ชายแดนไทยกัมพูชา

“ทหารไทยปะทะกัมพูชา” ชิงข่าวแห่งปี

ย้อนจุดเริ่มต้นเหตุการณ์ “ทหารไทยปะทะกัมพูชา” หลังมีผู้โหวตให้เข้าชิง “ข่าวที่สุดแห่งปี” จากงาน “ไทยรัฐที่สุดแห่งปี 2025”

ภายหลังจาก “ไทยรัฐ” ได้เปิดให้ร่วมโหวต “ข่าวที่สุดแห่งปี” เพื่อชิงรางวัล “ไทยรัฐที่สุดแห่งปี 2025” พบว่า 1 ใน 5 เหตุการณ์ที่มีผู้โหวตเข้าชิงรางวัล คือเรื่อง “ทหารไทยปะทะกัมพูชา” (5 เรื่องที่ถูกพูดถึงมากที่สุดในปี 2025 เหตุการณ์ไหนคือ “ข่าวที่สุดแห่งปี”)

เมื่อย้อนถึงเหตุการณ์ดังกล่าว “กองบัญชาการกองทัพไทย” ได้บันทึกเหตุการณ์การปะทะบริเวณชายแดนไทย–กัมพูชา ไว้ว่า เมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม 2568 ได้เกิดเหตุการณ์ปะทะระหว่างฝ่ายไทยและฝ่ายกัมพูชาในหลายจุดตลอดแนวชายแดน ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บทั้งพลเรือนและทหาร รวมถึงความเสียหายต่อทรัพย์สินของประชาชน

สำหรับจุดเริ่มต้นเหตุการณ์ “ทหารไทยปะทะกัมพูชา” เริ่มต้นขึ้นในเวลา 07.45 น. กองกำลังสุรนารีตรวจพบอากาศยานไร้คนขับ (UAV) ของฝ่ายกัมพูชาบินล้ำเข้ามาสำรวจในเขตพื้นที่หน้าปราสาทตาเมือนธม จากนั้นพบกำลังพลกัมพูชาพร้อมอาวุธครบมือ เดินทางเข้าประชิดแนวลวดหนาม ฝ่ายไทยพยายามใช้การเจรจาเพื่อหลีกเลี่ยงการปะทะ

เวลา 08.20 น. ฝ่ายกัมพูชาเปิดฉากยิงด้วยอาวุธประจำหน่วยเข้าใส่ฐานปฏิบัติการของไทย ใกล้บริเวณปราสาทตาเมือน ส่งผลให้ทหารไทยได้รับบาดเจ็บ 2 นาย

เวลา 09.30 น. ฝ่ายกัมพูชายิงจรวด BM-21 จากพื้นที่เขาแหลม เข้าตกในพื้นที่บ้านขึ้นเหล็ก อำเภอบ้านกรวด จังหวัดบุรีรัมย์ ทำให้พลเรือนบาดเจ็บ 1 ราย และตรวจพบหัวจรวดตกบนบ้านเรือนในพื้นที่อำเภอพนมดงรัก จังหวัดสุรินทร์ เป็นเหตุให้พลเรือนเสียชีวิต 1 ราย

เวลา 09.45 น. มีการยิงจรวด BM-21 เพิ่มเติมเข้าใส่ศูนย์พัฒนาพื้นที่ชายแดน บริเวณอำเภอกาบเชิง จังหวัดสุรินทร์

เวลา 10.00–10.22 น. ตรวจพบจรวด BM-21 ตกในพื้นที่ฐานหมูป่า ฐานพดุง และเนิน 500 ในจังหวัดอุบลราชธานี พร้อมกระสุนปืนใหญ่ตกใส่พื้นที่ผามออีแดง จุกตา และบริเวณฐานทัพ ทำให้ทหารไทยบาดเจ็บจำนวน 7 นาย

เวลา 10.28–10.40 น. มีรายงานการโจมตีอย่างต่อเนื่องจากฝั่งกัมพูชา ด้วยจรวดหลายลำกล้อง BM-21 พุ่งเป้าไปยังพื้นที่ฐานมาเรีย และบ้านโพนทอง ตำบลโดมประดิษฐ์ อำเภอน้ำยืน จังหวัดอุบลราชธานี ทำให้บ้านเรือนประชาชนเสียหาย 1 หลัง

เวลา 10.48–11.00 น. จรวด BM-21 จำนวน 3 ลูก ตกในพื้นที่ฐานหมูป่า และในบริเวณสถานีบริการน้ำมัน ปตท. บ้านผือ อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ ส่งผลให้ร้านค้าเอกชนได้รับความเสียหาย มีพลเรือนเสียชีวิต 9 ราย และได้รับบาดเจ็บ 14 ราย

เวลา 11.02–12.21 น. ยังคงมีการปะทะและยิงถล่มด้วยอาวุธหนักอย่างต่อเนื่องในพื้นที่ชายแดนของจังหวัดบุรีรัมย์ สุรินทร์ และอุบลราชธานี โดยกระสุนบางส่วนตกในเขตชุมชนและบ้านเรือนของประชาชน

สำหรับเหตุการณ์ดังกล่าว ไทยได้ใช้ปฏิบัติการ “ยุทธบดินทร์” ซึ่งเป็นการโจมตีตอบโต้ฝ่ายกัมพูชาอย่างหนักทั้งทางบกและอากาศ ซึ่งไทยเองมีการใช้เครื่องบินรบในยุทธการครั้งแรกด้วยเช่นกัน

“ทหารไทยปะทะกัมพูชา”

เหตุการณ์ “ทหารไทยปะทะกัมพูชา” ถือเป็นความขัดแย้งที่สร้างความสูญเสียและความสะเทือนใจให้กับทั้งสองประเทศ การทำความเข้าใจถึงที่มาและผลกระทบของเหตุการณ์นี้จึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้นอีกในอนาคต ปัจจุบันความสัมพันธ์ระหว่างไทยและกัมพูชากำลังพัฒนาไปในทิศทางที่ดีขึ้น การเรียนรู้จากบทเรียนในอดีต และร่วมกันสร้างสันติภาพและความมั่นคงในภูมิภาค จะเป็นรากฐานสำคัญสำหรับอนาคตที่สดใสของทั้งสองประเทศ

ร่วมโหวตข่าว “ทหารไทยปะทะกัมพูชา”

แล้วเหตุการณ์ไหนคือ “ข่าวที่สุดแห่งปี” ของคุณ อย่าลืมร่วมโหวต “ไทยรัฐที่สุดแห่งปี 2025” เฟ้นหาที่สุดของข่าวที่สุดแห่งปี ได้ตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน – 31 ธันวาคม 2568 ได้ที่เว็บไซต์ www.thairath.co.th/campaign/vote/selection

ที่มา – “ทหารไทยปะทะกัมพูชา” เหตุการณ์สะเทือนใจ ที่เข้าชิง “ข่าวที่สุดแห่งปี 2025”

ด่วน! ชายแดนหาดเล็กตราด ปิด ห้ามเข้าออก

จุดผ่านแดนถาวรบ้านหาดเล็ก ถูกสั่งปิดตาย 100% ห้ามเข้าออกทุกกรณี คนไทยห้ามเข้า คนกัมพูชาห้ามออก ตั้งแต่ช่วงเช้าของเมื่อวาน

วันที่ 10 พ.ย. 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันที่ 2 ของการปิดตายด่านชายแดน ที่จุดผ่านแดนถาวรบ้านหาดเล็กถูกสั่งปิดตาย ห้ามเข้าออกทุกกรณี คนไทยห้ามเข้า คนกัมพูชาห้ามออก ตั้งแต่ช่วงเช้าของเมื่อวาน (9 พ.ย.) หลังมีคำสั่งเร่งด่วนให้ปิดด่านห้ามเข้าออก ซึ่งที่ผ่านมายังมีการผ่อนผัน ให้คนไทยกลับเข้าพื้นที่และให้ชาวกัมพูชาเดินทางออกไปได้ แต่ต้องทำเรื่องผ่านแดนตามปกติ

ขณะนี้ยังไม่มีหนังสือมาถึงอย่างเป็นทางการ ส่วนเจ้าหน้าที่ทหาร ฉก.นย.182 บ้านหาดเล็ก พร้อมเจ้าหน้าที่ด่านตรวจคนเข้าเมืองคลองใหญ่ และด่านศุลกากรคลองใหญ่ ยังคงเฝ้าประจำที่ทำการตรงจุดผ่านแดนถาวรบ้านหาดเล็ก

จากการสอบถาม เจ้าหน้าที่ด่านตรวจคนเข้าเมืองบอกว่า เป็นคำสั่งด่วนจากกองบัญชาการป้องกันชายแดนจันทบุรีและตราด ที่สั่งด่วนให้ปิดชายแดนโดยสิ้นเชิง ซึ่งเจ้าหน้าที่ประจำจุดผ่านแดนถาวร ก็ถือปฏิบัติตามทันที

ส่วนจุดผ่อนปรนทางการค้า ที่บริเวณบ้านมะม่วง และบ้านหมื่นด่าน ใน อ.บ่อไร่ ก็ได้รับคำสั่งและทำการปิดด่านเช่นกัน ส่วนในเรื่องรายละเอียดต่างๆ คงต้องรอหนังสืออย่างเป็นทางการ จากกองบัญชาการป้องกันชายแดนจันทบุรีและตราดต่อไป.

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาที่ชายแดนหาดเล็กตราดกำลังเป็นที่จับตามองอย่างใกล้ชิด หลังจากการประกาศปิดด่านอย่างเป็นทางการ ทำให้การเดินทางและการค้าชายแดนหยุดชะงักลงทันที ส่งผลกระทบต่อประชาชนทั้งสองฝั่ง

การปิดชายแดนหาดเล็กตราดครั้งนี้ สร้างความกังวลใจให้กับหลายฝ่าย โดยเฉพาะผู้ที่ต้องเดินทางข้ามแดนเป็นประจำ ทั้งเพื่อการทำงาน การค้า หรือการเยี่ยมเยียนครอบครัว การปิดด่านอย่างกะทันหัน ทำให้หลายคนไม่สามารถวางแผนการเดินทางได้ทัน และต้องเผชิญกับความไม่สะดวกต่างๆ

ผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการปิดชายแดนหาดเล็กตราดไม่ได้จำกัดอยู่แค่เรื่องการเดินทางเท่านั้น ธุรกิจการค้าชายแดนก็ได้รับผลกระทบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ สินค้าที่เคยมีการซื้อขายแลกเปลี่ยนกันตามปกติ ไม่สามารถส่งผ่านข้ามแดนได้ ทำให้ผู้ประกอบการต้องปรับตัวเพื่อรับมือกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น

ชายแดนหาดเล็กตราด ถูกสั่งปิด 100% ห้ามคน “ไทย-กัมพูชา” เข้าออกทุกกรณี

ถึงแม้ว่าสถานการณ์จะดูตึงเครียด แต่เจ้าหน้าที่ทั้งสองฝ่ายก็ยังคงปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มที่ เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยตามแนวชายแดน และอำนวยความสะดวกให้กับประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากการปิดด่าน

สถานการณ์ล่าสุดเกี่ยวกับการปิดชายแดนหาดเล็กตราด ยังคงต้องติดตามอย่างใกล้ชิด มีหลายประเด็นที่ต้องพิจารณา เช่น

  • สาเหตุของการปิดด่านอย่างเร่งด่วน
  • ระยะเวลาในการปิดด่าน
  • มาตรการช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบ

ผลกระทบต่อเศรษฐกิจท้องถิ่น

การปิดชายแดนส่งผลกระทบโดยตรงต่อเศรษฐกิจของจังหวัดตราด โดยเฉพาะอำเภอคลองใหญ่ ซึ่งเป็นที่ตั้งของด่านหาดเล็ก ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยว การค้าชายแดน และการขนส่งสินค้า ได้รับผลกระทบอย่างหนัก โรงแรม ร้านอาหาร และร้านค้าต่างๆ ต้องเผชิญกับจำนวนนักท่องเที่ยวและลูกค้าที่ลดลงอย่างมาก

นอกจากนี้ เกษตรกรและผู้ผลิตสินค้าในท้องถิ่นก็ได้รับผลกระทบเช่นกัน เนื่องจากไม่สามารถส่งออกสินค้าไปยังกัมพูชาได้ ทำให้สินค้าล้นตลาดและราคาตกต่ำ

มาตรการช่วยเหลือและเยียวยา

ภาครัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรเร่งออกมาตรการช่วยเหลือและเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการปิดชายแดน ไม่ว่าจะเป็นการให้ความช่วยเหลือทางการเงิน การจัดหางานใหม่ หรือการส่งเสริมการขายสินค้าในประเทศ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของผู้ประกอบการและประชาชน

การปิดชายแดนหาดเล็กตราดครั้งนี้ เป็นบทเรียนสำคัญที่ทำให้เราต้องหันมาทบทวนและวางแผนการพัฒนาเศรษฐกิจในระยะยาว โดยเน้นการพึ่งพาตนเองและลดการพึ่งพาตลาดต่างประเทศ เพื่อให้เศรษฐกิจของประเทศมีความมั่นคงและยั่งยืน

เราหวังเป็นอย่างยิ่งว่าสถานการณ์ชายแดนจะคลี่คลายไปในทางที่ดีขึ้นในเร็ววัน และการเดินทางและการค้าชายแดนจะกลับมาเป็นปกติโดยเร็วที่สุด

ที่มา – ชายแดนหาดเล็กตราด ถูกสั่งปิด 100% ห้ามคน “ไทย-กัมพูชา” เข้าออกทุกกรณี

กองทุนหทัยทิพย์ เร่งสร้างหลุมบุคคลคู่ ปกป้องทหาร

ความคืบหน้าล่าสุดจาก “กองทุนหทัยทิพย์” ที่กำลังเร่งสร้างบังเกอร์และหลุมหลบภัยในพื้นที่ชายแดน กองทัพภาคที่ 2 เดินหน้าสร้างหลุมบุคคลคู่จำนวน 256 แห่ง ควบคู่ไปกับหลุมหลบภัยสำหรับประชาชนอีก 7 แห่ง โครงการนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อปกป้องกำลังพลและประชาชนในพื้นที่เสี่ยงภัย โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังเหตุการณ์โดรนจากกัมพูชาทิ้งระเบิดบริเวณช่องอานม้า

เมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน 2568 พลโทวีระยุทธ รักศิลป์ แม่ทัพภาคที่ 2 ได้ลงพื้นที่ตรวจความคืบหน้าโครงการก่อสร้างฐานที่มั่นกำบัง (หลุมบุคคลคู่) ภายใต้โครงการ “กองทุนหทัยทิพย์” ของมูลนิธิจุฬาภรณ์ ณ ฐานปฏิบัติการแดนไกล ช่องอานม้า อำเภอน้ำยืน จังหวัดอุบลราชธานี การลงพื้นที่ครั้งนี้เกิดขึ้นภายหลังจากสถานการณ์ปะทะตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ซึ่งก่อนหน้านี้กำลังพลไทยต้องเผชิญกับความเสี่ยงเนื่องจากขาดที่กำบัง ทำให้มีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตจากเหตุโดรนโจมตี

กองทุนหทัยทิพย์ เร่งสร้างหลุมบุคคลคู่ให้ทหาร 256 จุด หลุมหลบภัยชาวบ้าน 7 แห่ง

พลโทวีระยุทธ กล่าวว่า โครงการนี้เป็นความร่วมมือระหว่างกองทัพภาคที่ 2 และกองกำลังสุรนารี โดยมีเป้าหมายหลักในการเสริมสร้างความปลอดภัยให้แก่กำลังพลและประชาชนที่อาศัยอยู่ตามแนวชายแดน ปัจจุบันได้ดำเนินการก่อสร้างหลุมบุคคลคู่แล้ว 256 แห่ง และหลุมหลบภัยสำหรับประชาชนอีก 7 แห่ง ครอบคลุมพื้นที่จังหวัดอุบลราชธานี ศรีสะเกษ สุรินทร์ และบุรีรัมย์

ในการลงพื้นที่ครั้งนี้ พลตรีสมภพ ภาระเวช ผู้บัญชาการกองกำลังสุรนารี, พลตรี กิติศักดิ์ ถารวร ผู้บัญชาการกองพลพัฒนา 2 และพันเอก คุณนิธ สิทธิชัยกานต์ ผู้บังคับการช่างที่ 2 พัน 202 ซึ่งเป็นหน่วยงานหลักในการก่อสร้าง ได้รายงานความคืบหน้าของโครงการให้แม่ทัพภาคที่ 2 ทราบ

ความสำคัญของหลุมบุคคลคู่จากกองทุนหทัยทิพย์

แม่ทัพภาคที่ 2 ได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการสร้างฐานที่มั่นกำบัง หรือบังเกอร์ ในพื้นที่เสี่ยงภัย โดยระบุว่าเป็นการปกป้องชีวิตนักรบชายแดน พร้อมทั้งขอบคุณทุกภาคส่วนที่ให้การสนับสนุนโครงการกองทุนหทัยทิพย์ ซึ่งช่วยให้กำลังพลสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างปลอดภัยและมั่นใจยิ่งขึ้น

“ไทยนี้รักสงบ แต่หากจำเป็นต้องปกป้องอธิปไตย เราก็พร้อมปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มกำลัง” แม่ทัพภาคที่ 2 กล่าว

โครงการก่อสร้างหลุมบุคคลคู่และหลุมหลบภัยยังคงเดินหน้าอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างความพร้อมและความปลอดภัยสูงสุดให้กับทั้งกำลังพลและประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่แนวชายแดนไทย-กัมพูชา

โครงการนี้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นและความห่วงใยของกองทัพและทุกภาคส่วนในการดูแลความปลอดภัยของประชาชนและทหารที่ปฏิบัติหน้าที่ตามแนวชายแดน การมีหลุมบุคคลคู่และหลุมหลบภัยที่ได้มาตรฐานจะช่วยลดความเสี่ยงและเพิ่มความมั่นใจในการปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างมาก

ที่มา – “กองทุนหทัยทิพย์” เร่งสร้างหลุมบุคคลคู่ให้ทหาร 256 จุด หลุมหลบภัยชาวบ้าน 7 แห่ง

แม่ทัพภาคที่ 2 ยัน ปราสาทตาควายเป็นของไทย

แม่ทัพภาคที่ 2 ยืนยันหนักแน่น “ปราสาทตาควาย” เป็นของไทย กองทัพมีแผนยึดคืนแน่นอน พร้อมทั้งนำคณะกราบขอพร “หลวงปู่เสน ปัญญาธโร” เพื่อความเป็นสิริมงคล

เมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายน 2568 เวลา 14.10 น. พล.ท.วีรยุทธ รักศิลป์ แม่ทัพภาคที่ 2 พร้อมคณะ เดินทางโดยเฮลิคอปเตอร์ไปยังวัดราษฎร์สงเคราะห์ หรือ วัดป่าหนองแซง อ.หนองวัวซอ จ.อุดรธานี เพื่อเข้ากราบขอพรจากหลวงปู่เสน ปัญญาธโร อายุ 90 ปี นอกจากนี้ ยังได้เข้ารับมอบเครื่องอุปโภคบริโภค อุปกรณ์ และรถแบคโฮ จำนวน 3 คัน เพื่อสนับสนุนการสร้างถนนและรั้วตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา

บรรยากาศเป็นไปด้วยความอบอุ่น โดยมีลูกศิษย์ของหลวงปู่เสนและชาวบ้านหนองแซงให้การต้อนรับอย่างอบอุ่น มีการผูกผ้าขาวม้าให้กับแม่ทัพภาคที่ 2 รองแม่ทัพภาคที่ 2 และที่ปรึกษาแม่ทัพภาคที่ 2 ตามประเพณีอีสาน บริเวณประตูทางเข้าฐานองค์พระพุทธไตรโลกนาถศาสดา หรือ หลวงพ่อสมประสงค์ ซึ่งชาวบ้านต่างชื่นชมแม่ทัพภาคที่ 2 ว่าตัวจริงหล่อกว่าในรูปภาพ

หลังจากนั้น คณะได้เข้ากราบองค์พระประธาน ก่อนเข้ากราบหลวงปู่เสนและสนทนาธรรมประมาณ 15 นาที หลวงปู่เสนได้มอบพระพุทธรูป 3 องค์ และเหรียญปลุกเสกให้แม่ทัพภาคที่ 2 เพื่อนำไปมอบให้แก่ทหารกล้าตามแนวชายแดน เป็นขวัญและกำลังใจให้แคล้วคลาดปลอดภัยจากอันตรายทั้งปวง

พล.ท.วีรยุทธ ได้เข็นรถวีลแชร์ให้หลวงปู่เสนไปยังลานด้านหน้าองค์พระพุทธไตรโลกนาถศาสดา ซึ่งลูกศิษย์ทั่วประเทศร่วมกันบริจาคให้หลวงปู่เสน เพื่อมอบให้กับกองทัพภาคที่ 2 นำไปใช้ประโยชน์ตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ซึ่งการสนับสนุนนี้มีมาตั้งแต่สมัยที่ประเทศไทยและกัมพูชามีความขัดแย้งเรื่องเขตแดน หรือตั้งแต่สมัยที่ พล.ท.บุญสิน พาดกลาง ดำรงตำแหน่งแม่ทัพภาคที่ 2 ส่วนรถแบคโฮทั้ง 3 คัน มูลค่าคันละ 1,400,000 บาท จะทำการมอบในวันที่ 6 ธันวาคม 2568 ซึ่งตรงกับวันคล้ายวันเกิดครบรอบ 91 ปีของหลวงปู่เสน

หลังจากการรับมอบสิ่งของจากหลวงปู่เสน พล.ท.วีรยุทธ ได้กล่าวขอบคุณหลวงปู่เสนและลูกศิษย์ทั่วประเทศที่เล็งเห็นถึงความสำคัญของทหารที่ปฏิบัติหน้าที่ตามแนวชายแดนในการปกป้องอธิปไตยของชาติ ปกป้องผืนแผ่นดินไทยที่บรรพบุรุษได้รักษาไว้ให้ลูกหลานได้อยู่อาศัยและทำมาหากิน

หลวงปู่เสนได้ให้พรแก่คณะแม่ทัพภาคที่ 2 และลูกศิษย์ที่มาร่วมทำบุญ ก่อนที่จะร่วมกันถ่ายภาพเป็นที่ระลึก และแม่ทัพภาคที่ 2 ได้เข็นรถวีลแชร์ให้หลวงปู่เสนกลับไปยังใต้ฐานองค์พระพุทธไตรโลกนาถศาสดา ก่อนที่จะกราบลาและเดินทางกลับนครราชสีมา

พล.ท.วีรยุทธ ยังได้ให้สัมภาษณ์ถึงสถานการณ์ตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา โดยกล่าวว่าหลังจากที่ทั้งสองประเทศได้ทำการขนย้ายอาวุธหนักออกจากพื้นที่ชายแดนแล้ว ทางกองทัพก็ไม่ได้มีความกังวลใดๆ เนื่องจากได้ปฏิบัติตามข้อตกลงที่ได้ทำร่วมกันไว้ก่อนหน้านี้ และกองทัพภาคที่ 2 ก็มีความพร้อมเต็มที่ 100% พร้อมรับมือกับทุกสถานการณ์ หากทางกัมพูชาไม่ปฏิบัติตามข้อตกลง

นอกจากนี้ พล.ท.วีรยุทธ ยังได้ตอบโต้หนังสือจากกัมพูชาที่กล่าวอ้างว่าฝ่ายไทยเตรียมใช้กำลังเพื่อยึด

แม่ทัพภาคที่ 2 ยัน “ปราสาทตาควาย” เป็นของไทย

ยืนยัน ปราสาทตาควายเป็นของไทยแน่นอน

พล.ท.วีรยุทธ ยืนยันว่าไม่มีการใช้กำลังในการยึดคืน “ปราสาทตาควาย” เป็นของไทย และทางกองทัพได้เตรียมความพร้อมและวางแผนในการดำเนินการไว้แล้ว แต่ไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดได้ เนื่องจากเป็นยุทธวิธีทางทหารที่เป็นความลับ

สำหรับวันที่ 8 พฤศจิกายน 2568 ที่ภาคประชาชนจะเดินทางไปรวมตัวกันเพื่อทวงคืน “ปราสาทตาควาย” เป็นของไทย นั้น แม่ทัพภาคที่ 2 กล่าวขอบคุณพี่น้องชาวไทยที่จะเดินทางไปให้กำลังใจทหาร แต่ขอให้ระมัดระวังเรื่องความปลอดภัย เนื่องจากบริเวณชายแดนยังมีโดรนและทุ่นระเบิดจำนวนมาก อีกทั้งทหารกัมพูชาก็ยังไม่ได้เข้าร่วมในการเก็บกู้ทุ่นระเบิด เนื่องจากมีจำนวนมากนับพันลูก ทางกองทัพภาคที่ 2 จึงมีความห่วงใยในความปลอดภัยของทหารและผู้ใต้บังคับบัญชาที่ปฏิบัติหน้าที่ตามแนวชายแดน

สถานการณ์ชายแดนยังคงต้องติดตามอย่างใกล้ชิด กองทัพยังคงตรึงกำลังและเฝ้าระวัง เพื่อรักษาอธิปไตยและความมั่นคงของชาติ การเจรจาและใช้สันติวิธี ยังคงเป็นแนวทางหลักในการแก้ไขปัญหา

ที่มา – แม่ทัพภาคที่ 2 ยัน “ปราสาทตาควาย” เป็นของไทย กองทัพมีวิธียึดคืน วางแผนไว้แล้ว

รำลึก “ส.ท.ต่อพงษ์” นักรบช่องอานม้า

กองพันทหารราบที่ 11 จัดพิธีรำลึก ณ ฐานปฏิบัติการภูมะเขือ ครบรอบ 100 วันการจากไปของ “ส.ท.ต่อพงษ์ พันดวง” ทหารกล้าผู้สละชีพเพื่อชาติ ที่ช่องอานม้า

เมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายน 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พ.ท.จักรกฤษณ์ ขุริรัง ผู้บังคับกองพันทหารราบที่ 11 หน่วยเฉพาะกิจที่ 1 กองกำลังสุรนารี ได้จัดพิธีรำลึกถึง “ส.ท.ต่อพงษ์ พันดวง” ทหารผู้เสียสละชีวิตปกป้องแผ่นดินไทย ครบรอบ 100 วันแห่งการจากไป ณ ฐานปฏิบัติการภูมะเขือ วีรกรรมอันกล้าหาญของ “นักรบช่องอานม้า” จะยังคงอยู่ในความทรงจำตลอดไป โดยมีกำลังพลที่เคยร่วมปฏิบัติภารกิจปกป้องชาติ เข้าร่วมพิธีอย่างพร้อมเพรียง

พ.ท.จักรกฤษณ์ กล่าวถึง ส.ท.ต่อพงษ์ ว่า “น้องต่อพงษ์ได้เสียสละชีวิตเพื่อปกป้องประเทศชาติในพื้นที่ช่องอานม้า การเสียสละของน้องเป็นสิ่งที่พวกเราทุกคนตระหนักดี และพวกเราที่ยังอยู่ จะร่วมกันสานต่อภารกิจในการปกป้องรักษาผืนแผ่นดินไทยให้คงอยู่สืบไป”

ในพิธี มีการยืนสงบนิ่งเพื่อไว้อาลัยแก่ ส.ท.ต่อพงษ์ พันดวง และดวงวิญญาณของทหารกล้าทุกท่านที่ได้พลีชีพเพื่อปกป้องประเทศชาติ

รำลึก “ส.ท.ต่อพงษ์” นักรบช่องอานม้า

การจัดพิธีรำลึกถึงวีรชนผู้กล้าเช่น ส.ท.ต่อพงษ์ พันดวง ไม่เพียงแต่เป็นการแสดงความเคารพต่อผู้ที่เสียสละ แต่ยังเป็นการย้ำเตือนถึงความสำคัญของการปฏิบัติหน้าที่ด้วยความเสียสละและกล้าหาญ เพื่อรักษาความมั่นคงของชาติ และเป็นแบบอย่างให้แก่ทหารรุ่นหลังได้ยึดถือปฏิบัติตาม

“ส.ท.ต่อพงษ์” วีรบุรุษช่องอานม้า

เรื่องราวของ “ส.ท.ต่อพงษ์” แสดงให้เห็นถึงความกล้าหาญและความเสียสละที่ทหารไทยมีต่อประเทศชาติ การที่กองทัพยังคงจัดพิธีรำลึกถึงท่าน ถือเป็นการเชิดชูเกียรติประวัติและคุณงามความดีที่ได้สร้างไว้ ซึ่งเป็นสิ่งที่น่าชื่นชม

ความเสียสละของ ส.ท.ต่อพงษ์ พันดวง และทหารกล้าท่านอื่นๆ จะยังคงเป็นแรงบันดาลใจให้คนไทยทุกคนรักชาติ ภูมิใจในความเป็นไทย และร่วมกันสร้างสรรค์สังคมไทยให้เจริญก้าวหน้าต่อไป

ที่มา – ภูมะเขือจัดพิธีรำลึก “ส.ท.ต่อพงษ์” ครบรอบ 100 วันการจากไปของ “นักรบช่องอานม้า”

“แม่ทัพกุ้ง” ยัน “ปราสาทตาควาย” ของไทยแน่!

“แม่ทัพกุ้ง” ยืนยัน ปราสาทตาควายเป็นของไทย อันไหนอยู่พื้นแผ่นดินไทยต้องทวงคืน จะเสียมากเสียน้อย ขึ้นอยู่กับผู้นำและการวางแผน พร้อมเตรียมเปิดมูลนิธิช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาสครอบครัวทหาร ย้ำชัดเจน โปร่งใส ตรวจสอบได้

ความคืบหน้าสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา เมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน 2568 พลโทบุญสิน พาดกลาง ที่ปรึกษาผู้บัญชาการทหารบก ได้เดินทางมายัง สถาบันเทคโนโลยีปทุมวัน หลังได้รับเชิญมาเป็นวิทยากรบรรยายพิเศษ ในหัวข้อ “เยาวชนไทยร่วมใจรักชาติ รักแผ่นดินและปลูกจิตสำนึก ด้านคุณธรรม จริยธรรม ความโปร่งใส เพื่อความมั่นคงของชาติ”

โดยเนื้อหาในบรรยายเป็นการเล่าถึงประสบการณ์ในการทำหน้าที่เป็นแม่ทัพภาคที่ 2 ในการดูแลพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา ในช่วงเกิดสภาวะสงคราม พร้อมกับเปิดโอกาสให้นักศึกษาสถาบันเทคโนโลยีปทุมวันและนักเรียนจากโรงเรียนวัดไชยมงคล ถามตอบคำถามที่ตัวเองสงสัยและอยากรู้ พร้อมสอนคุณธรรมจริยธรรม เพื่อเป็นแนวทางพัฒนาตัวเองและเป็นแบบอย่างรั้วของชาติในอนาคต

หลังจากที่มีการบรรยายเสร็จ พลโทบุญสิน พาดกลาง ได้มีการโชว์ลีลาตำส้มตำปลาร้า ให้คณะครูอาจารย์รับประทาน โดยตอนที่กำลังเทปลาร้า พลโทบุญสิน พูดแซวเล่นว่า “เห็นโลโก้ไม่ได้ ไม่ใช่สปอนเซอร์” หลังตำส้มตำเสร็จ มีการชิมบอกว่า “อร่อย”

ภายหลังจากจบบรรยายพิเศษ พลโทบุญสิน ที่ปรึกษาผู้บัญชาการทหารบก ได้ตอบคำถามสื่อมวลชนในประเด็นเรื่องของการจะเปิดมูลนิธิเพื่อช่วยเหลือครอบครัวพี่น้องทหารที่เสียสละชีพปกป้องประเทศชาติ ว่า การจัดตั้งมูลนิธิของตน มีจุดประสงค์เพื่อเป็นการช่วยเหลือลูกหลานของทหารที่ด้อยโอกาส เป็นศูนย์รวมการช่วยเหลือตามกำลังที่จะสามารถช่วยได้ ซึ่งงบประมาณจะมาจากคนใกล้ชิดของครอบครัวทหาร และผู้อื่นที่มีความประสงค์อยากร่วมด้วยช่วยกัน โดยตั้งใจว่า ตัวเองจะเป็นประธานมูลนิธิ ซึ่งตอนนี้ยังอยู่ในระหว่างดำเนินการจัดตั้งมูลนิธิ ทุกอย่างจะต้องทำให้ชัดเจน โปร่งใส สามารถตรวจสอบได้ตามกระบวนการกฎหมาย

ส่วนเรื่องการทวงคืนของปราสาทตาควาย จังหวัดสุรินทร์ ที่กำลังถูกสังคมตั้งคำถามว่า สรุปแล้วปราสาทได้เสียให้กับทางกัมพูชาหรือไม่ พลโทบุญสิน เผยว่า ทุกอย่างตอนนี้เป็นไปตามที่ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี กล่าว ส่วนตัวยังยืนยันว่ายังมองว่า ปราสาทตาควายยังเป็นของไทยอยู่ ถึงแม้หลายคนจะบอกว่า การใช้กำลังทวงปราสาทคืนนั้น จะเกิดความเสียหายเยอะ แต่การทวงคืนนั้นขึ้นอยู่กับเรา ถ้าเราต้องการทวงเอาปราสาทคืนจริงๆ การเสียสละของทหารจะมากจะน้อยขึ้นอยู่กับการวางแผนของผู้นำ ตรงไหนเป็นของพื้นแผ่นดินเรา ก็ต้องตามทวงคืน นี่คือความคิดเห็นส่วนตัว

ส่วนเรื่องช่องสายตะกู จังหวัดบุรีรัมย์ ที่มีการทำสัญญาร่วมกันกับทางกัมพูชาในการถอนอาวุธหนักร่วมกัน แต่ปรากฏว่าทางทหารกัมพูชามาขัดขวาง โดยอ้างว่า ทหารฝ่ายเหนือของเราไม่ทราบเรื่องและยอมให้มีการเข้าพื้นที่เข้าไปในภายหลัง โดยให้คณะ AOT สังเกตการณ์นั้น พลโทบุญสิน บอกว่า เป็นเรื่องของการบริหารจัดการของฝ่ายกัมพูชา ว่าประสานงาน บริหารอะไรยังไงบ้าง ถ้าสมมติมีการขัดขวางหรือไม่ยอมทำงานร่วมกัน ก็ถือเป็นการผิดสัญญาที่ตกลงกันไว้

ส่วนการถอนกำลังพลหลักของทางกัมพูชานั้น จะเป็นการสร้างภาพหรือเป็นเรื่องการตบตาฝ่ายไทยนั้น พลโทบุญสิน ระบุว่า ขึ้นอยู่กับความจริงใจของทางฝั่งกัมพูชา ตอนนี้เดี๋ยวความจริงก็ปรากฏเพราะโซเชียลสมัยนี้มันรวดเร็ว อาจจะมีภาพความจริงปรากฏออกมาให้เห็นเอง

ส่วนการถอนกำลังพลของกองทัพเรา ต้องดูกำลังพลของกัมพูชาว่ามีการถอนกำลังไปมากน้อยแค่ไหน เราถึงจะถอนกำลังพลโดยการจัดตามสัดส่วนให้เหมาะสมตามสถานการณ์ โดยมีคณะผู้สังเกตการณ์อาเซียน (Asean Observer Team – AOT) ร่วมสังเกตการณ์ในการถอนอาวุธหนักออกจากพื้นที่ตามริมชายแดนไทย-กัมพูชา

ผู้สื่อข่าวยังได้ถามประเด็นการมอบของบริจาคช่วยเหลือกองทัพตามริมชายแดนของ “กัน จอมพลัง” นั้น พลโทบุญสิน เผยว่า สมัยที่ตนดำรงตำแหน่งเป็นแม่ทัพภาคที่ 2 การช่วยเหลือเป็นเรื่องที่ดี การได้รับการช่วยเหลือสนับสนุนจากภาคประชาชนนั้นช่วยได้เยอะ เพราะชายแดนไทย-กัมพูชามีพื้นที่เกือบ 1,000 กิโลเมตร ส่วนเรื่องส่วนตัวของมูลนิธิกันจอมพลังช่วยสู้ ทางเขาต้องไปชี้แจงเอง เพื่อความโปร่งใสและความถูกต้องตามกฎหมาย

“แม่ทัพกุ้ง” ยืนยัน “ปราสาทตาควาย” เป็นของไทย

ประเด็นเรื่องปราสาทตาควายยังคงเป็นที่สนใจของสังคม พลโทบุญสินได้ออกมาเน้นย้ำถึงจุดยืนของตนเองเกี่ยวกับเรื่องนี้ รวมถึงการเตรียมจัดตั้งมูลนิธิเพื่อช่วยเหลือครอบครัวทหาร ล้วนเป็นเรื่องที่น่าติดตาม

ความสำคัญของ “ปราสาทตาควาย”

ทำไม “ปราสาทตาควาย” ถึงมีความสำคัญ? เพราะมันไม่ใช่แค่โบราณสถาน แต่มันคือสัญลักษณ์ของแผ่นดินไทย การรักษาไว้ซึ่งอธิปไตยและผลประโยชน์ของชาติเป็นสิ่งที่ทุกคนควรให้ความสำคัญ

การออกมาเคลื่อนไหวและแสดงความเห็นของ “แม่ทัพกุ้ง” ในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความห่วงใยและความมุ่งมั่นที่จะปกป้องแผ่นดินไทย แม้ว่าสถานการณ์ชายแดนจะมีความละเอียดอ่อน แต่การแสดงจุดยืนที่ชัดเจนเป็นสิ่งสำคัญ

การเตรียมเปิดมูลนิธิช่วยเหลือครอบครัวทหารก็เป็นอีกหนึ่งเรื่องที่น่าชื่นชม เพราะเป็นการตอบแทนผู้ที่เสียสละเพื่อชาติบ้านเมือง การช่วยเหลือลูกหลานของทหารที่ด้อยโอกาสเป็นการสร้างขวัญและกำลังใจให้กับผู้ที่ปฏิบัติหน้าที่อย่างกล้าหาญ

ดังนั้น การให้ความสนใจและติดตามข่าวสารเกี่ยวกับสถานการณ์ชายแดนและการช่วยเหลือทหารจึงเป็นสิ่งที่ควรทำ เพื่อร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนและสร้างความเข้มแข็งให้กับประเทศชาติ หากมีความคืบหน้าเกี่ยวกับเรื่อง “ปราสาทตาควาย” หรือการจัดตั้งมูลนิธิ จะนำมาอัปเดตให้ทราบต่อไป

ที่มา – “แม่ทัพกุ้ง” ยืนยัน “ปราสาทตาควาย” เป็นของไทย พร้อมเตรียมเปิดมูลนิธิช่วยครอบครัวทหาร

ชายแดนโคกสูงวันนี้: สถานการณ์ยังสงบ

สถานการณ์บริเวณชายแดน อ.โคกสูง ในวันนี้ยังคงเป็นไปอย่างสงบ กองกำลังบูรพาได้ใช้โดรนในการสำรวจบริเวณชายแดนบ้านหนองจานและบ้านหนองหญ้าแก้ว ไม่พบความผิดปกติใดๆ รวมถึงไม่มีทหารกัมพูชาออกมาในลักษณะที่สร้างความกังวลเหมือนเช่นที่ผ่านมา

เมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน 2568 เจ้าหน้าที่กองกำลังบูรพาได้ปฏิบัติภารกิจลาดตระเวนทางอากาศ โดยใช้โดรนบินสำรวจพื้นที่ชายแดน บริเวณบ้านหนองหญ้าแก้วและบ้านหนองจาน ตำบลโนนหมากมุ่น อำเภอโคกสูง จังหวัดสระแก้ว ซึ่งเป็นพื้นที่ติดกับประเทศกัมพูชา การลาดตระเวนนี้มีจุดประสงค์เพื่อติดตามความเคลื่อนไหวและประเมินสถานการณ์ความมั่นคงในภาพรวม

ผลจากการบินสำรวจในช่วงเช้า พบว่าไม่มีเจ้าหน้าที่ทหารกัมพูชาออกมาแสดงท่าทีใดๆ ที่เป็นการบันทึกภาพหรือรายงานสถานการณ์ฝั่งไทย อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่กัมพูชายังคงประจำจุดตามปกติบริเวณเพิงพัก เพื่อปฏิบัติหน้าที่ดูแลรักษาความสงบเรียบร้อยในพื้นที่ของตนเอง

ในส่วนของบรรยากาศฝั่งกัมพูชา โดยเฉพาะหมู่บ้านที่อยู่ตรงข้ามกับบ้านหนองหญ้าแก้วและบ้านหนองจานเป็นไปด้วยความสงบเรียบร้อย ไม่มีการเคลื่อนไหวหรือการรวมตัวของประชาชนที่ผิดปกติ ชาวบ้านยังคงดำเนินชีวิตประจำวันตามปกติ

เจ้าหน้าที่กองกำลังบูรพายังคงเฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์ในพื้นที่อย่างใกล้ชิด มีการรายงานความเคลื่อนไหวที่อาจส่งผลกระทบต่อความมั่นคงอย่างต่อเนื่อง โดยภาพรวมของสถานการณ์บริเวณชายแดน อ.โคกสูง ช่วงบ้านหนองหญ้าแก้วและบ้านหนองจานนั้น ยังคงอยู่ในสภาวะที่สงบ ไม่พบเหตุการณ์ผิดปกติหรือความเคลื่อนไหวที่ก่อให้เกิดความตึงเครียด

ชายแดน อ.โคกสูง สถานการณ์ยังสงบ

ถึงแม้สถานการณ์ชายแดน อ.โคกสูง ในช่วงนี้จะสงบ แต่กองกำลังบูรพาก็ยังคงปฏิบัติหน้าที่อย่างเข้มงวด มีการลาดตระเวนอย่างต่อเนื่องเพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยและป้องกันเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันที่อาจเกิดขึ้นได้ การใช้โดรนในการลาดตระเวนทางอากาศเป็นวิธีการที่มีประสิทธิภาพในการเฝ้าระวังพื้นที่ชายแดนที่กว้างขวาง ทำให้สามารถตรวจจับความเคลื่อนไหวผิดปกติได้รวดเร็วและแม่นยำ

การลาดตระเวนทางอากาศบริเวณชายแดน อ.โคกสูง

การลาดตระเวนทางอากาศด้วยโดรนเป็นส่วนหนึ่งของมาตรการรักษาความปลอดภัยชายแดนที่กองกำลังบูรพาใช้เพื่อประเมินสถานการณ์และรักษาความสงบเรียบร้อยในพื้นที่ การใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยในการปฏิบัติงานทำให้เจ้าหน้าที่สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น และสามารถตอบสนองต่อสถานการณ์ต่างๆ ได้อย่างทันท่วงที

นอกจากนี้ การปรากฏตัวของเจ้าหน้าที่กัมพูชาบริเวณชายแดนก็เป็นสิ่งที่ต้องจับตาดูอย่างใกล้ชิด ถึงแม้ในวันนี้จะไม่มีการบันทึกภาพหรือรายงานสถานการณ์ฝั่งไทยเหมือนเช่นที่ผ่านมา แต่การเฝ้าระวังอย่างต่อเนื่องเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อป้องกันปัญหาที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต

  • การลาดตระเวนอย่างต่อเนื่อง
  • การใช้เทคโนโลยีในการเฝ้าระวัง
  • การประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

สถานการณ์ที่ชายแดน อ.โคกสูง อาจมีการเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา ดังนั้นการติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิดและการเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ต่างๆ เป็นสิ่งสำคัญ เพื่อความปลอดภัยของประชาชนและรักษาความมั่นคงของประเทศ

การที่สถานการณ์ในวันนี้ยังคงสงบเป็นผลมาจากความร่วมมือและการปฏิบัติหน้าที่อย่างเข้มแข็งของเจ้าหน้าที่ทุกฝ่าย อย่างไรก็ตาม เราไม่ควรประมาทและควรติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดต่อไป

ที่มา – ชายแดน อ.โคกสูง สถานการณ์ยังสงบ ไม่พบ “ทหารกัมพูชา” ยืนสอดแนม-ถ่ายรูปฝั่งไทย

“อนุทิน” ขอโทษ สื่อสารบอกไทยรุกล้ำกัมพูชา

จากกรณีที่นายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล ได้กล่าวถึงสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา จนเกิดความเข้าใจผิด ล่าสุดได้ออกมาขอโทษประชาชนถึงความบกพร่องในการสื่อสาร พร้อมยืนยันว่าจะระมัดระวังไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้อีก นอกจากนี้ยังกล่าวถึงประเด็นอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศและความมั่นคงของชาติ

เมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2568 ณ ท่าอากาศยานทหาร 2 กองบิน 6 ดอนเมือง นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้กล่าวถึงสถานการณ์บ้านหนองจาน และหนองหญ้าแก้ว จังหวัดสระแก้ว โดยขอบคุณทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องที่ได้ลงพื้นที่ติดตามและดูแลสถานการณ์ พร้อมยืนยันว่าจะใช้วิธีการทุกอย่าง ทั้งด้านความมั่นคงและการเจรจาตามกรอบ เพื่อให้ประเทศไทยผ่านพ้นสถานการณ์และเกิดสันติสุข

นายอนุทิน กล่าวว่า ส่วนที่มีการพูดถึงเรื่องรุกล้ำเขตแดน ตนต้องขออภัยพี่น้องประชาชนจริง ๆ ตนโทษตัวเองว่า มีความผิดพลาด และบกพร่องในเรื่องของการสื่อสารต่อประชาชน และจะระมัดระวังไม่ให้เกิดความบกพร่องในการสื่อสารเกิดขึ้นอีกในอนาคต “อนุทิน” ขอโทษ สื่อสารบอกไทยรุกล้ำกัมพูชา

“ผมต้องขออภัยที่ทำให้หลายท่าน เกิดความระแวงสงสัย แต่ขอยืนยันว่า ไม่มีทางที่ประเทศไทยเราจะเสียดินแดน เสียอธิปไตย เสียเกียรติภูมิ เสียศักดิ์ศรี และพี่น้องประชาชนทุกคนต้องมีความปลอดภัย จากข้อพิพาทระหว่าง 2 ประเทศ ผมจะไม่ยอมให้เกิดความสูญเสีย เพิ่มขึ้นอีกเป็นอันขาด” นายกรัฐมนตรี กล่าว

ผู้สื่อข่าวได้สอบถามถึงประเด็นต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับความสัมพันธ์ระหว่างไทย-กัมพูชา รวมถึงเรื่องการจัดซื้อยุทธภัณฑ์ของกองทัพ โดยนายอนุทินได้ให้คำตอบในแต่ละประเด็นอย่างชัดเจน

“อนุทิน” ขอโทษ สื่อสารบอกไทยรุกล้ำกัมพูชา

ประเด็นสำคัญที่นายอนุทินเน้นย้ำคือเรื่องการสื่อสารที่ผิดพลาด จนทำให้ประชาชนเกิดความเข้าใจผิดว่าประเทศไทยรุกล้ำเขตแดนกัมพูชา ซึ่งท่านได้กล่าวขอโทษและให้คำมั่นสัญญาว่าจะระมัดระวังไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้อีก

นอกจากนี้ ยังมีประเด็นที่น่าสนใจอื่น ๆ ได้แก่

  • การถอนอาวุธหนักออกจากชายแดน: ทั้งไทยและกัมพูชาได้ตกลงที่จะถอนอาวุธหนักออกจากชายแดน เพื่อลดความตึงเครียดและสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจ
  • การเปิดด่านชายแดน: รัฐบาลจะพิจารณาเรื่องการเปิดด่านชายแดน โดยคำนึงถึงความปลอดภัยและความมั่นคงเป็นสำคัญ และจะรับฟังความคิดเห็นของประชาชน
  • ผู้ขอลี้ภัย: เรื่องของผู้ขอลี้ภัยจะได้รับการพิจารณาตามกฎกติกาสากล โดยคำนึงถึงสถานการณ์และความร่วมมือจากฝ่ายกัมพูชา

กรณีข้อผิดพลาดในการสื่อสารที่ทำให้เกิดความเข้าใจผิดว่า “อนุทิน” ขอโทษ สื่อสารบอกไทยรุกล้ำกัมพูชา นั้น เป็นบทเรียนสำคัญที่แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการสื่อสารที่ถูกต้องและชัดเจน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศและความมั่นคงของชาติ รัฐบาลจะต้องให้ความสำคัญกับการสื่อสารอย่างรอบคอบ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความเข้าใจผิดและสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน

สิ่งที่ “อนุทิน” กล่าวถึงเรื่อง “อนุทิน” ขอโทษ สื่อสารบอกไทยรุกล้ำกัมพูชา

นายอนุทินได้ออกมาแสดงความรับผิดชอบต่อความผิดพลาดในการสื่อสารที่ทำให้เกิดความเข้าใจผิดเกี่ยวกับสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา

พลโท อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม ได้กล่าวเสริมว่า สิ่งที่นายกรัฐมนตรีได้อธิบาย เป็นขั้นตอนของการพูดคุยตามที่นายกรัฐมนตรีได้ลงนามในเอกสารถ้อยแถลงผลการพบหารือระหว่างนายกรัฐมนตรีราชอาณาจักรไทย และนายกรัฐมนตรีราชอาณาจักรกัมพูชา ที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย

เหตุการณ์นี้แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการสื่อสารที่ชัดเจนและถูกต้อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศและความมั่นคงของชาติ ความผิดพลาดในการสื่อสารอาจนำไปสู่ความเข้าใจผิดและความตึงเครียดระหว่างประเทศได้ ดังนั้น รัฐบาลจึงต้องให้ความสำคัญกับการสื่อสารอย่างรอบคอบและรับผิดชอบ

โดยสรุปแล้ว เหตุการณ์นี้เป็นเครื่องเตือนใจให้ทุกฝ่ายตระหนักถึงความสำคัญของการสื่อสารที่ถูกต้องและแม่นยำ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเด็นที่ละเอียดอ่อนและมีความสำคัญต่อความมั่นคงของชาติ นอกจากนี้ ยังแสดงให้เห็นถึงความสำคัญของความโปร่งใสและความรับผิดชอบของผู้บริหารประเทศในการสื่อสารกับประชาชน

การขอโทษของนายอนุทิน ถือเป็นการแสดงความรับผิดชอบต่อความผิดพลาดที่เกิดขึ้น และเป็นการสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนว่ารัฐบาลจะมุ่งมั่นในการแก้ไขปัญหาและสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับประเทศเพื่อนบ้านต่อไป

ที่มา – “อนุทิน” ขอโทษ สื่อสารบอกไทยรุกล้ำกัมพูชา-ไม่เคยได้ยินกองทัพขอบริจาคยุทธภัณฑ์

เชิดชูเกียรติ จ.ส.อ.พลพร นักรบมะเขือ สู้จนวินาทีสุดท้าย

เรื่องราวสุดอาลัยของ “จ.ส.อ.พลพร ทาบรรหาร” นักรบภูมะเขือจากกาฬสินธุ์ ผู้ป่วยมะเร็งระยะสุดท้ายแต่ยังคงมุ่งมั่นทำหน้าที่เพื่อแผ่นดินไทยจนลมหายใจสุดท้าย

เชิดชูเกียรติ จ.ส.อ.พลพร นักรบภูมะเขือ ผู้เสียสละเพื่อชาติ

เมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานถึงการจัดพิธีบำเพ็ญกุศลศพ จ.ส.อ.พลพร ทาบรรหาร อายุ 42 ปี ทหารกล้าสังกัดกองร้อยอาวุธเบาที่ 1 กองพันทหารราบที่ 2 กรมทหารราบที่ 16 ค่ายบดินทรเดชา จ.ยโสธร ที่บ้านเกิดใน ม.9 ต.นามะเขือ อ.สหัสขันธ์ จ.กาฬสินธุ์

จ.ส.อ.พลพร เสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งตับ หลังจากปฏิบัติหน้าที่อย่างกล้าหาญที่ภูมะเขือ ในเหตุการณ์ปะทะตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา แม้จะทราบว่าตนเองป่วยเป็นมะเร็งระยะสุดท้าย แต่ก็ยังคงยืนหยัดปฏิบัติหน้าที่ปกป้องผืนแผ่นดินไทยจนถึงที่สุด

บรรยากาศในงานศพเต็มไปด้วยความโศกเศร้า มีญาติพี่น้อง เพื่อนบ้าน ข้าราชการทหาร กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน มาร่วมงานและแสดงความเสียใจต่อการจากไปของวีรบุรุษผู้เสียสละ

นางหนูพลอย ทาบรรหาร ผู้เป็นแม่เล่าว่า ลูกชายรับราชการทหารมากว่า 20 ปี มีภรรยาและลูกชายที่กำลังศึกษาอยู่ที่ จ.ยโสธร จ.ส.อ.พลพร จับได้ใบแดงและเข้ารับราชการทหาร ก่อนจะสอบเป็นนายสิบและประจำการอยู่ที่ จ.ยโสธร

การเสียสละของ จ.ส.อ.พลพร นักรบภูมะเขือ

ก่อนเกิดเหตุปะทะตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา จ.ส.อ.พลพร ได้เข้ารับการตรวจร่างกายและพบก้อนเนื้อที่ตับ ซึ่งแพทย์วินิจฉัยว่าเป็นมะเร็งตับระยะที่ 3-4 หรือระยะสุดท้ายแล้ว แม้จะมีอาการปวดท้องบ้าง แต่ จ.ส.อ.พลพร ไม่เคยปริปากบ่นให้ใครได้ยิน เนื่องจากเป็นคนที่มีความอดทนสูงและไม่ต้องการแสดงความอ่อนแอให้ใครเห็น

ในช่วงระหว่างวันที่ 24-28 กรกฎาคม 2568 ซึ่งเกิดการปะทะกัน จ.ส.อ.พลพร ได้บอกกับแม่ว่าจะขอทำหน้าที่เพื่อประเทศชาติให้ถึงที่สุด และจะดูแลทีมงานที่สู้รบด้วยกันให้ดีที่สุดที่ภูมะเขือ แม้แม่จะขอให้กลับมารักษาตัว แต่ จ.ส.อ.พลพร ก็ยืนยันที่จะปฏิบัติหน้าที่จนกว่าเหตุการณ์จะสงบ โดยกล่าวว่าหากต้องตาย ก็ขอตายในชุดทหารออกรบ

หลังจากสถานการณ์คลี่คลาย จ.ส.อ.พลพร จึงได้เดินทางไปรักษาตัวที่โรงพยาบาลสมเด็จ อ.สมเด็จ จ.กาฬสินธุ์ และเสียชีวิตอย่างสงบเมื่อวันที่ 31 ตุลาคม 2568

นางหนูพลอยกล่าวว่า แม้จะเสียใจกับการจากไปของลูกชาย แต่ก็ภูมิใจที่ลูกชายได้ทำหน้าที่เสียสละเพื่อประเทศชาติ ปกป้องความปลอดภัยของคนไทยจนถึงวินาทีสุดท้าย โดยไม่ห่วงชีวิตของตนเอง และให้ความสำคัญกับประเทศชาติและเพื่อนร่วมทีมมากกว่า

ทางครอบครัวจะจัดพิธีบำเพ็ญกุศลตามประเพณี และมีพิธีฌาปนกิจในวันที่ 3 พฤศจิกายน 2568

นางหนูพลอยยังกล่าวขอบคุณหน่วยทหารต้นสังกัด ผู้บังคับบัญชา เพื่อนทหาร รุ่นน้อง เจ้าหน้าที่ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และฝ่ายปกครองอำเภอสหัสขันธ์ ที่ให้ความช่วยเหลือในการจัดงานศพ จ.ส.อ.พลพร เป็นอย่างดี

สิบเอกธีระพงษ์ ประทุม ทหารรุ่นน้องในทีม กล่าวว่า ภูมิใจที่ได้ร่วมงานและร่วมสู้รบกับ จ.ส.อ.พลพร ซึ่งเป็นทั้งพี่ชาย หัวหน้าทีม และเพื่อนที่ดูแลน้องๆ ร่วมทุกข์ร่วมสุขกันมา และได้ทำหน้าที่เพื่อชาติบ้านเมืองอย่างเต็มความสามารถ ไม่ทิ้งเพื่อน ไม่ทิ้งน้อง แม้ตนเองจะเจ็บป่วย ซึ่งตนและเพื่อนๆ จะไม่มีวันลืมความดีของ จ.ส.อ.พลพร

เรื่องราวของ จ.ส.อ.พลพร นักรบภูมะเขือ เป็นเครื่องเตือนใจให้เราเห็นถึงความเสียสละและความกล้าหาญของทหารไทย ที่พร้อมจะปกป้องผืนแผ่นดินไทยด้วยชีวิต

ขอสดุดีวีรกรรมของ จ.ส.อ.พลพร ทาบรรหาร ผู้ที่เสียสละทั้งชีวิตเพื่อชาติไทย และขอเป็นกำลังใจให้กับครอบครัวของท่าน

ที่มา – เชิดชูเกียรติ “จ.ส.อ.พลพร” นักรบภูมะเขือ ป่วยมะเร็งระยะสุดท้ายแต่ขอสู้เพื่อแผ่นดินไทย

Scroll to top