ชายแดนไทย กัมพูชา

ว่าที่ ผบ.ทร.ใหม่ สานต่อนโยบายเรือดำน้ำ-เรือฟริเกต ขอให้มั่นใจ ทร. รักษาอธิปไตย

ว่าที่ ผบ.ทร.ใหม่ สานต่อนโยบายเรือดำน้ำ-เรือฟริเกต ขอให้มั่นใจ ทร. รักษาอธิปไตย – ข่าวสำคัญจากกองทัพเรือไทยที่กำลังจะมีผู้นำคนใหม่เข้ามารับตำแหน่ง ในวันที่ 29 กันยายน 2568 พล.ร.อ.ไพโรจน์ เฟื่องจันทร์ เสนาธิการทหารเรือและว่าที่ผู้บัญชาการทหารเรือคนใหม่ ได้ให้สัมภาษณ์ถึงวิสัยทัศน์และนโยบายที่จะสานต่อ โดยเน้นย้ำถึงการรักษาอธิปไตยของชาติอย่างมั่นคง

ว่าที่ ผบ.ทร.ใหม่ สานต่อนโยบายเรือดำน้ำ-เรือฟริเกต ขอให้มั่นใจ ทร. รักษาอธิปไตย

พล.ร.อ.ไพโรจน์ เปิดเผยว่าการสานต่อนโยบายจาก พล.ร.อ.จิรพล ว่องวิทย์ ผู้บัญชาการทหารเรือคนเก่า จะช่วยให้กองทัพเรือมีความยั่งยืน โดยนโยบายหลักที่กำลังดำเนินการ ได้แก่ โครงการเรือดำน้ำและเรือฟริเกต ซึ่งเป็นเครื่องมือสำคัญในการปกป้องผลประโยชน์ทางทะเลของไทย นอกจากนี้ ยังมีการนำเทคโนโลยีใหม่ๆ เข้ามาเสริม เช่น อากาศยานไร้คนขับ (โดรน) ทุกประเภท เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการรบและการตรวจการณ์

นโยบายเหล่านี้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติบนทะเล โดยว่าที่ ผบ.ทร.ใหม่ ยืนยันว่าจะผลักดันให้เกิดผลเป็นรูปธรรมมากขึ้น เพื่อสร้างความมั่นใจให้ประชาชนว่า กองทัพเรือจะรักษาเส้นเขตแดนไทยไม่ให้ใครลุกล้ำ โดยเฉพาะพื้นที่ชายแดนทางทะเลและบกที่รับผิดชอบ

ว่าที่ ผบ.ทร.ใหม่ สานต่อนโยบายเรือดำน้ำ-เรือฟริเกต ขอให้มั่นใจ ทร. รักษาอธิปไตยในพื้นที่ชายแดน

ในส่วนของการปกป้องอธิปไตย กองทัพเรือยึดมั่นตามประกาศตั้งแต่ปี พ.ศ. 2516 สำหรับพื้นที่ทางทะเล และรับผิดชอบพื้นที่บกประมาณ 250 กิโลเมตรที่จังหวัดจันทบุรีและตราด ปัจจุบันไม่มีชาวกัมพูชาลักลอบเข้ามาอยู่ ยกเว้นผู้ที่อยู่ถูกกฎหมายและทำงานถูกต้องเท่านั้น โดยเฉพาะบริเวณเกาะกูด ซึ่งไทยยืนยันสิทธิ์ตามเส้นเขตแดนตั้งแต่ปี พ.ศ. 2506

ว่าที่ ผบ.ทร. ใหม่ ได้สั่งการให้ตรวจสอบแผนปฏิบัติการอย่างละเอียด หากสถานการณ์ขยายตัว จะมีความพร้อมทั้งทางเรือและบก โดยเพิ่มยุทโธปกรณ์ เช่น โดรนโจมตี แอนตี้โดรน และระบบตรวจการณ์กลางคืน ส่งไปยังพื้นที่ชายแดนที่มีงบประมาณรองรับ นอกจากนี้ ยังมีการฝึกกำลังทางทะเลเพื่อสนับสนุนทางบก เนื่องจากศักยภาพทางทะเลของไทยเหนือกว่าฝ่ายกัมพูชา โดยเรือรบที่มีปืนใหญ่สามารถระดมยิงข้ามฝั่งได้

สำหรับกองกำลังป้องกันชายแดนจันทบุรี-ตราด ได้ยึดพื้นที่ฐานทหารเดิม 3 แห่ง เพื่อสร้างความมั่นใจให้ประชาชน กองทัพเรือยังกดดันให้รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างล้ำเขตแดน เช่น บ้าน 3 หลัง คูเลต และถนน โดยเจรจาตามข้อตกลงระหว่างประเทศ จนกัมพูชายอมรับและรื้อถอนบางจุด แม้ก่อนหน้านี้จะประท้วงแต่ไม่ค่อยได้ผล แต่ช่วงหลังสถานการณ์ดีขึ้น

นอกจากนโยบายหลักแล้ว ยังมีการดูแลสวัสดิการกำลังพลผ่านสมาคมภริยาทหารเรือ เพื่อให้ชั้นผู้น้อยมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดี รวมถึงนโยบาย NAVY SAFETY 2025 ที่มุ่งสร้างความปลอดภัยให้กำลังพลอย่างยั่งยืน โดยจะทำให้เป็นรูปธรรมมากขึ้น

  • สานต่อโครงการเรือดำน้ำ: เพิ่มขีดความสามารถใต้น้ำในการปกป้องทะเลไทย
  • พัฒนาเรือฟริเกต: นำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาปรับใช้
  • เทคโนโลยีโดรน: ใช้ในการตรวจการณ์และโจมตี
  • รักษาอธิปไตย: เจรจาและกดดันเพื่อป้องกันการลุกล้ำ

การดำเนินนโยบายเหล่านี้ไม่เพียงเสริมความแข็งแกร่งให้กองทัพเรือ แต่ยังสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชน โดยว่าที่ ผบ.ทร.ใหม่ เชื่อมั่นว่าด้วยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ไทยจะรักษาอธิปไตยได้อย่างมั่นคง หากคุณสนใจข่าวสารด้านความมั่นคงแห่งชาติ สามารถติดตามเพิ่มเติมเพื่ออัปเดตข้อมูลล่าสุด

ที่มา – ว่าที่ ผบ.ทร.ใหม่ สานต่อนโยบายเรือดำน้ำ-เรือฟริเกต ขอให้มั่นใจ ทร. รักษาอธิปไตย

อนุทินขอบคุณชาวศรีสะเกษไว้วางใจจินณ์ตวรรณ

อนุทิน ขอบคุณคนศรีสะเกษไว้วางใจ จินณ์ตวรรณ

ในวันที่ 29 กันยายน 2568 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ได้แสดงความขอบคุณอย่างสุดซึ้งต่อพี่น้องชาวศรีสะเกษ โดยเฉพาะในเขตเลือกตั้งที่ 5 ที่ให้ความไว้วางใจแก่ น.ส.จินณ์ตวรรณ ไตรสรณกุล หรือที่รู้จักกันในชื่อ “อีฟ” ผู้สมัครรับเลือกตั้งซ่อม ส.ส. จากพรรคภูมิใจไทย ซึ่งได้รับชัยชนะในการเลือกตั้งอย่างไม่เป็นทางการ นายอนุทิน กล่าวด้วยน้ำเสียงชื่นชมว่า “ต้องกราบขอบคุณพี่น้องชาวอำเภอภูสิงห์และอำเภอขุนหาญ ที่มอบความไว้วางใจให้กับน.ส.จินณ์ตวรรณ ทำหน้าที่ผู้แทนราษฎร ทุกคะแนนที่ให้มานั้น มีค่ามาก และผมขอรับรองว่าจะไม่ทำให้ทุกท่านผิดหวัง”

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา: การเตรียมพร้อมและสนับสนุนทหาร

นอกจากเรื่องการเลือกตั้งแล้ว นายอนุทิน ยังได้ให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาที่กำลังตึงเครียด โดยระบุว่าจะลงพื้นที่ตรวจสอบเพื่อประเมินสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เขาได้ประสานงานกับฝ่ายกองทัพ ตำรวจ และฝ่ายปกครอง เพื่อเสริมกำลังในพื้นที่ชายแดนที่ติดต่อกับกัมพูชา โดยเฉพาะจังหวัดที่มีความเสี่ยงสูง นายกรัฐมนตรี เผยว่าคืนวันที่ 28 กันยายน ได้ประชุมกับ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เพื่อเพิ่มกำลังตำรวจตระเวนชายแดนเข้าไปสนับสนุนทหาร นอกจากนี้ ยังหารือกับ พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม และผู้บัญชาการเหล่าทัพ เพื่อกำหนดบทบาทหน้าที่ที่ชัดเจนระหว่างฝ่ายปกครอง ตำรวจ และทหาร ในการดูแลความปลอดภัยของประชาชน

สำหรับมาตรการรับมือหากสถานการณ์ยืดเยื้อ นายอนุทิน ย้ำถึงการเตรียมศูนย์อพยพและศูนย์พักพิง เพื่อให้ประชาชนรู้สึกมั่นใจในความปลอดภัย โดยเน้นว่าการอพยพจะไม่กระทบต่อคุณภาพชีวิต เช่น อาหาร ที่นอน เครื่องนุ่งห่ม และการเข้าถึงอินเทอร์เน็ต โดยกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม จะนำรถโมบายเข้าไปให้บริการ เพื่อลดความเครียดและเพิ่มความร่วมมือจากประชาชน

เมื่อถูกถามถึงการยั่วยุจากฝั่งกัมพูชาที่เกิดขึ้นรายวัน นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ได้มอบอำนาจเต็มที่ให้กองทัพในการตัดสินใจปกป้องอธิปไตยของชาติ ขณะที่กรณีข่าวทหารไทยที่ชายแดนรอบภูมะเขือขาดแคลนอาหาร จนต้องกินบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปและปลากระป๋อง นายอนุทิน ชี้แจงว่า ยังไม่ได้รับรายงานอย่างเป็นทางการ แต่ได้สั่งการให้ผู้บัญชาการเหล่าทัพแจ้งความต้องการทันที หากขาดแคลนสิ่งใด โดยเฉพาะด้านขวัญกำลังใจของกำลังพล เพื่อให้พร้อมรบเสมอ เราจะสนับสนุนทุกวิถีทาง ไม่ว่าจะเป็นเสบียง อาหาร หรืออุปกรณ์อื่นๆ

การแสดงออกเช่นนี้จากนายอนุทิน แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการดูแลทั้งประชาชนและเจ้าหน้าที่ชายแดน ซึ่งเป็นส่วนสำคัญในการรักษาความมั่นคงของประเทศ สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาเป็นประเด็นที่คนไทยให้ความสนใจมานาน โดยเฉพาะในพื้นที่ศรีสะเกษที่อยู่ใกล้ชิด การเลือกตั้งซ่อมครั้งนี้ไม่เพียงแต่เป็นชัยชนะของพรรคภูมิใจไทย แต่ยังสะท้อนถึงความเชื่อมั่นในนโยบายของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาชายแดน

  • การขอบคุณชาวศรีสะเกษ: แสดงถึงความผูกพันระหว่างนักการเมืองกับประชาชน
  • การสนับสนุนทหาร: ย้ำถึงการเตรียมพร้อมรับมือความตึงเครียด
  • มาตรการอพยพ: เน้นคุณภาพชีวิตเพื่อความมั่นใจของประชาชน

จากมุมมองของผู้เขียน การเคลื่อนไหวของนายอนุทินครั้งนี้ช่วยเสริมสร้างภาพลักษณ์ของรัฐบาลให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น โดยเฉพาะในช่วงที่สถานการณ์ชายแดนกำลังละเอียดอ่อน หากคุณสนใจติดตามข่าวสารการเมืองและสถานการณ์ชายแดน ลองแชร์ความคิดเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง หรือสมัครรับข่าวสารจากบล็อกของเราเพื่อไม่พลาดอัปเดตล่าสุด

ที่มา – “อนุทิน” ขอบคุณคนศรีสะเกษไว้วางใจ “จินณ์ตวรรณ” ย้ำทหารขาดเหลือให้แจ้งมาพร้อมซัพพอร์ต

“อนุทิน” ขอบคุณศรีสะเกษ จ่อพื้นที่ชายแดน

ในวงการการเมืองไทยที่กำลังร้อนระอุ การเคลื่อนไหวของนายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล กลายเป็นประเด็นที่ทุกคนจับตามอง ล่าสุด “อนุทิน” ขอบคุณชาวศรีสะเกษเทคะแนนให้ จ่อไปพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชาสัปดาห์หน้า หลังจากพรรคภูมิใจไทยคว้าชัยชนะในการเลือกตั้งซ่อม ส.ส.ศรีสะเกษ เขต 5 เอาชนะคู่แข่งจากพรรคเพื่อไทยได้อย่างสูสี นี่ถือเป็นสัญญาณบวกสำหรับพรรคภูมิใจไทยในฐานะที่เป็นพรรครัฐบาลที่มุ่งมั่นรับใช้ประชาชน โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคอีสานที่เป็นฐานเสียงสำคัญ

การเลือกตั้งซ่อมครั้งนี้เกิดขึ้นแทนนายอมรเทพ สมหมาย อดีต ส.ส.พรรคเพื่อไทยที่เสียชีวิตกะทันหัน ผลนับคะแนนเบื้องต้นเผยว่าผู้สมัครจากพรรคภูมิใจไทยได้รับคะแนนนำอย่างชัดเจน นายอนุทินได้แสดงความขอบคุณต่อพี่น้องชาวศรีสะเกษที่ให้ความไว้วางใจ โดยยืนยันว่าจะทุ่มเทรับใช้ประชาชนต่อไปไม่หยุดยั้ง ไม่ว่าจะในฐานะผู้แทนราษฎรหรือในฐานะนายกรัฐมนตรี การ勝利ครั้งนี้ไม่ใช่แค่ชัยชนะทางการเมือง แต่ยังสะท้อนถึงความเชื่อมั่นที่ประชาชนมีต่อนโยบายของพรรคภูมิใจไทย โดยเฉพาะด้านสาธารณสุขและการพัฒนาท้องถิ่นที่เคยเป็นจุดเด่นมาตลอด

“อนุทิน” ขอบคุณชาวศรีสะเกษเทคะแนนให้ จ่อไปพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชาสัปดาห์หน้า

หลังจากชัยชนะในศรีสะเกษ นายอนุทินยังได้ประกาศแผนการลงพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชาในสัปดาห์หน้า โดยจะเริ่มจากจังหวัดบุรีรัมย์ ศรีสะเกษ และอุบลราชธานี ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ใกล้ชิดกับปัญหาความขัดแย้งชายแดนที่กำลังเป็นประเด็นร้อนระหว่างไทยและกัมพูชา นายกฯ อนุทินเน้นย้ำว่าจะลงพื้นที่โดยไม่เป็นภาระต่อหน่วยงานความมั่นคง และมุ่งเน้นการแสดงความห่วงใยต่อทหารและประชาชนที่อาศัยอยู่บริเวณแนวชายแดน

ปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา โดยเฉพาะกรณีปราสาทพระวิหารและพื้นที่ใกล้เคียง ยังคงเป็นความท้าทายที่รัฐบาลต้องรับมืออย่างระมัดระวัง นายอนุทินระบุว่าตนเองห่วงใยสถานการณ์ทุกวัน และได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเตรียมแผนช่วยเหลือประชาชน หากจำเป็นต้องอพยพไปยังพื้นที่ปลอดภัย รัฐบาลชุดนี้ยึดหลักการไม่แบ่งแยกพรรคการเมือง โดยทุกฝ่ายต้องร่วมมือกันเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของชาติและประชาชน

ความสำคัญของการลงพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา

การที่ “อนุทิน” ขอบคุณชาวศรีสะเกษเทคะแนนให้ จ่อไปพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชาสัปดาห์หน้า แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการใกล้ชิดประชาชน โดยเฉพาะในพื้นที่เสี่ยงภัย นอกจากนี้ ยังเป็นโอกาสในการประเมินสถานการณ์จริงและนำข้อมูลกลับมาปรับนโยบาย เช่น การเพิ่มงบประมาณด้านความมั่นคง การสนับสนุนอาชีพให้ชาวบ้านชายแดน และการส่งเสริมความสัมพันธ์ระหว่างประเทศให้ดีขึ้น

ในมุมมองของนักวิเคราะห์การเมือง การเคลื่อนไหวครั้งนี้ช่วยเสริมภาพลักษณ์ของนายอนุทินในฐานะผู้นำที่เข้าถึงประชาชน โดยเฉพาะหลังจากชัยชนะในศรีสะเกษที่ช่วยยกระดับความนิยมของพรรคภูมิใจไทยในอีสาน อย่างไรก็ตาม รัฐบาลยังต้องเผชิญความท้าทายจากฝ่ายค้านที่อาจวิพากษ์วิจารณ์เรื่องปัญหาชายแดน ดังนั้น การลงพื้นที่จึงเป็นทั้งการแสดงจุดยืนและการรวบรวมข้อมูลเพื่อแก้ไขปัญหาอย่างเป็นรูปธรรม

  • ขอบคุณคะแนนเสียงจากศรีสะเกษ: ชัยชนะครั้งนี้ยืนยันฐานเสียงที่แข็งแกร่ง
  • แผนลงพื้นที่ชายแดน: สัปดาห์หน้าที่บุรีรัมย์ ศรีสะเกษ อุบลราชธานี
  • ความห่วงใยต่อทหารและประชาชน: สั่งการช่วยเหลือหากเกิดเหตุฉุกเฉิน
  • หลักการรัฐบาล: ร่วมมือทุกพรรคเพื่อประชาชน

นอกจากประเด็นการเมืองแล้ว พื้นที่ชายแดนยังมีโอกาสทางเศรษฐกิจ เช่น การค้าชายแดนและการท่องเที่ยว รัฐบาลควรใช้โอกาสนี้ในการผลักดันโครงการพัฒนาเพื่อให้ประชาชนมีรายได้ที่ยั่งยืน โดยเชื่อมโยงกับนโยบายเศรษฐกิจฐานรากของพรรคภูมิใจไทย

สุดท้ายแล้ว การที่ “อนุทิน” ขอบคุณชาวศรีสะเกษเทคะแนนให้ จ่อไปพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชาสัปดาห์หน้า เป็นตัวอย่างของผู้นำที่ไม่ละเลยประชาชน สิ่งนี้จะช่วยเสริมสร้างความเชื่อมั่นในรัฐบาลและนำไปสู่ความมั่นคงที่ยั่งยืน หากคุณสนใจข่าวการเมืองและพัฒนาชาติ ลองติดตามบล็อกนี้เพื่ออัปเดตข้อมูลล่าสุด และแชร์ความคิดเห็นของคุณในคอมเมนต์ด้านล่าง

ที่มา – “อนุทิน” ขอบคุณชาวศรีสะเกษเทคะแนนให้ จ่อไปพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชาสัปดาห์หน้า

เลขาธิการนายกฯ ชม สีหศักดิ์ ปกป้องเกียรติภูมิไทย

เลขาธิการนายกฯ ชม “สีหศักดิ์” ปกป้องเกียรติภูมิไทยในเวทีโลกอย่างสมศักดิ์ศรี

ในโลกการเมืองและการทูตที่เต็มไปด้วยความท้าทาย การแสดงออกถึงความเด็ดเดี่ยวและชาญฉลาดของผู้นำไทยในเวทีระหว่างประเทศถือเป็นเรื่องที่น่าภูมิใจยิ่งนัก ล่าสุด น.ส.ไตรศุลี ไตรสรณกุล เลขาธิการนายกรัฐมนตรี ได้ออกมาแสดงความชื่นชมต่อ นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศไทย ในการปฏิบัติหน้าที่ที่ประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ (UNGA) ซึ่งเป็นเวทีสำคัญของโลก โดยเฉพาะการปรับถ้อยแถลงเกี่ยวกับประเด็นกัมพูชาอย่างกะทันหันก่อนขึ้นกล่าวสุนทรพจน์

เลขาธิการนายกฯ ชม “สีหศักดิ์” ปกป้องเกียรติภูมิไทยในเวทีโลกอย่างสมศักดิ์ศรี

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อเวลา 15.59 น. ของวันที่ 28 กันยายน 2568 โดยน.ส.ไตรศุลีได้โพสต์ข้อความลงบนเฟซบุ๊กส่วนตัว เพื่อยกย่องการแสดงชั้นเชิงทางการทูตของนายสีหศักดิ์ ที่ไม่เคยน้อยหน้าใครในการปกป้องผลประโยชน์ของชาติ การที่รัฐมนตรีต่างประเทศไทยปรับแก้ถ้อยแถลงให้เข้มข้นขึ้นก่อนขึ้นเวที UNGA แสดงให้เห็นถึงความรวดเร็วและความแม่นยำในการตอบโต้ประเด็น敏感 โดยเฉพาะข้อกล่าวหาจากทางกัมพูชาเกี่ยวกับพรมแดนและความขัดแย้ง

น.ส.ไตรศุลีระบุว่า การโต้ตอบของนายสีหศักดิ์นั้นทรงพลังและตรงไปตรงมา โดยชี้แจงว่าผู้ที่ได้รับผลกระทบที่แท้จริงคือทหารไทยที่สูญเสียขาจากทุ่นระเบิด เด็กนักเรียนในโรงเรียนที่ถูกโจมตี และประชาชนไทยผู้บริสุทธิ์ที่ตกเป็นเหยื่อจากเหตุการณ์ดังกล่าว ถ้อยแถลงนี้ไม่เพียงแต่ให้ความจริงต่อนานาชาติเท่านั้น แต่ยังปกป้องเกียรติภูมิของประเทศไทยในเวทีโลกได้อย่างสมศักดิ์ศรี ทำให้ไทยดูแข็งแกร่งและน่าเชื่อถือยิ่งขึ้น

สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ
สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศไทย

ชั้นเชิงการทูตไทยที่ไม่เคยน้อยหน้า

การกระทำของนายสีหศักดิ์ในครั้งนี้เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของการทูตไทยสมัยใหม่ ที่ผสมผสานระหว่างความเข้มแข็งและความชาญฉลาด ในขณะที่ปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชายังคงเป็นประเด็นร้อน รัฐมนตรีได้ใช้โอกาสใน UNGA เพื่อนำเสนอมุมมองของไทยให้โลกได้รับรู้ โดยไม่ยอมให้ข้อกล่าวอ้างที่บิดเบือนมาทำลายภาพลักษณ์ของเรา ลองนึกภาพดูสิครับ ถ้าเราเงียบหรือยอมตาม การปกป้องเกียรติภูมิไทยในเวทีโลกอย่างสมศักดิ์ศรีแบบนี้คงไม่เกิดขึ้น

จากประสบการณ์ในอดีต การทูตไทยมักถูกมองว่าใจเย็นและสมดุล แต่ครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความเด็ดขาดที่จำเป็น โดยเฉพาะในยุคที่ข้อมูลแพร่กระจายรวดเร็วผ่านสื่อสังคมออนไลน์ การมีผู้นำที่กล้าพูดและกล้าปกป้องจึงเป็นสิ่งสำคัญยิ่ง นอกจากนี้ ยังช่วยเสริมสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนไทยที่ติดตามข่าวสารเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

  • การปรับถ้อยแถลงกะทันหัน: แสดงถึงความยืดหยุ่นและการเตรียมพร้อมของทีมทูตไทย
  • การชี้แจงข้อเท็จจริง: เน้นย้ำถึงความสูญเสียของไทยจากเหตุการณ์ชายแดน
  • ผลกระทบต่อภาพลักษณ์: ทำให้ไทยได้รับการยอมรับในเวทีโลกมากขึ้น

ไม่เพียงเท่านั้น ถ้อยแถลงนี้ยังช่วยกระตุ้นให้ชาติต่างๆ หันมาสนใจปัญหาพรมแดนในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยไทยได้นำเสนอตัวอย่างของความยุติธรรมและสันติภาพ หากคุณสนใจรายละเอียดเพิ่มเติม สามารถอ่านถ้อยแถลงเต็มของไทยในเวที UNGAได้เลยครับ

ในมุมมองของผม การปกป้องเกียรติภูมิไทยในเวทีโลกอย่างสมศักดิ์ศรีแบบนี้ไม่ใช่แค่ชัยชนะทางการทูต แต่ยังเป็นแรงบันดาลใจให้คนไทยรุ่นใหม่หันมาสนใจเรื่องการต่างประเทศไทยมากขึ้น หากเรามีผู้นำที่เด็ดเดี่ยวแบบนี้ อนาคตของชาติย่อมสดใส ลองแชร์ความคิดเห็นของคุณในคอมเมนต์ด้านล่างว่าคุณคิดอย่างไรกับเหตุการณ์นี้ และติดตามข่าวสารการเมืองไทยที่นี่เพื่อไม่พลาดอัปเดตสำคัญ

ที่มา – เลขาธิการนายกฯ ชม “สีหศักดิ์” ปกป้องเกียรติภูมิไทยในเวทีโลกอย่างสมศักดิ์ศรี

กองทัพบก รับแจ้งเสียงระเบิดตาควาย 1 ครั้ง ตรวจสอบ

กองทัพบก รับแจ้ง ได้ยินเสียงระเบิดพื้นที่ตาควาย 1 ครั้ง อยู่ระหว่างตรวจสอบ

ในสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาที่ตึงเครียดมาอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดกองทัพบกได้ออกมาแถลงความคืบหน้าเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 26 กันยายน 2567 โดย กองทัพบก รับแจ้ง ได้ยินเสียงระเบิดพื้นที่ตาควาย 1 ครั้ง อยู่ระหว่างตรวจสอบ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการเฝ้าระวังสถานการณ์บริเวณพรมแดน

กองทัพบก รับแจ้ง ได้ยินเสียงระเบิดพื้นที่ตาควาย 1 ครั้ง อยู่ระหว่างตรวจสอบ

จากข้อมูลที่ได้รับ พล.ต.วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก ได้เปิดเผยว่า เมื่อเวลา 16.40 น. หน่วยทหารในพื้นที่ได้รับแจ้งจากชาวบ้านและเจ้าหน้าที่เกี่ยวกับเสียงดังสนั่นในบริเวณพื้นที่ตาควาย อำเภอพนมดงรักษ์ จังหวัดสุรินทร์ นอกจากนี้ยังมีรายงานเสียงปืนเล็กในพื้นที่จุ๊บอั่งกุยอีกประมาณ 5-6 นัด ซึ่งขณะนี้สถานการณ์โดยรวมยังคงปกติ แต่ทหารไทยไม่ได้นิ่งนอนใจ

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นท่ามกลางกระแสข่าวลือเกี่ยวกับการเคลื่อนไหวบริเวณเนิน 350 ซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญชายแดนไทย-กัมพูชา กองทัพบกยืนยันว่าไม่มีทหารไทยได้รับบาดเจ็บจากการยิงสวนเตือนที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ โดยยิงไป 3 นัดเพื่อเป็นการเตือน ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการรักษาความสงบสุขและปกป้องอธิปไตยของชาติ

ความพร้อมของทหารไทยในการรับมือสถานการณ์ชายแดน

กองทัพบกได้ย้ำว่าทหารไทยไม่ประมาท โดยมีการเฝ้าติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อให้แน่ใจว่าประชาชนในพื้นที่ปลอดภัย รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับ กองทัพบก รับแจ้ง ได้ยินเสียงระเบิดพื้นที่ตาควาย 1 ครั้ง อยู่ระหว่างตรวจสอบ ยังคงอยู่ในขั้นตอนการสอบสวน โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำลังทำงานร่วมกันเพื่อหาความจริง

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาในช่วงนี้มีประวัติศาสตร์ยาวนานของข้อพิพาท โดยเฉพาะบริเวณปราสาทพระวิหารและพื้นที่ใกล้เคียงที่เคยเกิดเหตุการณ์ปะทะมาแล้วหลายครั้ง การรายงานครั้งนี้จึงเป็นสัญญาณสำคัญที่แสดงให้เห็นว่าทั้งสองฝ่ายยังคงอยู่ในภาวะตึงเครียด ทหารไทยได้เพิ่มมาตรการเฝ้าระวัง เช่น การลาดตระเวนที่เข้มข้นขึ้น การใช้เทคโนโลยีตรวจจับการเคลื่อนไหว และการประสานงานกับหน่วยงานท้องถิ่น

  • เสียงระเบิด 1 ครั้งในพื้นที่ตาควาย: ยังไม่ทราบสาเหตุแน่ชัด
  • เสียงปืนเล็ก 5-6 นัดในจุ๊บอั่งกุย: สถานการณ์ปกติแล้ว
  • ทหารไทยยิงสวนเตือน 3 นัดก่อนหน้านี้: เพื่อป้องกันการบุกรุก
  • การเตรียมความพร้อม 24 ชั่วโมง: ไม่ประมาทต่อภัยคุกคาม

นอกจากนี้ กองทัพบกยังได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการรักษาสันติภาพ โดยการเจรจาทางการทูตเป็นเครื่องมือหลักในการแก้ไขปัญหา แต่ในขณะเดียวกันก็ต้องมีกำลังทหารที่พร้อมรับมือทุกสถานการณ์ ชาวบ้านในพื้นที่สุรินทร์หลายรายแสดงความกังวลต่อเหตุการณ์ดังกล่าว แต่ก็เชื่อมั่นในความสามารถของทหารไทยในการจัดการ

จากประสบการณ์ในอดีต เช่น เหตุการณ์ปะทะปี 2554 ที่ทำให้เกิดการสูญเสีย การเพิ่มความระมัดระวังครั้งนี้เป็นสิ่งจำเป็น เพื่อป้องกันไม่ให้สถานการณ์บานปลาย ขณะที่ฝั่งกัมพูชายังไม่มีแถลงการณ์อย่างเป็นทางการเกี่ยวกับเรื่องนี้

ในมุมมองของผู้เชี่ยวชาญ สถานการณ์ชายแดนนี้สะท้อนถึงความเปราะบางของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศในภูมิภาคอาเซียน การที่กองทัพบก รับแจ้ง ได้ยินเสียงระเบิดพื้นที่ตาควาย 1 ครั้ง อยู่ระหว่างตรวจสอบ และรายงานอย่างโปร่งใสเป็นตัวอย่างที่ดีของการสื่อสารที่ชัดเจน ซึ่งช่วยลดความตื่นตระหนกในสังคม

สุดท้ายนี้ ผู้เขียนเห็นว่าการเฝ้าระวังอย่างต่อเนื่องจากกองทัพบกเป็นสิ่งสำคัญยิ่ง หากคุณสนใจติดตามสถานการณ์ชายแดนเพิ่มเติม สามารถติดตามข่าวสารจากแหล่งที่น่าเชื่อถือเพื่ออัปเดตข้อมูลล่าสุด และอย่าลืมสนับสนุนการแก้ไขปัญหาด้วยสันติวิธี

ที่มา – กองทัพบก รับแจ้ง ได้ยินเสียงระเบิดพื้นที่ตาควาย 1 ครั้ง อยู่ระหว่างตรวจสอบ

ยืนกรานไม่เปิดด่าน นายกฯ หนู ให้อำนาจกองทัพ

ยืนกรานไม่เปิดด่าน นายกฯ หนู ให้อำนาจกองทัพ

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชากำลังเป็นประเด็นร้อนที่ทุกคนจับตามอง โดยเฉพาะการตัดสินใจของรัฐบาลไทยที่ยืนกรานไม่เปิดด่าน จนกว่าจะหมดภัยจากฝั่งกัมพูชา นายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล หรือที่รู้จักในชื่อ “นายกฯ หนู” ได้ออกมาให้สัมภาษณ์อย่างชัดเจนเมื่อวันที่ 26 กันยายน 2568 เกี่ยวกับจุดยืนของรัฐบาลในเรื่องนี้

ยืนกรานไม่เปิดด่าน “นายกฯ หนู” ยันให้อำนาจกองทัพ เมินยกหูคุยผู้นำกัมพูชา

ในที่ประชุมแถลงนโยบาย นายกฯ หนู ยืนยันว่าถึงเวลาที่ต้องให้อำนาจกองทัพตัดสินใจอย่างเต็มที่เกี่ยวกับสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา เพราะมีการยั่วยุจากฝั่งกัมพูชาอย่างต่อเนื่อง กองทัพไทยมีความอดทนสูงและพร้อมรับมือทุกสถานการณ์ ไม่ยอมให้มีการล่วงล้ำดินแดนเด็ดขาด นายกรัฐมนตรีได้หารือกับรัฐมนตรีกลาโหมและผู้บัญชาการทหารบก เพื่อให้มั่นใจว่าทุกฝ่ายเข้าใจท่าทีของรัฐบาล

สำหรับประเด็น MOU 2543 และ MOU 2544 ที่เป็นจุดขัดแย้งหลัก นายกฯ หนู ระบุว่าอยู่ในชั้นนโยบาย เพื่อหลีกเลี่ยงข้อขัดแย้งเพิ่มเติม รัฐบาลจะเสนอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการศึกษา และพิจารณาการทำประชามติ เพื่อให้ประชาชนมีส่วนร่วม โดยหลีกเลี่ยงการตัดสินใจจากครม. เพียงฝ่ายเดียว เพื่อไม่ให้เกิดความเห็นต่าง

ยืนกรานไม่เปิดด่าน “นายกฯ หนู” ยันให้อำนาจกองทัพ เมินยกหูคุยผู้นำกัมพูชา: มุมมองทางการทูต

เมื่อถูกถามถึงการติดต่อตรงกับผู้นำกัมพูชาอย่างสมเด็จฮุน เซน หรือนายฮุน มาเนต นายกฯ หนู ชัดเจนว่าไม่ยกหูคุยเอง แต่มอบหมายให้กระทรวงการต่างประเทศ (กต.) ดำเนินการผ่านช่องทางการทูตอย่างเป็นทางการ เพราะเรื่องรักษาดินแดนและอธิปไตยเป็นหน้าที่หลักของกองทัพ รัฐบาลยืนกรานไม่เปิดด่านการค้าหรือชายแดน จนกว่าความเสี่ยงจากกัมพูชาจะหมดสิ้น เพื่อความปลอดภัยของประชาชนไทย

นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรียังเน้นย้ำว่ารัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศมี expertise ในการจัดการทั้งความสัมพันธ์ที่ดีและสถานการณ์ขัดแย้ง จะมีการหารือและตัดสินใจมาตรการเป็นระยะๆ ตามดุลยพินิจ เพื่อให้สถานการณ์คลี่คลายโดยสันติ

  • จุดยืนชัดเจน: ให้อำนาจกองทัพตัดสินใจชายแดน
  • ไม่เปิดด่าน: จนกว่าภัยจากกัมพูชาจะหมด
  • ทูตนำ: มอบ กต. จัดการผ่านช่องทาง外交
  • ประชามติ MOU: ให้ประชาชนตัดสินอนาคต

สถานการณ์นี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการปกป้องผลประโยชน์ชาติ โดยไม่ยอมให้มีการยั่วยุนำไปสู่ความขัดแย้งใหญ่โต ผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงชี้ว่าการให้อำนาจกองทัพแบบนี้ช่วยเสริมความเข้มแข็ง แต่ก็ต้องระวังผลกระทบทางเศรษฐกิจจากการปิดด่าน ซึ่งอาจส่งผลต่อการค้าชายแดน

ในมุมมองของประชาชน หลายคนเห็นด้วยกับจุดยืนยืนกรานไม่เปิดด่าน “นายกฯ หนู” ยันให้อำนาจกองทัพ เมินยกหูคุยผู้นำกัมพูชา เพราะแสดงถึงความเด็ดขาด แต่บางส่วนกังวลว่าอาจยืดเยื้อ หากไม่มีการเจรจาระดับสูง รัฐบาลควรเร่งหาทางออกที่ยั่งยืน เพื่อไม่ให้กระทบชีวิตประชาชนชายแดน

สุดท้ายนี้ การตัดสินใจครั้งนี้เป็นบททดสอบสำคัญของรัฐบาลในการรักษาอธิปไตย หากคุณสนใจติดตามข่าวสารการเมืองและสถานการณ์ชายแดน ลองติดตามบล็อกของเราเพื่ออัปเดตข้อมูลล่าสุด และแสดงความคิดเห็นของคุณในคอมเมนต์ด้านล่าง

ที่มา – ยืนกรานไม่เปิดด่าน “นายกฯ หนู” ยันให้อำนาจกองทัพ เมินยกหูคุยผู้นำกัมพูชา

“อีฟ–จินณ์ตวรรณ” ผู้สมัคร สส.ศรีสะเกษ ลุย!

“อีฟ–จินณ์ตวรรณ” ผู้สมัคร สส.ศรีสะเกษ เขต 5 พรรคภูมิใจไทย ลุยเคาะประตูบ้าน ชูนโยบายปากท้อง–ชายแดน พร้อมตอกพรรคคู่แข่ง 2 ปีไร้ผลงาน ติดใจคลิปเสียง “อังเคิล”

วันที่ 25 กันยายน น.ส.จินณ์ตวรรณ ไตรสรณกุล หรืออีฟ “อีฟ–จินณ์ตวรรณ” ผู้สมัคร สส.ศรีสะเกษ เขต 5 เบอร์ 2 พรรคภูมิใจไทย กล่าวถึงการเลือกตั้งโค้งสุดท้ายในอำเภอขุนหาญ และอำเภอภูสิงห์ จังหวัดศรีสะเกษ ว่า ได้ลงพื้นที่อย่างต่อเนื่องด้วยรูปแบบเคาะประตูบ้าน Door to Door พบปะพูดคุยกับชาวบ้านแบบตัวต่อตัว รับฟังปัญหาจริงจากพื้นที่ พร้อมประกาศจุดยืนไม่มีการเปิดด่าน เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของประชาชนชายแดนอย่างแท้จริง

น.ส.จินณ์ตวรรณ กล่าวต่อว่า การลงสมัครครั้งนี้ไม่ใช่แค่เสนอตัวบุคคล แต่คือการเสนอนโยบายและความพร้อมทั้งจากตัวดิฉันและพรรคภูมิใจไทย ในฐานะแกนนำรัฐบาล เราพร้อมทำหน้าที่ในทุกบทบาท ไม่ว่าจะเป็นเสียงข้างมากหรือข้างน้อย สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการเป็นปากเสียงแทนพี่น้องศรีสะเกษ เขต 5 แก้ไขปัญหาราคาพืชผลตกต่ำ ปุ๋ยแพง และการเยียวยาผลกระทบชายแดน

“อีฟ–จินณ์ตวรรณ” ผู้สมัคร สส.ศรีสะเกษ พรรคภูมิใจไทย ตอกคู่แข่ง 2 ปีไร้ผลงาน ติดใจคลิป “อังเคิล”

เย้ย พท.แก้ปากท้องไม่ได้จริง

“วันนี้พี่น้องศรีสะเกษ เขต 5 เห็นชัดเจนแล้วว่า การฝากความหวังไว้กับพรรคเพื่อไทย ไม่ได้แก้ปัญหาปากท้องไม่ได้จริง ซ้ำยังสร้างปัญหาความเชื่อมั่นจากกรณีความขัดแย้งระหว่างไทย-กัมพูชา ที่ขณะนี้ก็ยังไม่มีข้อยุติ ประชาชนที่อาศัยตามแนวชายแดนยังใช้ชีวิตอยู่แบบหวาดระแวง ในขณะที่ภูมิใจไทยยืนยันว่าเราไม่พูดลอย แต่ทำได้ ทำจริง ขอเชิญชวนพี่น้องศรีสะเกษใช้พลังจากปลายปากกา เลือกเบอร์ 2 พรรคภูมิใจไทย เพื่อเปลี่ยนทิศทางการเมืองของพื้นที่นี้ไปสู่เสถียรภาพและอนาคตที่มั่นคงกว่าเดิม” น.ส.จินณ์ตวรรณ กล่าว

2 ปีรัฐบาลล้มเหลว: เสียงสะท้อนจากประชาชน

น.ส.จินณ์ตวรรณ กล่าวว่า จากการลงพื้นที่อย่างต่อเนื่อง ชาวบ้านได้สะท้อนว่าคนในพื้นที่กังขาเพราะตลอด 2 ปีที่ผ่านมา สัมผัสความล้มเหลวของรัฐบาลที่นำโดยพรรคเพื่อไทย ไม่สามารถแก้ปัญหาปากท้องได้ เศรษฐกิจถดถอย ราคาพืชผลเกษตรตกต่ำ มันสำปะหลังบางช่วงเหลือไม่ถึงกิโลกรัมละ 1 บาท ข้าวราคาต่ำสุดในรอบ 17 ปี และปัญหาชายแดนยังไร้ทิศทางแก้ไขที่ชัดเจน รวมถึงกรณีคลิปเสียงอังเคิล ยังทำให้เกิดความขัดแย้งและการสู้รบ และนำมาซึ่งความสูญเสียชีวิตและทรัพย์สินรวมถึงความกังวลจะเกิดสงครามมาถึงทุกวันนี้

การลงพื้นที่ของ “อีฟ–จินณ์ตวรรณ” ผู้สมัคร สส.ศรีสะเกษ เขต 5 พรรคภูมิใจไทย แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะรับฟังปัญหาและนำเสนอแนวทางแก้ไขที่เป็นรูปธรรม ไม่ว่าจะเป็นเรื่องปากท้องของประชาชน ราคาสินค้าเกษตร หรือปัญหาความมั่นคงตามแนวชายแดน ล้วนเป็นประเด็นที่ต้องได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วน

สิ่งที่น่าสนใจคือการที่ น.ส.จินณ์ตวรรณ เน้นย้ำถึงความล้มเหลวของรัฐบาลชุดก่อนในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจและปากท้อง ซึ่งเป็นสิ่งที่ประชาชนศรีสะเกษสัมผัสได้โดยตรง การนำเสนอทางเลือกใหม่จากพรรคภูมิใจไทย จึงเป็นสิ่งที่น่าจับตามองว่าจะสามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับพื้นที่นี้ได้หรือไม่

นอกจากนี้ ประเด็นเรื่องคลิปเสียงอังเคิลที่ยังคงเป็นที่พูดถึง แสดงให้เห็นถึงความกังวลของประชาชนต่อสถานการณ์ชายแดนและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ซึ่ง น.ส.จินณ์ตวรรณ ได้แสดงจุดยืนที่ชัดเจนในการปกป้องผลประโยชน์ของประชาชนชายแดน การตัดสินใจของประชาชนในการเลือกตั้งครั้งนี้ จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่ออนาคตของศรีสะเกษ เขต 5

การเลือกตั้งครั้งนี้จึงเป็นการตัดสินใจครั้งสำคัญของพี่น้องชาวศรีสะเกษ เขต 5 ว่าจะเลือกเดินหน้าไปในทิศทางใด ระหว่างการสานต่อนโยบายเดิมที่อาจจะไม่ตอบโจทย์ หรือการเปิดโอกาสให้กับแนวทางใหม่ๆ ที่มุ่งเน้นการแก้ไขปัญหาอย่างตรงจุดและยั่งยืน

ดังนั้นการพิจารณาข้อมูล นโยบาย และความสามารถของผู้สมัครแต่ละคนจึงเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่ง เพื่อให้การตัดสินใจเป็นไปอย่างรอบคอบและเกิดประโยชน์สูงสุดต่อส่วนรวม

ท้ายที่สุดแล้ว การพัฒนาศรีสะเกษ เขต 5 ให้มีความเจริญก้าวหน้าและมั่นคง จะต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน การเลือกผู้แทนที่สามารถเป็นกระบอกเสียงและประสานงานให้เกิดความร่วมมือนี้ได้ จึงเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่ง

ที่มา – “อีฟ–จินณ์ตวรรณ” ผู้สมัคร สส.ศรีสะเกษ พรรคภูมิใจไทย ตอกคู่แข่ง 2 ปีไร้ผลงาน ติดใจคลิป “อังเคิล”

“สีหศักดิ์” หวังปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชาคลี่คลายใน 4 เดือน

“สีหศักดิ์” เข้ากระทรวงวันแรก หวัง 4 เดือน ปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชาจะคลี่คลาย เตรียมบินประชุม UNGA ด้าน “องอาจ” รมช. ศึกษาธิการคนใหม่พร้อมทำงานร่วมกับทุกฝ่าย

เมื่อเวลา 9.00 น. วันที่ 25 ก.ย. 2568 นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เข้าสักการะพระพุทธราชไมตรีศรีสัมพันธ์ และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำกระทรวงการต่างประเทศ ในโอกาสเข้ารับหน้าที่ โดยมีปลัดกระทรวงฯ และผู้บริหารกระทรวงการต่างประเทศให้การต้อนรับ

หลังพบปะกับข้าราชการประจำกระทรวงการต่างประเทศแล้ว นายสีหศักดิ์ กล่าวว่า วันนี้เป็นวันแรกที่มารับหน้าที่ ได้เจอกับข้าราชการของกระทรวงการต่างประเทศ อยากจะให้กำลังใจข้าราชการกระทรวงการต่างประเทศ เพราะที่ผ่านมาทำงานหนัก และตนเองก็ให้ความสำคัญกับกำลังใจของข้าราชการกระทรวง วันนี้ได้พูดถึงทิศทางการทำงานว่าจะทำกันเป็นทีม ซึ่งทุกคนก็ต้องร่วมทำงานกันอย่างเต็มที่ ส่วนงานด้านการต่างประเทศ ภายใต้ระยะเวลาสี่เดือนนี้ไม่ควรจะเป็นสี่เดือนที่ไม่มีความหมายอย่างที่นายกรัฐมนตรีได้บอกทุกครั้งกับคนไทยว่าจะต้องมีผลงาน งานด้านการต่างประเทศอยากจะขับเคลื่อนนโยบายต่างประเทศของประเทศไทย และการแก้ไขปัญหาที่คนไทยเห็นกันอยู่ เราต้องเป็นการทูตยุคใหม่ มีความคล่องตัวและครอบคลุมกับทุกมิติทางการต่างประเทศไม่ว่าจะเป็นความมั่นคง เศรษฐกิจ และสังคม

อยากเห็น GBC ช่วยหาทางออก

ส่วนการแก้ปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา ภายใต้ระยะเวลา 4 เดือน นั้น นายสีหศักดิ์กล่าวว่า อยากเห็นความปลอดภัย ความสงบที่ชายแดน เพราะเป็นผลประโยชน์ของประเทศไทย และเชื่อว่าก็เป็นผลประโยชน์ของคนสองฝ่าย และเชื่อว่าปัญหาจะแก้ได้ต้องแก้ร่วมกันของทั้งสองฝ่าย ประเทศไทยเป็นประเทศที่ใฝ่สันติ และแน่นอน ทุกประเทศเรื่องอธิปไตย บูรณภาพแห่งดินแดน เป็นเรื่องที่เราต้องปกป้องรักษาอย่างเต็มที่ ปัญหาที่มีอยู่เราก็อยากแก้ไขและอยากจะเห็นสิ่งที่ได้พูดคุยกันโดยเฉพาะการพูดคุยในกรอบ GBC ที่ผ่านมาในหลักการก็มีเรื่องดีหลายเรื่อง การจะทำให้การหยุดยิงยั่งยืนอย่างแท้จริง ไม่ให้เกิดเหตุการณ์อย่างที่เราเห็นกันอยู่ อาจจะไม่ได้เป็นการปะทะกันของกองกำลังทหาร แต่เป็นเหตุการณ์ที่จะนำไปสู่ความรุนแรงได้ ซึ่งเราก็ไม่อยากให้เกิดขึ้น

ส่วนเรื่องการวางระเบิด คือเรื่องความปลอดภัย ถอนกำลังทหารออกจากพื้นที่เพื่อให้เกิดความสงบ รวมถึงการปราบปรามอาชญากรรมที่ผิดกฎหมายทั้งหลาย ทั้งสองประเทศต้องทำร่วมกัน สิ่งเหล่านี้เราได้ตกลงกันในหลักการ และต้องการเห็นความคืบหน้า เมื่อมีความคืบหน้าแล้ว ทุกอย่างก็ค่อยเป็นค่อยไป และมีขั้นตอนของมัน

การทูตกับการทหารต้องไปด้วยกัน

นายสีหศักดิ์ยังกล่าวอีกว่า การทูตกับการทหาร หลายเหตุการณ์ต้องไปด้วยกัน เอกภาพเป็นเรื่องที่สำคัญ บางครั้ง การทูตต้องเสริมการทหาร แต่ถึงจุดหนึ่งการทหารต้องมาเสริมการทูต ซึ่งตัวเองคิดว่าในการทำงานเพื่อแก้ปัญหาชายแดนกัมพูชา การทำงานเป็นเอกภาพเป็นทีมของประเทศไทย เป็นเรื่องที่สำคัญ กระทรวงการต่างประเทศจะให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ที่สุด

“4 เดือนนี้อาจจะแก้ปัญหาได้ไม่ทั้งหมด แต่ขอให้มันไปในทางที่ดีขึ้นแล้วต่อไปก็จะมีพลวัต ก็หวังว่า 4 เดือนนี้เราจะเห็นเส้นทางของรากฐานไปสู่ระดับที่ควรจะเป็น ซึ่งปัจจุบันไม่ควรจะเป็นอย่างนั้น แต่ทั้งหมดก็ขึ้นอยู่กับความจริงใจจากฝ่ายกัมพูชา ซึ่งประเทศไทยเรามีความจริงใจอยู่แล้ว และอยากจะเห็นสิ่งที่เราได้ตกลงกันไว้ไปสู่การกระทำที่แท้จริง” นายสีหศักดิ์กล่าว

ห่วง กัมพูชา พฤติกรรมสวนทางคำพูด

เมื่อถามต่อว่า คาดหวังว่าภายใน 4 เดือนนี้ปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชาจะคลี่คลายขึ้นหรือไม่ นายสีหศักดิ์กล่าวว่า ก็หวังว่า แต่อยู่ที่อีกฝ่ายหนึ่งด้วย แต่ที่เป็นห่วงตอนนี้คือหลายอย่างมันสวนทางกับสิ่งที่กัมพูชากำลังสื่อสารออกมา เหตุการณ์ที่เราเห็นกันอยู่ไม่ควรจะปล่อยให้เกิดขึ้น ตนเองจึงหวังและอยากจะให้คลี่คลาย แต่ก็ไม่ได้อยู่ที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศคนเดียว เพราะจะไปบอกว่าให้ทำแบบนี้แบบนั้น คนไทยจะรู้สึกอย่างไร การดูผลประโยชน์และศักดิ์ศรีของประเทศไทยเป็นเรื่องธรรมดา แต่การทูตจะเดินได้ก็ต่อเมื่ออีกฝ่ายหนึ่งพร้อม มีความจริงใจ

ต้องปักปันเขตแดนให้ชัด

ส่วนที่กัมพูชาหยิบยกเอาคำพูดที่พลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ เคยบอกไว้ว่าพื้นที่บ้านหนองจานเป็นของกัมพูชา เรื่องนี้จะกลายเป็นประเด็นที่ผูกมัดหรือไม่นั้น นายสีหศักดิ์กล่าวว่า ก็ต้องไปพูดให้เข้าใจว่าอยู่ในเขตของประเทศไทย และสืบเนื่องมาตั้งแต่สมัยที่ถูกรุกราน ตั้งแต่กัมพูชามีปัญหาผู้ลี้ภัยข้ามมาชายแดนของไทย และปัญหาหลายอย่างค้างมาตั้งแต่ตอนนั้น ดังนั้นจึงต้องกลับมาดูว่าต้นเหตุมาจากอะไร ตนเองถึงได้บอกว่าท้ายที่สุดแล้วการคุยกัน การหาทางออกจะต้องทำให้ได้ และต้องคุยกันในระยะยาวว่าจะปักปันเขตแดนให้ชัดเจน จะได้ไม่มีปัญหาแบบนี้ขึ้นอีก

เตรียมบินประชุม UNGA

ส่วนการไปประชุมสมัชชาสหประชาชาติ สมัยสามัญ ครั้งที่ 80 (UNGA 80 High-level Week) ณ สำนักงานใหญ่สหประชาชาติ นครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา นายสีหศักดิ์ กล่าวว่า จะเดินทางไปประชุมด้วยตัวเอง จะต้องมีการกล่าวสุนทรพจน์ ประเทศไทยกลับมาสู่จอเรดาร์ มีบทบาท ซึ่งเราจะไม่มีความเห็นเกี่ยวกับตะวันออกกลางไม่ได้ เพราะความรุนแรงที่เกิดขึ้นกระทบต่อประชาชนผู้บริสุทธิ์มากมาย เราจะมาบอกว่าเราไม่มีความเห็นเรื่องยูเครนไม่ได้ เพราะเรื่องนี้ก็เป็นหลักการสำคัญที่เราต้องปกป้อง การไปคราวนี้ก็ต้องแสดงวิสัยทัศน์ และต้องพูดถึงเรื่องประเทศเพื่อนบ้านของเรา แต่เราอยากจะพูดในลักษณะที่สร้างสรรค์

“องอาจ” พร้อมทำงานร่วมกับทุกฝ่าย

อีกด้านหนึ่งที่กระทรวงศึกษาธิการ นายองอาจ วงษ์ประยูร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมช. ศธ.) พร้อมด้วยนายสุธี พงษ์เพียรชอบ คณะทำงาน ได้เดินทางเข้ากระทรวงศึกษาธิการอย่างเป็นทางการ โดยได้เริ่มต้นการปฏิบัติหน้าที่ด้วยการเข้าสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำกระทรวงศึกษาธิการ เพื่อความเป็นสิริมงคล อาทิ พระพุทธรูปประจำกระทรวงศึกษาธิการ “พระพุทธบารมีศักดิ์สิทธิ์ สยามิศรจักรีสัฏฐีอนุสรณ์ ศึกษาทรรังสรรค์”, ศาลพระภูมิ, พระบรมราชานุสาวรีย์ รัชกาลที่ 6, พระพุทธรูปหน้า สอศ. และศาลปู่เจียม

พร้อมร่วมมือทุกฝ่าย

จากนั้น นายองอาจ และคณะ ได้เดินทางเข้าห้องทำงานรัฐมนตรี โดยมีนายสุเทพ แก่งสันเทียะ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ และคณะผู้บริหาร รวมทั้งข้าราชการและเจ้าหน้าที่ ให้การต้อนรับ

โดยนายองอาจ กล่าวว่า การศึกษา คือ รากฐานสำคัญในการพัฒนาประเทศ ตนพร้อมที่จะทำงานร่วมกับทุกฝ่าย เพื่อยกระดับการศึกษาไทยให้เป็นเครื่องมือสำคัญในการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน

“สีหศักดิ์” หวังปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชาคลี่คลายใน 4 เดือน

ความหวังต่อการคลี่คลายปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา

นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้แสดงความหวังว่าปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชาจะคลี่คลายลงได้ภายใน 4 เดือนข้างหน้า โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการทำงานร่วมกันของทั้งสองฝ่าย การแก้ไขปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชาจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือและความจริงใจจากทั้งสองประเทศ

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศยังกล่าวถึงการประชุมสมัชชาสหประชาชาติที่จะถึงนี้ โดยประเทศไทยจะแสดงบทบาทที่สร้างสรรค์และมีวิสัยทัศน์ต่อประชาคมโลก นอกจากนี้ การแก้ไขปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา ยังคงเป็นวาระสำคัญที่ต้องมีการผลักดันอย่างต่อเนื่อง

สถานการณ์ปัจจุบันบริเวณชายแดนยังคงมีความตึงเครียดอยู่บ้าง การแก้ไขปัญหาที่ยั่งยืนจึงต้องอาศัยการเจรจา การสร้างความเข้าใจ และการดำเนินการที่เป็นรูปธรรมจากทั้งสองฝ่าย การที่นายสีหศักดิ์ให้ความสำคัญกับปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา และตั้งเป้าหมายที่จะเห็นความคืบหน้าภายใน 4 เดือน ถือเป็นสัญญาณที่ดีต่อความสัมพันธ์ของทั้งสองประเทศ

อย่างไรก็ตาม การแก้ไขปัญหาชายแดนที่ซับซ้อนนั้นต้องใช้เวลาและความอดทน การที่ทุกฝ่ายร่วมมือกันอย่างจริงจังเท่านั้นจึงจะนำไปสู่สันติภาพและความมั่นคงที่ยั่งยืน

ที่มา – “สีหศักดิ์” หวัง 4 เดือน ปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชาจะคลี่คลาย เตรียมบินประชุม UNGA

กลาโหมกัมพูชาลั่น! ไม่ได้ยิงปืนเข้าฝั่งไทย

จากกรณีที่มีรายงานข่าวว่ามีการยิงปืนจากฝั่งกัมพูชาเข้ามายังฝั่งไทย ล่าสุดทางกลาโหมกัมพูชาได้ออกมาแถลงการณ์ถึงเรื่องนี้แล้ว โดยยืนยันว่าไม่ได้มีการยิงปืนเข้ามา แต่เป็นเพียงเหตุการณ์ “ปืนลั่น” เท่านั้น

พลโทมาลี โฆษกกระทรวงกลาโหมกัมพูชายืนยันว่า ทหารกัมพูชาไม่ได้ยิงปืนเข้าฝั่งไทยอย่างแน่นอน แต่เป็นอุบัติเหตุ “ปืนลั่น” จำนวน 2 นัด ซึ่งเกิดขึ้นในเวลาที่ห่างกันประมาณ 1 ชั่วโมง และทางกัมพูชาได้ติดต่อชี้แจงรายละเอียดกับฝ่ายไทยแล้ว

โฆษกกระทรวงกลาโหมกัมพูชา พลโทหญิง มาลี โสเจียตา ได้ออกแถลงการณ์เมื่อวันอังคารที่ 23 กันยายน 2568 เพื่อชี้แจงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับกรณีดังกล่าว หลังจากที่มีรายงานข่าวจากสื่อไทยบางสำนักและเพจเฟซบุ๊กทางการของไทยว่า “กัมพูชายิงปืนขนาดเล็ก 3-5 นัดเข้าฝั่งไทยเพื่อยุยงปลุกปั่นในพื้นที่ตามแนวชายแดนระหว่างทั้งสองประเทศ”

ทางกระทรวงกลาโหมกัมพูชายืนยันว่า ข้อมูลที่ได้รับจากกองทัพภาคที่ 4 ของกัมพูชาระบุชัดเจนว่า ทหารกัมพูชาไม่ได้ยิงอาวุธปืนเข้าไปในดินแดนไทยตามที่ถูกกล่าวอ้าง แต่เป็นเหตุการณ์ “ปืนลั่น” โดยไม่ตั้งใจ จำนวน 2 นัด เกิดขึ้นในเวลา 13.20 น. และ 14.16 น. ตามลำดับ ซึ่งทีมสื่อสารของทั้งสองประเทศได้มีการสอบถามและให้ข้อมูลซึ่งกันและกันเพื่อทำความเข้าใจและคลี่คลายสถานการณ์ที่เกิดขึ้นแล้ว

กลาโหมกัมพูชาลั่น ไม่ได้ยิงปืนเข้าฝั่งไทย

กัมพูชายังคงยืนยันเจตนารมณ์ที่จะร่วมมือกับประเทศไทยในทุกระดับ เพื่อส่งเสริมสันติภาพ เสถียรภาพ ความร่วมมือ และการพัฒนาเพื่อประโยชน์ของทั้งสองประเทศต่อไป

กองทัพกัมพูชายังคงยึดมั่นในข้อตกลงหยุดยิงระหว่างกองทัพกัมพูชาและไทย ซึ่งได้มีการลงนามร่วมกันที่กรุงปุตราจายาเมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม 2568 อย่างเต็มที่และไม่มีการเปลี่ยนแปลง

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา: ความเข้าใจผิดเรื่อง “ปืนลั่น”

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการสื่อสารและการประสานงานระหว่างประเทศ โดยเฉพาะในพื้นที่ชายแดนที่มีความอ่อนไหว การให้ข้อมูลที่ถูกต้องและทันท่วงที จะช่วยป้องกันความเข้าใจผิดและการ escalation ของสถานการณ์ได้

ประเด็นเรื่อง กลาโหมกัมพูชาลั่น ไม่ได้ยิงปืนเข้าฝั่งไทย นี้เป็นเครื่องเตือนใจให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องตระหนักถึงความสำคัญของการรักษาความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน และการแก้ไขปัญหาต่างๆ โดยสันติวิธี

เหตุการณ์ “ปืนลั่น” ที่เกิดขึ้น แม้จะไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิต แต่ก็ส่งผลกระทบต่อความรู้สึกและความสัมพันธ์ระหว่างประชาชนทั้งสองประเทศ การที่กลาโหมกัมพูชาออกมาแสดงความรับผิดชอบและชี้แจงข้อเท็จจริงอย่างรวดเร็ว ถือเป็นสัญญาณที่ดีที่แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจที่จะแก้ไขปัญหาและรักษาความสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศ

เมื่อเกิดเหตุการณ์ลักษณะนี้ สิ่งสำคัญคือการตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างรอบด้าน และหลีกเลี่ยงการเผยแพร่ข้อมูลที่ยังไม่ได้รับการยืนยัน เพื่อป้องกันการสร้างความเข้าใจผิดและความตื่นตระหนกในสังคม

การรักษาความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างประเทศเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งต่อการพัฒนาและความเจริญรุ่งเรืองของทั้งสองประเทศ การแก้ไขปัญหาและความขัดแย้งโดยสันติวิธี และการสร้างความเข้าใจและความร่วมมือระหว่างกัน จะนำมาซึ่งประโยชน์สุขแก่ประชาชนทั้งสองฝ่าย

ที่มา – กลาโหมกัมพูชาลั่น ไม่ได้ยิงปืนเข้าฝั่งไทย ชี้แค่ “ปืนลั่น” 2 นัด แจ้งฝ่ายไทยแล้ว

Scroll to top