วัน: 28 สิงหาคม 2025

ฮาแวร์ตซ์ (อาร์เซนอล) เตรียมผ่าตัดเข่า


ไค ฮาแวร์ตซ์ กองหน้าของอาร์เซนอล เตรียมเข้ารับการผ่าตัดอาการบาดเจ็บที่เข่า แต่คาดว่าจะไม่ต้องพักรักษาตัวเป็นเวลานาน

ดาวเตะวัย 26 ปี ลงเล่นเป็นตัวสำรองในเกมที่เอาชนะแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด แต่พลาดการลงสนามในเกมที่ถล่มลีดส์ 5-0 เนื่องจากปัญหาอาการบาดเจ็บ

มิเกล อาร์เตต้า ผู้จัดการทีมอาร์เซนอล กล่าวถึงอาการบาดเจ็บของฮาแวร์ตซ์ก่อนเกมกับลีดส์ว่า “เราต้องการเวลาอีกหน่อย” ก่อนที่จะตัดสินใจว่าจะต้องดำเนินการอย่างไร

มีความหวังว่าแข้งทีมชาติเยอรมนีรายนี้จะต้องพักรักษาตัวเป็นสัปดาห์ แทนที่จะเป็นเดือน ซึ่งจะช่วยให้อาร์เตต้าคลายความกังวลได้บ้าง เนื่องจากเขายังไม่มี บูกาโย่ ซาก้า ปีกตัวเก่ง, มาร์ติน โอเดการ์ด และ คริสเตียน นอร์การ์ด กองกลาง, เบน ไวท์ กองหลัง และ กาเบรียล เชซุส กองหน้า เนื่องจากอาการบาดเจ็บเช่นกัน

วิคเตอร์ เกียวเคเรส กองหน้าทีมชาติสวีเดน เป็นกองหน้าตัวเดียวที่ฟิตสมบูรณ์ของทีม และทำประตูในพรีเมียร์ลีกได้ 2 ประตูแรกในเกมกับลีดส์

อาการบาดเจ็บของฮาแวร์ตซ์ (อาร์เซนอล) เร่งให้อาร์เซนอลดำเนินการคว้าตัว เอเบเรชี เอเซ่ กองหน้าทีมชาติอังกฤษจากคริสตัล พาเลซ และการเซ็นสัญญาด้วยค่าตัว 60 ล้านปอนด์ได้เริ่มฝึกซ้อมกับทีมปืนใหญ่แล้ว

อาร์เซนอลจะเผชิญหน้ากับลิเวอร์พูลแชมป์เก่าในวันอาทิตย์ที่แอนฟิลด์ โดยทั้งสองทีมต่างก็ชนะในเกมลีกสองนัดแรกของฤดูกาล

ฮาแวร์ตซ์ (อาร์เซนอล) เตรียมผ่าตัดเข่า

สถานการณ์ของอาร์เซนอลตอนนี้ค่อนข้างน่าเป็นห่วง เนื่องจากมีผู้เล่นบาดเจ็บหลายราย โดยเฉพาะในแนวรุก การขาดหายไปของซาก้า, เชซุส และล่าสุดคือ ฮาแวร์ตซ์ (อาร์เซนอล) ส่งผลกระทบต่อทีมอย่างแน่นอน แม้ว่าพวกเขาจะเพิ่งถล่มลีดส์มาได้ แต่การเจอกับลิเวอร์พูลที่แอนฟิลด์นั้นเป็นงานที่ยากกว่ามาก

ผลกระทบจากการผ่าตัดเข่าของ ฮาแวร์ตซ์ (อาร์เซนอล)

การผ่าตัดเข่าของ ฮาแวร์ตซ์ (อาร์เซนอล) อาจทำให้เขาต้องพักราว 2-3 สัปดาห์ ซึ่งหมายความว่าเขาจะพลาดเกมสำคัญหลายนัด รวมถึงเกมกับลิเวอร์พูล และอาจรวมถึงเกมยูฟ่า แชมเปียนส์ ลีกด้วย อาร์เตต้าจะต้องหาทางแก้ไขปัญหาในแนวรุกให้ได้ และหวังว่าผู้เล่นคนอื่นๆ จะสามารถก้าวขึ้นมาทดแทนได้

อย่างไรก็ตาม การได้ตัว เอเบเรชี เอเซ่ เข้ามาเสริมทีม ถือเป็นข่าวดีสำหรับอาร์เซนอล เอเซ่เป็นผู้เล่นที่มีความสามารถรอบด้าน และสามารถเล่นได้หลากหลายตำแหน่งในแนวรุก เขาอาจเป็นคนที่เข้ามาช่วยแบ่งเบาภาระของกองหน้าคนอื่นๆ ได้ในช่วงที่ฮาแวร์ตซ์ไม่อยู่

นอกจากนี้ อาร์เตต้าอาจต้องพิจารณาให้โอกาสกับผู้เล่นดาวรุ่งบางคน เช่น กาเบรียล มาร์ติเนลลี หรือ เอ็ดดี้ เอ็นเคเทียห์ เพื่อพิสูจน์ตัวเอง มาร์ติเนลลีเคยทำผลงานได้ดีในอดีต และเอ็นเคเทียห์ก็เป็นกองหน้าที่ขยันและมีความมุ่งมั่นสูง

อาร์เซนอลมีขุมกำลังที่แข็งแกร่ง และพวกเขาสามารถรับมือกับสถานการณ์ที่ยากลำบากนี้ได้ แต่พวกเขาจะต้องทำงานหนัก และเล่นด้วยความมุ่งมั่น หากพวกเขาต้องการที่จะประสบความสำเร็จในฤดูกาลนี้

ถึงแม้ว่าการขาดหายไปของฮาแวร์ตซ์จะเป็นเรื่องที่น่าเสียดาย แต่ก็เป็นโอกาสสำหรับผู้เล่นคนอื่นๆ ในทีมที่จะได้แสดงศักยภาพของตนเอง และพิสูจน์ให้เห็นว่าอาร์เซนอลมีความแข็งแกร่งมากกว่าแค่ผู้เล่น 11 คนแรก

ที่มา – Arsenal forward Havertz to have knee surgery

บอร์ด Man Utd หนุนหลัง อโมริม แม้พ่ายกริมสบี้

บอร์ดบริหารของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ยังคงให้การสนับสนุน รูเบน อโมริม เฮดโค้ชของทีม แม้ว่าจะพ่ายแพ้อย่างน่าตกใจต่อกริมสบี้ ทาวน์ ทีมจากลีกทู ในศึกคาราบาว คัพ เมื่อคืนที่ผ่านมา

อโมริม ได้สร้างความสงสัยเกี่ยวกับอนาคตของตนเองกับสโมสร จากคำพูดของเขาหลังจากการแพ้จุดโทษที่บลันเดลล์ พาร์ค ซึ่งก่อนหน้านั้นทีมของเขาต้องกลับมาจากที่ตามหลังสองประตูหลังจากถูกเล่นงานอย่างหนักเป็นเวลาหนึ่งชั่วโมง

อย่างไรก็ตาม แหล่งข่าวที่เข้าใจสถานการณ์ยืนยันว่าความไม่แน่นอนนี้ไม่ได้มาจากระดับบนของสโมสร

พวกเขากล่าวว่า การเดินทางภายใต้การนำของ อโมริม นั้นถูกมองว่าเป็นการเดินทางที่ยาวนานเสมอ และสโมสรต้องการหลีกเลี่ยงการตัดสินใจระยะสั้นโดยอิงจากผลการแข่งขันที่ย่ำแย่เพียงไม่กี่นัด

ยูไนเต็ด สนับสนุน อโมริม โดยการใช้เงิน 200 ล้านปอนด์ไปกับผู้เล่นในแนวรุกในช่วงซัมเมอร์นี้ ในขณะที่การเจรจาที่น่าจะจบลงด้วยการที่ อเลฮานโดร การ์นาโช่, อันโทนี่ และ ราสมุส ฮอยลุนด์ เข้าร่วมทีมเชลซี, เรอัล เบติส และ นาโปลี ตามลำดับ ยังคงดำเนินต่อไป

สโมสรตระหนักดีว่าในช่วงซัมเมอร์ปี 2024 พวกเขาให้การสนับสนุน เอริค เทน ฮาก ด้วยงบประมาณการย้ายทีมที่คล้ายกัน แต่กลับไล่ผู้จัดการทีมชาวดัตช์ออกไปก่อนสิ้นเดือนตุลาคม

บอร์ด Man Utd หนุนหลัง อโมริม แม้พ่ายกริมสบี้

ความพ่ายแพ้ต่อกริมสบี้เป็นครั้งแรกที่ยูไนเต็ดแพ้ให้กับคู่ต่อสู้จากลีกระดับสี่ อโมริม ไม่ได้หลีกเลี่ยงหน้าที่ในการให้สัมภาษณ์กับสื่อหลังจากนั้น และพูดคุยกับสถานีโทรทัศน์ภายในสโมสร MUTV เกี่ยวกับการประเมินสถานการณ์ที่มืดมนของเขา

“เรามามุ่งเน้นไปที่เกมต่อไป แล้วเราค่อยมีเวลาคิดถึงเรื่องต่างๆ” เขากล่าว

“เรามีงานที่ต้องทำ งานที่ต้องเตรียมตัว แล้วเราจะหยุดและคิดทบทวนทุกอย่าง”

ผู้จัดการทีมชาวโปรตุกีสเลือกที่จะไม่ชี้แจงความคิดเห็นของเขา ซึ่งแม้แต่ภายในโอลด์ แทรฟฟอร์ด บางคนก็ตีความว่าเป็นการที่ชายวัย 40 ปี กำลังพิจารณาอนาคตของตนเอง

ไม่ใช่ครั้งแรกที่เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ มีรายงานว่าเขาเคยเสนอที่จะลาออกจากตำแหน่งในช่วงหนึ่งของฤดูกาลที่แล้ว แต่สิ่งนี้ไม่เคยได้รับการยืนยัน ในช่วงซัมเมอร์ อโมริม อธิบายถึงความปรารถนาของเขาที่จะทำงานให้ดี และการตอบสนองทางอารมณ์เมื่อเขาทำไม่ได้ว่าเป็น “เรื่องของอัตตา”

เขาจะต้องถูกถามเกี่ยวกับความคิดเห็นของเขาเมื่อเขาพูดคุยกับสื่อในบ่ายวันศุกร์ ก่อนเกมพรีเมียร์ลีกของทีมกับเบิร์นลีย์ที่โอลด์ แทรฟฟอร์ด ในวันรุ่งขึ้น

ทันทีหลังจากช่วงพักเบรกทีมชาติ ยูไนเต็ด จะไปเยือนเอติฮัด สเตเดียม สำหรับแมนเชสเตอร์ ดาร์บี้ ครั้งแรกของฤดูกาล เชลซีจะมาเยือนโอลด์ แทรฟฟอร์ด ในสัปดาห์ถัดไป ในขณะที่การเดินทางไปเยือนคู่แข่งเก่าอย่างลิเวอร์พูลกำลังจะเกิดขึ้นในวันที่ 19 ตุลาคม

เขาจะถูกขอให้ขยายความเพิ่มเติมเกี่ยวกับคำกล่าวอ้างของเขาที่ว่าผู้เล่นของเขา “พูดเสียงดังมากในวันนี้ว่าพวกเขาต้องการอะไร” แม้แต่ภายในห้องแต่งตัว ซึ่งดูเหมือนจะให้การสนับสนุน อโมริม อย่างมากในช่วงปรีซีซั่นที่โดดเด่นในเรื่องของความสามัคคีในแคมป์ ก็ยังมีความไม่แน่นอนว่าอดีตโค้ชของสปอร์ติ้งกำลังพูดถึงอะไร

ผู้เล่นเพียงไม่กี่คนที่เริ่มต้นเกมเมื่อคืนที่ผ่านมาได้เสนอเหตุผลที่น่าเชื่อถือสำหรับการได้รับเลือกให้ลงเล่นกับเบิร์นลีย์ รวมถึงกองกลางอย่าง ค็อบบี้ ไมนู ซึ่งลงเล่นครบ 90 นาที และผู้รักษาประตู อังเดร โอนาน่า ซึ่งความผิดพลาดของเขาในประตูที่สองของกริมสบี้ยิ่งทำให้สถานการณ์เลวร้ายลงไปอีก

บอร์ด Man Utd หนุนหลัง อโมริม จริงหรือ?

นอกจากนี้ ยังมีการตั้งคำถามถึงการที่ เบนจามิน เซสโก้ กองหน้าราคา 73.7 ล้านปอนด์ เป็นผู้เล่นคนสุดท้ายที่ยิงจุดโทษให้ยูไนเต็ดในการดวลจุดโทษมาราธอน ซึ่งขยายไปถึง 13 ครั้งสำหรับแต่ละฝ่าย

แหล่งข่าวกล่าวว่า การตัดสินใจดังกล่าวเกิดขึ้นเนื่องจาก เซสโก้ ซึ่งลงเล่น 90 นาทีเต็มเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่วันที่ 19 เมษายน มีอาการตะคริวเนื่องจากสนามที่เปียกชื้นจากฝนที่ตกลงมา

สิ่งที่เกิดขึ้นแสดงให้เห็นว่า บอร์ด Man Utd หนุนหลัง อโมริม อย่างแท้จริงหรือไม่? หรือเป็นเพียงการประวิงเวลาเพื่อหาคนที่เหมาะสมกว่า? อนาคตของอโมริมยังคงเป็นสิ่งที่ต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด

ที่มา – Man Utd chiefs back Amorim despite Grimsby defeat

รัสเซียยิงขีปนาวุธถล่มกรุงเคียฟ: ยอดตาย 19 ศพ

อียู-อังกฤษเดือดเรียกทูตรัสเซียเข้าพบ หลังอาคาร EU และ British Council ในยูเครนถูกโจมตีหนัก ขณะที่ยอดผู้เสียชีวิตจากการโจมตีในกรุงเคียฟเพิ่มเป็น 19 ศพ กลายเป็นเหตุการณ์ที่นานาชาติต่างจับตามอง

วันที่ 28 สิงหาคม 2568 สำนักข่าว BBC รายงานอ้างคำเปิดเผยของนายตีมูร์ คาเชนโก หัวหน้าฝ่ายบริหารงานกลาโหมยูเครนที่ระบุว่า กองทัพรัสเซียโจมตีทางอากาศครั้งใหญ่ที่สุดเป็นอันดับ 2 นับตั้งแต่เปิดฉากรุกรานเต็มรูปแบบ โดยการรัสเซียยิงขีปนาวุธถล่มกรุงเคียฟ ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 19 ศพ ในจำนวนนี้รวมถึงเด็ก 4 คน อายุเพียง 2 ขวบ 14 ปี และ 17 ปี ตามการเปิดเผยของ 

โดยกองทัพอากาศยูเครนระบุว่า รัสเซียใช้อาวุธโจมตีทางอากาศรวม 629 ชนิด แบ่งเป็นโดรน 598 ลำ และขีปนาวุธ 31 ลูก ด้านกระทรวงกลาโหมรัสเซียอ้างว่าเป้าหมายคือ โรงงานอุตสาหกรรมด้านการทหาร และฐานทัพอากาศของยูเครน พร้อมย้ำว่าใช้อาวุธแม่นยำสูง 

ทางด้านนายดมิทรี เปสคอฟ โฆษกรัฐบาลรัสเซีย ย้ำว่ารัสเซียยังสนใจการเจรจาสันติภาพ แต่ ปฏิบัติการพิเศษทางทหารยังคงเดินหน้าต่อไป

อย่างไรก็ตาม อาคารที่ทำการสหภาพยุโรป ในกรุงเคียฟ รวมทั้งอาคาร British Council ก็ได้รับความเสียหาย ทำให้ สหภาพยุโรปและสหราชอาณาจักรเรียกเอกอัครราชทูตรัสเซียเข้าพบทันที โดยนางเออร์ซูลา ฟอน แดร์ ไลเอิน ประธานคณะกรรมาธิการยุโรป ประณามการโจมตีครั้งนี้ว่าเป็น การก่อการร้ายต่อพลเรือนและแม้กระทั่งสหภาพยุโรปเอง 

ทางด้านเซอร์เคียร์ สตาร์เมอร์ นายกรัฐมนตรีอังกฤษ ประกาศว่า รัสเซียกำลังฆ่าเด็กและพลเรือน ทำลายทุกความหวังสันติภาพ พร้อมเผยว่าได้มีการเรียกทูตรัสเซียเข้าพบอย่างเป็นทางการแล้ว.

รัสเซียยิงขีปนาวุธถล่มกรุงเคียฟ ยอดตายพุ่งเป็น 19 ศพ

สถานการณ์ในยูเครนยังคงตึงเครียดอย่างต่อเนื่อง หลังจากรัสเซียยิงขีปนาวุธถล่มกรุงเคียฟ ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตจำนวนมาก และสร้างความเสียหายให้กับอาคารสำคัญหลายแห่ง ความรุนแรงที่เกิดขึ้นทำให้ประชาคมโลกต่างออกมาแสดงความกังวลและประณามการกระทำดังกล่าว

ผลกระทบจากการรัสเซียยิงขีปนาวุธถล่มกรุงเคียฟ

  • จำนวนผู้เสียชีวิตและผู้บาดเจ็บ: การโจมตีส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 19 ศพ และมีผู้ได้รับบาดเจ็บอีกจำนวนมาก
  • ความเสียหายต่ออาคาร: อาคารที่ทำการสหภาพยุโรป และ British Council ได้รับความเสียหายอย่างหนัก
  • ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ: เหตุการณ์นี้ส่งผลให้ความสัมพันธ์ระหว่างรัสเซียกับสหภาพยุโรป และสหราชอาณาจักรตึงเครียดยิ่งขึ้น มีการเรียกทูตรัสเซียเข้าพบเพื่อแสดงความไม่พอใจ

การกระทำดังกล่าวไม่เพียงแต่เป็นการละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ แต่ยังเป็นการกระทำที่ไร้มนุษยธรรมที่ส่งผลกระทบต่อชีวิตของผู้บริสุทธิ์จำนวนมาก

การที่รัสเซียยิงขีปนาวุธถล่มกรุงเคียฟในครั้งนี้ เป็นการตอกย้ำถึงความรุนแรงของสงครามที่ยังคงดำเนินต่อไป และความจำเป็นที่ประชาคมโลกจะต้องร่วมมือกันเพื่อหาทางออกอย่างสันติ

สิ่งที่เกิดขึ้นในยูเครนไม่ใช่แค่เรื่องของความขัดแย้งทางการเมือง แต่เป็นเรื่องของมนุษยธรรมที่เราทุกคนต้องร่วมกันใส่ใจและหาทางช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบจากสงคราม

ที่มา – รัสเซียยิงขีปนาวุธถล่มกรุงเคียฟ ยอดตายพุ่งเป็น 19 ศพ อียู-อังกฤษเดือดเรียกทูตรัสเซียเข้าพบ

ดราม่า! คดีจับ “เด็ก 13” ส่งกลับกัมพูชา ล่าสุด

กลายเป็นดราม่าเมื่อ “นักเรียนชายวัย 13 ปี” ถูกแจ้งข้อหาเป็นบุคคลต่างด้าว ตำรวจเข้าจับกุมตัวหลังเคารพธงชาติ ต้องเปลี่ยนชุดจากชุดลูกเสือเป็นชุดไปรเวท เพื่อเตรียมส่งตัวกลับประเทศกัมพูชา เรื่องราวของคดีจับ “เด็ก 13” ส่งกลับกัมพูชา นี้สร้างความสะเทือนใจให้กับหลายๆ คน

  • จุดเริ่มต้นมาจาก เช้าวันที่ 28 ส.ค. 2568 นายโสภณ จงบริบูรณ์ คุณครูโรงเรียนบัวเชดวิทยา จังหวัดสุรินทร์ ได้โพสต์คลิปวิดีโอผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวขณะที่ นักเรียนชายอายุ 13 ปี สวมชุดลูกเสือ ยืนกอดคุณครูกลางสถานีตำรวจภูธรบัวเชด จังหวัดสุรินทร์
  • คุณครูของนักเรียนชายวัย 13 ปี เล่าว่า หลังจากเคารพธงชาติเสร็จ มีรถตำรวจมารับตัวนักเรียนชายคนดังกล่าว เนื่องจากถูกแจ้งความในข้อกล่าวหา เป็นบุคคลต่างด้าวเดินทางเข้ามาและอยู่ในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต
  • แม้นักเรียนชายคนดังกล่าว จะมีแม่เป็นชาวกัมพูชา แต่ก็มาอยู่ในไทยตั้งแต่เด็กๆ ไม่เคยกลับเข้าไปที่กัมพูชา เติบโตและใช้ชีวิตที่ไทยตั้งแต่จำความได้ จนปัจจุบันอายุ 13 ปี ไม่สามารถอ่าน-เขียนภาษากัมพูชาได้
  • ครูเจ้าของโพสต์ ยังบอกอีกว่า ในฐานะครูมันจุกอกที่ต้องเห็นลูกศิษย์ เปลี่ยนชุดจากชุดลูกเสือเป็นชุดไปรเวท เพื่อเตรียมนำไปฝากขังไว้ที่ด่านกาบเชิงเพื่อส่งตัวกลับประเทศ
  • หลังจากเรื่องราวดังกล่าวถูกเผยแพร่ออกไป ก็มีคนเข้ามาแสดงความคิดเห็นกันเป็นจำนวนมาก โดยส่วนหนึ่งมองว่าเป็นการกระทำที่สะเทือนใจ เรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าช่วยเหลือ แต่อีกฝ่ายก็มองเป็นเรื่องของกฎหมายที่ควรจะต้องดำเนินด้วยความถูกต้อง

คดีจับ “เด็ก 13” ส่งกลับกัมพูชา สู่ดราม่าสะเทือนใจ ล่าสุดยังพักอยู่ในประเทศไทย

  • พ.ต.อ.สราวุธ ศรีวิฑูลย์ศักดิ์ ผกก.สภ.บัวเชด กล่าวว่า มีคนร้องเรียนว่ามีต่างด้าวเข้ามาอาศัยอยู่ในพื้นที่ จึงเข้าไปตรวจสอบจนกระทั่งพบตัว นางมอม
  • นางมอม บอกว่ามีลูกชายเรียนหนังสืออยู่ด้วย จึงไปเชิญตัวจากโรงเรียนมาตรวจสอบ ซึ่งไม่มีหลักฐานเข้ามาโดยถูกต้อง จึงได้ดำเนินการแจ้งข้อหาในเรื่องของหลบหนีเข้าเมือง
  • แนะนำสองแม่ลูก ให้กลับไปทำเรื่องให้ถูกต้อง ก่อนเข้ามาประเทศไทย ซึ่งทางตำรวจก็เห็นใจเด็ก แต่ก็ต้องทำให้ถูกต้อง

ชีวิตเด็กวัย 13 ปี จากกัมพูชามาอยู่ประเทศไทย

  • นางสูพล หงปัญญา ผู้ใหญ่บ้านโนนสังข์ ม.10 ต.บัวเชด อ.บัวเชด เผยว่า พ่อของเด็กคือ นายใบ เภาว์เพ็ง 67 ปี ชาวบ้านโนนสังข์ อยู่กินกับ นางมอม ชาวกัมพูชา อายุ 41 ปี โดยนางมอมได้นำลูกติดมาด้วย
  • ที่ผ่านมา ผู้ใหญ่บ้านพยายามสอบถาม นางมอม ว่ามีเอกสารถูกต้องหรือไม่ นางมอมก็บอกว่ามีพาสปอร์ตต่อตลอด
  • แต่หลังถูกจับ นางมอมบอกว่า พาสปอร์ตขาดไป 4-5 ปีแล้ว ส่วนเอกสารพาสปอร์ตตัวจริงมีหรือไม่ ก็ไม่เคยเห็นนางมอมเอาให้ดู
  • นายใบ พ่อเลี้ยงเด็ก 13 เล่าว่า นางมอมมีลูกติดมาอยู่ด้วยตอนอายุ 3 ขวบ ก่อนที่ตนจะรับรองเป็นผู้ปกครอง เพื่อให้ได้เรียนหนังสือชั้นประถมปีที่ 1-6 ก่อนจะเข้าเรียนต่อ ม.1 ยืนยันว่าเด็กพูดภาษากัมพูชาไม่ได้ เนื่องจากมาอยู่ตั้งแต่เด็กเล็ก

เด็กตั้งใจเรียน เกรดเฉลี่ย 4.00

  • นางสาวกชพร ชุมเพชร ผอ.โรงเรียนบัวเชดวิทยา ยืนยันรับเด็กตามระเบียบ เด็กมีใบ ปพ. มีใบเรียนจบจากบ้านโนนสังข์ เราดำเนินการตามนโยบายทุกขั้นตอนในการรับเด็กเข้ามาเรียน
  • ครูผู้ดูแล เล่าว่า น้องเป็นเด็กเรียนดี เกรดเฉลี่ย 4.00 เป็นเด็กกีฬา เล่นดนตรีได้หลายอย่าง วิชาการก็ได้ ถือว่าเป็นเด็กเก่งคนหนึ่ง เป็นเด็กดีแล้วก็เก่งด้วย
  • “รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ” ยืนยันให้ความเป็นธรรม “นักเรียนชายวัย 13 ปี” ตามหลักมนุษยธรรม ย้ำกลับมาเรียนได้ตามปกติ แต่ต้องดำเนินการเอกสารให้ถูกต้อง

จับกุมเด็ก 13 อาจขัดต่อหลักสิทธิเด็ก

  • คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ออกแถลงการณ์ว่า กรณีการจับกุมเด็กนักเรียนชายรายดังกล่าว เป็นการกระทำที่ขัดต่อหลักสิทธิเด็กและประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา
  • เนื่องด้วยเป็นการจับกุมที่ไม่มีหมายจับ ไม่มีเหตุแห่งการกระทำความผิดซึ่งหน้า เด็กมีสถานะเป็นเพียงผู้ติดตามมารดาเข้าเมืองมาตั้งแต่ยังเป็นเด็กและไม่มีเจตนาหลบหนี
  • การเข้าไปจับกุมเด็กในพื้นที่โรงเรียน อาจสร้างบาดแผลทางจิตใจให้แก่เด็กได้ในระยะยาว

เรื่องราวของ คดีจับ “เด็ก 13” ส่งกลับกัมพูชา นี้แสดงให้เห็นถึงความซับซ้อนของปัญหาทางสังคมและกฎหมาย การพิจารณาถึงหลักมนุษยธรรมควบคู่ไปกับการบังคับใช้กฎหมายจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง เพื่อให้ความเป็นธรรมเกิดขึ้นแก่ทุกฝ่าย

กรณี คดีจับ “เด็ก 13” ส่งกลับกัมพูชา ทำให้เราต้องหันกลับมามองยังนโยบายและแนวทางการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่รัฐที่เกี่ยวข้องกับเด็กและเยาวชนที่อาจมีสถานะทางกฎหมายที่ไม่ชัดเจน การให้ความช่วยเหลือและการคุ้มครองเด็กกลุ่มนี้อย่างเหมาะสมจึงเป็นสิ่งที่สังคมควรให้ความสำคัญ

  • ช่วงเที่ยงวันนี้ (28 ส.ค.) เจ้าหน้าที่ ตม.สุรินทร์ ได้นำสองแม่ลูกเดินทางไปยังจุดผ่านแดนอรัญประเทศ จ.สระแก้ว เพื่อรอผลักดันกลับประเทศแล้ว 
  • แต่ต่อมา พ.ต.ท.อุดร ขาวแขก รอง ผกก.ตม.สุรินทร์ ได้ประสาน เจ้าหน้าที่ ตม.สุรินทร์ที่ขับรถไปส่งสองแม่ลูก ให้นำตัวเดินทางกลับมาที่ ตม.สุรินทร์ อ.กาบเชิง เพื่อสอบปากคำเพิ่มเติม
  • ซึ่งล่าสุด สองแม่ลูก นอนพักอยู่ที่บ้านพักเด็กและครอบครัว จ.สุรินทร์ ต.ท่าสว่าง อ.เมือง จ.สุรินทร์ ซึ่งในวันพรุ่งนี้ (29 ส.ค.) เจ้าหน้าที่ ตม.สุรินทร์ พร้อมกับสหวิชาชีพจะเข้าไปสอบปากคำอีกครั้ง.

ที่มา – คดีจับ “เด็ก 13” ส่งกลับกัมพูชา สู่ดราม่าสะเทือนใจ ล่าสุดยังพักอยู่ในประเทศไทย

ผบ.ตร. สั่งย้าย “ผกก.สภ.ตากใบ” ด่วน!

มีรายงานด่วน! ผบ.ตร. ลงนามคำสั่งย้าย “ผกก.สภ.ตากใบ” ไปช่วยราชการที่ ศปก.ตร. โดยให้ขาดจากตำแหน่งเดิมอย่างเป็นทางการ เรื่องนี้สร้างความฮือฮาในวงการตำรวจและประชาชนในพื้นที่เป็นอย่างมาก

เมื่อวันที่ 28 สิงหาคม 2568 มีรายงานข่าวว่า พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ได้ลงนามในคำสั่งเมื่อวันที่ 26 สิงหาคม ที่ผ่านมา ให้ พ.ต.อ.อัสรี ต่วนเพ็ง ผกก.สภ.ตากใบ จังหวัดนราธิวาส ไปปฏิบัติราชการที่ศูนย์ปฏิบัติการ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ศปก.ตร.) โดยให้ขาดจากตำแหน่งเดิมทันที คำสั่งนี้มีผลบังคับใช้แล้ว และสร้างความเปลี่ยนแปลงในการบริหารงานของสถานีตำรวจภูธรตากใบ

พร้อมกันนี้ ได้มีคำสั่งให้ พ.ต.อ.เอกชัย พราหมณกุล รองผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดนราธิวาส มารักษาราชการแทนในตำแหน่ง ผกก.สภ.ตากใบ อีกตำแหน่งหนึ่ง การเปลี่ยนแปลงนี้มีจุดประสงค์เพื่อให้การบริหารงานในพื้นที่เป็นไปอย่างราบรื่นและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

ผบ.ตร. สั่งย้าย “ผกก.สภ.ตากใบ” ด่วน!

เหตุผลเบื้องหลังการย้าย ผกก.สภ.ตากใบ

ถึงแม้ว่าจะยังไม่มีการเปิดเผยเหตุผลอย่างเป็นทางการสำหรับการย้าย ผกก.สภ.ตากใบ ในครั้งนี้ แต่มีการคาดการณ์ว่าอาจเกี่ยวข้องกับสถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดนราธิวาส หรืออาจมีประเด็นอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติหน้าที่ของผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรตากใบ ซึ่งทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติกำลังดำเนินการตรวจสอบอยู่

การเปลี่ยนแปลงผู้บริหารระดับสูงในสถานีตำรวจมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการรักษาความสงบเรียบร้อยและความปลอดภัยของประชาชน การมีผู้กำกับการที่มีความสามารถและประสบการณ์จึงเป็นสิ่งจำเป็น เพื่อให้สามารถแก้ไขปัญหาอาชญากรรมและสถานการณ์ฉุกเฉินต่าง ๆ ได้อย่างทันท่วงที

ผลกระทบต่อประชาชนในพื้นที่

การย้าย ผกก.สภ.ตากใบ อาจส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของประชาชนในพื้นที่ต่อการทำงานของตำรวจ อย่างไรก็ตาม การแต่งตั้ง พ.ต.อ.เอกชัย พราหมณกุล ซึ่งเป็นรองผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดนราธิวาส มารักษาราชการแทน อาจช่วยสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนได้ เนื่องจาก พ.ต.อ.เอกชัย มีประสบการณ์ในการทำงานในพื้นที่จังหวัดนราธิวาสมาอย่างยาวนานและมีความเข้าใจในปัญหาและความต้องการของประชาชนในพื้นที่เป็นอย่างดี

เพื่อให้การเปลี่ยนแปลงนี้เป็นไปในทิศทางที่ดี ประชาชนในพื้นที่ควรให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ตำรวจในการแจ้งเบาะแสอาชญากรรมและให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อการสืบสวนสอบสวน เพื่อให้การทำงานของตำรวจเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและสามารถรักษาความสงบเรียบร้อยในพื้นที่ได้อย่างยั่งยืน

  • การมีส่วนร่วมของประชาชนในการรักษาความปลอดภัย
  • การแจ้งเบาะแสอาชญากรรม
  • การให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อการสืบสวน

นอกจากนี้ การที่ ผบ.ตร. สั่งย้าย ผกก.สภ.ตากใบ ยังเป็นการส่งสัญญาณเตือนไปยังข้าราชการตำรวจทุกนาย ให้ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์ สุจริต และมีความรับผิดชอบต่อประชาชน หากพบว่ามีการกระทำผิดหรือละเลยการปฏิบัติหน้าที่ ก็จะต้องถูกลงโทษอย่างเด็ดขาด เพื่อให้ประชาชนมีความเชื่อมั่นและศรัทธาในการทำงานของตำรวจต่อไป

การเปลี่ยนแปลงในวงการตำรวจครั้งนี้ ถือเป็นอีกหนึ่งบทพิสูจน์ถึงความมุ่งมั่นและความตั้งใจจริงของผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติในการที่จะพัฒนาและยกระดับการทำงานของตำรวจให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น และเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนว่าตำรวจพร้อมที่จะดูแลความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของทุกคนอย่างเต็มที่

การบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจังและความโปร่งใสในการบริหารงาน จะเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้สถานการณ์ในพื้นที่จังหวัดนราธิวาสดีขึ้น และประชาชนสามารถใช้ชีวิตได้อย่างปกติสุข

ที่มา – ผบ.ตร. เซ็นเด้ง “ผกก.สภ.ตากใบ” ช่วยราชการ ศปก.ตร. ให้ขาดจากตำแหน่งเดิม

เลสเตอร์คอนเฟิร์ม มิเกล ออกจากทีม ก่อนเปิด WSL 10 วัน

เลสเตอร์คอนเฟิร์ม มิเกล ออกจากทีม ก่อนเปิด WSL 10 วัน

เลสเตอร์ ซิตี้ (Leicester City) ได้ประกาศว่า อาม็องดีน มิเกล (Amandine Miquel) ผู้จัดการทีมหญิง ได้ออกจากตำแหน่งแล้ว เหลืออีกเพียง 10 วันก่อนที่ฤดูกาล วีเมนส์ ซูเปอร์ ลีก (Women’s Super League – WSL) จะเปิดฉากขึ้น

โค้ชชาวฝรั่งเศสรายนี้เข้ารับตำแหน่งเมื่อเดือนกรกฎาคม 2024 ด้วยสัญญา 3 ปี หลังจากก่อนหน้านี้ใช้เวลา 7 ปีกับแร็งส์ (Reims) ในบ้านเกิดของเธอ

มิเกล วัย 41 ปี ช่วยให้เลสเตอร์จบอันดับที่ 10 ใน WSL เมื่อฤดูกาลที่แล้ว ซึ่งเป็นอันดับที่ดีที่สุดเท่าที่เคยทำได้ โดยมี 20 คะแนนจากการแข่งขัน 22 นัด และห่างจากคริสตัล พาเลซ (Crystal Palace) ที่ตกชั้นไป 10 คะแนน

เธอชนะ 5 จาก 22 นัดในลีก และได้คะแนนมากกว่าในฤดูกาล 2023-24

เกิดอะไรขึ้นกับการจากไปของ มิเกล ก่อนเปิด WSL

สโมสรยืนยันว่า อาโมรี เมสสุ ผู้ช่วยของมิเกล จะออกจากทีมด้วยเช่นกัน โดยมีผลทันที แต่ยังไม่ได้ประกาศรายชื่อผู้ที่จะมาแทน โดยเลสเตอร์จะเปิดฤดูกาล WSL พบกับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด (Manchester United) ในวันที่ 7 กันยายน

“ทีมยังคงเตรียมความพร้อมภายใต้ทีมโค้ชที่กว้างขึ้น ก่อนเริ่มฤดูกาล WSL ใหม่” สโมสรกล่าวในแถลงการณ์

เลสเตอร์กำลังมองหาผู้จัดการทีมถาวรคนที่ 5 นับตั้งแต่เดือนธันวาคม 2021 โดยการจากไปของมิเกลเป็นรองจาก โจนาธาน มอร์แกน (Jonathan Morgan), ลิเดีย เบดฟอร์ด (Lydia Bedford) และวิลลี เคิร์ก (Willie Kirk)

เธอยังเป็นการจากไปของผู้จัดการทีมคนที่ 4 ของ WSL ในช่วงซัมเมอร์นี้ หลังจากที่ ท็อตแนม (Tottenham) ไล่ โรเบิร์ต วิลฮามน์ (Robert Vilahamn) ออกจากตำแหน่ง ก่อนที่จะแต่งตั้ง มาร์ติน โฮ (Martin Ho), แมนเชสเตอร์ ซิตี้ (Manchester City) แทนที่ แกเร็ธ เทย์เลอร์ (Gareth Taylor) ด้วย อันเดรีย เจเกลิตซ์ (Andree Jeglertz) และต่อมา ลิเวอร์พูล (Liverpool) แต่งตั้ง เทย์เลอร์ หลังจากที่ แมตต์ เบียร์ด (Matt Beard) ถูกไล่ออก

ในขณะเดียวกัน เมื่อวันพุธที่ผ่านมา เบิร์นลีย์ (Burnley) ยืนยันว่า แมตต์ เบียร์ด อดีตผู้จัดการทีมลิเวอร์พูล ได้ลาออกจากตำแหน่งหัวหน้าโค้ชของทีมในดิวิชั่น 3 “เพื่อแสวงหาโอกาสอื่น ๆ”

สโมสรคลาเร็ตส์ (Clarets) กล่าวว่าพวกเขา “รู้สึกผิดหวัง” กับการเปลี่ยนแปลงนี้ และได้ให้เขาพักงานเป็นเวลา 3 เดือน

อลัน เพซ (Alan Pace) ประธานสโมสรเบิร์นลีย์ กล่าวว่า “แน่นอนว่าเรารู้สึกผิดหวังกับการตัดสินใจของแมตต์ แต่เรากำลังมองไปสู่อนาคตในเชิงบวกแล้ว เพื่อให้แน่ใจว่าเรายังคงอยู่ในเส้นทางที่จะบรรลุเป้าหมายสำหรับฤดูกาล 2025-26 และหลังจากนั้น”

การเปลี่ยนแปลงผู้จัดการทีมอย่างรวดเร็วเช่นนี้ในวงการฟุตบอลหญิง แสดงให้เห็นถึงแรงกดดันและความคาดหวังที่สูงขึ้นเรื่อย ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเข้าใกล้การแข่งขันระดับสูงอย่าง WSL การจากไปของ อาม็องดีน มิเกล กลายเป็นความท้าทายใหม่ที่ เลสเตอร์ ต้องเผชิญก่อนเปิด WSL ฤดูกาลใหม่

สถานการณ์นี้ชวนให้คิดถึงความสำคัญของการวางแผนระยะยาวและความมั่นคงภายในทีม การมีผู้จัดการทีมที่ใช่และสามารถสร้างความต่อเนื่องในการทำงานเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งสำหรับความสำเร็จในระยะยาวของสโมสร การที่เลสเตอร์ต้องมองหาผู้จัดการทีมคนที่ 5 ในระยะเวลาอันสั้น อาจส่งผลกระทบต่อความมั่นใจและทิศทางของทีมในฤดูกาลที่จะมาถึง

แฟนบอลต้องติดตามกันต่อไปว่า เลสเตอร์ จะสามารถหาผู้จัดการทีมคนใหม่ได้อย่างรวดเร็วและเหมาะสมหรือไม่ และทีมจะสามารถปรับตัวให้เข้ากับการเปลี่ยนแปลงนี้ได้อย่างไร ก่อนการแข่งขัน WSL จะเริ่มขึ้น

ที่มา – Leicester confirm Miquel exit 10 days before WSL opener

โปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง 9 ตุลาการศาลปกครองสูงสุด มีผล 1 ต.ค. นี้

ราชกิจจานุเบกษาได้เผยแพร่ประกาศพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งตุลาการในศาลปกครองชั้นต้นจำนวน 9 ราย ให้ดำรงตำแหน่ง ตุลาการศาลปกครองสูงสุด โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2568 เป็นต้นไป ข่าวดังกล่าวสร้างความสนใจและความยินดีในแวดวงกฎหมายและการบริหารราชการเป็นอย่างมาก

เมื่อวันที่ 28 สิงหาคม 2568 เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษาได้เผยแพร่ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง การโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง 9 ตุลาการศาลปกครองสูงสุด มีผล 1 ต.ค. นี้ ความว่า คณะกรรมการตุลาการศาลปกครองได้พิจารณาคัดเลือกตุลาการในศาลปกครองชั้นต้นที่มีความเหมาะสมที่จะเลื่อนขึ้นดำรงตำแหน่งตุลาการศาลปกครองสูงสุดจำนวน 9 ราย ในการประชุมครั้งที่ 333-3/2568 เมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2568

รายชื่อดังกล่าวได้ถูกนำเสนอต่อท่านนายกรัฐมนตรีตามมาตรา 15 วรรคสาม แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ซึ่งนายกรัฐมนตรีได้นำรายชื่อเสนอวุฒิสภาเมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2568 และวุฒิสภาได้มีมติเห็นชอบบุคคลให้ดำรงตำแหน่งตุลาการศาลปกครองสูงสุดจำนวน 9 ราย ในคราวประชุมครั้งที่ 2 (สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง) เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2568

โปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง 9 ตุลาการศาลปกครองสูงสุด มีผล 1 ต.ค. นี้

รายชื่อตุลาการที่ได้รับการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งมีดังนี้:

  • นายนาร์วิสูตร วังนะเถียรกุล อธิบดีศาลปกครองกลาง ดำรงตำแหน่ง ตุลาการศาลปกครองสูงสุด
  • นางสาวสิรภัทร โชควิเศษชัยสิทธิ์ อธิบดีศาลปกครองชั้นต้นประจำศาลปกครองสูงสุด ดำรงตำแหน่ง ตุลาการศาลปกครองสูงสุด
  • นายเชี่ยวชาญ สุขช่วย อธิบดีศาลปกครองสุพรรณบุรี ดำรงตำแหน่ง ตุลาการศาลปกครองสูงสุด
  • นายประศักดิ์ ศิริพานิช อธิบดีศาลปกครองพิษณุโลก ดำรงตำแหน่ง ตุลาการศาลปกครองสูงสุด
  • นางสาวอมรา สัจจาสัย อธิบดีศาลปกครองเพชรบุรี ดำรงตำแหน่ง ตุลาการศาลปกครองสูงสุด
  • นายจำกัด ชุมพลวงศ์ อธิบดีศาลปกครองระยอง ดำรงตำแหน่ง ตุลาการศาลปกครองสูงสุด
  • นายสินิทธิ์ สินิทธานนท์ อธิบดีศาลปกครองนครราชสีมา ดำรงตำแหน่ง ตุลาการศาลปกครองสูงสุด
  • นายไพรัช โตสวัสดิ์ อธิบดีศาลปกครองขอนแก่น ดำรงตำแหน่ง ตุลาการศาลปกครองสูงสุด
  • นางมาเรียม วิมลธร อธิบดีศาลปกครองชั้นต้นประจำศาลปกครองสูงสุด ดำรงตำแหน่ง ตุลาการศาลปกครองสูงสุด

ความสำคัญของการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง 9 ตุลาการศาลปกครองสูงสุด

การโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง 9 ตุลาการศาลปกครองสูงสุดครั้งนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการดำเนินงานของศาลปกครอง เนื่องจากจะช่วยให้การพิจารณาคดีปกครองเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและรวดเร็วยิ่งขึ้น ตุลาการทั้ง 9 ท่านล้วนเป็นผู้ทรงคุณวุฒิและมีประสบการณ์ในการพิจารณาคดีปกครองมาอย่างยาวนาน การได้บุคลากรที่มีความรู้ความสามารถเข้ามาเสริมทัพในศาลปกครองสูงสุด จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นและความไว้วางใจให้กับประชาชนในการใช้สิทธิทางศาลปกครอง

สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีได้นำความกราบบังคมทูลพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งแล้ว และมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งตุลาการในศาลปกครองชั้นต้นทั้ง 9 รายดังกล่าว ให้ดำรงตำแหน่งตุลาการศาลปกครองสูงสุดตามที่เสนอ ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2568 เป็นต้นไป ประกาศ ณ วันที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2568 โดยมี ภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี เป็นผู้รับสนองพระบรมราชโองการ

การแต่งตั้งตุลาการศาลปกครองสูงสุดทั้ง 9 ท่านนี้ ถือเป็นข่าวดีสำหรับวงการกฎหมายและประชาชนผู้ใช้สิทธิในการฟ้องร้องหน่วยงานของรัฐ เพราะการมีตุลาการที่มีความรู้ ความสามารถ และประสบการณ์ จะช่วยให้การตัดสินคดีเป็นไปอย่างยุติธรรมและเป็นธรรมมากยิ่งขึ้น

ที่มา – โปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง 9 ตุลาการศาลปกครองสูงสุด มีผล 1 ต.ค. นี้

คอร์รี อีแวนส์ ประกาศแขวนสตั๊ดรับงานโค้ช

คอร์รี อีแวนส์ ประกาศแขวนสตั๊ดอย่างเป็นทางการ เพื่อเริ่มต้นเส้นทางอาชีพโค้ชกับทีมชาติไอร์แลนด์เหนือรุ่นอายุไม่เกิน 21 ปี หลังจบเส้นทางนักเตะอาชีพที่ยาวนาน

ดาวเตะวัย 35 ปี รับใช้ชาติไปทั้งสิ้น 72 นัด ทำไป 2 ประตู โดยเกมสุดท้ายคือเกมอุ่นเครื่องที่เอาชนะอันดอร์รา 2-0 เมื่อเดือนมิถุนายน 2024 นอกจากนี้ เขายังเคยได้รับเกียรติสวมปลอกแขนกัปตันทีมชาติในเกมที่พบกับบอสเนียและเฮอร์เซโกวีนา ในปี 2018

อีแวนส์เป็นส่วนหนึ่งของทีมชาติไอร์แลนด์เหนือ ชุดลุยศึกยูโร 2016 ร่วมกับพี่ชายอย่างจอนนี่ อีแวนส์ สร้างประวัติศาสตร์เป็นสองพี่น้องคู่แรกที่ได้ลงเล่นให้ทีมชาติในรายการชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป

หลังจากหมดสัญญากับโอลด์แฮม แอธเลติก เมื่อสิ้นสุดฤดูกาลที่ผ่านมา และเมื่อได้รับการเสนอโอกาสจาก ทอมมี่ ไรท์ ผู้จัดการทีมชาติไอร์แลนด์เหนือ U21 ให้เข้าร่วมทีมในฐานะโค้ช คอร์รี อีแวนส์ จึงตัดสินใจว่าถึงเวลาอันสมควรที่จะยุติอาชีพนักเตะ

“หลังจากเดินทางมาอย่างยาวนาน ถึงเวลาที่ผมต้องแขวนสตั๊ดแล้ว” เขากล่าว “การได้เป็นตัวแทนประเทศ 72 ครั้ง และได้เล่นในยูโร 2016 จะเป็นหนึ่งในความภาคภูมิใจที่สุดของผมตลอดไป”

คอร์รี อีแวนส์ ประกาศแขวนสตั๊ดรับงานโค้ช

มิดฟิลด์ที่สามารถเล่นเป็นเซ็นเตอร์ฮาล์ฟได้เช่นกัน เริ่มต้นเส้นทางลูกหนังกับกรีนไอส์แลนด์ บอยส์ ก่อนจะตามพี่ชายไปร่วมทีมเยาวชนของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ในปี 2005 และก้าวขึ้นสู่ทีมสำรอง ก่อนจะถูกเรียกตัวขึ้นสู่ทีมชุดใหญ่ในเกมที่พบกับฮัลล์ ซิตี้ ในปี 2009

หลังจากถูกปล่อยยืมตัวไปคาร์ไลล์ ยูไนเต็ด เขาก็ถูกปล่อยยืมตัวไปฮัลล์ ซึ่งย้ายทีมแบบถาวรในปี 2011

จากนั้นเขาย้ายไปแบล็คเบิร์น โรเวอร์ส ในอีกสองปีต่อมา ซึ่งเขาใช้เวลาส่วนใหญ่ในอาชีพค้าแข้งที่นั่น

อีแวนส์ลงเล่นให้สโมสรไป 206 นัด ก่อนจะย้ายไปซันเดอร์แลนด์เมื่อสิ้นสุดฤดูกาล 2020-21 ย้ายไปแบรดฟอร์ด ซิตี้ ในช่วงเริ่มต้นฤดูกาล 2024-25 ด้วยสัญญาระยะสั้น และปิดฤดูกาลที่สนามเวมบลีย์กับโอลด์แฮมในเกมเพลย์ออฟเนชั่นแนล ลีก ที่เอาชนะเซาธ์เอนด์ 3-2 ซึ่งเป็นการเลื่อนชั้นสู่ลีกทู

“จากการก้าวขึ้นมาจากอคาเดมีที่แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ไปจนถึงการคว้าแชมป์เลื่อนชั้นกับฮัลล์ ซิตี้ และแบล็คเบิร์น โรเวอร์ส การเป็นกัปตันทีมซันเดอร์แลนด์จนคว้าแชมป์เลื่อนชั้นที่เวมบลีย์ ปิดท้ายด้วยการค้าแข้งกับแบรดฟอร์ด ซิตี้ และการคว้าแชมป์ที่เวมบลีย์กับโอลด์แฮม ผมรักทุกย่างก้าว” เขากล่าวเสริม

ขอขอบคุณทุกๆ คนที่สนับสนุน คอร์รี อีแวนส์

“ขอขอบคุณอย่างยิ่งต่อครอบครัว เพื่อนร่วมทีม โค้ช และแฟนๆ ที่สนับสนุนผมตลอดช่วงเวลาที่ดีและร้าย มันเป็นการเดินทางที่น่าจดจำ”

การตัดสินใจแขวนสตั๊ดของ คอร์รี อีแวนส์ ถือเป็นการปิดฉากอาชีพนักเตะที่ประสบความสำเร็จอย่างงดงาม การได้เห็นเขาเริ่มต้นเส้นทางใหม่ในฐานะโค้ช เป็นเรื่องที่น่าติดตามอย่างยิ่ง เชื่อว่าประสบการณ์และความรู้ที่เขาสั่งสมมา จะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาเยาวชนของไอร์แลนด์เหนืออย่างแน่นอน

ที่มา – Evans confirms retirement to take up coaching role

“จาตุรนต์” ชี้ เด็กทุกคนในไทย ได้สิทธิศึกษา

“จาตุรนต์ ฉายแสง” ยกเจตนารมณ์มติ ครม. ปี 48 ให้ “เด็กทุกคนในไทย” ไม่ว่าสัญชาติใด มี-ไม่มีเอกสาร ต้องได้รับการคุ้มครอง สิทธิทางการศึกษา หาทางอนุโลมผ่อนผันไม่ควรผลักดันออกนอกประเทศ

วันที่ 28 ส.ค. 2568 นายจาตุรนต์ ฉายแสง สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย (พท.) และอดีต รมว.ศึกษาธิการ โพสต์เฟซบุ๊กถึงกรณีเด็กนักเรียนอายุ 13 ขวบ ถูกจับในข้อหาเข้าเมืองโดยไม่ถูกต้องตามกฎหมายและอาจจะถูกผลักดันให้ออกจากประเทศไทยไปอยู่ในกัมพูชานั้น เท่าที่ปรากฏเป็นข่าว มีประเด็นที่ยังมีความเห็นแตกต่างกันอยู่ ทั้งในข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย

หากกรณีนี้เกิดกับผู้ใหญ่คนหนึ่ง ประเด็นก็จะไม่ซับซ้อน เช่น บุคคลนี้มีสัญชาติอะไร ถ้าเป็นคนกัมพูชา เข้าเมืองมาอย่างถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่ เข้าข่ายจะต้องส่งกลับไปกัมพูชาหรือไม่ แต่กรณีนี้เกิดขึ้นกับเด็กอายุ 13 ขวบที่เรียนหนังสืออยู่ที่โรงเรียนของไทยมาตั้งแต่เด็ก

กรณีนี้จึงเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับหลักกฎหมายและแนวปฏิบัติของประเทศไทยเรา ซึ่งผมเคยมีส่วนเกี่ยวข้องและรับผิดชอบอยู่ด้วย จึงคิดว่าอาจจะให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ในการมองเรื่องนี้ได้บ้าง

แนวปฏิบัติของประเทศไทยเรา ซึ่งเป็นประเทศที่มีเกียรติภูมิในเวทีระหว่างประเทศ มีพันธะกรณีในการปฏิบัติตาม ปฏิญญาสากลและอนุสัญญาที่ไทยเป็นภาคี โดยเฉพาะอย่างยิ่งปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน (UDHR) ที่มีแนวคิดเรื่องรัฐทุกรัฐต้องจัดการศึกษาสำหรับเด็กทุกคนโดยไม่เลือกปฏิบัติ (Education for All) ซึ่งประเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่ให้การรับรองไว้ อีกทั้งแนวคิดเดียวกันนี้ยังตรงตามอีกหลายอนุสัญญาที่ประเทศไทยเป็นภาคี อาทิ อนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก (CRC), อนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม (ICESCR) และปฏิญญาอาเซียนว่าด้วยสิทธิมนุษยชน (AHRD)

ประเทศไทยมีความชัดเจนในเรื่องนี้ ในสมัยที่ผมเป็นรองนายกรัฐมนตรีได้ผลักดันทำให้เกิดมติคณะรัฐมนตรี 2 ฉบับ ได้แก่ 18 มกราคม 2548 และ 5 กรกฎาคม 2548 เจตนารมณ์ก็คือต้องการคุ้มครองเด็กทุกคนในไทยในประเทศไม่ว่าจะเป็นสัญชาติใด เข้าเมืองถูกกฎหมายหรือไม่ มีเอกสารหรือไม่ ไม่รู้ว่าเป็นคนของประเทศไหน ไม่มีบัตรอะไรติดตัวเลยก็ตาม “แต่เด็กทุกคนต้องได้รับการคุ้มครองทั้งนั้น โดยเฉพาะคุ้มครองสิทธิทางการศึกษา” เพื่อยืนยันหลัก Education for All

มติ ครม.นี้เป็นเรื่องต่อเนื่องจากมติสภาความมั่นคงแห่งชาติ แสดงให้เห็นว่าทั้งหน่วยงานความมั่นคงและหน่วยงานทางการศึกษาเข้าใจและเห็นความสำคัญในเรื่องนี้

ดังนั้น กรณีพบเด็กที่ไม่มีชื่อในทะเบียนบ้านหรือเด็กไร้สัญชาติ ฝ่ายจัดการศึกษาจึงมีหน้าที่จัดการให้เด็กคนนั้นได้รับการศึกษา

ส่วนเมื่อพบเด็กที่เรียนหนังสืออยู่ไม่ปฏิบัติตามกฎหมายบางเรื่อง เจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องก็ต้องหาทางอนุโลมผ่อนผันให้สามารถเรียนหนังสือต่อไปได้ ไม่พึงพรากเด็กจากการศึกษาและไม่พึงส่งเด็กออกไปจากประเทศโดยไม่รู้ว่าเด็กคนนี้จะไปอยู่ที่ไหนกับใครและจะได้รับการศึกษาหรือไม่

หลักการนี้ใช้กับเด็กที่ไม่มีชื่อในทะเบียนบ้าน ไม่ว่าจะถือสัญชาติอะไรก็พึงได้รับการปฏิบัติอย่างเดียวกัน รวมทั้งเด็กไร้สัญชาติไร้เอกสารหลักฐานก็พึงได้รับการคุ้มครองเช่นนี้เหมือนกัน

เศรษฐกิจของประเทศไทยที่ต้องพึ่งพาแรงงานข้ามชาติจำนวนมาก เด็กจากประเทศเพื่อนบ้านที่ติดตามพ่อแม่ที่เป็นแรงงานข้ามชาติซึ่งอนาคตยิ่งมีเพิ่มขึ้น ขณะที่สังคมไทยเป็นสังคมสูงวัย หากเขาเป็นแรงงานข้ามชาติที่มีความรู้ คุยกับนายจ้างคนไทยรู้เรื่องก็เป็นประโยชน์ต่อเศรษฐกิจและสังคม ซึ่งเรื่องนี้มีตัวอย่างแนวคิดจากหลากหลายประเทศทั่วโลกที่เผชิญปัญหาเดียวกัน เช่น ประเทศใน EU ที่จัดสรรทรัพยากรเพื่อพัฒนาทักษะของแรงงานและมนุษย์ธรรมต้องได้สัดส่วนกัน

การแก้ปัญหาความขัดแย้งระหว่างสองประเทศและการรักษาผลประโยชน์ของชาติไทยเรานั้น ต้องการความเข้าใจ เห็นอกเห็นใจและการสนับสนุนจากประชาคมโลก เราจึงจำเป็นต้องระมัดระวังไม่ให้มีภาพลักษณ์ในทางลบ ทั้งนี้เพื่อรักษาผลประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชน

หลักง่าย ๆ ที่ทั่วโลกยึดถือกันคือโลกนี้เขายอมรับว่าต้องให้เด็กได้รับการศึกษา ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อสังคมนั้น ไม่ต้องไประแวงว่าเราจะเสียหายอะไร การใช้จ่ายด้านการศึกษาเป็นการลงทุนที่มีคุณค่าต่อสังคมมากที่สุด

เด็กทุกคนในไทย ไม่ว่าสัญชาติไหน ได้สิทธิคุ้มครองทางการศึกษา

ทำไมเด็กทุกคนในไทยจึงมีสิทธิได้รับการศึกษา?

นายจาตุรนต์ ฉายแสง เน้นย้ำว่า เด็กทุกคนในไทย ไม่ว่าจะมีสัญชาติใดก็ตาม สมควรที่จะได้รับสิทธิคุ้มครองทางการศึกษาอย่างเท่าเทียมกัน นี่เป็นหลักการที่สอดคล้องกับพันธกรณีระหว่างประเทศและมติคณะรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง

ประเด็นสำคัญที่ถูกหยิบยกขึ้นมา คือ สถานการณ์ของเด็กอายุ 13 ปีที่เผชิญข้อหาเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย ซึ่งอาจนำไปสู่การถูกผลักดันออกนอกประเทศ กรณีนี้ทำให้เกิดการพิจารณาถึงหลักกฎหมายและแนวปฏิบัติของประเทศไทยในการคุ้มครองเด็ก

เพื่อให้ความกระจ่างในเรื่องนี้ นายจาตุรนต์ได้อ้างอิงถึงมติคณะรัฐมนตรีเมื่อปี 2548 ซึ่งมีเจตนารมณ์เพื่อคุ้มครองเด็กทุกคนในไทย โดยไม่คำนึงถึงสัญชาติหรือสถานะทางกฎหมาย มติดังกล่าวเน้นย้ำว่าเด็กทุกคนควรได้รับการคุ้มครองสิทธิทางการศึกษา เพื่อให้เป็นไปตามหลักการที่สากลยอมรับ

นอกจากนี้ ยังมีการกล่าวถึงพันธกรณีระหว่างประเทศที่ประเทศไทยมีส่วนร่วม โดยเฉพาะอย่างยิ่งปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน รวมถึงอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก และอนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม ซึ่งทุกฉบับต่างให้ความสำคัญกับการจัดการศึกษาสำหรับเด็กทุกคนโดยไม่เลือกปฏิบัติ

ดังนั้น สถานการณ์ที่เกิดขึ้นกับเด็กอายุ 13 ปี จึงเป็นประเด็นที่ต้องให้ความสำคัญอย่างยิ่ง เจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องควรพิจารณาหาแนวทางที่อนุโลมและผ่อนผันให้เด็กสามารถเรียนหนังสือต่อไปได้ ไม่ควรพรากเด็กจากการศึกษา หรือส่งตัวเด็กออกไปจากประเทศโดยไม่ตรวจสอบให้แน่ใจว่าเด็กจะได้รับการดูแลและการศึกษาที่เหมาะสมหรือไม่

สังคมไทยควรตระหนักถึงความสำคัญของการให้การศึกษาแก่เด็กทุกคน เพราะการศึกษาเป็นการลงทุนที่มีคุณค่าต่อสังคมในระยะยาว นอกจากนี้ การให้โอกาสทางการศึกษาแก่เด็กที่มาจากหลากหลายพื้นเพ ยังเป็นการสร้างสังคมที่เปิดกว้างและยอมรับความแตกต่างอีกด้วย

ที่มา – “จาตุรนต์” ชี้เด็กทุกคนในไทย ไม่ว่าสัญชาติไหน ได้สิทธิคุ้มครองทางการศึกษา