ชายแดนไทยกัมพูชา

“บิ๊กดุลย์” ลุยชายแดนตราด–จันทบุรี พิทักษ์อธิปไตย

รมช.กลาโหม ลงพื้นที่ตรวจแนวชายแดนตะวันออก สักการะพระเจ้าตาก–กรมหลวงชุมพร สร้างขวัญกำลังใจทหารนาวิกโยธิน ย้ำภารกิจพิทักษ์แผ่นดินคือเกียรติสูงสุดของชายชาติทหาร

วันนี้ 23 ต.ค. 68 พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม นำคณะลงพื้นที่จังหวัดตราด ตรวจเยี่ยมกองกำลังป้องกันชายแดนจันทบุรี–ตราด (กปช.จต.นย.) เพื่อรับฟังรายงานภารกิจด้านความมั่นคงในพื้นที่แนวชายแดนไทย–กัมพูชา พร้อมให้โอวาทสร้างขวัญกำลังใจแก่ทหารที่ปฏิบัติหน้าที่แนวหน้า

ก่อนเข้าสู่ภารกิจตรวจเยี่ยม พล.ท.อดุลย์ได้ถวายสักการะพระบรมรูปสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช และกรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ เพื่อความเป็นสิริมงคล จากนั้นมอบสิ่งของบำรุงขวัญแก่กำลังพลในพื้นที่ เพื่อแสดงความห่วงใยและขอบคุณในความเสียสละของเหล่าทหารผู้ปกป้องแผ่นดิน

ภายหลังรับฟังบรรยายสรุปจาก พล.ร.ต.วีระชัย หลีค้า และ พล.ร.ต.ชรัมม์ภากร พรหมภากร รองผู้บัญชาการกองกำลังฯ รมช.กลาโหมได้เดินทางต่อไปยังหน่วยเฉพาะกิจนาวิกโยธินจังหวัดตราด ตรวจเยี่ยมพื้นที่จริงเพื่อประเมินสถานการณ์ความมั่นคงชายแดนอย่างใกล้ชิด

พล.ท.อดุลย์ กล่าวย้ำต่อหน้ากำลังพลว่า “ชาติ หมายถึง แผ่นดิน ประชาชน และอธิปไตย เราจะปกป้องสิ่งเหล่านี้ด้วยเกียรติของทหารไทย ขอให้ทุกนายภาคภูมิใจในหน้าที่ เพราะเรากำลังรักษามรดกของพระมหากษัตริย์ไว้ด้วยชีวิต”

ภารกิจในครั้งนี้ สะท้อนความมุ่งมั่นของกระทรวงกลาโหมในการธำรงบูรณภาพแห่งดินแดน คุ้มครองความปลอดภัยของประชาชน และเสริมสร้างความร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้านภายใต้หลักมนุษยธรรม เพื่อสันติภาพและความมั่นคงอย่างยั่งยืนของภูมิภาค

“บิ๊กดุลย์” ลุยชายแดนตราด–จันทบุรี ปลุกขวัญทหาร “พิทักษ์อธิปไตยไทยด้วยเกียรติ

การลงพื้นที่ชายแดนตราด-จันทบุรีของ “บิ๊กดุลย์” ในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการพิทักษ์อธิปไตยไทยด้วยเกียรติ ถือเป็นภารกิจที่ทหารทุกนายต้องตระหนักและยึดมั่น

ความสำคัญของการ “บิ๊กดุลย์” ลุยชายแดนตราด–จันทบุรี ปลุกขวัญทหาร “พิทักษ์อธิปไตยไทยด้วยเกียรติ

การที่รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหมลงพื้นที่ด้วยตนเองนั้นมีความสำคัญอย่างยิ่ง ด้วยเหตุผลหลายประการดังนี้:

  • สร้างขวัญและกำลังใจ: การปรากฏตัวของผู้บังคับบัญชาระดับสูงเป็นการแสดงให้เห็นว่ารัฐบาลให้ความสำคัญกับทหารที่ปฏิบัติหน้าที่ในแนวหน้า ช่วยให้พวกเขามีกำลังใจในการปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มกำลัง
  • รับทราบปัญหาโดยตรง: การลงพื้นที่ทำให้รัฐมนตรีสามารถรับฟังปัญหาและความท้าทายที่ทหารในพื้นที่กำลังเผชิญอยู่ได้โดยตรง ซึ่งเป็นข้อมูลที่สำคัญในการวางแผนและแก้ไขปัญหา
  • ประเมินสถานการณ์: การตรวจเยี่ยมพื้นที่จริงช่วยให้รัฐมนตรีสามารถประเมินสถานการณ์ความมั่นคงชายแดนได้อย่างแม่นยำ และสามารถตัดสินใจได้อย่างเหมาะสม

การที่ พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ มอบสิ่งของบำรุงขวัญแก่กำลังพล แสดงให้เห็นถึงความห่วงใยที่รัฐบาลมีต่อทหารผู้เสียสละ นอกจากนี้ การสักการะพระบรมรูปสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช และกรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ ยังเป็นการสร้างความเป็นสิริมงคลและเป็นขวัญกำลังใจให้กับทหารอีกด้วย

ภารกิจของทหารในการพิทักษ์อธิปไตยไทยด้วยเกียรตินั้น มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อความมั่นคงของชาติ ทหารทุกนายต้องตระหนักถึงความรับผิดชอบอันยิ่งใหญ่นี้ และปฏิบัติหน้าที่ด้วยความเสียสละและกล้าหาญ

การพิทักษ์อธิปไตยไทยด้วยเกียรติ ไม่ได้หมายถึงแค่การป้องกันการรุกรานจากภายนอกเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการรักษาความสงบเรียบร้อยภายในประเทศ การป้องกันอาชญากรรมข้ามชาติ และการช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนอีกด้วย

ดังนั้น ทหารทุกนายจึงต้องมีความพร้อมทั้งทางร่างกายและจิตใจ มีวินัยที่เข้มแข็ง และมีความรู้ความสามารถในการปฏิบัติหน้าที่อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อให้สามารถพิทักษ์อธิปไตยไทยด้วยเกียรติได้อย่างสมบูรณ์

เราทุกคนควรตระหนักถึงความเสียสละของทหารที่ปฏิบัติหน้าที่อย่างแข็งขันเพื่อปกป้องประเทศชาติ และให้การสนับสนุนพวกเขาในทุกวิถีทาง เพื่อให้พวกเขามีกำลังใจในการปฏิบัติหน้าที่อันสำคัญยิ่งนี้ต่อไป

ที่มา – “บิ๊กดุลย์” ลุยชายแดนตราด–จันทบุรี ปลุกขวัญทหาร “พิทักษ์อธิปไตยไทยด้วยเกียรติ

ปิดประชุม JBC ไทย-กัมพูชา อย่างราบรื่น แม้ล่าช้า

การประชุม JBC ไทย-กัมพูชา สมัยวิสามัญปิดฉากลงอย่างราบรื่น แม้จะล่าช้ากว่ากำหนดถึง 8 ชั่วโมง โดยทั้งสองฝ่ายได้ร่วมลงนามในบันทึกผลการประชุม JBC วาระพิเศษในช่วงเที่ยงคืนกว่า สรุปผลการหารือเห็นพ้องให้มีการแก้ไข TOR 2003 และเร่งสำรวจพร้อมจัดทำหลักเขตแดนระหว่างหลักเขตแดนที่ 42 และ 47 บริเวณบ้านหนองจาน-บ้านหนองหญ้าแก้ว พร้อมนัดหมายการประชุมครั้งต่อไปในช่วงสัปดาห์แรกของเดือนมกราคม 2569 ณ จังหวัดเสียมราฐ ประเทศกัมพูชา

ความคืบหน้าล่าสุดเกี่ยวกับสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศพิธีปิดการประชุมคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม (JBC) ไทย-กัมพูชา สมัยวิสามัญเมื่อเวลา 00.12 น. ของวันที่ 23 ตุลาคม 2568 ซึ่งประเทศไทยเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมเป็นเวลา 2 วัน (21-22 ตุลาคม 2568) ณ โรงแรมมณีจันท์รีสอร์ท จังหวัดจันทบุรี โดยประธานของทั้งสองฝ่ายยังคงเป็นบุคคลเดิม ได้แก่ นายประศาสน์ ประศาสน์วินิจฉัย อดีตเอกอัครราชทูตไทยประจำกรุงพนมเปญ เป็นประธานฝ่ายไทย และนายฬำ เจีย รัฐมนตรีรับผิดชอบกิจการชายแดนและหัวหน้าสำนักงานเลขาธิการกิจการชายแดนแห่งชาติกัมพูชา เป็นประธานฝ่ายกัมพูชา

บรรยากาศการประชุม JBC ไทย-กัมพูชา

บรรยากาศการประชุมเป็นไปด้วยความราบรื่น ทั้งสองฝ่ายได้สรุปผลการหารือและร่วมกันลงนามในบันทึกผลการประชุม JBC วาระพิเศษ พร้อมทั้งมอบของที่ระลึกแก่กันก่อนปิดการประชุมและถ่ายภาพร่วมกัน

ผลสรุปของการประชุมในครั้งนี้เป็นไปภายใต้บรรยากาศแห่งมิตรภาพและความเข้าใจอันดี โดยมีประเด็นสำคัญที่ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องกันดังนี้:

  • มอบหมายให้คณะอนุกรรมาธิการเทคนิคร่วม (JTSC) ดำเนินการสร้างหลักเขตแดนใหม่เพื่อทดแทนหลักเขตแดนเดิมที่ชำรุดหรือสูญหายจำนวน 15 หลัก โดยให้กลับคืนสู่ที่ตั้งและตำแหน่งเดิม
  • ตกลงที่จะจัดทำหลักเขตแดนเพื่อเปลี่ยนหรือทดแทนหลักเขตแดนเดิมที่จมน้ำจำนวน 3 หลัก โดยจะกำหนดตำแหน่งที่ตั้งใหม่ร่วมกันในภายหลัง
  • เห็นพ้องให้เร่งรัดการแก้ไข Terms of Reference 2003 (TOR 2003) เกี่ยวกับการจัดทำแผนที่ภาพถ่าย (Orthophoto Maps) เพื่อนำเทคโนโลยีใหม่ เช่น Light Detection and Ranging (LiDAR) มาใช้ในการจัดทำแผนที่ภาพถ่าย เพื่อให้การสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนเป็นไปอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ
  • เกี่ยวกับการสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนระหว่างหลักเขตแดนที่ 42 ถึง 47 บริเวณบ้านหนองจานและบ้านหนองหญ้าแก้ว:
    • ทั้งสองฝ่ายตกลงที่จะหารือเพื่อให้ได้ข้อสรุปเกี่ยวกับคำแนะนำทางเทคนิค (TI) สำหรับการสำรวจและวางหมุดชั่วคราวในพื้นที่ภูมิประเทศที่มีความเร่งด่วนในบริเวณหลักเขตแดนที่ 42 ถึง 47
    • เมื่อทั้งสองฝ่ายดำเนินการสำรวจและวางหมุดชั่วคราวเสร็จสิ้นแล้ว จะนำผลการสำรวจดังกล่าวเสนอต่อรัฐบาลเพื่อขอความเห็นชอบ เพื่อกำหนดกลไกที่เหมาะสมสำหรับการปรับการถือครองที่ดินของทั้งสองฝ่ายต่อไป
    • การวางหมุดชั่วคราวนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อการสำรวจเท่านั้น และจะไม่กระทบต่อสิทธิของไทยและกัมพูชาในเรื่องเขตแดนทางบกตามกฎหมายระหว่างประเทศ
    • ทั้งสองฝ่ายตกลงจะกำชับให้หน่วยงานท้องถิ่น ทั้งฝ่ายทหารและพลเรือน รับประกันความปลอดภัยให้กับชุดสำรวจจากทุ่นระเบิด ตามข้อ 3 ของ MOU 2543 และเพื่อให้ชุดสำรวจสามารถปฏิบัติงานได้โดยปราศจากการขัดขวางและการยั่วยุที่อาจส่งผลให้เกิดความตึงเครียดเพิ่มเติมในบริเวณดังกล่าว
การหารือในการประชุม JBC ไทย-กัมพูชา

นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายยังเห็นพ้องที่จะจัดการประชุม JBC ครั้งต่อไปในสัปดาห์แรกของเดือนมกราคม 2569 ที่เมืองเสียมราฐ ประเทศกัมพูชา

แม้ว่าการประชุมในครั้งนี้จะล่าช้ากว่ากำหนดถึง 8 ชั่วโมง เนื่องจากปัญหาด้านเอกสารและความละเอียดอ่อนของประเด็นชายแดนที่ต้องมีการพิจารณาอย่างรอบคอบเพื่อให้การบันทึกการประชุมมีความชัดเจนและถูกต้อง แต่ผลลัพธ์ที่ได้ก็เป็นที่น่าพอใจ

คณะผู้แทนไทยและกัมพูชาร่วมการประชุม JBC

ปิดประชุม JBC ไทย-กัมพูชา ครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของทั้งสองประเทศในการแก้ไขปัญหาชายแดนอย่างสันติวิธีและสร้างความเข้าใจอันดีระหว่างกัน การหารือและการตกลงในประเด็นต่างๆ ที่เกิดขึ้นในการประชุมถือเป็นก้าวสำคัญในการเสริมสร้างความสัมพันธ์และความร่วมมือระหว่างไทยและกัมพูชาให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น

ปิดประชุม JBC ไทย-กัมพูชา

สิ่งที่น่าสนใจจากการ ปิดประชุม JBC ไทย-กัมพูชา ครั้งนี้คือการที่ทั้งสองฝ่ายให้ความสำคัญกับการนำเทคโนโลยีใหม่ๆ เข้ามาใช้ในการสำรวจและจัดทำหลักเขตแดน ซึ่งจะช่วยให้กระบวนการดังกล่าวเป็นไปอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ การที่ทั้งสองฝ่ายตกลงที่จะร่วมกันแก้ไขปัญหาหลักเขตแดนที่ชำรุดหรือสูญหายแสดงให้เห็นถึงความตั้งใจจริงในการแก้ไขปัญหาชายแดนอย่างยั่งยืน

ความสำคัญของการปิดประชุม JBC ไทย-กัมพูชา

การปิดประชุม JBC ไทย-กัมพูชา ส่งผลดีต่อความสัมพันธ์ของทั้งสองประเทศ การพูดคุยอย่างเปิดอกและความเข้าใจซึ่งกันและกัน เป็นพื้นฐานสำคัญที่จะนำไปสู่ความร่วมมือในด้านอื่นๆ มากยิ่งขึ้น และอาจเป็นแบบอย่างที่ดีให้แก่การแก้ไขข้อพิพาทระหว่างประเทศอื่นๆ ได้อีกด้วย

ที่มา – ปิดประชุม JBC ไทย-กัมพูชา เผยหารืออย่างราบรื่น แม้จะล่าช้าไปเกือบ 8 ชั่วโมง

สระแก้วเริ่มสร้างบังเกอร์หลบภัย กองทุนหทัยทิพย์

สถานการณ์ชายแดนสระแก้วยังคงต้องเฝ้าระวัง กองทัพภาคที่ 1 สรุปภาพรวมเหตุการณ์ทั่วไปปกติ แต่ยังคงมีการสำรวจและเก็บกู้วัตถุระเบิดอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการปรับแผนรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างที่พักของทหารและเครือข่ายฝั่งกัมพูชาที่รุกล้ำเขตแดนไทย

เมื่อวันที่ 22 ตุลาคม 2568 กองทัพภาคที่ 1 รายงานสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา จังหวัดสระแก้ว พบว่าสถานการณ์ด้านความมั่นคงชายแดนยังคงมีประชาชนในพื้นที่แสดงออกถึงความรักชาติและหวงแหนอธิปไตย ส่วนฝั่งกัมพูชายังไม่มีการเคลื่อนไหวของมวลชนเพิ่มเติม

ที่บ้านเปรยจัน พบมวลชนพักคอยร่วมกับทหารและ ตชด. ประมาณ 20-25 คน ทำหน้าที่ตรวจการณ์และบันทึกภาพความเคลื่อนไหวจากฝั่งไทย เหตุการณ์โดยรวมยังคงเป็นปกติ

ภารกิจสำคัญในขณะนี้คือการเก็บกู้ทุ่นระเบิดในพื้นที่บ้านหนองจาน เพื่อสร้างความปลอดภัยให้กับประชาชน กกล.บูรพา โดยหน่วยเฉพาะกิจที่ 12 และกองพันทหารช่างที่ 2 ยังคงปฏิบัติงานร่วมกับหน่วยปฏิบัติการทุ่นระเบิดด้านมนุษยธรรม 1 ในการสำรวจและเก็บกู้วัตถุระเบิดอย่างต่อเนื่อง

ส่วนการรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างที่พักของทหารและเครือข่ายฝั่งกัมพูชาที่รุกล้ำเข้ามาในเขตแดนไทยนั้น ยังอยู่ในระหว่างการปรับแผนการดำเนินงาน

เริ่มสร้างบังเกอร์หลบภัย ภายใต้โครงการสนับสนุน “กองทุนหทัยทิพย์” ที่ชายแดนสระแก้ว

ไฮไลท์สำคัญของข่าวนี้คือการเริ่มสร้างบังเกอร์หลบภัย ภายใต้โครงการสนับสนุน “กองทุนหทัยทิพย์” ที่ชายแดนสระแก้ว ซึ่งเป็นโครงการที่กองทัพบกให้ความสำคัญ เพื่อความปลอดภัยของประชาชนในพื้นที่ชายแดน

กองกำลังบูรพา โดยกองพันทหารช่างที่ 2 ได้เริ่มดำเนินการโครงการนี้ตั้งแต่วันที่ 21 ตุลาคม 2568 โดยเริ่มจากการสร้างหลุมหลบภัยจำนวน 3 หลุม ในพื้นที่บ้านหนองจาน บ้านหนองหญ้าแก้ว และบ้านเขาลูกช้าง

นอกจากนี้ ยังมีการเริ่มสร้างบังเกอร์จำนวน 10 จุด ในพื้นที่อำเภอตาพระยาและอำเภอโคกสูง ปัจจุบันการก่อสร้างมีความคืบหน้าไปแล้วประมาณร้อยละ 10

ความคืบหน้าการเริ่มสร้างบังเกอร์หลบภัย ภายใต้โครงการสนับสนุน “กองทุนหทัยทิพย์” ที่ชายแดนสระแก้ว

การเริ่มสร้างบังเกอร์หลบภัย ภายใต้โครงการสนับสนุน “กองทุนหทัยทิพย์” ที่ชายแดนสระแก้ว ถือเป็นมาตรการสำคัญในการดูแลความปลอดภัยให้กับประชาชนในพื้นที่เสี่ยงภัย โครงการนี้จะช่วยให้ประชาชนมีที่หลบภัยที่มั่นคงและปลอดภัยในช่วงเวลาฉุกเฉิน

การดำเนินงานของกองทัพภาคที่ 1 และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการปกป้องอธิปไตยของชาติและการดูแลความปลอดภัยของประชาชนอย่างเต็มที่

การสร้างบังเกอร์และหลุมหลบภัยเหล่านี้ ไม่ได้เป็นเพียงแค่สิ่งปลูกสร้าง แต่เป็นสัญลักษณ์ของความห่วงใยและความพร้อมที่จะช่วยเหลือประชาชนในยามยากลำบาก

โครงการนี้เป็นการแสดงให้เห็นถึงความร่วมมือระหว่างกองทัพบกและกองทุนหทัยทิพย์ ในการสนับสนุนและพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่ชายแดน

การที่กองทัพบกให้ความสำคัญกับการเริ่มสร้างบังเกอร์หลบภัย ภายใต้โครงการสนับสนุน “กองทุนหทัยทิพย์” ที่ชายแดนสระแก้ว สะท้อนให้เห็นถึงความตระหนักถึงความสำคัญของความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนทุกคน

ในอนาคต คาดว่าจะมีการขยายผลโครงการนี้ไปยังพื้นที่ชายแดนอื่นๆ ที่มีความเสี่ยง เพื่อให้ประชาชนทุกคนได้รับการดูแลและปกป้องอย่างเท่าเทียมกัน

ที่มา – เริ่มสร้างบังเกอร์หลบภัย ภายใต้โครงการสนับสนุน “กองทุนหทัยทิพย์” ที่ชายแดนสระแก้ว

ผบ.ตร. สั่งยาแรงปราบสแกมเมอร์-แก๊งคอลฯ ก๊กอาน

“ผบ.ตร.” ลั่นใช้ “ยาแรง” ปราบสแกมเมอร์-คอลเซ็นเตอร์ข้ามชาติ หลังรัฐบาลยกระดับเป็นวาระแห่งชาติ ชงถอนสัญชาติเครือข่าย “ก๊กอาน” ยันหากพบนักการเมืองไทยเอี่ยว พร้อมทำคดีตรงไปตรงมา

วันที่ 21 ต.ค. 2568 เวลา 14.00น. ที่ ตร. พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) เปิดเผยภายหลังการเรียกประชุมด่วน เพื่อกำชับแนวทางป้องกันและปราบปราม “แก๊งสแกมเมอร์” และ “คอลเซ็นเตอร์ข้ามชาติ” หลังรัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ยกระดับให้เป็นวาระแห่งชาติ

พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ เปิดเผยว่า ได้เรียก พล.ต.อ.ธนา ชูวงศ์ รอง ผบ.ตร. ในฐานะหัวหน้าศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี และ พล.ต.อ.ธัชชัย ปิตะนีลาบุตร รอง ผบ.ตร. ในฐานะ ผอ.ศูนย์ปราบปรามการค้ามนุษย์และหน่วยที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุมเพื่อวางมาตรการร่วมกัน โดยเน้นย้ำให้เดินตามข้อสั่งการของนายกรัฐมนตรีอย่างเข้มข้น ทั้งในด้านการป้องกันและการปราบปราม

ผบ.ตร. ระบุว่า ที่ผ่านมา สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้ดำเนินการอย่างต่อเนื่อง โดยมีการประสานความร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้านหลายแห่ง โดยเฉพาะกัมพูชา พูดตรงๆเลยว่า ในยุคที่ พล.ต.อ.ธัชชัย รับผิดชอบได้มีการนำข้อมูลไปขอความร่วมมือในการปฏิบัติว่ามีข้อมูลเกี่ยวกับฐานปฏิบัติการ เรามีหมายจับที่ต้องขอความร่วมมือ แต่ได้รับความร่วมมือน้อยมาก ซึ่งตำรวจไม่ลดละความพยายาม แนวคิดที่เราทำในการปฏิบัติตามนโยบายและข้อสั่งการของนายกรัฐมนตรี คือการเร่งรัดกำหนดมาตรการที่จะเข้มข้นในการป้องกัน หรือวัคซีนไซเบอร์ ให้มากขึ้น เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันให้กับประชาชนควบคู่ไปกับการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง

“ตั้งแต่เดือนมีนาคมถึงพฤษภาคมที่ผ่านมา เราได้รับตัวผู้ต้องหากลับมาดำเนินคดีในประเทศไทยแล้ว 3 รอบ รวมกว่า 219 คน ซึ่งอยู่ระหว่างการพิจารณาในชั้นศาล โดยตำรวจไซเบอร์เป็นหน่วยรับผิดชอบหลัก” ผบ.ตร.กล่าว

นอกจากนี้ ยังมีการยกระดับศูนย์ปฏิบัติการและวอร์รูม ที่ พล.ต.อ.ธัชชัยฯ เคยดำเนินการไว้ ให้เป็นศูนย์ประสานความร่วมมือข้ามหน่วยงาน เพื่อรับมือปัญหาคอลเซ็นเตอร์และการค้ามนุษย์อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

เมื่อถูกถามว่ามาตรการใหม่นี้ถือเป็น “ยาแรง” ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติหรือไม่ หลังสังคมตั้งคำถามว่าไทยยังไม่เข้มข้นเท่ากับเกาหลีใต้หรือจีน ผบ.ตร. ชี้แจงว่าจริงๆ แล้วไทยทำมากกว่าหลายประเทศด้วยซ้ำ เพียงแต่ความร่วมมือจากเพื่อนบ้านบางประเทศ โดยเฉพาะกัมพูชายังมีข้อจำกัด แต่เราก็ยังเดินหน้ากดดันและขอร่วมปฏิบัติอย่างต่อเนื่อง ซึ่งก็เริ่มเห็นผลแล้วพร้อมกล่าวเพิ่มเติมว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างเสนอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณาถอนสัญชาติผู้เกี่ยวข้องกับเครือข่าย “ก๊กอาน” ซึ่งบางรายได้รับสัญชาติไทยไปก่อนหน้านี้ และมีการออกหมายจับและหมายแดงตามกระบวนการสากลแล้ว

ส่วนกรณีมีกระแสข่าวว่า “นักการเมืองไทย 7 ราย” มีส่วนเกี่ยวข้องกับเครือข่ายแก๊งสแกมเมอร์ในกัมพูชา ผบ.ตร.กล่าวว่า ขณะนี้ยังเป็นเพียงข้อมูลข่าวสารที่เผยแพร่ผ่านสื่อ ยังไม่มีการร้องทุกข์หรือพยานหลักฐานเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ยืนยันว่าตำรวจพร้อมดำเนินการตามกฎหมายอย่างตรงไปตรงมา หากมีพยานหลักฐานหรือการร้องทุกข์ตาม ป.วิอาญา เราจะไม่ละเว้นแน่นอน

ทั้งนี้ ผบ.ตร.ระบุว่าการขับเคลื่อนครั้งนี้ถือเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญ ที่จะทำให้นานาชาติเห็นความจริงและร่วมมือกันอย่างจริงจังในการปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติที่ส่งผลกระทบต่อคนทั่วโลก พร้อมย้ำว่าเป็น “นิมิตหมายที่ดี” ของความร่วมมือระดับภูมิภาคในการต่อสู้กับอาชญากรรมยุคใหม่

ผบ.ตร. ใช้ยาแรงปราบสแกมเมอร์-แก๊งคอลฯ ชงถอนสัญชาติเครือข่าย “ก๊กอาน”

สถานการณ์แก๊งคอลเซ็นเตอร์และสแกมเมอร์ยังคงเป็นปัญหาที่สร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชนอย่างต่อเนื่อง ล่าสุด ผบ.ตร. ใช้ยาแรงปราบสแกมเมอร์-แก๊งคอลฯ ชงถอนสัญชาติเครือข่าย “ก๊กอาน” เพื่อแก้ปัญหาอย่างจริงจัง หลังรัฐบาลประกาศให้เป็นวาระแห่งชาติ

มาตรการยาแรงของ ผบ.ตร. ในการปราบปรามสแกมเมอร์และแก๊งคอลเซ็นเตอร์

พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ได้สั่งการให้เร่งรัดมาตรการที่เข้มข้นในการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี โดยเน้นการสร้างภูมิคุ้มกันทางไซเบอร์ให้กับประชาชน ควบคู่ไปกับการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง นอกจากนี้ ยังมีการประสานความร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อติดตามจับกุมผู้กระทำผิดมาดำเนินคดี

หนึ่งในมาตรการสำคัญคือ การพิจารณาถอนสัญชาติผู้ที่เกี่ยวข้องกับเครือข่าย “ก๊กอาน” ซึ่งเป็นเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติที่เกี่ยวข้องกับการหลอกลวงออนไลน์ หากพบว่ามีนักการเมืองไทยเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้อง ก็จะดำเนินการตามกฎหมายอย่างตรงไปตรงมา

การดำเนินการของ ผบ.ตร. ใช้ยาแรงปราบสแกมเมอร์-แก๊งคอลฯ ชงถอนสัญชาติเครือข่าย “ก๊กอาน” ครั้งนี้ ถือเป็นสัญญาณที่ชัดเจนว่ารัฐบาลและสำนักงานตำรวจแห่งชาติให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมทางเทคโนโลยีอย่างจริงจัง และพร้อมที่จะดำเนินมาตรการที่เข้มข้นเพื่อปกป้องประชาชนจากภัยคุกคามทางออนไลน์

การที่ ผบ.ตร. ใช้ยาแรงปราบสแกมเมอร์-แก๊งคอลฯ ชงถอนสัญชาติเครือข่าย “ก๊กอาน” แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการแก้ไขปัญหาอย่างเด็ดขาดและจริงจัง อย่างไรก็ตาม การแก้ไขปัญหาดังกล่าวจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชน เพื่อร่วมกันสร้างสังคมออนไลน์ที่ปลอดภัยและน่าเชื่อถือ

การปราบปรามสแกมเมอร์และแก๊งคอลเซ็นเตอร์เป็นงานที่ท้าทาย แต่ด้วยความมุ่งมั่นและความร่วมมือจากทุกฝ่าย เราเชื่อว่าจะสามารถลดปัญหาอาชญากรรมทางเทคโนโลยี และสร้างสังคมที่ปลอดภัยยิ่งขึ้นสำหรับทุกคนได้

ที่มา – ผบ.ตร. ใช้ยาแรงปราบสแกมเมอร์-แก๊งคอลฯ ชงถอนสัญชาติเครือข่าย “ก๊กอาน”

กลล.บูรพา จัดระเบียบบ้านหนองจาน คืนความปลอดภัย

เปิดภารกิจกองกำลังบูรพาในการ จัดระเบียบบ้านหนองจาน เคลียร์พื้นที่ศูนย์อพยพกัมพูชาเดิมให้ปลอดภัยจากทุ่นระเบิดและสิ่งก่อสร้างต่างๆ เพื่อเตรียมคืนพื้นที่ให้เจ้าของคนไทยตัวจริง

วันที่ 21 ตุลาคม 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กองกำลังบูรพา โดยหน่วยเฉพาะกิจที่ 12 ได้สนธิกำลังนำเครื่องจักรกลหนักเข้าดำเนินการ จัดระเบียบบ้านหนองจาน ซึ่งเป็นพื้นที่ศูนย์อพยพชาวกัมพูชาเดิม ตั้งอยู่ในเขตอธิปไตยของประเทศไทย พื้นที่หมู่บ้านหนองจาน ตำบลโนนหมากมุ่น อำเภอโคกสูง จังหวัดสระแก้ว โดยพื้นที่ดังกล่าวตั้งอยู่ตรงข้ามกับบ้านโจกเจย อำเภอโอโจโลว จังหวัดบันเตียเมียนเจย ประเทศกัมพูชา

การเข้าปฏิบัติการครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อเคลียร์พื้นที่ให้ปลอดภัยจากทุ่นระเบิด และสิ่งก่อสร้างต่างๆ ที่อาจก่อให้เกิดอันตรายหรือเป็นอุปสรรคต่อการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ รวมถึงการเตรียมความพร้อมในการส่งมอบพื้นที่ให้กับชาวบ้านหนองจาน ซึ่งเป็นเจ้าของพื้นที่ที่แท้จริง โดยการดำเนินงานเป็นไปตามแผนการ จัดระเบียบบ้านหนองจาน เพื่อให้การใช้ประโยชน์พื้นที่เป็นไปอย่างถูกต้องและเกิดความมั่นคงในระยะยาว

ตั้งแต่ช่วงเช้าของวันนี้ เจ้าหน้าที่ได้นำเครื่องจักรหนักเข้าพื้นที่เพื่อทำการรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างเก่า กำจัดเศษวัสดุเหลือใช้ และปรับสภาพพื้นที่ให้ราบเรียบ โดยมีเจ้าหน้าที่ทหารและชุดเก็บกู้ทุ่นระเบิดร่วมตรวจสอบพื้นที่อย่างละเอียด เพื่อความปลอดภัยสูงสุดระหว่างปฏิบัติงาน

บรรยากาศโดยรอบเป็นไปด้วยความเรียบร้อย เจ้าหน้าที่ได้ตั้งจุดควบคุมการเข้าออกของบุคคลและยานพาหนะ เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้ไม่เกี่ยวข้องเข้าพื้นที่ระหว่างการทำงาน ขณะเดียวกัน มีเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองในพื้นที่ และผู้ใหญ่บ้านหนองจานร่วมสังเกตการณ์การดำเนินงานอย่างใกล้ชิด

ทั้งนี้ พื้นที่ดังกล่าวจะผ่านการจัดระเบียบและตรวจสอบความปลอดภัยโดยหน่วยที่เกี่ยวข้องอย่างรอบคอบ ก่อนจะมีการส่งมอบพื้นที่คืนให้กับชาวบ้านหนองจานในเร็วๆ นี้ เพื่อให้ประชาชนสามารถกลับมาใช้ประโยชน์ในที่ดินของตนเองได้อย่างถูกต้องตามสิทธิ์ และเพื่อสร้างความมั่นคงและยั่งยืนให้กับชุมชนชายแดนไทย–กัมพูชา

กลล.บูรพา จัดระเบียบบ้านหนองจาน เตรียมคืนพื้นที่ปลอดภัย

การดำเนินการในครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของกองกำลังบูรพาในการดูแลรักษาความมั่นคงตามแนวชายแดน และการให้ความสำคัญกับการคืนสิทธิให้แก่ประชาชนชาวไทย การ จัดระเบียบบ้านหนองจาน ไม่เพียงแต่เป็นการเคลียร์พื้นที่ แต่ยังเป็นการสร้างความเชื่อมั่นและความปลอดภัยให้กับประชาชนในพื้นที่อีกด้วย

เป้าหมายของการจัดระเบียบบ้านหนองจาน

  • เคลียร์พื้นที่ให้ปลอดภัยจากทุ่นระเบิดและสิ่งก่อสร้างอันตราย
  • ส่งมอบพื้นที่คืนให้ชาวบ้านหนองจาน
  • สร้างความมั่นคงและยั่งยืนให้กับชุมชนชายแดน

การ จัดระเบียบบ้านหนองจาน ถือเป็นภารกิจที่สำคัญอย่างยิ่งในการสร้างความมั่นคงและความปลอดภัยให้กับประชาชนในพื้นที่ชายแดน การคืนสิทธิในที่ดินทำกินให้กับชาวบ้านจะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของพวกเขาได้อย่างยั่งยืน และเป็นการส่งเสริมความสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศเพื่อนบ้านอีกด้วย

สิ่งที่เกิดขึ้นที่บ้านหนองจานเป็นสัญญาณที่ดีว่าความพยายามในการแก้ไขปัญหาที่ดินและการพัฒนาพื้นที่ชายแดนกำลังดำเนินไปในทิศทางที่ถูกต้อง หวังเป็นอย่างยิ่งว่าการดำเนินการนี้จะเป็นต้นแบบให้กับการแก้ไขปัญหาที่ดินในพื้นที่อื่นๆ ของประเทศต่อไป

ที่มา – กลล.บูรพา จัดระเบียบบ้านหนองจาน เตรียมคืนพื้นที่ปลอดภัย ให้เจ้าของคนไทยตัวจริง

วรภัคแถลงข่าว? โดนโยงสแกมเมอร์กัมพูชา

“วรภัค” รมช.คลัง บอก มีโอกาสจะแถลงข่าว หลังมีชื่อถูกโยงเป็น 1 ใน 7 นักการเมืองเอี่ยวสแกมเมอร์กัมพูชา กลายเป็นประเด็นร้อนที่สังคมกำลังจับตามองอย่างใกล้ชิด เรื่องราวการพัวพันกับขบวนการสแกมเมอร์กัมพูชา

เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 21 ตุลาคม 2568 นายวรภัค ธันยาวงษ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง เดินทางเข้าทำเนียบรัฐบาล เพื่อร่วมการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) โดยผู้สื่อข่าวได้สอบถามถึงกรณีที่ นายวรภัค ถูกเชื่อมโยงว่าเป็น 1 ใน 7 นักการเมืองที่เข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องกับสแกมเมอร์ในกัมพูชา ซึ่งนายวรภัค ได้ตอบคำถามสั้นๆ ว่า “หากมีโอกาสจะมีการแถลงข่าว” ก่อนที่จะเดินเข้าห้องประชุมไปทันที ทิ้งไว้เพียงความสงสัยและความคาดหวังในการชี้แจงข้อเท็จจริงจากเจ้าตัว

วรภัคแถลงข่าวเรื่องสแกมเมอร์กัมพูชา?

เรื่องราวของ “วรภัค” ที่ถูกโยงใยกับขบวนการสแกมเมอร์กัมพูชา ได้สร้างความสั่นสะเทือนไปในวงกว้าง ไม่เพียงแต่ในแวดวงการเมืองเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงประชาชนทั่วไปที่ต่างก็ต้องการทราบความจริงเบื้องหลังเรื่องนี้ การที่รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลังถูกกล่าวหาว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับอาชญากรรมข้ามชาติเช่นนี้ ย่อมส่งผลกระทบต่อความน่าเชื่อถือของรัฐบาลและภาพลักษณ์ของประเทศอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ทำไมเรื่องวรภัคแถลงข่าวเกี่ยวกับสแกมเมอร์กัมพูชาถึงสำคัญ?

ความสำคัญของเรื่องนี้ไม่ได้อยู่ที่ตัวบุคคลเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่ความโปร่งใสและความรับผิดชอบของนักการเมืองต่อสังคม หากข้อกล่าวหาเป็นจริง นั่นหมายถึงการใช้อำนาจในทางมิชอบและการทรยศต่อความไว้วางใจของประชาชน ซึ่งเป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้ในระบอบประชาธิปไตย นอกจากนี้ การที่นักการเมืองเข้าไปพัวพันกับอาชญากรรมข้ามชาติยังเป็นการบ่อนทำลายความมั่นคงของประเทศและสร้างความเสียหายต่อเศรษฐกิจโดยรวม

ประเด็นที่น่าสนใจคือ หากนายวรภัคตัดสินใจที่จะแถลงข่าวจริง เนื้อหาในการแถลงข่าวจะเป็นอย่างไร? เขาจะสามารถชี้แจงข้อกล่าวหาและพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตนเองได้หรือไม่? และที่สำคัญที่สุด การแถลงข่าวครั้งนี้จะสามารถเรียกคืนความเชื่อมั่นของประชาชนกลับคืนมาได้หรือไม่? ทั้งหมดนี้เป็นคำถามที่รอคอยคำตอบจากนายวรภัค

นอกจากนี้ การตรวจสอบเส้นทางการเงินและความเชื่อมโยงต่างๆ ระหว่างนายวรภัคกับขบวนการสแกมเมอร์กัมพูชา ถือเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง เพื่อให้ความจริงปรากฏและนำผู้กระทำผิดมาลงโทษตามกฎหมาย ไม่ว่าบุคคลนั้นจะเป็นใครก็ตาม ความยุติธรรมจะต้องถูกบังคับใช้อย่างเท่าเทียมกัน

การออกมาปฏิเสธหรือชี้แจงข้อเท็จจริงโดยเร็วที่สุดจึงเป็นสิ่งที่ควรทำ เพื่อลดผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อภาพลักษณ์ของตนเองและองค์กร การปล่อยให้ข่าวลือแพร่กระจายออกไปโดยไม่มีการตอบโต้ อาจทำให้สถานการณ์เลวร้ายลงกว่าเดิม และยากที่จะแก้ไขในภายหลัง

ในขณะที่สังคมกำลังจับตามองการออกมาแถลงข่าวของนายวรภัค สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการรักษาความเป็นกลางและให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย อย่าเพิ่งด่วนตัดสินหรือเชื่อข่าวลือโดยยังไม่มีหลักฐานที่แน่ชัด ควรรอฟังคำชี้แจงจากนายวรภัคและติดตามการสืบสวนสอบสวนของเจ้าหน้าที่อย่างใกล้ชิด เพื่อให้ความจริงปรากฏและนำไปสู่การตัดสินที่ถูกต้องและเป็นธรรม

การมีส่วนร่วมของประชาชนในการตรวจสอบและติดตามความคืบหน้าของเรื่องนี้ ถือเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง เพราะเป็นหน้าที่ของทุกคนที่จะต้องร่วมกันสร้างสังคมที่โปร่งใสและตรวจสอบได้ หากพบเห็นสิ่งผิดปกติหรือมีข้อมูลที่เป็นประโยชน์ ควรแจ้งเบาะแสให้กับเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้การสืบสวนเป็นไปอย่างราบรื่นและมีประสิทธิภาพ

คดีนี้เป็นบทเรียนสำคัญที่เตือนใจให้นักการเมืองทุกคนตระหนักถึงความสำคัญของความซื่อสัตย์สุจริตและความรับผิดชอบต่อสังคม การใช้อำนาจในทางที่ถูกต้องและการยึดมั่นในหลักการของธรรมาภิบาล เป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่ง เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนและนำพาประเทศไปสู่ความเจริญรุ่งเรือง

ผมเชื่อว่าการออกมาแถลงข่าวของนายวรภัคจะเป็นจุดเริ่มต้นของการคลี่คลายข้อสงสัยทั้งหมด และนำไปสู่การเปิดเผยความจริงที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังเรื่องนี้ ไม่ว่าผลลัพธ์จะเป็นอย่างไร สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการเรียนรู้จากบทเรียนนี้และร่วมกันสร้างสังคมที่โปร่งใสและตรวจสอบได้

ที่มา – “วรภัค” บอก มีโอกาสจะแถลงข่าว หลังมีชื่อถูกโยงเอี่ยวสแกมเมอร์กัมพูชา

มทภ.1 คืนที่ดินหนองหญ้าแก้ว ให้ชาวบ้าน

ในที่สุด! มทภ.1 และผู้ว่าฯ ร่วมกันคืนที่ดินให้ชาวบ้านหนองหญ้าแก้ว หลังต้องจากบ้านไปนานกว่า 40 ปี เจ้าหน้าที่เคลียร์พื้นที่และทุ่นระเบิดเรียบร้อยแล้ว เตรียมกลับไปทำการเกษตร

เมื่อวันที่ 20 ตุลาคม 2568 พลโทวรยส เหลืองสุวรรณ แม่ทัพภาคที่ 1 พร้อมด้วยนายปริญญา โพธิสัตย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดสระแก้ว และคณะ ได้ลงพื้นที่ “บ้านหนองจาน-บ้านหนองหญ้าแก้ว” อำเภอโคกสูง จังหวัดสระแก้ว เพื่อติดตามสถานการณ์ในพื้นที่และให้ความช่วยเหลือประชาชน

การลงพื้นที่ครั้งนี้เริ่มต้นที่บ้านหนองจาน เพื่อติดตามความคืบหน้าในการเก็บกู้ทุ่นระเบิด ซึ่งเป็นภารกิจสำคัญในการคืนพื้นที่ปลอดภัยให้กับประชาชน เจ้าหน้าที่ทหารจากกรมทหารช่างได้อธิบายแผนปฏิบัติการในการเคลียร์พื้นที่ทุ่นระเบิดบริเวณบ้านหนองจานอย่างละเอียด พันเอกชัยณรงค์ กาสี ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจที่ 12 ได้อธิบายถึงยุทธวิธีและแผนการรับมือสถานการณ์ต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นระหว่างการปฏิบัติการเก็บกู้ทุ่นระเบิด เพื่อความปลอดภัยสูงสุดของเจ้าหน้าที่และประชาชน

พื้นที่ที่ทำการกั้นเพื่อเก็บกู้ทุ่นระเบิดมีขนาดประมาณ 60 ไร่ หรือที่รู้จักกันในนามบ้านกำนันลี ในอดีต พื้นที่นี้เคยเป็นสมรภูมิการสู้รบ และฝ่ายความมั่นคงได้เข้าเคลียร์พื้นที่ไปแล้วบางส่วน

นอกจากนี้ ยังมีพื้นที่อีกประมาณ 64 ไร่ ซึ่งอยู่เลยแนวสแลนดำกั้นออกไป ที่เคยถูกชาวกัมพูชารุกล้ำเข้ามาอาศัยอยู่จำนวน 135 ครัวเรือน ทางเจ้าหน้าที่กำลังวางแผนเพื่อดำเนินการทวงคืนพื้นที่ดังกล่าวต่อไป

ไฮไลท์สำคัญของการลงพื้นที่ครั้งนี้คือการเดินทางไปยังบ้านหนองหญ้าแก้ว เพื่อมอบที่ดินคืนให้กับประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากการสู้รบในอดีต นายสมพงษ์ วงชมพู ได้รับมอบที่ดินจำนวน 14 ไร่ และนางสมปอง เพชรจิต ได้รับมอบที่ดินจำนวน 14 ไร่ เช่นกัน การคืนที่ดินครั้งนี้ถือเป็นความหวังและความสุขของชาวบ้านที่รอคอยมานาน

นายปริญญา โพธิสัตย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดสระแก้ว กล่าวว่า ที่ดินทั้งสองแปลงนี้ได้รับการตรวจสอบและเคลียร์ทุ่นระเบิดจากทหารเรียบร้อยแล้ว จึงได้ส่งคืนให้กับเจ้าของที่ดินอย่างเป็นทางการ ผู้ว่าราชการจังหวัดสระแก้วกล่าวเพิ่มเติมว่า ชาวบ้านทั้งสองต่างรู้สึกซาบซึ้งและตั้งใจที่จะนำที่ดินไปทำการเกษตรเพื่อสร้างรายได้เลี้ยงครอบครัว และได้กล่าวขอบคุณทหารและทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องที่ทำให้พวกเขาสามารถกลับคืนสู่หนองหญ้าแก้วได้อีกครั้ง หลังจากที่ต้องพลัดพรากจากถิ่นฐานบ้านเกิดไปนานเกือบ 40 ปี

มทภ.1 – ผู้ว่าฯ คืนที่ดินให้ชาวบ้านหนองหญ้าแก้ว

การคืนที่ดินให้ชาวบ้านหนองหญ้าแก้วในครั้งนี้เป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของภาครัฐและกองทัพในการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากความขัดแย้งในอดีต การคืนที่ดินทำกินให้แก่ประชาชนไม่เพียงแต่เป็นการช่วยเหลือด้านเศรษฐกิจเท่านั้น แต่ยังเป็นการสร้างขวัญและกำลังใจให้กับประชาชนที่ต้องเผชิญกับความยากลำบากมาเป็นเวลานาน

ความสำคัญของการคืนที่ดินหนองหญ้าแก้ว

การที่ มทภ.1 และผู้ว่าราชการจังหวัดสระแก้วร่วมมือกันคืนที่ดินให้ชาวบ้านหนองหญ้าแก้วนั้น แสดงให้เห็นความใส่ใจในการแก้ไขปัญหาของประชาชนอย่างแท้จริง การดำเนินการดังกล่าวไม่เพียงแต่เป็นการช่วยเหลือในระยะสั้น แต่เป็นการวางรากฐานสำหรับการพัฒนาที่ยั่งยืนในระยะยาว การที่ชาวบ้านสามารถกลับมาทำการเกษตรในที่ดินของตนเองได้ จะช่วยสร้างรายได้และยกระดับคุณภาพชีวิตของพวกเขาให้ดีขึ้น นอกจากนี้ การคืนที่ดินยังเป็นการส่งเสริมความสามัคคีและความปรองดองในชุมชน ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญสำหรับการสร้างสังคมที่เข้มแข็ง

การแก้ไขปัญหาที่ดินทำกินให้ประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากความขัดแย้งในอดีตเป็นกระบวนการที่ต้องใช้เวลาและความร่วมมือจากทุกภาคส่วน การคืนที่ดินให้ชาวบ้านหนองหญ้าแก้วเป็นเพียงก้าวแรกของการพัฒนาที่ยั่งยืน ยังมีประเด็นอื่นๆ ที่ต้องพิจารณา เช่น การสนับสนุนด้านการเกษตร การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และการส่งเสริมการศึกษา เพื่อให้ชาวบ้านหนองหญ้าแก้วสามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืนและมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นในอนาคต

ที่มา – มทภ.1 – ผู้ว่าฯ คืนที่ดินให้ชาวบ้านหนองหญ้าแก้ว หลังออกจากพื้นที่นานร่วม 40 ปี

สีหศักดิ์ เผยผลหารือ “ร่างประกาศความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา”

“สีหศักดิ์” เผยผลหารือ 4 ฝ่ายที่มาเลเซีย เห็นชอบ “ร่างประกาศความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา” แต่ต้องลงรายละเอียดในที่ประชุม GBC 20 ต.ค.นี้ โดยกัมพูชาต้องทำตาม 4 เงื่อนไข หลังจากนั้นนำเข้า ครม. ก่อนลงนามต่อหน้า “ทรัมป์”

วันที่ 19 ต.ค. 68 มีรายงานว่า เมื่อวานนี้ (18 ต.ค.) นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เปิดเผยผลการหารือ 4 ฝ่ายที่มาเลเซีย ประกอบด้วยสหรัฐอเมริกา ไทย กัมพูชา และมาเลเซีย เห็นชอบ “ร่างประกาศความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา” โดยจะมีคุยรายละเอียดในที่ประชุม GBC ในวันที่ 20 ต.ค. 68 ก่อน

ส่วนเรื่องที่รัฐมนตรีต่างประเทศของกัมพูชาให้ข่าวว่า ไทยจะปล่อยตัว 18 เชลยศึกกัมพูชานั้น นายสีหศักดิ์ กล่าวว่า อยู่ในข้อเสนอในการพูดคุยแต่จะเป็นผลในทางปฏิบัติได้นั้น ทางกัมพูชาจะต้องร่วมมือในการปฏิบัติตาม 4 ข้อที่ได้พูดคุยเสียก่อน

ความคืบหน้าล่าสุด ร่างประกาศความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา

ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไทยและกัมพูชาเป็นประเด็นที่ได้รับความสนใจมาอย่างต่อเนื่อง และล่าสุดมีความคืบหน้าสำคัญเกี่ยวกับการหารือ 4 ฝ่ายที่มาเลเซีย ซึ่งนำไปสู่การเห็นชอบ “ร่างประกาศความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา” โดยนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้ออกมาเปิดเผยรายละเอียดเกี่ยวกับเรื่องนี้

การหารือดังกล่าวมีสหรัฐอเมริกา ไทย กัมพูชา และมาเลเซีย เข้าร่วม และมีเป้าหมายเพื่อสร้างความเข้าใจและความร่วมมือที่ดีระหว่างประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับความสัมพันธ์ระหว่างไทยและกัมพูชา การเห็นชอบ “ร่างประกาศความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา” ถือเป็นก้าวสำคัญในการพัฒนาความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น

เงื่อนไขและความคาดหวัง

อย่างไรก็ตาม การที่จะนำไปสู่การลงนามใน “ร่างประกาศความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา” นั้น ยังมีขั้นตอนและเงื่อนไขที่ต้องดำเนินการต่อไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งการที่กัมพูชาต้องร่วมมือในการปฏิบัติตาม 4 ข้อที่ได้มีการพูดคุยกัน ซึ่งรายละเอียดในส่วนนี้จะมีการหารือกันอย่างละเอียดอีกครั้งในการประชุม GBC ในวันที่ 20 ตุลาคม 2568

นอกจากนี้ ประเด็นเรื่องการปล่อยตัวเชลยศึกกัมพูชา 18 คน ที่รัฐมนตรีต่างประเทศของกัมพูชาได้ให้ข่าวไว้ ก็เป็นอีกหนึ่งประเด็นที่อยู่ในความสนใจ โดยนายสีหศักดิ์ได้ชี้แจงว่าเรื่องนี้อยู่ในข้อเสนอในการพูดคุย แต่การที่จะเป็นผลในทางปฏิบัตินั้นขึ้นอยู่กับการที่กัมพูชาร่วมมือในการปฏิบัติตามเงื่อนไขที่ได้ตกลงกันไว้

ความสำคัญของความสัมพันธ์ที่ดี

ความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างประเทศไทยและกัมพูชาเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งต่อการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม และความมั่นคงในภูมิภาค การที่ทั้งสองประเทศสามารถร่วมมือกันในด้านต่างๆ จะนำมาซึ่งผลประโยชน์ร่วมกัน และช่วยสร้างเสถียรภาพในภูมิภาค

  • การส่งเสริมการค้าและการลงทุนระหว่างประเทศ
  • การแก้ไขปัญหาชายแดนและการรักษาความมั่นคง
  • การร่วมมือด้านวัฒนธรรมและการท่องเที่ยว
  • การแก้ไขปัญหาร่วมกัน เช่น ปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติ

การพัฒนาความสัมพันธ์ที่ยั่งยืนระหว่างไทยและกัมพูชาต้องอาศัยความเข้าใจ ความไว้วางใจ และความร่วมมือจากทุกฝ่าย และ “ร่างประกาศความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา” ถือเป็นเครื่องมือสำคัญที่จะช่วยนำทางไปสู่เป้าหมายดังกล่าว

การติดตามความคืบหน้าและรายละเอียดของการประชุม GBC ในวันที่ 20 ตุลาคม 2568 จึงเป็นสิ่งที่น่าสนใจอย่างยิ่ง เพราะจะเป็นตัวบ่งชี้สำคัญว่าจะสามารถนำไปสู่การลงนามใน “ร่างประกาศความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา” ได้หรือไม่ และจะส่งผลต่อความสัมพันธ์ระหว่างไทยและกัมพูชาในอนาคตอย่างไร

การที่รัฐบาลไทยให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาและความร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้านอย่างกัมพูชาถือเป็นนิมิตหมายที่ดี และหวังว่าการหารือในครั้งนี้จะนำไปสู่ความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นและยั่งยืนระหว่างสองประเทศ

ที่มา – สีหศักดิ์ เผยผลหารือ 4 ฝ่ายเห็นชอบ “ร่างประกาศความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา”

กัมพูชาประท้วงไทย ละเมิดหยุดยิง! ฉก.นย.ตราด

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชายังคงตึงเครียด เมื่อกัมพูชาออกมาประท้วงไทย อ้างว่าไทยละเมิดข้อตกลงหยุดยิง หลังจากที่หน่วยเฉพาะกิจนาวิกโยธินตราด (ฉก.นย.ตราด) พยายามฝ่าแนวกั้นระเบิดเพื่อเข้ายึดพื้นที่บริเวณบ้าน 3 หลัง

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นต่อเนื่องจากกรณีการรื้อถอนบ้าน 3 หลังของชาวกัมพูชาที่รุกล้ำเข้ามาในพื้นที่บ้านหนองรี ตำบลชำราก อำเภอเมือง จังหวัดตราด เมื่อวันที่ 29 กันยายน 2568 ที่ผ่านมา ความพยายามเข้ายึดพื้นที่คืนของ ฉก.นย.ตราด ต้องเผชิญกับอุปสรรคมากมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการที่ทหารกัมพูชาแอบกลับเข้ามาในพื้นที่อีกครั้ง

เพจ Thai Burma railway ทางรถไฟสายมรณะ ได้โพสต์คลิปวิดีโอที่แสดงให้เห็นถึงความเคลื่อนไหวบริเวณชายแดน พร้อมระบุว่าทหารไทยกำลังสร้างถนนรุกเข้าไปในพื้นที่กัมพูชา ทำให้เกิดการเจรจาและตึงเครียดตามมา

แหล่งข่าวความมั่นคงรายงานว่า หลังจากที่ทหารไทยได้รื้อถอนบ้านและผลักดันชาวกัมพูชาออกไปแล้ว ได้มีข้อตกลงร่วมกันว่าจะไม่มีผู้ใดกลับเข้าไปในพื้นที่อีก แต่เมื่อใช้โดรนสำรวจกลับพบว่าทหารกัมพูชากลับเข้าไปในพื้นที่บ้าน 3 หลังอีกครั้ง ทำให้ ฉก.นย.ตราด ตัดสินใจเปิดเส้นทางเพื่อเข้าไปตั้งฐานทหาร

การเปิดเส้นทางเข้าไปยังบ้าน 3 หลังนั้นเต็มไปด้วยความยากลำบาก เนื่องจากต้องฝ่าดงทุ่นระเบิดเก่าสมัยสงครามเขมรแดง ทหารต้องใช้เครื่องมือสแกนและเครื่องจักรหนักในการเคลียร์เส้นทาง พร้อมทั้งทำลายทุ่นระเบิดที่พบเพื่อความปลอดภัย

แต่เมื่อทหารไทยเข้าใกล้พื้นที่บ้าน 3 หลัง กัมพูชาก็ได้ส่งหนังสือประท้วง อ้างว่าไทยละเมิดข้อตกลงหยุดยิง ทำให้การเข้ายึดพื้นที่บ้าน 3 หลังยังไม่สำเร็จ นี่ถือเป็นการประท้วงครั้งแรกจากกัมพูชาที่อ้างว่าไทยละเมิดข้อตกลง ในขณะที่ฝ่ายไทยได้ประท้วงไปยังกัมพูชาหลายร้อยครั้งแต่ไม่ได้รับการตอบสนอง

อย่างไรก็ตาม ทหารไทยยืนยันว่าจะปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มที่เพื่อทวงคืนพื้นที่อธิปไตย และขอให้ประชาชนชาวไทยและชาวตราดเชื่อมั่นในการทำงานของเจ้าหน้าที่

กัมพูชาประท้วงไทยในครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงความซับซ้อนของปัญหาชายแดนระหว่างประเทศ การอ้างว่ามีการละเมิดข้อตกลงหยุดยิงยิ่งทำให้สถานการณ์ตึงเครียดมากยิ่งขึ้น

กัมพูชาประท้วงไทย ละเมิด “หยุดยิง” หลัง ฉก.นย.ตราด

สิ่งที่เกิดขึ้นบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชาเป็นประเด็นที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด การที่กัมพูชาประท้วงไทยว่าละเมิดข้อตกลงหยุดยิงนั้น อาจส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศได้

ทำไมกัมพูชาประท้วงไทย ละเมิด “หยุดยิง”?

เหตุผลที่กัมพูชาประท้วงไทยนั้นมาจากการที่ ฉก.นย.ตราด พยายามเข้ายึดพื้นที่บ้าน 3 หลัง ซึ่งกัมพูชาอ้างว่าเป็นพื้นที่ของตนเอง การกระทำดังกล่าวจึงถูกมองว่าเป็นการละเมิดข้อตกลงหยุดยิง

  • สถานการณ์ชายแดนยังคงตึงเครียด
  • การประท้วงอาจส่งผลต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ
  • ต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาที่ยังคงมีความตึงเครียดและมีการอ้างสิทธิ์เหนือพื้นที่ทับซ้อนกันอยู่ สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการเจรจาและการรักษาสันติภาพ การที่ทั้งสองฝ่ายหันหน้าเข้าหากันและแก้ไขปัญหาด้วยสันติวิธี จะเป็นหนทางที่ดีที่สุดในการรักษาความสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศ และสร้างความมั่นคงให้กับภูมิภาค

ที่มา – กัมพูชาประท้วงไทย ละเมิด “หยุดยิง” หลัง ฉก.นย.ตราด ฝ่าระเบิดยึดพื้นที่บ้าน 3 หลัง

Scroll to top