ชายแดนไทย กัมพูชา

กมธ.ทหาร เปิดตัว “รองเท้านิลมังกร” ลดสูญเสียทหาร

คณะกรรมาธิการ (กมธ.) การทหาร วุฒิสภา เปิดตัวนวัตกรรม “รองเท้านิลมังกร” หรือ Spider Boots ที่ได้รับการออกแบบมาเพื่อช่วยลดความสูญเสียของทหารแนวหน้าที่ปฏิบัติหน้าที่ลาดตระเวนตามตะเข็บชายแดนไทย-กัมพูชา โดยมีความหวังว่าจะสามารถลดอัตราการสูญเสียขาและอวัยวะอื่นๆ ของกำลังพลกองทัพภาคที่ 2 ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

เมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2568 นายวุฒิพงศ์ พงศ์สุวรรณ สมาชิกวุฒิสภา (สว.) ในฐานะกรรมาธิการการทหาร และประธานคณะอนุกรรมาธิการด้านไซเบอร์ เทคโนโลยี และอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ วุฒิสภา ได้แถลงถึงรายละเอียดของต้นแบบรองเท้านิลมังกร (Spider Boots) ซึ่งมีจุดประสงค์หลักเพื่อลดความสูญเสียที่เกิดจากแรงระเบิดสังหารบุคคล โดยนายวุฒิพงศ์กล่าวว่า จากสถานการณ์ความไม่สงบตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ทำให้ทหารไทยจำนวนมากต้องสูญเสียขาจากทุ่นระเบิดสังหารบุคคลที่ถูกวางไว้ ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าสะเทือนใจและส่งผลกระทบต่อขวัญกำลังใจของทหาร

จากข้อมูลที่มีการเผยแพร่เกี่ยวกับรองเท้าที่ทหารต่างชาติใช้ในสงครามรัสเซีย-ยูเครน พบว่าเป็นรองเท้าสไปเดอร์บูท (Spider Boots) ที่ถูกคิดค้นขึ้นตั้งแต่ก่อนปี ค.ศ. 2000 โดยประเทศแคนาดา และกองทัพยูเครนได้นำไปใช้ในสนามรบจริง ซึ่งได้รับการพิสูจน์แล้วว่าสามารถลดการสูญเสียอวัยวะและการบาดเจ็บล้มตายได้อย่างมีนัยสำคัญ จากเดิมที่ทหารยูเครนและประชาชนทั่วไปต้องสูญเสียขาไปประมาณ 20,000 คนต่อปี แต่เมื่อนำสไปเดอร์บูทมาใช้ ทำให้จำนวนผู้สูญเสียขาลดลงอย่างมาก เหลือไม่ถึง 10 คนต่อปี

รองเท้านิลมังกร: นวัตกรรมเพื่อทหารไทย

“เราจึงได้ทำการถอดแบบจากสิ่งประดิษฐ์ดังกล่าว โดยใช้เทคโนโลยีการพิมพ์แบบสามมิติ และประสานงานกับโรงงานที่มีศักยภาพในการพิมพ์ระบบสามมิติ ซึ่งได้รับการตอบรับและความร่วมมือเป็นอย่างดี โดยทางโรงงานยินดีที่จะสนับสนุนการออกแบบและการประกอบเป็นรูปร่างโดยไม่คิดมูลค่า คาดว่าจะได้ต้นแบบตัวจริงภายในหนึ่งสัปดาห์ ซึ่งจะมีการติดตั้งคราดที่มีความแข็งแรงเพื่อต้านทานแรงระเบิด” นายวุฒิพงศ์กล่าว

อธิบายเพิ่มเติมว่า หากทหารสวมรองเท้าคอมแบททั่วไป เมื่อเหยียบถูกระเบิดสังหารบุคคลชนิดฝังกลบในดิน มักจะถูกตัดที่ข้อเท้าพอดี แต่รองเท้านิลมังกรนี้ ถูกออกแบบให้ยกพื้นสูงขึ้นจากพื้นดินที่เหยียบ ทำให้หน่วยลาดตระเวนที่สวมใส่จะไม่ได้รับบาดเจ็บ หรือหากได้รับบาดเจ็บก็จะลดความรุนแรงลง และหากนำไปใช้กับทหารที่เดินนำแถว จะสามารถลดแรงกระแทกได้ถึง 70 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งเป็นประโยชน์อย่างมากในการลดความสูญเสีย

ลดการสูญเสียด้วยรองเท้านิลมังกร

นายวุฒิพงศ์กล่าวเพิ่มเติมว่า แม้ว่าการสวมใส่ในช่วงแรกอาจจะยังไม่คุ้นชินและต้องฝึกเดินให้เกิดความชำนาญก่อนที่จะนำไปใช้ในการลาดตระเวนในพื้นที่สุ่มเสี่ยง แต่สิ่งประดิษฐ์นี้จะช่วยสร้างขวัญและกำลังใจให้กับทหารแนวหน้า และทำลายขวัญของศัตรูที่วางทุ่นระเบิด เนื่องจากรองเท้านิลมังกรจะช่วยลดประสิทธิภาพของทุ่นระเบิด

หลังจากที่ได้ต้นแบบสามมิติเสร็จสมบูรณ์แล้ว จะมีการนำแบบไปแจกจ่ายให้กับโรงงานต่างๆ ที่มีความพร้อมในการผลิต ซึ่งหลายโรงงานได้ยืนยันแล้วว่าจะให้การสนับสนุน โดยจะส่งต้นแบบไปที่กองทัพภาคที่ 2 เพื่อทำการทดสอบการใช้งานต่อไป

รองเท้านิลมังกร ถือเป็นอีกหนึ่งความหวังในการช่วยปกป้องทหารไทยที่ปฏิบัติหน้าที่เสี่ยงภัยตามแนวชายแดน การนำเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้เพื่อเพิ่มความปลอดภัยและลดความสูญเสียเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง เพื่อให้ทหารเหล่านี้สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างเต็มที่และปลอดภัยมากยิ่งขึ้น

ที่มา – กมธ.ทหาร วุฒิสภา เปิดตัว “รองเท้านิลมังกร” หวังช่วยลดความสูญเสียทหารลาดตระเวน

ซีพีเอฟช่วยฟื้นฟู รพ.ชายแดน กับ “ทุกการซื้อ คือพลังแห่งการให้”

ซีพีเอฟ ย้ำจุดยืนการอยู่เคียงข้างสังคมไทย ตามหลักปรัชญา 3 ประโยชน์ของเครือซีพี ล่าสุดจัดกิจกรรม “ทุกการซื้อ คือพลังแห่งการให้” เพื่อร่วมสมทบทุนฟื้นฟูโรงพยาบาลใน 7 จังหวัด ในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา

จากเหตุการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา เมื่อปลายเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา หลังมีการเจรจาตกลงหยุดยิงกันแล้วพบว่า หลายพื้นที่เกิดความเสียหายจากการปะทะกัน ทั้งบ้านเรือนประชาชน รวมไปถึงโรงพยาบาลที่ต้องให้บริการประชาชน จนกระทั่งหน่วยงานต่างๆ พร้อมระดมความช่วยเหลือเยียวยาประชาชนพื้นที่กันอย่างเต็มที่

ล่าสุดบริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ (CPF) ย้ำแนวทางการเดินหน้าสานต่อพันธกิจเพื่อสังคม ได้จัดกิจกรรม “ทุกการซื้อ คือพลังแห่งการให้” เพื่อนำรายได้หลังหักค่าใช้จ่ายร่วมสมทบทุนซ่อมแซมอาคารโรงพยาบาลที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ชายแดนไทย–กัมพูชาดังกล่าว

ทุกการซื้อ คือพลังแห่งการให้

กิจกรรม “ทุกการซื้อ คือพลังแห่งการให้” ล่าสุดนี้จัดขึ้นระหว่างวันที่ 20–22 สิงหาคม 2568 เวลา 08.00–18.00 น. ณ โถงชั้น 1 และหน้าอาคาร ซี.พี.ทาวเวอร์ สีลม โดยภายในพื้นที่จัดกิจกรรม ได้เชิญชวนประชาชนมาเลือกซื้อผลิตภัณฑ์อาหารคุณภาพมาตรฐานสากลที่กลุ่มซีพีเอฟได้นำมาให้เลือกสรรอย่างหลากหลาย

นายประสิทธิ์ บุญดวงประเสริฐ ประธานคณะผู้บริหาร ซีพีเอฟ กล่าวย้ำว่า ซีพีเอฟ ยืนหยัดเคียงข้างคนไทยในทุกสถานการณ์ ตามหลักปรัชญา 3 ประโยชน์ของเครือซีพี คือทำอะไรให้คิดถึงเรื่องของประเทศชาติมาลำดับแรก ตามมาด้วยประชาชน และสุดท้ายคือองค์กร

“เราขอร่วมเป็นพลังสนับสนุนการฟื้นฟูโรงพยาบาลชายแดน เชื่อมั่นว่าความร่วมมือจากทุกภาคส่วนจะช่วยให้โรงพยาบาลกลับมาให้บริการประชาชนได้อย่างเต็มกำลังอีกครั้ง” นายประสิทธิ์ กล่าว

นอกจากซีพีเอฟ เดินหน้าจัดกิจกรรม “ทุกการซื้อ คือพลังแห่งการให้” เพื่อตอกย้ำเจตนารมณ์เคียงข้างสังคมไทยแล้ว ยังพร้อมเชิญชวนประชาชนร่วมบริจาคโดยตรง เพื่อเติมพลังใจและเสริมศักยภาพให้โรงพยาบาลกลับมาเปิดให้บริการได้อย่างรวดเร็วและต่อเนื่องด้วย โดยเฉพาะในพื้นที่ชายแดน 7 จังหวัด ได้แก่ อุบลราชธานี ศรีสะเกษ สุรินทร์ บุรีรัมย์ สระแก้ว จันทบุรี และตราด

ก่อนหน้านี้ ซีพีเอฟ ได้สานต่อกิจกรรม “ทุกการซื้อ คือพลังแห่งการให้” ด้วยการมอบเงินสนับสนุนแก่โรงพยาบาลรามาธิบดี เพื่อฟื้นฟูอาคารที่ได้รับความเสียหายจากเหตุเพลิงไหม้ และช่วยเหลือโรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุแผ่นดินไหว

ซีพีเอฟ ตอกย้ำความเชื่อมั่นที่ว่า ทุกการให้ คือพลังที่ยิ่งใหญ่ จึงขอเชิญชวนคนไทยทุกท่านร่วมแรงร่วมใจ ส่งต่อ “พลังแห่งการให้” เคียงข้างโรงพยาบาลชายแดน เพื่อก้าวผ่านวิกฤติไปด้วยกัน

ซีพีเอฟและกิจกรรม “ทุกการซื้อ คือพลังแห่งการให้”

ซีพีเอฟได้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการช่วยเหลือสังคมไทยอย่างต่อเนื่อง โดยกิจกรรม “ทุกการซื้อ คือพลังแห่งการให้” เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างที่ชัดเจนในการนำปรัชญา 3 ประโยชน์มาปฏิบัติจริง การสนับสนุนโรงพยาบาลชายแดนไม่เพียงแต่เป็นการช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ความไม่สงบเท่านั้น แต่ยังเป็นการเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับระบบสาธารณสุขในพื้นที่ห่างไกลอีกด้วย

การที่ซีพีเอฟเชิญชวนให้ประชาชนร่วมบริจาคโดยตรง ก็เป็นอีกช่องทางหนึ่งที่เปิดโอกาสให้ทุกคนได้มีส่วนร่วมในการสร้างสรรค์สังคมที่ดีขึ้น ความร่วมมือร่วมใจจากทุกภาคส่วนเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้เราก้าวผ่านทุกวิกฤติไปด้วยกัน และสร้างอนาคตที่ยั่งยืนสำหรับประเทศไทย

ขอเชิญชวนทุกท่านร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนโรงพยาบาลชายแดนและกิจกรรมเพื่อสังคมต่างๆ ของซีพีเอฟ เพราะทุกการให้ของคุณมีความหมายและสามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงได้จริง

ที่มา – ซีพีเอฟ อยู่เคียงข้างสังคมไทย จัดกิจกรรม “ทุกการซื้อ คือพลังแห่งการให้” ร่วมฟื้นฟูโรงพยาบาลชายแดน

รัฐบาลยัน! พื้นที่บ้านหนองจาน จ.สระแก้ว ของไทย

รัฐบาลยืนยันหนักแน่น พื้นที่บ้านหนองจาน จ.สระแก้ว ของไทย เตือนกัมพูชาอย่าใช้ประชาชนเป็นโล่มนุษย์! สรุปสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา 7 จังหวัดยังคงปกติ พร้อมขอบคุณคณะผู้สังเกตการณ์ที่ลงพื้นที่ช่องอานม้า

เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2568 เวลา 07.00 น. นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และคณะกรรมการศูนย์เฉพาะกิจบริหารสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา (ศบ.ทก.) แถลงว่า สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาทั้ง 7 จังหวัดยังคงเป็นปกติ กองทัพไทยยังคงเฝ้าระวังอย่างต่อเนื่อง และตรึงกำลังตามแนวที่มั่นทั้ง 11 จุด เพื่อปกป้องอธิปไตยของชาติและป้องกันการล่วงล้ำ

ในเวลา 09.30 น. ศบ.ทก. ได้จัดการประชุมศูนย์เฉพาะกิจบริหารสถานการณ์บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ครั้งที่ 29/2568 ที่สภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ทำเนียบรัฐบาล เพื่อติดตามสถานการณ์และผลการประชุม RBC ไทย-กัมพูชา

รัฐบาลขอขอบคุณคณะผู้สังเกตการณ์ชั่วคราว (Interim Observer Team: IOT) จาก 8 ประเทศสมาชิกอาเซียน จำนวน 14 ท่าน นำโดย พล.ต.ซัมซุล ริซัล บิน มูซา ผู้ช่วยทูตทหารมาเลเซียประจำประเทศไทย พร้อมสื่อมวลชน ที่ลงพื้นที่ช่องอานม้า จ.อุบลราชธานี เพื่อตรวจสอบกรณีกัมพูชารุกล้ำเข้ามาตัดลวดหนาม ซึ่งเป็นการละเมิดข้อตกลงหยุดยิงและทำลายความไว้วางใจระหว่างสองประเทศ

บ้านหนองจาน จ.สระแก้ว ของไทย กัมพูชาเจตนารุกล้ำ

นายจิรายุ ยังกล่าวถึงกรณีพื้นที่บ้านหนองจาน จังหวัดสระแก้ว ซึ่งเดิมเคยเป็นที่พักพิงชั่วคราวสำหรับชาวกัมพูชาที่หนีภัยจากการสู้รบในอดีต โดยไทยอนุญาตให้ใช้พื้นที่บนแผ่นดินไทย แต่ต่อมากัมพูชากลับขยายชุมชนและรุกล้ำแผ่นดินของประเทศไทย ซึ่งเป็นการละเมิดบันทึกความเข้าใจ (MOU) ปี 2543 อย่างชัดเจน ฝ่ายไทยได้คัดค้านและประท้วงการกระทำดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง รัฐบาลได้ยืนยันในประเด็นสำคัญ ดังนี้:

  1. ตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา ประเทศไทยแสดงเจตนารมณ์ที่แน่วแน่ในการเป็นเพื่อนบ้านที่ดี และพร้อมหารือข้อขัดแย้งผ่านกลไกทวิภาคีที่เหมาะสม เช่น คณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม (JBC) อย่างไรก็ตาม ฝ่ายกัมพูชากลับใช้ประชาชนของตนเป็นกำแพงมนุษย์ เข้ามารุกล้ำในเขตแดนไทยอย่างไม่ถูกต้องตามกฎหมาย และยั่วยุให้เกิดความตึงเครียดในชายแดน
  2. ประเทศไทยให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมด้วยการให้พื้นที่หลบภัยสงครามแก่ประชาชนชาวกัมพูชาหลายแสนคน แต่กลับถูกบิดเบือน โดยความช่วยเหลือนี้ถูกนำไปใช้ในการบุกรุกพื้นที่อธิปไตยของไทย สะท้อนถึงการขาดความจริงใจ และเจตนาร้ายในการรุกล้ำพื้นที่บ้านหนองจาน จ.สระแก้ว ของไทยอย่างชัดเจน
  3. การติดตั้งแนวเขตลวดหนามบริเวณเขตแดนของไทยเป็นสิทธิในการดำเนินการเพื่อปกป้องอธิปไตย คุ้มครองความปลอดภัยของประชาชนไทย และป้องกันการรุกล้ำเพิ่มเติม รวมถึงการลักลอบวางกับระเบิดจากฝ่ายกัมพูชา

ยืนยัน บ้านหนองจาน จ.สระแก้ว ของไทย

การดำเนินการของไทยเป็นไปตามข้อตกลงการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (GBC) สมัยวิสามัญ เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2568 ที่ทั้งสองฝ่ายตกลงจะละเว้นการสร้างหรือพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางทหารล้ำออกนอกเขตของทั้งสองประเทศ ซึ่งบริเวณดังกล่าวตามหลักเขตเป็นของประเทศไทย 100%

รัฐบาลไทยยังคงมุ่งมั่นที่จะปกป้องอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดน พร้อมรักษาหลักมนุษยธรรม และพร้อมที่จะหารือข้อพิพาทผ่านช่องทางทางการทูตและกลไกที่มีอยู่ แต่จะไม่ยอมรับการรุกล้ำใดๆ ที่เป็นการละเมิดกฎหมายและหลักการระหว่างประเทศทุกประการ รัฐบาลขอยืนยันว่า พื้นที่บ้านหนองจาน จ.สระแก้ว ของไทย เป็นของไทยอย่างแท้จริง

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาเป็นเรื่องที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด การที่รัฐบาลออกมาเน้นย้ำถึงความเป็นเจ้าของพื้นที่บ้านหนองจาน จ.สระแก้ว ของไทย แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการปกป้องอธิปไตยของชาติ และหวังว่าการเจรจาและกลไกทางการทูตจะสามารถแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นได้อย่างสันติวิธี

ที่มา – รัฐบาลยันพื้นที่บ้านหนองจาน จ.สระแก้ว ของไทย เตือนกัมพูชาอย่าใช้ประชาชนเป็นโล่มนุษย์

กัมพูชาอ้าง! ไทยจัดฉากภาพทหารฝังทุ่นระเบิดรอบ 2

สถานการณ์ชายแดนกลับมาตึงเครียดอีกครั้ง เมื่อสื่อกัมพูชาออกมากล่าวหาว่าประเทศไทยทำการจัดฉากภาพและคลิปวิดีโอที่แสดงให้เห็นทหารกัมพูชากำลังฝังทุ่นระเบิดชุดใหม่ โดยอ้างว่ามีการว่าจ้างคนไทยเชื้อสายกัมพูชามาแสดง และซื้อชุดทหารจากตลาดทั่วไป เพื่อสร้างเรื่องใส่ร้ายป้ายสี

เรื่องราวเริ่มต้นจากกรณีที่กองทัพเรือไทยออกมาเปิดเผยว่า พบโทรศัพท์มือถือของทหารกัมพูชาที่ทำตกไว้ ภายในโทรศัพท์นั้นมีภาพถ่ายและคลิปวิดีโอที่แสดงให้เห็นภาพทหารกัมพูชากำลังวางทุ่นระเบิดสังหารบุคคลชนิด PMN-2 ไว้ในหลุม และมีการสอนวิธีการใช้งานทุ่นระเบิดให้กับเพื่อนทหารด้วย

ล่าสุด สำนักข่าว Fresh News ของกัมพูชาได้ออกมาตอบโต้เรื่องนี้ผ่านทางเฟซบุ๊ก โดยกล่าวหาว่าคลิปและรูปภาพดังกล่าวเป็นความพยายามในการจัดฉากครั้งที่ 2 ของฝ่ายไทย เพื่อใส่ร้ายและกล่าวหากัมพูชา

Fresh News ระบุว่า หลังจากความพยายามในการสร้างวิดีโอจัดฉากครั้งแรกไม่สำเร็จ ประเทศไทยยังคงพยายามที่จะถ่ายภาพจัดฉากเป็นครั้งที่สอง โดยมีทั้งรูปภาพและวิดีโอที่กล่าวหาทหารกัมพูชาว่ากำลังวางทุ่นระเบิด

ผู้เชี่ยวชาญหลายท่านได้ออกมาแสดงความคิดเห็นว่า วิดีโอและรูปภาพที่ถูกเผยแพร่โดยกองทัพไทยนั้น เป็นการจัดฉากที่ทำขึ้นเพื่อสร้างภาพให้ทหารกัมพูชาดูเป็นผู้ร้าย เหมือนกับที่เคยทำในอดีต เพื่อสร้างความชอบธรรมให้กับการยั่วยุทางทหารของตนเอง

ผู้เชี่ยวชาญยังชี้ให้เห็นว่า หากมีการลอบวางทุ่นระเบิดจริง คงไม่มีใครบันทึกวิดีโอไว้เป็นหลักฐาน การลอบวางทุ่นระเบิดจะต้องทำด้วยความระมัดระวังและรวดเร็วอย่างยิ่ง ดังนั้น วิดีโอและรูปภาพที่ฝ่ายไทยนำมาแสดงจึงเป็นการจัดฉากเพื่อกล่าวหากัมพูชา

กัมพูชาอ้าง! ไทยจัดฉากภาพทหารฝังทุ่นระเบิดรอบ 2

สื่อกัมพูชายังอ้างอีกว่า ชาวไทยเชื้อสายกัมพูชาในจังหวัดสุรินทร์สามารถพูดภาษากัมพูชาได้อย่างคล่องแคล่ว และชุดทหารกัมพูชา รวมถึงตราสัญลักษณ์ต่างๆ ก็สามารถหาซื้อได้ง่ายดายตามท้องตลาดของไทย

ผู้เชี่ยวชาญได้ให้ความเห็นเพิ่มเติมว่า ฝ่ายไทยมีความเชี่ยวชาญในการถ่ายภาพจัดฉากเช่นนี้เป็นอย่างมาก หลังจากที่เผยแพร่วิดีโอแรกไปแล้ว อาจมีบางคนที่ไม่เชื่อ พวกเขาจึงจัดฉาก การวางทุ่นระเบิดอีกครั้งเพื่อให้สื่อนำไปเผยแพร่ แต่สังคมก็ยังคงมีความกังขาอยู่ดี

ความเป็นไปได้ในการจัดฉากภาพทหารฝังทุ่นระเบิดรอบ 2

เพื่อทำความเข้าใจสถานการณ์ที่เกิดขึ้น เรามาพิจารณาความเป็นไปได้ที่ว่าเหตุการณ์ดังกล่าวเป็น การจัดฉากภาพทหารฝังทุ่นระเบิดรอบ 2 จริงหรือไม่?

  • ความคล่องแคล่วทางภาษา: ประเด็นที่ว่าชาวไทยเชื้อสายกัมพูชาสามารถพูดภาษากัมพูชาได้คล่องแคล่วเป็นข้อเท็จจริงที่ปฏิเสธไม่ได้
  • การหาซื้อชุดทหาร: การที่ชุดทหารและอุปกรณ์ต่างๆ สามารถหาซื้อได้ง่ายตามท้องตลาด ก็เป็นสิ่งที่น่าพิจารณา
  • แรงจูงใจ: สิ่งที่ต้องพิจารณาคือแรงจูงใจของทั้งสองฝ่าย ว่าใครจะได้ประโยชน์จากการสร้างสถานการณ์เช่นนี้

ดังนั้น การที่สื่อกัมพูชาออกมากล่าวหาว่าประเทศไทยจัดฉากภาพทหารฝังทุ่นระเบิดรอบ 2 จึงต้องได้รับการพิจารณาอย่างรอบคอบ โดยคำนึงถึงบริบททางสังคม การเมือง และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

อย่างไรก็ตาม ข้อกล่าวหาเรื่องจัดฉากภาพทหารฝังทุ่นระเบิดรอบ 2 ยังคงเป็นประเด็นที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด และรอการพิสูจน์ความจริงต่อไป การกล่าวหาเช่นนี้ส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และอาจนำไปสู่ความเข้าใจผิดและความขัดแย้งที่รุนแรงขึ้นได้

ทั้งนี้ สื่อและประชาชนควรใช้วิจารณญาณในการรับข้อมูลข่าวสาร และพิจารณาข้อเท็จจริงจากหลายแหล่ง เพื่อป้องกันการตกเป็นเหยื่อของการบิดเบือนข้อมูล

การออกมากล่าวหาว่าประเทศไทย จัดฉากภาพทหารฝังทุ่นระเบิดรอบ 2 จากฝั่งกัมพูชาครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความสัมพันธ์ที่ยังคงเปราะบางระหว่างสองประเทศ การแก้ไขปัญหาความเข้าใจผิดและความขัดแย้งต่างๆ จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือและการเจรจาอย่างสันติวิธี เพื่อรักษาสันติภาพและความมั่นคงในภูมิภาค

ที่มา – สื่อกัมพูชากล่าวหาไทย จัดฉากภาพ-คลิปทหารฝังทุ่นระเบิดรอบ 2

ชายแดนไทย-กัมพูชา: พบโดรนผิดปกติมากขึ้น

“ภูมิธรรม” สั่งการกองทุนสำนักนายกฯ เยียวยาผลกระทบชายแดนไทย-กัมพูชาด้านอื่นๆ ต่อ ย้ำรัฐบาลปฏิบัติตามข้อตกลงหยุดยิง พร้อมใช้เวที RBC – GBC เจรจา ฝ่ายมั่นคงรายงานมีโดรนแปลกปลอมบินมากขึ้นผิดปกติ

วันที่ 19 สิงหาคม 2568 นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีข้อสั่งการ โดยนายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะรักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี ดังนี้

เผยข้อสั่งการชายแดนไทย-กัมพูชา ฝ่ายมั่นคงรายงานมีโดรนแปลกปลอมมากขึ้นผิดปกติ

1. รัฐบาลได้ดำเนินการตามข้อตกลงหยุดยิง และยังคงมีการดำเนินการอย่างต่อเนื่องเพื่อรักษาอธิปไตยของชาติ ได้แก่

  • การประชุมคณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาค (Regional Border Committee: RBC) ซึ่งได้เริ่มแล้วโดยกองทัพภาคที่ 1 และกำลังจะดำเนินการโดยกองทัพภาคที่ 2
  • การประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (General Border Committee: GBC) ได้กำหนดประชุมระหว่างวันที่ 8-10 กันยายน 2568 ที่จังหวัดเสียมเรียบ ประเทศกัมพูชา
  • การดำเนินการสังเกตการณ์ของคณะผู้สังเกตการณ์ชั่วคราว (Interim Observer Team: IOT) โดยทูตทหาร ASEAN แต่ละประเทศ รัฐบาลได้ดำเนินการอย่างต่อเนื่องตั้งแต่วานนี้ (18 สิงหาคม)

2. ขณะนี้ยังมีรายงานจากฝ่ายความมั่นคงว่ามีอากาศยานไร้คนขับ หรือโดรนแปลกปลอมเพิ่มขึ้นมากจนผิดปกติ ขอให้ ศบ.ทก ร่วมกับกระทรวงคมนาคม และ กสทช. กำหนดมาตรการที่เหมาะสมและแก้ปัญหาโดยเร่งด่วน

สถานการณ์ที่ ชายแดนไทย-กัมพูชา ยังคงต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องโดรนแปลกปลอมที่เพิ่มจำนวนมากขึ้นผิดปกติ ซึ่งอาจเป็นสัญญาณของความไม่สงบที่อาจเกิดขึ้นได้ในอนาคต การเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ดังกล่าวจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง

3. ศูนย์พักพิงชั่วคราวในจังหวัดชายแดนที่ได้รับผลกระทบ ขณะนี้ได้ปิดลงแล้ว ประชาชนเดินทางกลับเข้าบ้านพักแล้ว ให้พื้นที่สรุปและสำรวจการให้ความช่วยเหลือต่อไป

4. การเยียวยาตามมติ ครม. ให้แก่ทหารและพลเรือนผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บได้ดำเนินการแล้ว รวมถึงบ้านเรือนที่เสียหายก็ได้รับการช่วยเหลือซ่อมแซมตามลำดับ สำหรับการดูแลด้านจิตใจ กระทรวงสาธารณสุขต้องให้ความสำคัญเป็นพิเศษ ส่วนการเยียวยานอกเหนือจากนั้นได้สั่งการให้คณะกรรมการกองทุนเงินช่วยเหลือผู้ประสบสาธารณภัย สำนักนายกรัฐมนตรี เป็นผู้ดำเนินการต่อไป

5. เรื่องสงครามข่าวสาร ซึ่งมีการสร้างข่าวเท็จ และสร้างสถานการณ์ ตลอดจนมีข่าวปลอม หรือ Fake news ถึงแม้ประเทศไทยจะมีเสรีภาพในการนำเสนอข่าวสารและแสดงความเห็น แต่ขณะนี้เราต้องการความสามัคคีภายในประเทศ จึงขอให้หน่วยงานต่าง ๆ ด้านการสื่อสารมวลชนทั้งภาครัฐและเอกชนร่วมมือกับ ศบ.ทก. ตรวจสอบขจัด Fake news ทั้งจากในประเทศและต่างประเทศ และไม่เป็นผู้ขยายผลเสียเอง โดยประชาชนสามารถแจ้งเบาะแสหรือตรวจสอบผ่านศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม (Anti-Fake News Center: AFNC)

นายจิรายุ กล่าวต่อไปว่า ข้อสั่งการเรื่องการติดตามการดำเนินการพิสูจน์สิทธิการครอบครองที่ดินของบุคคลในเขตที่ดินของรัฐ ดังนี้ จากการที่คณะรัฐมนตรีได้มีการเสนอในการประชุมคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 9 มกราคม 2567 ว่า กระทรวงมหาดไทย โดยการไฟฟ้านครหลวง การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค การประปานครหลวง และการประปาส่วนภูมิภาค ได้ผ่อนปรนให้ประชาชนผู้ได้รับทะเบียนบ้านชั่วคราว ซึ่งออกให้กับที่อยู่อาศัยที่ปลูกสร้างขึ้นในที่ดินของรัฐโดยไม่ได้รับอนุญาต รวมถึงผู้ที่อยู่ระหว่างการพิสูจน์สิทธิการครอบครองที่ดิน สามารถขอใช้ไฟฟ้าและน้ำประปาได้ในอัตราค่าบริการที่เหมาะสมนั้น โดยได้มอบหมายให้สำนักงานคณะกรรมการที่ดินแห่งชาติ (สคทช.) เร่งรัดขั้นตอนในการพิสูจน์สิทธิ เพื่อแก้ไขปัญหาได้ในระยะยาว ตลอดจนกระทรวงการคลัง กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติฯ กระทรวงมหาดไทย สภาพัฒน์ฯ ได้มีความเห็นสนับสนุนการดำเนินการดังกล่าว

อย่างไรก็ตาม ยังได้รับการร้องเรียนจากประชาชนว่า การดำเนินการดังกล่าวยังไม่แล้วเสร็จ ล่วงเลยจนมาถึงปัจจุบัน ทำให้พี่น้องประชาชนได้รับความเดือดร้อนเป็นจำนวนมาก และไม่สามารถเข้าถึงสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานได้ จึงขอสั่งการดังนี้

1. ให้สำนักงานคณะกรรมการที่ดินแห่งชาติ (สคทช.) เร่งรัดการดำเนินการตามมติ ครม. วันที่ 9 มกราคม 2567 ตลอดจนนำความเห็นประกอบจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ที่เสนอต่อ สคทช. เมื่อวันที่ 11 ตุลาคม 2567 เพื่อดำเนินการต่าง ๆ ให้แล้วเสร็จโดยเร็ว

2. ให้สำนักงานคณะกรรมการที่ดินแห่งชาติ (สคทช.) กระทรวงกลาโหม กระทรวงการคลัง กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติ และหน่วยงานอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง จัดให้มีการประชุมเพื่อติดตามและรวบรวมปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นที่ทำให้เกิดความล่าช้า ตลอดจนกรอบระยะเวลาในการดำเนินการ เพื่อนำมาเสนอต่อที่ประชุมครม. ในครั้งต่อไป

ทำไมการเฝ้าระวังชายแดนไทย-กัมพูชาจึงสำคัญ

สถานการณ์ ชายแดนไทย-กัมพูชา มีความซับซ้อนและเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ ข้อมูลที่ได้รับจากฝ่ายความมั่นคงเกี่ยวกับโดรนแปลกปลอมที่เพิ่มขึ้นอย่างผิดปกติ จำเป็นต้องได้รับการตรวจสอบและดำเนินการอย่างรวดเร็ว เพื่อป้องกันภัยคุกคามที่อาจเกิดขึ้นได้

ชายแดนไทย-กัมพูชา เป็นพื้นที่ที่มีความสำคัญทางยุทธศาสตร์ การรักษาความมั่นคงและความสงบเรียบร้อยในบริเวณนี้ จึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งต่อความมั่นคงของประเทศโดยรวม

หากคุณมีข้อมูลหรือเบาะแสเกี่ยวกับกิจกรรมที่ผิดปกติบริเวณชายแดน โปรดแจ้งให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทราบทันที ความร่วมมือจากประชาชนเป็นสิ่งสำคัญในการรักษาความมั่นคงของชาติ

ที่มา – เผยข้อสั่งการชายแดนไทย-กัมพูชา ฝ่ายมั่นคงรายงานมีโดรนแปลกปลอมมากขึ้นผิดปกติ

“ธนกร” ชื่นชมทหารกล้าดูแลจิตใจหลังเหตุปะทะ

“ธนกร” ห่วงทหารชายแดนไทย-กัมพูชา ฝาก สธ. ผนึกกองทัพส่งทีมจิตแพทย์ดูแลหลังเหตุปะทะ ขอครอบครัว-ชุมชนช่วยซัพพอร์ตจิตใจ ชื่นชมทุกนายกล้าหาญเสียสละปกป้องอธิปไตย

วันที่ 18 สิงหาคม 2568 นายธนกร วังบุญคงชนะ สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) กล่าวว่า ภายหลังเหตุปะทะบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชาเมื่อปลายเดือนกรกฎาคม 2568 ที่ผ่านมาหลายวัน เกิดการสูญเสียชีวิตเจ้าหน้าที่ทหารและพลเรือน และได้รับบาดเจ็บ ซึ่งเหตุการณ์ดังกล่าวได้สร้างบาดแผลผลกระทบในความรู้สึกและจิตใจต่อบุคคลในครอบครัวผู้สูญเสีย ทั้งทหารและประชาชนทั่วไปทั้งทางตรงและทางอ้อมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ส่วนตัวรู้สึกเป็นห่วงอย่างมาก จำเป็นที่ทั้งครอบครัว ชุมชน ต้องช่วยกันให้กำลังใจ สนับสนุนให้ความช่วยเหลือทุกด้านในทันที โดยเฉพาะด้านจิตใจ

ทั้งนี้ ตนขอฝากทางกระทรวงสาธารณสุข ช่วยส่งทีมจิตแพทย์ทุกระดับ เร่งลงพื้นที่สำรวจและประเมินสภาพจิตใจของประชาชนทั้ง 7 จังหวัดชายแดนที่รับผลกระทบ ร่วมกับกองทัพบกที่ได้ส่งทหารเหล่าแพทย์ทีม M-MCATT ไปดูแลกำลังพลที่ปฏิบัติราชการสนามชายแดน ประเมินสภาพจิตใจหลังการสู้รบอย่างต่อเนื่องแล้ว

“ขอให้ทั้งกระทรวงสาธารณสุขร่วมกันกับทีมแพทย์จากกองทัพบกลงไปดูแลทั้งกำลังพลและพี่น้องประชาชนในพื้นที่ 7 จังหวัดที่ได้รับผลกระทบจากเหตุสู้รบให้เกิดความทั่วถึง เพราะหลังการปะทะนอกจากความสูญเสียทางกายแล้ว สิ่งสำคัญมากไม่แพ้กันคือบาดแผลทางจิตใจที่เกิดขึ้นกับทั้งพี่น้องคนไทย กลุ่มเปราะบาง เด็ก คนชรา ซึ่งต้องใช้ระยะเวลาในการรักษา ขอขอบคุณเจ้าหน้าที่ทีมแพทย์และทหารกล้าทุกนายเสียสละปกป้องอธิปไตย ทำเพื่อประเทศมาโดยตลอด หลังการสู้รบรัฐบาลและทุกหน่วยงานต้องเร่งเข้าไปดูแลทุกด้านทันที”

“ธนกร” ชื่นชมทหารกล้าปกป้องชาติ ฝาก สธ. ร่วม ทบ. ส่งทีมแพทย์ดูแลจิตใจหลังเหตุปะทะ

จากสถานการณ์ความตึงเครียดบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชาที่ผ่านมา ส่งผลกระทบต่อจิตใจของทั้งทหารและประชาชนในพื้นที่ การได้รับการดูแลช่วยเหลือด้านจิตใจอย่างทันท่วงทีจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง นายธนกร วังบุญคงชนะ ได้แสดงความห่วงใยต่อสถานการณ์ดังกล่าว และเรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งให้ความช่วยเหลือ เพื่อบรรเทาผลกระทบทางจิตใจที่เกิดขึ้น

ความสำคัญของการดูแลจิตใจหลังเหตุปะทะ

เหตุการณ์ความรุนแรงต่างๆ มักทิ้งบาดแผลในใจให้กับผู้ที่ประสบเหตุการณ์ ไม่ว่าจะเป็นผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์โดยตรง หรือผู้ที่ได้รับผลกระทบทางอ้อม การดูแลจิตใจจึงเป็นกระบวนการที่สำคัญในการฟื้นฟูสภาพจิตใจและช่วยให้ผู้ที่ได้รับผลกระทบสามารถกลับมาใช้ชีวิตได้อย่างปกติสุข

  • การพูดคุยและระบายความรู้สึก: การเปิดโอกาสให้ผู้ที่ได้รับผลกระทบได้พูดคุยและระบายความรู้สึกออกมา จะช่วยให้พวกเขาสามารถจัดการกับอารมณ์และความเครียดที่เกิดขึ้นได้
  • การให้ความรู้และข้อมูลที่ถูกต้อง: การให้ข้อมูลที่ถูกต้องเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น จะช่วยลดความวิตกกังวลและความเข้าใจผิดที่อาจเกิดขึ้นได้
  • การสนับสนุนทางสังคม: การได้รับความช่วยเหลือและสนับสนุนจากครอบครัว เพื่อนฝูง และชุมชน จะช่วยให้ผู้ที่ได้รับผลกระทบรู้สึกว่าพวกเขาไม่ได้อยู่คนเดียวและได้รับการดูแล
  • การเข้าถึงบริการทางจิตเวช: ในกรณีที่ผู้ที่ได้รับผลกระทบมีอาการรุนแรง ควรได้รับการประเมินและรักษาจากผู้เชี่ยวชาญด้านจิตเวช

นายธนกรได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการทำงานร่วมกันระหว่างกระทรวงสาธารณสุขและกองทัพบก ในการส่งทีมแพทย์และผู้เชี่ยวชาญด้านจิตเวชลงพื้นที่ เพื่อให้การดูแลสามารถเข้าถึงผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือได้อย่างทั่วถึง นอกจากนี้ ยังขอความร่วมมือจากครอบครัวและชุมชนในการให้กำลังใจและสนับสนุนผู้ที่ได้รับผลกระทบ เพื่อให้พวกเขาสามารถผ่านพ้นช่วงเวลาที่ยากลำบากนี้ไปได้

การดูแลจิตใจหลังเหตุปะทะไม่ใช่เรื่องง่าย แต่เป็นสิ่งที่จำเป็นต้องทำเพื่อให้สังคมกลับมาเข้มแข็งอีกครั้ง การสนับสนุนและให้กำลังใจซึ่งกันและกัน จะเป็นพลังสำคัญในการสร้างสังคมที่สงบสุขและมีความเอื้ออาทร

การที่นายธนกรออกมาแสดงความห่วงใยและกระตุ้นให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งให้ความช่วยเหลือ แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการดูแลสุขภาพจิตของประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสถานการณ์ที่เปราะบางเช่นนี้ เราหวังว่าการดำเนินการตามข้อเรียกร้องของนายธนกร จะเป็นประโยชน์ต่อผู้ที่ได้รับผลกระทบและช่วยให้พวกเขากลับมามีคุณภาพชีวิตที่ดีได้โดยเร็ววัน “ธนกร” ชื่นชมทหารกล้าปกป้องชาติ ฝาก สธ. ร่วม ทบ. ส่งทีมแพทย์ดูแลจิตใจหลังเหตุปะทะ

ที่มา – “ธนกร” ชื่นชมทหารกล้าปกป้องชาติ ฝาก สธ. ร่วม ทบ. ส่งทีมแพทย์ดูแลจิตใจหลังเหตุปะทะ

จิรายุ เบรก “ไมเคิล” ไม่ต้องมาเหยียบแผ่นดินไทย

“จิรายุ” ยืนยันรัฐบาลเตรียมนำสื่อระดับโลกลงพื้นที่กองกำลังสุรนารี จ.สุรินทร์ เบรก “ไมเคิล” ไม่ต้องมาเหยียบแผ่นดินไทย หลังโป๊ะแตกเป็นแค่ล็อบบี้ยิสต์รับจ๊อบอวยกัมพูชา

เมื่อเวลา 16.00 น. วันที่ 17 ส.ค. 2568 นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ คณะกรรมการศูนย์เฉพาะกิจบริหารสถานการณ์ชายแดนไทย–กัมพูชา (ศบ.ทก.) ยืนยันว่า รัฐบาลเตรียมนำสื่อมวลชนระดับโลกลงพื้นที่กองกำลังสุรนารี จังหวัดสุรินทร์ สัปดาห์หน้านี้ ในจุดที่ไทยถูกอาวุธหนักของกัมพูชาถล่ม อาทิ โรงพยาบาล โรงเรียนและพื้นที่พลเรือน จากนั้น จะเชิญสื่อมวลชนระดับโลกไปยังพื้นที่ที่รวบรวมกับระเบิดที่เจ้าหน้าที่เก็บกู้ได้โดย TMAC ก่อนจะให้ชมการปฏิบัติการทำลายวัตถุระเบิดที่ตกค้างจากการรุกล้ำอธิปไตยไทย

ส่วนกรณีสำนักข่าวของกัมพูชารายงานข่าวของนายไมเคิล อัลฟาโร ชาวสหรัฐฯ ที่ไลฟ์สดชายแดนกัมพูชา-ไทย ด้วยการเซ็ตฉากและกล่าวอ้างว่าตนเองเป็นสื่อมวลชนประจำทำเนียบขาวของประเทศสหรัฐอเมริกา ตั้งแต่คืนวันพฤหัสบดี(14 ส.ค. 2568)ที่ผ่านมา และกล่าวหาประเทศไทยด้วยถ้อยคำรุนแรงและใส่ร้ายป้ายสีไทยด้านเดียว

จิรายุสั่งเบรก “ไมเคิล” ไม่ต้องมาเหยียบแผ่นดินไทย

เบรก “ไมเคิล”เหยียบไทย

“สัปดาห์ที่แล้วอยากเชิญนายไมเคิลฯ ที่กล่าวอ้างว่าเป็นนักข่าวประจำทำเนียบขาวอยากให้มาเห็นของจริงในฝั่งไทยที่โดนเขมรถล่มหนักแค่ไหน เพราะนายไมเคิลฯ ได้ไลฟ์สดพูดโกหกใส่ร้ายป้ายสีไทยไปทั่วโลก และบอกว่าตนเองเป็นสื่อรัฐบาลสหรัฐฯ จะฟ้องประธานาธิบดีสหรัฐฯ ซึ่งผมเห็นว่าหากมาเห็นอีกมุมที่ประเทศไทยโดนกัมพูชาโจมตีทั้งโรงเรียน พื้นที่พลเรือนและโรงพยาบาล ก็เป็นประโยชน์หากเป็นนักข่าวประจำทำเนียบขาวจริง แต่ขณะนี้พบว่านายไมเคิลฯ ไม่ได้เป็นนักข่าวประจำทำเนียบขาวจริง แถมยังแอบอ้างถึงประธานาธิบดีสหรัฐฯ วันนี้ตนจึงขอบอกว่า “จบข่าว” ไม่ต้องมาเหยียบแผ่นดินไทยต่อไป” นายจิรายุกล่าว

ทำไมจิรายุถึงเบรก “ไมเคิล” ไม่ต้องมาเหยียบแผ่นดินไทย

จากกรณีข่าวดังกล่าว ทำให้เกิดคำถามว่า ทำไมนายจิรายุถึงออกมาแสดงท่าทีแข็งกร้าวเช่นนี้ สาเหตุหลักคือการที่นายไมเคิล อัลฟาโร ได้ทำการบิดเบือนข้อเท็จจริง และสร้างความเข้าใจผิดให้กับสังคมโลกเกี่ยวกับสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา การกระทำดังกล่าวไม่เพียงแต่ส่งผลเสียต่อภาพลักษณ์ของประเทศไทยเท่านั้น แต่ยังอาจนำไปสู่ความขัดแย้งและความไม่เข้าใจระหว่างประเทศได้

ด้วยเหตุนี้ การที่นายจิรายุออกมาเบรกไม่ให้นายไมเคิล ไม่ต้องมาเหยียบแผ่นดินไทย จึงเป็นการแสดงออกถึงความห่วงใยต่อสถานการณ์และความต้องการที่จะปกป้องผลประโยชน์ของชาติ การตัดสินใจดังกล่าวถือเป็นสิ่งที่สมเหตุสมผล และแสดงให้เห็นถึงความรับผิดชอบของภาครัฐในการจัดการกับข้อมูลที่บิดเบือนและเป็นเท็จ

นอกจากนี้ การที่รัฐบาลเตรียมนำสื่อมวลชนระดับโลกลงพื้นที่จริง ยังเป็นการเปิดโอกาสให้สื่อต่างชาติได้เห็นความจริงและนำเสนอข้อมูลที่เป็นกลางและถูกต้อง ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับสถานการณ์ชายแดน

การดำเนินการต่างๆ เหล่านี้ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาและสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับประเทศเพื่อนบ้าน โดยคำนึงถึงผลประโยชน์และความมั่นคงของชาติเป็นสำคัญ การติดตามข่าวสารและสถานการณ์อย่างใกล้ชิดจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้เราสามารถเข้าใจและสนับสนุนการดำเนินงานของรัฐบาลได้อย่างถูกต้อง

ที่มา – “จิรายุ”เบรก “ไมเคิล” ไม่ต้องมาเหยียบแผ่นดินไทย หลังโป๊ะแตกเป็นแค่ล็อบบี้ยิสต์รับจ๊อบอวยกัมพูชา

กัมพูชาปฏิเสธคลิปทหารวางทุ่นระเบิด อ้างไทยจัดฉาก

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงเมื่อกัมพูชาออกมากัมพูชาปฏิเสธคลิปทหารวางทุ่นระเบิด โดยอ้างว่าเป็นวิดีโอที่จัดทำขึ้นโดยฝ่ายไทยเพื่อใส่ร้ายป้ายสี ก่อให้เกิดความเข้าใจผิดต่อสังคม

กัมพูชาปฏิเสธคลิปทหารวางทุ่นระเบิด อ้างฝ่ายไทยจัดฉาก

สำนักข่าว Khmer Times รายงานว่า สำนักงานปฏิบัติการและช่วยเหลือเหยื่อทุ่นระเบิดแห่งประเทศกัมพูชา (CMAA) ออกมาโต้แย้งว่า คลิปวิดีโอที่กองทัพไทยเผยแพร่ ซึ่งแสดงภาพทหารที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นชาวกัมพูชากำลังวางทุ่นระเบิด เป็นการจัดฉากเพื่อจงใจใส่ร้ายกัมพูชา

นายลอง โกสล โฆษกของ CMAA กล่าวอย่างหนักแน่นว่า กัมพูชาไม่มีนโยบายที่จะวางทุ่นระเบิดใหม่ตามแนวชายแดน และจะไม่กระทำการดังกล่าวอย่างแน่นอน เนื่องจากกัมพูชาเป็นภาคีของอนุสัญญาออตตาวา หรือสนธิสัญญาห้ามทุ่นระเบิดต่อต้านบุคคล “เราขอปฏิเสธวิดีโอปลอมนี้อย่างสิ้นเชิง ซึ่งมีความพยายามที่จะใส่ร้ายกัมพูชา” เขากล่าว

สื่อกัมพูชาหลายสำนักรายงานตรงกันว่า วิดีโอดังกล่าวถูกตั้งคำถามถึงความน่าเชื่อถืออย่างกว้างขวาง และเชื่อกันว่าเป็นวิดีโอที่จัดทำขึ้น ไม่ใช่เหตุการณ์จริง

อะไรที่ทำให้กัมพูชาปฏิเสธคลิปทหารวางทุ่นระเบิด

ผู้สังเกตการณ์และผู้เชี่ยวชาญหลายรายได้ตั้งข้อสังเกตถึงความไม่สมเหตุสมผลหลายประการในวิดีโอ ซึ่งทำให้ความน่าเชื่อถือของวิดีโอลดลงอย่างมาก ประการแรก สภาพแวดล้อมในการถ่ายทำดูไม่สมจริง ไม่สอดคล้องกับสภาพพื้นที่ชายแดนจริง ประการที่สอง พฤติกรรมของบุคคลในวิดีโอขาดความระมัดระวังอย่างที่ควรจะเป็นในปฏิบัติการทางทหารจริง และประการสุดท้าย การจัดการกับอุปกรณ์ที่ปรากฏในวิดีโอแสดงให้เห็นถึงความไม่ชำนาญของผู้ที่ทำการวางทุ่นระเบิด

นอกจากนี้ ฝ่ายไทยอ้างว่า ทุ่นระเบิดที่เห็นในคลิปคือทุ่นระเบิด PMN-2 แต่ภาพที่ปรากฏกลับดูเหมือนเป็นระเบิดรุ่นอื่น ทำให้เกิดข้อสงสัยเกี่ยวกับความถูกต้องของข้อมูลที่นำเสนอ ยิ่งไปกว่านั้น เสียงที่ได้ยินในฉากหลังซึ่งคอยกำกับให้บุคคลในวิดีโอ “ทำให้ดูสมจริง” ยิ่งตอกย้ำว่านี่คือการแสดงที่จัดฉากขึ้นอย่างชัดเจน มากกว่าที่จะเป็นปฏิบัติการจริง

Khmer Times ยังตั้งข้อสังเกตอีกว่า กองทัพไทยเผยแพร่วิดีโอดังกล่าวโดยไม่ระบุแหล่งที่มาที่ชัดเจน แต่วิดีโอดังกล่าวกลับถูกสื่อไทยนำไปขยายผล เพื่อสนับสนุนข้อกล่าวหาที่ว่า ทหารกัมพูชากำลังวางทุ่นระเบิดใหม่ตามแนวชายแดน ซึ่ง CMAA ได้ออกมาปฏิเสธข้อกล่าวหาเหล่านี้อย่างแข็งขัน โดยระบุว่าเป็นข้อกล่าวหาที่ไม่มีมูลความจริง

เมื่อพิจารณาจากความไม่สอดคล้องและความผิดปกติที่ปรากฏในวิดีโอ ทำให้เชื่อได้ว่าวิดีโอดังกล่าวถูกสร้างขึ้นโดยมีเจตนาที่จะโยนความผิดให้กับกองทัพกัมพูชา

Khmer Times ยังอ้างว่า นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่มีการกล่าวหาในลักษณะนี้ ก่อนหน้านี้เคยมีรายงานว่า ชาวกัมพูชาในจังหวัดสุรินทร์ถูกว่าจ้างให้สวมเครื่องแบบทหารกัมพูชา ซึ่งสามารถหาซื้อได้ตามท้องตลาดในประเทศไทย เช่นที่สงขลา และจัดฉากการยิงหนังสติ๊ก หรือฝึกซ้อมปลอมๆ ก่อนที่จะนำมาเผยแพร่บนโลกออนไลน์ โดยอ้างว่าเป็นหลักฐานของกิจกรรมทางทหารของกัมพูชา

นอกจากนี้ สื่อกัมพูชายังอ้างคำพูดของผู้เชี่ยวชาญด้านการผลิตวิดีโอและเทคนิคการจัดฉากที่ไม่เปิดเผยชื่อ ซึ่งระบุว่า วิดีโอล่าสุดนี้มีร่องรอยของการจัดฉากอย่างชัดเจน

สถานการณ์ดังกล่าวแสดงให้เห็นถึงความซับซ้อนของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และความสำคัญของการตรวจสอบข้อมูลอย่างรอบด้านก่อนที่จะด่วนสรุปหรือเชื่อถือข้อมูลที่เผยแพร่บนสื่อต่างๆ การที่กัมพูชาออกมากัมพูชาปฏิเสธคลิปทหารวางทุ่นระเบิดอย่างแข็งขัน สะท้อนให้เห็นถึงความกังวลต่อภาพลักษณ์และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

ดังนั้น การนำเสนอข้อมูลข่าวสารอย่างถูกต้อง แม่นยำ และปราศจากอคติ จึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในการสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องและป้องกันความขัดแย้งที่อาจเกิดขึ้น

ที่มา – กัมพูชาปฏิเสธคลิปทหารวางทุ่นระเบิด อ้างฝ่ายไทยจัดฉากหมายใส่ร้าย

“มาริษ” แจงกัมพูชาละเมิดอนุสัญญา วางทุ่นระเบิดซ้ำ

“มาริษ” แจงทูตภาคีออตตาวา กัมพูชาจงใจละเมิดอนุสัญญา วางทุ่นระเบิดซ้ำแล้วซ้ำเล่า

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ (รมว.กต.) ได้แจ้งต่อคณะทูตกลุ่มรัฐภาคีอนุสัญญาออตตาวา ว่า “กัมพูชา” ละเมิดข้อตกลงหยุดยิง โดยมีการลอบวางทุ่นระเบิดสังหารซ้ำแล้วซ้ำเล่า พร้อมย้ำว่ามีหลักฐานชัดเจนว่าเป็นการวางใหม่ ซึ่งเป็นการจงใจละเมิดอนุสัญญาออตตาวา โดยไทยเน้นย้ำ 3 ประเด็นหลัก มุ่งแก้ไขปัญหาข้ามพรมแดน

เมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 2568 นายมาริษ เสงี่ยมพงษ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้บรรยายสรุปถึงเหตุการณ์การใช้ทุ่นระเบิดสังหารบุคคลของกัมพูชาผ่านบันทึกวิดีทัศน์ แก่คณะทูตกลุ่มรัฐภาคีอนุสัญญาออตตาวา ซึ่งประกอบด้วยเอกอัครราชทูต อุปทูตรักษาการชั่วคราว ผู้แทนจากสถานเอกอัครราชทูต ผู้ช่วยทูตฝ่ายทหาร และองค์การระหว่างประเทศ รวม 67 คน จาก 41 ประเทศ 1 องค์กร และ 4 องค์การระหว่างประเทศ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ข้อมูลที่ครบถ้วนและถูกต้องเกี่ยวกับสถานการณ์ทุ่นระเบิดที่ชายแดนไทย-กัมพูชาแก่ประเทศสำคัญ ๆ และองค์กรระหว่างประเทศภายใต้อนุสัญญาห้ามทุ่นระเบิดต่อต้านบุคคล หรืออนุสัญญาออตตาวา ตลอดจนประเทศสมาชิกอาเซียน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของคณะผู้สังเกตการณ์ชั่วคราว ที่จัดตั้งขึ้นตามการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไปไทย-กัมพูชา ครั้งที่ 16 สมัยวิสามัญ ที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ และประเทศผู้สังเกตการณ์และองค์กรอื่น ๆ

นายมาริษ ยืนยันว่า ประเทศไทยได้ยึดมั่นในพันธกรณีทางกฎหมายภายใต้อนุสัญญาออตตาวาอย่างเต็มที่ โดยตลอดกว่า 20 ปีที่ผ่านมา ไทยได้กอบกู้และส่งคืนพื้นที่มีการวางทุ่นระเบิดกว่าร้อยละ 99 ครอบคลุมพื้นที่ประมาณ 2,500 ตารางกิโลเมตร กลับคืนสู่ชุมชนไทย และยังคงให้ความช่วยเหลือผู้รอดชีวิตจากทุ่นระเบิด เพื่อให้สามารถดำรงชีวิตอย่างมีศักดิ์ศรีและปกติสุข

ปัญหา“มาริษ” แจงทูตภาคีออตตาวา กัมพูชาจงใจละเมิดอนุสัญญา วางทุ่นระเบิดซ้ำแล้วซ้ำเล่าครั้งนี้ สร้างความสะเทือนขวัญอย่างมาก เพราะประชาคมระหว่างประเทศได้ร่วมกันแก้ไขปัญหาผลกระทบด้านมนุษยธรรมจากทุ่นระเบิดไปมากแล้ว จึงไม่ควรมีพื้นที่หรือเหตุผลใด ๆ ในการใช้อาวุธชนิดนี้อีกต่อไป

นายมาริษ กล่าวว่า แม้จะมีการตกลงหยุดยิงในการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (GBC) ไทย-กัมพูชา สมัยวิสามัญ ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ เมื่อวันที่ 7 สิงหาคมที่ผ่านมา แต่หลังจากนั้นไม่ถึง 5 วัน ก็เกิดเหตุการณ์ทหารไทยเหยียบทุ่นระเบิดอีก 2 ครั้ง โดยมีหลักฐานยืนยันชัดเจนว่า ทุ่นระเบิดเหล่านี้เพิ่งถูกวางใหม่โดยกัมพูชา

เหตุการณ์ทุ่นระเบิดที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าเหล่านี้ แสดงให้เห็นว่า กัมพูชายังคงจงใจละเมิดอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดนของไทย ซึ่งเป็นการละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศอย่างร้ายแรง และข้อตกลงหยุดยิงที่ตกลงกันไว้เมื่อเร็ว ๆ นี้ นอกจากนี้ กัมพูชายังจงใจละเมิดพันธกรณีหลักภายใต้อนุสัญญาออตตาวาอีกด้วย ดังนั้น ประเทศไทยจึงขอประณามการกระทำเหล่านี้อย่างรุนแรงที่สุด เพราะเป็นการบ่อนทำลายความสมบูรณ์ของอนุสัญญาออตตาวา และเจตนารมณ์ของปฏิญญาเสียมราฐ-อังกอร์

การกระทำของกัมพูชาเหล่านี้ ยังถือเป็นการละเมิดกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศอย่างร้ายแรง ซึ่งเป็นหลักการที่คณะทูตกลุ่มรัฐภาคีฯ ยึดมั่นอยู่

ก่อนเกิดสถานการณ์ชายแดนระหว่างไทยและกัมพูชา นายกรัฐมนตรีไทยได้เสนอปฏิบัติการกวาดล้างทุ่นระเบิดเพื่อมนุษยธรรมต่อนายกรัฐมนตรีกัมพูชา ซึ่งได้รับการอนุมัติแล้ว อย่างไรก็ตาม ฝ่ายกัมพูชาได้ชะลอการดำเนินการ ทำให้มาตรการเหล่านั้นไม่สามารถป้องกันความสูญเสียที่เพิ่งเกิดขึ้นได้ นอกจากนี้ ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ทหารกัมพูชาได้พยายามขัดขวางการปฏิบัติการกวาดล้างทุ่นระเบิดของไทยตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชาซ้ำแล้วซ้ำเล่า โดยไม่ตอบสนองต่อการเรียกร้องให้ปฏิบัติตามและร่วมมือ

ข้อกังวลเหล่านี้มีความสำคัญต่อชุมชนนานาชาติ โดยเฉพาะผู้บริจาคที่ให้การสนับสนุนกัมพูชาด้วยความจริงใจ ดังนั้น ประเทศไทยจึงขอเรียกร้องให้ประชาคมระหว่างประเทศดำเนินการทุกวิถีทาง เพื่อให้แน่ใจว่ากัมพูชา จะหยุดการใช้ทุ่นระเบิดอย่างไร้มนุษยธรรม และปฏิบัติตามพันธกรณีทางกฎหมายภายใต้อนุสัญญาออตตาวาและกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศอย่างเคร่งครัด ซึ่งประเทศไทยได้แจ้งเรื่องนี้ต่อเลขาธิการสหประชาชาติ และขอคำชี้แจงจากกัมพูชาตามมาตรา 8 วรรค 2 ของอนุสัญญาออตตาวา

นายมาริษ ได้เรียกร้องประเทศสมาชิกอาเซียน ในฐานะคณะสังเกตการณ์ชั่วคราว (Interim Observer Team) ให้พิจารณาประเด็นนี้อย่างถี่ถ้วนในการไปสำรวจพื้นที่ในอนาคต เพื่อให้บริเวณชายแดนปลอดภัยเพื่อประโยชน์ของพลเรือนของทั้งสองประเทศ พร้อมทั้งเชิญร่วมการลงพื้นที่บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา เพื่อสังเกตการณ์สถานการณ์ทุ่นระเบิดด้วยตัวเอง ยืนยันความมุ่งมั่นของประเทศไทยต่อพันธกรณีตามอนุสัญญาออตตาวา และการหยุดยิง

ไทยเน้นย้ำ 3 ประเด็นหลัก มุ่งแก้ไขปัญหาข้ามพรมแดน

ภายหลังเสร็จสิ้นการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศกรอบความร่วมมือแม่โขง – ล้านช้าง (MLC) ครั้งที่ 10 ณ เมืองอันหนิง มณฑลยูนนาน สาธารณรัฐประชาชนจีน นายมาริษ พร้อมด้วย นายหวัง อี้ ได้แถลงผลการประชุมร่วมกัน

นายมาริษ ระบุว่า ประเทศไทยได้เน้นย้ำ 3 ประเด็นหลัก ที่ประเทศสมาชิกได้ตกลงร่วมกันไว้ ได้แก่:

  • การเสริมสร้างความร่วมมือข้ามพรมแดน เพื่อต่อสู้กับอาชญากรรมข้ามพรมแดน รวมถึงอาชญากรรมทางไซเบอร์ และการหลอกลวงออนไลน์
  • การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ และความมั่นคงด้านสิ่งแวดล้อม
  • ส่งเสริมนวัตกรรมและการพัฒนาที่ยืดหยุ่นระหว่างกัน

ท่ามกลางความไม่แน่นอนของโลกและความท้าทายที่เพิ่มมากขึ้น ความสามัคคีผ่านการเจรจาและความร่วมมือเชิงปฏิบัติมีความสำคัญมากกว่าเดิม

นายมาริษ ยังได้แสดงเจตจำนงของไทย ว่า เราจะมุ่งมั่นในการเป็นเจ้าภาพการประชุมผู้นำ MLC ครั้งที่ 5 ในเดือนธันวาคมนี้

สถานการณ์ที่เกิดขึ้นนี้เป็นเรื่องที่น่ากังวล และจำเป็นอย่างยิ่งที่ประชาคมโลกจะต้องร่วมมือกันเพื่อให้เกิดสันติภาพและความมั่นคงในภูมิภาค

ที่มา – “มาริษ” แจงทูตภาคีออตตาวา กัมพูชาจงใจละเมิดอนุสัญญา วางทุ่นระเบิดซ้ำแล้วซ้ำเล่า

Scroll to top