ชลบุรี

รองเลขาฯ กกต. มาแล้ว แจงเปิดหีบ “ชลบุรีเขต 1” ใหม่ไม่ได้

สวัสดีครับเพื่อนๆ ชาวบล็อกข่าวการเมืองวันนี้มีเรื่องร้อนที่หลายคนกำลังจับตามอง นั่นคือกรณีมวลชนชลบุรีที่ยังเดือดจัด เรียกร้องให้มีการตรวจสอบหีบบัตรเลือกตั้งเขต 1 ล่าสุด รองเลขาฯ กกต. มาแล้ว แจงเปิดหีบ “ชลบุรีเขต 1” ใหม่ไม่ได้ เพราะต้องรอคำวินิจฉัยจาก กกต. ชุดใหญ่เท่านั้น เรื่องนี้สะท้อนปัญหาความโปร่งใสในการเลือกตั้งที่ประชาชนยังไม่หนำใจ มาฟังรายละเอียดกันเลยครับ

รองเลขาฯ กกต. มาแล้ว แจงเปิดหีบนับคะแนนเลือกตั้ง “ชลบุรีเขต 1” ใหม่ไม่ได้

เหตุการณ์เริ่มต้นตั้งแต่ช่วงบ่ายแก่ๆ วันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2567 (หรือตามวันที่เกิดเหตุ) ประชาชนนับร้อยเดินทางมารวมตัวกันที่สนามหน้าอำเภอเมือง จ.ชลบุรี ตรงข้ามโรงยิม ต.บางปลาสร้อย เพื่อเรียกร้องให้ กกต.ชลบุรี อนุญาตให้ตรวจสอบหีบบัตรเลือกตั้งเขต 1 หลังจากที่มีการร้องเรียนหลายประเด็นเกี่ยวกับความไม่โปร่งใสในการนับคะแนน

เดิมที เมื่อประชาชนสอบถามเจ้าหน้าที่ กกต. ก็ได้รับคำตอบว่าหีบบัตรถูกเก็บไว้ในห้องปิดมิดชิดที่ทำการอำเภอเมืองชลบุรี และมีกล้องวงจรปิดเฝ้าดูอยู่ แต่พอมาตรวจสอบจริงๆ กลับพบว่าหีบทั้งหมดวางเกลื่อนอยู่ที่สนามแบดมินตันของอำเภอ ไม่มีความมิดชิดอย่างที่บอกเลยสักนิด แถมยังกำลังจะถูกเคลื่อนย้ายไปยังสำนักงาน กกต. โดยไม่มีเคเบิลไทร์ผูกล็อกตามระเบียบของ กกต. อีก เมื่อถามเหตุผลก็ได้คำตอบฮาๆ ว่า “เคเบิลไทร์หมด” มวลชนเลยเดือดจัด ล้อมรถไม่ยอมให้ขนย้าย จนต้องรอให้ กกต. ออกมาชี้แจง

รองเลขาฯ กกต. มาแล้ว แจงเปิดหีบ “ชลบุรีเขต 1” ใหม่ไม่ได้ ชี้ต้องรอชุดใหญ่

ความเคลื่อนไหวล่าสุดเกิดขึ้นเมื่อเวลา 01.35 น. วันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2569 ร.ต.อ. ชนินทร์ น้อยเล็ก รองเลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง (รองเลขาฯ กกต.) เดินทางมาถึงพื้นที่ด้วยตัวเองทันที พร้อมกล่าวกับมวลชนด้วยน้ำเสียงหนักแน่นว่า “ผมรักความถูกต้อง อยู่ข้างพวกท่านอยู่แล้ว แต่ทุกอย่างต้องปฏิบัติตามกฎหมาย” เขาย้ำชัดว่าการเปิดหีบนับคะแนนใหม่ในกรณีนี้ รองเลขาฯ กกต. มาแล้ว แจงเปิดหีบ “ชลบุรีเขต 1” ใหม่ไม่ได้ เพราะตนเองไม่มีอำนาจในการสั่งการดังกล่าว ต้องรอให้ กกต. ชุดใหญ่ 7 คนประชุมกันในช่วงเวลา 10.00 น. เพื่อวินิจฉัยคำร้อง

สำหรับตอนนี้ สิ่งที่ทำได้คือรวบรวมหลักฐานทั้งหมดจากเหตุการณ์ เพื่อยื่นให้ กกต. ชุดใหญ่พิจารณา ไม่ว่าจะเป็นภาพถ่าย วิดีโอ หรือพยานบุคคลที่เห็นหีบถูกวางไม่เป็นไปตามระเบียบ บรรยากาศยังตึงเครียด มวลชนปักหลักค้างคืนจำนวนมาก รอคำตอบที่ชัดเจน

ประเด็นร้องเรียนที่ทำให้มวลชนไม่เชื่อถือ

  • หีบบัตรเลือกตั้งถูกเก็บไว้ที่สนามแบดมินตัน ไม่ใช่ห้องปิดมิดชิดตามที่แจ้ง
  • ไม่มีกล้องวงจรปิดเฝ้าดูอย่างแท้จริง
  • การเคลื่อนย้ายหีบไม่มีเคเบิลไทร์ล็อกตามข้อกำหนดของ กกต.
  • ผลการนับคะแนนมีข้อสงสัยหลายจุด เช่น คะแนนไม่ตรงกับบัตรที่ออก
  • ขาดความโปร่งใสในทุกขั้นตอนตั้งแต่ปิดหีบจนนับเสร็จ

เรื่องเหล่านี้ทำให้ประชาชนในชลบุรีเขต 1 ไม่ยอมรับผลเลือกตั้งง่ายๆ โดยเฉพาะเมื่อผลคะแนนออกมารวดเร็วแต่มีกลิ่นตุๆ การเลือกตั้งครั้งนี้ถือเป็นบททดสอบสำคัญของระบบประชาธิปไตยไทย ที่ กกต. ต้องพิสูจน์ความน่าเชื่อถือ

ในมุมมองของผม ความโปร่งใสคือหัวใจของการเลือกตั้ง ถ้าประชาชนไม่เชื่อใจ ระบบทั้งหมดก็ล้มเหลวได้ง่ายๆ กรณีชลบุรีนี้เป็นตัวอย่างที่ดีที่ กกต. ควรนำไปปรับปรุง เช่น เพิ่มกล้อง CCTV ทุกจุด เพิ่มเจ้าหน้าที่อิสระในการตรวจ และสื่อสารกับประชาชนให้ชัดเจนกว่านี้

ตอนนี้ต้องรอการประชุม กกต. ชุดใหญ่พรุ่งนี้ ถ้ามีความคืบหน้า เราจะอัปเดตให้ทราบทันที คุณคิดว่ากรณีนี้ควรนับใหม่ไหม? หรือมีหลักฐานอะไรเพิ่มเติม? คอมเมนต์มาบอกกันด้านล่างเลยครับ แชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ ที่สนใจข่าวการเมืองด้วยนะ เพื่อให้ทุกเสียงถูกรับฟัง!

ที่มา – รองเลขาฯ กกต. มาแล้ว แจงเปิดหีบนับคะแนนเลือกตั้ง “ชลบุรีเขต 1” ใหม่ไม่ได้

ผู้ว่าฯ ชลบุรี ตรวจหน่วยเลือกตั้ง ยันไร้ปัญหากฎหมาย

ในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ผู้ว่าฯ ชลบุรี ตรวจความเรียบร้อยหน่วยเลือกตั้ง ยันยังไม่พบปัญหาทำผิดกฎหมาย ได้ลงพื้นที่จริงเพื่อให้กำลังใจเจ้าหน้าที่และติดตามสถานการณ์การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) และการออกเสียงประชามติ ซึ่งเป็นเหตุการณ์สำคัญที่แสดงถึงความโปร่งใสของกระบวนการเลือกตั้งในจังหวัดชลบุรี

ผู้ว่าฯ ชลบุรี ตรวจความเรียบร้อยหน่วยเลือกตั้ง ยันยังไม่พบปัญหาทำผิดกฎหมาย

นายนริศ นิรามัยวงศ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี พร้อมคณะ ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบที่หน่วยเลือกตั้งที่ 8 และ 9 โรงเรียนบ้านภูไทร อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี เวลาประมาณ 15.30 น. การตรวจครั้งนี้มีนายอิสรา เจริญชาศรี รองผู้ว่าราชการจังหวัด นางสาวขวัญเรือน ศรีจันทร์ ปลัดจังหวัด นางเยาวลักษณ์ เครือคำขาว ประชาสัมพันธ์จังหวัด และนายอนุศักดิ์ พิริยอมร นายอำเภอบางละมุง ร่วมด้วย เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.ห้วยใหญ่ เพื่อสังเกตการณ์และให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ประจำหน่วย

ผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี เปิดเผยว่าคณะทำงานได้ออกตรวจเยี่ยมหน่วยเลือกตั้งในหลายพื้นที่ เช่น อำเภอพนัสนิคม อำเภอเกาะจันทร์ อำเภอบ่อทอง อำเภอหนองใหญ่ และอำเภอศรีราชา โดยในเบื้องต้นยังไม่พบปัญหาหรืออุปสรรคใดๆ ที่ร้ายแรง เจ้าหน้าที่ทั้ง 1,700 หน่วยทั่วจังหวัดปฏิบัติงานได้เรียบร้อยตามกฎหมายที่ได้รับการอบรม

ผู้ว่าฯ ชลบุรี ตรวจความเรียบร้อยหน่วยเลือกตั้ง ยันยังไม่พบปัญหาทำผิดกฎหมาย

จังหวัดชลบุรีมีผู้มีสิทธิเลือกตั้งเกือบ 1.2 ล้านคน และล่าสุดมีรายงานว่าการออกมาใช้สิทธิเกิน 60% แล้ว คาดว่าก่อน 17.00 น. จะทะลุ 70% ซึ่งเป็นสัญญาณที่ดีเยี่ยม แสดงถึงความตื่นตัวของประชาชน แม้ช่วงบ่ายจะมีฝนตก แต่ผู้ว่าฯ มั่นใจว่าการเลือกตั้งจะผ่านพ้นไปด้วยดี

การเลือกตั้งครั้งนี้ถือเป็นโอกาสสำคัญที่ประชาชนชลบุรีได้มีส่วนร่วมกำหนดอนาคต โดยหน่วยเลือกตั้งในอำเภอบางละมุงซึ่งเป็นพื้นที่ท่องเที่ยวยอดนิยม ก็มีการจัดการที่เป็นระเบียบ ผู้ว่าฯ ชลบุรี ตรวจความเรียบร้อยหน่วยเลือกตั้ง ยันยังไม่พบปัญหาทำผิดกฎหมาย ทำให้ทุกฝ่ายมั่นใจในความโปร่งใส

  • ตรวจเยี่ยมหน่วยเลือกตั้งหลายอำเภอ เช่น พนัสนิคม เกาะจันทร์
  • เจ้าหน้าที่ 1,700 หน่วยทำงานเรียบร้อย
  • ผู้มีสิทธิ 1.2 ล้านคน Turnout เกิน 60%
  • คาดการณ์เกิน 70% ก่อนปิดโพล

ความสำคัญของการเลือกตั้งชลบุรี

ชลบุรีเป็นจังหวัดเศรษฐกิจสำคัญของภาคตะวันออก มีประชากรหนาแน่นและเป็นฐานเสียงสำคัญในการเลือกตั้ง การที่ผู้ว่าฯ ลงพื้นที่ตรวจสอบด้วยตนเองช่วยสร้างความเชื่อมั่น นอกจากนี้ ยังไม่มีรายงานการทุจริตหรือผิดกฎหมายเลือกตั้ง ซึ่งเป็นผลจากการเตรียมความพร้อมมาอย่างดี

ประชาชนที่ยังไม่ได้ไปใช้สิทธิ์ สามารถไปได้ถึง 17.00 น. แม้ฝนจะตกก็ตาม อย่าปล่อยให้สิทธิ์สำคัญหลุดมือ เพราะการเลือกตั้งคือพลังของประชาธิปไตย

นอกจากนี้ การเลือกตั้งส.ส. และประชามติในครั้งนี้ยังเชื่อมโยงกับนโยบายพัฒนาจังหวัด เช่น การท่องเที่ยวพัทยา เศรษฐรษฐกิจ EEC ที่ชลบุรีเป็นส่วนหนึ่ง ผู้ว่าฯ ชลบุรีได้เน้นย้ำถึงความสำคัญในการรักษาความสงบเรียบร้อยตลอดกระบวนการ

สรุปแล้ว ผู้ว่าฯ ชลบุรี ตรวจความเรียบร้อยหน่วยเลือกตั้ง ยันยังไม่พบปัญหาทำผิดกฎหมาย เป็นข่าวดีที่สะท้อนภาพรวมการเลือกตั้งที่ราบรื่น ช่วยเสริมสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชน

เชิญชวนทุกท่านติดตามข่าวสารการเมืองท้องถิ่นและมีส่วนร่วมในการเลือกตั้งครั้งต่อไป เพื่ออนาคตที่สดใสยิ่งขึ้น

ที่มา – ผู้ว่าฯ ชลบุรี ตรวจความเรียบร้อยหน่วยเลือกตั้ง ยันยังไม่พบปัญหาทำผิดกฎหมาย

ชลบุรีเริ่มเลือกตั้ง 2569 คึกคักแต่เช้า

วันนี้เรามาพูดถึงเรื่องร้อนๆ ที่กำลังเป็นกระแสกันทั่วประเทศ นั่นคือ ชลบุรี เลือกตั้ง 2569 ที่เริ่มเปิดหีบไปแล้วตั้งแต่เช้าตรู่ บรรยากาศคึกคักสุดๆ เลยล่ะครับ ประชาชนในพื้นที่ชลบุรีพร้อมใจกันออกมาใช้สิทธิ์กันอย่างล้นหลาม ไม่แพ้จังหวัดอื่นๆ แม้แต่ไหนๆ

ชลบุรี เลือกตั้ง 2569 คึกคักตั้งแต่เช้า

เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 จังหวัดชลบุรีได้เปิดหีบเลือกตั้งอย่างเป็นทางการ ตั้งแต่เวลา 08.00 น. ผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งทยอยเดินทางมาที่หน่วยเลือกตั้งในทุกอำเภอ บรรยากาศเต็มไปด้วยความตื่นเต้นและความรับผิดชอบต่อชาติ ทุกคนได้รับบัตรเลือกตั้ง 3 ใบ ได้แก่ บัตรเลือก ส.ส. แบบแบ่งเขต บัตรเลือก ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อ และบัตรออกเสียงประชามติ ซึ่งเป็นครั้งสำคัญที่ประชาชนได้มีส่วนร่วมกำหนดอนาคตประเทศ

เจ้าหน้าที่ประจำหน่วยเลือกตั้งทุกแห่งเตรียมความพร้อมอย่างดีเยี่ยม ทั้งสถานที่ อุปกรณ์ และกระบวนการตรวจสอบชื่อผู้มีสิทธิ์ ประชาชนส่วนใหญ่มาด้วยความเรียบร้อย บางครอบครัวเดินทางมากันทั้งบ้านตั้งแต่ฟ้ายังไม่สาง เพื่อหลีกเลี่ยงช่วง高峰ที่อาจแออัด โดยเฉพาะในพื้นที่ท่องเที่ยวยอดนิยมอย่างอำเภอศรีราชา ที่การแข่งขันระหว่างพรรคการเมืองดุเดือดสุดๆ

รายละเอียดบัตรเลือกตั้งในชลบุรี เลือกตั้ง 2569

สำหรับผู้ที่ยังสงสัยว่าเลือกตั้งครั้งนี้มีอะไรบ้าง มาดูกันครับ:

  • บัตร ส.ส. แบบแบ่งเขต: เลือกผู้สมัครในเขตเลือกตั้งของคุณโดยตรง
  • บัตร ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อ: เสียงให้พรรคที่คุณสนับสนุน เพื่อแบ่งสัดส่วนในสภา
  • บัตรประชามติ: ออกเสียงสำคัญต่อประเด็นชาติ เช่น การแก้ไขรัฐธรรมนูญหรือนโยบายหลัก

หน่วยเลือกตั้งทั่วชลบุรีและทั่วประเทศเปิดถึง 17.00 น. คาดว่าวันนี้จะมีผู้มาใช้สิทธิ์จำนวนมาก ท่ามกลางการดูแลความสงบเรียบร้อยจากเจ้าหน้าที่ตำรวจและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

ทำไมชลบุรี เลือกตั้ง 2569 ถึงคึกคักขนาดนี้?

ชลบุรีเป็นจังหวัดเศรษฐกิจสำคัญ มีทั้งอุตสาหกรรม ท่องเที่ยว และการค้าที่เฟื่องฟู ผู้คนที่นี่ตื่นตัวทางการเมืองสูง เพราะการเลือกตั้งครั้งนี้จะกำหนดทิศทางพัฒนาเมืองพัทยา ศรีราชา บางละมุง และพื้นที่อื่นๆ เช่น การแก้ปัญหาน้ำเสีย การจราจรติดขัด หรือการส่งเสริมการท่องเที่ยวหลังโควิด ชาวชลบุรีเชื่อมั่นว่าการโหวตคือพลังที่เปลี่ยนแปลงได้จริง

จากที่ผู้สื่อข่าวลงพื้นที่หน่วยเลือกตั้งในอ.ศรีราชา พบว่าประชาชนทุกระดับอาชีพมาร่วม ไม่ว่าจะพ่อค้าแม่ค้า คนงานโรงงาน หรือนักท่องเที่ยวที่อาศัยอยู่ชั่วคราว ทุกคนพร้อมใจกันเพื่อเลือก “คนดี” เข้าสภา มาพัฒนาประเทศต่อไป มันสะท้อนถึงความเป็นประชาธิปไตยที่แท้จริงของคนไทยเลยครับ

เคล็ดลับไปใช้สิทธิ์ชลบุรี เลือกตั้ง 2569 ให้สบายใจ

  • เตรียมบัตรประชาชนหรือบัตรเลือกตั้งล่วงหน้า
  • ไปเช้าๆ เพื่อหลีกเลี่ยงคิวยาว
  • ตรวจสอบเขตเลือกตั้งของคุณที่เว็บ กกต.
  • ลงคะแนนให้ครบ 3 ใบ อย่าลืมประชามติ!

นอกจากนี้ ยังมีมาตรการป้องกันโควิดและความปลอดภัย เช่น เว้นระยะ ห้องคูหาโปร่งโล่ง ถ้าคุณอยู่ในชลบุรีหรือใกล้เคียง อย่าพลาดโอกาสนี้เด็ดขาด

ในมุมมองของผม ชลบุรี เลือกตั้ง 2569 ครั้งนี้แสดงให้เห็นว่าประชาชนไทยยังรักการเลือกตั้งและเชื่อมั่นในระบบประชาธิปไตย แม้จะมีปัญหาความท้าทายมากมาย แต่พลังของประชาชนคือสิ่งที่แข็งแกร่งที่สุด สุดท้ายนี้ ถ้าคุณไปโหวตแล้ว อย่าลืมแชร์ประสบการณ์ในคอมเมนต์ด้านล่างนะครับ ว่าบรรยากาศหน่วยของคุณเป็นยังไงบ้าง? หรือมีเรื่องน่าสนใจอะไรเจอมา มาคุยกัน!

ที่มา – ชลบุรี เริ่มแล้วเลือกตั้ง 2569 คึกคักแต่เช้า ประชาชนพร้อมใจออกไปใช้สิทธิ์

ตัวเงินตัวทองบุก ร้านตามสั่ง โดนจับคืนป่า

สวัสดีครับเพื่อนๆ วันนี้มีเรื่องราวสุดฮาแต่ก็ตื่นเต้นมาฝากกัน นั่นคือ ตัวเงินตัวทองบุก ร้านตามสั่ง กลางเมืองสัตหีบ! ลองนึกภาพดูสิครับ ตัวเงินตัวทองยาวกว่า 2 เมตร โผล่พรวดมาจากป่า หิวจัดเลยบุกเข้าร้านอาหารตามสั่งเพื่อหาอาหารกิน แต่สุดท้ายก็โดนทีมกู้ภัยจับส่งกลับบ้านเดิมแบบปลอดภัย เรื่องนี้เกิดขึ้นจริงเมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2569 ที่ จ.ชลบุรี มาดูรายละเอียดกันเลย

ตัวเงินตัวทองบุก ร้านตามสั่ง เกิดขึ้นอย่างไร

ทุกอย่างเริ่มต้นจากศูนย์วิทยุหน่วยกู้ภัยมูลนิธิสว่างโรจนธรรมสถานสัตหีบ ได้รับแจ้งจากเจ้าของร้านอาหารตามสั่ง “ครัวกัลย์ยา” ซึ่งอยู่กม.7 ต.พลูตาหลวง อ.สัตหีบ มี ตัวเงินตัวทองบุก ร้านตามสั่ง ขนาดใหญ่ พยายามกินอาหารในร้าน เจ้าของร้านเลยรีบเรียกช่วยเพราะกลัวลูกค้าตกใจและอันตราย

ทีมกู้ภัยมือโปรอย่าง นายวิชา จินดานิล (นามเรียกขาน 142), นายอานนท์ ราชพิทักษ์ (037) และนายสุวัฒน์ บัวบาน (303) รีบรุดไปเหตุการณ์ทันที พวกเขาปิดล้อมพื้นที่เพราะตัวเงินตัวทองตัวนี้ยาวกว่า 2 เมตร แข็งแรงมาก! แต่พอเห็นคนมา มันก็วิ่งหนีไปซ่อนในซอกกำแพง ทีมต้องใช้เวลานานกว่า 30 นาที ไล่จับแบบทุลักทุลาย กว่าจะลากออกมาได้ แล้วก็ลำเลียงขึ้นรถจักรยานยนต์ไปปล่อยคืนสู่ป่าธรรมชาติ

ตัวเงินตัวทองบุก ร้านตามสั่ง เพราะหิวจัดจากป่า

ตามคำบอกเล่าของนายวิชา เจ้าหน้าที่กู้ภัย บอกว่าตัวเงินตัวทองตัวนี้คงออกจากป่ามาหาอาหาร เห็นร้านตามสั่งที่มีกลิ่นหอมๆ ล่อใจเลยบุกเข้ามาแบบไม่มีเงินจ่าย หวังกินฟรี! แต่เจ้าของร้านไม่อาจยอมขาดทุนได้ เลยแจ้งกู้ภัยมาจัดการ สุดท้ายจับได้ปล่อยคืนธรรมชาติแบบ win-win ทุกฝ่าย

ตัวเงินตัวทองคืออะไร ทำไมถึงชอบบุกเข้ามาในเมือง

ตัวเงินตัวทอง หรือที่รู้จักในชื่อ Varanus salvator เป็นสัตว์เลื้อยคลานขนาดใหญ่ในตระกูลกิ้งก่าป่า พบได้ทั่วประเทศไทย โดยเฉพาะพื้นที่ใกล้ป่า ชายเลน มันกินทุกอย่างที่ขยับได้ ทั้งปลา กบ หนู แมลง และเศษอาหารมนุษย์ ทำไมถึง ตัวเงินตัวทองบุก ร้านตามสั่ง บ่อยๆ? เพราะป่าลดลง อาหารในธรรมชาติขาดแคลน บวกกับกลิ่นอาหารมนุษย์ล่อใจ ทำให้มันกล้าเข้ามาในเขตชุมชน

  • ขนาดตัว: ยาวได้ถึง 3 เมตร น้ำหนัก 10-20 กก.
  • นิสัย: ว่ายน้ำเก่ง ปีนต้นไม้ได้ ไม่มีพิษ แต่ฟันและกรงเล็บแหลมคม
  • สถานะ: ถูกกฎหมายคุ้มครอง แต่ถ้าบุกบ้านเรือนสามารถแจ้งจับได้
  • ที่อยู่อาศัย: ป่า ชายหาด ทะเลสาบ

วิธีรับมือถ้าเจอตัวเงินตัวทองบุก ร้านตามสั่ง หรือบ้านคุณ

อย่าตื่นตระหนกนะครับ! นี่คือเคล็ดลับจากผู้เชี่ยวชาญ

  • อย่าไล่ตีหรือฆ่า: มันอาจโต้กลับอันตราย
  • ปิดประตูหน้าต่าง: กันไม่ให้เข้าเพิ่ม
  • แจ้งหน่วยกู้ภัยทันที: เช่น สว่างโรจนธรรม หรือ 1669
  • อย่าให้อาหาร: จะทำให้ติดใจมาซ้ำ
  • ทำความสะอาดเศษอาหาร: ลดสิ่งล่อใจ

เหตุการณ์ ตัวเงินตัวทองบุก ร้านตามสั่ง นี้เป็นตัวอย่างที่ดีว่าสัตว์ป่ากับมนุษย์อยู่ร่วมกันได้ ถ้าเรามีสติและรู้วิธีรับมือ ในยุคที่ป่าลดลง เราต้องช่วยกันอนุรักษ์ธรรมชาติ ไม่ทิ้งขยะ และไม่รบกวนที่อยู่อาศัยของพวกมัน

ส่วนตัวผมคิดว่าเรื่องแบบนี้ทั้งน่ากลัวทั้งตลก ถ้าเป็นร้านของผม คงต้องตั้งชื่อเมนูพิเศษ “ผัดกะเพราใส่ตัวเงินตัวทอง” ซะแล้ว ฮ่าๆ แต่จริงจังนะครับ ถ้าเจอสัตว์ป่า ปล่อยให้มืออาชีพจัดการดีที่สุด สุดท้ายก็จบ happy ending ตัวเงินตัวทองกลับบ้าน ร้านขายอาหารต่อได้ ลูกค้าไม่เดือดร้อน

คุณเคยเจอเหตุการณ์ตัวเงินตัวทองบุก ร้านตามสั่ง หรือสัตว์ป่าอื่นๆ บ้างไหม? ลองมาแชร์ประสบการณ์ในคอมเมนต์ด้านล่างเลยครับ และอย่าลืมแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ ที่อยู่ใกล้ป่าได้อ่าน จะได้รู้วิธีรับมือถูกต้อง!

ที่มา – “ตัวเงินตัวทอง” ออกจากป่าหิวปุ๊บ บุกเข้าร้านตามสั่ง สุดท้ายโดนจับส่งกลับที่เดิม

สาววัย 26 วิ่งเปลือยกาย ร้อง ‘หนูถูกข่มขืน’

เหตุการณ์สุดสะเทือนใจเกิดขึ้นที่ชลบุรี เมื่อสาววัย 26 วิ่งเปลือยกายออกจากป่า ร้องตะโกนให้ช่วยบอก “หนูถูกข่มขืน” ชาวบ้านที่พบเห็นรีบเข้าให้การช่วยเหลือทันที กลายเป็นข่าวใหญ่ที่สร้างความฮือฮาและเตือนภัยให้กับทุกคน โดยเฉพาะผู้หญิงที่เดินทางคนเดียวในช่วงค่ำคืน

สาววัย 26 วิ่งเปลือยกายออกจากป่า ร้องตะโกนให้ช่วยบอก “หนูถูกข่มขืน”

จากข้อมูลที่ได้รับรายงาน เรื่องราวเริ่มต้นขึ้นในช่วงประมาณ 2 ทุ่ม ของวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2569 บริเวณริมถนนสายห้วยใหญ่ (ถนนสาย 331 – บ้านห้วยใหญ่) ใกล้ศาลเจ้าแม่สาคร ม.6 ต.ห้วยใหญ่ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี ซึ่งเป็นทางขึ้นเขาที่รถสัญจรไม่พลุกพล่าน ชาวบ้านขับรถผ่านมาเจอหญิงสาววัย 26 ปี วิ่งข้ามถนน 4 เลนในสภาพเปลือยกายล่อนจ้อน ร้องตะโกนขอความช่วยเหลืออย่างตกใจสุดขีด

ผู้เสียหายเป็นชาวจังหวัดปราจีนบุรี เดินทางมาหางานทำแถวจอมเทียน พัทยา โดยใช้ GPS นำทางผ่านมือถือ ระหว่างทางถูกชายวัยกลางคน หัวล้าน ขี่รถจักรยานยนต์ฮอนด้า PCX สีน้ำเงิน ประกบจากด้านหลัง เอื้อมมือมาบิดกุญแจรถจักรยานยนต์ฮอนด้าเวฟ 125 สีดำแดงของเธอ ทำให้เครื่องดับ จากนั้นฉุดกระชากเข้าไปในบ้านร้างใกล้ศาลเจ้าแม่สาคร พยายามถอดเสื้อผ้าเพื่อข่มขืน

การต่อสู้และหนีรอดของสาววัย 26

ด้วยความกล้าหาญ ผู้เสียหายฮึดสู้ ผลักคนร้ายจนล้มกระเด็น ก่อนวิ่งหนีตายออกจากป่าในสภาพเปลือยกาย ร้องตะโกนสาววัย 26 วิ่งเปลือยกายออกจากป่า ร้องตะโกนให้ช่วยบอก “หนูถูกข่มขืน” ชาวบ้านที่ขับรถกระบะผ่านมาเห็นเหตุการณ์ ตอนแรกลังเลเพราะกลัวอันตราย แต่สุดท้ายตัดสินใจจอดรถ ถอดเสื้อให้สวม รีบพาขึ้นรถและไลฟ์สดผ่านเฟซบุ๊กเพื่อเรียกความช่วยเหลือและสกัดกั้นคนร้าย

ใกล้จุดเกิดเหตุพบรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายจอดทิ้งไว้ ตำรวจเข้าตรวจสอบทันที แต่บริเวณดังกล่าวไม่มีกล้องวงจรปิด ทำให้การสืบสวนต้องอาศัยพยานและเบาะแสจากผู้เสียหายเป็นหลัก เบื้องต้นส่งตัวผู้เสียหายตรวจร่างกายที่โรงพยาบาล และสอบปากคำเพิ่มเติม เมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2569 ตำรวจเรียกประชุมสืบสวนเพื่อเร่งคลี่คลายคดี นำคนร้ายมาดำเนินคดีให้ได้

ลักษณะคนร้ายและคำเตือน

  • ชายวัยกลางคน หัวล้าน
  • ขี่รถฮอนด้า PCX สีน้ำเงิน ไม่ทราบทะเบียน
  • มุ่งหน้ามาทางชุมชนบ้านห้วยใหญ่

เหตุการณ์สาววัย 26 วิ่งเปลือยกายออกจากป่า ร้องตะโกนให้ช่วยบอก “หนูถูกข่มขืน”นี้ สะท้อนถึงความเสี่ยงที่ผู้หญิงเผชิญเมื่อเดินทางคนเดียวในพื้นที่เปลี่ยว โดยเฉพาะเส้นทางที่ GPS นำไป ซึ่งอาจเป็นจุดอันตราย เราควรเพิ่มความระมัดระวัง เช่น แจ้งเส้นทางให้คนรู้, หลีกเลี่ยงการหยุดรถในจุดมืด, หรือใช้บริการแท็กซี่ที่เชื่อถือได้

นอกจากนี้ ชาวบ้านและพลเมืองดีที่เข้าใจรวดเร็ว สามารถช่วยชีวิตได้ทันเวลา แสดงให้เห็นถึงจิตสำนึกของคนไทยที่อบอุ่นเสมอ อย่างไรก็ตาม ตำรวจควรเพิ่มการลาดตระเวนในพื้นที่เสี่ยง เพื่อป้องกันเหตุร้ายในอนาคต

บทเรียนจากกรณีนี้คือ ความกล้าหาญของผู้เสียหายที่ไม่ยอมจำนน และการตอบสนองที่รวดเร็วของชาวบ้าน ทำให้เรื่องจบลงด้วยดี (เท่าที่เป็นไปได้) แต่หากไม่มีใครช่วย คงน่าเศร้าใจนัก ขอให้ทุกท่าน โดยเฉพาะสาวๆ ระวังตัวให้มากขึ้น ตรวจสอบเส้นทางล่วงหน้า และมีนาฬิกาสัญญาณขอความช่วยเหลือติดตัว

สุดท้ายนี้ อย่าลืมแชร์ข่าวนี้เพื่อเตือนภัยให้เพื่อนๆ และครอบครัว เพื่อให้สังคมของเราปลอดภัยยิ่งขึ้น หากมีข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับคนร้าย กรุณาแจ้งเจ้าหน้าที่ทันที

ที่มา – สาววัย 26 วิ่งเปลือยกายออกจากป่า ร้องตะโกนให้ช่วยบอก “หนูถูกข่มขืน”

รวบแล้ว! คนร้ายใช้มีดปาดคอนักศึกษี่โคราช

สวัสดีครับทุกคน วันนี้เรามีข่าวด่วนที่หลายคนรอคอย นั่นคือ คนร้ายใช้มีดปาดคอนักศึกษา ที่ก่อเหตุสุดสะเทือนใจในจังหวัดชลบุรี ถูกตำรวจจับกุมได้แล้วที่โคราช! เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อเช้าวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2569 นักศึกษาอาชีวะวัย 18 ปี ถูกปาดคอและแทงหลายแผล จนเกือบเอาชีวิตไม่รอด แต่ฮึดสู้หนีมาขอความช่วยเหลือได้ ท่ามกลางความโกลาหล

คนร้ายใช้มีดปาดคอนักศึกษาจนมุมที่โคราช

หลังจากเกิดเหตุ ตำรวจชุดสืบสวนลงพื้นที่ตรวจสอบภาพวงจรปิดทันที และไล่ล่าคนร้ายที่ชิงรถจักรยานยนต์ฮอนด้า เวฟ หลบหนีไปทางระยอง ความคืบหน้าสุดท้าย เมื่อบ่ายวันที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ต.อ.อโนทัย จินดามณี รอง ผบก.ภ.จ.นครราชสีมา นำทีมบุกจับ คนร้ายใช้มีดปาดคอนักศึกษา ได้ที่ สภ.อุดมทรัพย์ อ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา ผู้ต้องหาคือ นายโสภณวิชญ์ หรือ “โอ๊ก” อายุ 21 ปี ชาวโคราชแท้ๆ

คำรับสารภาพของคนร้ายใช้มีดปาดคอนักศึกษา

จากการสอบสวน นายโสภณวิชญ์ ร้องไห้แทบหยุดไม่ได้ ยอมรับสารภาพว่า เดินทางมาชลบุรีกับเพื่อน แต่ถูกเพื่อนหลอกทิ้งที่ปั๊มน้ำมัน แถมเอาเสื้อผ้าใหม่ที่เพิ่งซื้อไปด้วย พอเจอนักศึกษาคนโชคร้าย ก็ขอติดรถไปสถานีขนส่งเพื่อกลับบ้าน แต่ถูกปฏิเสธเพราะรีบไปเรียน ตนเลยอารมณ์ชั่ววูบ โกรธแค้นที่ถูกทิ้ง “ตอนนั้นผมไม่มีสติจริงๆ ไม่ได้ตั้งใจฆ่า” เขากล่าวพร้อมไหว้ขอโทษ

ที่น่าตกใจคือ ผู้ต้องหาเป็นผู้ป่วยจิตเวช เคยรักษาที่โรงพยาบาลจิตเวชนครราชสีมาราชนครินทร์ แต่ขาดยามานานกว่า 6 เดือน ทำให้คุมสติไม่อยู่ สุดท้ายตำรวจแจ้งข้อหาหนัก ชิงทรัพย์โดยใช้อาวุธทำให้บาดเจ็บสาหัส และพยายามฆ่า

  • ไทม์ไลน์เหตุการณ์:
  • เช้า 2 ก.พ. 69: ก่อเหตุปาดคอ ชิง จยย. ที่ชลบุรี
  • บ่าย 3 ก.พ. 69: จับกุมได้ที่วังน้ำเขียว โคราช
  • ผู้เสียหาย: นายสิรภัทร 18 ปี นักศึกษา ปวส.3
  • ผู้ต้องหา: นายโสภณวิชญ์ 21 ปี ผู้ป่วยจิตเวช

เหตุการณ์นี้กลายเป็นข่าวใหญ่ สะท้อนปัญหาสังคมหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นความรุนแรงจากอารมณ์ชั่ววูบ หรือผลกระทบจากโรคจิตเวชที่ไม่ได้รับการรักษาต่อเนื่อง หลายคนตั้งคำถามว่า ถ้าเพื่อนไม่ทิ้ง หรือกินยาต่อ เรื่องราวจะเปลี่ยนไปไหม?

นอกจากนี้ ตำรวจยังตรวจสอบประวัติเพิ่มเติม พบว่านายโอ๊กไม่มีประวัติอาชญากรรมมาก่อน แต่ปัญหาสุขภาพจิตนี่แหละที่เป็นตัวจุดชนวน เราควรตระหนักถึงเรื่องนี้มากขึ้น โดยเฉพาะในวัยหนุ่มสาวที่มักเผชิญความเครียดจากเพื่อนฝูงและชีวิตประจำวัน

สำหรับครอบครัวผู้เสียหาย ตอนนี้คุณสิรภัทรอาการดีขึ้นแล้ว แต่แผลเป็นทั้งกายและใจคงอยู่ยาวนาน ขอให้หายไวๆ นะครับ ส่วนผู้ต้องหาจะถูกส่งตัวไปรักษาด้วยหรือไม่ ต้องรอศาลตัดสิน

ในมุมมองของผม เหตุการณ์ คนร้ายใช้มีดปาดคอนักศึกษา ครั้งนี้เป็นเครื่องเตือนใจสำคัญ ว่าสุขภาพจิตต้องได้รับการดูแลอย่างต่อเนื่อง หากคุณหรือคนใกล้ตัวมีอาการผิดปกติ อย่าลังเลที่จะพบจิตแพทย์หรือกินยาตามนัด และสำหรับทุกคน ขอให้ระวังตัวเวลาอยู่คนเดียว โดยเฉพาะยามเช้ามืด สังคมเราต้องช่วยกันสร้างความปลอดภัย

CTA: ถ้าคุณมีประสบการณ์คล้ายๆ กัน หรืออยากแชร์ความคิดเห็น คอมเมนต์ด้านล่างได้เลยนะครับ! กดไลค์ แชร์ข่าวนี้ เพื่อเตือนภัยให้เพื่อนๆ ด้วย

ที่มา – รวบแล้ว คนร้ายใช้มีดปาดคอนักศึกษาจนมุมที่โคราช อ้างขาดยาจิตเวช-แค้นถูกเพื่อนทิ้ง

กรมทะเล รุดสอบ น้ำทิ้งสีดำ หาดจอมเทียน เอาผิดทันที

เมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2569 เกิดเหตุร้อนที่สร้างความกังวลให้กับนักท่องเที่ยวและชาวชลบุรี เมื่อมีภาพน้ำทะเลสีดำลอยฟุ้งกระจายบริเวณหาดจอมเทียน เมืองพัทยา จังหวัดชลบุรี สร้างคำถามถึงการดูแลสิ่งแวดล้อมชายฝั่ง กรมทะเล รุดสอบ น้ำทิ้งสีดำ หาดจอมเทียน ทันที โดยปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) ดร.รวีวรรณ ภูริเดช สั่งการให้กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (ทช.) เร่งลงพื้นที่ตรวจสอบอย่างด่วน

กรมทะเล รุดสอบ น้ำทิ้งสีดำ หาดจอมเทียน

ดร.ปิ่นสักก์ สุรัสวดี อธิบดีกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง มอบหมายให้สำนักงานทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งที่ 2 ร่วมกับหน่วยงานท้องถิ่นอย่างเมืองพัทยาและสำนักงานเจ้าท่าภูมิภาคสาขาพัทยา ลงพื้นที่จุดเกิดเหตุที่ซอยจอมเทียน 14 อำเภอบางละมุง จากการตรวจสอบพบว่าบริษัทผู้รับจ้างโครงการปรับปรุงภูมิทัศน์ชายหาดจอมเทียน มีน้ำทิ้งสะสมในท่อระบายน้ำจำนวนมาก คนงานจึงสูบน้ำนั้นระบายลงทะเลโดยตรง ส่งผลให้เกิดคราบน้ำสีดำที่แพร่กระจายและถูกถ่ายภาพลงโซเชียลมีเดีย

เจ้าหน้าที่สั่งระงับการกระทำดังกล่าวทันที สีน้ำทะเลกลับสู่สภาวะปกติ และประสานศูนย์วิจัยทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งอ่าวไทยฝั่งตะวันออก เพื่อตรวจวิเคราะห์คุณภาพน้ำและผลกระทบต่อทรัพยากรทางทะเล เช่น ปะการัง สัตว์ทะเล และระบบนิเวศชายฝั่ง

ผลการตรวจสอบและการดำเนินคดี

จากการสอบถามผู้จัดการโครงการ พบมูลความผิดชัดเจน เจ้าหน้าที่จึงร้องทุกข์กล่าวโทษต่อสถานีตำรวจภูธรเมืองพัทยา ในฐานะปล่อยทิ้งของเสียหรือมลพิษลงสู่ทะเล ตามประกาศกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เรื่องกำหนดเขตพื้นที่และมาตรการคุ้มครองสิ่งแวดล้อมในพื้นที่อำเภอบางละมุงและอำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี พ.ศ. 2563 อาศัยอำนาจตาม พ.ร.บ. ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. 2535

กรณี กรมทะเล รุดสอบ น้ำทิ้งสีดำ หาดจอมเทียน นี้ สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของหน่วยงานรัฐในการคุ้มครองทรัพยากรทางทะเล หาดจอมเทียนเป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญของพัทยา ดึงดูดนักท่องเที่ยวนับล้านคนต่อปี หากเกิดมลพิษจะกระทบต่อรายได้การท่องเที่ยวและสุขภาพประชาชน น้ำทิ้งสีดำนี้อาจมีสารเคมี ปูนซีเมนต์ หรือน้ำเสียจากงานก่อสร้าง ซึ่งเป็นอันตรายต่อสิ่งมีชีวิตในทะเล

ผลกระทบจากการปล่อยน้ำทิ้งลงทะเล

การปล่อยน้ำทิ้งลงทะเลโดยตรงไม่เพียงเปลี่ยนสีน้ำเท่านั้น แต่ยังก่อให้เกิด:

  • ผลต่อระบบนิเวศ: สารพิษตกค้างในตะกอนทะเล ทำลายห่วงโซ่อาหาร ส่งผลถึงปลาและสัตว์ทะเลขนาดใหญ่
  • ผลต่อการท่องเที่ยว: นักท่องเที่ยวเลี่ยงหาดที่สกปรก ลดรายได้โรงแรม ร้านอาหาร
  • ผลต่อสุขภาพ: น้ำทะเลปนเปื้อนอาจทำให้ผิวหนังระคายเคืองหรือโรคทางเดินหายใจ
  • ผลต่อเศรษฐกิจชุมชน: ชาวประมงสูญเสียแหล่งที่อยู่อาศัยของสัตว์น้ำ

กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งยืนยันจะดำเนินการเข้มงวดต่อไป พร้อมขอความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในการเฝ้าระวัง

นอกจากนี้ ยังมีมาตรการป้องกัน เช่น การติดตั้งถังบำบัดน้ำเสียก่อนระบาย การฝึกอบรมคนงานเรื่องสิ่งแวดล้อม และการตรวจสอบโครงการก่อสร้างอย่างสม่ำเสมอ หาดจอมเทียนเคยประสบปัญหาขยะทะเลและน้ำเสียมาหลายครั้ง การแก้ไขอย่างรวดเร็วในครั้งนี้เป็นตัวอย่างที่ดี

กรมทะเล รุดสอบ น้ำทิ้งสีดำ หาดจอมเทียน แสดงให้เห็นว่ารัฐบาลให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อมชายฝั่ง เพื่อความยั่งยืนของทรัพยากรธรรมชาติไทย

สุดท้ายนี้ การอนุรักษ์ทะเลเป็นหน้าที่ของทุกคน หากคุณพบเห็นพฤติกรรมที่อาจทำลายสิ่งแวดล้อม เช่น การทิ้งขยะลงทะเลหรือปล่อยน้ำเสีย โปรดแจ้งเบาะแสได้ที่กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง โทร. 02-240-5499 หรือ Line ID: @dmcrthai เพื่อร่วมกันปกป้องชายหาดไทยให้งดงามยั่งยืน

ที่มา – กรมทะเล รุดสอบกรณีมีการปล่อย “น้ำทิ้งสีดำ” ลงทะเลหาดจอมเทียน พร้อมเอาผิดทันที

ไล่วงจรปิด ล่าคนร้ายใช้มีดปาดคอนักศึกษา เจ็บสาหัส ชิงรถ จยย. หนี

เกิดเหตุสุดสะเทือนใจในจังหวัดชลบุรี เมื่อ ไล่วงจรปิด ล่าคนร้ายใช้มีดปาดคอนักศึกษา เจ็บสาหัส ชิงรถ จยย. หนี หลังจากคนร้ายแสร้งทำทีขอติดรถนักศึกษาวัย 18 ปี ก่อนลงมือก่อเหตุร้ายด้วยมีดปาดคอจนบาดเจ็บสาหัส แล้วชิงรถจักรยานยนต์หลบหนีไปทางระยอง ตำรวจเร่งไล่ล่าตัวคนร้ายแล้ว

ไล่วงจรปิด ล่าคนร้ายใช้มีดปาดคอนักศึกษา เจ็บสาหัส ชิงรถ จยย. หนี

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อช่วงเช้าวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2569 ที่บ้านสวนมาบเจริญ หมู่ 2 ต.เขาไม้แก้ว อ.บางละมุง จ.ชลบุรี พ.ต.ท.ประกาศิต พละเดช สว.(สอบสวน) สภ.ห้วยใหญ่ ได้รับแจ้งเหตุนักศึกษาถูกทำร้ายและชิงทรัพย์ รีบรุดไปตรวจสอบพร้อมหน่วยกู้ภัย

ที่เกิดเหตุกลางลานดินริมถนน พบนายสิรภัทร อาจไธสง อายุ 18 ปี นักศึกษาอาชีวะชั้นปีที่ 3 สภาพนอนจมกองเลือด แผลเหวอะที่ลำคอขวา แทงใต้คาง และเฉือนใบหู ทีมกู้ภัยเร่งห้ามเลือด ส่งโรงพยาบาลพัทยาปัทมคุณทันที

พฤติกรรมคนร้ายในคดีไล่วงจรปิด ล่าคนร้ายใช้มีดปาดคอนักศึกษา เจ็บสาหัส ชิงรถ จยย. หนี

นายสิรภัทร เล่าว่าตนกำลังขี่รถฮอนด้า เวฟ 125 สีดำ กลับบ้านเพื่อเตรียมสอบ ขณะมาถึงหน้าปั๊มน้ำมันเขาไม้แก้ว ห่างจุดเกิดเหตุ 2 กม. คนร้ายชายไทยโบกมือขอติดรถ โดยแสร้งถาม “จะไปไหน” เมื่อบอกว่าจะกลับบ้านในซอยเดียวกัน คนร้ายก็ขอซ้อนท้าย

พอเข้าซอย คนร้ายลงมือปาดคอด้วยมีดทำครัวยาว 10-12 ซม. นายสิรภัทรเสียหลักล้ม พยายามต่อสู้แต่ถูกแทงซ้ำ ฮึดสู้วิ่งหนีกลับบ้าน 300 เมตร ก่อนล้มฟุบ ชาวบ้านช่วยเหลือ คนร้ายชิงรถหนีไป

แม่ของผู้บาดเจ็บ นางสาวรัตติกาญจน์ อายุ 40 ปี บอกว่าลูกชายเพิ่งสอบเสร็จ นอนค้างบ้านเพื่อน เช้ากลับมาเตรียมตัวสอบต่อ แต่ถูกโจมตีแบบไม่ทันตั้งตัว ขอให้ตำรวจจับคนร้ายให้ได้

ตำรวจยึดมีดที่ตกอยู่ห่าง 300 เมตร ประสานสืบสวนตรวจกล้องวงจรปิด พ.ต.อ.วสุรัชย์ ชัยธีราพัฒน์ รอง ผบก.ภ.จว.ชลบุรี ระบุว่าคนร้ายแสร้งขอติดรถ สบโอกาสก่อเหตุชิงทรัพย์ แม้จุดเกิดเหตุไม่มีกล้อง แต่ใกล้เคียงจับภาพได้

  • กล้องแรก: ผู้บาดเจ็บวิ่งขอความช่วยเหลือ ล้มลงหน้าบ้าน
  • กล้องสอง: คนร้ายขี่รถหนีถนนสาย 331 (สัตหีบ-ฉะเชิงเทรา)
  • กล้องสุดท้าย: เขาปั๊มน้ำมันใกล้สนามแข่งรถ แล้วมุ่งหน้าไประยอง

ข้อมูลเพิ่มเติมจากการสอบปากคำที่โรงพยาบาล นายสิรภัทรให้รายละเอียดชัด คนร้ายพยายามล็อกคอและกระชากเสื้อคลุม ตำรวจเร่งขยายผล หากมีข้อมูลเพิ่มเติมจะอัปเดต

เคล็ดลับป้องกันตัวจากเหตุชิงทรัพย์แบบนี้

เหตุการณ์ ไล่วงจรปิด ล่าคนร้ายใช้มีดปาดคอนักศึกษา เจ็บสาหัส ชิงรถ จยย. หนี เป็นอุทาหรณ์ ควรระวังคนแปลกหน้าขอติดรถ โดยเฉพาะซอยเปลี่ยว หลีกเลี่ยงให้ซ้อนคนไม่รู้จัก แจ้งตำรวจทันทีหากสงสัย ติดกล้องหน้ารถหรือแอปแจ้งเหตุฉุกเฉิน ช่วยเพิ่มความปลอดภัยได้มาก

ในยุคนี้อาชญากรรมลักษณะนี้เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะนักศึกษาที่เดินทางคนเดียว ผู้ปกครองควรสอนลูกหลานสังเกตพฤติกรรมผิดปกติ และใช้เส้นทางที่มีกล้องวงจรปิดเสมอ

สุดท้าย อย่าลืมแบ่งปันข่าวนี้เพื่อเตือนภัย หากมีเบาะแสคนร้าย แจ้งตำรวจ สภ.ห้วยใหญ่ หรือสายด่วน 191 ทันที เพื่อช่วยไล่จับคนร้ายให้ได้เร็วที่สุด

ที่มา – ไล่วงจรปิด ล่าคนร้ายใช้มีดปาดคอนักศึกษา เจ็บสาหัส ชิงรถ จยย. หนี

ปลัดฝ่ายความมั่นคง อ.บางละมุง บุกช่วยหญิงถูกซ้อม

เมื่อพูดถึงเรื่องความรุนแรงในครอบครัว หลายคนอาจคิดว่าเป็นเรื่องส่วนตัว แต่เหตุการณ์ล่าสุดที่ ปลัดฝ่ายความมั่นคง อ.บางละมุง นำทีมบุกช่วยเหลือหญิงสาววัย 42 ปี ที่ถูกสามีทำร้ายร่างกายจนเลือดอาบและขังไว้ในห้องบนตึกร้าง ถือเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนว่าความช่วยเหลือจากเจ้าหน้าที่สามารถช่วยชีวิตคนได้ทันเวลา เรื่องราวนี้เกิดขึ้นที่ จ.ชลบุรี ทำให้ชาวเน็ตและคนในพื้นที่ตื่นตัวกับปัญหาความรุนแรงที่ซ่อนอยู่ในสังคม

ปลัดฝ่ายความมั่นคง อ.บางละมุง บุกช่วยหญิง

ปลัดฝ่ายความมั่นคง อ.บางละมุง นำทีมลงพื้นที่ตรวจสอบ

เมื่อเวลา 19.30 น. วันที่ 1 มกราคม 2569 นายคำไพร เหลาแสน ซึ่งเป็น ปลัดฝ่ายความมั่นคง อ.บางละมุง ได้นำเจ้าหน้าที่อาสาสมัครรักษาดินแดน (อส.) ออกตรวจพื้นที่เสี่ยงในซอยจอมเทียน หมู่ 12 ต.หนองปรือ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี จนกระทั่งมีชาวบ้านแจ้งว่าพบเสียงผู้หญิงร้องโหยหวนจากตึกอาคารพาณิชย์ร้าง เจ้าหน้าที่ไม่รอช้า รีบขึ้นไปตรวจสอบที่ห้องพักชั้น 2 ทันที

พอเคาะประตูเรียก มีชายวัย 38 ปี ที่เรียกตัวเองว่านายหมู สามีของผู้เสียหาย เดินมาออกประตูในสภาพถอดเสื้อ แต่เมื่อเปิดเข้าไป เจ้าหน้าที่ถึงกับช็อก เพราะเห็นนางสาวรัศมี วัย 42 ปี นอนอยู่ในสภาพนุ่งกางเกงยีนส์ขาสั้น ไม่สวมเสื้อ ตัวเปื้อนเลือด บาดแผลฉกรรจ์ที่ศีรษะ เบ้าตาปูดโปน มือยกไหว้ร้องขอความช่วยเหลืออย่างน่าสงสาร

ภาพผู้เสียหายที่ถูกทำร้าย

คำให้การของนางสาวรัศมี ผู้เสียหาย

นางสาวรัศมีเล่าว่า เธอถูกนายหมู สามีของตัวเอง ลงมือทำร้ายด้วยการใช้มีดแทงและค้อนทุบที่ศีรษะ ก่อนจับขังไว้ในห้องนั้น ขณะถูกขังยังถูกทุบตีต่อเนื่อง สาเหตุที่สามีอ้างคือเธอนอกใจไปมีชู้กับชายอื่น แต่เธอยืนยันว่าไม่เป็นความจริง เจ้าหน้าที่ ปลัดฝ่ายความมั่นคง อ.บางละมุง จึงรีบประสานหน่วยกู้ภัยมูลนิธิสว่างบริบูรณ์ เมืองพัทยา นำตัวส่งโรงพยาบาลพัทยาปัทมาคุณทันที

เจ้าหน้าที่นำตัวผู้ต้องหา

ด้านนายหมู ผู้ต้องหา ยังอยู่ในสภาพคล้ายคนเมา ให้การว่าทำร้ายเมียเพราะไม่พอใจเรื่องนอกใจ แต่เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองประสานตำรวจนครบาลเมืองพัทยาแล้ว มารับตัวไปสอบสวน รอผู้เสียหายหายดีเพื่อให้ปากคำ ก่อนดำเนินคดีข้อหาทำร้ายร่างกายและขังขังตามกฎหมาย

บทเรียนจากเหตุการณ์ของปลัดฝ่ายความมั่นคง อ.บางละมุง

เหตุการณ์นี้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของ ปลัดฝ่ายความมั่นคง อ.บางละมุง ในการดูแลความปลอดภัยประชาชน โดยเฉพาะในพื้นที่เสี่ยงอย่างตึกร้างที่มักเป็นแหล่งมั่วสุม ในประเทศไทย ปัญหาความรุนแรงในครอบครัวเกิดขึ้นบ่อยครั้ง สถิติจากกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ระบุว่ามีผู้เสียหายนับหมื่นรายต่อปี ส่วนใหญ่เป็นผู้หญิงและเด็ก

เพื่อป้องกันปัญหานี้ เราได้รวบรวมสัญญาณเตือนภัยที่ควรระวัง:

  • การควบคุมพฤติกรรม: สามีหรือคู่ครองชอบหึงหวงเกินเหตุ ห้ามพบปะใคร
  • คำพูดรุนแรง: ใช้คำหยาบคาย ขู่ว่าจะทำร้ายบ่อยๆ
  • ประวัติ: เคยทำร้ายร่างกายหรือทรัพย์สินมาก่อน
  • แอลกอฮอล์: ดื่มเหล้าบ่อยและอาละวาดเมื่อเมา

หากพบเห็นหรือถูกกระทำ อย่าปล่อยไว้ รีบแจ้งเจ้าหน้าที่ทันที เช่น โทร 191 (ตำรวจ), 1300 (กระทรวงพัฒนาสังคม) หรือ 1663 (สายด่วนความรุนแรงต่อเด็ก)

ในมุมมองของผม เหตุการณ์นี้เป็นเครื่องเตือนใจว่าความไว้วางใจและการสื่อสารในครอบครัวสำคัญมาก หากปัญหาเริ่มต้นจากความเข้าใจผิด สามารถแก้ไขได้ด้วยการปรึกษานักจิตวิทยาหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อย่าให้เรื่องเล็กกลายเป็นใหญ่จนเสียใจทีหลัง

CTA: หากคุณชื่นชอบบทความนี้ ช่วยแชร์เพื่อสร้างความตระหนักรู้เรื่องความรุนแรงในครอบครัว และติดตามข่าวอัปเดตเพิ่มเติมจากเรานะครับ!

ที่มา – ปลัดฝ่ายความมั่นคง อ.บางละมุง บุกช่วยหญิงถูกผัวซ้อมเลือดอาบ ขังในห้องบนตึกร้าง

Scroll to top