ชายแดนไทย กัมพูชา

กัมพูชาเรียกร้องสวีเดนพิจารณาการขายเครื่องบินขับไล่กริพเพนให้ไทย

กัมพูชาเรียกร้องสวีเดนพิจารณาการขายเครื่องบินขับไล่กริพเพนให้ไทย หลังคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติกัมพูชา (CHRC) ส่งจดหมายเปิดผนึกถึงสวีเดน โดยแสดงความกังวลเกี่ยวกับการขายเครื่องบินขับไล่กริพเพน (Gripen E/F) ให้กับประเทศไทย โดยอ้างถึงประเด็นด้านสิทธิมนุษยชนและความมั่นคงในภูมิภาค

จดหมายดังกล่าวส่งถึงผู้อำนวยการสถาบันสิทธิมนุษยชนแห่งสวีเดน โดยนายแก้ว รามี ประธาน CHRC ระบุว่าการขายเครื่องบินรบรุ่นดังกล่าวอาจส่งผลเสียต่อสันติภาพและความมั่นคงในภูมิภาค และอาจถูกนำไปใช้ในการคุกคามอธิปไตยของกัมพูชาได้

กัมพูชาเรียกร้องสวีเดนพิจารณาการขายเครื่องบินขับไล่กริพเพนให้ไทย

คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนกัมพูชาเน้นย้ำถึงประวัติศาสตร์ความขัดแย้งตามแนวชายแดนระหว่างกัมพูชาและไทย และแสดงความกังวลว่าการเพิ่มศักยภาพทางทหารให้กับประเทศไทยอาจนำไปสู่ความตึงเครียดที่เพิ่มขึ้นและอาจเกิดการละเมิดสิทธิมนุษยชน

ในจดหมายยังอ้างถึงกรณีในอดีตที่เครื่องบินทหารของไทย ‘ถูกนำไปใช้ในลักษณะที่ก่อให้เกิดอันตรายอย่างน่าเศร้าแก่พลเรือนชาวกัมพูชา’ และเตือนว่าการขายเครื่องบินขับไล่กริพเพนให้ไทย อาจทำให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอย

CHRC เรียกร้องให้สวีเดนพิจารณาถึงพันธกรณีภายใต้กฎบัตรสหประชาชาติและอนุสัญญาเจนีวา ที่เรียกร้องให้รัฐต่างๆ หลีกเลี่ยงการกระทำที่อาจนำไปสู่การรุกรานหรือบ่อนทำลายสันติภาพในภูมิภาค นอกจากนี้ยังเน้นย้ำถึงชื่อเสียงของสวีเดนในด้านการปกป้องสิทธิมนุษยชน และชี้ให้เห็นว่า การขายอาวุธดังกล่าวอาจขัดแย้งกับหลักการดังกล่าว

ข้อเรียกร้องสำคัญจากกัมพูชา

  • คัดค้านการขายเครื่องบินขับไล่กริพเพนให้กับประเทศไทย
  • เรียกร้องให้รัฐบาลสวีเดนทบทวนการขาย
  • สนับสนุนกลไกสันติวิธีเพื่อแก้ไขข้อพิพาทชายแดน

CHRC ย้ำว่าการ ‘งดเว้นการติดอาวุธให้แก่ผู้รุกรานไม่ใช่แค่เรื่องของกฎหมายระหว่างประเทศเท่านั้น แต่ยังเป็นเรื่องของมโนธรรมด้วย’ และเน้นย้ำถึงความมุ่งมั่นของกัมพูชาในการแก้ไขข้อพิพาทด้วยสันติ

เรื่องนี้กลายเป็นประเด็นที่น่าสนใจและสะท้อนถึงความซับซ้อนของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ การค้าอาวุธ และประเด็นด้านสิทธิมนุษยชน กัมพูชาเรียกร้องสวีเดนพิจารณาการขายเครื่องบินขับไล่กริพเพนให้ไทย แสดงให้เห็นว่าการตัดสินใจทางการทหารและการค้าสามารถมีผลกระทบทางการเมืองและสังคมที่กว้างขวางได้

การพิจารณาถึงผลกระทบด้านสิทธิมนุษยชนในการตัดสินใจทางการทูตและการค้าเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง การที่กัมพูชาออกมาเรียกร้องให้สวีเดนทบทวนการขายเครื่องบินขับไล่กริพเพนให้ไทย เป็นเครื่องเตือนใจว่าความสัมพันธ์ระหว่างประเทศนั้นซับซ้อนและเกี่ยวข้องกับหลากหลายมิติ

โดยรวมแล้ว ความเคลื่อนไหวนี้เน้นย้ำให้เห็นถึงความสำคัญของการพิจารณาอย่างรอบคอบถึงผลกระทบด้านสิทธิมนุษยชนในการตัดสินใจทางการทูตและการค้า กัมพูชาเรียกร้องสวีเดนพิจารณาการขายเครื่องบินขับไล่กริพเพนให้ไทย สะท้อนถึงความกังวลเกี่ยวกับความมั่นคงในภูมิภาคและความสำคัญของการรักษาสันติภาพผ่านกระบวนการทางการทูต

ที่มา – กัมพูชาเรียกร้องสวีเดนพิจารณาการขายเครื่องบินขับไล่กริพเพนให้ไทย

ผบ.สส. ยันสร้างกำแพงถาวร “ชายแดนสระแก้ว”

“พล.อ.ทรงวิทย์” เผย ใช้เวทีประชุมผู้บัญชาการทหารสูงสุดอินโด-แปซิฟิก ชี้แจงข้อเท็จจริงปัญหา “ชายแดนไทย-กัมพูชา” ยืนยันเตรียมสร้างกำแพงถาวร “ชายแดนสระแก้ว” แบ่งเขตแดนให้ชัดเจน

วันที่ 27 สิงหาคม 2568 ที่โรงแรมดุสิตธานี หัวหิน จังหวัดเพชรบุรี พลเอกทรงวิทย์ หนุนภักดี ผู้บัญชาการทหารสูงสุด กล่าวว่าในเวทีการประชุมผู้บัญชาการทหารสูงสุดในภูมิภาคอินโดแปซิฟิกในครั้งนี้ ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพร่วมกับสหรัฐอเมริกา หัวข้อสำคัญของการหารือคือการเน้นย้ำเรื่องความเข้มแข็งในภูมิภาค ต่อสู้กับภัยคุกคามด้านต่าง ๆ ขับเคลื่อนกลไกของอาเซียนให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดในห้วงเวลาที่ประเทศมหาอำนาจกำลังแข่งขันกัน โดยการประชุมครั้งนี้มี 29 ประเทศเข้าร่วม ขาดเพียงแค่กัมพูชาเท่านั้น

พลเอกทรงวิทย์ หวังว่าการประชุมครั้งนี้จะนำไปสู่การรักษาสันติภาพและความรุ่งเรืองด้านเศรษฐกิจในภูมิภาค ไทยยังใช้โอกาสนี้ย้ำถึงจุดยืนในการเป็นคนกลาง ขับเคลื่อนความสันติภาพและการเจริญเติบโตด้านเศรษฐกิจ และยุติความขัดแย้งในภูมิภาค และการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ทางการทหารต่อสู้กับความท้าทายในหลากหลายมิติทั้งภัยคุกคามไซเบอร์และอวกาศ เป็นต้น ซึ่งในหลาย ๆ ด้านไทยยังขาดประสบการณ์ การหารือในเวทีนี้จะนำไปสู่การพัฒนาร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ

หลายประเทศสอบถามสถานการณ์ชายแดน

พลเอกทรงวิทย์ เปิดเผยด้วยว่า การประชุมผู้บัญชาการทหารสูงสุดอินโด-แปซิฟิกในครั้งนี้ หลายประเทศได้สอบถามถึงสถานการณ์ตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ซึ่งไทยได้ใช้โอกาสนี้ในการส่งข้อมูลที่เป็นความจริงไปยังนานาประเทศที่เข้าร่วมประชุม พร้อมย้ำว่าทุกการกระทำเป็นการทำหน้าที่ในการปกป้องผลประโยชน์ดินแดนของไทยรวมทั้งคุ้มครองชีวิตของประชาชนคนไทยไว้อย่างเต็มความสามารถภายใต้กรอบกติการะเบียบที่โลกใบนี้มี ขณะเดียวกันไทยไม่ต้องการเห็นการสู้รบ จึงต้องดำเนินการปกป้องอธิปไตยเพราะถูกรุกราน นอกจากนี้ยังมีความพยายามที่บิดเบือนข้อมูลข่าวสาร จึงได้ใช้โอกาสนี้ในการชี้แจงข้อเท็จจริงทั้งหมด เช่น ทหาร-ประชาชนถูกทำร้าย มีการลักลอบวางทุ่นระเบิด โดยยังขอความร่วมมือจากหลายประเทศให้สนับสนุนการเข้ามาเก็บกู้ทุ่นระเบิดที่ฝ่ายกัมพูชาวางไว้ในดินแดนไทย

ลั่นเตรียมสร้างกำแพงกั้นเขตแดน

พร้อมย้ำว่าไทยจะต้องสื่อสารอย่างมืออาชีพบนข้อเท็จจริงที่มี และบนจุดยืนของประเทศไทยในการปกป้องอธิปไตยโดยจะไม่ยอมให้ใครมารุกรานหรือทำร้ายประชาชนได้ ส่วนการสร้างรั้วตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชาให้มีความเข้มแข็งเพื่อป้องกันการรุกราน พลเอกทรงวิทย์ ระบุว่า กองทัพบกกำลังพิจารณาและนำไปปฏิบัติ ทั้งในส่วนของกองทัพภาคที่ 1 และกองทัพภาคที่ 2 โดยเมื่อวานนี้ ได้ให้เสนาธิการลงไปในพื้นที่ที่บ้านหนองจาน จังหวัดสระแก้ว และสื่อสารออกมาอย่างชัดเจนว่าพื้นที่ตรงนั้นคือดินแดนของไทย และจะต้องมีการสร้างกำแพงที่แข็งแรง เพื่อปกป้องประชาชนและปกป้องการรุกรานจากฝ่ายตรงข้าม โดยยืนยันว่าตนเองจะสนับสนุนทุกการกระทำของกองทัพบกอย่างแน่นอน

ผบ.สส. ยืนยันเตรียมสร้างกำแพงถาวร “ชายแดนสระแก้ว”

จากกรณีสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาที่ตึงเครียดขึ้น ผบ.สส. ได้ออกมาเคลื่อนไหวล่าสุด โดยยืนยันถึงความจำเป็นในการสร้างกำแพงถาวรบริเวณชายแดนสระแก้ว เพื่อป้องกันการรุกล้ำอธิปไตยและคุ้มครองประชาชนไทย การตัดสินใจนี้เกิดขึ้นหลังจากการประชุมผู้บัญชาการทหารสูงสุดอินโด-แปซิฟิก ซึ่งประเทศไทยได้ใช้โอกาสนี้ชี้แจงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับปัญหาชายแดนให้แก่ประเทศต่างๆ ที่เข้าร่วมประชุม

ทำไมต้องสร้างกำแพงถาวร “ชายแดนสระแก้ว”?

เหตุผลหลักในการสร้างกำแพงถาวรบริเวณชายแดนสระแก้ว คือการปกป้องอธิปไตยของชาติและรักษาความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนไทย ผบ.สส. เน้นย้ำว่า การก่อสร้างนี้เป็นไปตามสิทธิอันชอบธรรมของประเทศไทยในการปกป้องดินแดนของตนเองจากการรุกราน นอกจากนี้ ยังมีการพยายามบิดเบือนข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับสถานการณ์ชายแดน ทำให้กองทัพไทยต้องออกมาให้ข้อมูลที่ถูกต้องแก่สาธารณชน

การสร้างกำแพงนี้ไม่ได้มีเป้าหมายที่จะสร้างความขัดแย้ง แต่เป็นการป้องกันปัญหาที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต รวมถึงการลักลอบข้ามแดน การโจรกรรม และอาชญากรรมอื่นๆ ที่อาจส่งผลกระทบต่อความสงบเรียบร้อยตามแนวชายแดน

สถานการณ์ชายแดนที่ต้องจับตามอง

สถานการณ์บริเวณชายแดนสระแก้วยังคงเป็นสิ่งที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด การวางทุ่นระเบิดและการทำร้ายประชาชนเป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้ ผบ.สส. ได้เรียกร้องให้ทุกฝ่ายเคารพในอธิปไตยของประเทศไทย และพร้อมที่จะใช้มาตรการที่จำเป็นเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของชาติ

นอกจากนี้ การแก้ไขปัญหาทุ่นระเบิดที่ถูกวางไว้ในดินแดนไทยยังคงเป็นเรื่องสำคัญ ประเทศไทยได้ขอความร่วมมือจากนานาชาติในการสนับสนุนการเก็บกู้ทุ่นระเบิด เพื่อความปลอดภัยของประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ชายแดน

อนาคตของชายแดนไทย-กัมพูชา

ถึงแม้ว่าการสร้างกำแพงถาวรบริเวณชายแดนสระแก้ว จะเป็นมาตรการที่เข้มงวด แต่ประเทศไทยยังคงเปิดกว้างสำหรับการเจรจาและการแก้ไขปัญหาโดยสันติวิธี การรักษาสันติภาพและความสัมพันธ์ที่ดีกับประเทศเพื่อนบ้านเป็นสิ่งที่สำคัญ แต่ก็ต้องอยู่บนพื้นฐานของการเคารพอธิปไตยซึ่งกันและกัน และการไม่ยอมรับการรุกรานในทุกรูปแบบ

การสร้างกำแพงถาวร “ชายแดนสระแก้ว” จึงเป็นสัญญาณที่ชัดเจนว่าประเทศไทยพร้อมที่จะปกป้องอธิปไตยของตนเองอย่างเต็มที่ และจะไม่ยอมให้ใครมาละเมิดดินแดนของตนได้

ที่มา – ผบ.สส. ยืนยันเตรียมสร้างกำแพงถาวร “ชายแดนสระแก้ว” แบ่งเขตแดนให้ชัดเจน

กองทัพเฝ้าระวัง “บ้านหนองจาน” จับตาประชุม RBC วันนี้

“จิรายุ” อัปเดตสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา 7 จังหวัด เหตุการณ์ปกติ กองทัพเฝ้าระวัง “บ้านหนองจาน” จ.สระแก้ว เป็นพิเศษ เหตุชาวกัมพูชาพยายามรุกล้ำ วันนี้ถก RBC จ่อแถลงหลังประชุม

เมื่อเวลา 07.00 น. วันที่ 27 สิงหาคม 2568 นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และคณะกรรมการศูนย์เฉพาะกิจบริหารสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา (ศบ.ทก.) สรุปสถานการณ์ชายแดน 11 จุด ใน 7 จังหวัด มีความสงบเรียบร้อยปกติ กองทัพไทยยังคงตรึงกำลังและเฝ้าระวังตลอด 24 ชั่วโมง โดยเฉพาะพื้นที่บ้านหนองจาน อำเภอโคกสูง จังหวัดสระแก้ว ที่ต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษ เนื่องจากเป็นพื้นที่อธิปไตยของไทยที่เคยให้ที่พักพิงเป็นศูนย์อพยพกับชาวกัมพูชาเมื่อหลาย 10 ปีที่ผ่านมา แต่กลับถูกอ้างสิทธิ์จะรุกล้ำในอธิปไตยของไทย

นายจิรายุ กล่าวต่อไปถึงกรณีชาวกัมพูชาบุกรื้อลวดหนามและทำร้ายร่างกายเจ้าหน้าที่ของไทยที่บ้านหนองจาน นั้น พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม สั่งการให้กองทัพภาคที่ 1 แจ้งความเอาผิด พร้อมมอบหมายให้กระทรวงการต่างประเทศ ทำหนังสือประท้วงอย่างเป็นทางการ ย้ำว่าเป็นพื้นที่อธิปไตยของไทย และจะนำประเด็นนี้เข้าสู่การประชุม GBC ในเดือนกันยายน 2568

กองทัพเฝ้าระวัง “บ้านหนองจาน” เป็นพิเศษ ย้ำพื้นที่ไทย จับตาวันนี้ประชุม RBC

ขณะที่วันนี้ (27 สิงหาคม) จะมีการประชุมคณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาค (Regional Border Committee: RBC) ณ จุดผ่านแดนถาวร ช่องสะงำ อำเภอภูสิงห์ จังหวัดศรีสะเกษ ตรงข้ามช่องจวม จังหวัดอุดรมีชัย ประเทศกัมพูชา โดยแม่ทัพภาคที่ 2 ทำหน้าที่ประธานคณะกรรมการฝ่ายไทย และผู้บัญชาการภูมิภาคทหารที่ 4 ทำหน้าที่ประธานคณะกรรมการฝ่ายกัมพูชา โดยภายหลังการประชุม เวลาประมาณ 12.15-12.45 น. จะมีการแถลงข่าวร่วม ณ ที่ทำการด่านศุลกากรช่องสะงำ

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาเป็นประเด็นที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่ “บ้านหนองจาน” จังหวัดสระแก้ว ที่มีความอ่อนไหวเนื่องจากประวัติศาสตร์การเป็นพื้นที่พักพิงผู้ลี้ภัยในอดีต การที่กองทัพไทยยังคงตรึงกำลังและเฝ้าระวังอย่างเข้มงวด แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการปกป้องอธิปไตยของชาติ

การประชุมคณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาค (RBC) ในวันนี้ (27 สิงหาคม) จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งในการแก้ไขปัญหาและสร้างความเข้าใจอันดีระหว่างทั้งสองประเทศ การที่รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหมสั่งการให้แจ้งความเอาผิดและประท้วงอย่างเป็นทางการ แสดงให้เห็นถึงความจริงจังในการดำเนินการตามกฎหมายและปกป้องสิทธิอธิปไตยของไทย

ทางด้านการแถลงข่าวร่วมหลังการประชุม RBC จะเป็นโอกาสสำคัญในการสื่อสารผลการหารือและความคืบหน้าในการแก้ไขปัญหาระหว่างประเทศให้สาธารณชนได้รับทราบ

ทำไมต้องเฝ้าระวัง “บ้านหนองจาน” เป็นพิเศษ?

หลายคนอาจสงสัยว่าทำไม “บ้านหนองจาน” ถึงกลายเป็นพื้นที่ที่ต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษ สาเหตุหลักมาจากประวัติศาสตร์ที่ซับซ้อนในอดีต พื้นที่นี้เคยเป็นศูนย์อพยพสำหรับชาวกัมพูชาในช่วงสงคราม ทำให้เกิดความผูกพันและความเข้าใจผิดเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน

นอกจากนี้ การที่ชาวกัมพูชาบางส่วนพยายามรุกล้ำและทำร้ายเจ้าหน้าที่ของไทย ยิ่งทำให้สถานการณ์ตึงเครียดและจำเป็นต้องมีการเฝ้าระวังอย่างเข้มงวด เพื่อป้องกันการบานปลายของปัญหา

อย่างไรก็ตาม การแก้ไขปัญหาชายแดนต้องอาศัยความร่วมมือและความเข้าใจซึ่งกันและกัน การเจรจาและการพูดคุยอย่างสันติวิธีเป็นสิ่งสำคัญในการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างประเทศและแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างยั่งยืน

ดังนั้น การติดตามสถานการณ์ชายแดนอย่างใกล้ชิด และการสนับสนุนการทำงานของเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง จึงเป็นสิ่งที่เราทุกคนสามารถทำได้เพื่อช่วยรักษาความสงบเรียบร้อยและความมั่นคงของชาติ

อย่าลืมติดตามข่าวสารและข้อมูลที่ถูกต้อง เพื่อทำความเข้าใจสถานการณ์ที่เกิดขึ้นและร่วมกันสนับสนุนการแก้ไขปัญหาอย่างสร้างสรรค์ ร่วมกันเป็นหูเป็นตา สอดส่องดูแลและแจ้งเบาะแสหากพบสิ่งผิดปกติ เพื่อช่วยกันปกป้องอธิปไตยของชาติ

การที่กองทัพและรัฐบาลให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาชายแดนอย่างจริงจัง เป็นสัญญาณที่ดีว่าประเทศไทยให้ความสำคัญกับความมั่นคงและความปลอดภัยของประชาชน หากเราทุกคนร่วมมือกันและสนับสนุนการทำงานของเจ้าหน้าที่ เราจะสามารถรักษาอธิปไตยของชาติและสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับประเทศเพื่อนบ้านได้อย่างยั่งยืน

ที่มา – กองทัพเฝ้าระวัง “บ้านหนองจาน” เป็นพิเศษ ย้ำพื้นที่ไทย จับตาวันนี้ประชุม RBC

สี จิ้นผิง ต้อนรับกษัตริย์กัมพูชา เยือนปักกิ่ง

ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง พร้อมด้วยภริยา ให้การต้อนรับและพบปะกับพระบาทสมเด็จพระบรมนาถนโรดม สีหมุนี กษัตริย์กัมพูชา และพระมหาวีรกษัตรีย์นโรดม มุนีนาถ สีหนุ พระวรราชมารดา ในโอกาสเสด็จเยือนกรุงปักกิ่งของจีน ซึ่งการต้อนรับครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่างสองประเทศ

เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2568 ไชน่าเดลีรายงานว่า นายสี จิ้นผิง ประธานาธิบดีจีน และนางเผิง ลี่หยวน ภริยา ได้พบปะกับพระบาทสมเด็จพระบรมนาถนโรดม สีหมุนี พระมหากษัตริย์กัมพูชา และพระมหาวีรกษัตรีย์ นโรดม มุนีนาถ สีหนุ พระวรราชมารดาแห่งกัมพูชา ณ กรุงปักกิ่งของจีน การพบปะครั้งนี้ถือเป็นสัญลักษณ์ที่สำคัญของการกระชับความสัมพันธ์และความร่วมมือระหว่างจีนและกัมพูชาให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น

โดยนายสี จิ้นผิง ได้ต้อนรับทั้งสองพระองค์ในการเดินทางเยือนจีนอีกครั้ง พร้อมเชิญพระบาทสมเด็จพระบรมนาถฯ เข้าร่วมงานเนื่องในวาระครบรอบ 80 ปี ชัยชนะในสงครามประชาชนจีนต่อต้านการรุกรานของญี่ปุ่น และสงครามต่อต้านลัทธิฟาสซิสต์โลก ซึ่งเป็นการแสดงออกถึงความเคารพและให้เกียรติอย่างสูงต่อพระมหากษัตริย์กัมพูชา

ขณะเดียวกัน ผู้นำจีนกล่าวย้อนถึงการเดินทางเยือนกัมพูชาอย่างเป็นทางการเมื่อเดือนเมษายน ที่ผ่านมาและการต้อนรับอย่างอบอุ่นที่ได้รับจากพระบาทสมเด็จพระบรมนาถฯ และประชาชนชาวกัมพูชา โดยเขาระบุว่า ความสัมพันธ์จีน-กัมพูชาได้ผ่านบททดสอบของความผันผวนระหว่างประเทศ และทั้งสองฝ่ายได้สร้างมิตรภาพอันแข็งแกร่งผ่านทุกข์สุขร่วมกัน ซึ่งกลายเป็นทรัพย์สินล้ำค่าของประชาชนสองประเทศและควรค่าแก่การทะนุถนอมไว้อย่างยิ่ง

พร้อมกันนี้กล่าวว่า ยามเผชิญกับสถานการณ์ระหว่างประเทศที่เต็มไปด้วยความเปลี่ยนแปลงและความวุ่นวาย จีนและกัมพูชาควรยืนหยัดเคียงข้างกัน สานต่อมิตรภาพดั้งเดิม เสริมสร้างความสามัคคีและความร่วมมือ เร่งสร้างประชาคมจีน-กัมพูชาที่มีอนาคตร่วมกันและยั่งยืนในทุกสถานการณ์ในยุคใหม่ พร้อมนำพาประโยชน์มาสู่ประชาชนสองประเทศมากขึ้น

นายสี จิ้นผิง ยังระบุว่า จีนสนับสนุนประชาชนชาวกัมพูชาในการเดินตามวิถีทางการพัฒนาอันเหมาะสมกับเงื่อนไขของประเทศ ตลอดจนบรรลุสันติภาพและเสถียรภาพระยะยาว

ทางด้านกษัตริย์กัมพูชา ระบุว่ารู้สึกยินดีที่ได้เดินทางเยือนจีนอีกครั้งและได้รับเชิญให้เข้าร่วมงานเนื่องในวาระครบรอบ 80 ปี ชัยชนะในสงครามประชาชนจีนต่อต้านการรุกรานของญี่ปุ่น และสงครามต่อต้านลัทธิฟาสซิสต์โลก โดยกัมพูชามองความสัมพันธ์ทวิภาคีจากมุมมองเชิงยุทธศาสตร์อยู่เสมอ และยินดีจะสืบสานมิตรภาพดั้งเดิมและร่วมสร้างประชาคมกัมพูชา-จีน ที่มีอนาคตร่วมกันในทุกสถานการณ์ในยุคใหม่

สี จิ้นผิง ต้อนรับกษัตริย์กัมพูชา และพระวรราชมารดา เสด็จเยือนกรุงปักกิ่ง

การพบปะและการต้อนรับอย่างอบอุ่นนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญที่จีนให้ความสัมพันธ์กับกัมพูชา ความสัมพันธ์อันดีนี้ไม่เพียงแต่เป็นประโยชน์ต่อทั้งสองประเทศเท่านั้น แต่ยังมีส่วนช่วยสร้างเสถียรภาพและความเจริญรุ่งเรืองในภูมิภาคอีกด้วย

ทำไมการต้อนรับกษัตริย์กัมพูชาของ สี จิ้นผิง จึงมีความสำคัญ?

การสี จิ้นผิง ต้อนรับกษัตริย์กัมพูชา และพระวรราชมารดา เสด็จเยือนกรุงปักกิ่งนั้นมีความสำคัญอย่างยิ่งในหลายมิติ ดังนี้:

  • เสริมสร้างความสัมพันธ์ทวิภาคี: การพบปะระดับสูงนี้เป็นโอกาสอันดีในการกระชับความสัมพันธ์ระหว่างผู้นำของทั้งสองประเทศ ซึ่งจะนำไปสู่ความร่วมมือที่แน่นแฟ้นยิ่งขึ้นในด้านต่างๆ
  • ยืนยันมิตรภาพอันยาวนาน: ความสัมพันธ์ระหว่างจีนและกัมพูชามีมายาวนาน และการต้อนรับอย่างอบอุ่นนี้เป็นการยืนยันถึงมิตรภาพที่มั่นคงและยั่งยืน
  • หารือประเด็นสำคัญระดับภูมิภาคและโลก: การพบปะหารือระหว่างผู้นำเป็นโอกาสในการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับประเด็นต่างๆ ที่มีความสำคัญต่อทั้งสองประเทศและภูมิภาค
  • ส่งเสริมความร่วมมือทางเศรษฐกิจ: ความสัมพันธ์ที่แข็งแกร่งจะนำไปสู่ความร่วมมือทางเศรษฐกิจที่เพิ่มขึ้น รวมถึงการลงทุน การค้า และการท่องเที่ยว

การที่สี จิ้นผิง ให้ความสำคัญกับการต้อนรับกษัตริย์กัมพูชาในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของจีนในการเสริมสร้างความสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้าน และมีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมสันติภาพและความเจริญรุ่งเรืองในภูมิภาค

โดยรวมแล้ว การเยือนกรุงปักกิ่งของกษัตริย์กัมพูชาและการต้อนรับจากประธานาธิบดีสี จิ้นผิง เป็นเหตุการณ์สำคัญที่แสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นและความร่วมมือที่ใกล้ชิดระหว่างสองประเทศ ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อทั้งสองประเทศและภูมิภาคในระยะยาว

ที่มา – “สี จิ้นผิง” ต้อนรับกษัตริย์กัมพูชา และพระวรราชมารดา เสด็จเยือนกรุงปักกิ่ง

“ภูมิธรรม” ถกทูตสหรัฐฯ ย้ำไทยยึดสันติวิธี หวังได้ต้อนรับ “ทรัมป์”

“ภูมิธรรม” พบหารือทูตสหรัฐฯ ย้ำความสัมพันธ์ 2 ประเทศ ทั้งด้านเศรษฐกิจและความมั่นคง หวังได้ต้อนรับประธานาธิบดี “โดนัลด์ ทรัมป์” เยือนไทยเร็วๆ นี้ ยันไทยยึดมั่นแก้ไขปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชาด้วยสันติวิธี-เคารพกติกาสากล

วันที่ 26 ส.ค. 2568 ที่ห้องรับรอง 1 ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย รักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี พบหารือกับ นายโรเบิร์ต เอฟ. โกเด็ก (The Honorable Robert F. Godec) เอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย

นายภูมิธรรมกล่าวถึงความสัมพันธ์ของทั้งสองประเทศว่า ต่างมีพัฒนาการที่ก้าวหน้ามาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจและความมั่นคง ซึ่งไทยพร้อมสานต่อการทำงานกับสหรัฐฯ เพื่อสร้างความเป็นหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจที่สมดุลมากขึ้น พร้อมขอบคุณและฝากความปรารถนาดีไปยังประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ โดยยินดีที่ได้หารือทางโทรศัพท์ร่วมกันถึงสองครั้งเมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา และหวังว่าจะได้มีโอกาสต้อนรับการเยือนประเทศไทยของประธานาธิบดีทรัมป์ในเร็ว ๆ นี้ ซึ่งจะเป็นการเยือนไทยครั้งแรกของประธานาธิบดีสหรัฐฯ ในรอบ 13 ปี พร้อมขอบคุณสหรัฐฯ ที่เข้ามามีส่วนร่วมเป็นผู้สังเกตการณ์ชั่วคราวต่อสถานการณ์ชายแดนไทย–กัมพูชา ถือเป็นพัฒนาการที่ดีและเป็นสัญญาณเชิงบวกต่อการสร้างเสถียรภาพในภูมิภาคร่วมกัน

ด้านเอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ชื่นชมความสัมพันธ์ไทยและสหรัฐฯ ที่มีความร่วมมืออย่างใกล้ชิด โดยสหรัฐฯ ยังคงมุ่งมั่นที่จะส่งเสริมความเป็นพันธมิตรและความเป็นหุ้นส่วนที่สำคัญนี้ต่อไปและถือเป็นหัวใจสำคัญของอาเซียนทั้งในมิติความมั่นคงและความมั่งคั่ง อีกทั้งได้แสดงความยินดีที่ฝ่ายไทยได้มีโอกาสพูดคุยกับประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ตลอดจนขอบคุณรัฐบาลไทย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องที่ได้ให้การต้อนรับคณะผู้แทนจากสภาคองเกรสที่มาเยือนไทย และยืนยันว่าจะนำข้อเท็จจริงและสาระสำคัญจากการพบปะครั้งนี้ส่งต่อไปยังรัฐบาลสหรัฐฯ ทันที นอกจากนี้ ยังได้แสดงความเสียใจต่อกรณีพลเรือนไทยที่เสียชีวิตจากเหตุการณ์ชายแดน พร้อมย้ำความตั้งใจของสหรัฐฯ ที่จะสนับสนุนการหยุดยิงอย่างมีประสิทธิผล

ทั้งนี้ ทั้งสองฝ่ายได้หารือประเด็นความร่วมมือที่สำคัญร่วมกัน เช่น เรื่องความมั่นคง ทั้งสองฝ่ายยังยินดีที่ไทยและสหรัฐฯ จะร่วมเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมผู้บัญชาการทหารสูงสุดภูมิภาคอินโด–แปซิฟิก ประจำปี 2568 (Indo-Pacific Chiefs of Defense Conference 2025: CHODs 2025) ระหว่างวันที่ 25–28 สิงหาคม 2568 พร้อมหวังว่าจะได้ต้อนรับการเยือนไทยของรัฐมนตรีกลาโหมสหรัฐฯ ในเร็ววันนี้ ซึ่งเอกอัครราชทูตสหรัฐฯ คาดว่ารัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ จะมาเยือนประเทศไทยช่วงปลายปี 2568 นี้

ด้านสถานการณ์ชายแดนไทย–กัมพูชา รองนายกรัฐมนตรีขอบคุณประธานาธิบดีทรัมป์ต่อความพยายามในการคลี่คลายสถานการณ์ดังกล่าว ตลอดจนบทบาทของสหรัฐฯ ในการติดตามและสังเกตการณ์การประชุมพิเศษเมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม 2568 และการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (General Border Committee: GBC) สมัยวิสามัญ เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2568 ที่ผ่านมา โดยไทยยืนยันถึงการปฏิบัติตามข้อตกลงหยุดยิงอย่างเคร่งครัด และพร้อมแก้ไขปัญหาอย่างสันติวิธีด้วยการเจรจาอย่างสุจริตใจ บนพื้นฐานของความเป็นเพื่อนบ้านที่ดีต่อกัน ซึ่งเอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ชื่นชมต่อบทบาทของรัฐบาลไทยที่มีความมุ่งมั่นต่อการบรรลุข้อตกลงหยุดยิง ถือเป็นก้าวสำคัญในการธำรงสันติภาพ

รองนายกฯ กล่าวย้ำว่า “ไทยยึดมั่นในการแก้ไขปัญหาด้วยสันติวิธีและการเคารพกติกาสากล พร้อมเปิดเผยข้อเท็จจริงให้นานาชาติเข้าใจ โดยเชื่อว่าความร่วมมือกับประเทศพันธมิตร รวมถึงการรักษาอธิปไตยของไทย จะเป็นหลักประกันสำคัญในการสร้างสันติภาพและความมั่นคงของภูมิภาค”

“ภูมิธรรม” ถกทูตสหรัฐฯ ย้ำไทยยึดสันติวิธี หวังได้ต้อนรับ “ทรัมป์”

การพบปะหารือระหว่างนายภูมิธรรม เวชยชัย และเอกอัครราชทูตสหรัฐฯ แสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศไทยและสหรัฐอเมริกา ที่มีความร่วมมือในหลายด้าน รวมถึงความหวังที่จะได้ต้อนรับประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ สู่ประเทศไทยในอนาคตอันใกล้นี้

ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไทยและสหรัฐอเมริกาเป็นความสัมพันธ์ที่ยาวนานและมีความสำคัญในหลายๆ ด้าน ทั้งด้านเศรษฐกิจ ความมั่นคง และการเมือง การหารือระหว่างนายภูมิธรรมและเอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ในครั้งนี้เป็นการยืนยันถึงความมุ่งมั่นของทั้งสองประเทศในการกระชับความสัมพันธ์และความร่วมมือให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้นไปอีก

ความสำคัญของการหารือ

การหารือครั้งนี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะเป็นการยืนยันถึงความสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศไทยและสหรัฐอเมริกา และยังเป็นการหารือในประเด็นสำคัญต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับความร่วมมือระหว่างสองประเทศ

ความคาดหวังต่อการเยือนไทยของประธานาธิบดีทรัมป์

ความหวังที่จะได้ต้อนรับประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ สู่ประเทศไทย แสดงให้เห็นถึงความสำคัญที่ประเทศไทยให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์กับสหรัฐอเมริกา การเยือนของประธานาธิบดีทรัมป์ จะเป็นโอกาสอันดีในการกระชับความสัมพันธ์และหารือในประเด็นสำคัญต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับความร่วมมือระหว่างสองประเทศ

นอกจากนี้ การยืนยันถึงการยึดมั่นในสันติวิธีในการแก้ไขปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา แสดงให้เห็นถึงบทบาทของประเทศไทยในการรักษาสันติภาพและความมั่นคงในภูมิภาค

ประเทศไทยให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาด้วยสันติวิธีและการเจรจา ซึ่งเป็นแนวทางที่ได้รับการสนับสนุนจากนานาชาติ

โดยสรุปแล้ว การหารือระหว่างนายภูมิธรรมและเอกอัครราชทูตสหรัฐฯ เป็นการยืนยันถึงความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างประเทศไทยและสหรัฐอเมริกา และความมุ่งมั่นของทั้งสองประเทศในการกระชับความสัมพันธ์และความร่วมมือให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้นไปอีก ประเด็นสำคัญที่ได้มีการหารือกันนั้นครอบคลุมทั้งด้านเศรษฐกิจ ความมั่นคง และการเมือง ตลอดจนความหวังที่จะได้ต้อนรับผู้นำสหรัฐฯ เยือนไทย และการแก้ไขปัญหาชายแดนด้วยสันติวิธี

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชายังคงต้องได้รับการจับตาอย่างใกล้ชิด การแก้ไขปัญหาด้วยสันติวิธีจึงเป็นทางออกที่ดีที่สุด

ที่มา – “ภูมิธรรม” ถกทูตสหรัฐฯ ย้ำไทยยึดสันติวิธี หวังได้ต้อนรับ “ทรัมป์” เยือนไทย

ชาวกัมพูชาหนุนเปลี่ยนชื่อทางหลวงเป็น “โดนัลด์ ทรัมป์”

ข้อเสนอให้เปลี่ยนชื่อทางหลวงหมายเลข 4 ในกัมพูชาเป็น “ถนนโดนัลด์ ทรัมป์” กำลังได้รับแรงสนับสนุนอย่างมากจากประชาชนชาวกัมพูชา เพื่อแสดงความขอบคุณต่อประธานาธิบดีสหรัฐฯ ที่มีบทบาทในการช่วยยุติข้อพิพาทชายแดนระหว่างประเทศไทยและกัมพูชา เรื่องนี้กำลังเป็นที่พูดถึงอย่างกว้างขวางในสังคมออนไลน์

เว็บไซต์แคมโบเดียเนส (Cambodianess) รายงานว่าแนวคิดริเริ่มในการเปลี่ยนชื่อทางหลวงหมายเลข 4 เป็นเกียรติแก่โดนัลด์ ทรัมป์ อดีตประธานาธิบดีสหรัฐฯ นั้น เกิดขึ้นจากความรู้สึกขอบคุณที่ทรัมป์ได้เข้ามามีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งระหว่างไทยและกัมพูชา แม้ว่าข้อเสนอนี้จะมาจากภาคประชาชนและไม่ได้มาจากรัฐบาลโดยตรง แต่ก็เกิดขึ้นหลังจากที่นายกรัฐมนตรีฮุน มาเนต ได้เสนอชื่อโดนัลด์ ทรัมป์ ให้ได้รับการพิจารณารางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ

ทางหลวงหมายเลข 4 เป็นเส้นทางสำคัญ มีระยะทางประมาณ 230 กิโลเมตร เชื่อมต่อกรุงพนมเปญกับเมืองสีหนุวิลล์ ถนนสายนี้สร้างขึ้นด้วยเงินช่วยเหลือจากสหรัฐอเมริกาจำนวน 25 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เมื่อปี พ.ศ. 2502 การเปลี่ยนชื่อเป็น “ถนนโดนัลด์ ทรัมป์” จึงมีความหมายมากกว่าแค่การเปลี่ยนชื่อ แต่เป็นการแสดงออกถึงความขอบคุณอย่างจริงใจ

ชาวกัมพูชาหนุนเปลี่ยนชื่อทางหลวงหมายเลข 4 เป็น “โดนัลด์ ทรัมป์” จริงหรือ?

นายคิน เพีย ผู้อำนวยการสถาบันความสัมพันธ์ระหว่างประเทศแห่งราชบัณฑิตยสภากัมพูชา ได้ให้ความเห็นว่าแนวคิดนี้เป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นถึงความรู้สึกขอบคุณของชาวกัมพูชาต่อการที่ผู้นำสหรัฐฯ เข้ามาช่วยแก้ไขสถานการณ์ได้อย่างทันท่วงที เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดสงครามขึ้น และยังเป็นการเริ่มต้นความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างสหรัฐฯ และกัมพูชา โดยเคารพซึ่งกันและกันในเรื่องผลประโยชน์และอธิปไตย

นางทุม ชิตา นักข่าวท้องถิ่นวัย 47 ปี มองว่าการเปลี่ยนชื่อถนนไม่เพียงแต่เป็นการรักษาความสงบสุขเท่านั้น แต่ยังสามารถช่วยพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศได้อีกด้วย เธอเชื่อว่าการมีชื่อของประธานาธิบดีสหรัฐฯ จะสามารถดึงดูดนักลงทุนชาวอเมริกันให้เข้ามาลงทุนในกัมพูชามากขึ้น ซึ่งจะนำไปสู่การสร้างงานและเพิ่มรายได้ให้กับประเทศ นอกจากนี้ เธอยังหวังว่าหากถนนได้รับการปรับปรุงให้ดีขึ้น ก็จะช่วยให้การเดินทางสะดวกสบายยิ่งขึ้น

เสียงสะท้อนจากประชาชนต่อการเปลี่ยนชื่อทางหลวง

นายซก ซาโรเอิน คนขับรถบรรทุกวัย 49 ปี กล่าวว่าเขาสนับสนุนการเปลี่ยนชื่อถนนอย่างเต็มที่ เพราะเชื่อว่านายทรัมป์สมควรได้รับเกียรติสำหรับการช่วยหยุดยั้งสงครามระหว่างกัมพูชาและไทย เขาหวังว่าหลังจากเปลี่ยนชื่อถนนแล้ว สหรัฐฯ จะเข้ามาช่วยขยายถนนให้กว้างขึ้น

นายยิม คิมเซ วัย 48 ปี ซึ่งอาศัยอยู่ริมถนนทางหลวงหมายเลข 4 กล่าวว่าคนในพื้นที่ส่วนใหญ่ยินดีกับการเปลี่ยนชื่อถนน และรู้สึกขอบคุณสำหรับความช่วยเหลือที่ได้รับ

นายคิน เพีย ยังกล่าวเสริมว่า การตั้งชื่อถนนตามบุคคลสำคัญชาวต่างชาติไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่ในกัมพูชา เพราะในอดีตก็เคยมีการตั้งชื่อถนนตามผู้นำต่างชาติ เช่น ถนนสี จิ้นผิง, ถนนสหพันธรัฐรัสเซีย และถนนชาร์ลส์ เดอ โกล นอกจากนี้ ในกรุงพนมเปญยังมีการตั้งชื่อถนนตามชาวต่างชาติที่เสียสละเพื่อกัมพูชา เช่น นายคริสโตเฟอร์ โฮวส์ ผู้เชี่ยวชาญด้านการเก็บกู้ระเบิดชาวอังกฤษ

  • ความสำคัญของทางหลวงหมายเลข 4: เส้นทางเศรษฐกิจที่เชื่อมต่อเมืองหลวงกับเมืองท่า
  • ความคาดหวังต่อสหรัฐฯ: หวังว่าจะได้รับการสนับสนุนด้านการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน
  • ความรู้สึกของชาวกัมพูชา: ขอบคุณและซาบซึ้งในความช่วยเหลือ

เรื่องราวการสนับสนุนให้เปลี่ยนชื่อทางหลวงหมายเลข 4 เป็น “ถนนโดนัลด์ ทรัมป์” สะท้อนให้เห็นถึงความซับซ้อนของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ การตัดสินใจครั้งนี้ไม่เพียงแต่เป็นการแสดงความขอบคุณเท่านั้น แต่อาจมีผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างกัมพูชา ไทย และสหรัฐอเมริกาในอนาคต การที่ ชาวกัมพูชาหนุนเปลี่ยนชื่อทางหลวงหมายเลข 4 เป็น “โดนัลด์ ทรัมป์” แสดงให้เห็นถึงความคาดหวังถึงความช่วยเหลือจากสหรัฐฯ ในการพัฒนาประเทศ

ที่มา – ชาวกัมพูชาหนุนเปลี่ยนชื่อทางหลวงหมายเลข 4 เป็น “โดนัลด์ ทรัมป์”

กษัตริย์สีหมุนีเสด็จฯจีนตรวจพระพลานามัย ฮุนเซนรักษาการ

สมเด็จนโรดม สีหมุนี กษัตริย์กัมพูชา เสด็จฯ กรุงปักกิ่ง ของจีน เข้ารับการตรวจพระพลานามัยตามปกติ โปรดเกล้าฯ แต่งตั้งสมเด็จฮุน เซน รักษาการประมุขแห่งรัฐระหว่างที่พระองค์ไม่ประทับในราชอาณาจักร

เมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2568 สำนักพระราชวังกัมพูชาได้ออกแถลงการณ์สำคัญว่า สมเด็จพระบรมนาถนโรดม สีหมุนี พระมหากษัตริย์แห่งกัมพูชา จะเสด็จพระราชดำเนินไปยังกรุงปักกิ่ง ประเทศจีน เพื่อทรงเข้ารับการตรวจพระพลานามัยตามกำหนดการเป็นประจำทุกปี ซึ่งถือเป็นกิจวัตรที่ทรงปฏิบัติอย่างสม่ำเสมอเพื่อรักษาสุขภาพให้แข็งแรง

แถลงการณ์ยังระบุเพิ่มเติมว่า พระองค์ได้ทรงโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง สมเด็จฮุน เซน ประธานวุฒิสภา ให้ทำหน้าที่ รักษาการประมุขแห่งรัฐ แทนพระองค์ ในระหว่างที่พระองค์มิได้ประทับอยู่ในราชอาณาจักรกัมพูชา การมอบหมายหน้าที่สำคัญนี้แสดงให้เห็นถึงความไว้วางพระราชหฤทัยที่ทรงมีต่อสมเด็จฮุน เซน และความต่อเนื่องในการบริหารราชการแผ่นดิน

ในสารที่พระมหากษัตริย์ทรงพระราชทานถึงประชาชนชาวกัมพูชา พระองค์ได้ทรงมีพระราชดำรัสถวายพระพรแด่ผู้นำทางศาสนาพุทธและพระสงฆ์ทุกรูป พร้อมทั้งแสดงความรักและความห่วงใยอย่างสุดซึ้งต่อพสกนิกรชาวกัมพูชาทุกคน พระองค์ทรงหวังเป็นอย่างยิ่งว่าประเทศชาติจะยังคงดำรงไว้ซึ่งสันติสุข ความเจริญรุ่งเรือง และความอยู่ดีมีสุขของประชาชน ภายใต้ร่มพระบารมีแห่งพระพุทธศาสนา

การเสด็จพระราชดำเนินไปตรวจพระพลานามัยในต่างประเทศเป็นประจำ ถือเป็นธรรมเนียมปฏิบัติที่สมเด็จพระนโรดม สีหมุนี ทรงยึดมั่นมาโดยตลอด เพื่อให้มั่นพระทัยว่าพระองค์ทรงมีสุขภาพแข็งแรงและสามารถปฏิบัติพระราชกรณียกิจเพื่อประเทศชาติและประชาชนได้อย่างเต็มที่ ครั้งล่าสุดที่พระองค์เสด็จฯ ไปทรงตรวจพระพลานามัย คือเมื่อเดือนสิงหาคม 2567 ณ กรุงปักกิ่ง ซึ่งในครั้งนั้น สมเด็จพระราชชนนี นโรดม มุนีนาถ สีหนุ พระราชชนนีเจ้า ได้เสด็จฯ ไปพร้อมกับพระองค์ด้วย

กษัตริย์สีหมุนีเสด็จฯจีนตรวจพระพลานามัย

การที่ กษัตริย์สีหมุนีเสด็จฯจีนตรวจพระพลานามัย เป็นประจำ แสดงให้เห็นถึงความใส่ใจในสุขภาพของพระองค์เอง เพื่อที่จะสามารถปฏิบัติพระราชกรณียกิจได้อย่างเต็มที่ และยังเป็นการแสดงถึงความสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศกัมพูชาและจีนอีกด้วย

ทำไมกษัตริย์สีหมุนีเสด็จฯจีนตรวจพระพลานามัยบ่อย?

เหตุผลหลักที่ กษัตริย์สีหมุนีเสด็จฯจีนตรวจพระพลานามัย เป็นประจำนั้น เนื่องมาจากการที่พระองค์ทรงให้ความสำคัญกับการดูแลรักษาสุขภาพ เพื่อให้สามารถปฏิบัติพระราชกรณียกิจได้อย่างเต็มที่ และยังเป็นการติดตามอาการและป้องกันปัญหาสุขภาพที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตอีกด้วย

  • การตรวจสุขภาพเป็นประจำช่วยให้ค้นพบความผิดปกติได้ตั้งแต่เนิ่นๆ
  • การรักษาสุขภาพที่ดีเป็นสิ่งสำคัญสำหรับผู้นำประเทศ
  • ความสัมพันธ์อันดีระหว่างกัมพูชาและจีนเอื้อต่อการตรวจสุขภาพ

การแต่งตั้งสมเด็จฮุน เซน ให้ดำรงตำแหน่งรักษาการประมุขแห่งรัฐในระหว่างที่พระองค์ไม่อยู่ ถือเป็นการดำเนินการที่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ และเป็นไปเพื่อให้การบริหารประเทศดำเนินไปอย่างต่อเนื่องและราบรื่น สมเด็จฮุน เซน ทรงมีประสบการณ์ทางการเมืองอย่างยาวนาน และเป็นที่ไว้วางพระราชหฤทัย ทำให้พระองค์สามารถปฏิบัติหน้าที่รักษาการประมุขแห่งรัฐได้อย่างมีประสิทธิภาพ

เหตุการณ์ กษัตริย์สีหมุนีเสด็จฯจีนตรวจพระพลานามัย ในครั้งนี้จึงเป็นเรื่องปกติที่เกิดขึ้นเป็นประจำ แต่สิ่งที่น่าสนใจคือการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งสมเด็จฮุน เซน ให้เป็นผู้รักษาการประมุขแห่งรัฐ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงการเตรียมพร้อมและความต่อเนื่องในการบริหารประเทศ

ที่มา – กษัตริย์สีหมุนีเสด็จฯ จีนตรวจพระพลานามัย โปรดเกล้าฯ แต่งตั้งฮุนเซน รักษาการประมุขแห่งรัฐแทนพระองค์

ฮุนเซนโต้เดือด! ปมถอนปริญญาบัตรไทย

ฮุน เซน โพสต์เดือด! โต้สถาบันการศึกษาไทยประกาศถอนปริญญาบัตร ชี้ไม่เคยเห็นคุณค่า ตั้งแต่ได้มาแล้วโยนทิ้งหมด บอกไม่ใช่สิ่งที่สร้างความสำเร็จในชีวิตการเมือง แต่เป็นประชาชนและสถาบันกัมพูชาต่างหาก

วันที่ 22 สิงหาคม 2568 สำนักข่าว Fresh News ของกัมพูชารายงานว่า สมเด็จฮุน เซน ประธานวุฒิสภา ได้ออกมาโพสต์ข้อความทางโซเชียลมีเดียตอบโต้กรณีมีสถาบันการศึกษาไทยแห่งหนึ่งประกาศเพิกถอนปริญญาบัตรกิตติมศักดิ์ที่เคยมอบให้ โดยย้ำชัดว่าเขาไม่เคยให้ความสำคัญกับปริญญาบัตรจากไทยตั้งแต่ต้น และได้ทิ้งทั้งหมดไปแล้ว

ฮุนเซนเผยว่า ปริญญาบัตรทั้ง 3 ใบ มอบให้เขาเมื่อปี 2544 2549 และ 2562 แต่ไม่มีส่วนใดที่มีคุณค่าในการสร้างความสำเร็จของชีวิตการเมืองเลย เพราะความรู้ ความสามารถ และความสำเร็จทั้งหมดมาจากประชาชนกัมพูชาและสถาบันการศึกษาของกัมพูชาเอง ไม่ใช่จากไทย พร้อมระบุว่าสถาบันไทยเหล่านี้ควรละอายใจเสียด้วยซ้ำ ที่นำประเมินคุณงามความดีของเขาเพื่อขอให้รับปริญญาบัตรโดยสมัครใจ ไม่ใช่เขาที่เป็นฝ่ายร้องขอ

ทั้งนี้ ฮุนเซนยังท้าว่าสำนักงานของเขาจะนำเอกสารการประเมินคุณสมบัติจากสถาบันการศึกษาไทยที่ใช้ในการมอบปริญญาบัตรมาประกาศต่อสาธารณะ เพื่อเป็นเครื่องเตือนใจว่า สถาบันไทยเหล่านี้เป็นฝ่ายมอบเกียรติยศให้เอง ไม่ใช่สิ่งที่เขาแสวงหา พร้อมย้ำว่าความภาคภูมิใจของเขามาจากการอุทิศตนเพื่อประเทศชาติ ไม่ใช่จากกระดาษเพียงแผ่นเดียว

ทั้งนี้ โพสต์เดือดล่าสุดของอดีตผู้นำกัมพูชามีขึ้นหลังจากที่สภามหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา มีมติเอกฉันท์เพิกถอนปริญญาปรัชญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาการศึกษาเพื่อพัฒนาท้องถิ่นแก่ฮุน เซน และก่อนหน้านั้นเมื่อวันที่ 8 สิงหาคม 2568 สภามหาวิทยาลัยรามคำแหง มีมติลงคะแนนเสียงเป็นเอกฉันท์ให้เพิกถอนปริญญาปรัชญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาวิชารัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง ของสมเด็จฮุน เซน หลังมีท่าทีที่เป็นปฏิปักษ์ต่อรัฐไทย แสดงพฤติกรรมตรงกันข้ามกับคำประกาศเกียรติคุณ

ฮุนเซนโต้เดือด! ปมถอนปริญญาบัตรไทย

เรื่องราว ฮุนเซนโต้เดือด! ปมถอนปริญญาบัตรไทย นี้ กลายเป็นประเด็นร้อนแรงที่ถูกพูดถึงอย่างกว้างขวางในสังคมออนไลน์ ทั้งในประเทศไทยและกัมพูชา หลายคนแสดงความคิดเห็นที่แตกต่างกันออกไป บ้างก็เห็นด้วยกับการตัดสินใจของสถาบันการศึกษาไทยที่ถอนปริญญาบัตร ในขณะที่บางส่วนก็มองว่าเป็นการกระทำที่ไม่เหมาะสม

การที่สถาบันการศึกษาไทยตัดสินใจถอนปริญญาบัตรกิตติมศักดิ์จากสมเด็จฮุน เซน นั้น สะท้อนให้เห็นถึงจุดยืนที่ชัดเจนของสถาบันต่อสถานการณ์ทางการเมืองและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ การกระทำดังกล่าวเป็นการส่งสัญญาณว่าสถาบันการศึกษาไทยให้ความสำคัญกับหลักการและค่านิยมที่ถูกต้อง

ทำไมสถาบันการศึกษาไทยถึงถอนปริญญาบัตรจากฮุนเซน?

เหตุผลหลักที่สถาบันการศึกษาไทยตัดสินใจถอนปริญญาบัตรจากสมเด็จฮุน เซน นั้น มาจากท่าทีและพฤติกรรมของสมเด็จฮุน เซน ที่ถูกมองว่าเป็นปฏิปักษ์ต่อรัฐไทย และขัดแย้งกับคุณสมบัติและเกียรติคุณที่เคยได้รับจากสถาบัน การถอนปริญญาบัตรจึงเป็นการแสดงออกถึงความไม่เห็นด้วยและไม่สนับสนุนต่อพฤติกรรมดังกล่าว

นอกจากนี้ การถอนปริญญาบัตรยังเป็นการปกป้องชื่อเสียงและเกียรติภูมิของสถาบันการศึกษาไทย การที่สถาบันยังคงมอบปริญญาบัตรกิตติมศักดิ์ให้กับบุคคลที่มีพฤติกรรมไม่เหมาะสม อาจส่งผลกระทบต่อความน่าเชื่อถือและความไว้วางใจที่สังคมมีต่อสถาบันได้

ประเด็นเรื่อง ฮุนเซนโต้เดือด! ปมถอนปริญญาบัตรไทย ยังคงเป็นที่ถกเถียงกันอย่างต่อเนื่องในสังคม หลายฝ่ายต่างจับตาดูว่าเหตุการณ์นี้จะส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศของทั้งสองประเทศอย่างไรต่อไป

สำหรับสมเด็จฮุน เซน การถูกถอนปริญญาบัตรจากสถาบันการศึกษาไทย อาจไม่ได้ส่งผลกระทบต่อสถานะและความนิยมของท่านในประเทศกัมพูชามากนัก เพราะความสำเร็จทางการเมืองของท่านมาจากปัจจัยอื่นๆ ที่นอกเหนือไปจากการได้รับการยอมรับจากสถาบันการศึกษาต่างประเทศ

อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์นี้ถือเป็นบทเรียนสำคัญสำหรับสถาบันการศึกษาไทย ในการพิจารณาและคัดเลือกบุคคลที่จะได้รับปริญญาบัตรกิตติมศักดิ์อย่างรอบคอบ เพื่อให้มั่นใจว่าบุคคลเหล่านั้นมีคุณสมบัติและพฤติกรรมที่เหมาะสม และสมควรได้รับการยกย่องจากสังคมอย่างแท้จริง

การออกมาตอบโต้เรื่อง ฮุนเซนโต้เดือด! ปมถอนปริญญาบัตรไทย ของสมเด็จฮุน เซน สะท้อนให้เห็นถึงความไม่พอใจต่อการตัดสินใจของสถาบันการศึกษาไทย แต่ในขณะเดียวกันก็เป็นการยืนยันว่าท่านไม่ได้ให้ความสำคัญกับปริญญาบัตรจากต่างประเทศมากนัก

สุดท้ายนี้ เหตุการณ์ดังกล่าวเป็นเครื่องเตือนใจให้เราตระหนักถึงความสำคัญของการสร้างชื่อเสียงและความน่าเชื่อถือด้วยการกระทำ ไม่ใช่เพียงแค่การได้รับการยอมรับจากภายนอกเท่านั้น

ที่มา – ฮุนเซน โพสต์เดือดโต้ปมสถาบันการศึกษาไทยประกาศถอนปริญญาบัตร ชี้ไม่เคยเห็นคุณค่า ได้มาแล้วโยนทิ้งหมด

ทบ. ปัดกัมพูชาตั้งเงื่อนไขไทยรื้อลวดหนามชายแดน

กองทัพบก (ทบ.) ปฏิเสธข้อเสนอจากกัมพูชาที่ให้ไทยรื้อลวดหนามตามแนวชายแดนเพื่อแลกกับการเก็บกู้ทุ่นระเบิด โดยยืนยันว่าต้องยึดตามคำแถลงการณ์ของแม่ทัพภาคที่ 1 เท่านั้น นี่คือประเด็นสำคัญที่ต้องทำความเข้าใจเกี่ยวกับ ทบ. ปัดกัมพูชาตั้งเงื่อนไขไทยรื้อลวดหนามชายแดน

ทบ. ปัดกัมพูชาตั้งเงื่อนไขไทยรื้อลวดหนามชายแดน

พลตรีวินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก ได้ออกมากล่าวเมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2568 เวลา 17.19 น. ถึงกรณีที่ พล.ท.หญิงมาลี โสเจียตา โฆษกกระทรวงกลาโหมกัมพูชา กล่าวว่า หากไทยต้องการเก็บกู้วัตถุระเบิด จะต้องรื้อรั้วลวดหนามออกจากพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชาทั้งหมด ซึ่งประเด็นนี้เกี่ยวข้องโดยตรงกับ ทบ. ปัดกัมพูชาตั้งเงื่อนไขไทยรื้อลวดหนามชายแดน ที่เป็นข่าวอยู่ในขณะนี้

พลตรีวินธัย สุวารี ได้ชี้แจงว่า จากการตรวจสอบผลการประชุมคณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาคไทย-กัมพูชา (RBC) ในระดับแม่ทัพ ฝั่งกองทัพภาคที่ 1 ในวันดังกล่าว กัมพูชาไม่ได้มีเงื่อนไขให้ไทยรื้อรั้วลวดหนามจากพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชาเพื่อแลกกับการเก็บกู้ทุ่นระเบิด ดังนั้นจึงขอย้ำให้ยึดตามคำแถลงข่าวของแม่ทัพภาคที่ 1 เท่านั้น ข้อมูลอื่นนอกเหนือจากนี้ไม่เป็นความจริง

ความสำคัญของการรักษาความสัมพันธ์ชายแดน

การรักษาความสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศเพื่อนบ้านเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งต่อความมั่นคงและสันติภาพในภูมิภาค การเจรจาและความเข้าใจซึ่งกันและกันเป็นกุญแจสำคัญในการแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นตามแนวชายแดน ความร่วมมือในการเก็บกู้ทุ่นระเบิดเป็นสิ่งที่ดี แต่ไม่ควรมีเงื่อนไขที่ไม่สมเหตุสมผลมาเกี่ยวข้อง กรณี ทบ. ปัดกัมพูชาตั้งเงื่อนไขไทยรื้อลวดหนามชายแดน แสดงให้เห็นถึงความจำเป็นในการสื่อสารที่ชัดเจนและตรงไปตรงมาระหว่างทั้งสองฝ่าย

การที่กองทัพบกออกมาปฏิเสธข้อเสนอดังกล่าวอย่างชัดเจน เป็นการยืนยันถึงจุดยืนของประเทศไทยในการรักษาอธิปไตยและผลประโยชน์ของชาติ การรื้อรั้วลวดหนามตามแนวชายแดนเป็นเรื่องที่ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ โดยคำนึงถึงปัจจัยด้านความมั่นคงและประโยชน์ใช้สอยเป็นหลัก

  • การรักษาความมั่นคงตามแนวชายแดน
  • การส่งเสริมความสัมพันธ์อันดีกับประเทศเพื่อนบ้าน
  • การแก้ไขปัญหาทุ่นระเบิดอย่างมีประสิทธิภาพ

การเจรจาอย่างเปิดเผยและตรงไปตรงมาเป็นสิ่งสำคัญในการแก้ไขความเข้าใจผิดที่อาจเกิดขึ้น การเคารพซึ่งกันและกันและยึดมั่นในหลักการของกฎหมายระหว่างประเทศเป็นพื้นฐานสำคัญในการสร้างความสัมพันธ์ที่ยั่งยืน

ในสถานการณ์เช่นนี้ ข้อมูลที่ถูกต้องและน่าเชื่อถือเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง การรับฟังข้อมูลจากแหล่งที่เชื่อถือได้ และการตรวจสอบข้อเท็จจริงก่อนที่จะเชื่อถือหรือเผยแพร่ข้อมูลใดๆ เป็นสิ่งที่ทุกคนควรให้ความสำคัญ

การตัดสินใจเกี่ยวกับเรื่องสำคัญเช่นนี้ ต้องพิจารณาถึงผลกระทบในระยะยาวต่อความมั่นคงของชาติและการอยู่ร่วมกันอย่างสันติของประชาชนทั้งสองประเทศ การดำเนินการใดๆ ควรเป็นไปเพื่อประโยชน์สูงสุดของทุกฝ่าย

โดยสรุปแล้ว กองทัพบกได้ออกมาปฏิเสธข้อเสนอของกัมพูชาเกี่ยวกับการรื้อลวดหนามแลกกับการเก็บกู้ทุ่นระเบิด และยืนยันว่าให้ยึดตามคำแถลงการณ์ของแม่ทัพภาคที่ 1 เท่านั้น การติดตามข่าวสารและข้อมูลที่ถูกต้องเป็นสิ่งสำคัญเพื่อให้เข้าใจสถานการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างถูกต้องต่อไป

การที่ประเทศไทยและกัมพูชายังคงเจรจาและหารือกันอย่างต่อเนื่อง แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้น ความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างประเทศเพื่อนบ้านเป็นสิ่งสำคัญต่อความเจริญรุ่งเรืองและความมั่นคงของภูมิภาค

ที่มา – ทบ. ปัดกัมพูชาตั้งเงื่อนไขไทยรื้อลวดหนามชายแดน แลกกับเก็บกู้ทุ่นระเบิด

Scroll to top