จีนเทา

รวบ บอสจีนเทา บงการฟอกเงินแก๊งสแกมเมอร์ 8.8 ล้านบาท

รวบ บอสจีนเทา บงการฟอกเงินแก๊งสแกมเมอร์ 8.8 ล้านบาท

วงการอาชญากรรมข้ามชาติสะเทือนอีกครั้ง เมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจกองปราบปรามได้บุกเข้าจับกุมผู้ต้องหารายสำคัญที่ใช้ประเทศไทยเป็นฐานที่มั่นในการกระทำความผิด การจับกุม รวบ บอสจีนเทา บงการฟอกเงินแก๊งสแกมเมอร์ 8.8 ล้านบาท ครั้งนี้ ถือเป็นผลงานชิ้นโบแดงของเจ้าหน้าที่ไทยที่ติดตามพฤติกรรมของนายจาง ชาวจีนวัย 30 ปี ซึ่งเป็นตัวการใหญ่ในการบริหารจัดการเงินผิดกฎหมาย

พฤติการณ์สุดแสบของหัวหน้าขบวนการ

จากการตรวจสอบพบว่า นายจางไม่ได้มาเล่นๆ แต่มีบทบาทเป็นถึงระดับบงการ โดยทำหน้าที่วางแผนว่าจ้างลูกสมุนให้ใช้บัญชีม้าและตระเวนกดเงินสดที่ได้จากการหลอกลวงเหยื่อ ทั้งนี้ การ รวบ บอสจีนเทา บงการฟอกเงินแก๊งสแกมเมอร์ 8.8 ล้านบาท ในครั้งนี้ยังเผยให้เห็นความซับซ้อนของเครือข่ายที่พยายามตัดตอนเส้นทางการเงินเพื่อหลบเลี่ยงการตรวจสอบจากเจ้าหน้าที่รัฐ

  • ระยะเวลาการก่อเหตุ: พบกิจกรรมผิดปกติในช่วงปี 2566–2567
  • เส้นทางการหลบหนี: หลบหนีหมายจับจากจีนผ่านประเทศญี่ปุ่น ก่อนแอบเข้ามาซ่อนตัวในไทย
  • พฤติกรรมหลัก: ใช้ไทยเป็นฐานฟอกเงินจากการฉ้อโกงเหยื่อในต่างประเทศ

ความสำเร็จในการ รวบ บอสจีนเทา บงการฟอกเงินแก๊งสแกมเมอร์ 8.8 ล้านบาท เกิดจากการประสานงานอย่างใกล้ชิดระหว่างกองปราบปราม ตม.ชลบุรี และศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ โดยผู้ต้องหาถูกพบตัวขณะกบดานอยู่ในคอนโดมิเนียมหรูย่านพัทยา ก่อนจะถูกควบคุมตัวเพื่อดำเนินคดีและเตรียมผลักดันกลับประเทศจีนตามกฎหมายระหว่างประเทศต่อไป

เรื่องราวนี้เป็นบทเรียนสำคัญให้เราเห็นว่า แม้อาชญากรจะพยายามหลบซ่อนตัวอยู่ในเมืองท่องเที่ยวเพียงใด แต่ด้วยเทคโนโลยีการสืบสวนสมัยใหม่และการทำงานเชิงรุกของตำรวจไทย ทำให้การซ่อนตัวเป็นเรื่องยากขึ้นในทุกวัน เราในฐานะประชาชนควรเฝ้าระวังและไม่หลงเชื่อธุรกรรมออนไลน์ที่น่าสงสัย เพื่อป้องกันไม่ให้ตนเองตกเป็นเหยื่อของขบวนการเหล่านี้

ที่มา – รวบ “บอสจีนเทา” บงการฟอกเงินให้แก๊งสแกมเมอร์กว่า 8.8 ล้าน ขณะหนีซุกคอนโดพัทยา

ตม. เตรียมเสนอเพิกถอนวีซ่า-ขึ้นบัญชีดำ ผู้ต้องหาชาวจีน คดีโรงแรมทุนสีเทา

ตม. เตรียมเสนอเพิกถอนวีซ่า-ขึ้นบัญชีดำ ผู้ต้องหาชาวจีน คดีโรงแรมทุนสีเทา

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในหน้าสื่ออีกครั้ง สำหรับปฏิบัติการกวาดล้างกลุ่มทุนสีเทาในประเทศไทย ล่าสุดทางเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมือง (ตม.) ได้ออกมาเคลื่อนไหวอย่างเด็ดขาด โดยทาง ตม. เตรียมเสนอเพิกถอนวีซ่า-ขึ้นบัญชีดำ ผู้ต้องหาชาวจีน คดีโรงแรมทุนสีเทา ในพื้นที่จังหวัดนนทบุรี หลังจากสืบทราบว่าสถานที่แห่งนี้ถูกใช้เป็นฐานปฏิบัติการผิดกฎหมายแบบครบวงจร

จากการบุกตรวจค้นของตำรวจกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) พบว่ามีการลักลอบเปิดบ่อนพนัน พร้อมทั้งเป็นแหล่งมั่วสุมเสพยาและค้าประเวณี ซึ่งถือเป็นการกระทำที่อุกอาจและส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของประเทศอย่างรุนแรง เจ้าหน้าที่จึงต้องเร่งดำเนินการตามกฎหมายโดยไม่ละเว้น

มาตรการเด็ดขาดจัดการผู้ต้องหาต่างชาติ

พ.ต.อ.ปริญญา กลิ่นเกษร โฆษก ตม.3 ได้เปิดเผยว่า ความเคลื่อนไหวล่าสุดคือการที่ ตม. เตรียมเสนอเพิกถอนวีซ่า-ขึ้นบัญชีดำ ผู้ต้องหาชาวจีน รายดังกล่าว ซึ่งมีพฤติกรรมเป็นภัยต่อสังคม รวมถึงผู้ต้องหาสัญชาติเมียนมาอีก 3 รายที่เข้ามาโดยไม่ได้รับอนุญาต ก็จะถูกดำเนินคดีตาม พรบ.คนเข้าเมือง และผลักดันออกนอกประเทศต่อไป เพื่อเป็นการสร้างความมั่นใจให้แก่ประชาชนและนักท่องเที่ยวทั่วไป

แนวทางการดำเนินการของสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองในช่วงนี้ เน้นนโยบายเข้มงวดเป็นพิเศษ ดังนี้:

  • ตรวจสอบและคัดกรองชาวต่างชาติที่มีพฤติกรรมเสี่ยงสูง
  • ประสานงานร่วมกับหน่วยงานความมั่นคงเพื่อทลายแหล่งมั่วสุม
  • การใช้มาตรการทางกฎหมายสูงสุด ทั้งการเพิกถอนวีซ่าและขึ้นบัญชีดำ
  • การติดตามเฝ้าระวังกลุ่มทุนสีเทาที่แฝงตัวมาในรูปแบบธุรกิจโรงแรมหรือสถานบันเทิง

การกระทำของกลุ่มผู้มีอิทธิพลต่างชาติเหล่านี้ไม่เพียงแต่เป็นการทำลายความเชื่อมั่นต่อระบบเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว แต่ยังคุกคามความปลอดภัยของคนในพื้นที่ การที่ ตม. เตรียมเสนอเพิกถอนวีซ่า-ขึ้นบัญชีดำ ผู้ต้องหาชาวจีน เป็นสัญญาณที่ชัดเจนว่าประเทศไทยจะไม่ยอมให้ใครมาใช้ผืนแผ่นดินไทยเป็นฐานทำผิดกฎหมาย หากคุณพบเห็นเบาะแสการกระทำความผิดในลักษณะนี้ ไม่ต้องนิ่งเฉย สามารถแจ้งข้อมูลให้กับสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองได้โดยตรง เพื่อช่วยกันรักษาความปลอดภัยในสังคมของเราครับ

ที่มา – ตม. เตรียมเสนอเพิกถอนวีซ่า-ขึ้นบัญชีดำ “ผู้ต้องหาชาวจีน” คดีโรงแรมทุนสีเทา

ทลายรังมังกรเทา บุกโรงแรมหรูเมืองนนท์ เปิดบ่อนครบวงจร

เชื่อว่าหลายคนคงได้ยินข่าวสะเทือนวงการอาชญากรรมไทย เมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจ CIB เปิดปฏิบัติการครั้งใหญ่ภายใต้ชื่อ ทลายรังมังกรเทา บุกโรงแรมหรูเมืองนนท์ เปิดบ่อน-ปาร์ตี้ยา-ค้ากามครบวงจร ซึ่งถือเป็นการกวาดล้างกลุ่มทุนจีนสีเทาที่เข้ามาใช้ประเทศไทยเป็นฐานที่มั่นกระทำผิดกฎหมายอย่างไม่เกรงกลัว โดยปฏิบัติการนี้เกิดขึ้นที่โรงแรมแห่งหนึ่งในย่านงามวงศ์วาน จังหวัดนนทบุรี

ทลายรังมังกรเทา บุกโรงแรมหรูเมืองนนท์ เปิดบ่อน-ปาร์ตี้ยา-ค้ากามครบวงจร

เรื่องราวเริ่มต้นจากการที่ชาวบ้านในพื้นที่ทนไม่ไหวกับพฤติกรรมสุดแปลกของโรงแรมแห่งนี้ เพราะพบเห็นกลุ่มคนจีนเข้าออกตลอดทั้งวันทั้งคืน แต่กลับไม่ต้อนรับคนไทย โดยอ้างว่าห้องเต็มอยู่เสมอ เมื่อเจ้าหน้าที่สืบสวนลึกลงไปจึงพบความจริงว่า โรงแรมแห่งนี้ถูกดัดแปลงเป็น “รังลับ” ที่มีระบบรักษาความปลอดภัยแน่นหนา ทั้งการคัดกรองคนเข้าผ่านคีย์การ์ดและการใช้วิทยุสื่อสารตรวจตราอย่างเข้มงวด

เบื้องหลัง ทลายรังมังกรเทา บุกโรงแรมหรูเมืองนนท์ เปิดบ่อน-ปาร์ตี้ยา-ค้ากามครบวงจร

พื้นที่ชั้น 7 และ 8 ของโรงแรมกลายเป็นสถานที่จัดปาร์ตี้มั่วสุมเสพยาเสพติด เช่น เคตามีน และแฮปปี้วอเตอร์ นอกจากนี้ยังมีบ่อนพนันบาคาร่าและบริการค้าประเวณีแบบเบ็ดเสร็จในที่เดียว โดยกลุ่มผู้มีอิทธิพลเหล่านี้มีการจัดรถตู้คอยรับส่งลูกค้าชาวจีนโดยเฉพาะจากสนามบินตรงดิ่งมาที่แห่งนี้ ซึ่งพฤติกรรมเช่นนี้ถือเป็นการท้าทายกฎหมายอย่างยิ่ง โดยเฉพาะเมื่อสถานที่แห่งนี้เคยถูกบุกจับไปแล้วครั้งหนึ่งเมื่อปี 2566 แต่กลับแอบปรับปรุงและเปิดใหม่ด้วยระบบที่รัดกุมกว่าเดิม

จากการบุกเข้าตรวจสอบของตำรวจกว่า 100 นาย พบของกลางจำนวนมหาศาล ทั้ง:

  • ยาเสพติด เคตามีน และแฮปปี้วอเตอร์
  • ชิปแลกเงินพนันและโต๊ะบาคาร่า
  • เงินสดจำนวนกว่า 110,000 บาท
  • กล้องวงจรปิดที่ใช้ควบคุมการเข้าออก

แม้ว่าผู้ต้องหาชาวจีนจะอ้างว่าเป็นเพียงหัวหน้าคนงาน แต่เจ้าหน้าที่ยังคงเดินหน้าขยายผลการสืบสวน เพื่อสาวไปถึงตัวการใหญ่และผู้สนับสนุนในไทยที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการใช้นอมินีครอบครองทรัพย์สิน เพราะเหตุการณ์ ทลายรังมังกรเทา บุกโรงแรมหรูเมืองนนท์ เปิดบ่อน-ปาร์ตี้ยา-ค้ากามครบวงจร ในครั้งนี้ เป็นเครื่องพิสูจน์ว่าประเทศไทยต้องเข้มงวดกับการปราบปรามกลุ่มทุนสีเทาให้หมดไป เพื่อรักษาความมั่นคงและปลอดภัยของสังคมไทยเอาไว้ หากปล่อยให้กลุ่มเหล่านี้สร้างอิทธิพลต่อไปเรื่อยๆ อาจนำมาซึ่งปัญหาสังคมที่ยากจะแก้ไขในอนาคต

ที่มา – ทลายรังมังกรเทา บุกโรงแรมหรูเมืองนนท์ เปิดบ่อน-ปาร์ตี้ยา-ค้ากามครบวงจร

รวบ 3 ราย แก๊งสแกมเมอร์จีนเทา ขู่หนุ่ม 19 ทุบเซฟแม่ฉกทรัพย์ 11 ล้าน

เชื่อว่าหลายคนคงเคยได้ยินข่าวคราวเกี่ยวกับมิจฉาชีพออนไลน์กันมาบ้าง แต่เหตุการณ์ล่าสุดที่เกิดขึ้นกับนักศึกษาวัย 19 ปีในจังหวัดสมุทรปราการนั้นถือว่าอุกอาจและน่ากลัวมากครับ เมื่อแก๊งมิจฉาชีพข้ามชาติใช้กลอุบายวิดีโอคอลข่มขู่เหยื่อจนต้องยอมทุบตู้เซฟของแม่เพื่อนำทรัพย์สินออกมาให้ ล่าสุดเจ้าหน้าที่ตำรวจไซเบอร์ได้ปฏิบัติการขยายผลรวบอีก 3 ราย แก๊งสแกมเมอร์จีนเทา ขู่หนุ่ม 19 ทุบเซฟแม่ฉกทรัพย์ 11 ล้าน บ่งบอกถึงความเอาจริงเอาจังในการกวาดล้างขบวนการอาชญากรรมเหล่านี้ให้สิ้นซาก

ขยายผลรวบอีก 3 ราย แก๊งสแกมเมอร์จีนเทา ขู่หนุ่ม 19 ทุบเซฟแม่ฉกทรัพย์ 11 ล้าน

พฤติการณ์ของคนร้ายรายนี้ถือว่าแยบยลมากครับ โดยการอ้างตัวเป็นเจ้าหน้าที่ DSI เข้ามาข่มขู่ผ่านวิดีโอคอลตลอด 24 ชั่วโมง จนเด็กหนุ่มเกิดความกลัวและหลงเชื่อว่าตนเองพัวพันกับคดีฟอกเงิน จึงยอมทำตามคำสั่งทุกอย่าง ตั้งแต่การทุบตู้เซฟ ขนเอาทั้งทองคำแท่ง สร้อยทอง และเครื่องประดับเพชรไปวางไว้ริมถนน ซึ่งรวมมูลค่าความเสียหายเบื้องต้นกว่า 6.8 ล้านบาท แต่เมื่อตำรวจเข้าตรวจสอบเส้นทางการเงินและขยายผลรวบอีก 3 ราย แก๊งสแกมเมอร์จีนเทา ขู่หนุ่ม 19 ทุบเซฟแม่ฉกทรัพย์ 11 ล้าน ก็พบว่ามูลค่าทรัพย์สินที่ตรวจยึดได้รวมถึงเหรียญดิจิทัลนั้นพุ่งสูงถึง 11 ล้านบาทเลยทีเดียว

กระบวนการฟอกเงินระดับมืออาชีพของแก๊งจีนเทา

จากการสอบสวนของเจ้าหน้าที่ บช.สอท. พบว่าขบวนการนี้มีการแบ่งหน้าที่กันทำอย่างชัดเจน ทั้งส่วนที่โทรหลอกลวง ส่วนที่เป็นคนขับรถรับทรัพย์สิน และส่วนที่นำเงินไปเปลี่ยนเป็นสกุลเงินดิจิทัลเพื่อเลี่ยงการตรวจสอบ สิ่งที่น่าตกใจคือคนร้ายเหล่านี้มีความเชี่ยวชาญในการอำพรางร่องรอยทางการเงิน แต่ด้วยความพยายามของเจ้าหน้าที่ที่ติดตามจับกุมผู้ต้องหาทั้งชาวจีนและคนไทย ทำให้เราเห็นภาพชัดเจนว่าขยายผลรวบอีก 3 ราย แก๊งสแกมเมอร์จีนเทา ขู่หน่ม 19 ทุบเซฟแม่ฉกทรัพย์ 11 ล้าน ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นผลงานจากการวิเคราะห์พยานหลักฐานเชิงลึก

  • การป้องกันที่ทำได้จริง: อย่าหลงเชื่อบุคคลที่อ้างว่าเป็นเจ้าหน้าที่รัฐผ่านการวิดีโอคอล
  • สติคือสิ่งสำคัญ: เมื่อถูกข่มขู่ ให้รีบปรึกษาคนใกล้ชิดหรือโทรแจ้งสายด่วนตำรวจไซเบอร์ 1441 ทันที
  • อย่าโอน-อย่าส่งมอบ: ห้ามส่งมอบทรัพย์สินส่วนตัวให้คนแปลกหน้าไม่ว่าด้วยเหตุผลใดก็ตาม

ท้ายที่สุดแล้ว เหตุการณ์นี้เป็นบทเรียนราคาแพงที่เตือนใจเราทุกคนว่า มิจฉาชีพอาจอยู่ใกล้ตัวและมาในรูปแบบที่เราคาดไม่ถึง การรู้จักวิเคราะห์และไม่ตกเป็นเหยื่อของการข่มขู่ทางจิตวิทยาคือเกราะป้องกันที่ดีที่สุด ขอให้ทุกท่านช่วยกันเฝ้าระวังคนรอบข้าง เพราะความปลอดภัยของทรัพย์สินเริ่มต้นที่การรู้เท่าทันกลโกงครับ

ที่มา – ขยายผลรวบอีก 3 ราย แก๊งสแกมเมอร์จีนเทา ขู่หนุ่ม 19 ทุบเซฟแม่ฉกทรัพย์ 11 ล้าน

ดราม่า “อาร์มมังกร” สั่งทุก สน. ขออนุญาตให้ถูกต้อง

ดราม่า “อาร์มมังกร” สั่งทุก สน. ขออนุญาตให้ถูกต้อง

กลายเป็นประเด็นร้อนบนโลกโซเชียลขึ้นมาทันที สำหรับกรณีที่มีการตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับเครื่องแบบของเจ้าหน้าที่ตำรวจงานป้องกันปราบปราม สน.ห้วยขวาง ที่มีการนำอาร์มรูปมังกรมาติดไว้บริเวณแขนเสื้อ สร้างความสงสัยว่าเกี่ยวข้องกับกลุ่มธุรกิจสีเทาหรือไม่ ทีมงานจึงขอพาไปอัปเดตสถานการณ์ล่าสุดเกี่ยวกับเรื่อง “อาร์มมังกร” สั่งทุก สน. ขออนุญาตให้ถูกต้อง ตามคำสั่งของกองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) ที่ได้ออกมาจัดการเรื่องนี้อย่างเร่งด่วน

เบื้องลึกที่มาของอาร์มมังกร

จากการตรวจสอบข้อมูลพบว่า อาร์มรูปมังกรดังกล่าวถูกตำรวจงานป้องกันปราบปราม สน.ห้วยขวาง ใช้งานมาเป็นระยะเวลาประมาณ 3-4 ปีแล้ว โดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อเป็นเพียงเครื่องหมายบอกฝ่ายในการปฏิบัติหน้าที่ให้มีความชัดเจนเท่านั้น ไม่ได้มีความเกี่ยวข้องกับกลุ่มจีนเทาหรือการเรียกรับผลประโยชน์ใดๆ ทั้งสิ้น การกระทำนี้เป็นการจัดทำขึ้นโดยเจ้าหน้าที่เองเพื่อสร้างขวัญและกำลังใจในการทำงานในพื้นที่เท่านั้น

ผลการตรวจสอบจาก บช.น.

เจ้าหน้าที่ระดับสูงของ บช.น. ยืนยันว่าจากการตรวจสอบเบื้องต้น ไม่พบความเชื่อมโยงระหว่าง สน.ห้วยขวาง กับกลุ่มผู้กระทำความผิดกฎหมาย อย่างไรก็ตาม ปัญหาที่พบคืออาร์มดังกล่าวยังไม่ได้ผ่านการขออนุญาตอย่างเป็นทางการตามระเบียบของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ด้วยเหตุนี้ทางต้นสังกัดจึงได้สั่งการให้ดำเนินการดังนี้:

  • สั่งการให้ทุกสถานีตำรวจในสังกัด บช.น. ที่มีการใช้อาร์มติดเครื่องแบบ ต้องเร่งดำเนินการทำเรื่องขออนุญาตให้ถูกต้องตามระเบียบ
  • ผู้บังคับการตำรวจนครบาล 1 กำลังพิจารณารูปแบบตราสัญลักษณ์ของทุก สน. ใหม่ทั้งหมด เพื่อให้เหมาะสมกับบริบทของพื้นที่และป้องกันไม่ให้เกิดความเข้าใจผิดทางสังคมอีก
  • สั่งการแบบเด็ดขาดให้ทุก สน. ที่มีการติดอาร์มโดยไม่ได้ขออนุญาต ให้ถอดออกทั้งหมดในระหว่างที่รอการตรวจสอบและอนุมัติรูปแบบใหม่

อย่างไรก็ตาม เรื่อง “อาร์มมังกร” สั่งทุก สน. ขออนุญาตให้ถูกต้อง ถือเป็นบทเรียนที่ดีในการจัดระเบียบเครื่องแบบข้าราชการตำรวจให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับพี่น้องประชาชน ทั้งนี้การมีเครื่องหมายบอกฝ่ายถือเป็นเรื่องที่เข้าใจได้ในเชิงการปฏิบัติงาน แต่ทุกอย่างต้องอยู่ภายใต้กฎระเบียบที่ตรวจสอบได้ การสั่งการให้ถอดอาร์มที่ไม่ได้รับอนุญาตออกจึงเป็นสิ่งที่ถูกต้องและสมควร เพื่อลดกระแสสังคมและมุ่งเน้นการปฏิบัติหน้าที่ด้วยความเป็นมืออาชีพต่อไปครับ

หากคุณมีความคิดเห็นอย่างไรเกี่ยวกับเรื่องนี้ สามารถคอมเมนต์แลกเปลี่ยนข้อมูลกันได้เลยครับ ความโปร่งใสของเจ้าหน้าที่เป็นเรื่องสำคัญที่พวกเราทุกคนต้องจับตามองไปด้วยกัน

ที่มา – “อาร์มมังกร” ทำวุ่น บช.น.สั่งทุก สน. ขออนุญาตให้ถูกต้อง ไม่พบ สน.ห้วยขวาง เอี่ยวจีนเทา

จีนเทาไม่ได้เกิดจากต่างชาติ แต่เกิดจากรัฐไทยอ่อนแอ

เชื่อว่าหลายคนคงได้ยินข่าวคราวเกี่ยวกับกลุ่มธุรกิจสีเทาหรือที่เรียกติดปากกันว่า “จีนเทา” กันบ่อยครั้งในช่วงที่ผ่านมา ซึ่งประเด็นนี้ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของอาชญากรรมข้ามชาติเท่านั้น แต่ยังสะท้อนถึงโครงสร้างการบริหารจัดการของภาครัฐไทยได้อย่างชัดเจน ล่าสุด นายสหัสวัต คุ้มคง สส.ชลบุรี พรรคประชาชน ได้ออกมาตั้งข้อสังเกตอย่างน่าสนใจว่า จีนเทาไม่ได้เกิดจากต่างชาติเข้ามา แต่เกิดจากรัฐไทยอ่อนแอ ซึ่งเป็นการชี้จุดบอดที่สำคัญของการแก้ปัญหาในปัจจุบัน

จีนเทาไม่ได้เกิดจากต่างชาติ แต่เกิดจากรัฐไทยอ่อนแอ

การที่รัฐบาลมีนโยบายปรับลดวันพำนักจาก 60 วัน เหลือ 30 วัน เพื่อหวังจะสกัดกั้นกลุ่มทุนจีนสีเทานั้น ดูเหมือนจะเป็นเพียงการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ เพราะในความเป็นจริงแล้ว ปัญหาไม่ได้เริ่มต้นที่ด่านตรวจคนเข้าเมือง แต่จุดกำเนิดของ จีนเทาไม่ได้เกิดจากต่างชาติเข้ามา แต่เกิดจากรัฐไทยอ่อนแอ ทั้งในแง่ของกลไกการกำกับดูแลทะเบียนบริษัท โครงสร้างผู้ถือหุ้น และการตรวจสอบเส้นทางการเงินที่ไม่เข้มงวดพอ

เปิดทางออก: ทำไมรัฐไทยต้องจริงจังมากกว่าแค่เรื่องวีซ่า

สส.สหัสวัต ได้เสนอแนวทาง 8 ข้อเพื่อให้รัฐบาลนำไปปฏิบัติจริง เพื่อพิสูจน์ว่า จีนเทาไม่ได้เกิดจากต่างชาติเข้ามา แต่เกิดจากรัฐไทยอ่อนแอ โดยมีหัวข้อสำคัญดังนี้:

  • เปิดเผยรายงานติดตามโครงการ BOI หลังได้รับการส่งเสริมอย่างโปร่งใส
  • ตรวจสอบการถือครองที่ดินของกิจการต่างชาติที่อาจใช้นอมินี
  • ปราบปรามนอมินีในพื้นที่ EEC อย่างเป็นระบบ
  • สร้างฐานข้อมูลเชื่อมโยงระหว่างหน่วยงานรัฐเพื่อตรวจสอบเส้นทางการเงิน
  • แยกนโยบายตรวจคนเข้าเมืองออกจากการปราบปรามอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ

ปัญหาที่แท้จริงคือช่องว่างระหว่าง “การส่งเสริมการลงทุน” กับ “การกำกับดูแลหลังได้รับสิทธิ” หากรัฐไม่สามารถเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กรมสรรพากร ปปง. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้อย่างมีประสิทธิภาพ กลุ่มทุนผิดกฎหมายเหล่านี้ก็จะยังคงหยั่งรากลึกอยู่ในประเทศไทยต่อไปอย่างไม่ต้องสงสัย

ในมุมมองของผม การจะแก้ปัญหาเรื่องจีนเทาได้ ประเทศไทยจำเป็นต้องสร้างระบบกฎหมายที่บังคับใช้ได้อย่างเสมอภาค ความเกรงกลัวต่อเจ้าหน้าที่รัฐที่ทุจริตหรือช่องโหว่ทางกฎหมายต่างหากที่ทำให้ปัญหาลุกลามใหญ่โต การมุ่งเน้นไปที่การลดวันพำนักของนักท่องเที่ยวอาจทำให้คนทั่วไปเข้าใจผิด แต่ไม่ได้ทำให้กลุ่มผู้มีอิทธิพลหรือทุนสีเทารู้สึกสะท้านสะเทือนเลยแม้แต่น้อย

สุดท้ายแล้ว รัฐบาลควรเลิกโทษปัจจัยภายนอกและหันกลับมาทบทวนการทำงานของหน่วยงานภายใน ให้ความสำคัญกับการบังคับใช้กฎหมายที่เท่าเทียมและตรวจสอบได้ หากเรายังปล่อยให้ระบบตรวจสอบอ่อนแอแบบนี้ ไม่ว่าจะมีนโยบายวีซ่ารูปแบบไหน ก็ยากที่จะกำจัดปัญหาจีนเทาให้หมดไปจากประเทศไทยได้

ที่มา – “สหัสวัต” ชี้จีนเทาไม่ได้เกิดจาก “ต่างชาติเข้ามา” แต่เกิดจาก “รัฐไทยอ่อนแอ”

ขยายผลคดี หมิงเฉิน ซัน โยงเครือข่าย เฉิน จื้อ อายัด 600 ล้าน

ขยายผลคดี หมิงเฉิน ซัน โยงเครือข่าย เฉิน จื้อ อายัด 600 ล้าน

วงการอาชญากรรมข้ามชาติต้องสั่นสะเทือนอีกครั้ง เมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจเดินหน้าปูพรมตรวจค้นพื้นที่เป้าหมายกว่า 14 จุดทั่วไทย โดยเป็นการสืบเนื่องมาจากการขยายผลคดี หมิงเฉิน ซัน ผู้ต้องหาชาวจีนที่พบความเชื่อมโยงกับกลุ่มทุนจีนสีเทาและเครือข่ายการเงินที่ซับซ้อน งานนี้บอกเลยว่าไม่ธรรมดา เพราะเส้นทางการเงินพุ่งเป้าไปถึงเครือข่ายใหญ่ของ เฉิน จื้อ (Prince Group) ซึ่งเป็นตัวการสำคัญระดับต้นๆ ของขบวนการนี้

เปิดเส้นทางปฏิบัติการระเบิดรังมังกร กับคดี หมิงเฉิน ซัน

ย้อนกลับไปจุดเริ่มต้นของเรื่องนี้ มาจากการที่ผู้เสียหายจำนวนมากถูกหลอกลวงผ่านกลโกงแบบ Hybrid Scam ผ่านแพลตฟอร์มลงทุนปลอม ซึ่งสร้างมูลค่าความเสียหายรวมมหาศาล ตำรวจไทยได้ทำงานอย่างหนักในการแกะรอยเส้นทางการเงินจากบัญชีม้า จนพบว่าปลายทางของเงินเหล่านี้ถูกถ่ายโอนไปยังเครือข่ายของ หมิงเฉิน ซัน และสุดท้ายเงินจำนวนมากถูกนำไปฟอกผ่านอสังหาริมทรัพย์และสินทรัพย์ดิจิทัลหรูหราหลายแห่ง

จากการปฏิบัติการครั้งนี้ เจ้าหน้าที่สามารถยึดและอายัดทรัพย์สินได้มูลค่ารวมเกือบ 600 ล้านบาท โดยทรัพย์สินที่พบมีรายการที่น่าสนใจ ดังนี้:

  • คอนโดมิเนียมหรูใจกลางกรุงย่านลุมพินี มูลค่ากว่า 60 ล้านบาท
  • บ้านจัดสรรระดับมาสเตอร์พีชย่านกรุงเทพกรีฑา ราคา 75 ล้านบาท
  • ทรัพย์สินอื่นๆ อาทิ รถยนต์ซูเปอร์คาร์ วิลล่าหรู และเอกสารสิทธิ์ทางการเงินอีกจำนวนมาก

ทำไมคดีนี้ถึงสำคัญ? การขยายผลคดี หมิงเฉิน ซัน ไม่ใช่แค่การจับกุมอาชญากรรายย่อย แต่เป็นการทลายโครงข่ายอาชญากรรมข้ามชาติที่ใช้ไทยเป็นฐานในการฟอกเงิน ซึ่งเครือข่ายของ เฉิน จื้อ นั้นมีความเกี่ยวพันกับธุรกิจสีเทาหลายประเภท การยึดทรัพย์ครั้งนี้จึงถือเป็นการตัดวงจรทางการเงินที่สำคัญที่สุด เพื่อไม่ให้กลุ่มอาชญากรเหล่านี้ใช้ประเทศไทยเป็นที่ซุกซนหรือฟอกเงินผิดกฎหมายได้อีกต่อไป

การสืบสวนในเชิงลึกยังคงดำเนินการต่อไปอย่างเข้มข้น ตำรวจเริ่มพบความเชื่อมโยงของบุคคลและนิติบุคคลเพิ่มขึ้นอีกหลายราย ซึ่งเชื่อว่าการขยายผลครั้งนี้จะนำไปสู่การออกหมายจับผู้เกี่ยวข้องเพิ่มเติมอีกแน่นอน ถือเป็นบทเรียนราคาแพงสำหรับมิจฉาชีพที่คิดจะมาอาศัยช่องว่างทางกฎหมายในประเทศไทยเพื่อทำเรื่องผิดกฎหมายครับ

ในมุมมองของเรา นี่คือความสำเร็จก้าวสำคัญของสำนักงานตำรวจแห่งชาติที่แสดงให้เห็นถึงความใส่ใจและความสามารถในการประสานงานติดตามคดีที่มีความสลับซับซ้อนสูง ผู้เสียหายที่เคยถูกหลอกอาจจะมีความหวังมากขึ้นในการได้ทรัพย์สินคืน หรืออย่างน้อยที่สุดก็คือการเห็นขบวนการเหล่านี้ถูกกำจัดออกไปจากสังคมไทย ทางเราจะคอยติดตามข่าวสารความคืบหน้ามาอัปเดตให้ฟังกันต่อไปนะครับ ใครที่มีเบาะแสหรือข้อสงสัยเกี่ยวกับคดีอาญาออนไลน์ อย่าลังเลที่จะแจ้งเจ้าหน้าที่เพื่อร่วมเป็นหูเป็นตาให้กับบ้านเมืองของเรา

ที่มา – ขยายผลคดี “หมิงเฉิน ซัน” พบการเงินโยงเครือข่าย “เฉิน จื้อ” อายัดเพิ่มเกือบ 600 ล้าน

“โตโต้” ซัดรัฐล้มเหลวเคส “หมิงเฉิน ซัน” รมช.มท.ยันขยายผล

วันนี้เรามาพูดถึงประเด็นร้อนในสภา ที่กลายเป็นที่สนใจของประชาชนทั่วประเทศ นั่นคือ “โตโต้” ซัดรัฐล้มเหลวการข่าวเคส “หมิงเฉิน ซัน” รมช.มท. ยันขยายผลถึงเบื้องหลัง กรณีพบอาวุธสงครามกองโตในบ้านหรูที่พัทยา ของชายชาวจีนรายนี้ ซึ่งเชื่อมโยงกับแก๊งสแกมเมอร์ข้ามชาติ สร้างความตื่นตระหนกให้สังคมไทยไม่น้อย

“โตโต้” ซัดรัฐล้มเหลวการข่าวเคส “หมิงเฉิน ซัน” รมช.มท. ยันขยายผลถึงเบื้องหลัง

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 2569 ตำรวจชลบุรีไปเจอรถบรรทุกรถติดตามจากอุบัติเหตุ แล้วขยายผลค้นบ้านพักนายหมิงเฉิน ซัน ในพัทยา พบอาวุธสงครามเพียบ ทั้งปืนเล็กยาวทหาร ระเบิดมือ หนังสือเดินทางปลอมนับร้อยเล่ม สิ่งที่น่าตกใจคือ ไม่ใช่การสืบสวนเชิงรุก แต่บังเอิญจากอุบัติเหตุเท่านั้น! นายปิยรัฐ จงเทพ หรือ “โตโต้” ส.ส.พรรคประชาชน ลุกขึ้นถามกระทู้สดในสภา วันที่ 14 พฤษภาคม 2569 ถามนายกฯ อนุทิน แต่ “เจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์” รมช.มหาดไทย มาตอบแทน

โตโต้ชี้รัฐบาลล้มเหลวด้านการข่าวอย่างไร

โตโต้ย้ำว่ารัฐบาลยอมรับไหมว่าล้มเหลวด้านการข่าว เพราะมีหน่วยข่าวกว่า 7 หน่วย แต่ปล่อยให้อาวุธแบบนี้เล็ดลอดมาได้ ชายจีนรายนี้เข้าออกไทยบ่อย อยู่บ้านหรู เงินหมุนเวียนหลักสิบล้าน แต่ไม่เคยถูกจับตา แถมโยงทหารเรือหลายคดี เช่น คดียิงอดีตผู้นำฝ่ายค้านกัมพูชาในบางลำพู, ลอบยิงส.ส.นราธิวาส โตโต้จี้ขยายผลถึงเจ้าหน้าที่รัฐและเบื้องหลัง อย่าตัดตอนแค่ผู้ต้องหา

  • พบอาวุธสงครามในบ้านพัทยา ไม่ใช่จากการสืบเชิงรุก
  • เชื่อมโยงเครือข่ายสแกมเมอร์กัมพูชา
  • มีทหารเรือเกี่ยวข้องหลายคดีติด ๆ กัน
  • รัฐมีหน่วยข่าวเพียบแต่ระบบล้มเหลว

รมช.มท.เจเศรษฐ์โต้ ไม่ใช่ล้มเหลว แต่ช่องว่างบูรณาการ

เจเศรษฐ์ชี้ ไม่ใช้คำล้มเหลว แต่เป็นช่องว่างที่ยังไม่บูรณาการเต็มที่ ยืนยันตรวจย้อนรอยแล้ว ชายจีนรายนี้ไม่มีประวัติก่อการร้ายจากประเทศอื่น กำชับหน่วยงานปิดช่องโหว่ ขยายผลออกหมายจับนอมินี ค้นบ้านต่างด้าวย้อนหลัง นำเข้าคดีพิเศษบูรณาการทุกหน่วย วานนี้ (13 พ.ค.) กวาดล้างนอมินีเกาะพงัน-ภูเก็ตแล้ว รัฐพร้อมดูแลความมั่นคงทุกมิติ

โตโต้ถามต่อว่ารัฐมีแผนยุทธศาสตร์อะไรบ้าง เพื่อป้องกันภัยใหม่ โดยเฉพาะท่องเที่ยวที่เป็นเครื่องยนต์เศรษฐกิจ เจเศรษฐ์ย้ำบูรณาการทุกกระทรวง กลาโหม-ตำรวจตรวจอาวุธเข้มงวด ไม่ให้เล็ดลอด

สุดท้ายโตโต้ชื่นชมแต่เตือน ฝ่ายความมั่นคงอย่ายุ่ง politics มากเกิน ควรมุ่งภัยจากต่างชาติที่ปลอมนักลงทุน-นักท่องเที่ยว ใช้ไทยเป็นฐานก่ออาชญากรรม รัฐต้องปรับยุทธศาสตร์เชิงรุกตั้งแต่บัดนี้

ประเด็นนี้สะท้อนปัญหาใหญ่ของไทยในยุคดิจิทัล แก๊งสแกมเมอร์ต่างชาติใช้ไทยเป็นฐาน อาวุธสงครามลอยมาถึงบ้าน การข่าวต้องอัพเกรดด่วน บูรณาการ AI และข้อมูลใหญ่ เพื่อไม่ให้เกิดซ้ำ ประชาชนอย่างเราต้องติดตามใกล้ชิด

คุณคิดว่ารัฐบาลจะขยายผลได้จริงไหม? แชร์ความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และกดแชร์เพื่อกระจายข้อมูลให้เพื่อน ๆ ทราบ!

ที่มา – “โตโต้” ซัดรัฐล้มเหลวการข่าวเคส “หมิงเฉิน ซัน” รมช.มท. ยันขยายผลถึงเบื้องหลัง

กรมการปกครอง สั่งตรวจสอบด่วน ทะเบียนราษฎร 2 จีนเทา

กรมการปกครอง สั่งตรวจสอบด่วน ทะเบียนราษฎร 2 จีนเทา หลังจากเกิดเหตุการณ์ชocking ในจังหวัดชลบุรี ที่นายหมิงเฉิน ซัน ชาวจีน พลิกคว่ำรถยนต์และพบอาวุธสงครามจำนวนมากในรถและบ้านพัก สร้างความฮือฮาให้สังคมไทย ล่าสุดอธิบดีกรมการปกครองได้มีคำสั่งเร่งด่วนให้ตรวจสอบความถูกต้องของทะเบียนราษฎรของบุคคลทั้ง 2 รายที่เกี่ยวข้อง หากพบการทุจริตจะดำเนินคดีทุกคน ไม่เว้นเจ้าหน้าที่รัฐ

กรมการปกครอง สั่งตรวจสอบด่วน ทะเบียนราษฎร 2 จีนเทา

จากรายงานของเฟซบุ๊กกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย เมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม 2569 เปิดเผยเอกสารสั่งการจากนายนฤชา โฆษาศิวิไลซ์ อธิบดีกรมการปกครอง โดยมอบหมายให้นายวิฑูรย์ สิรินุกุล รองอธิบดี ในฐานะหัวหน้าคณะทำงานต่อต้านภัยความมั่นคงทางทะเบียน (DOPA N.I.C.E.) ดำเนินการตรวจสอบทันที บุคคลทั้งสองรายคือ

รายละเอียดบุคคลต้องสงสัยทั้ง 2 ราย

  • นายหมิงเฉิน ซัน: บุคคลสัญชาติจีน ถือบัตรประจำตัวประชาชนสีชมพู เลขที่ 6-XXXX-XXXXX-XX-X ที่อยู่ปัจจุบันเขตคลองสามวา กรุงเทพมหานคร มีประวัติย้ายมาจากอำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่
  • นายเฉิงเจ้า หวู: บุคคลสัญชาติไทย ถือบัตรประจำตัวประชาชนสีฟ้า เลขที่ 5-XXXX-XXXXX-XX-X ที่อยู่ปัจจุบันเขตบางแค กรุงเทพมหานคร ได้รับสัญชาติไทยโดยการเพิ่มชื่อ ณ เขตบางแค

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อนายหมิงเฉิน ซันประสบอุบัติเหตุรถพลิกคว่ำในพื้นที่จังหวัดชลบุรี เจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าตรวจสอบพบอาวุธสงคราม ระเบิด ชุดเกราะกันกระสุน และเครื่องกระสุนจำนวนมากทั้งในรถและบ้านพัก นอกจากนี้ยังพบบัตรประชาชนใบที่สองในชื่อนายเฉิงเจ้า หวู ทำให้เกิดข้อกังวลเรื่องการทุจริตทะเบียนราษฎรทันที

การตรวจสอบครั้งนี้เน้นย้ำถึงปัญหา “จีนเทา” หรือชาวจีนที่ได้สัญชาติไทยโดยผิดกฎหมาย ซึ่งอาจเป็นภัยต่อความมั่นคงของชาติ กรมการปกครองยืนยันหากพบหลักฐานการปลอมแปลงหรือทุจริต จะเพิกถอนรายการทะเบียนทั้งหมด และดำเนินคดีอาญาต่อผู้กระทำผิดทุกราย รวมถึงเจ้าหน้าที่ที่รับผิดชอบ เช่น เจ้าพนักงานปกครองหรือตำรวจที่ออกบัตร

ความสำคัญของการตรวจสอบทะเบียนราษฎร

ทะเบียนราษฎรเป็นพื้นฐานสำคัญของรัฐในการควบคุมประชากร การย้ายถิ่นฐาน การเลือกตั้ง และความมั่นคง ปัญหาการซื้อขายสัญชาติ โดยเฉพาะจากกลุ่มทุนจีน ทำให้เกิดการแทรกซึมที่อาจเชื่อมโยงกับอาชญากรรมข้ามชาติ เช่น ค้ายาเสพติด อาวุธ หรือฟอกเงิน ในกรณีนี้ การพบอาวุธสงครามในครอบครองชาวต่างชาติที่ใช้บัตรประชาชนไทย ยิ่งตอกย้ำความจำเป็นในการเร่งตรวจสอบ

คณะทำงาน DOPA N.I.C.E. ก่อตั้งขึ้นเพื่อปราบปรามภัยดังกล่าว โดยใช้เทคโนโลยีฐานข้อมูลใหญ่ในการสแกนข้อมูลทะเบียนทั่วประเทศ เป้าหมายคือกำจัดทุจริตให้หมดสิ้น สร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชนชาวไทย นอกจากนี้ ยังเชื่อมโยงกับนโยบายรัฐบาลในการรักษาอธิปไตยและความปลอดภัยชายแดน

จากสถิติล่าสุด พบกรณีทุจริตทะเบียนราษฎรหลายพันรายทั่วประเทศ โดยเฉพาะในภาคเหนือและกรุงเทพฯ การสั่งการตรวจสอบด่วนครั้งนี้คาดว่าจะเป็นจุดเริ่มต้นของการกวาดล้างใหญ่ หากคุณมีข้อมูล线索เกี่ยวกับการทุจริต สามารถแจ้งกรมการปกครองได้ทันที

การดำเนินการนี้แสดงให้เห็นถึงความเด็ดขาดของหน่วยงานรัฐในการปกป้องผลประโยชน์ชาติ ติดตามผลการตรวจสอบกรมการปกครอง สั่งตรวจสอบด่วน ทะเบียนราษฎร 2 จีนเทา ต่อไป เพราะอาจนำไปสู่การจับกุมเครือข่ายใหญ่ได้

ที่มา – กรมการปกครอง สั่งตรวจสอบด่วน ทะเบียนราษฎร 2 จีนเทา หากพบทุจริตเอาผิดหมด

Scroll to top