ชายแดนไทยกัมพูชา

กพท. อนุญาต “บินโดรน” ทั่วไทย ยกเว้น 5 จังหวัด

สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (กพท.) ได้ประกาศผ่อนคลายมาตรการ “บินโดรน” ทั่วประเทศแล้ว แต่ยังมีข้อยกเว้นสำหรับบางพื้นที่ โดยเฉพาะพื้นที่ชายแดนและพื้นที่ความมั่นคง รายละเอียดเป็นอย่างไร มาดูกัน

กพท. ออกประกาศฉบับใหม่ อนุญาตให้ “บินโดรน” ทั่วประเทศ ภายใต้เงื่อนไขด้านความปลอดภัยที่กำหนด ยกเว้น 5 จังหวัดชายแดน และพื้นที่ที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคง ซึ่งยังคงมีข้อห้ามในการบินโดรนอยู่ โดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1-15 กันยายน 2568 หรือจนกว่าจะมีประกาศเปลี่ยนแปลง

การตัดสินใจนี้เกิดขึ้นหลังจากการประเมินสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ซึ่งพบว่าสถานการณ์โดยรวมเริ่มคลี่คลาย กพท. จึงผ่อนคลายมาตรการเพื่อให้ประชาชนและผู้ประกอบการสามารถทำการ “บินโดรน” ทั่วประเทศ ได้ตามวัตถุประสงค์ต่างๆ แต่จะต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขและข้อจำกัดที่กำหนดไว้อย่างเคร่งครัด

กพท. อนุญาต “บินโดรน” ทั่วประเทศ ยกเว้น 5 จังหวัดชายแดน และพื้นที่ความมั่นคง

พื้นที่ใดบ้างที่ยังห้ามบินโดรน?

ถึงแม้ว่าจะมีการผ่อนคลายมาตรการ แต่ยังมีพื้นที่บางแห่งที่ยังคงห้ามบินโดรนโดยเด็ดขาด ได้แก่:

  • 5 จังหวัดชายแดนที่ประกาศกฎอัยการศึก หรือมีการวางกำลังภาคพื้น ได้แก่ สระแก้ว บุรีรัมย์ ศรีสะเกษ สุรินทร์ และอุบลราชธานี (มีการปรับลดพื้นที่ จ.จันทบุรี และ จ.ตราด)
  • พื้นที่อำเภอสัตหีบ จ.ชลบุรี, อำเภอเมือง จ.ระยอง, อำเภอพยุหะคีรี จ.นครสวรรค์ และอำเภอเมืองราชบุรี จ.ราชบุรี
  • พื้นที่ในรัศมี 9 กิโลเมตรรอบสนามบิน (มีการเพิ่มพื้นที่สนามบินโคกกระเทียม จ.ลพบุรี และสนามบินประจวบคีรีขันธ์)
  • พื้นที่ที่หน่วยงานด้านความมั่นคงประกาศเพิ่มเติม

เงื่อนไขสำคัญที่ต้องทราบก่อน “บินโดรน”

หากต้องการบินโดรนในพื้นที่ที่ได้รับอนุญาต จะต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขสำคัญดังต่อไปนี้:

  • ต้องขึ้นทะเบียนผู้บังคับโดรนและทะเบียนอากาศยานซึ่งไม่มีนักบินให้ถูกต้องตามกฎหมาย
  • ต้องยื่นคำขออนุญาตและแจ้งพื้นที่ วันเวลา และวัตถุประสงค์การบินล่วงหน้าอย่างน้อย 3 วัน ผ่านระบบ UAS Portal (uasportal.caat.or.th) และแจ้งการปฏิบัติการต่อศูนย์ต่อต้านอากาศซึ่งไม่มีนักบิน ประเภทอากาศยานที่ควบคุมการบินจากภายนอก (โดรน) กองบัญชาการตำรวจนครบาล (ศบตอ.น.) อีเมล: [email protected]
  • หากทำการบินนอกเหนือเวลา 06.00 น.- 18.00 น. จะต้องขออนุญาตจาก CAAT และห้ามทำการบินในช่วงเวลา 00.01 น.- 04.00 น. ทุกกรณี
  • การปฏิบัติการบินที่แตกต่างจากเงื่อนไขอื่น ๆ ตามที่กำหนดในข้อ 17 ของประกาศกระทรวงคมนาคม เรื่องหลักเกณฑ์การขออนุญาตและเงื่อนไขในการบังคับหรือปล่อยอากาศยานซึ่งไม่มีนักบิน ประเภทอากาศยานที่ควบคุมการบินจากภายนอก พ.ศ. 2558 หรือข้อ 21 ของประกาศกระทรวงคมนาคม เรื่อง หลักเกณฑ์การขออนุญาตและเงื่อนไขในการบังคับหรือปล่อยอากาศยานซึ่งไม่มีนักบิน ประเภทอากาศยานที่ควบคุมการบินจากภายนอกที่มีน้ำหนักเกิน 25 กิโลกรัม พ.ศ. 2567 แล้วแต่กรณี ให้ขอยื่นขออนุญาตเพิ่มเติมผ่านแอปพลิเคชัน UAS Portal หรือ uasportal.caat.or.th

สำหรับโดรนของหน่วยงานราชการ เช่น ทหาร ตำรวจ ศุลกากร กระทรวงเกษตรฯ กระทรวงทรัพยากรฯ และสำนักข่าวกรองฯ สามารถปฏิบัติการได้ตามอำนาจหน้าที่ แต่สำหรับโดรนของศุลกากร กระทรวงเกษตรฯ และกระทรวงทรัพยากรฯ หากมีการบินในพื้นที่ห้ามบิน จะต้องแจ้งข้อมูลล่วงหน้าผ่าน UAS Portal หรือ uasportal.caat.or.th และ ศบตอ.น. [email protected] รวมถึงหน่วยงานความมั่นคงที่เกี่ยวข้องในพื้นที่นั้นๆ ด้วย

หากพบเห็นการใช้งานโดรนที่ผิดกฎหมาย หรืออาจเป็นภัยต่อความมั่นคง และฝ่าฝืนประกาศนี้ สามารถแจ้งข้อมูลได้ทันที โดยให้ข้อมูลรายละเอียด เช่น วัน เวลา สถานที่ที่พบเห็น ลักษณะของโดรน และภาพถ่ายหรือคลิปวิดีโอ (ถ้ามี) ไปยังหน่วยงานที่รับผิดชอบผ่านช่องทางต่างๆ ที่ระบุไว้ในประกาศของ กพท.

การผ่อนคลายมาตรการ “บินโดรน” ทั่วประเทศ นี้ ถือเป็นข่าวดีสำหรับผู้ที่ใช้งานโดรนในด้านต่างๆ อย่างไรก็ตาม การปฏิบัติตามกฎระเบียบและเงื่อนไขที่กำหนดเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อความปลอดภัยและป้องกันผลกระทบต่อความมั่นคงของประเทศ

ที่มา – กพท. อนุญาต “บินโดรน” ทั่วประเทศ ยกเว้น 5 จังหวัดชายแดน และพื้นที่ความมั่นคง

จับตา! สินค้าลักลอบชายแดน สะท้อนวิกฤติความอดอยากกัมพูชา

สถานการณ์ชายแดนน่าจับตา! พบการลักลอบนำเข้าสินค้าอุปโภค-บริโภคจำนวนมาก สะท้อนวิกฤติความอดอยากในกัมพูชาที่กำลังพุ่งสูงขึ้นจนน่าตกใจ พบลักษณะการลำเลียงเป็นไปในเชิงพาณิชย์ ไม่ได้มีจุดประสงค์เพียงเพื่อการบริโภคภายในครัวเรือนเท่านั้น

เมื่อวันที่ 29 สิงหาคม 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กองกำลังบูรพา ร่วมกับหน่วยเฉพาะกิจอรัญประเทศ, ชุดควบคุมกรมทหารพรานที่ 12 และกองพันทหารม้าที่ 30 ได้ร่วมมือกันออกปฏิบัติภารกิจลาดตระเวนในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา จนกระทั่งตรวจพบความเคลื่อนไหวที่น่าสงสัยใกล้กับแนวเขตแดน บริเวณบ้านหนองปรือ ตำบลผ่านศึก อำเภออรัญประเทศ จังหวัดสระแก้ว

จากการเข้าตรวจสอบพื้นที่ดังกล่าว เจ้าหน้าที่พบสินค้าอุปโภคบริโภคจำนวนมหาศาลถูกลักลอบกองทิ้งไว้บริเวณริมคลองที่กั้นเขตแดน พร้อมด้วยรถเข็นที่ใช้ในการลำเลียง คาดการณ์ว่ากำลังรอเวลาเพื่อลำเลียงข้ามแดนไปยังกัมพูชาโดยหลีกเลี่ยงพิธีการทางศุลกากร ซึ่งของกลางที่พบมีปริมาณมากและครอบคลุมอาหารที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิต

รายการสินค้าอุปโภค-บริโภคที่ตรวจยึดได้นั้น ประกอบไปด้วยอาหารและวัตถุดิบสำคัญที่ใช้ในการบริโภคในชีวิตประจำวัน เช่น นมข้นจืด และกะทิสำเร็จรูป ซึ่งเป็นส่วนประกอบสำคัญในการปรุงอาหาร พริกแห้ง, ซีอิ๊ว, ซอสปรุงรส, ผงปรุงรส ซึ่งถือเป็นวัตถุดิบหลักที่จำเป็นในครัวเรือน นอกจากนี้ยังมีวุ้นเส้น และลูกชิ้นหมู ซึ่งเป็นอาหารที่นิยมบริโภคกันอย่างแพร่หลาย

จากปริมาณของสินค้าอุปโภคบริโภคที่ตรวจยึดได้ในครั้งนี้ เจ้าหน้าที่เชื่อว่ามีการเตรียมการลักลอบส่งออกในระดับที่ใหญ่ ไม่ได้มีวัตถุประสงค์เพียงเพื่อการบริโภคภายในครัวเรือนเท่านั้น แต่มีลักษณะของการลำเลียงเชิงพาณิชย์ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงวิกฤตการณ์ “การขาดแคลนอาหาร” ที่เกิดขึ้นในฝั่งประเทศกัมพูชา

แหล่งข่าวจากทางด้านความมั่นคงได้ประเมินสถานการณ์ว่า ความอดอยากในประเทศกัมพูชากำลังทวีความรุนแรงเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่ตามแนวชายแดนที่ประชาชนกำลังประสบปัญหาการขาดแคลนอาหารอย่างหนัก ทำให้สินค้าอุปโภคบริโภคจากฝั่งประเทศไทยกลายเป็นเป้าหมายหลักในการลักลอบนำเข้าไปเพื่อจำหน่ายและนำมาใช้ในการดำรงชีพ

การตรวจยึดในครั้งนี้ถือเป็น “สัญญาณเตือน” ที่มีความชัดเจนว่า ประเทศเพื่อนบ้านของเรากำลังเผชิญหน้ากับวิกฤตทางด้านปากท้อง จนต้องอาศัยการลักลอบนำเข้าสินค้าจากประเทศไทยเพื่อความอยู่รอด

จับตา สินค้าอุปโภค-บริโภคลักลอบชายแดน

เบื้องต้น เจ้าหน้าที่ได้ดำเนินการนำของกลางทั้งหมดส่งมอบให้กับด่านศุลกากรอรัญประเทศ เพื่อดำเนินการตามขั้นตอนทางกฎหมาย พร้อมทั้งเร่งสืบสวนเพื่อหาผู้ที่เกี่ยวข้องกับขบวนการลักลอบดังกล่าว กองกำลังบูรพายืนยันว่าจะเพิ่มความเข้มงวดในการลาดตระเวนและสกัดกั้นการลักลอบทุกประเภทตามแนวชายแดน เพื่อเป็นการป้องกันความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นต่อเศรษฐกิจของประเทศ และเพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชาอย่างต่อเนื่อง

ผลกระทบจากวิกฤติความอดอยากกัมพูชาต่อสินค้าอุปโภคบริโภค

วิกฤติความอดอยากในกัมพูชาส่งผลกระทบโดยตรงต่อความต้องการสินค้าอุปโภคบริโภคจากประเทศไทย ทำให้เกิดการลักลอบข้ามแดนเพื่อตอบสนองความต้องการที่เพิ่มขึ้น หากสถานการณ์ยังไม่ดีขึ้น อาจส่งผลเสียต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศและเศรษฐกิจชายแดนได้

  • ความต้องการสินค้าอุปโภคบริโภคสูงขึ้น
  • การลักลอบข้ามแดนเพิ่มขึ้น
  • ผลกระทบต่อเศรษฐกิจชายแดน

ดังนั้น การแก้ไขปัญหาความอดอยากในกัมพูชาจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อลดผลกระทบด้านลบที่อาจเกิดขึ้น

ที่มา – จับตา สินค้าอุปโภค-บริโภคลักลอบชายแดน สะท้อนวิกฤติความอดอยากกัมพูชาพุ่งถึงขีดสุด

กองทัพบกยัน! กัมพูชาลอบวางทุ่นระเบิด พร้อมป้องกัน

“โฆษกกองทัพบก” ยืนยันมีหมัดเด็ด “กัมพูชา” ลอบวางทุ่นระเบิด พร้อมย้ำเคารพข้อตกลงหยุดยิง แต่พร้อมป้องกันตัว

วันที่ 29 ส.ค. 2568 พล.ต.วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก แถลงข่าวถึงสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ว่า ในพื้นที่กองทัพภาคที่ 2 ยังต้องเฝ้าระวัง และกำลังพลยังคงมีความพร้อมรักษาอธิปไตย โดยยังมีการลอบเข้ามาวางทุ่นระเบิด หลังจากมีข้อตกลงหยุดยิง ยังคงมีการใช้อาวุธทำร้ายฝ่ายไทยจำนวน 3 ครั้ง

ทั้งนี้การลาดตระเวน แม้จะเป็นพื้นที่ที่เราควบคุมได้ แต่ยังต้องระมัดระวัง เพราะงานด้านการข่าวพบว่าฝ่ายกัมพูชายังลอบเข้าพื้นที่ เพื่อมาทำร้ายฝ่ายไทยด้วยการลอบวางทุ่นระเบิด นอกจากนี้การคุกคามด้วยการใช้โดรนก็ยังคงมีอยู่ แต่มีความหนาแน่นน้อยลง กองทัพบกยังคงเน้นการสื่อสารเรื่องการใช้ทุ่นระเบิด เรามีหลักฐานชี้ชัดว่าเป็นการวางใหม่ โดยเฉพาะข้อมูลในหลักฐานในโทรศัพท์ของทหารกัมพูชาประมาณกว่า 20 เครื่อง มีทั้งภาพนิ่งและภาพเคลื่อนไหว การสอนการใช้ทุ่นระเบิด ผู้ที่สืบค้นข้อมูลเชิงลึกให้กับกองทัพคือสำนักงานนิติวิทยาศาสตร์ของกระทรวงยุติธรรม สามารถนำไปยืนยันกับองค์กรต่างประเทศได้

กองทัพบก ยัน กัมพูชาลอบวางทุ่นระเบิด จริง

เมื่อถามว่า คำสั่งอนุมัติให้ยิงตอบโต้ทันที หากพบทหารกัมพูชารุกล้ำเข้ามาวางระเบิด จะสามารถป้องปรามได้หรือไม่ และเป็นไปได้หรือไม่จะเกิดการยิงสวนกลับมา ทำให้สถานการณ์บานปลาย พล.ต.วินธัย กล่าวว่า ถือว่าอยู่ในเรื่องของกฎการใช้กำลังหรือกฎการปะทะ เนื่องจากมีความชัดเจนว่าทหารกัมพูชาเข้ามาเพื่อคุกคามชีวิต ทำอันตรายต่อทหารไทย

ฉะนั้นแนวทางในการป้องกันตัวสามารถทำได้อยู่แล้ว และยอมรับว่าหากฝ่ายไทยยิงตอบโต้ ก็มีโอกาสที่ฝ่ายกัมพูชาจะยิงสวนกลับมา ขึ้นอยู่กับสถานการณ์เฉพาะ แต่หากมีการรุกล้ำ สิ่งบ่งชี้ทุกอย่างค่อนข้างชัดเจน เข้ามาเพื่อทำอันตรายกับทหารไทย เพราะฉะนั้นหลักของการป้องกันตัว เมื่อภัยคุกคามนั้นมาถึงที่กระทบต่อชีวิต หลักทั่วไปของสากลก็สามารถทำได้

เมื่อถามว่า จะถูกมองว่าฝ่ายไทยละเมิดการหยุดยิงหรือไม่นั้น พล.ต.วินธัย กล่าวว่า เราเคารพในข้อตกลงอยู่แล้วอย่างเคร่งครัด และให้ความสำคัญ เนื่องจากเป็นการดำเนินการจากรัฐบาลสองประเทศ แต่ไม่ปิดโอกาสในการป้องกันตัวเอง ต้องแยกกัน

ส่วนประเด็นการประกาศกฎอัยการศึกที่บ้านหนองจาน จ.สระแก้ว ว่า ยังไม่ได้รับรายงานสิ่งผิดปกติ การประกาศกฎอัยการศึกเป็นมาตรการควบคุมพื้นที่และรักษาความปลอดภัย เนื่องจากในพื้นที่มีแนวโน้มการเกิดเหตุจลาจล อาจจะมีความไม่เรียบร้อย ถือเป็นมาตรการดูแลการเข้าออกในพื้นที่ต้องระมัดระวังมากขึ้น โดยเฉพาะบุคคลที่เป็นประชาชน ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายกัมพูชาหรือฝ่ายไทย

อีกทั้งยังมีความเป็นไปได้ที่จะเกิดการเผชิญหน้าของประชาชนสองประเทศ ซึ่งอาจจะพัฒนาไปยังจุดอื่น จึงค่อนข้างมีความน่ากังวล ในขณะเดียวกันยืนยันว่ามวลชนฝ่ายไทย เช่น อินฟลูฯ ขอความร่วมมือได้ ปัจจุบันน่าจะมีการพูดคุยกันอยู่แล้ว ซึ่งฝั่งไทยไม่ได้มีความน่ากังวลอะไร ทุกคนอยู่ในกรอบ และยังสามารถเข้าออกในพื้นที่ได้ เพียงแต่ให้มีการประสานงานอย่างใกล้ชิดกับเจ้าหน้าที่ฝ่ายไทยอ้าง ยังไม่มีข้อมูลเรื่องสร้างรั้วชายแดนสระแก้ว

พล.ต.วินธัย ยังกล่าวถึงกรณีการสร้างรั้วชายแดน จ.สระแก้ว ว่าโดยหลักแล้ว หากเป็นพื้นที่ที่มีความเรียบร้อยแล้วสามารถสร้างรั้วได้ ซึ่งขณะนี้อยู่ที่ว่าหน่วยไหนจะเป็นผู้ปฏิบัติ แต่ในพื้นที่ที่เป็นประเด็นส่วนใหญ่ เป็นพื้นที่ที่ยังไม่ชัดเจน ไม่มีการยอมรับเส้นปฏิบัติการของทั้งสองประเทศ

ส่วนเรื่องการสร้างรั้วจะเป็นหน้าที่ของกองทัพบกหรือกองทัพไทยนั้น ตรงนี้ยังไม่มีข้อมูลรายละเอียด ซึ่งการสร้างรั้วน่าจะมีประโยชน์โดยเฉพาะการเข้าออกในพื้นที่ที่มีความชัดเจน แต่เท่าที่มีติดตามข่าวสารกับกองทัพไทย จะพูดถึงบริเวณพื้นที่ที่ตกลงกันได้แล้ว ก็จะได้ประโยชน์ในเรื่องอื่นๆ รวมถึงการกระทำผิดกฎหมายที่ใช้ช่องทางธรรมชาติ ก็พยายามไม่ทำให้มากที่สุด

เมื่อถามว่าในพื้นที่บ้านหนองจาน กรณีที่การประชุมทวิภาคีในระดับต่างๆ ไม่เป็นผล จะสามารถใช้กำลังผลักดันชาวกัมพูชาออกจากพื้นที่ได้หรือไม่ พล.ต.วินธัย กล่าวว่า เป็นไปได้หมด ซึ่งพื้นที่ตรงนั้นมีความข้องเกี่ยวกับประชาชนต้องดำเนินการด้วยความรอบคอบและระมัดระวัง เพราะในภาพรวม กัมพูชาพยายามใช้เวทีต่างประเทศเป็นเครื่องมือกดดันฝ่ายไทย แต่ยังไม่สามารถทำได้

ซึ่งฝ่ายไทยก็มีความพร้อมในทุกเรื่อง และเราก็ชี้แจงในทุกเรื่องได้ ว่าสิ่งที่ได้กระทำไปอยู่บนพื้นฐานของความชอบธรรม ยอมรับว่าฝ่ายทหารเองก็กังวล อยากให้การทำงานมีความสมบูรณ์มากที่สุด ไม่ถูกหยิบยกไปเป็นเงื่อนไขอื่น ที่จะส่งผลกระทบต่อประเทศไทยในอนาคต เพราะจะทำให้บริหารจัดการปัญหาต่างๆ ได้ยากขึ้น

เมื่อถามว่าได้ประเมินสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา จะยืดเยื้อไปถึงเมื่อใด พล.ต.วินธัย กล่าวว่า ตอนนี้ตอบยาก ยอมรับว่าสถานการณ์มีความไม่แน่นอน เพราะจากช่วงที่สถานการณ์ตึงเครียดมา จะเห็นหลายสิ่งเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอด แต่ก็ไม่ได้น่ากังวล เพราะกองทัพบกถือว่ามีความพร้อม รวมถึงกองทัพภาคที่ 1-2 ก็มีความพร้อมที่จะเผชิญสถานการณ์ทุกรูปแบบอยู่แล้ว.

กองทัพบก พร้อมรับมือสถานการณ์ กัมพูชาลอบวางทุ่นระเบิด

จากสถานการณ์ที่เกิดขึ้น กองทัพบก ยืนยันความพร้อมในการป้องกันประเทศ และจะดำเนินการทุกวิถีทางเพื่อปกป้องอธิปไตยของชาติ การที่ กัมพูชาลอบวางทุ่นระเบิด เป็นการกระทำที่ขัดต่อข้อตกลงระหว่างประเทศ และ กองทัพบก จะไม่ยอมให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้นอีก

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชายังคงต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด ถึงแม้จะมีความไม่แน่นอนเกิดขึ้น แต่กองทัพบกยืนยันว่ามีความพร้อมที่จะรับมือกับทุกสถานการณ์ เพื่อความปลอดภัยของประชาชนและประเทศชาติ

ที่มา – “กองทัพบก” ยืนยันมีหมัดเด็ด “กัมพูชา” ลอบวางทุ่นระเบิด ย้ำพร้อมป้องกันตัว

กองทัพภาค 1 แจง กฎอัยการศึกบ้านหนองจาน

กองทัพภาคที่ 1 ได้ออกมาชี้แจงถึงการประกาศใช้กฎอัยการศึกในพื้นที่ “บ้านหนองจาน” จังหวัดสระแก้ว โดยมีจุดประสงค์หลักเพื่อรักษาความปลอดภัยของประชาชนชาวไทยในบริเวณดังกล่าว และยังเป็นการยืนยันจุดยืนที่ชัดเจนต่อประเทศกัมพูชาว่าดินแดนไทยนั้นมีอธิปไตยและไม่สามารถถูกรุกล้ำได้

เมื่อวันที่ 29 สิงหาคม 2568 กองทัพภาคที่ 1 ได้อธิบายถึงเหตุผลเบื้องหลังการประกาศพื้นที่ควบคุมในเขตบ้านหนองจาน ตำบลโนนหมากมุ่น อำเภอโคกสูง จังหวัดสระแก้ว สืบเนื่องจากเหตุการณ์ที่มีบุคคลจากฝั่งกัมพูชาแอบลักลอบเข้ามาสร้างความวุ่นวายในเขตแดนไทย ซึ่งถือเป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงและความปลอดภัยของประชาชน เพื่อเป็นการปกป้องชีวิตและทรัพย์สินของพี่น้องชาวไทย รวมถึงการรักษาอธิปไตยของชาติ กองทัพจึงจำเป็นต้องดำเนินมาตรการดังกล่าว

กองกำลังบูรพาได้ใช้อำนาจตามพระราชบัญญัติกฎอัยการศึก พุทธศักราช 2457 ในการกำหนดมาตรการรักษาความสงบเรียบร้อย โดยการประกาศพื้นที่ควบคุมในเขตบ้านหนองจาน มาตรการเหล่านี้มุ่งเน้นให้พี่น้องประชาชนชาวไทยในพื้นที่มีความปลอดภัยสูงสุด และเป็นการแสดงเจตนารมณ์ที่แน่วแน่ต่อฝ่ายกัมพูชาว่าดินแดนไทยเป็นพื้นที่อธิปไตยที่ไม่สามารถถูกล่วงละเมิดได้

กองทัพภาค 1 แจงประกาศกฎอัยการศึก “บ้านหนองจาน” เพื่อความปลอดภัยของคนไทยในพื้นที่

การประกาศใช้กฎอัยการศึกใน บ้านหนองจาน ครั้งนี้ มีเป้าหมายหลักเพื่อเสริมสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนในพื้นที่ว่าทางการกำลังทำทุกวิถีทางเพื่อรักษาความสงบและความปลอดภัย นอกจากนี้ ยังเป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนไปยังทุกฝ่ายว่าประเทศไทยจะไม่ยอมให้มีการละเมิดอธิปไตยอย่างเด็ดขาด การกระทำใดๆ ที่เป็นภัยต่อความมั่นคงของชาติ จะถูกจัดการอย่างเฉียบขาดตามกฎหมาย

กองทัพภาคที่ 1 โดยกองกำลังบูรพา ขอความร่วมมือจากประชาชนทุกท่านในการปฏิบัติตามข้อกำหนดต่างๆ อย่างเคร่งครัด เพื่อให้การรักษาความสงบเรียบร้อยในพื้นที่ชายแดนเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ และเพื่อให้เจ้าหน้าที่สามารถปฏิบัติงานได้อย่างสะดวก

สถานการณ์ปัจจุบันและความสำคัญของการประกาศกฎอัยการศึก

สถานการณ์ในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา มีความซับซ้อนและเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ การมีมาตรการที่เข้มงวด เช่น การประกาศกฎอัยการศึกใน บ้านหนองจาน จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่ง เพื่อป้องกันและระงับเหตุการณ์ที่อาจส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของชาติ การตัดสินใจของกองทัพภาคที่ 1 ในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการปกป้องผลประโยชน์ของชาติ และความห่วงใยต่อความปลอดภัยของประชาชน

ผลกระทบต่อประชาชนและการดำเนินการของภาครัฐ

แม้ว่าการประกาศกฎอัยการศึกอาจส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตประจำวันของประชาชนบ้าง แต่มาตรการเหล่านี้มีจุดประสงค์เพื่อคุ้มครองประชาชนเป็นสำคัญ ภาครัฐได้พยายามอย่างเต็มที่ในการสื่อสารและทำความเข้าใจกับประชาชน เพื่อให้ทุกคนตระหนักถึงความจำเป็นของมาตรการดังกล่าว และให้ความร่วมมือในการปฏิบัติตามข้อกำหนดต่างๆ นอกจากนี้ ยังมีการให้ความช่วยเหลือและบรรเทาผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับประชาชนอีกด้วย

การปฏิบัติตามข้อกำหนดในพื้นที่บ้านหนองจาน

เพื่อให้การบังคับใช้กฎอัยการศึกใน บ้านหนองจาน เป็นไปอย่างราบรื่นและมีประสิทธิภาพ ประชาชนควรให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ในการปฏิบัติตามข้อกำหนดต่างๆ อย่างเคร่งครัด การหลีกเลี่ยงการกระทำที่อาจก่อให้เกิดความวุ่นวาย หรือเป็นภัยต่อความมั่นคง จะช่วยให้สถานการณ์ในพื้นที่กลับสู่ภาวะปกติได้โดยเร็ว นอกจากนี้ การแจ้งเบาะแสหรือข้อมูลที่เป็นประโยชน์แก่เจ้าหน้าที่ ก็เป็นส่วนสำคัญในการป้องกันและแก้ไขสถานการณ์ต่างๆ

  • ตรวจสอบเอกสารประจำตัวให้พร้อมเสมอ
  • ให้ความร่วมมือในการตรวจค้น
  • หลีกเลี่ยงการเดินทางในเวลาที่กำหนด
  • แจ้งเบาะแสแก่เจ้าหน้าที่หากพบสิ่งผิดปกติ

กองทัพภาคที่ 1 ยืนยันในศักดิ์ศรีการรักษาอธิปไตย ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน

การประกาศกฎอัยการศึกในพื้นที่ บ้านหนองจาน เป็นการตัดสินใจที่รอบคอบและมีเหตุผล เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของชาติและความปลอดภัยของประชาชน กองทัพภาคที่ 1 พร้อมที่จะดำเนินการทุกวิถีทางเพื่อให้สถานการณ์ในพื้นที่กลับสู่ภาวะปกติโดยเร็วที่สุด ขอให้ประชาชนมั่นใจในการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ และให้ความร่วมมือในการปฏิบัติตามข้อกำหนดต่างๆ อย่างเคร่งครัด เพื่อความสงบสุขของส่วนรวม

ที่มา – กองทัพภาค 1 แจงประกาศกฎอัยการศึก “บ้านหนองจาน” เพื่อความปลอดภัยของคนไทยในพื้นที่

กองกำลังบูรพา ประกาศกฎอัยการศึก ที่บ้านหนองจาน

**ภาพจากแฟ้ม**

มีผลตั้งแต่ 28 ส.ค. นี้ กองกำลังบูรพา ประกาศกฎอัยการศึก ในพื้นที่บ้านหนองจาน ตำบลโนนหมากมุ่น อำเภอโคกสูง จังหวัดสระแก้ว จากสถานการณ์ที่ชาวกัมพูชาเข้ามาก่อเหตุจลาจลในราชอาณาจักรไทย

วันที่ 29 สิงหาคม 2568 มีรายงานว่า พลตรีเบญจพล เดชาติวงศ์ ณ อยุธยา ผู้บัญชาการกองกำลังบูรพา ได้ลงนามคำสั่งประกาศกองกำลังบูรพา เรื่อง การกำหนดพื้นที่รักษาความสงบเรียบร้อย ระบุว่า ตามที่ได้มีการประกาศใช้กฎอัยการศึกทั่วราชอาณาจักร ซึ่งต่อมาได้มีพระบรมราชโองการเลิกใช้กฎอัยการศึกในบางเขตพื้นที่ และให้ใช้กฎอัยการศึกในบางเขตพื้นที่ ลงวันที่ 31 ธันวาคม พุทธศักราช 2550 โดยจังหวัดสระแก้ว มีพื้นที่ประกาศกฎอัยการศึก จำนวน 7 อำเภอ ได้แก่ อำเภอตาพระยา อำเภอโคกสูง อำเภออรัญประเทศ อำเภอคลองหาด อำเภอวัฒนานคร อำเภอวังสมบูรณ์ และอำเภอวังน้ำเย็น นั้น

โดยที่ปรากฏว่าประเทศกัมพูชาได้นำประชาชนเข้ามาก่อเหตุจลาจลในราชอาณาจักรไทย พื้นที่บ้านหนองจาน ตำบลโนนหมากมุ่น อำเภอโคกสูง จังหวัดสระแก้ว จึงมีความจำเป็นโดยมิอาจหลีกเลี่ยงได้ที่ต้องใช้กำลังทหาร ตำรวจ พลเรือน ตลอดจนประชาชนชาวไทยทุกคนเพื่อป้องกันประเทศให้พ้นจากภัยคุกคามดังกล่าว เพื่อรักษาไว้ซึ่งอธิปไตยของชาติและบูรณภาพแห่งดินแดน ตลอดจนชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนชาวไทยและจำเป็นต้องกำหนดพื้นที่รักษาความสงบเรียบร้อย รวมถึงมาตรการรักษาความสงบเรียบร้อยโดยอาศัยอำนาจตามความในมาตรา 11 แห่งพระราชบัญญัติกฎอัยการศึก พุทธศักราช 2457 จึงให้กำหนดพื้นที่รักษาความสงบเรียบร้อย แนวรักษาความสงบเรียบร้อย และมาตรการรักษาความสงบเรียบร้อย ดังต่อไปนี้

ข้อ 1 ให้พื้นที่บ้านหนองจาน ตำบลโนนหมากมุ่น อำเภอโคกสูง จังหวัดสระแก้ว เป็นพื้นที่รักษาความสงบเรียบร้อย

ข้อ 2 ให้ถนนศรีเพ็ญ ในพื้นที่บ้านหนองจาน ตำบลโนนหมากมุ่น อำเภอโคกสูง จังหวัดสระแก้วเป็นแนวรักษาความสงบเรียบร้อย

ข้อ 3 มาตรการในการเข้าไปในพื้นที่รักษาความสงบเรียบร้อย ดังนี้

3.1 ห้ามพกพาอาวุธทุกชนิด หรือสิ่งเทียมอาวุธเข้ามาในพื้นที่

3.2 ห้ามปิดเส้นทางที่ส่งผลกระทบต่อการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ และการดำรงชีวิตของประชาชนในพื้นที่

3.3 ห้ามถ่ายภาพฐานปฏิบัติการทางทหาร

3.4 ห้ามทะเลาะวิวาท และดื่มของมึนเมา

3.5 ห้ามนำเครื่องขยายเสียงเข้าในพื้นที่โดยไม่ได้รับอนุญาต

ทั้งนี้ ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป

ประกาศ ณ วันที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2568

กองกำลังบูรพา ประกาศกฎอัยการศึก ในพื้นที่บ้านหนองจาน

สถานการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ ส่งผลกระทบต่อประชาชนในพื้นที่โดยตรง ดังนั้นการรับทราบข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้องและปฏิบัติตามมาตรการที่เจ้าหน้าที่กำหนดจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง เพื่อความปลอดภัยของตนเองและส่วนรวม

การประกาศกฎอัยการศึกในพื้นที่บ้านหนองจานนี้ สืบเนื่องมาจากสถานการณ์ความไม่สงบที่เกิดขึ้นจากบุคคลภายนอก การดำเนินการของกองกำลังบูรพาจึงมุ่งเน้นไปที่การรักษาความสงบเรียบร้อยและป้องกันภัยคุกคามที่อาจเกิดขึ้น

ทำไมต้องประกาศกฎอัยการศึก ในพื้นที่บ้านหนองจาน?

การประกาศกฎอัยการศึกนั้นมีเหตุผลสำคัญเพื่อควบคุมสถานการณ์ที่อาจบานปลายและรักษาความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน ซึ่งมาตรการต่างๆ ที่กำหนดขึ้นมีจุดประสงค์เพื่อป้องกันการกระทำที่อาจก่อให้เกิดความวุ่นวาย

ข้อกำหนดต่างๆ เช่น ห้ามพกพาอาวุธ ห้ามปิดเส้นทาง และห้ามถ่ายภาพฐานทัพ เป็นต้น มีความสำคัญต่อการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่และความสงบสุขของประชาชน การให้ความร่วมมือและปฏิบัติตามข้อกำหนดเหล่านี้จึงเป็นหน้าที่ของทุกคน

การประกาศกฎอัยการศึกในครั้งนี้ ถือเป็นมาตรการที่จำเป็นเพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยในพื้นที่ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวันของประชาชนบ้าง แต่ก็เพื่อความปลอดภัยและความมั่นคงของส่วนรวม

กองกำลังบูรพา ประกาศกฎอัยการศึก ในพื้นที่บ้านหนองจาน เพื่อควบคุมสถานการณ์ความไม่สงบที่อาจเกิดขึ้นจากบุคคลภายนอก การดำเนินการดังกล่าวเป็นไปตามอำนาจที่ได้รับตามกฎหมาย และมุ่งเน้นไปที่การรักษาความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน

สำหรับประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ กองกำลังบูรพา ประกาศกฎอัยการศึก ในพื้นที่บ้านหนองจาน สิ่งสำคัญที่สุดคือการติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด ปฏิบัติตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่ และให้ความร่วมมือในการรักษาความสงบเรียบร้อย เพื่อให้สถานการณ์กลับคืนสู่ภาวะปกติโดยเร็ว

การประกาศกฎอัยการศึกเป็นการตัดสินใจที่สำคัญ ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อรักษาความมั่นคงและปลอดภัยของประเทศชาติและประชาชนทุกคน การเข้าใจถึงเหตุผลและความจำเป็นในการประกาศใช้กฎอัยการศึกจึงเป็นสิ่งสำคัญ

ที่มา – กองกำลังบูรพา ประกาศกฎอัยการศึก ในพื้นที่บ้านหนองจาน อ.โคกสูง จ.สระแก้ว

“GULF” มอบเงิน 5.3 ล้าน ช่วยเหลือทหารกล้า

“GULF” มอบเงิน 5.3 ล้านบาท จากกองทุน 100 ล้าน ช่วยเหลือ 6 ทหารกล้า ที่ได้รับบาดเจ็บจากการปฏิบัติหน้าที่ชายแดนไทย-กัมพูชา พร้อมยืนหยัดเคียงข้างผู้เสียสละเพื่อชาติ

เมื่อวันที่ 28 ส.ค. 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า GULF ได้มอบเงินช่วยเหลือรวม 5.3 ล้านบาท ให้กับทหาร 6 นาย ที่ได้รับบาดเจ็บจากการปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา โดยมี นายสิตมน รัตนาวะดี ผู้ช่วยรองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร GULF เป็นตัวแทนมอบความช่วยเหลือและเยี่ยมเยียนทหารที่โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า กทม. ได้แก่ จ.ส.อ. ธานี พาหา บาดเจ็บ ข้อเท้าซ้ายขาด จากการเหยียบทุ่นระเบิดระหว่างลาดตระเวนเพื่อปกป้องพื้นที่สำคัญ ส.อ. ธีรพล เพียขันที บาดเจ็บ ขาขาด จากการเหยียบทุ่นระเบิด ส.อ. สุทธิชัย เรื่อเรือง หนึ่งในทีมโดรนสำรวจ ได้รับบาดเจ็บที่ดวงตา ขณะปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่ปราสาทตาควาย ส.อ. ธนศักดิ์ มาลา ได้รับบาดเจ็บที่หลอดลม พลทหาร รัชชานนท์ ไกยะฝ่าย ถูกสะเก็ดระเบิดจากการปะทะที่ภูมะเขือ และพลทหาร วีรทัศน์ สุขประเสริฐ บาดเจ็บจากแรงระเบิด นิ้วมือขวาขาด

นายสิตมน รัตนาวะดี ผู้ช่วยรองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า การมาพบกับทหารทุกท่านในวันนี้ ทำให้ผมและทีมงานได้สัมผัสกับความกล้าหาญและความเสียสละอย่างแท้จริง เงินที่เรามอบให้เป็นเพียงส่วนหนึ่งของการแสดงความขอบคุณ แต่สิ่งสำคัญยิ่งกว่าคือการที่เราได้เดินทางมาเยี่ยมเยียนและรับฟังเรื่องราวของพวกเขาอย่างใกล้ชิด เพราะเราเชื่อว่าสิ่งสำคัญไม่แพ้เงินช่วยเหลือคือการได้เห็นความตั้งใจจริงจากพวกเราทุกคนครับ

ทางด้าน พลทหาร รัชชานนท์ ไกยะฝ่าย กล่าวว่า ขอขอบคุณพี่น้องคนไทยทุกคนที่เป็นกำลังใจให้ครับ และขอบคุณบริษัท กัลฟ์ ที่เข้ามาช่วยเหลือ รวมไปถึงขอบคุณทีมแพทย์ พยาบาลที่เก่งมากทุกท่าน ตอนนี้รักษาตาจนมองเห็นได้ดีขึ้นมาก ร่างกายโดยรวมกำลังฟื้นตัวดีขึ้นครับ

ทั้งนี้ นอกจากภารกิจมอบเงินช่วยเหลือแล้ว GULF ยังคงเดินหน้าช่วยเหลือทหารที่บาดเจ็บและเสียชีวิต อย่างต่อเนื่อง สะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการเป็นส่วนหนึ่งของการดูแลสังคม ทั้งการมอบถุงยังชีพ GULF Care จำนวนกว่า 2,000 ชุด แก่ทหารและประชาชนที่ได้รับผลกระทบในศูนย์พักพิงตามจังหวัดต่าง ๆ และการสนับสนุนงบประมาณให้ศูนย์พักพิง รวมถึงการผนึกกำลังกับบริษัทในเครือ เพื่อนำเทคโนโลยีด้านการสื่อสารและดาวเทียมมาช่วยอำนวยความสะดวกให้เจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงสามารถสื่อสารได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น.

“GULF” มอบเงิน 5.3 ล้านบาท ช่วยเหลือ 6 ทหารกล้า ที่ได้รับบาดเจ็บจากชายแดน

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับทหารกล้าเหล่านี้ แสดงให้เห็นถึงความเสียสละอย่างยิ่งใหญ่เพื่อประเทศชาติ การที่บริษัทอย่าง GULF เข้ามาช่วยเหลือและให้กำลังใจ ถือเป็นสิ่งที่น่ายกย่องและเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับสังคม

เงินช่วยเหลือที่ GULF มอบให้ จะช่วยบรรเทาความเดือดร้อนและเป็นกำลังใจให้กับทหารและครอบครัวได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้ การสนับสนุนด้านอื่น ๆ เช่น ถุงยังชีพและเทคโนโลยีการสื่อสาร ก็มีความสำคัญอย่างยิ่งในการช่วยเหลือทหารและประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความไม่สงบ

GULF เคียงข้างทหารกล้า มอบเงินช่วยเหลือ 5.3 ล้านบาท

GULF ยังคงมุ่งมั่นที่จะเป็นส่วนหนึ่งในการดูแลสังคมไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การช่วยเหลือผู้ที่เสียสละเพื่อประเทศชาติ การสนับสนุนของ GULF ไม่ได้เป็นเพียงแค่เงินช่วยเหลือ แต่ยังเป็นการแสดงให้เห็นถึงความขอบคุณและความห่วงใยที่มีต่อทหารกล้าและครอบครัวของพวกเขา

การช่วยเหลือครั้งนี้ ตอกย้ำให้เห็นถึงความสำคัญของการมีส่วนร่วมของภาคเอกชนในการช่วยเหลือสังคม และเป็นแรงบันดาลใจให้องค์กรอื่น ๆ หันมาให้ความสำคัญกับการช่วยเหลือผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือมากยิ่งขึ้น

ขอเป็นกำลังใจให้ทหารกล้าทุกท่านหายจากอาการบาดเจ็บโดยเร็ว และกลับมาใช้ชีวิตได้อย่างปกติสุข

ที่มา – “GULF” มอบเงิน 5.3 ล้านบาท ช่วยเหลือ 6 ทหารกล้า ที่ได้รับบาดเจ็บจากชายแดน

ผอ.รร.บัวเชดวิทยา แจงเคสเด็กชายวัย 13 ยันรับถูกระเบียบ

จากกรณีดราม่าที่โรงเรียนบัวเชดวิทยา จ.สุรินทร์ เกี่ยวกับนักเรียนชายวัย 13 ปี ที่ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจพาตัวออกจากโรงเรียนเนื่องจากปัญหาด้านเอกสาร ทำให้เกิดความกังวลใจในหลายภาคส่วน ล่าสุด นางสาวกชพร ชุมเพชร ผู้อำนวยการโรงเรียนบัวเชดวิทยา ได้ออกมาชี้แจงถึงกรณีดังกล่าว โดยเน้นย้ำว่าทางโรงเรียนได้ดำเนินการรับเด็กชายคนดังกล่าวเข้าเรียนตามระเบียบและกฎหมายทุกประการ

ผอ.รร.บัวเชดวิทยา แจงเคส “เด็กชาย” วัย 13 ปี ยืนยันรับเข้าเรียนถูกกฎตามระเบียบ

ผอ.รร.บัวเชดวิทยา ระบุว่า เด็กชายคนดังกล่าวมีใบ ปพ. และจบการศึกษาจากโรงเรียนบ้านโนนสังข์ โดยมีรหัสประจำตัวขึ้นต้นด้วย “จี” ซึ่งเป็นรหัสสำหรับเด็กต่างชาติที่เข้ามาเรียนในประเทศไทย และเป็นไปตามนโยบายของรัฐบาลที่ต้องการให้เด็กทุกคนที่อยู่ในประเทศไทยได้รับโอกาสทางการศึกษาอย่างเท่าเทียมกัน ทางโรงเรียนจึงดำเนินการรับเด็กเข้าเรียนตามระเบียบที่วางไว้

พร้อมกันนี้ นางสาวกชพรยังได้กล่าวถึงความห่วงใยที่มีต่อนักเรียนชายคนดังกล่าว โดยได้รวบรวมเงินจำนวน 14,000 บาท มอบให้กับเด็กชายและมารดาชาวกัมพูชา เพื่อใช้จ่ายระหว่างที่อยู่ในประเทศกัมพูชา และรอการดำเนินการด้านเอกสารให้ถูกต้องตามกฎหมาย ซึ่งได้รับการประสานงานจากนักธุรกิจชาวกัมพูชาที่จะเข้ามาช่วยเหลือในเรื่องนี้

ถึงแม้ว่าทางโรงเรียนจะต้องปฏิบัติตามกฎหมาย แต่ในฐานะของครูและบุคลากรทางการศึกษา ก็มีความปรารถนาที่จะให้เด็กทุกคนที่อยู่ในประเทศไทยได้รับการศึกษาอย่างต่อเนื่อง นางสาวกชพรกล่าวว่า “เราอยากให้เด็กทุกคนที่อยู่ในเมืองไทยได้รับการศึกษา เรารักเขาเหมือนลูก ยิ่งเห็นเขาในสภาพที่ถูกพาตัวไปในสภาพชุดนักเรียน และต้องถูกถอดชุดนักเรียนออก ก็รู้สึกห่วงใยเป็นอย่างมาก”

โรงเรียนบัวเชดวิทยายึดมั่นในระเบียบและมนุษยธรรม

นางสาวกชพร ชุมเพชร ผอ.โรงเรียนบัวเชดวิทยา กล่าวเพิ่มเติมว่า ทางโรงเรียนเข้าใจถึงความจำเป็นในการปฏิบัติตามกฎหมาย แต่ในขณะเดียวกันก็ยึดมั่นในหลักมนุษยธรรมและความเป็นครู โดยพร้อมที่จะให้ความช่วยเหลือและสนับสนุนนักเรียนทุกคนอย่างเต็มที่เท่าที่จะทำได้

“ยืนยันเราดำเนินการตามกฎหมาย แต่หลักด้านมนุษยธรรม ความเป็นครูของเรา เราอยากให้เด็กทุกคนที่อยู่ในเมืองไทยได้รับการศึกษา เรารักเขาเหมือนลูก” ผอ.รร.บัวเชดวิทยา กล่าวย้ำ

ด้านนายโสภณ จงบริบูรณ์ ครูผู้ดูแลที่โพสต์เรื่องดังกล่าว กล่าวว่า ไม่เสียใจในสิ่งที่โพสต์ลงไปในฐานะที่เราเป็นครู เข้าใจทุกท่านรักชาติ ตนเองก็รักชาติไม่ต่างจากท่าน แต่สิ่งที่ตนโพสต์ออกไปในมุมมองของครูที่ได้อยู่ในเหตุการณ์และเห็นเด็กของเราที่อยู่ในชุดลูกเสือแล้วต้องถอดออก

สำหรับกรณีของเด็กชายชาวกัมพูชาคนดังกล่าว ทางเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดสุรินทร์ (ตม.สุรินทร์) ได้ให้คำแนะนำว่า หากต้องการให้เด็กชายสามารถกลับเข้ามาศึกษาในประเทศไทยได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย จะต้องดำเนินการร้องต่อศาลเพื่อยืนยันความเป็นบุตร หรือดำเนินการรับเด็กชายเป็นบุตรบุญธรรมอย่างถูกต้องตามกฎหมาย

ทั้งนี้ พ.ต.ท.อุดร ขาวแขก รอง ผกก.ตม.สุรินทร์ ได้ประสาน จนท.ตม.สุรินทร์ที่ขับรถไปส่งสองแม่ลูก ให้นำตัวเดินทางกลับมาที่ ตม.สุรินทร์ อ.กาบเชิง เพื่อสอบปากคำเพิ่มเติม

ถึงแม้ว่าเรื่องราวของเด็กชายคนดังกล่าวจะยังไม่จบลงด้วยดีในทันที แต่สิ่งที่เกิดขึ้นได้สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นและความตั้งใจของครูและบุคลากรทางการศึกษาที่ต้องการให้โอกาสทางการศึกษาแก่เด็กทุกคนอย่างเท่าเทียมกัน ไม่ว่าจะมีเชื้อชาติ สัญชาติ หรือสถานะทางกฎหมายใดก็ตาม เรื่องนี้ยังเป็นเครื่องเตือนใจให้สังคมตระหนักถึงความสำคัญของการแก้ไขปัญหาด้านเอกสารและการเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย เพื่อให้เด็กทุกคนสามารถเติบโตและเรียนรู้ได้อย่างปลอดภัยและมั่นคง ผอ.รร.บัวเชดวิทยา และคณะครูได้แสดงให้เห็นถึงความเมตตาและความเอื้ออาทรที่มีต่อลูกศิษย์ ซึ่งเป็นสิ่งที่น่ายกย่องและควรค่าแก่การสนับสนุน

สุดท้ายนี้ หวังว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะเร่งดำเนินการแก้ไขปัญหาและให้ความช่วยเหลือแก่เด็กชายคนดังกล่าว เพื่อให้เขาสามารถกลับมาศึกษาต่อได้อย่างราบรื่น และเติบโตเป็นพลเมืองที่ดีของสังคมต่อไป

ที่มา – ผอ.รร.บัวเชดวิทยา แจงเคส “เด็กชาย” วัย 13 ปี ยืนยันรับเข้าเรียนถูกกฎตามระเบียบ

ตร.แจง! ดราม่าผลักดันนักเรียนวัย 13 ปี กลับประเทศ

จากกรณีดราม่าเกี่ยวกับการผลักดัน นักเรียนวัย 13 ปี กลับประเทศ ล่าสุด ผกก.สภ.บัวเชด ได้ออกมาอธิบายถึงเหตุผลและความจำเป็นในการดำเนินการดังกล่าว โดยเน้นย้ำถึงความเห็นใจที่มีต่อเด็กนักเรียน แต่ก็ต้องปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด พร้อมยืนยันว่าเด็กสามารถกลับมาเรียนต่อได้ หากดำเนินการเรื่องเอกสารให้ถูกต้อง

พ.ต.อ.สราวุธ ศรีวิฑูลย์ศักดิ์ ผกก.สภ.บัวเชด ได้ชี้แจงว่า การดำเนินการผลักดันนักเรียนชายชาวกัมพูชาวัย 13 ปี พร้อมมารดากลับประเทศ สืบเนื่องมาจากการตรวจสอบพบว่า ทั้งสองไม่มีเอกสารที่ได้รับอนุญาตให้เข้ามาอยู่ในราชอาณาจักรไทยอย่างถูกต้องตามกฎหมาย ซึ่งเป็นไปตามข้อร้องเรียนที่ได้รับมา

ในช่วงเช้าของวันที่ 28 สิงหาคม 2568 ที่ผ่านมา ทาง สภ.บัวเชด ได้เชิญครูผู้โพสต์เรื่องราวดังกล่าวลงในโซเชียลมีเดีย คณะครู และบิดาของเด็กนักเรียนชาย เข้ามาให้ข้อมูลเพิ่มเติมและทำความเข้าใจเกี่ยวกับการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจ โดยมีการอธิบายถึงสถานการณ์ชายแดนและความจำเป็นที่ต้องดำเนินการตามกฎหมาย

นางสูพล หงปัญญา ผู้ใหญ่บ้านโนนสังข์ ม.10 ต.บัวเชด ได้ให้ข้อมูลว่า บิดาของเด็กนักเรียนคือ นายใบ เภาว์เพ็ง อาศัยอยู่กินกับนางมอม ชาวกัมพูชา ซึ่งได้นำบุตรชายเข้ามาอาศัยในประเทศไทยด้วย เด็กชายได้เข้าเรียนหนังสือจนจบชั้นประถมศึกษาและกำลังศึกษาในชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 แต่เมื่อสอบถามเรื่องเอกสาร นางมอมแจ้งว่ามีพาสปอร์ตที่ต่ออายุมาโดยตลอด แต่ภายหลังถูกจับกุมกลับแจ้งว่าพาสปอร์ตขาดไป 4-5 ปีแล้ว

เจ้าหน้าที่ได้อธิบายว่า การผลักดันกลับประเทศเป็นไปตามขั้นตอนทางกฎหมาย เนื่องจากไม่มีเอกสารที่ถูกต้อง อย่างไรก็ตาม สองแม่ลูกสามารถดำเนินการเรื่องเอกสารให้ถูกต้อง แล้วจึงค่อยเดินทางกลับเข้ามาศึกษาต่อได้ ซึ่งทั้งสองก็เข้าใจและยินดีปฏิบัติตาม

พ.ต.อ.สราวุธ ศรีวิฑูลย์ศักดิ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ทางตำรวจได้รับร้องเรียนเกี่ยวกับบุคคลต่างด้าวที่เข้ามาอาศัยอยู่ในพื้นที่ จึงได้ทำการตรวจสอบและพบว่าสองแม่ลูกไม่มีเอกสารที่ถูกต้อง จึงได้แจ้งข้อกล่าวหาในเรื่องของการหลบหนีเข้าเมือง และแนะนำให้กลับไปดำเนินการเรื่องเอกสารให้ถูกต้องก่อนที่จะเดินทางกลับเข้ามาในประเทศไทยอีกครั้ง

ตร. แจงดราม่าผลักดันนักเรียนวัย 13 ปี กลับประเทศ

ความสำคัญของการทำตามกฎหมาย

กรณีนักเรียนวัย 13 ปี กลับประเทศนี้ เป็นอุทาหรณ์ที่เน้นย้ำถึงความสำคัญของการปฏิบัติตามกฎหมาย ไม่ว่าจะเป็นชาวไทยหรือชาวต่างชาติ การมีเอกสารที่ถูกต้องและครบถ้วนเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการอยู่อาศัยและการทำกิจกรรมต่างๆ ในประเทศ

สำหรับชาวต่างชาติ การเข้ามาในประเทศไทยอย่างถูกกฎหมาย ไม่ว่าจะเป็นการท่องเที่ยว การทำงาน หรือการศึกษา มีขั้นตอนและเอกสารที่ต้องดำเนินการอย่างถูกต้อง เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาทางกฎหมายที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต

นักเรียนวัย 13 ปี กลับประเทศแสดงให้เห็นว่าแม้จะมีความเห็นใจในสถานการณ์ แต่เจ้าหน้าที่ก็จำเป็นต้องบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด การดำเนินการเรื่องเอกสารให้ถูกต้องจึงเป็นทางออกที่ดีที่สุดสำหรับทุกฝ่าย

การที่ สภ.บัวเชด ได้ชี้แจงรายละเอียดและให้คำแนะนำแก่ครอบครัวและครู ถือเป็นการแสดงความโปร่งใสและให้ความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย เพื่อให้เข้าใจถึงเหตุผลและความจำเป็นในการดำเนินการตามกฎหมาย

สิ่งที่เกิดขึ้นกับนักเรียนวัย 13 ปี กลับประเทศนั้นเป็นเรื่องที่น่าเห็นใจ แต่ก็เป็นเครื่องเตือนใจให้ทุกคนตระหนักถึงความสำคัญของการปฏิบัติตามกฎหมาย และดำเนินการเรื่องเอกสารให้ถูกต้อง เพื่อให้สามารถอยู่อาศัยและทำกิจกรรมต่างๆ ในประเทศไทยได้อย่างราบรื่นและถูกต้องตามกฎหมาย

แม้ว่าการผลักดัน นักเรียนวัย 13 ปี กลับประเทศ จะเป็นเรื่องที่น่าเศร้า แต่ก็เป็นไปตามกระบวนการทางกฎหมาย สิ่งสำคัญคือการให้ความช่วยเหลือเพื่อให้พวกเขาสามารถกลับมาใช้ชีวิตและศึกษาต่อได้อย่างถูกต้องในอนาคต

ที่มา – ตร. แจงดราม่าผลักดันนักเรียนวัย 13 ปี กลับประเทศ เห็นใจเด็ก แต่ต้องทำให้ถูกต้อง

ตร.แจง ดราม่า**ผลักดันนักเรียนวัย 13** กลับประเทศ

จากกรณีดราม่าที่เกิดขึ้นเกี่ยวกับการผลักดันนักเรียนวัย 13 ปี กลับประเทศกัมพูชา ล่าสุด ผกก.สภ.บัวเชด ได้ออกมาชี้แจงถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น โดยเน้นย้ำว่ามีความเห็นใจเด็ก แต่จำเป็นต้องดำเนินการตามกฎหมายเพื่อให้ถูกต้อง ยืนยันว่าเด็กสามารถกลับมาเรียนต่อได้หากดำเนินการเรื่องเอกสารให้ถูกต้อง

เรื่องราวดังกล่าวเริ่มต้นจากการที่ครูท่านหนึ่งออกมาโพสต์ถึงเหตุการณ์ที่นักเรียนชายวัย 13 ปี ถูกแจ้งข้อหาเป็นบุคคลต่างด้าว และถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุมตัวหลังเคารพธงชาติ โดยต้องเปลี่ยนจากชุดลูกเสือเป็นชุดไปรเวทเพื่อเตรียมตัวผลักดันนักเรียนวัย 13 กลับประเทศกัมพูชาพร้อมกับแม่ เนื่องจากไม่มีเอกสารอนุญาตที่ถูกต้องตามกฎหมาย

ล่าสุดเมื่อวันที่ 28 สิงหาคม 2568 พ.ต.อ.สราวุธ ศรีวิฑูลย์ศักดิ์ ผกก.สภ.บัวเชด ได้เชิญครูผู้โพสต์เฟซบุ๊ก คณะครู และพ่อของเด็กนักเรียนชาย เข้ามาให้ข้อมูลเพิ่มเติมและทำความเข้าใจเกี่ยวกับการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจ

นางสูพล หงปัญญา ผู้ใหญ่บ้านโนนสังข์ ม.10 ต.บัวเชด กล่าวว่า พ่อของเด็กคือ นายใบ เภาว์เพ็ง ได้อยู่กินกับนางมอม ชาวกัมพูชา ซึ่งนำลูกติดมาด้วยตั้งแต่อายุ 8 ขวบ จากนั้นจึงเข้าเรียนหนังสือจนจบประถมและต่อชั้นมัธยมปีที่ 1 ปัจจุบัน ผู้ใหญ่บ้านเพิ่งเข้ามารับตำแหน่งได้ไม่นานและได้สอบถามนางมอมเรื่องเอกสาร ซึ่งนางมอมแจ้งว่ามีพาสปอร์ตและต่ออายุตลอด แต่ภายหลังถูกจับกุมจึงบอกว่าพาสปอร์ตขาดไป 4-5 ปีแล้ว ส่วนเอกสารตัวจริงนั้นไม่เคยนำมาแสดงให้เห็น ซึ่งทั้งสองแม่ลูกถูกควบคุมตัวอยู่ที่สำนักงาน ตม.สุรินทร์ เพื่อรอการผลักดันนักเรียนวัย 13 กลับประเทศ

เจ้าหน้าที่ได้อธิบายว่าสถานการณ์ชายแดนในขณะนี้ทำให้ต้องผลักดันนักเรียนวัย 13 กลับประเทศเนื่องจากไม่มีเอกสารที่ถูกต้อง และแนะนำให้กลับไปทำเอกสารให้ถูกต้องก่อน จึงค่อยกลับมาเรียนอีกครั้ง ซึ่งทั้งสองแม่ลูกเข้าใจและจะปฏิบัติตาม ขณะนี้ทั้งสองถูกควบคุมตัวอยู่ที่ สภ.กาบเชิง และเจ้าหน้าที่ ตม.สุรินทร์ ได้นำตัวไปยังจุดผ่านแดนอรัญประเทศเพื่อผลักดันกลับประเทศแล้ว

พ.ต.อ.สราวุธ ศรีวิฑูลย์ศักดิ์ ผกก.สภ.บัวเชด กล่าวว่า ได้รับแจ้งว่ามีคนต่างด้าวเข้ามาอาศัยอยู่ในพื้นที่ จึงได้เข้าไปตรวจสอบและพบตัวนางมอม ซึ่งแจ้งว่ามีลูกชายด้วย แต่ไม่มีหลักฐานแสดงตัว จึงได้เชิญตัวมาจากโรงเรียนเพื่อตรวจสอบและพบว่าไม่มีหลักฐานการเข้าเมืองโดยถูกต้อง จึงแจ้งข้อหาหลบหนีเข้าเมือง พร้อมแนะนำให้กลับไปทำเอกสารให้ถูกต้องก่อนที่จะกลับเข้ามาใหม่ ซึ่งอาจจะมาด้วยช่องทางอื่นหรือโดยสารเครื่องบิน ก็สามารถกลับมาเรียนได้ตามปกติ ซึ่งคณะครูและสองแม่ลูกเข้าใจดี สุรินทร์มีการกวาดล้างบุคคลต่างด้าวหลบหนีเข้าเมืองเป็นประจำอยู่แล้ว โดยเฉพาะในช่วงสถานการณ์ที่ไม่ปกติเช่นนี้ ทางตำรวจมีความเห็นใจเด็ก แต่จำเป็นต้องดำเนินการให้ถูกต้องตามกฎหมาย

ตร. แจงดราม่าผลักดันนักเรียนวัย 13 กลับประเทศ

ทำไมต้องผลักดันนักเรียนวัย 13 กลับประเทศ?

เหตุการณ์นี้แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการดำเนินการด้านเอกสารให้ถูกต้องตามกฎหมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับชาวต่างชาติที่เข้ามาอาศัยอยู่ในประเทศไทย แม้ว่าเรื่องราวจะน่าเห็นใจ แต่การบังคับใช้กฎหมายก็เป็นสิ่งที่จำเป็นเพื่อให้เกิดความเป็นระเบียบเรียบร้อยในสังคม

ถึงแม้ว่าการผลักดันนักเรียนวัย 13 กลับประเทศอาจดูเป็นการกระทำที่รุนแรง แต่เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ยืนยันว่าเป็นการดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมาย และพร้อมที่จะให้ความช่วยเหลือในการดำเนินการด้านเอกสารเพื่อให้เด็กสามารถกลับมาเรียนต่อได้ในอนาคต สิ่งสำคัญคือการเรียนรู้จากเหตุการณ์นี้และตระหนักถึงความสำคัญของการปฏิบัติตามกฎหมาย

ที่มา – ตร. แจงดราม่าผลักดัน “นักเรียนวัย 13” กลับประเทศ เห็นใจเด็ก แต่ต้องทำให้ถูกต้อง

Scroll to top