ชายแดนไทย กัมพูชา

สะพัด! ครม.อนุทิน 1 ดึง “บิ๊กดุลย์” นั่ง รมช.กห.

อัปเดตโผ ครม.อนุทิน 1 พบชื่อ “บิ๊กดุลย์ อดุลย์ บุญธรรมเจริญ” อดีตแม่ทัพภาคที่ 2 เตรียมนั่ง รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม ในโควตาคนนอก ซึ่งเป็นเพื่อนร่วมรุ่น วปอ.61 ของ “อนุทิน” เอง

เมื่อวันที่ 13 กันยายน 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานความเคลื่อนไหวเกี่ยวกับโผ ครม.อนุทิน 1 ที่มีนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เป็นผู้จัดทำ ล่าสุดมีรายงานว่า พลโท อดุลย์ บุญธรรมเจริญ หรือ บิ๊กดุลย์ อดีตแม่ทัพภาคที่ 2 จะเข้ามาดำรงตำแหน่ง รมช.กลาโหม ในส่วนของโควตาคนนอก ซึ่งการตัดสินใจนี้เกิดขึ้นจากความเชี่ยวชาญของพลโทอดุลย์ในด้านงานพื้นที่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ซึ่งกำลังเป็นพื้นที่ที่มีข้อพิพาทอยู่ การเข้ามาของพลโทอดุลย์จะช่วยแบ่งเบาภาระของพลเอกณัฐพล นาคพาณิชย์ ว่าที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมได้เป็นอย่างดี

พลโท อดุลย์ เป็นนักเรียนเตรียมทหารรุ่นที่ 27 และจบจากโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า (จปร.) รุ่นที่ 38 นอกจากนี้ ท่านยังเคยเป็นเพื่อนร่วมรุ่น วปอ.61 กับนายอนุทิน ชาญวีรกูล อีกด้วย ความสัมพันธ์อันดีนี้อาจเป็นอีกปัจจัยที่ทำให้พลโทอดุลย์ได้รับความไว้วางใจให้เข้าร่วมคณะรัฐมนตรี

สำหรับความคืบหน้าเกี่ยวกับรายชื่อคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนการตรวจสอบจากสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี (สลค.) โดยเฉพาะในรายชื่อบางคนที่อาจมีความสุ่มเสี่ยงอยู่บ้าง ทางนายกรัฐมนตรีได้ส่งรายชื่อแคนดิเดตสำหรับตำแหน่งรัฐมนตรีเกินจำนวนที่ต้องการ เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการทดแทนในกรณีที่จำเป็น คาดการณ์ว่ารายชื่อทั้งหมดจะสามารถนำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายได้ภายในสัปดาห์หน้า

สะพัด! ครม.อนุทิน 1 ดึง “บิ๊กดุลย์” นั่ง รมช.กห.

การปรับ ครม.อนุทิน 1 ในครั้งนี้ มีความน่าสนใจหลายประการ โดยเฉพาะการดึงบุคคลภายนอกที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านเข้ามาเสริมทีม ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความตั้งใจของนายกรัฐมนตรีในการบริหารประเทศด้วยทีมงานที่มีความสามารถหลากหลาย การได้พลโทอดุลย์ บุญธรรมเจริญ มาร่วมงาน น่าจะช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้กับกระทรวงกลาโหมได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสถานการณ์ที่ภูมิภาคมีความผันผวนและมีความท้าทายด้านความมั่นคงเพิ่มมากขึ้น

ทำไมต้อง “บิ๊กดุลย์” ใน ครม.อนุทิน 1?

เหตุผลสำคัญที่ทำให้พลโทอดุลย์ได้รับการพิจารณาให้ดำรงตำแหน่ง รมช.กลาโหม อาจมาจากประสบการณ์และความเชี่ยวชาญในด้านการบริหารจัดการพื้นที่ชายแดน ซึ่งเป็นปัญหาที่รัฐบาลให้ความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง การมีบุคคลที่มีความรู้ความสามารถในด้านนี้ จะช่วยให้รัฐบาลสามารถกำหนดนโยบายและแก้ไขปัญหาได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ การที่พลโทอดุลย์เป็นเพื่อนร่วมรุ่นกับนายกรัฐมนตรี ก็อาจเป็นปัจจัยเสริมที่ทำให้เกิดความไว้วางใจและทำงานร่วมกันได้อย่างราบรื่น

  • ความเชี่ยวชาญด้านชายแดน: พลโทอดุลย์มีประสบการณ์ในการทำงานในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีความซับซ้อนและมีความท้าทายด้านความมั่นคง
  • ความสัมพันธ์ส่วนตัว: การเป็นเพื่อนร่วมรุ่นกับนายกรัฐมนตรี ช่วยสร้างความไว้วางใจและความเข้าใจในการทำงานร่วมกัน
  • การแบ่งเบาภาระ: การมี รมช.กลาโหม ที่มีความสามารถ จะช่วยแบ่งเบาภาระของรัฐมนตรีว่าการฯ และทำให้การบริหารงานเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

อย่างไรก็ตาม การแต่งตั้งบุคคลภายนอกให้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองก็อาจมีข้อเสียบ้าง เช่น การขาดประสบการณ์ในการทำงานในระบบราชการ หรือการไม่มีฐานเสียงทางการเมืองที่แข็งแกร่ง ดังนั้น รัฐบาลจะต้องพิจารณาอย่างรอบคอบและเตรียมพร้อมสำหรับการบริหารจัดการความท้าทายที่อาจเกิดขึ้น

การเปลี่ยนแปลงใน ครม.อนุทิน 1 ครั้งนี้ ถือเป็นอีกก้าวสำคัญในการบริหารประเทศของรัฐบาลชุดปัจจุบัน การตัดสินใจต่างๆ ที่เกิดขึ้น สะท้อนให้เห็นถึงความพยายามในการปรับปรุงและพัฒนาการทำงานของรัฐบาลให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น สิ่งสำคัญคือการที่รัฐบาลสามารถสื่อสารและสร้างความเข้าใจกับประชาชนเกี่ยวกับเหตุผลและความจำเป็นในการเปลี่ยนแปลงต่างๆ ที่เกิดขึ้น เพื่อให้ประชาชนเกิดความเชื่อมั่นและให้การสนับสนุนการทำงานของรัฐบาลต่อไป

การจับตาดูการทำงานของ ครม.อนุทิน 1 ชุดใหม่นี้จึงเป็นสิ่งที่น่าสนใจอย่างยิ่ง เพราะผลงานของรัฐบาลชุดนี้ จะเป็นตัวชี้วัดสำคัญว่าประเทศไทยจะสามารถเดินหน้าต่อไปได้อย่างมั่นคงและยั่งยืนหรือไม่

ที่มา – สะพัดครม.อนุทิน 1 ดึง “บิ๊กดุลย์” อดีตแม่ทัพภาคที่ 2 นั่ง รมช.กห. โควตาคนนอก

“บิ๊กเล็ก” แจงเหตุเปิดด่านจันทบุรี-ตราด

“พล.อ.ณัฐพล” แจงปมเปิดด่านจันทบุรี-ตราด เหตุประเทศที่สามบีบ ไทย-กัมพูชาเห็นด้วย ย้ำ ผ่อนปรนขนส่งสินค้าแบบจำกัดจำนวน ไม่ได้ผ่อนปรนบุคคล

วันที่ 10 กันยายน 2568 พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม ว่าที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ให้สัมภาษณ์ที่ จ.ตราด ชี้แจงเพิ่มเติมการผ่อนปรนการเปิดด่านชายแดนไทย-กัมพูชา โดยขอย้ำว่าไม่ได้ผ่อนปรนบุคคล แต่เป็นการผ่อนปรนขนส่งสินค้า ซึ่งในส่วนของบุคคลยังไม่สามารถเดินทางข้ามไปมาได้ ขณะที่รถขนส่งสินค้าก็ไม่ได้ปล่อยแบบเสรี มีการจำกัดจำนวน

ขณะเดียวกันตนได้พูดคุย พล.ร.ท.อภิชาติ ทรัพย์ประเสริฐ ผู้บัญชาการกองบัญชาการป้องกันชายแดนจันทบุรีและตราด (กปช.จต.) หรืออาจจะใช้วิธีการเหมือนครั้งที่แล้วคือการกำหนดจำนวนเที่ยว แต่หากสังคมยังไม่ยอมรับ ก็อาจจะผ่อนปรนเป็นรายกรณี เช่น 2-3 เที่ยว แต่หากสังคมเห็นด้วยว่าเศรษฐกิจต้องขับเคลื่อนได้ ก็อาจจะผ่อนปรนเป็น 20-30 เที่ยวก็ว่าไป หรือหากไม่ได้เลยก็ต้องพิจารณากันใหม่

“ขอชี้แจงว่าต้นเหตุของการเปิดด่านจันทบุรี-ตราดเกิดจากประเทศที่สาม ไม่ได้เกิดจากประเทศไทยและกัมพูชา เนื่องจากประเทศที่สามแจ้งมาว่าไทย-กัมพูชามีความขัดแย้งกัน เขาเกี่ยวอะไรด้วย ทำให้เขาเดือดร้อน ซึ่งเรื่องนี้เป็นเหตุผลที่เรารับฟัง จึงเป็นที่มาของการหาทางออก ซึ่งไทยและกัมพูชาก็เห็นด้วย”

พล.อ.ณัฐพล กล่าวต่อไปถึงเรื่องการรุกล้ำพื้นที่จะใช้กรณีบ้านหนองจาน จังหวัดสระแก้ว เป็นพื้นที่นำร่อง ขอให้เห็นใจรัฐบาล เพราะเรื่องดังกล่าวเกิดมานานแล้ว แต่ปัจจุบันสังคมอยากจะให้แก้ไขให้ได้โดยเร็ว ต้องใช้เวลา แต่วันนี้ได้รับการตอบรับจากกัมพูชา ด้วยต้องนำแผนที่ไปให้ฝ่ายทางกัมพูชาได้ตรวจสอบ ซึ่งกรณีเรื่องเขตแดนทางฝ่ายกัมพูชาต้องการให้เข้าสู่เวทีการประชุม JBC ก่อน ซึ่งให้ดำเนินการในพื้นที่ที่มีความชัดเจนแล้ว.

“บิ๊กเล็ก” แจงเหตุเปิดด่านจันทบุรี-ตราด

จากกรณีที่มีการเปิดด่านจันทบุรี-ตราด ซึ่งสร้างความสงสัยให้กับหลายฝ่าย พล.อ.ณัฐพล ได้ออกมาให้สัมภาษณ์เพื่อคลายข้อสงสัย โดยเน้นย้ำว่าการเปิดด่านในครั้งนี้เป็นการผ่อนปรนเฉพาะการขนส่งสินค้าเท่านั้น ไม่ได้อนุญาตให้บุคคลทั่วไปสามารถเดินทางข้ามแดนได้ นอกจากนี้ ยังมีการจำกัดจำนวนรถบรรทุกสินค้าที่จะสามารถผ่านด่านได้อีกด้วย ทั้งนี้เพื่อควบคุมสถานการณ์และป้องกันปัญหาที่อาจเกิดขึ้น

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาเป็นประเด็นที่ละเอียดอ่อนและต้องได้รับการพิจารณาอย่างรอบคอบ การตัดสินใจเปิดด่านจันทบุรี-ตราดจึงเป็นผลมาจากการพิจารณาปัจจัยหลายด้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและการค้าชายแดน การที่ประเทศที่สามเข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องในประเด็นนี้ แสดงให้เห็นถึงความเชื่อมโยงและความสำคัญของชายแดนไทย-กัมพูชาในระดับภูมิภาค

ทำไมต้องเปิดด่าน?: เหตุผลจากประเทศที่สาม

พล.อ.ณัฐพล อธิบายว่า สาเหตุหลักของการเปิดด่านมาจากการร้องขอของประเทศที่สาม ซึ่งได้รับผลกระทบจากความขัดแย้งที่ถูกมองว่าเกิดขึ้นระหว่างไทยและกัมพูชา ประเทศที่สามเหล่านี้จึงเรียกร้องให้มีการแก้ไขปัญหา เพื่อให้การค้าและการขนส่งสินค้าสามารถดำเนินต่อไปได้ การตอบสนองต่อข้อเรียกร้องนี้ แสดงให้เห็นถึงความรับผิดชอบของไทยในฐานะสมาชิกของประชาคมระหว่างประเทศ

การเจรจาและการหาทางออกร่วมกันระหว่างไทยและกัมพูชา เป็นสิ่งสำคัญในการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น การที่ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องต้องกันในการผ่อนปรนการขนส่งสินค้า แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการรักษาสัมพันธไมตรีและความร่วมมือระหว่างประเทศ

อย่างไรก็ตาม การเปิดด่านชายแดนต้องมาพร้อมกับมาตรการที่เข้มงวด เพื่อป้องกันการลักลอบเข้าเมือง การค้ายาเสพติด และอาชญากรรมข้ามชาติอื่นๆ การบูรณาการความร่วมมือระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งทหาร ตำรวจ และฝ่ายปกครอง จึงเป็นสิ่งจำเป็นในการรักษาความมั่นคงและความสงบเรียบร้อยตามแนวชายแดน

นอกจากนี้ การสื่อสารและการสร้างความเข้าใจกับประชาชนในพื้นที่ เป็นสิ่งสำคัญในการสร้างความร่วมมือและป้องกันความเข้าใจผิด การเปิดเผยข้อมูลที่ถูกต้องและครบถ้วน จะช่วยให้ประชาชนรับทราบถึงเหตุผลและความจำเป็นในการตัดสินใจของรัฐบาล และร่วมมือในการปฏิบัติตามมาตรการต่างๆ ที่กำหนดไว้

ในอนาคต การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและการอำนวยความสะดวกทางการค้าตามแนวชายแดน จะเป็นปัจจัยสำคัญในการส่งเสริมเศรษฐกิจและการลงทุน การปรับปรุงระบบศุลกากร การขนส่ง และการสื่อสาร จะช่วยลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินธุรกิจ ทำให้ชายแดนไทย-กัมพูชากลายเป็นประตูการค้าที่สำคัญในภูมิภาค

การแก้ไขปัญหาการรุกล้ำพื้นที่ชายแดน เป็นอีกประเด็นสำคัญที่ต้องได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วน การใช้กรณีบ้านหนองจาน จังหวัดสระแก้ว เป็นพื้นที่นำร่อง ถือเป็นก้าวแรกในการแก้ไขปัญหาที่ซับซ้อนและยาวนาน การร่วมมือกับฝ่ายกัมพูชาในการตรวจสอบแผนที่และการเจรจาบนเวที JBC จะช่วยนำไปสู่การแก้ไขปัญหาที่ยั่งยืนและเป็นที่ยอมรับของทุกฝ่าย

การบริหารจัดการชายแดนอย่างมีประสิทธิภาพ ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน การสร้างความเข้าใจและส่งเสริมความร่วมมือ จะช่วยให้ชายแดนไทย-กัมพูชากลายเป็นพื้นที่แห่งความเจริญรุ่งเรืองและสันติสุข

การติดตามสถานการณ์และการประเมินผลการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง เป็นสิ่งสำคัญในการปรับปรุงและพัฒนามาตรการต่างๆ ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป การรับฟังความคิดเห็นและข้อเสนอแนะจากทุกภาคส่วน จะช่วยให้การบริหารจัดการชายแดนเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน

ดังนั้น การตัดสินใจเปิดด่านจันทบุรี-ตราด เป็นการตัดสินใจที่ซับซ้อน ซึ่งต้องพิจารณาถึงผลประโยชน์และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ รวมถึงผลกระทบต่อประชาชนในพื้นที่ สิ่งสำคัญคือต้องมีการบริหารจัดการที่ดี เพื่อให้การเปิดด่านเป็นไปอย่างราบรื่นและเกิดประโยชน์สูงสุด

ที่มา – “บิ๊กเล็ก” แจงประเทศที่สามบีบเปิดด่านจันทบุรี-ตราด ย้ำผ่อนปรนเฉพาะขนส่งสินค้า

“บิ๊กเล็ก” เตรียมพบ “อนุทิน” นั่ง รมว.กห. จริงหรือ?

ประเด็นร้อนทางการเมืองที่กำลังเป็นที่จับตา คือ กรณีของ พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ ที่มีข่าวว่าได้รับการทาบทามให้นั่ง รมว.กห. (รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม) ล่าสุดมีความเคลื่อนไหวที่น่าสนใจคือ การเตรียมเข้าพบ นายอนุทิน ชาญวีรกูล ในช่วงบ่ายของวันนี้ เพื่อหารือถึงแนวทางการทำงานที่อาจมีการปรับเปลี่ยน

“บิ๊กเล็ก” เตรียมพบ “อนุทิน” นั่ง รมว.กห. จริงหรือ?

พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รมช.กลาโหม ได้ให้สัมภาษณ์เมื่อช่วงเช้าของวันที่ 9 กันยายน 2568 ที่ทำเนียบรัฐบาล ยอมรับว่าได้รับการติดต่อจากเลขานุการส่วนตัวของนายอนุทิน เพื่อให้เข้าพบในช่วงบ่ายวันนี้ ประเด็นหลักของการหารือคือ แนวทางการทำงาน และการปรับตัวให้เข้ากับนโยบายใหม่

แม้จะยังไม่มีการยืนยันเวลาที่แน่นอน แต่ พล.อ.ณัฐพล ได้แสดงความพร้อมสำหรับการรับตำแหน่ง ไม่ว่าจะต้องจบภารกิจเดิม หรือปฏิบัติหน้าที่ใหม่ต่อไป คำถามสำคัญคือ การรับตำแหน่งครั้งนี้ เป็นโควตาของพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) หรือเป็นโควตาคนนอก ซึ่ง พล.อ.ณัฐพล ได้ตอบว่า เป็นการมาในลักษณะคนนอก

เมื่อถามถึงความรู้สึกส่วนตัวว่าอยากทำงานต่อ หรืออยากเปลี่ยนบทบาท พล.อ.ณัฐพล ยิ้มและกล่าวว่า ยังไม่มีความเห็นใดๆ ในตอนนี้

โรดแมป 4 ขั้นตอน และสถานการณ์ชายแดน

พล.อ.ณัฐพล กล่าวถึงแนวทางการทำงานในอนาคตว่า ที่ผ่านมาได้มีการวางโรดแมปไว้ 4 ขั้นตอน ซึ่งสามารถปรับเปลี่ยนได้ตามสถานการณ์ และนโยบายของรัฐบาลใหม่ แต่ไม่ได้มีการเปิดเผยรายละเอียด เนื่องจากไม่อยากให้ฝ่ายกัมพูชาทราบถึงวิธีคิด

นอกจากนี้ พล.อ.ณัฐพล ยังได้กล่าวถึงสถานการณ์ชายแดน ไทย-กัมพูชา ว่ามีแนวโน้มที่ดีขึ้น โดยพิจารณาจากการแสดงความยินดีของ ฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ซึ่งหากพิจารณาจากข้อความที่ส่งมา ก็สามารถประเมินได้ว่าสถานการณ์น่าจะดีขึ้น อย่างไรก็ตาม พล.อ.ณัฐพล ยังคงย้ำถึงบทบาทของตนเองในการเจรจาควบคู่ไปกับการป้องกันอธิปไตย

สำหรับการแก้ไขปัญหาชายแดน พล.อ.ณัฐพล มองว่า ท่าทีของผู้นำกัมพูชาจะทำให้การแก้ไขปัญหาราบรื่นขึ้น แต่ต้องรอผลการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (จีบีซี) ในวันที่ 10 กันยายนนี้ อย่างไรก็ตาม ผลการประชุมของคณะเลขานุการมีแนวโน้มที่ดีขึ้น แต่ยังไม่เป็นที่น่าพอใจ ซึ่ง พล.อ.ณัฐพล จะนำผลการประชุมเข้าที่ประชุม ครม. ในช่วงเช้าวันเดียวกันนี้ และจะขออนุมัติเพิ่มเติมในหลักการ เพื่อให้เกิดความคืบหน้าที่รวดเร็วยิ่งขึ้น

ประเด็นสำคัญที่ต้องติดตามคือ การหารือระหว่าง พล.อ.ณัฐพล และ นายอนุทิน ในช่วงบ่ายวันนี้ จะส่งผลต่อการตัดสินใจในการนั่ง รมว.กห. อย่างไร และจะมีผลกระทบต่อสถานการณ์ทางการเมือง และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศอย่างไรบ้าง

การที่ พล.อ.ณัฐพล ถูกทาบทามให้นั่ง รมว.กห. สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของตำแหน่งนี้ในการบริหารประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสถานการณ์ที่โลกกำลังเผชิญกับความท้าทายต่างๆ นานา ไม่ว่าจะเป็นความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ภัยคุกคามทางไซเบอร์ หรือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมที่มีวิสัยทัศน์ และความสามารถในการนำพาประเทศให้ผ่านพ้นอุปสรรคต่างๆ จึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง

อนาคตของ พล.อ.ณัฐพล ในตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม จะเป็นอย่างไร คงต้องติดตามกันต่อไปอย่างใกล้ชิด แต่ที่แน่ๆ การพบปะกับนายอนุทินในวันนี้ ถือเป็นอีกก้าวสำคัญที่จะนำพาไปสู่ข้อสรุปในเรื่องนี้

ที่มา – “บิ๊กเล็ก” เตรียมพบ “อนุทิน” บ่ายนี้ รับถูกทาบทามนั่ง รมว.กห.​ จริง โควตาคนนอก

“สีหศักดิ์” คุย นโยบายต่างประเทศ กับนายกฯ แล้ว

“สีหศักดิ์”เผยเริ่มคุยนโยบายต่างประเทศกับนายกฯ “อนุทิน” บ้างแล้ว ยันแก้ปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา ยึดสันติ – รักษาอธิปไตยถึงที่สุด

เมื่อเวลา 14.00 น.วันที่ 7 ก.ย. 2568 ที่พรรคภูมิใจไทย(ภท.) นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว อดีตปลัดกระทรวงการต่างประเทศ ซึ่งได้มีการเปิดตัวจะมาเป็นรมว.ต่างประเทศ ได้เดินทางเข้าพรรคภูมิใจไทย(ภท.) เพื่อพบกับนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ที่ร้านกาแฟจาริสต้าร์ ชั้น 1 ของพรรค โดยผู้สื่อข่าวได้สอบถามถึงการเตรียมงานด้านนโยบายต่างประเทศ ซึ่งนายสีหศักดิ์ กล่าวว่า ได้คุยกับนายกรัฐมนตรีบ้างแล้ว และนายกได้แถลงจุดยืนไปบ้างแล้ว แต่หลังจากนี้คงต้องมีการคุยเป็นเรื่องเป็นราว เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดกัน

ส่วนกรณีที่วันที่ 7-10 ก.ย. 2568 มีการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไปไทย-กัมพูชา (GBC) นายสีหศักดิ์ กล่าวว่า ใช่ๆ นายกฯ ก็ปรึกษาว่าเราจะแก้ปัญหาอย่างสันติ ต้องรักษาอธิปไตยของเราอย่างเต็มที่ ซึ่งเป็นแนวทางของเรา แต่ขอยังไม่ลงรายละเอียด

“สีหศักดิ์” คุย นโยบายต่างประเทศ กับนายกฯ แล้ว

การออกมาเปิดเผยถึงการพูดคุยเรื่องนโยบายต่างประเทศระหว่างนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว ว่าที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ และนายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล ได้สร้างความสนใจให้แก่หลายฝ่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในแวดวงนักการทูตและผู้ที่ติดตามสถานการณ์ระหว่างประเทศ

การที่นายสีหศักดิ์ ซึ่งเป็นอดีตปลัดกระทรวงการต่างประเทศ เข้ามามีบทบาทในการกำหนดนโยบายต่างประเทศของรัฐบาลชุดใหม่นี้ บ่งบอกถึงความมุ่งมั่นที่จะสานต่อนโยบายเดิมที่ประสบความสำเร็จ และปรับปรุงแก้ไขในส่วนที่ยังไม่สมบูรณ์

ความสำคัญของการกำหนดนโยบายต่างประเทศที่ชัดเจน

การมีนโยบายต่างประเทศที่ชัดเจนและสอดคล้องกับสถานการณ์โลก เป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่งสำหรับประเทศไทยในยุคปัจจุบัน ที่โลกมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและมีความท้าทายใหม่ๆ เกิดขึ้นอยู่เสมอ

ประเทศไทยจำเป็นต้องมีนโยบายต่างประเทศที่สามารถรักษาผลประโยชน์ของชาติ สร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับประเทศเพื่อนบ้าน และส่งเสริมความร่วมมือกับนานาชาติในทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นด้านเศรษฐกิจ การเมือง สังคม และวัฒนธรรม

  • ด้านเศรษฐกิจ: ส่งเสริมการค้าการลงทุนกับต่างประเทศ ดึงดูดนักลงทุนต่างชาติ และสร้างความร่วมมือทางเศรษฐกิจในระดับภูมิภาคและระดับโลก
  • ด้านการเมือง: รักษาความสัมพันธ์ที่ดีกับประเทศต่างๆ แก้ไขปัญหาความขัดแย้งโดยสันติวิธี และส่งเสริมประชาธิปไตยและสิทธิมนุษยชน
  • ด้านสังคมและวัฒนธรรม: แลกเปลี่ยนวัฒนธรรมกับต่างประเทศ ส่งเสริมการท่องเที่ยว และสร้างความเข้าใจอันดีระหว่างประชาชน

นอกจากนี้ นโยบายต่างประเทศยังต้องสามารถปรับตัวให้เข้ากับการเปลี่ยนแปลงของโลกได้อย่างรวดเร็ว และตอบสนองต่อความท้าทายใหม่ๆ ที่เกิดขึ้น เช่น การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การก่อการร้าย และการแพร่ระบาดของโรค

ดังนั้น การที่นายสีหศักดิ์และนายกรัฐมนตรีอนุทิน ได้เริ่มหารือเกี่ยวกับนโยบายต่างประเทศแล้ว จึงเป็นสัญญาณที่ดีว่ารัฐบาลชุดใหม่ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ และพร้อมที่จะทำงานร่วมกันเพื่อกำหนดนโยบายต่างประเทศที่ดีที่สุดสำหรับประเทศไทย

ติดตามข่าวสารและอัพเดทเกี่ยวกับนโยบายต่างประเทศของไทยได้ที่นี่!

ที่มา – “สีหศักดิ์” ฟิตยอมรับเริ่มคุยนโยบายต่างประเทศกับนายกฯ “หนู” บ้างแล้ว

IMF หั่นเป้าจีดีพีกัมพูชาเหลือ 4.8% เศรษฐกิจจะรอดไหม

IMF ปรับลดคาดการณ์เศรษฐกิจกัมพูชา ตัวเลขจีดีพีปีนี้จะโตแค่ 4.8% เตือนรัฐบาลเร่งปฏิรูปเศรษฐกิจ.-ปราบคอร์รัปชั่น หากหวังพ้นสถานะประเทศยากจนภายในปี 2572 สถานการณ์เศรษฐกิจกัมพูชาส่อแววไม่สดใส เมื่อกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ออกมาปรับลดประมาณการการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศ

วันที่ 4 กันยายน 2568 กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (International Monetary Fund-IMF) ปรับลดคาดการณ์เศรษฐกิจกัมพูชา ปี 2568 เหลือขยายตัวเพียงแค่ 4.8% จากปีก่อนพุ่งถึง 6% เหตุมาจากปัญหาพิพาทชายแดนไทย-กัมพูชา ปัญหาการค้าระหว่างประเทศ และยอดเงินโอนแรงงานหด พร้อมเตือนรัฐบาลต้องเร่งปฏิรูปเศรษฐกิจ เดินหน้าปราบคอร์รัปชั่น หากหวังพ้นสถานะประเทศยากจนภายในปี 2572

โดย ไอเอ็มเอฟ ออกแถลงหลังเสร็จสิ้นภารกิจหารือกับทางการกัมพูชา ภาคเอกชน และองค์กรพัฒนา ระบุว่า สาเหตุหลักมาจาก ความไม่แน่นอนด้านนโยบายการค้าโลก ข้อพิพาทชายแดนกับไทย และปัญหาเงินโอนกลับจากแรงงานกัมพูชาต่างแดนที่ลดลง แม้ช่วงต้นปี 2568 เศรษฐกิจยังขับเคลื่อนด้วยการส่งออกเสื้อผ้า ผลิตผลเกษตร และการท่องเที่ยวที่ฟื้นตัวต่อเนื่อง

พร้อมกันนี้ IMF เตือนว่า หากข้อพิพาทชายแดนปะทุรุนแรงขึ้นกว่าที่คาด จะกดดันการส่งออก การท่องเที่ยว และการเติบโตมากขึ้น ขณะที่ในประเทศยังเผชิญปัญหาหนี้เอกชนสูง หนี้เสียในภาคท่องเที่ยวและอสังหาริมทรัพย์พุ่งเกิน 7% อาจกระทบเสถียรภาพการเงินครัวเรือนและธุรกิจ

ขณะที่ก่อนหน้านี้ กระทรวงการคลังกัมพูชาเพิ่งประกาศเมื่อปลายเดือนสิงหาคมว่า ได้ปรับลดคาดการณ์จีดีพีปี 2568 ลงเหลือ 5.0% จากที่เคยประเมินไว้ 6.3%

นอกจากนี้ IMF ออกคำแนะนำต่อรัฐบาลกัมพูชา ระบุว่า รัฐบาลต้องเร่งปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจ เสริมศักยภาพการผลิต และกระจายฐานการเติบโต พร้อมปรับปรุงบรรยากาศธุรกิจ ด้วยการ ปราบคอร์รัปชัน เสริมหลักนิติธรรม คุ้มครองสิทธิในทรัพย์สิน และเพิ่มความโปร่งใส อย่างไรก็ตาม IMF ชี้ว่าหากกัมพูชาสามารถดูดซับแรงงานที่กลับจากต่างประเทศเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจในประเทศได้สำเร็จ จะช่วยเพิ่มการบริโภคและบรรเทาผลกระทบได้บางส่วน

ขณะเดียวกันแนะนำให้มีการลงทุนใน ทุนมนุษย์ การศึกษา และทักษะแรงงาน เพื่อดึงดูดการลงทุนและยกระดับอุตสาหกรรม นอกจากนี้จะต้องใช้นโยบายการคลังอย่าง เฉพาะเจาะจงและชั่วคราว เพื่อช่วยเหลือครัวเรือนยากจนและแรงงานตกงาน แต่ยังคงวินัยการคลัง

ในส่วนของระยะกลาง ควรมีแผนจัดเก็บรายได้ที่น่าเชื่อถือ เช่น ลดการยกเว้นภาษีจำนวนมาก และบังคับใช้กฎหมายภาษีอย่างจริงจัง เพื่อเปิดพื้นที่งบประมาณสำหรับการใช้จ่ายด้านการศึกษา สาธารณสุข และโครงสร้างพื้นฐาน.

IMF หั่นเป้าจีดีพีกัมพูชาโตแค่ 4.8% เตือนรัฐเร่งปฏิรูปเศรษฐกิจ.-ปราบโกงหากหวังพ้นสถานะประเทศยากจน

สถานการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุน และประชาชนชาวกัมพูชาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ คำถามคือ รัฐบาลกัมพูชาจะสามารถแก้ไขปัญหาเหล่านี้ได้อย่างไร และจะทำอย่างไรให้หลุดพ้นจากสถานะประเทศยากจนได้ตามเป้าหมายที่ตั้งไว้

การที่ IMF ออกมาเตือนถึงปัญหาคอร์รัปชัน และความจำเป็นในการปฏิรูปเศรษฐกิจ เป็นสัญญาณที่ชัดเจนว่า กัมพูชาจำเป็นต้องเปลี่ยนแปลงอย่างจริงจัง หากต้องการที่จะพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน

อะไรคือสาเหตุที่ IMF หั่นเป้าจีดีพีกัมพูชา?

สาเหตุหลักๆ ที่ IMF ปรับลดคาดการณ์การเติบโตทางเศรษฐกิจของกัมพูชา ได้แก่:

  • ความไม่แน่นอนด้านนโยบายการค้าโลก
  • ข้อพิพาทชายแดนกับไทย
  • ปัญหาเงินโอนกลับจากแรงงานกัมพูชาในต่างแดนที่ลดลง
  • ปัญหาหนี้เอกชนสูงและหนี้เสียในภาคท่องเที่ยวและอสังหาริมทรัพย์

ปัจจัยเหล่านี้ล้วนส่งผลกระทบต่อการส่งออก การท่องเที่ยว และการบริโภคภายในประเทศ ทำให้เศรษฐกิจชะลอตัวลง

รัฐบาลกัมพูชาต้องทำอย่างไร?

IMF ได้แนะนำให้รัฐบาลกัมพูชาเร่งดำเนินการดังนี้:

  1. ปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจ เสริมศักยภาพการผลิต และกระจายฐานการเติบโต
  2. ปรับปรุงบรรยากาศธุรกิจด้วยการปราบคอร์รัปชัน เสริมหลักนิติธรรม คุ้มครองสิทธิในทรัพย์สิน และเพิ่มความโปร่งใส
  3. ลงทุนในทุนมนุษย์ การศึกษา และทักษะแรงงาน
  4. ใช้นโยบายการคลังอย่างเฉพาะเจาะจงและชั่วคราว เพื่อช่วยเหลือครัวเรือนยากจนและแรงงานตกงาน
  5. มีแผนจัดเก็บรายได้ที่น่าเชื่อถือ

การดำเนินการตามคำแนะนำเหล่านี้ จะช่วยให้กัมพูชาสามารถแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ และกลับมาเติบโตได้อย่างยั่งยืนอีกครั้ง การที่ IMF หั่นเป้าจีดีพีกัมพูชาโตแค่ 4.8% เตือนรัฐเร่งปฏิรูปเศรษฐกิจ.-ปราบโกงหากหวังพ้นสถานะประเทศยากจน เป็นสิ่งที่รัฐบาลกัมพูชาต้องตระหนักและเร่งแก้ไขโดยด่วน

การที่ IMF หั่นเป้าจีดีพีกัมพูชาโตแค่ 4.8% เตือนรัฐเร่งปฏิรูปเศรษฐกิจ.-ปราบโกงหากหวังพ้นสถานะประเทศยากจน สะท้อนให้เห็นถึงความท้าทายที่กัมพูชาต้องเผชิญ การปฏิรูปเศรษฐกิจและการปราบปรามคอร์รัปชันเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง หากกัมพูชาต้องการที่จะหลุดพ้นจากสถานะประเทศยากจนและสร้างอนาคตที่สดใสสำหรับประชาชน

ที่มา – IMF หั่นเป้าจีดีพีกัมพูชาโตแค่ 4.8% เตือนรัฐเร่งปฏิรูปเศรษฐกิจ.-ปราบโกงหากหวังพ้นสถานะประเทศยากจน

ฮุน มาเนต เรียกร้องยูเอ็นกดดันไทย เลิกใช้กำลัง

“ฮุน มาเนต” นายกฯ กัมพูชา พบหารือเลขาธิการยูเอ็น ระหว่างร่วมประชุม SCO ที่จีน ขอให้ยูเอ็นกดดันไทยใช้สันติวิธี หลีกเลี่ยงใช้กำลังแก้ปัญหาชายแดน โดยเฉพาะพื้นที่ที่มีพลเรือนอาศัยอยู่

วันที่ 1 กันยายน 2568 นายฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา พบหารือนายอันโตนิโอ กูเตรืเรส เลขาธิการองค์การสหประชาชาติ หรือยูเอ็น ระหว่างร่วมประชุมสุดยอดองค์การความร่วมมือเซี่ยงไฮ้ (SCO Summit) ที่จีน โดยผู้นำกัมพูชาได้ขอให้ยูเอ็นกดดันไทยใช้สันติวิธี หลีกเลี่ยงใช้กำลังแก้ปัญหาชายแดน โดยเฉพาะพื้นที่ที่มีพลเรือนอาศัยอยู่

ฮุน มาเนต เปิดเผยว่า เลขาธิการยูเอ็นติดตามสถานการณ์ความขัดแย้งชายแดนกัมพูชา–ไทยอย่างใกล้ชิด และยินดีที่สองฝ่ายสามารถบรรลุหยุดยิงได้ตั้งแต่คืนวันที่ 28 กรกฎาคมที่ผ่านมา พร้อมเรียกร้องให้ทั้งสองประเทศกลับสู่ความสัมพันธ์ปกติโดยเร็ว

โดยเลขาธิการยูเอ็น ยังเห็นชอบข้อเสนอให้กดดันทั้ง “สองฝ่าย” หลีกเลี่ยงการใช้กำลังในพื้นที่ที่ยังมีข้อพิพาท โดยเฉพาะบริเวณที่มีชาวบ้านอาศัยอยู่ และให้หันมาแก้ไขปัญหาผ่านกลไกคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย–กัมพูชา (JBC) บนพื้นฐานข้อตกลง ทวิภาคี สนธิสัญญาที่เกี่ยวข้อง และกฎหมายระหว่างประเทศ

ในโอกาสเดียวกัน ฮุน มาเนต ยังได้เข้าพบประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีน ซึ่งประกาศสนับสนุนกลไกหยุดยิงของอาเซียนที่มาเลเซียดำเนินการอยู่ และเรียกร้องให้เร่งตั้ง “คณะผู้สังเกตการณ์อาเซียน” (ASEAN Observer Team – AOT) พร้อมย้ำเช่นเดียวกันว่าทั้งสองประเทศไม่ควรใช้กำลังจัดการข้อพิพาท โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีพลเรือน

ฮุน มาเนต พบหารือเลขาฯ ยูเอ็น เรียกร้องยูเอ็นกดดันไทยเลิกใช้กำลัง แก้ปัญหาชายแดนด้วยสันติวิธี

สถานการณ์ชายแดนระหว่างไทยและกัมพูชายังคงเป็นประเด็นที่ต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด การที่นายกฯ ฮุน มาเนต แห่งกัมพูชา ได้เข้าพบเลขาธิการยูเอ็นและเรียกร้องให้ ฮุน มาเนต พบหารือเลขาฯ ยูเอ็น เรียกร้องยูเอ็นกดดันไทยเลิกใช้กำลัง แก้ปัญหาชายแดนด้วยสันติวิธี ถือเป็นการยกระดับปัญหาขึ้นสู่เวทีระหว่างประเทศอย่างชัดเจน แม้ว่าทั้งสองฝ่ายจะบรรลุข้อตกลงหยุดยิงไปแล้ว แต่การแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืนยังคงต้องอาศัยความร่วมมือและความเข้าใจอันดีระหว่างทั้งสองประเทศ

การที่เลขาธิการยูเอ็นเห็นชอบข้อเสนอให้กดดันทั้งสองฝ่ายให้หลีกเลี่ยงการใช้กำลัง และหันมาแก้ไขปัญหาผ่านกลไกคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย–กัมพูชา (JBC) ถือเป็นสัญญาณที่ดี และเป็นแนวทางที่ถูกต้องในการแก้ไขปัญหาอย่างสันติวิธี

ทำไมเรื่องนี้จึงสำคัญ?

ความขัดแย้งชายแดนไม่เพียงแต่ส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศเท่านั้น แต่ยังส่งผลกระทบโดยตรงต่อชีวิตและความเป็นอยู่ของประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ชายแดน การใช้กำลังทหารไม่เคยเป็นทางออกที่ยั่งยืน และมักจะนำมาซึ่งความสูญเสียและความเสียหายต่อทุกฝ่าย การแก้ไขปัญหาด้วยสันติวิธีผ่านการเจรจาและการทูตต่างหาก คือหนทางที่จะนำไปสู่ความสงบสุขและความเจริญรุ่งเรืองที่แท้จริง

  • การที่ ฮุน มาเนต พบหารือเลขาฯ ยูเอ็น เรียกร้องยูเอ็นกดดันไทยเลิกใช้กำลัง แก้ปัญหาชายแดนด้วยสันติวิธี แสดงให้เห็นถึงความกังวลของกัมพูชาต่อสถานการณ์ชายแดน
  • การที่ยูเอ็นตอบรับข้อเสนอของกัมพูชาเป็นการส่งสัญญาณว่านานาชาติให้ความสำคัญกับเรื่องนี้
  • การแก้ไขปัญหาผ่านกลไก JBC เป็นแนวทางที่ได้รับการยอมรับจากทั้งสองฝ่าย

การที่ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีน สนับสนุนกลไกหยุดยิงของอาเซียนและเรียกร้องให้เร่งตั้งคณะผู้สังเกตการณ์อาเซียน (AOT) แสดงให้เห็นถึงบทบาทที่สร้างสรรค์ของจีนในการส่งเสริมสันติภาพและความมั่นคงในภูมิภาค

เราหวังเป็นอย่างยิ่งว่าทั้งไทยและกัมพูชาจะใช้โอกาสนี้ในการหันหน้าเข้าหากันอย่างจริงจัง และร่วมกันแก้ไขปัญหาชายแดนอย่างสันติวิธี เพื่อสร้างอนาคตที่สดใสสำหรับประชาชนของทั้งสองประเทศ การที่ ฮุน มาเนต พบหารือเลขาฯ ยูเอ็น เรียกร้องยูเอ็นกดดันไทยเลิกใช้กำลัง แก้ปัญหาชายแดนด้วยสันติวิธี เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการเดินทางสู่สันติภาพที่ยั่งยืน

ที่มา – ฮุน มาเนต พบหารือเลขาฯ ยูเอ็น เรียกร้องยูเอ็นกดดันไทยเลิกใช้กำลัง แก้ปัญหาชายแดนด้วยสันติวิธี

“ภูมินทร์” ใช้เอกสิทธิ์ ไม่โหวต “ชัยเกษม”

“ภูมินทร์” สส.ศรีสะเกษ พรรคเพื่อไทย ขอใช้เอกสิทธิ์ สส. ไม่โหวต “ชัยเกษม” เป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 พร้อมยก 2 เหตุผล นโยบายล้มเหลว-ปมคลิปเสียง “อิ๊งค์” ต้องรับผิดชอบ เสียสละไม่เป็นแกนนำตั้งรัฐบาล

วันที่ 31 สิงหาคม 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่าภายหลัง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) พรรคเพื่อไทย 5 คน ทยอยออกจากกลุ่มไลน์พรรค โดยคาดว่าจะไปสนับสนุน นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย เป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 นั้น เมื่อวันที่ 30 สิงหาคม 2568 ที่ผ่านมา นพ.ภูมินทร์ ลีธีระประเสริฐ สส.ศรีสะเกษ เขต 4 พรรคเพื่อไทย ซึ่งเป็นหนึ่งในนั้น ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวว่า เลือกที่จะใช้เอกสิทธิ์ สส. ไม่โหวต “ชัยเกษม” เป็นนายกรัฐมนตรี พร้อมระบุเหตุผลการตัดสินใจที่เพิ่งเกิดขึ้นนี้ ว่า

1. พรรคเพื่อไทยบริหารประเทศมา 2 ปี นโยบายต่างๆ ที่รัฐบาลพรรคเพื่อไทยแถลงไว้แทบจะไม่สามารถปฏิบัติได้เป็นผล โดยเฉพาะราคาข้าว ราคามันสำปะหลัง ราคาวัว ตกต่ำเป็นอย่างมาก

2. จากเหตุการณ์คลิป Uncle หลุด และเหตุปะทะตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา โดยเฉพาะที่อำเภอกันทรลักษ์ ประชาชนได้รับบาดเจ็บล้มตาย เดือดร้อนกันอย่างแสนสาหัส นั่นหมายถึงรัฐบาลบริหารความสัมพันธ์ระหว่างประเทศได้ไม่ดีพอ

“มาถึงฟางเส้นสุดท้ายคือคำตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญ ที่ให้ท่านนายกฯ มีความผิด ส่งผลให้พ้นจากตำแหน่ง”

นพ.ภูมินทร์ เผยต่อไป สิ่งเหล่านี้ทำให้ต้องกลับมาคิดอย่างจริงจังว่า ตนเองและรัฐบาลพรรคเพื่อไทยนั้นควรต้องมีส่วนแสดงความรับผิดชอบต่อพี่น้องประชาชน และควรจะต้องเสียสละไม่เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล ไม่เป็นนายกรัฐมนตรี ไม่ฉุดลากประเทศให้ตกต่ำ เดือดร้อนเสียหายไปมากกว่านี้ เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลง อันจะนำไปสู่การยุบสภาเพื่อให้ประชาชนได้มีส่วนกำหนดอนาคตของตัวเองอีกครั้งในเร็ววัน

“นี่คือเหตุผลที่ผมจะไม่สนับสนุนให้คุณชัยเกษม นิติสิริ เข้ามาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีครับ”

“ภูมินทร์” ใช้เอกสิทธิ์ สส.ไม่โหวต “ชัยเกษม” ยก 2 เหตุผล เพื่อไทยต้องรับผิดชอบ

จากกรณีที่ นพ.ภูมินทร์ ลีธีระประเสริฐ สส.ศรีสะเกษ พรรคเพื่อไทย ประกาศ“ภูมินทร์” ใช้เอกสิทธิ์ สส.ไม่โหวต “ชัยเกษม” เป็นนายกรัฐมนตรี ได้สร้างความฮือฮาในแวดวงการเมืองเป็นอย่างมาก การตัดสินใจครั้งนี้ เกิดขึ้นท่ามกลางกระแสข่าวความขัดแย้งภายในพรรคเพื่อไทย และความพยายามในการจัดตั้งรัฐบาลผสม สิ่งที่ นพ.ภูมินทร์ ได้เน้นย้ำคือความรับผิดชอบต่อประชาชน และผลกระทบจากนโยบายที่ผ่านมาของพรรค

เหตุผลเบื้องหลังการไม่โหวต “ชัยเกษม”

เหตุผลหลักที่ นพ.ภูมินทร์ ยกขึ้นมานั้น มี 2 ประการที่สำคัญ คือ

  • ความล้มเหลวของนโยบาย: นพ.ภูมินทร์ ชี้ให้เห็นว่า นโยบายที่พรรคเพื่อไทยได้แถลงไว้ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ไม่สามารถปฏิบัติได้จริง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องราคาผลผลิตทางการเกษตร เช่น ข้าว มันสำปะหลัง และวัว ที่ตกต่ำอย่างมาก
  • ปัญหาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ: เหตุการณ์คลิป Uncle หลุด และความขัดแย้งตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นในการบริหารประเทศของรัฐบาล

นอกจากนี้ คำตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญที่ส่งผลให้นายกฯ พ้นจากตำแหน่ง ก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ทำให้ นพ.ภูมินทร์ ต้องกลับมาทบทวนบทบาทของตนเองและพรรคเพื่อไทย

ประเด็นสำคัญที่ต้องพิจารณาคือ การใช้เอกสิทธิ์ สส. ของ นพ.ภูมินทร์ ส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพของรัฐบาล และการจัดตั้งรัฐบาลผสมอย่างไร การที่ สส. ภายในพรรคเดียวกันออกมาแสดงจุดยืนที่แตกต่างกัน บ่งบอกถึงความแตกแยกภายในพรรคหรือไม่ นี่เป็นคำถามที่สังคมกำลังจับตามอง

การตัดสินใจของ นพ.ภูมินทร์ สะท้อนให้เห็นถึงความซับซ้อนทางการเมือง และความท้าทายในการบริหารประเทศในสถานการณ์ปัจจุบัน พรรคเพื่อไทยจะต้องพิจารณาถึงข้อผิดพลาดที่เกิดขึ้น และปรับปรุงนโยบายให้สอดคล้องกับความต้องการของประชาชนอย่างแท้จริง

สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นบทเรียนสำคัญสำหรับนักการเมืองทุกคนว่า ความรับผิดชอบต่อประชาชน และการเสียสละเพื่อประโยชน์ส่วนรวม เป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดในการทำงานการเมือง การที่ นพ.ภูมินทร์ กล้าที่จะออกมาแสดงจุดยืนที่แตกต่าง แม้จะต้องเผชิญกับความขัดแย้งภายในพรรค นับเป็นสิ่งที่น่ายกย่อง

การเมืองไทยยังคงต้องจับตาดูกันต่อไป ว่าสถานการณ์นี้จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองอย่างไร และพรรคเพื่อไทยจะสามารถก้าวข้ามความท้าทายนี้ไปได้อย่างไร ที่สำคัญที่สุดคือ ประชาชนจะต้องได้รับประโยชน์สูงสุดจากการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น

ท้ายที่สุดแล้ว การตัดสินใจของ สส. แต่ละคนในการเลือกนายกรัฐมนตรี ถือเป็นสิทธิและหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญ และควรอยู่บนพื้นฐานของผลประโยชน์ส่วนรวมเป็นสำคัญ ในสถานการณ์ที่ประเทศกำลังเผชิญกับความท้าทายหลากหลายด้าน การมีผู้นำที่สามารถนำพาประเทศไปข้างหน้าได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน จึงเป็นสิ่งที่ประชาชนทุกคนต้องการ

ดังนั้นการที่ “ภูมินทร์” ใช้เอกสิทธิ์ สส.ไม่โหวต “ชัยเกษม” จึงเป็นเรื่องที่ต้องพิจารณากันอย่างรอบคอบถึงเหตุผลและผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น

ที่มา – “ภูมินทร์” ใช้เอกสิทธิ์ สส.ไม่โหวต “ชัยเกษม” ยก 2 เหตุผล เพื่อไทยต้องรับผิดชอบ

ถ่ายทอดสด! ลุ้นมติคดี ‘แพทองธาร’ วันนี้

เตรียมเกาะติดถ่ายทอดสด ลุ้นมติผลศาลรัฐธรรมนูญ นัดวินิจฉัยคดีคลิปเสียง “แพทองธาร” วันนี้! ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญนัดพิจารณาชี้ชะตาคดีคลิปเสียงของนายกฯ แพทองธาร ชินวัตร ว่าจะเข้าข่ายผิดจริยธรรมร้ายแรงถึงขั้นต้องสิ้นสุดสถานะรัฐมนตรีหรือไม่ คดีสำคัญที่ประชาชนให้ความสนใจอย่างใกล้ชิด

วันนี้ (29 สิงหาคม 2568) เวลา 9.00 น. ศาลรัฐธรรมนูญได้มีการประชุมเพื่อลงมติในคำร้องที่ประธานวุฒิสภาส่งความเห็นของสมาชิกวุฒิสภา (สว.) จำนวน 36 คน เพื่อให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรค 3 ประกอบมาตรา 82 ว่าความเป็นรัฐมนตรีของ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี จะสิ้นสุดลงเฉพาะตัวตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรคหนึ่ง (4) ประกอบมาตรา 160 (4) และ (5) หรือไม่ โดยมีประเด็นสำคัญคือเรื่องความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ และการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง ซึ่งเป็นผลมาจากกรณีคลิปเสียงสนทนาระหว่าง น.ส.แพทองธาร และสมเด็จฯ ฮุน เซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา เกี่ยวกับสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา โดยศาลรัฐธรรมนูญจะอ่านคำวินิจฉัยในเวลา 15.00 น. และจะมีการถ่ายทอดสด ลุ้นมติผลศาลรัฐธรรมนูญ นัดวินิจฉัยคดีคลิปเสียง “แพทองธาร” วันนี้เพื่อให้สาธารณชนได้รับทราบโดยทั่วกัน

ถ่ายทอดสด ลุ้นมติผลศาลรัฐธรรมนูญ นัดวินิจฉัยคดีคลิปเสียง “แพทองธาร” วันนี้

หลังจากที่ศาลได้อ่านคำวินิจฉัยเสร็จสิ้น น.ส.แพทองธาร มีกำหนดการที่จะแถลงข่าวต่อสื่อมวลชนที่ทำเนียบรัฐบาล และหลังจากนั้นจะเดินทางไปยังที่ทำการพรรคเพื่อไทย เพื่อพบปะกับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) และกลุ่มผู้สนับสนุนที่ได้นัดหมายกันไว้เพื่อรอให้กำลังใจ

ช่องทางติดตามถ่ายทอดสด

สำหรับผู้ที่สนใจสามารถติดตามการถ่ายทอดสด ลุ้นมติผลศาลรัฐธรรมนูญ นัดวินิจฉัยคดีคลิปเสียง “แพทองธาร” วันนี้ ได้ผ่านทางไทยรัฐออนไลน์และไทยรัฐทีวี เพื่อเกาะติดสถานการณ์อย่างใกล้ชิดตลอดทั้งวัน

สถานการณ์ทางการเมืองครั้งนี้เป็นที่จับตาของประชาชนอย่างยิ่ง ไม่ว่าผลการตัดสินจะออกมาเป็นอย่างไร ย่อมส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพของรัฐบาล และทิศทางทางการเมืองของประเทศอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ การติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด และทำความเข้าใจในรายละเอียดของข้อกฎหมายต่างๆ จึงเป็นสิ่งที่สำคัญ เพื่อให้เราสามารถวิเคราะห์สถานการณ์ และตัดสินใจได้อย่างมีข้อมูลรอบด้าน

การถ่ายทอดสด ลุ้นมติผลศาลรัฐธรรมนูญ นัดวินิจฉัยคดีคลิปเสียง “แพทองธาร” วันนี้ จึงเป็นโอกาสสำคัญที่ประชาชนจะได้รับทราบข้อมูลที่ถูกต้อง และติดตามความเป็นไปของคดีนี้อย่างใกล้ชิด

  • การตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญจะมีผลกระทบต่ออนาคตทางการเมืองของ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร
  • คดีนี้เป็นที่สนใจของประชาชนเนื่องจากเกี่ยวข้องกับประเด็นจริยธรรมของนักการเมือง
  • การถ่ายทอดสดจะช่วยให้ประชาชนได้รับทราบข้อมูลที่ถูกต้องและรวดเร็ว

ที่มา – ถ่ายทอดสด ลุ้นมติผลศาลรัฐธรรมนูญ นัดวินิจฉัยคดีคลิปเสียง “แพทองธาร” วันนี้(คลิป)

กัมพูชาโต้ไทย ยันไม่ใช้พลเรือนเป็นโล่มนุษย์

โฆษก กต.กัมพูชา แถลงโต้ไทย ยันไม่เคยใช้พลเรือนเป็นโล่มนุษย์ ย้ำชาวบ้านอยู่ในพื้นที่มานานแล้ว แต่กลับตกเป็นเหยื่อจากการกระทำฝ่ายเดียวของทหารไทย

วันที่ 28 สิงหาคม 2568 นาย ชุม สอนรี โฆษกกระทรวงการต่างประเทศและความร่วมมือระหว่างประเทศของกัมพูชา แถลงผลการดำเนินการตามข้อตกลงหยุดยิงระหว่างกัมพูชา–ไทย โดยกล่าวปฏิเสธข้อกล่าวหาของไทยที่อ้างว่ากัมพูชาใช้พลเรือนเป็นโล่มนุษย์ ในพื้นที่ชายแดน

โฆษกกต.กัมพูชาเผยว่า เมื่อวันที่ 25 สิงหาคม เวลาประมาณ 14.20 น. ทหารไทยพยายามรื้อถอนลวดหนามใน หมู่บ้านเสร็งกัง ตำบลโอเบยจอน อำเภอโอจรอว์ (O Chrov district) จังหวัดบันทายมีชัย (Banteay Meanchey) ตรงข้ามกับ บ้านหนองจันทร์ อำเภอโคกสูง จังหวัดสระแก้ว ของไทย แต่ถูกชาวบ้านและเจ้าหน้าที่กัมพูชาในพื้นที่แสร็งกังขัดขวางอย่างหนัก จนฝ่ายไทยต้องเก็บลวดหนามกลับไป

นายชุม กล่าวย้ำว่า ข้อกล่าวหานี้ไม่มีมูลความจริง พลเรือนกัมพูชาได้อยู่อาศัยในพื้นที่ดังกล่าวมาเป็นเวลานาน และแท้จริงแล้วคือผู้ตกเป็นเหยื่อจากการกระทำฝ่ายเดียวของทหารไทย ทั้งการติดตั้งลวดหนามและสิ่งกีดขวางที่ทำให้ไม่สามารถเข้าถึงบ้านเรือนและที่ทำกินได้

ทั้งนี้ รัฐบาลกัมพูชาได้มีการส่งหนังสือทูตไปยังกระทรวงการต่างประเทศไทยตั้งแต่วันที่ 25 สิงหาคม 2568 เพื่อประท้วงการล่วงล้ำพื้นที่ชายแดนที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะพื้นที่ที่มีชาวกัมพูชาอาศัยอยู่ พร้อมกันนี้ได้ย้ำจุดยืนของรัฐบาลว่า กัมพูชายังคงยึดมั่นหาทางออกข้อพิพาทชายแดนกับประเทศเพื่อนบ้านอย่างสันติ ในมิตรภาพ และภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศ พร้อมยืนยันหลักการว่าเขตแดนไม่อาจเปลี่ยนแปลงได้ด้วยการใช้กำลัง

กัมพูชาโต้ไทย ยันไม่เคยใช้พลเรือนเป็นโล่มนุษย์

ประเด็นที่กำลังเป็นที่สนใจในขณะนี้คือข้อโต้แย้งจากกัมพูชาที่ยืนยันว่าไม่เคยมีการใช้พลเรือนเป็นโล่มนุษย์ตามที่ไทยกล่าวอ้าง แต่กลับชี้ว่าชาวบ้านในพื้นที่ชายแดนนั้นอาศัยอยู่มานานแล้วและกลับกลายเป็นผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการกระทำของทหารไทยเอง

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 25 สิงหาคมที่ผ่านมา เมื่อทหารไทยพยายามที่จะรื้อถอนลวดหนามในพื้นที่หมู่บ้านเสร็งกัง แต่ได้รับการขัดขวางจากชาวบ้านและเจ้าหน้าที่กัมพูชาในพื้นที่ ทำให้เกิดการเผชิญหน้ากันและเป็นที่มาของข้อกล่าวหาที่กัมพูชาออกมาปฏิเสธในครั้งนี้

กัมพูชายืนยันจุดยืน: ไม่เคยใช้พลเรือนเป็นโล่มนุษย์

โฆษกกระทรวงการต่างประเทศของกัมพูชาย้ำว่าข้อกล่าวหาดังกล่าวไม่มีมูลความจริง และชาวกัมพูชาในพื้นที่นั้นเป็นผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการกระทำของทหารไทยเอง โดยเฉพาะการติดตั้งลวดหนามและสิ่งกีดขวางต่าง ๆ ที่ทำให้ชาวบ้านไม่สามารถเข้าถึงบ้านเรือนและที่ทำกินได้ตามปกติ

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาเป็นประเด็นละเอียดอ่อนที่ต้องได้รับการแก้ไขด้วยความรอบคอบและความเข้าใจซึ่งกันและกัน การเจรจาและการพูดคุยอย่างสันติเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในการแก้ไขปัญหาข้อพิพาทที่เกิดขึ้น เพื่อหลีกเลี่ยงความขัดแย้งที่อาจบานปลายและส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

รัฐบาลกัมพูชาได้แสดงจุดยืนอย่างชัดเจนในการแก้ไขปัญหาชายแดนด้วยสันติวิธี และย้ำถึงความสำคัญของการปฏิบัติตามกฎหมายระหว่างประเทศในการแก้ไขปัญหาข้อพิพาท การเคารพซึ่งกันและกันและความเข้าใจในบริบททางสังคมและวัฒนธรรมของทั้งสองฝ่ายเป็นสิ่งจำเป็นในการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีและยั่งยืนระหว่างไทยและกัมพูชา

การกล่าวหาว่า กัมพูชาโต้ไทย ยันไม่เคยใช้พลเรือนเป็นโล่มนุษย์ นั้นเป็นประเด็นที่ละเอียดอ่อนและอาจส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศได้ การตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างรอบด้าน และการเปิดเผยข้อมูลอย่างโปร่งใส เป็นสิ่งสำคัญในการสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องและป้องกันความเข้าใจผิดที่อาจเกิดขึ้น

เรื่องนี้แสดงให้เห็นถึงความซับซ้อนของปัญหาชายแดน และความสำคัญของการแก้ไขปัญหาด้วยสันติวิธีและการเจรจา การใช้ความรุนแรงหรือการกล่าวหาซึ่งกันและกัน จะยิ่งทำให้สถานการณ์เลวร้ายลง และไม่เป็นผลดีต่อทั้งสองฝ่าย กัมพูชาโต้ไทย ยันไม่เคยใช้พลเรือนเป็นโล่มนุษย์ เป็นสิ่งที่สะท้อนให้เห็นถึงความจำเป็นในการแก้ไขปัญหาชายแดนอย่างยั่งยืนและสร้างความไว้วางใจซึ่งกันและกัน

การที่ กัมพูชาโต้ไทย ยันไม่เคยใช้พลเรือนเป็นโล่มนุษย์ ทำให้เห็นว่าการสื่อสารที่ชัดเจนและถูกต้องเป็นสิ่งสำคัญในการป้องกันความเข้าใจผิด และการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งระหว่างประเทศ การทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดระหว่างเจ้าหน้าที่ของทั้งสองประเทศในการตรวจสอบข้อเท็จจริง และการเปิดเผยข้อมูลให้ประชาชนได้รับทราบ จะช่วยสร้างความโปร่งใสและความไว้วางใจซึ่งกันและกัน

ที่มา – กัมพูชาโต้ไทย ยันไม่เคยใช้พลเรือนเป็นโล่มนุษย์ ชี้ข้อกล่าวหาไร้มูล ชาวบ้านอยู่ในพื้นที่มานานแล้ว

Scroll to top