จากกรณีดราม่าที่โรงเรียนบัวเชดวิทยา จ.สุรินทร์ เกี่ยวกับนักเรียนชายวัย 13 ปี ที่ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจพาตัวออกจากโรงเรียนเนื่องจากปัญหาด้านเอกสาร ทำให้เกิดความกังวลใจในหลายภาคส่วน ล่าสุด นางสาวกชพร ชุมเพชร ผู้อำนวยการโรงเรียนบัวเชดวิทยา ได้ออกมาชี้แจงถึงกรณีดังกล่าว โดยเน้นย้ำว่าทางโรงเรียนได้ดำเนินการรับเด็กชายคนดังกล่าวเข้าเรียนตามระเบียบและกฎหมายทุกประการ
ผอ.รร.บัวเชดวิทยา แจงเคส “เด็กชาย” วัย 13 ปี ยืนยันรับเข้าเรียนถูกกฎตามระเบียบ
ผอ.รร.บัวเชดวิทยา ระบุว่า เด็กชายคนดังกล่าวมีใบ ปพ. และจบการศึกษาจากโรงเรียนบ้านโนนสังข์ โดยมีรหัสประจำตัวขึ้นต้นด้วย “จี” ซึ่งเป็นรหัสสำหรับเด็กต่างชาติที่เข้ามาเรียนในประเทศไทย และเป็นไปตามนโยบายของรัฐบาลที่ต้องการให้เด็กทุกคนที่อยู่ในประเทศไทยได้รับโอกาสทางการศึกษาอย่างเท่าเทียมกัน ทางโรงเรียนจึงดำเนินการรับเด็กเข้าเรียนตามระเบียบที่วางไว้
พร้อมกันนี้ นางสาวกชพรยังได้กล่าวถึงความห่วงใยที่มีต่อนักเรียนชายคนดังกล่าว โดยได้รวบรวมเงินจำนวน 14,000 บาท มอบให้กับเด็กชายและมารดาชาวกัมพูชา เพื่อใช้จ่ายระหว่างที่อยู่ในประเทศกัมพูชา และรอการดำเนินการด้านเอกสารให้ถูกต้องตามกฎหมาย ซึ่งได้รับการประสานงานจากนักธุรกิจชาวกัมพูชาที่จะเข้ามาช่วยเหลือในเรื่องนี้
ถึงแม้ว่าทางโรงเรียนจะต้องปฏิบัติตามกฎหมาย แต่ในฐานะของครูและบุคลากรทางการศึกษา ก็มีความปรารถนาที่จะให้เด็กทุกคนที่อยู่ในประเทศไทยได้รับการศึกษาอย่างต่อเนื่อง นางสาวกชพรกล่าวว่า “เราอยากให้เด็กทุกคนที่อยู่ในเมืองไทยได้รับการศึกษา เรารักเขาเหมือนลูก ยิ่งเห็นเขาในสภาพที่ถูกพาตัวไปในสภาพชุดนักเรียน และต้องถูกถอดชุดนักเรียนออก ก็รู้สึกห่วงใยเป็นอย่างมาก”
โรงเรียนบัวเชดวิทยายึดมั่นในระเบียบและมนุษยธรรม
นางสาวกชพร ชุมเพชร ผอ.โรงเรียนบัวเชดวิทยา กล่าวเพิ่มเติมว่า ทางโรงเรียนเข้าใจถึงความจำเป็นในการปฏิบัติตามกฎหมาย แต่ในขณะเดียวกันก็ยึดมั่นในหลักมนุษยธรรมและความเป็นครู โดยพร้อมที่จะให้ความช่วยเหลือและสนับสนุนนักเรียนทุกคนอย่างเต็มที่เท่าที่จะทำได้
“ยืนยันเราดำเนินการตามกฎหมาย แต่หลักด้านมนุษยธรรม ความเป็นครูของเรา เราอยากให้เด็กทุกคนที่อยู่ในเมืองไทยได้รับการศึกษา เรารักเขาเหมือนลูก” ผอ.รร.บัวเชดวิทยา กล่าวย้ำ
ด้านนายโสภณ จงบริบูรณ์ ครูผู้ดูแลที่โพสต์เรื่องดังกล่าว กล่าวว่า ไม่เสียใจในสิ่งที่โพสต์ลงไปในฐานะที่เราเป็นครู เข้าใจทุกท่านรักชาติ ตนเองก็รักชาติไม่ต่างจากท่าน แต่สิ่งที่ตนโพสต์ออกไปในมุมมองของครูที่ได้อยู่ในเหตุการณ์และเห็นเด็กของเราที่อยู่ในชุดลูกเสือแล้วต้องถอดออก
สำหรับกรณีของเด็กชายชาวกัมพูชาคนดังกล่าว ทางเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดสุรินทร์ (ตม.สุรินทร์) ได้ให้คำแนะนำว่า หากต้องการให้เด็กชายสามารถกลับเข้ามาศึกษาในประเทศไทยได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย จะต้องดำเนินการร้องต่อศาลเพื่อยืนยันความเป็นบุตร หรือดำเนินการรับเด็กชายเป็นบุตรบุญธรรมอย่างถูกต้องตามกฎหมาย
ทั้งนี้ พ.ต.ท.อุดร ขาวแขก รอง ผกก.ตม.สุรินทร์ ได้ประสาน จนท.ตม.สุรินทร์ที่ขับรถไปส่งสองแม่ลูก ให้นำตัวเดินทางกลับมาที่ ตม.สุรินทร์ อ.กาบเชิง เพื่อสอบปากคำเพิ่มเติม
ถึงแม้ว่าเรื่องราวของเด็กชายคนดังกล่าวจะยังไม่จบลงด้วยดีในทันที แต่สิ่งที่เกิดขึ้นได้สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นและความตั้งใจของครูและบุคลากรทางการศึกษาที่ต้องการให้โอกาสทางการศึกษาแก่เด็กทุกคนอย่างเท่าเทียมกัน ไม่ว่าจะมีเชื้อชาติ สัญชาติ หรือสถานะทางกฎหมายใดก็ตาม เรื่องนี้ยังเป็นเครื่องเตือนใจให้สังคมตระหนักถึงความสำคัญของการแก้ไขปัญหาด้านเอกสารและการเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย เพื่อให้เด็กทุกคนสามารถเติบโตและเรียนรู้ได้อย่างปลอดภัยและมั่นคง ผอ.รร.บัวเชดวิทยา และคณะครูได้แสดงให้เห็นถึงความเมตตาและความเอื้ออาทรที่มีต่อลูกศิษย์ ซึ่งเป็นสิ่งที่น่ายกย่องและควรค่าแก่การสนับสนุน
สุดท้ายนี้ หวังว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะเร่งดำเนินการแก้ไขปัญหาและให้ความช่วยเหลือแก่เด็กชายคนดังกล่าว เพื่อให้เขาสามารถกลับมาศึกษาต่อได้อย่างราบรื่น และเติบโตเป็นพลเมืองที่ดีของสังคมต่อไป
ที่มา – ผอ.รร.บัวเชดวิทยา แจงเคส “เด็กชาย” วัย 13 ปี ยืนยันรับเข้าเรียนถูกกฎตามระเบียบ





