุม ส.ส. พรรค เมื่อวันที่ 18 มีนาคม 2569 โดยชูข้อเสนอ 2 ประการที่เป็นรูปธรรมชัดเจนให้รัฐบาลนำไปใช้แก้ปัญหานี้ทันที

“อภิสิทธิ์” แนะเก็บเงินโรงกลั่นน้ำมันลิตรละ 3 บาท แทนผลักภาระให้ประชาชน

ปัญหาหลักที่เกิดขึ้นคือ ราคาน้ำมันดิบโลกที่ผันผวนจากปัจจัยภายนอกที่รัฐบาลควบคุมไม่ได้ รัฐบาลพยายามตรึงราคาน้ำมันดีเซลเพื่อช่วยประชาชน แต่กลับทำให้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงติดลบหนัก ต้องกู้เงินมาอุดหนุนส่วนต่างราคาต่อลิตรในแต่ละวัน ซึ่งสูงผิดปกติ นอกจากนี้ การตรึงราคายังส่งสัญญาณผิดพลาด ทำให้ประชาชนและผู้ค้ากักตุนน้ำมัน สร้างความโกลาหลในตลาด ภาคอุตสาหกรรมยังแย่งซื้อน้ำมันจากประชาชนเพราะส่วนต่างราคา

นายอภิสิทธิ์ชี้ว่า รัฐบาลต้องเรียนรู้จากอดีต โดยเสนอให้แบ่งเบาภาระจาก 3 ฝ่าย รัฐ เอกชน และประชาชน รัฐบาลยังเก็บภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซลลิตรละ 6 บาท ซึ่งในอดีตเคยงดเก็บเพื่อลดต้นทุน ภาคเอกชนคือโรงกลั่นที่ปรับค่าการกลั่นจากลิตรละ 2 บาท เป็น 6 บาท แม้จะมีส่วนต่างจากราคาน้ำมันดิบและราคาหน้าโรงกลั่นที่อ้างอิงสิงคโปร์ แต่ก็ควรสมทบ เก็บเงินโรงกลั่นน้ำมันลิตรละ 3 บาท เข้ากองทุน เพื่อไม่ให้ประชาชนรับภาระทั้งหมด

ตัวอย่างจากต่างประเทศและอดีตไทย

หลายประเทศอย่างสหราชอาณาจักร อิตาลี สเปน เคยใช้มาตรการให้เอกชนช่วยแบ่งเบา ในไทยเองเมื่อ 2-3 ปีก่อน รัฐบาลเคยเรียกโรงกลั่นมาคุยและตกลงให้สมทบเงินกองทุนชั่วคราวได้สำเร็จ ดังนั้นจึงทำได้อีก นายอภิสิทธิ์ย้ำว่า ข้อเสนอนี้น่าจะช่วยให้กองทุนมีเงินพอบริหารจัดการไปจนผ่านช่วงสงกรานต์ และรอสถานการณ์เปลี่ยนแปลง

นอกจากนี้ รัฐบาลควรเปิดเผยโครงสร้างราคาน้ำมันให้ชัดเจน เพื่อสร้างความเชื่อมั่น ลดความผันผวนตลาด และแก้ปัญหาส่วนต่างราคา พรรคประชาธิปัตย์จะใช้กลไกสภาเสนอหลังเลือกนายกฯ วันที่ 19 มี.ค. โดยไม่ยื่นหนังสือตรง แต่รอประชุมสภาเพื่อให้พรรคอื่นร่วมเสนอ

ผลกระทบเพิ่มเติมที่ต้องเตรียมรับมือ

  • ราคาเม็ดพลาสติกที่กระทบอุตสาหกรรม
  • ราคาปุ๋ยที่กระทบเกษตรกร
  • ความเสี่ยงกองทุนติดลบต้องกู้เพิ่ม

การบริหารจัดการที่ดีต้องไม่ส่งสัญญาณสับสน ควรมีแผนชัดเจนให้ประชาชน ผู้ค้า อุตสาหกรรมปฏิบัติได้ ข้อเสนอของอภิสิทธิ์ดูเป็นทางออกที่สมดุล ช่วยทั้งกองทุนและประชาชน

ในมุมมองของผม ข้อเสนอนี้สมเหตุสมผลมาก เพราะไม่ใช่การผลักภาระฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แต่แบ่งกันรับผิดชอบ ลองนึกภาพถ้ากองทุนล้ม ราคาน้ำมันพุ่ง ประชาชนเดือดร้อนหนักกว่านี้แน่ รัฐบาลควรพิจารณาด่วนเพื่อความยั่งยืน ติดตามข่าวเศรษฐกิจและการเมืองเพิ่มเติมได้ที่บล็อกของเรา!

ที่มา – “อภิสิทธิ์” แนะเก็บเงินโรงกลั่นน้ำมันลิตรละ 3 บาท แทนผลักภาระให้ประชาชน

Scroll to top