ชลบุรี

ชลบุรี! **จับพระสึกหมดสำนักสงฆ์** เหตุเสพยา

สำนักพระพุทธศาสนา จังหวัดชลบุรี สั่ง **จับพระสึกหมดสำนักสงฆ์** “สำนักสงฆ์พรหมสุนทร” หลังตรวจพบการเสพยาเสพติด, พบสื่อลามกอนาจาร, และมีเครื่องบริหารอวัยวะเพศภายในกุฏิ เรื่องนี้สร้างความตกตะลึงให้กับชาวบ้านในพื้นที่เป็นอย่างมาก

เมื่อเวลา 14.20 น. ของวันที่ 27 มกราคม 2569 เจ้าหน้าที่สำนักพระพุทธศาสนาจังหวัดชลบุรี ร่วมกับพระครูภัทรธีราภรณ์ เจ้าคณะตำบลอ่างศิลา, พระสมุห์อนันต์ อติภทฺโท พระวินยาธิการ สังกัดศูนย์พระวินยาธิการประจำจังหวัดชลบุรี, พ.อ.ศักดิ์ศิลป์ กำเนิดสินธุ์ กอ.รมน.จังหวัดชลบุรี, นายคเณศ ศรีตระกูล ปลัดอำเภอเมืองชลบุรี, นายวินัย พ้นภัยพาล นายกเทศมนตรีเมืองอ่างศิลา, เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.แสนสุข และเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง ได้นำกำลังเข้าตรวจค้นภายในสำนักสงฆ์พรหมสุนทร ตำบลอ่างศิลา อำเภอเมือง จังหวัดชลบุรี

การบุกเข้าตรวจค้นครั้งนี้ พบพระโพธิ์สังฆ์ ซึ่งเป็นเจ้าสำนักสงฆ์ และพระลูกวัดอีก 3 รูป ได้แก่ พระศุภชัย จันทวงษ์ อายุ 35 ปี, พระวิรัตน์ มุกดาสนิท อายุ 45 ปี, และพระธนพล หมายซ่อนกลาง อายุ 59 ปี หลังจากการตรวจปัสสาวะเพื่อหาสารเสพติด พบว่าพระลูกวัดทั้ง 3 รูปมีผลเป็นบวก เจ้าหน้าที่จึงดำเนินการให้ **จับพระสึกหมดสำนักสงฆ์** ทันที นอกจากนี้ จากการตรวจสอบประวัติของพระโพธิ์สังฆ์ พบว่าไม่มีชื่อในทะเบียนราษฎร์ และมีสัญชาติกะเหรี่ยง ภายในที่พักของเจ้าสำนักสงฆ์ยังพบเงินสดจำนวน 89,000 บาท เครื่องฉายวิดีโอโป๊ที่ยังเปิดทิ้งไว้ และเครื่องบริหารอวัยวะเพศ ทำให้เจ้าหน้าที่ต้องดำเนินการจับสึกพระทั้งหมด

จากการสอบสวน อดีตพระศุภชัยให้การว่า ที่ตนเสพยาบ้าเนื่องจากมีอาการป่วยเป็นเบาหวาน ความดัน และปวดเมื่อยตามร่างกาย เมื่อเสพยาบ้าแล้วอาการจะทุเลาลง และสามารถทำงานได้ โดยอ้างว่าเสพมาได้เพียง 2-3 ปีเท่านั้น

พระครูภัทรธีราภรณ์ เจ้าคณะตำบลอ่างศิลา กล่าวว่า หลังจากการตรวจสอบพบว่ามีพระเสพยาเสพติดจริง จึงได้ทำการจับสึกทั้ง 3 รูป และจะส่งตัวไปบำบัดต่อไป การกระทำดังกล่าวถือเป็นการผิดวินัยสงฆ์อย่างร้ายแรง และเป็นการกระทำที่เสื่อมเสียต่อพระพุทธศาสนา ทำให้ชาวโลกติเตียน ท่านยังกล่าวอีกว่า เจ้าอาวาสที่ถูกจับสึกนั้น น่าจะเป็นคนต่างด้าวสัญชาติกะเหรี่ยง เนื่องจากชื่อที่ให้ไว้ไม่ปรากฏในทะเบียนราษฎร์ จึงได้จับสึกและส่งตัวให้เจ้าหน้าที่ตำรวจดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

นายคเณศ ศรีตระกูล ปลัดอำเภอเมืองชลบุรี และ พ.อ.ศักดิ์ศิลป์ กำเนิดสินธุ์ กอ.รมน.จังหวัดชลบุรี ร่วมกันเปิดเผยว่า การเข้าตรวจค้นครั้งนี้เป็นไปตามที่มีชาวบ้านร้องเรียนว่า มีพระในวัดดังกล่าวมีอาวุธปืนและเกี่ยวข้องกับยาเสพติด จากการตรวจค้น พบว่ามีพระอยู่ 4 รูป ตรวจปัสสาวะหาสารเสพติด พบว่าพระลูกวัด 3 รูปมีสารเสพติดในร่างกาย ทั้งยาบ้าและยาไอซ์ ส่วนเจ้าสำนักสงฆ์ พบเงินสดจำนวนมาก เครื่องฉายวิดีโอโป๊ และเครื่องปั๊มอวัยวะเพศ และไม่พบชื่อในทะเบียนราษฎร์ จึงได้ดำเนินการ **จับพระสึกหมดสำนักสงฆ์** โดยจะส่งตัวพระลูกวัดที่เสพยาเสพติดไปบำบัดรักษา และส่งตัวเจ้าสำนักสงฆ์ให้ตำรวจสอบสวนและส่งตัวให้ ตม. ดำเนินการผลักดันกลับประเทศต่อไป

อย่างไรก็ตาม ทางเจ้าหน้าที่ได้ฝากให้ประชาชนช่วยกันสอดส่องดูแลวัดต่างๆ ในพื้นที่ หากพบพระสงฆ์ที่มีพฤติกรรมไม่เหมาะสม หรือประพฤตินอกรีต อันเป็นการกระทำที่เสื่อมเสียต่อพระพุทธศาสนา ให้แจ้งมายังอำเภอเมืองชลบุรี หรือ กอ.รมน.จังหวัดชลบุรีได้ตลอดเวลา เพื่อร่วมกันปกป้องพระพุทธศาสนาให้คงอยู่สืบไป

จับพระสึกหมดสำนักสงฆ์

ทำไมถึงต้องจับพระสึกหมดสำนักสงฆ์?

การตัดสินใจ **จับพระสึกหมดสำนักสงฆ์** ในครั้งนี้ เป็นผลมาจากการกระทำที่ผิดวินัยสงฆ์อย่างร้ายแรง การเสพยาเสพติด การครอบครองสื่อลามกอนาจาร และการมีเครื่องบริหารอวัยวะเพศ ล้วนเป็นการกระทำที่ไม่เหมาะสม และขัดต่อหลักคำสอนของพระพุทธศาสนา การปล่อยให้พระสงฆ์ที่มีพฤติกรรมเช่นนี้อยู่ในสมณเพศต่อไป จะเป็นการทำลายศรัทธาของประชาชน และทำให้พระพุทธศาสนาเสื่อมเสีย

การดำเนินการครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ในการปกป้องพระพุทธศาสนา และรักษาศีลธรรมอันดีงามของสังคม การจับสึกพระสงฆ์ที่กระทำผิด เป็นการส่งสัญญาณให้พระสงฆ์รูปอื่นๆ ตระหนักถึงความสำคัญของการปฏิบัติตามพระธรรมวินัย และดำรงตนอยู่ในศีลในธรรม

นอกจากนี้ การที่หน่วยงานภาครัฐได้เข้ามาตรวจสอบและดำเนินการอย่างจริงจัง ยังเป็นการสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นในวงการสงฆ์จะไม่ถูกปล่อยปละละเลย และจะได้รับการแก้ไขอย่างถูกต้องตามกฎหมายและพระธรรมวินัย

เหตุการณ์นี้เป็นเครื่องเตือนใจให้พุทธศาสนิกชนทุกคน ร่วมกันสอดส่องดูแลพระสงฆ์ และวัดวาอารามในชุมชน หากพบเห็นสิ่งผิดปกติ หรือการกระทำที่ไม่เหมาะสม ควรรีบแจ้งให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทราบ เพื่อให้ดำเนินการแก้ไขได้อย่างทันท่วงที การร่วมมือกันของทุกภาคส่วน จะช่วยให้พระพุทธศาสนาคงอยู่สืบไป และเป็นที่พึ่งทางใจของประชาชนตลอดไป

ที่มา – จับพระสึกหมดสำนักสงฆ์ จ.ชลบุรี หลังตรวจพบเสพยา-มีเครื่องบริหารอวัยวะเพศ

ตร.ช่วยหนุ่ม 18 ถูกหลอกเปิดบัญชีม้า เอะใจแจ้งอายัด

ตำรวจบุกช่วยหนุ่มวัย 18 ปี อ้างถูกแก๊งจีนเทาและหญิงไทยหลอกให้เปิด บัญชีม้า เหยื่อไหวตัวทันแจ้งอายัดบัญชี กลับถูกลากขึ้นคอนโดขู่ฆ่ายกครัว! เรื่องราวนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร และมีอะไรที่เราต้องระวังบ้าง ไปติดตามกันครับ

ตร.ช่วยหนุ่ม 18 ถูกหลอกเปิดบัญชีม้า เอะใจแจ้งอายัด

เมื่อเวลา 22.40 น. ของวันที่ 3 มกราคม 2569 พ.ต.อ.เอนก สระทองอยู่ ผกก. พ.ต.ท.อรุษ สภานนท์ รอง ผกก.สส. พร้อมด้วยชุดสืบสวน และสายตรวจ สภ.เมืองพัทยา ได้เข้าช่วยเหลือนายอนุชิต อายุ 18 ปี ที่บริเวณคอนโดแห่งหนึ่ง ริมถนนสายสามพัทยา ม.9 ต.หนองปรือ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี หลังรับแจ้งว่านายอนุชิต ถูกกลุ่มชาวจีนทำร้ายร่างกายและกักขังหน่วงเหนี่ยว แต่ผู้เสียหายฉวยโอกาสวิ่งหนีออกมาขอความช่วยเหลือจากพนักงานของคอนโด

เบื้องต้นตำรวจสามารถช่วยเหลือนายอนุชิตได้อย่างปลอดภัย พร้อมให้การว่า ตนเองอยากมีรายได้เสริม จึงไปพบประกาศผ่านโซเชียลรับสมัครงานเปิดบัญชีวอลเล็ต เพื่อใช้ซื้อขายสินค้าออนไลน์ โดยให้ค่าจ้างบัญชีละ 1,500 บาท ด้วยความสนใจจึงติดต่อเจ้าของงานเพื่อขอสมัครทำงานดังกล่าว และทางเจ้าของก็รับเข้าทำงานโดยทันที ซึ่งในตอนนั้นตนเองไม่มีรถเดินทางไปทำงาน ทางเจ้าของก็เสนอตัวมารับถึงบ้าน

ต่อมาพบว่าชายชาวจีนและผู้หญิงไทยก็ขับรถมารับก่อนจะพามาที่คอนโดดังกล่าว จากนั้นก็ให้ตนเองเปิดบัญชีธนาคาร 2 บัญชี ซึ่งหลังจากมีการเปิดบัญชีทางกลุ่มชาวจีนและหญิงไทยได้ขอยึดบัตรประชาชนและโทรศัพท์มือถือไว้ก่อน จึงทำให้ตนเองเริ่มรู้สึกเอะใจ แต่ตอนนั้นเกรงว่าจะเกิดอันตรายจึงแกล้งทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ ก่อนที่กลุ่มชาวจีนจะเริ่มไว้ใจแล้วปล่อยตนเองกลับบ้าน จนกระทั่งเริ่มเห็นความผิดปกติ เพราะมีเงินหมุนเวียนในบัญชีกว่า 400,000 บาท ยิ่งทำให้รู้สึกกลัว เหมือนว่าตนเองกำลังตกเป็นเหยื่อเกี่ยวกับเรื่องบัญชีม้าให้กับแก๊งจีนเทา จึงตัดสินใจแจ้งธนาคารขออายัดเงินทั้งหมด

ภายหลังอายัดเงิน ปรากฏว่าคนจีนและผู้หญิงไทยก็บุกมาที่บ้าน แล้วเข้ามารื้อค้นทรัพย์สินภายในบ้าน ก่อนที่จะบังคับตนเองขึ้นรถจักรยานยนต์ พาไปคอนโดที่เกิดเหตุ โดยขู่ว่าจะฆ่ายกครัว หากไม่ถอนเงินในธนาคารมาคืน พอถูกคุมตัวมาถึงคอนโด ตอนนั้นเริ่มใจคอไม่ดี เพราะชายชาวจีนได้ล็อกคอพยายามลากขึ้นไปบนคอนโด ชั้น 12 ตนเองจึงตัดสินใจฮึดสู้แล้ววิ่งหนีออกมา ขอความช่วยเหลือกับเจ้าหน้าที่คอนโด ก่อนจะรีบแจ้งตำรวจมาทำการช่วยเหลือดังกล่าว

ขณะเดียวกันในระหว่างที่เจ้าหน้าที่กำลังช่วยเหลือนายอนุชิต ปรากฏว่าหญิงไทยซึ่งผู้เสียหายชี้ว่าเป็นหนึ่งในผู้ก่อเหตุ ได้ลงมาจากลิฟต์ คล้ายกับว่าลงมาตามผู้เสียหาย ตำรวจจึงแสดงตัวขอตรวจสอบ ทราบชื่อคือนางสาวดา อายุ 26 ปี ก่อนจะให้พาไปตรวจสอบห้องพักชั้น 13 จนสามารถควบคุมชายชาวจีนได้ 1 คน คือ นายหลี่ อายุ 27 ปี ชาวจีน พร้อมยึดยาเค พร้อมอุปกรณ์การเสพ, คอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊ก และสมุดบัญชีอีกหลายเล่ม ตำรวจจึงยึดไว้ทำการตรวจสอบ

นอกจากนี้ยังควบคุมชายชาวจีนต้องสงสัยเพิ่มอีก 1 คน ตำรวจได้เชิญตัวทั้งหมดไปทำการสอบสวน และอยู่ในระหว่างการสืบสวนขยายผล โดยยังไม่มีการเปิดเผยข้อมูล หากมีความคืบหน้าผู้สื่อข่าวจะรายงานให้ทราบต่อไป

อุทาหรณ์จากกรณี หนุ่ม 18 ถูกหลอกเปิดบัญชีม้า

  • ระวังการรับจ้างเปิดบัญชี: อย่าหลงเชื่อโฆษณาชวนเชื่อที่ให้ค่าตอบแทนสูงเพื่อแลกกับการเปิดบัญชีให้ผู้อื่น เพราะอาจตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพ
  • ตรวจสอบความน่าเชื่อถือ: ก่อนตกลงทำงานใดๆ ควรตรวจสอบประวัติและความน่าเชื่อถือของบริษัทหรือบุคคลนั้นๆ อย่างละเอียด
  • อย่ามอบข้อมูลส่วนตัว: ไม่ควรให้ข้อมูลส่วนตัว เช่น สำเนาบัตรประชาชน ข้อมูลบัญชีธนาคาร แก่บุคคลที่ไม่น่าไว้วางใจ
  • แจ้งความทันที: หากสงสัยว่าตนเองกำลังตกเป็นเหยื่อ ควรแจ้งความกับเจ้าหน้าที่ตำรวจทันที

เรื่องราวของนายอนุชิตเป็นอุทาหรณ์สำคัญที่เตือนให้เราทุกคนต้องระมัดระวังตัว อย่าหลงเชื่อกลลวงของมิจฉาชีพที่มาในรูปแบบต่างๆ โดยเฉพาะการรับจ้างเปิดบัญชีม้า ซึ่งอาจนำมาซึ่งความเดือดร้อนและอันตรายถึงชีวิตได้ หากพบเจอสถานการณ์ที่น่าสงสัย ควรรีบปรึกษาผู้เชี่ยวชาญหรือแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจทันที เพื่อป้องกันไม่ให้ตกเป็นเหยื่อของอาชญากรรมทางออนไลน์

ที่มา – ตร.ช่วยหนุ่ม 18 ถูกหลอกเปิดบัญชีม้า เอะใจแจ้งอายัด กลับโดนทำร้าย-ขู่ฆ่ายกครัว

แห่ไหว้ท้าวเวสสุวรรณทรงราหู วัดดังศรีราชา ลุ้นโชค!

แห่ไหว้ท้าวเวสสุวรรณทรงราหู วัดดังศรีราชา ลุ้นโชค!

สาธุชนแห่ไหว้ “ท้าวเวสสุวรรณทรงราหู” วัดเขาช่องลม คึกคักรับปีใหม่ 2569 หวังขอพร โชคลาภ ไม่ผิดหวังได้ “เลขเด็ด” ไปลุ้นโชคงวดนี้

วันที่ 2 ม.ค. 69 มีรายงานว่า บรรยากาศที่วัดเขาช่องลม ตำบลเขาคันทรง อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี เมื่อวานนี้ (1 ม.ค.) เป็นไปอย่างคึกคัก มีประชาชนและนักท่องเที่ยวจำนวนมากจากทั้งในจังหวัดชลบุรีและต่างจังหวัดทั่วประเทศ เดินทางพร้อมครอบครัวมากราบไหว้ “ท้าวเวสสุวรรณทรงราหู (ท่านทองล้น)” หนึ่งเดียวในประเทศไทย ซึ่งตั้งตระหง่านบริเวณลานหน้าเขาช่องลม เพื่อขอพรและขอโชคลาภต้อนรับปีใหม่ 2569

ผู้ศรัทธาต่างนำเครื่องเซ่นไหว้มาบูชา พร้อมจุดธูปเสี่ยงทายหวังได้ “เลขเด็ด” ไปเป็นแนวทางซื้อสลากกินแบ่งรัฐบาลงวดวันที่ 2 มกราคม 2569 โดยเชื่อกันว่า “ท่านทองล้น” ให้โชคอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะผู้ที่เคยบนบานสำเร็จ มักกลับมาแก้บนด้วยการรำถวาย นำนางรำมารำ หรือจุดประทัดจำนวนมากเป็นประจำ

ท้าวเวสสุวรรณทรงราหู วัดเขาช่องลม

สำหรับ “ท้าวเวสสุวรรณทรงราหู” องค์ใหญ่แห่งนี้ พระครูภาวนาวชิลังการ วิ. (สัมพันธ์ เลขนาวิน) เจ้าอาวาสวัดเขาช่องลม เป็นผู้ดำริสร้างขึ้นให้แตกต่างจากที่อื่น ผ่านพิธีบวงสรวงเบิกเนตรเมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม 2565 โดยพระเกจิดังทั่วประเทศ ซึ่งที่ผ่านมา มีผู้ศรัทธาขอพรสำเร็จและถูกรางวัลที่ 1 ไปแล้วถึง 18 ราย โดยรายล่าสุดเป็นผู้โชคดีจากจังหวัดปทุมธานี ทำให้ยิ่งเพิ่มแรงศรัทธาให้ประชาชนเดินทางมากราบไหว้อย่างเนืองแน่น

ขณะเดียวกัน ทางวัดยังจัดพื้นที่ทำบุญหลายจุด ทั้งทำบุญโลงศพ ถวายสังฆทาน และบูชาวัตถุมงคล ซึ่งประชาชนต่างร่วมทำบุญเพื่อความเป็นสิริมงคลรับปีใหม่

บรรยากาศวัดเขาช่องลม

โดยในงวดนี้พบว่าเลขจากธูปเสี่ยงทายที่ประชาชนจำนวนมากให้ความสนใจคือเลข 745 ซึ่งนางสาววราพร แซ่เล้า พนักงานโรงงานย่านนิคมอุตสาหกรรม WHA ระบุว่าได้ตัวเลขดังกล่าวและเตรียมนำไปเสี่ยงโชคในงวดนี้ (2 ม.ค. 69)

ทั้งนี้ บรรยากาศการกราบไหว้ต้อนรับปีใหม่ยังคงคึกคักอย่างต่อเนื่อง โดยเป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการติดตาม และถือเป็นอีกหนึ่งสีสันของบรรยากาศปีใหม่ในพื้นที่ศรีราชา.

ทำไมต้องไปไหว้ท้าวเวสสุวรรณทรงราหู ที่วัดเขาช่องลม?

  • เป็นท้าวเวสสุวรรณทรงราหูองค์เดียวในประเทศไทย
  • มีความเชื่อว่าให้โชคลาภแก่ผู้ที่ศรัทธา
  • มีผู้ถูกรางวัลที่ 1 มาแล้วหลายราย
  • เป็นสถานที่ทำบุญเพื่อความเป็นสิริมงคล

สำหรับใครที่กำลังมองหาสถานที่ท่องเที่ยวและทำบุญในช่วงปีใหม่ วัดเขาช่องลมเป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่ไม่ควรพลาด นอกจากจะได้กราบไหว้ขอพรเสริมสิริมงคลแล้ว ยังอาจได้รับโชคลาภกลับบ้านอีกด้วย อย่าลืมแวะไปชมความงามของท้าวเวสสุวรรณทรงราหู และร่วมทำบุญเพื่อความเป็นสิริมงคลแก่ชีวิตและครอบครัว

การเดินทางไปวัดเขาช่องลมก็สะดวกสบาย สามารถเดินทางได้ทั้งรถยนต์ส่วนตัวและรถโดยสารประจำทาง ที่วัดมีที่จอดรถกว้างขวาง และมีสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน

อย่าลืม! หากคุณไปวัดเขาช่องลม อย่าลืมสังเกตเลขเด็ดจากธูปเสี่ยงทาย เผื่อว่าคุณจะเป็นผู้โชคดีได้รับโชคลาภจากท้าวเวสสุวรรณทรงราหู

ที่มา – ไม่พบหัวข้อ

ไอซ์ รักชนก ท้าชน! หน้าพรรคภูมิใจไทย ชลบุรี

“ไอซ์ รักชนก” เย้ยถึงถิ่น! อัดคลิปหน้าพรรคภูมิใจไทย ชลบุรี บอกมาถึงแล้ว แขวนเพจข่าว หลังโพสต์ระดมพลขับไล่ ยกมือไหว้ บอก “อย่าทำหนูเลย หนูกลัวแล้ว” ตื่นเต้นจะได้เจอ “พี่เฮ้ง”

เมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2568 ที่ผ่านมา น.ส.รักชนก ศรีนอก ว่าที่ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ได้ทำการโพสต์คลิปวิดีโอลงบนเฟซบุ๊กส่วนตัว เป็นภาพขณะเช็กอินอยู่ที่หน้าที่ทำการพรรคภูมิใจไทย จังหวัดชลบุรี ซึ่งมีป้ายรูปภาพของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และนายสุชาติ ชมกลิ่น รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ปรากฏอยู่

ทั้งนี้ น.ส.รักชนก ได้กล่าวในคลิปวิดีโอ พร้อมทั้งลงภาพโพสต์แขวนเพจข่าวที่ทำการระดมพลเพื่อขับไล่เธอว่า

“ตอนนี้มาถึงชลบุรีแล้วนะคะทุกคน รอไปจับเบอร์กับว่าที่ผู้สมัคร สส. ทั้ง 10 เขตเลือกตั้ง วันนี้มาเช็กอินที่นี่ค่ะ เขาบอกว่าเป็นแลนด์มาร์คที่สำคัญของชลบุรีเลยทีเดียว ก็สวัสดีท่านรองนายกฯ และท่านนายกรัฐมนตรีด้วยนะคะ พรุ่งนี้อาจจะมีโอกาสได้เจอกัน เพราะว่ารอบนี้พี่เฮ้งลงสมัคร สส. แบบเขต เอ๊ะ ได้ข่าวมาว่าอาจจะมีการระดมพลให้คนออกมาทำการขับไล่ดิฉันด้วย ก็รู้สึกกลัวขึ้นมาแล้วค่ะ ตอนนี้เพจข่าวในชลบุรีเริ่มทำการระดมพลขับไล่รักชนกแล้ว กลัวมากเลยค่ะ พี่อย่าทำหนูเลย หนูกลัวแล้วจริง ๆ กลัวมาก แค่มาช่วยเพื่อนจับเบอร์เฉย ๆ เอง”

ไอซ์ รักชนก กับการเยือนพรรคภูมิใจไทย ชลบุรี

การปรากฏตัวของ ไอซ์ รักชนก ในครั้งนี้ สร้างความฮือฮาในโลกโซเชียลเป็นอย่างมาก หลายคนต่างจับจ้องถึงเหตุผลและเบื้องหลังการเดินทางมายังจังหวัดชลบุรีของเธอ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการที่เธอได้กล่าวถึงการระดมพลเพื่อขับไล่ตนเอง ทำให้เกิดคำถามมากมายว่าสถานการณ์ทางการเมืองในพื้นที่นั้นเป็นอย่างไร

ไอซ์ รักชนก กลัวจริงหรือแค่สร้างกระแส?

ท่าทีที่แสดงออกถึงความหวาดกลัวของ ไอซ์ รักชนก ก็เป็นอีกประเด็นที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์ บางส่วนมองว่าเป็นเพียงการสร้างกระแสเพื่อดึงดูดความสนใจ ในขณะที่อีกส่วนหนึ่งเชื่อว่าเธออาจจะรู้สึกกังวลใจกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นจริง ๆ ทั้งนี้ การระดมพลเพื่อขับไล่ทางการเมืองถือเป็นปรากฏการณ์ที่น่าจับตามอง และสะท้อนให้เห็นถึงความขัดแย้งทางการเมืองที่ยังคงมีอยู่

อย่างไรก็ตาม การเดินทางมายังพรรคภูมิใจไทย ชลบุรี ของ ไอซ์ รักชนก ในครั้งนี้ ถือเป็นการเคลื่อนไหวที่น่าสนใจ และอาจส่งผลต่อภูมิทัศน์ทางการเมืองในพื้นที่ดังกล่าวได้ในอนาคต

การเมืองไทยนั้นเต็มไปด้วยสีสันและการเปลี่ยนแปลงที่คาดเดาได้ยาก การติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวของนักการเมืองแต่ละคนจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้เราสามารถเข้าใจถึงทิศทางและอนาคตของประเทศได้

ที่มา – “ ไอซ์ รักชนก” เย้ยถึงถิ่น อัดคลิปหน้าพรรคภูมิใจไทย ชลบุรี บอกตื่นเต้นจะได้เจอ “พี่เฮ้ง”

ผบ.ตร. สั่งล่าแก๊งวัยรุ่นกัมพูชาทำคลิปห้าว

ผบ.ตร. ลั่นเอาผิดกลุ่มวัยรุ่นกัมพูชา ทำคลิปห้าวเป้ง สั่งตำรวจภาค 2 ล่าตัวให้ได้ครบแก๊ง ด้านมือระเบิดอ้าง ทำไปเพราะทะเลาะคนชาติเดียวกัน ยันไม่เกี่ยวข้องกับการปะทะชายแดน

วันที่ 18 ธันวาคม 2568 กรณีกลุ่มวัยรุ่นชาวกัมพูชาถ่ายคลิปเชิงใช้ความรุนแรง และท้าทายฝ่ายคู่อริ โดยมีการปาระเบิด ถือมีดดาบ มีดสปาต้า เหตุเกิดแยกบึงตาต้า ถนนทางหลวงชนบท 3083 ( อ.หนองใหญ่ – ชลบุรี ) ต.หนองเสือช้าง อ.หนองใหญ่ จ.ชลบุรี และยังมีการบานปลายลุกลามไปยังเขตพื้นที่ สภ.ปลวกแดง จ.ระยอง ก่อนที่จะมีการนำคลิปมาลงในโลกโซเชียล จนกลายเป็นกระแสทำให้ประชาชนคนไทยเกิดความโกรธแค้นในพฤติกรรมของกลุ่มชาวกัมพูชากลุ่มนี้ ซึ่งในเวลาต่อมา ตำรวจชุดสืบสวน ภ.จว.ชลบุรี และตำรวจ สภ.หนองใหญ่ สามารถจับกุมผู้ก่อเหตุได้จำนวน 3 คน ตามที่มีข่าวเสนอไปแล้วนั้น

ความคืบหน้าล่าสุด เวลา 11.00 น. พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร. ได้เดินทางมายัง สภ.นาจอมเทียน จ.ชลบุรี เพื่อทำการสอบปากคำผู้ก่อเหตุทั้ง 3 คน ด้วยตนเอง โดยมี พล.ต.ต.โชคชัย งามวงศ์ รอง ผบช.ภ.2 , พล.ต.ต.พงศ์พันธ์ วงษ์มณีเทศ ผบก.ภ.จว.ชลบุรี , พล.ต.ต.ปราโมทย์ งามประดิษฐ์ ผบก.ภ.จว.ระยอง , ตำรวจชุดสืบสวน จังหวัดชลบุรี , ตำรวจ สภ.หนองใหญ่ และ หน่วยคอมมานโด กองกำกับการสืบสวน ภ.จว.ชลบุรี คุมตัวผู้ก่อเหตุทั้ง 3 คน จาก สภ.หนองใหญ่ มายัง สภ.นาจอมเทียน เพื่อให้ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติสอบสวน

สำหรับผู้ก่อเหตุที่ถูกตำรวจจับกุมตัวได้ มีทั้งหมด 3 คน ประกอบไปด้วย 1. นายเคมมาราเมือท อายุ 20 ปี สัญชาติกัมพูชา 2. นายสะเมย อายุ 21 ปี มือปาระเบิด ถือมีดสปาต้า และเป็นคนนำคลิปลงในโลกโซเชียล 3.พิช อายุ 20 ปี คนขี่มอเตอร์ไซค์ โดย พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร. ได้มีการสอบปากคำผู้ก่อเหตุทั้ง 3 คน ด้วยตนเอง โดยใช้ประมาณ 1 ชั่วโมง

พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร. เปิดเผยว่า จากกรณีที่มีการปรากฏในสื่อโซเชียลเกี่ยวกับพฤติกรรมแรงงานชาวกัมพูชา เบื้องต้นยืนยันว่ามีการจับกุมผู้ก่อเหตุได้แล้ว 3 คน และยังเหลืออีก 8 คน ที่ปรากฏในคลิป ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการขยายผล พิสูจน์ทราบเพิ่มเติมว่าเป็นใคร และมีการสั่งการให้ตำรวจภาค 2 เร่งติดตาม กลุ่มชาวกัมพูชารวมถึงคนไทย ที่ปรากฏในคลิปมาดำเนินคดีตามกฎหมาย

ส่วนสาเหตุจูงใจในครั้งนี้ จากแนวทางการสอบสวนเบื้องต้นทราบว่า กลุ่มผู้ก่อเหตุที่สามารถจับกุมตัวได้ เป็นแรงงานอยู่ที่โรงงานแห่งหนึ่งในอำเภอปลวกแดง จ.ระยอง และเกิดมีปัญหาทะเลาะวิวาทกับกลุ่มแรงงานชาวกัมพูชาด้วยกันเอง ซึ่งทำงานอยู่ที่โรงงานอีกแห่งหนึ่ง ก่อนจะมีการท้าทายกันไปมา จนเป็นที่มาของการรวมกลุ่มกันมาก่อเหตุดังกล่าว จากแนวทางการสอบสวนยืนยันว่าสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นความขัดแย้งส่วนตัวของแรงงานชาวกัมพูชาด้วยกันเอง และไม่ได้เกี่ยวข้องกับสถานการณ์การสู้รบในเขตชายแดนไทยกัมพูชา เบื้องต้นผู้ก่อเหตุทั้งหมดจะถูกดำเนินคดี ตาม พ.ร.บ.วัตถุระเบิด โดยร่วมกันมีวัตถุระเบิดไว้ในความครอบครอง ผิดกฎหมายและสร้างความเดือดร้อนรำคาญ

ด้าน นางเกิด นวล อายุ 50 ปี ชาวกัมพูชา แม่ของ นายสะเมย อายุ 21 ปี หัวโจกที่ปรากฏในคลิป เปิดใจกับผู้สื่อข่าวว่า ลูกชายเดินทางมาอาศัยอยู่ในประเทศไทยตั้งแต่อายุ 15 ปี รวมระยะเวลาที่อยู่ในประเทศไทย 6 ปี ปัจจุบันลูกชายทำงานอยู่ที่โรงงานเดียวกันกับตนเอง ยอมรับว่ารู้สึกเสียใจกับพฤติกรรมของลูกชาย ที่ผ่านมาลูกชายเป็นคนเชื่อฟังตนเองมาโดยตลอด ซึ่งตนเองก็คอยเตือนลูกชายห้ามออกไปทำในสิ่งที่ไม่ดี แต่ก็ไม่คิดว่าลูกชายจะมาก่อเหตุในลักษณะแบบนี้ ซึ่งหลังลูกชายไปก่อเหตุก็ไม่ได้นำเรื่องราวมาเล่าให้ตนเองฟัง จนมีตำรวจมาตามถึงบ้าน ภายหลังตนเองเห็นคลิปยอมรับว่าช็อกมากและเสียใจ อีกทั้งยืนยันว่าสิ่งที่ลูกชายทำไปไม่ได้เกี่ยวข้องกับคนไทย แต่เป็นการทะเลาะกันเองของเพื่อนร่วมชาติที่ทำงานอยู่ในจังหวัดชลบุรี ส่วนตัวตนเองมาอาศัยอยู่ในประเทศไทยนานกว่า 25 ปี รู้สึกไม่ดีกับสิ่งที่เกิดขึ้น ส่วนเรื่องของสถานการณ์ชายแดน ในฐานะคนกัมพูชาก็อยากให้ทั้งสองฝ่ายคืนดีกันโดยเร็วที่สุด

ผบ.ตร. สั่งล่าตัววัยรุ่นกัมพูชายกแก๊ง ทำคลิปห้าวเป้ง

จากเหตุการณ์ ผบ.ตร. สั่งล่าตัววัยรุ่นกัมพูชายกแก๊ง ทำคลิปห้าวเป้ง นี้ แสดงให้เห็นถึงปัญหาความขัดแย้งระหว่างแรงงานต่างด้าว และความสำคัญของการบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ความรุนแรงขึ้นอีกในอนาคต การกระทำดังกล่าวสร้างความไม่พอใจให้กับคนไทยเป็นอย่างมาก

ความคืบหน้าคดีวัยรุ่นกัมพูชาทำคลิปห้าวเป้ง

ล่าสุด ผบ.ตร. สั่งล่าตัววัยรุ่นกัมพูชายกแก๊ง ทำคลิปห้าวเป้ง และได้สั่งการให้ตำรวจภาค 2 เร่งติดตามจับกุมผู้กระทำผิดทั้งหมดมาดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างเด็ดขาด เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน และป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ในลักษณะนี้เกิดขึ้นอีก

สำหรับผู้ที่ได้รับชมคลิป ผบ.ตร. สั่งล่าตัววัยรุ่นกัมพูชายกแก๊ง ทำคลิปห้าวเป้ง และรู้สึกถึงความไม่เหมาะสมในการกระทำดังกล่าว ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจกำลังเร่งดำเนินการสืบสวนและจับกุมผู้กระทำผิดมาลงโทษโดยเร็วที่สุด

เหตุการณ์นี้เป็นอุทาหรณ์ให้เห็นถึงผลกระทบของการใช้ความรุนแรง และความสำคัญของการเคารพกฎหมาย หากมีข้อสงสัยหรือพบเห็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย สามารถแจ้งเบาะแสให้กับเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ทันที

ที่มา – ผบ.ตร. สั่งล่าตัววัยรุ่นกัมพูชายกแก๊ง ทำคลิปห้าวเป้ง มือระเบิดยันไม่เกี่ยวชายแดน

แจ้งข้อหา 3 วัยรุ่นกัมพูชาปาระเบิดท้าทายคนไทย

จากกรณีเหตุการณ์อุกอาจของกลุ่มวัยรุ่นชาวกัมพูชาที่ก่อเหตุ แจ้งข้อหา 3 วัยรุ่นกัมพูชาปาระเบิดท้าทายคนไทย ล่าสุด ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจภูธรจังหวัดชลบุรีได้ทำการสอบสวนและตั้งข้อหากับผู้ต้องหาทั้ง 3 รายที่ถูกจับกุมได้แล้ว โดยมีข้อหาร่วมกันมีสิ่งเทียมอาวุธปืนและวัตถุระเบิดไว้ในครอบครอง ขณะนี้กำลังเร่งติดตามตัวผู้ร่วมกระทำผิดที่เหลือเพื่อนำตัวมาดำเนินคดีตามกฎหมายให้ครบทุกคน

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2568 เมื่อมีคลิปวิดีโอเผยแพร่ในโซเชียลมีเดีย แสดงให้เห็นภาพกลุ่มวัยรุ่นชาวกัมพูชารวมตัวกันกว่า 10 คน ถ่ายคลิปวิดีโอกลางถนน โดยหนึ่งในกลุ่มวัยรุ่นสวมหมวกกันน็อกสีขาว ถือมีดสปาร์ตายาวกว่า 1 เมตร และถือวัตถุพันด้วยเทปกาวสีดำคล้ายระเบิดปิงปอง ก่อนจะโยนวัตถุดังกล่าวลงบนถนนจนเกิดเสียงดังสนั่น พร้อมทั้งตะโกนท้าทายคนไทยในลักษณะยั่วยุให้เกิดการต่อสู้ ทำให้คลิปวิดีโอดังกล่าวกลายเป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางในโลกออนไลน์ ซึ่งต่อมาเจ้าหน้าที่ตำรวจชลบุรีได้ทำการจับกุมตัวผู้ต้องหาได้ 3 ราย (อ่านข่าว : จับแล้วหัวโจกแก๊งฟอร์มช่างกัมพูชา โพสต์คลิปท้าทาย แม่ขอโทษคนไทย ลูกทำเรื่องไม่ดี)

พล.ต.ต.พงศ์พันธ์ วงษ์มณีเทศ ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดชลบุรี ได้เดินทางมายัง สภ.หนองใหญ่ เมื่อวันที่ 17 ธันวาคม เวลา 17.00 น. เพื่อติดตามความคืบหน้าในการจับกุมกลุ่มวัยรุ่นชาวกัมพูชา และเข้าร่วมทำการสอบสวนด้วยตนเองเป็นเวลาประมาณ 1 ชั่วโมง

แจ้งข้อหา 3 วัยรุ่นกัมพูชาปาระเบิดท้าทายคนไทย

ภายหลังการสอบสวน พล.ต.ต.พงศ์พันธ์ วงษ์มณีเทศ เปิดเผยว่า ขณะนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจกำลังดำเนินการสอบสวนถึงแรงจูงใจในการเผยแพร่คลิปวิดีโอดังกล่าว และเร่งติดตามจับกุมผู้ร่วมกระทำผิดที่เหลือทั้งหมดมาดำเนินคดี โดยเบื้องต้นได้ แจ้งข้อหา 3 วัยรุ่นกัมพูชาปาระเบิดท้าทายคนไทย ในข้อหามีสิ่งเทียมอาวุธปืนและวัตถุระเบิดไว้ในครอบครอง ผู้ต้องหาที่ถูกจับกุมได้แล้ว 3 คน ได้แก่ ผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์ ผู้ปาระเบิด และบุคคลที่อยู่ในกลุ่ม โดยทางตำรวจกำลังเร่งดำเนินการให้เร็วที่สุด

สำหรับสาเหตุของการกระทำนั้นมีหลายประการ ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการตรวจสอบ แต่จากกระแสที่เกิดขึ้นในโซเชียลมีเดีย ทางตำรวจรับทราบถึงความตระหนักและความเข้าใจของประชาชน และกำลังปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มที่ โดยเหตุการณ์นี้ได้รับความสนใจจาก ผบ.ตร. ซึ่งได้กำชับให้เร่งจับกุมผู้กระทำผิดทั้งหมดมาดำเนินคดีโดยเร็ว

เต้ อาชีวะ ตามล่ากลุ่มวัยรุ่นกัมพูชา

นอกจากนี้ กลุ่มของเต้ อาชีวะ ได้เดินทางมายัง สภ.หนองใหญ่ และให้สัมภาษณ์ว่า กลุ่มวัยรุ่นกัมพูชาที่ก่อเหตุปาระเบิดได้ท้าทายเขา ทำให้เขาต้องการมาพบตัวกลุ่มวัยรุ่นดังกล่าว แต่เจ้าหน้าที่ตำรวจได้จับกุมตัวไปก่อน อย่างไรก็ตาม เขาต้องการติดตามความคืบหน้าของคดีและการดำเนินคดีกับผู้ต้องหา เนื่องจากพฤติกรรมของกลุ่มวัยรุ่นดังกล่าวถือว่าเป็นการท้าทายและเป็นอันตรายต่อประชาชน

เหตุการณ์ แจ้งข้อหา 3 วัยรุ่นกัมพูชาปาระเบิดท้าทายคนไทย นี้ แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการเฝ้าระวังและปราบปรามอาชญากรรมอย่างจริงจัง เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยและความปลอดภัยของสังคม การกระทำที่ท้าทายและก่อให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมืองนั้นไม่ควรได้รับการปล่อยปละละเลย และผู้กระทำผิดควรได้รับโทษตามกฎหมายอย่างเหมาะสม เพื่อเป็นตัวอย่างให้ผู้อื่นไม่กล้าที่จะกระทำผิดในลักษณะเดียวกัน

การที่เจ้าหน้าที่ตำรวจดำเนินการอย่างรวดเร็วในการจับกุมผู้ต้องหาและ แจ้งข้อหา 3 วัยรุ่นกัมพูชาปาระเบิดท้าทายคนไทย นับเป็นสัญญาณที่ดีในการสร้างความมั่นใจให้กับประชาชน และแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการรักษาความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนทุกคน

ที่มา – แจ้งข้อหา 3 วัยรุ่นกัมพูชาปาระเบิดท้าทายคนไทย ตร.เร่งติดตามคนที่เหลือ

งานพลุพัทยา 2568 อลังการ นักท่องเที่ยวแน่นหาด

สุดยิ่งใหญ่อลังการ “งานพลุพัทยา 2568” นักท่องเที่ยวเรือนแสนแห่ชมพลุแน่นชายหาด! เปิดฉากสุดเจ๋งด้วย “พลุเฉลิมพระเกียรติพระพันปีหลวง”

วันที่ 28 พฤศจิกายน 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บริเวณชายหาดเมืองพัทยา อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี นายนริศ นิรามัยวงศ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี ร่วมกับ นายปรเมศวร์ งามพิเชษฐ์ นายกเมืองพัทยา, นายวิทยา คุณปลื้ม นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดชลบุรี ร่วมกันเป็นประธานเปิดงาน การแสดงพลุนานาชาติ ประจำปี 2568 (PATTAYA INTERNATIONAL FIREWORKS FESTIVAL 2025) ซึ่งจัดขึ้นภายใต้ธีมงาน “แสงแห่งความจงรักภักดี สถิตในใจนิรันดร์” (The Light of Eternal Loyalty) โดยมีหน่วยงานต่างๆ พร้อมใจสวมเสื้อผ้าไหมสีดำ เข้าร่วมพิธีเปิดอย่างคับคั่ง

ส่วนบรรยากาศภายในงาน งานพลุพัทยา 2568 มีประชาชนและนักท่องเที่ยว ทั้งคนไทยและต่างชาติ เรือนแสน แห่มาจับจองที่นั่งจนเต็มชายหาดเมืองพัทยากันตั้งแต่ช่วงบ่าย ทำให้ชายหาดเมืองพัทยาระยะทาง 3.2 กิโลเมตร เต็มไปด้วยผู้คนจนแน่นขนัด

สำหรับในปีนี้มี 5 ประเทศ เข้าร่วมการแสดงพลุ ได้แก่ มาเลเซีย, เยอรมนี, ฟินแลนด์, ฟิลิปปินส์ และ อังกฤษ โดยไฮไลท์ของพลุปีนี้ เป็นการแสดงพลุร่วมมือระหว่างประเทศไทยกับประเทศมาเลเซีย เพื่อเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ภายใต้ชื่อพลุ “น้อมจงรักภักดี สดุดีสมเด็จแม่ของแผ่นดิน” ซึ่งการแสดงพลุในชุดนี้เรียกเสียงฮือฮา เสียงปรบมือ และ สร้างความประทับใจให้กับนักท่องเที่ยวเป็นอย่างมาก

นอกจากนี้ ภายในงานยังมีการแสดง โขน เฉลิมพระเกียรติ ชื่อเรื่อง “ยกรบ พระรามคืนนคร” จากสถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ กระทรวงวัฒนธรรม โดยการแสดงโขน ซึ่งถือว่าเป็นสิ่งที่องค์พระพันปีหลวง ทรงอนุรักษ์ไว้ และ เคยมีพระราชเสาวนีย์ ทรงตรัสไว้ว่า “ถ้าไม่มีใครจะดู ฉันจะดูเอง” โดยภายในงานมีการงดการแสดงคอนเสิร์ต แต่เปลี่ยนมาเป็นวงออร์เคสตรา เล่นเพลงประจำพระองค์ และเพลงพระราชนิพนธ์ เพื่อเป็นการรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณขององค์สมเด็จพระพันปีหลวง

อย่างไรก็ตาม บรรยากาศรอบบริเวณการจัดงาน เมืองพัทยาได้จัดให้ประชาชนในพื้นที่มาเปิดบูธให้บริการนักท่องเที่ยวเกือบ 400 ร้านค้า ส่วนด้านการรักษาความปลอดภัย ตำรวจในสังกัด ภ.จว.ชลบุรี, เจ้าหน้าที่ EOD, กรมการปกครอง, เมืองพัทยา และอาสาสมัครกว่า 2,000 นาย มาคอยดูแลอำนวยความสะดวกเรื่องการจราจร รวมถึงการรักษาความปลอดภัยต่างๆ ในบริเวณงาน โดยการจัดงานในครั้งนี้คาดว่าจะมีเงินสะพัดไม่ต่ำกว่า 500 ล้านบาท.

สรุปไฮไลท์ งานพลุพัทยา 2568

งานพลุพัทยา 2568 ถือเป็นอีเว้นท์ใหญ่ประจำปีที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวจากทั่วทุกสารทิศ ด้วยการแสดงพลุสุดอลังการจากนานาชาติ กิจกรรมเฉลิมพระเกียรติ และบรรยากาศที่คึกคักริมชายหาดพัทยา

ทำไมงานพลุพัทยา 2568 ถึงได้รับความนิยม?

  • การแสดงพลุระดับโลกที่ไม่ควรพลาด
  • กิจกรรมที่หลากหลาย เหมาะสำหรับทุกเพศทุกวัย
  • บรรยากาศริมทะเลที่สวยงาม

สำหรับใครที่พลาด งานพลุพัทยา 2568 ไป ก็ไม่ต้องเสียใจ ปีหน้ายังมีอีกแน่นอน! เตรียมตัวให้พร้อม แล้วมาสัมผัสประสบการณ์สุดประทับใจไปด้วยกัน

อย่าลืมวางแผนการเดินทางและจองที่พักล่วงหน้า เพื่อให้คุณได้เต็มอิ่มกับ งานพลุพัทยา 2568 อย่างเต็มที่!

ที่มา – งานพลุพัทยา 2568 สุดยิ่งใหญ่อลังการ นักท่องเที่ยวเรือนแสนแห่ชมพลุแน่นชายหาด

สุชาติหวัง! สนธยาซบภูมิใจไทย กวาดชลบุรีทั้งจังหวัด

“สุชาติ” ย้ำ นิมิตหมายดี “สนธยา” ซบภูมิใจไทย ลั่น “วันนี้ไม่มีแล้วบ้านเก่า-บ้านใหม่ มีแต่บ้านเรา” อ้อนหากประชาชนนึกถึง มีหวังกวาดชลบุรียกจังหวัด นายสุชาติ ชมกลิ่น มั่นใจกับการมาของนายสนธยา คุณปลื้ม จะนำมาซึ่งความสำเร็จในการเลือกตั้งครั้งหน้า

เมื่อเวลา 14.25 น. วันที่ 19 พ.ย. 2568 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายสุชาติ ชมกลิ่น รองนายกรัฐมนตรี และรมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ในฐานะสมาชิกพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีจะพานายสนธยา คุณปลื้ม อดีต รมว.วัฒนธรรม มาเปิดตัวกับพรรคภูมิใจไทยในวันที่ 23 พ.ย.นี้หรือไม่ ว่า ตนไม่บังอาจไปรับใคร ขอเป็นน้องที่ต้อนรับมากกว่า แต่ถือเป็นนิมิตหมายที่ดีของการเมือง เชื่อว่าการเมืองเป็นเรื่องของความพร้อมของแต่ละไทม์มิ่ง วันนี้ตนสังกัดพรรค ภท. เชื่อว่าพรรคที่สังกัดอยู่น่าจะเป็นเวลาที่ดี ทุกพรรคที่ตนอยู่ก็ไทม์มิ่งที่ดีทั้งนั้น และเป็นความโชคดีที่มีผู้หลักผู้ใหญ่ของการเมืองมาอยู่รวมกัน ผสมกันทั้งเก่าทั้งใหม่ วันนี้คำว่าบ้านเก่าบ้านใหม่ไม่มีแล้ว ชลบุรีก็บ้านเราทั้งหมด

ผู้สื่อข่าวถามว่า มีการวิพากษ์วิจารณ์ว่า ที่ จ.ชลบุรี จะเป็นลมบูรพาที่แข็งแรง หรือจะเป็นลมพัดลมเพ นายสุชาติ กล่าวว่า ตนได้คุยกับนายสนธยาแล้ว ตนก็เหมือนเป็นน้องอยู่แล้ว เพราะเคยอยู่ด้วยกันมาหลายสิบปี การเมืองเมื่อก่อนมันอาจมีเหตุการณ์ที่ทำให้ต้องอยู่คนละพรรค แต่วันหนึ่งเพื่อชลบุรี เพื่อให้ผู้นำไม่มีแบ่งแยก ให้ชาวบ้านได้สามัคคี พุ่งเป้ารวบรวมชาวชลบุรีให้เดินหน้าเป็นหนึ่ง มันต้องเสียสละ อายุเยอะกันหมดแล้ว และยืนยันไม่ได้แบ่งคนละครึ่ง แต่เอาเป็นว่าใครถนัดตรงไหน การเมืองมันไม่ใช่สมบัติ ไม่ใช่ของใคร เป็นเรื่องของประชาชน

เมื่อถามว่า จะรวมพลังกันสู้กับสีส้มได้หรือไม่ นายสุชาติ กล่าวว่า ตนไม่รู้ว่าตนแข่งกับใคร เพราะถ้าเรารวมกันและทำงานให้ประชาชน ประเทศชาติบ้านเมือง และทำให้ชาวชลบุรีได้ประโยชน์สูงสุด มันก็ควรที่จะต้องอยู่รวมกัน เมื่อถามย้ำว่า มั่นใจหรือไม่ว่า จะทวงเก้าอี้ สส.ในการเลือกตั้งมาได้ นายสุชาติ กล่าวว่า เราทุกคนต้องมั่นใจ เดินทางมาถึงขนาดนี้แล้ว เมื่อถามอีกว่า มั่นใจว่า จะได้ยกจังหวัดหรือไม่ นายสุชาติ กล่าวว่า พูดไม่ได้ อยู่ที่ประชาชน หากประชาชนนึกถึงเราสักเสี้ยวนาทีเราก็ได้ครบหมด การเมืองใครลงก็ต้องหวังทุกคนสุชาติหวัง! สนธยาซบภูมิใจไทย กวาดชลบุรีทั้งจังหวัด

นายสุชาติ ชมกลิ่น รองนายกรัฐมนตรีแสดงความมั่นใจในการรวมพลังกับนายสนธยา คุณปลื้ม อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม ที่จะเข้ามาร่วมงานกับพรรคภูมิใจไทย โดยเชื่อมั่นว่าการผนึกกำลังครั้งนี้ จะนำไปสู่ชัยชนะในการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้น และสามารถกวาดที่นั่ง ส.ส. ในจังหวัดชลบุรีได้ทั้งหมด

เป้าหมาย กวาดชลบุรีทั้งจังหวัด

การประกาศความมั่นใจของนายสุชาติ ชมกลิ่น ในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความพร้อมและความมุ่งมั่นของพรรคภูมิใจไทย ในการที่จะช่วงชิงพื้นที่ทางการเมืองในจังหวัดชลบุรี ซึ่งถือเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์ที่สำคัญ การได้นายสนธยา คุณปลื้ม ซึ่งเป็นบุคคลที่มีอิทธิพลในพื้นที่ เข้ามาร่วมทีม จะช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้กับพรรคมากยิ่งขึ้น

อย่างไรก็ตาม การที่จะประสบความสำเร็จตามเป้าหมายที่วางไว้ได้นั้น พรรคภูมิใจไทยจะต้องเผชิญกับความท้าทายหลายประการ ไม่ว่าจะเป็นการแข่งขันกับพรรคการเมืองอื่นๆ ที่มีฐานเสียงที่แข็งแกร่งในพื้นที่ การสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนในนโยบายและแนวทางการทำงานของพรรค รวมถึงการบริหารจัดการความคาดหวังของประชาชนให้ได้อย่างเหมาะสม

การที่นายสุชาติ กล่าวว่า “หากประชาชนนึกถึงเราสักเสี้ยวนาทีเราก็ได้ครบหมด” แสดงให้เห็นถึงความเชื่อมั่นในพลังของประชาชน และเป็นการส่งสัญญาณไปยังผู้สนับสนุนให้ร่วมแรงร่วมใจกันสนับสนุนพรรคภูมิใจไทยในการเลือกตั้งที่จะมาถึง

  • การรวมพลังกับนายสนธยา คุณปลื้ม จะช่วยเพิ่มโอกาสในการกวาด ส.ส. ชลบุรี
  • ต้องเผชิญกับความท้าทายในการแข่งขันกับพรรคอื่นและการสร้างความเชื่อมั่น
  • ความสำเร็จขึ้นอยู่กับการสนับสนุนของประชาชน

การเมืองเป็นเรื่องของการแข่งขัน แต่สุดท้ายแล้ว ประโยชน์สูงสุดที่ควรได้รับคือประชาชน ทุกพรรคการเมืองควรมีเป้าหมายเดียวกัน คือการพัฒนาประเทศชาติและยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนให้ดียิ่งขึ้น

การที่นายสุชาติ ชมกลิ่น ออกมาแสดงความมั่นใจว่าจะสามารถกวาดชลบุรีทั้งจังหวัดได้นั้น ถือเป็นเรื่องที่น่าติดตามอย่างใกล้ชิด ว่าสุดท้ายแล้วผลลัพธ์จะเป็นไปตามที่คาดการณ์ไว้หรือไม่ การเลือกตั้งครั้งหน้าจะเป็นบทพิสูจน์ที่สำคัญ ว่าพรรคภูมิใจไทยจะสามารถยึดครองพื้นที่ชลบุรีได้อย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาดหรือไม่

ที่มา – “สุชาติ” ย้ำ นิมิตหมายดี “สนธยา” ซบภูมิใจไทย หวังกวาดชลบุรี ยกจังหวัด

รวบหนุ่มไต้หวัน อุ้มทำร้ายสาวไทย ทวงหนี้แสน!

กลายเป็นข่าวใหญ่เมื่อตำรวจ สภ.นาจอมเทียน รวบตัวหนุ่มไต้หวันพร้อมพวก รวม 4 คน หลังบุกอุ้มทำร้ายแฟนเก่าสาวชาวไทย เพื่อทวงหนี้หลักแสนบาท เรื่องราวนี้สร้างความตกใจให้กับสังคม และนำมาซึ่งคำถามมากมายเกี่ยวกับความสัมพันธ์และการบังคับใช้กฎหมาย

เหตุการณ์เริ่มขึ้นเมื่อ น.ส.ศิริณภา สูงกลาง อายุ 24 ปี ถูกแก๊งชาวต่างชาติร่วมกับคนไทยอุ้มหายไปจากอพาร์ตเมนต์ “ตึกขาว” ในพื้นที่นาจอมเทียน เธอส่งข้อความขอความช่วยเหลือจากลุงซึ่งเป็นตำรวจ แต่การติดต่อขาดหายไป กล้องวงจรปิดจับภาพรถ MG สีเทาที่คนร้ายใช้ในการหลบหนี ทำให้เจ้าหน้าที่ต้องเร่งสกัดจับและติดตามช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน

กระทั่งเวลา 01.00 น. ของวันที่ 15 พ.ย. 68 พ.ต.อ.พัฒนา รอบรู้ ผกก.สภ.นาจอมเทียน พร้อมชุดสืบสวน สามารถติดตามจับกุม MR. Kao Lian Cheng อายุ 33 ปี สัญชาติไต้หวัน พร้อมกับพวกรวม 4 คน ได้แก่ นางสาวสุภาวดี วิทโยปกรณ์ อายุ 25 ปี, นางสาวจิราภรณ์ คำวิชัย อายุ 25 ปี, นายศุภณัฐ ด่านทองวัฒนกุล อายุ 23 ปี และ นายพรเทพ เสรีนิราช อายุ 32 ปี

หลังการกดดันอย่างหนัก ผู้ต้องหาทั้งหมดตัดสินใจเข้ามอบตัว น.ส.ศิริณภา ที่ถูกอุ้ม พบว่ามีร่องรอยถูกทำร้ายบริเวณใบหน้า ตาปิด ฟกช้ำและบวมปูด ซึ่งทั้งหมดจะต้องถูกสอบสวนและดำเนินคดีตามกฎหมาย

MR. Kao Lian Cheng สารภาพว่า เคยคบหากับผู้เสียหายประมาณ 6 เดือนขณะอยู่ที่ไต้หวัน ก่อนที่เธอจะขอยืมเงินกว่าแสนบาทเพื่อดำเนินการเรื่องวีซ่าทำงาน แต่หลังจากกลับไทย หญิงสาวกลับบ่ายเบี่ยงไม่ยอมคืนเงิน เขาจึงตัดสินใจบินมาทวงหนี้ด้วยตัวเอง โดยได้รับการช่วยเหลือจากนางสาวสุภาวดี และเพื่อนๆ

นายพรเทพ หนึ่งในผู้ร่วมก่อเหตุ อ้างว่า ได้รับการติดต่อให้ไปเป็นเพื่อนเพื่อติดตามทวงเงิน เมื่อเกิดการทำร้ายร่างกายขึ้น เขาได้บอกให้ทุกคนแยกย้ายกัน และพาผู้เสียหายกลับบ้าน ก่อนที่ญาติจะมารับตัวไป

พ.ต.อ.พัฒนา กล่าวว่า ผู้เสียหายรู้จักกับชายไต้หวันมาก่อน และมีประเด็นเรื่องหนี้สิน ผู้ต้องหาชาวไต้หวันร่วมกับคนไทยเดินทางมาทำร้ายร่างกายผู้เสียหาย โดยทั้งหมดรู้ล่วงหน้าว่าเธอจะอยู่ที่อพาร์ตเมนต์ และร่วมกันนำตัวขึ้นรถเพื่อข่มขู่ให้ญาตินำเงินมาชดใช้

ในขณะนี้ ผู้ต้องหาชาวไต้หวันถูกแจ้งข้อหา “ทำร้ายร่างกายสาหัส” ซึ่งต้องรอผลการตรวจจากแพทย์เพื่อยืนยันอีกครั้ง ส่วนผู้ร่วมก่อเหตุทั้งหมดถูกแจ้งข้อหา “ร่วมกันหน่วงเหนี่ยวกักขัง” และข้อหาอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง โดยทุกคนที่รู้เห็นเป็นใจจะถูกดำเนินคดีทั้งหมด

รวบหนุ่มไต้หวัน พาพวก 4 คน บุกอุ้มทำร้ายแฟนเก่า “สาวไทย” ทวงหนี้หลักแสน

ความคืบหน้าคดี รวบหนุ่มไต้หวัน อุ้มทำร้ายสาวไทย ทวงหนี้

จากการสอบสวนเพิ่มเติม พบว่าขบวนการนี้มีการวางแผนมาเป็นอย่างดี โดยหนุ่มไต้หวันได้มีการติดต่อกับคนไทยเพื่อหาข้อมูลเกี่ยวกับตัวผู้เสียหาย รวมถึงการวางแผนการลงมือ แม้ว่าผู้ต้องหาบางรายจะอ้างว่าเป็นการช่วยเหลือในการทวงหนี้ แต่การกระทำดังกล่าวถือว่าเป็นการกระทำที่เกินกว่าเหตุและผิดกฎหมาย

  • ประเด็นทางกฎหมาย: ข้อหาที่ผู้ต้องหาได้รับมีความร้ายแรง และมีโทษจำคุก
  • ผลกระทบต่อผู้เสียหาย: ผู้เสียหายได้รับบาดเจ็บทางร่างกายและจิตใจ ซึ่งอาจต้องใช้เวลาในการเยียวยา
  • บทเรียนสังคม: เหตุการณ์นี้เป็นอุทาหรณ์ให้ระมัดระวังในการคบหาและการทำธุรกรรมทางการเงินกับบุคคลที่ไม่น่าไว้วางใจ

เหตุการณ์ รวบหนุ่มไต้หวัน พาพวก 4 คน บุกอุ้มทำร้ายแฟนเก่า “สาวไทย” ทวงหนี้หลักแสน นี้แสดงให้เห็นถึงปัญหาของการทวงหนี้ที่ไม่ถูกต้องตามกฎหมาย และความสำคัญของการบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้นอีกในอนาคต

รวบหนุ่มไต้หวัน พร้อมพรรคพวกข้อหาร่วมกันทำร้ายร่างกายและกักขังหน่วงเหนี่ยว เป็นเรื่องที่ต้องติดตามกันต่อไปว่าผลสรุปทางคดีจะเป็นอย่างไร และสังคมจะได้รับบทเรียนอะไรจากเหตุการณ์นี้

ที่มา – รวบหนุ่มไต้หวัน พาพวก 4 คน บุกอุ้มทำร้ายแฟนเก่า “สาวไทย” ทวงหนี้หลักแสน

Scroll to top