ชาวบ้าน

รมว.สุชาติ มอบสิทธิทำกิน อส.12 ให้คนอยู่กับป่าเชียงใหม่

รมว.สุชาติ มอบสิทธิทำกิน อส.12 ให้คนอยู่กับป่าเชียงใหม่

กลายเป็นข่าวดีต้อนรับเดือนกรกฎาคม สำหรับพี่น้องประชาชนชาวเชียงใหม่ เมื่อนายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้ลงพื้นที่เพื่อทำภารกิจสำคัญในการมอบหนังสือรับรองการอยู่อาศัยหรือทำกินภายในเขตป่าอนุรักษ์ หรือที่รู้จักกันในชื่อ อส.12 ให้กับชาวบ้านในพื้นที่ 49 หมู่บ้าน

การลงพื้นที่ครั้งนี้ถือเป็นการตอกย้ำนโยบายของรัฐบาลที่ต้องการแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำทางสังคม โดยเฉพาะปัญหาที่ดินทำกินของประชาชนที่อาศัยอยู่กับป่ามาอย่างยาวนาน หลายครัวเรือนต้องใช้ชีวิตอยู่ด้วยความกังวลใจมาตลอดว่าจะถูกขับไล่หรือถูกกฎหมายกดดัน แต่หลังจากนี้ชีวิตของพวกเขากำลังจะเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้น

ก้าวสำคัญสู่ “คนอยู่กับป่า” อย่างยั่งยืน

การแจกเอกสาร รมว.สุชาติ มอบสิทธิทำกิน อส.12 ให้คนอยู่กับป่าเชียงใหม่ ในครั้งนี้ ครอบคลุมพื้นที่กว่า 7,700 ไร่ ในเขตป่าอนุรักษ์ 8 แห่งสำคัญของจังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งไม่เพียงแค่ทำให้ชาวบ้านมีสิทธิ์ในการทำกินที่ถูกต้องตามกฎหมายเท่านั้น แต่ยังเป็นการสร้างความมั่นคงในชีวิต และเป็นกุญแจสำคัญที่จะเปิดโอกาสให้หน่วยงานท้องถิ่นเข้ามาพัฒนาสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน เช่น ไฟฟ้า ประปา และเส้นทางคมนาคมได้อย่างเต็มที่ ซึ่งเป็นสิ่งที่ชาวบ้านเฝ้ารอคอยมานานหลายสิบปี

  • ช่วยเหลือประชาชนรวม 49 หมู่บ้าน ในจังหวัดเชียงใหม่
  • มอบหนังสือ อส.12 ให้เกษตรกรกว่า 1,594 ครัวเรือน
  • จัดสรรพื้นที่ทำกินที่ถูกต้องตามกฎหมายรวมกว่า 7,700 ไร่
  • เปิดโอกาสให้ชุมชนร่วมมือกับรัฐในการดูแลฟื้นฟูป่าไม้

นายสุชาติได้เน้นย้ำในระหว่างพิธีว่า นี่ไม่ใช่เพียงแค่การมอบเอกสารสิทธิ์ แต่คือการเปลี่ยนความขัดแย้งให้กลายเป็นความเกื้อกูล เมื่อประชาชนมีความมั่นคงในถิ่นที่อยู่ พวกเขาก็จะเป็นอาสาสมัครชั้นดีในการช่วยกันดูแลรักษาป่า เพราะนี่คือบ้านและแหล่งทำมาหากินของพวกเขาและลูกหลานในอนาคต

แน่นอนว่าการดำเนินงาน รมว.สุชาติ มอบสิทธิทำกิน อส.12 ให้คนอยู่กับป่าเชียงใหม่ ยังมีความท้าทายในเรื่องของงบประมาณและการตรวจสอบที่ดินในพื้นที่อื่น ๆ ทั่วประเทศ แต่ความสำเร็จในครั้งนี้ถือเป็นโมเดลต้นแบบที่น่าสนใจมาก หากมีการบูรณาการร่วมกับหน่วยงานท้องถิ่นอย่าง อบจ. ก็จะช่วยให้การทำงานรวดเร็วและตรงจุดมากยิ่งขึ้น

ในมุมมองของผู้เขียน การที่ภาครัฐหันมาให้ความสำคัญกับความรู้สึกและความมั่นคงของประชาชนในพื้นที่ป่า ถือเป็นก้าวที่ถูกต้องและน่าชื่นชม เพราะป่าไม้จะสมบูรณ์ได้ไม่ได้อยู่ที่รั้วกั้น แต่ขี้นอยู่กับว่าคนในพื้นที่นั้นมีความสุขและมีความมั่นคงเพียงพอที่จะช่วยดูแลป่าให้เราได้หรือไม่ หวังว่าโครงการนี้จะเป็นจุดเริ่มต้นของความสุขอย่างยั่งยืนให้กับพี่น้องชาวเชียงใหม่ทุกคนครับ

ที่มา – “รมว.สุชาติ” ลงพื้นที่เชียงใหม่ มอบสิทธิทำกิน อส.12 ให้คนอยู่กับป่า 49 หมู่บ้าน กว่า 7,700 ไร่

เตือนภัย! ตายแล้ว 2 ราย เก็บเห็ดพิษมากิน อาเจียน ท้องเสียรุนแรง

เข้าสู่ฤดูฝนทีไร สิ่งที่มาพร้อมกับความชุ่มฉ่ำและผืนป่าที่เขียวขจี คือเห็ดป่าหลากหลายชนิดที่ชาวบ้านนิยมออกไปเก็บมาประกอบอาหาร แต่รู้ไหมว่าความอร่อยเหล่านั้นอาจแฝงไปด้วยอันตรายถึงชีวิต ล่าสุดมีข่าวเศร้ากรณี ตายแล้ว 2 ราย เก็บเห็ดพิษมากิน อาเจียน ท้องเสียรุนแรง ก่อนเสียชีวิต ที่จังหวัดแม่ฮ่องสอน ซึ่งถือเป็นอุทาหรณ์ที่สำคัญมากสำหรับนักล่าเห็ดทุกคน

เหตุการณ์สลด ตายแล้ว 2 ราย เก็บเห็ดพิษมากิน อาเจียน ท้องเสียรุนแรง ก่อนเสียชีวิต

จากรายงานทราบว่า ชาวบ้านในตำบลหมอกจำแป่ได้เข้าป่าไปเก็บเห็ดเพื่อนำมารับประทาน แต่เกิดความเข้าใจผิดคิดว่าเป็นเห็ดที่กินได้ โดยคาดว่าเป็นเห็ดระโงกขาวหรือเห็ดระงากที่มีลักษณะคล้ายเห็ดไข่ห่าน ทำให้ผู้เคราะห์ร้าย 2 ราย ที่รับประทานเข้าไปต้องเผชิญกับอาการคลื่นไส้ อาเจียน และท้องเสียอย่างรุนแรง แม้เจ้าหน้าที่จะเร่งนำตัวส่งโรงพยาบาลทั้งที่ศรีสังวาลย์และส่งต่อไปยังเชียงใหม่ แต่ก็น่าเสียใจที่ไม่สามารถรักษาชีวิตไว้ได้

ทำไมการเก็บเห็ดป่าถึงอันตรายอย่างที่เราคิด?

สาเหตุสำคัญของการเสียชีวิตจากการกินเห็ดพิษในกรณี ตายแล้ว 2 ราย เก็บเห็ดพิษมากิน อาเจียน ท้องเสียรุนแรง ก่อนเสียชีวิต นี้ เกิดจากการที่เห็ดพิษมีลักษณะภายนอกที่คล้ายคลึงกับเห็ดชนิดที่รับประทานได้มาก จนแยกออกได้ยากด้วยตาเปล่า หากคุณไม่ใช่นักวิชาการหรือผู้เชี่ยวชาญด้านพฤกษศาสตร์ การตัดสินใจเก็บเห็ดมาบริโภคมีความเสี่ยงสูงมาก

  • เห็ดระโงกขาว/เห็ดระงาก: มักถูกสับสนกับเห็ดไข่ห่าน
  • การทำลายอวัยวะภายใน: พิษของเห็ดบางชนิดจะเข้าไปทำลายเนื้อเยื่อตับและไตอย่างรุนแรง
  • ยาต้านพิษมีจำกัด: ปัจจุบันยังไม่มีสารเฉพาะที่ใช้ต้านพิษเห็ดป่าได้โดยตรง

ทางสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดได้ออกมาเน้นย้ำว่า ในช่วงหน้าฝนประชาชนควรระมัดระวังเป็นพิเศษ อย่าเก็บหรือรับประทานเห็ดที่ตนเองไม่มั่นใจ 100% ว่าปลอดภัย หากพบเห็ดที่มีลักษณะแปลกตา ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นเห็ดพิษ และควรสังเกตอาการหลังจากรับประทาน หากมีอาการอาเจียน หรือท้องเสียควรรีบพบแพทย์ทันที อย่ารอให้เข้าสู่วิกฤต

บทเรียนในครั้งนี้สอนให้เรารู้ว่า ความชะล่าใจเพียงเล็กน้อยอาจแลกมาด้วยชีวิต การเลือกซื้อเห็ดจากแหล่งที่เชื่อถือได้ หรือเลือกทานเห็ดเพาะจำหน่ายในท้องตลาดถือเป็นทางเลือกที่ปลอดภัยที่สุดสำหรับครอบครัวของคุณ

ที่มา – ตายแล้ว 2 ราย เก็บเห็ดพิษมากิน อาเจียน ท้องเสียรุนแรง ก่อนเสียชีวิต

ชาวบ้านชายแดนสระแก้ว สัญญาณเน็ตอ่อน โอดปราบสแกมไม่ตรงจุด

ชาวบ้านชายแดนสระแก้ว สัญญาณเน็ตอ่อน จนโทรศัพท์แทบใช้งานไม่ได้ สร้างความเดือดร้อนให้ประชาชนในพื้นที่ชายแดนอย่างหนัก หลังจากรัฐบาลออกมาตรการลด-รื้อเสาสัญญาณโทรคมนาคมเพื่อปราบปรามแก๊งสแกมเมอร์และคอลเซ็นเตอร์ แต่กลับกลายเป็นว่าปัญหาสแกมยังคงมีอยู่ ขณะที่ชาวบ้านต้องเผชิญกับสัญญาณอ่อนแอในการติดต่อสื่อสารและค้าขายประจำวัน

ชาวบ้านชายแดนสระแก้ว สัญญาณเน็ตอ่อน

พื้นที่ชายแดนจังหวัดสระแก้ว โดยเฉพาะบริเวณใกล้ตลาดโรงเกลือ ซึ่งเป็นศูนย์กลางการค้าขายสำคัญ ประชาชนจำนวนมากออกมาโอดครวญถึงปัญหาสัญญาณโทรศัพท์และอินเทอร์เน็ตที่อ่อนลงอย่างเห็นได้ชัด หลังผู้ให้บริการโทรคมนาคมต้องปฏิบัติตามคำสั่งรัฐบาลในการตัด-ลด-รื้อเสาสัญญาณใน 7 จังหวัดชายแดนเสี่ยง เช่น เชียงราย ตาก และสระแก้ว แม้เจตนารมณ์จะดีเพื่อสกัดกั้นการใช้เน็ตจากข้ามชาติของมิจฉาชีพ แต่ผลที่ตามมาคือชาวบ้านผู้บริสุทธิ์ที่ได้รับผลกระทบเต็มๆ

คุณลองนึกภาพดูสิครับ พ่อค้าแม่ค้าที่ตลาดโรงเกลือต้องยืนรอให้ลูกค้าสแกน QR โอนเงินนานเป็นครึ่งชั่วโมง เพราะสัญญาณเน็ตอ่อน หรือตอนฉุกเฉินอยากโทรเรียกรถพยาบาลแต่โทรไม่ติด นี่คือความจริงที่ชาวบ้านชายแดนสระแก้ว สัญญาณเน็ตอ่อน กำลังเผชิญอยู่ทุกวัน

ผลกระทบจากการลดสัญญาณที่ชายแดนสระแก้ว

  • การค้าขายสะดุด: ลูกค้าส่วนใหญ่ใช้โอนเงินผ่านมือถือ แต่สัญญาณอ่อนทำให้โหลดช้า ลูกค้าบางคนรอไม่ไหวแล้วเดินหนี
  • ติดต่อสื่อสารลำบาก: โทรศัพท์ธรรมดายังโทรติดยาก โดยเฉพาะใกล้ชายแดน
  • ธุรกรรมออนไลน์ติดขัด: สแกนจ่าย สั่งของออนไลน์ ทุกอย่างช้าลง ต้องหาเงินสดแทน
  • ความปลอดภัยในยามฉุกเฉิน: ดูแลผู้สูงอายุ ถ้าไม่สบายแล้วโทรไม่ได้ อาจอันตรายถึงชีวิต

จากที่ผู้สื่อข่าวลงพื้นที่เมื่อวันที่ 25 เมษายน 2567 ชาวบ้านหลายรายสะท้อนตรงกัน หญิงวัย 42 ปีเล่าว่า “ไปโรงเกลือแทบใช้โทรศัพท์ไม่ได้ สแกนเงินไม่ได้ ต้องวิ่งหาเงินสดวุ่นวาย ปกติทุกคนโอนเงินกันหมด ถ้าคนแก่ป่วยขึ้นมาโทรไม่ได้จะทำยังไง” แม่ค้าลูกชิ้นทอดยืนยันว่า “ขายของ 20 บาท รอโอนครึ่งชั่วโมง ลูกค้ารอ บางคนรีบเสียโอกาสขายหมด สัญญาณอ่อนเกินไป” ชายวัย 50 ปีเจ้าของร้านกาแฟบอก “สัญญาณติดๆ ดับๆ ถ้าปราบสแกมได้จริงก็โอเค แต่ยังโทรหลอกมาเหมือนเดิม ชาวบ้านเดือดร้อนเปล่าๆ”

มาตรการปราบสแกมเมอร์ของรัฐบาล ไม่ตรงจุด?

แม้รัฐบาลจะตั้งใจดี แต่ชาวบ้านชายแดนสระแก้ว สัญญาณเน็ตอ่อน ชี้ว่ามาตรการนี้ไม่ได้แก้ปัญหาตรงจุด เพราะสแกมเมอร์ยังโทรหลอกลวงเข้ามาไม่หยุด แสดงว่าพวกมันอาจใช้สัญญาณจากที่อื่นหรือวิธีอื่น นโยบายลดเสาชายแดนกลับกระทบประชาชนที่พึ่งพาการสื่อสารสูง โดยเฉพาะในยุคดิจิทัลที่ทุกอย่างต้องใช้อินเทอร์เน็ต

ปัญหานี้ไม่ใช่แค่สระแก้วเท่านั้น แต่กระทบ 7 จังหวัดชายแดนทั้งหมด ชาวบ้านเรียกร้องให้รัฐทบทวน คืนเสาสัญญาณ หรือหาวิธีอื่น เช่น เพิ่มกำลังเจ้าหน้าที่ ติดตาม IP Address ของสแกมเมอร์ให้แม่นยำ หรือใช้ AI ตรวจจับสายหลอกลวง แทนที่จะตัดสัญญาณกว้างๆ ที่กระทบทุกคน

ชาวบ้านชายแดนสระแก้ว สัญญาณเน็ตอ่อน ร้องขอทางออก

ทุกคนเข้าใจว่ารัฐต้องปราบอาชญากรรมข้ามชาติ แต่ขอให้คำนึงถึงผลกระทบต่อชีวิตประจำวันด้วย ในภาวะเศรษฐกิจแบบนี้ การค้าขายชายแดนคือหัวใจสำคัญของสระแก้ว ถ้าสัญญาณยังอ่อนต่อไป อาจกระทบเศรษฐกิจท้องถิ่นทั้งหมด

จากประสบการณ์นี้ เราคิดว่ารัฐบาลควรปรับมาตรการให้สมดุลระหว่างความมั่นคงและความสะดวกของประชาชน อาจทดลองคืนสัญญาณบางส่วน พร้อมติดตั้งระบบตรวจสอบขั้นสูงกว่าเดิม เพื่อปราบสแกมเมอร์ได้จริงโดยไม่ให้ชาวบ้านเดือดร้อน คุณล่ะคิดเห็นอย่างไร? แชร์ประสบการณ์หรือไอเดียทางออกในคอมเมนต์ด้านล่างได้เลย เราจะช่วยกันผลักดันให้รัฐฟังเสียงประชาชน!

ที่มา – ชาวบ้านชายแดนสระแก้ว โอดโทรไม่ติด-สัญญาณเน็ตอ่อน ร้องรัฐบาล แก้ปราบสแกมเมอร์ตรงจุด

ปชป. จวกยับรัฐบาลสอบตกแก้น้ำท่วมใต้ เศรษฐกิจหาดใหญ่เสียหายยับ

ปัญหาน้ำท่วมใต้กำลังกลายเป็นวิกฤตซ้ำซากที่รัฐบาลแก้ไม่ตก โดยเฉพาะในพื้นที่อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ที่ได้รับผลกระทบหนักหน่วง ล่าสุด ปชป. จวกยับรัฐบาลสอบตกแก้น้ำท่วมใต้ เศรษฐกิจหาดใหญ่เสียหายยับ จากปากของนายพิทักษ์เดช เดชเดโช ส.ส.นครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ ที่อภิปรายในสภาอย่างดุเดือด

ปชป. จวกยับรัฐบาลสอบตกแก้น้ำท่วมใต้ เศรษฐกิจหาดใหญ่เสียหายยับ

ในวันที่ 8 เมษายน 2569 นายพิทักษ์เดชได้สนับสนุนญัตติของนายจูรี นุ่มแก้ว เพื่อตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญศึกษาปฏิรูปโครงสร้างการบริหารจัดการอุทกภัยแบบบูรณาการ หรือที่เรียกว่า “หาดใหญ่โมเดล” เขาชี้ให้เห็นความล้มเหลวของรัฐบาลในทุกมิติของการจัดการน้ำท่วมใต้ โดยแบ่งออกเป็น 3 ระยะหลัก

ระยะก่อนเกิดเหตุ: ขาดการเตรียมพร้อม

ก่อนน้ำท่วม รัฐบาลไม่เคยพร่องน้ำล่วงหน้า ไม่กำจัดสิ่งกีดขวางทางน้ำ และไม่ติดตั้งเครื่องสูบน้ำในจุดเสี่ยง รอให้เกิดปัญหาค่อยแก้ ซึ่งเป็นการทำงานแบบปลายเหตุ ทำให้ชาวบ้านเดือดร้อนหนัก

ระยะขณะเกิดเหตุ: สั่งการสับสน

ระบบบัญชาการไร้เอกภาพ แม้ Mr. Prime Minister จะมีอำนาจสูงสุด แต่การกู้ภัยกลับสะเปะสะปะ ไม่มีผู้นำพื้นที่นำทางเจ้าหน้าที่ไปช่วยผู้ป่วยติดเตียงและกลุ่มเปราะบางได้ทันท่วงที ส่งผลให้ชีวิตและทรัพย์สินสูญเสียมากมาย

ระยะหลังเกิดเหตุ: เยียวยาช้า

หลังน้ำลด การเยียวยาทั้งจิตใจและเศรษฐกิจล่าช้า นักธุรกิจหาดใหญ่ที่เป็นเครื่องยนต์เศรษฐกิจภาคใต้ต้องเผชิญวิกฤตซ้อนวิกฤต จากน้ำท่วม ราคาพลังงานแพง จนถึงขั้นอุทาน “อัยย่ะ…ฉิบหายหมดแล้ว”

นายพิทักษ์เดชฝากถึงนายกฯ ว่า “หมดยุคเดินลุยน้ำแจกข้าวแล้ว” หน้าที่แจกของกินควรเป็นของ ส.ส.พื้นที่ แต่ผู้นำประเทศต้องมีสติปัญญาบัญชาการแบบมีเอกภาพตามกฎหมาย เพื่อปกป้องประชาชน

  • ปัญหาน้ำท่วมใต้เกิดซ้ำทุกปีเพราะขาดแผนบูรณาการ
  • เศรษฐกิจหาดใหญ่พังยับ ส่งผลกระทบทั้งห่วงโซ่
  • หาดใหญ่โมเดลคือทางออกที่ต้องเร่งผลักดัน

วิกฤตนี้ไม่ใช่แค่น้ำท่วม แต่เป็นความล้มเหลวของระบบที่รัฐบาลต้องรับผิดชอบ ปชป. จวกยับรัฐบาลสอบตกแก้น้ำท่วมใต้ เศรษฐกิจหาดใหญ่เสียหายยับ ชัดเจนว่ารัฐต้องเปลี่ยนวิธีคิด หยุดโชว์ แล้วลงมือจริงจัง

ในมุมมองของเรา การจัดการน้ำท่วมใต้ต้องอาศัยข้อมูลวิทยาศาสตร์ การมีส่วนร่วมของชุมชน และงบประมาณที่เหมาะสม หากรัฐบาลยังนิ่งเฉย เศรษฐกิจภาคใต้จะยิ่งทรุดหนัก คุณคิดอย่างไรกับเรื่องนี้? แสดงความเห็นในคอมเมนต์และแชร์เพื่อกระตุ้นให้เกิดการเปลี่ยนแปลง

ที่มา – ปชป. จวกยับรัฐบาลสอบตกแก้น้ำท่วมใต้ เศรษฐกิจหาดใหญ่เสียหายยับ

“จูรี” กรีดรัฐบาล แฉน้ำมันใต้โควตาหายฮวบ

สถานการณ์วิกฤตพลังงานในภาคใต้กำลังเป็นประเด็นร้อนที่ประชาชนเดือดร้อนหนัก โดยเฉพาะที่หาดใหญ่และจังหวัดสงขลา ล่าสุด “จูรี” กรีดรัฐบาลอยู่คนละโลกกับชาวบ้าน แฉน้ำมันใต้โควตาหายฮวบ กลายเป็นหัวข้อที่ถูกพูดถึงอย่างกว้างขวางในการอภิปรายสภาผู้แทนราษฎร นายจูรี นุ่มแก้ว ส.ส.สงขลา พรรคประชาธิปัตย์ ได้ออกมากล่าวหาว่ารัฐบาลสื่อสารผิดเพี้ยนกับความเป็นจริงที่ประชาชนกำลังเผชิญ

“จูรี” กรีดรัฐบาลอยู่คนละโลกกับชาวบ้าน แฉน้ำมันใต้โควตาหายฮวบ

ในวันที่ 25 มีนาคม 2567 ระหว่างการประชุมสภาฯ นายจูรีได้อภิปรายอย่างดุเดือด จวกว่ารัฐบาลเหมือนอยู่คนละโลกกับชาวบ้านที่ต้องตากแดดรอคิวเติมน้ำมันยาวเป็นกิโลเมตร ขณะที่นายกรัฐมนตรียืนยันว่าไม่มีวิกฤตน้ำมันขาดแคลน นายจูรีจึงท้านายกฯ ให้ลองบินไปหาดใหญ่ด้วยตัวเอง เพื่อสัมผัสปัญหาตั้งแต่ตั๋วเครื่องบินแพงยันสภาพปั๊มน้ำมัน 3 แบบ คือ คิวยาวเหยียด ปั๊มร้างเพราะน้ำมันหมด และปั๊มปิดบริการชั่วคราว

โควตาน้ำมันใต้หายไปไหน? ข้อมูลจากพื้นที่จริง

จากข้อมูลที่นายจูรีลงพื้นที่ตรวจสอบ พบว่าโควตาน้ำมันดีเซลและเบนซินที่ปั๊มในพื้นที่ใต้ โดยเฉพาะหาดใหญ่ เคยได้รับวันละหมื่นลิตร แต่ปัจจุบันลดฮวบเหลือเพียง 3,000-5,000 ลิตรเท่านั้น รัฐบาลยังไม่มีคำตอบว่าน้ำมันหายไปไหน นอกจากนี้ยังทวงถามสัญญาเงินเยียวยาชาวหาดใหญ่ที่ยังไม่ได้รับการจ่ายแม้แต่บาทเดียว สถานการณ์อาจบานปลายหนักขึ้นในช่วงเทศกาลสงกรานต์ที่ประชาชนเดินทางกลับภูมิลำเนาเป็นจำนวนมาก

  • คิวยาวเป็นกิโลเมตร: ชาวบ้านต้องรอตั้งแต่เช้าตรู่ บางคนรอไม่ไหวต้องเลิก
  • ปั๊มน้ำมันร้าง: น้ำมันหมดสต็อก ปิดให้บริการ ส่งผลกระทบต่อการขนส่ง
  • ปั๊มปิดชั่วคราว: เนื่องจากขาดแคลนโควตา ทำให้เศรษฐกิจท้องถิ่นชะงักงัน
  • ราคาตั๋วเครื่องบินพุ่ง: ความต้องการเดินทางสูง แต่พลังงานขาดแคลน

ปัญหานี้ไม่ใช่แค่เรื่องน้ำมัน แต่กระทบทุกภาคส่วน ตั้งแต่ผู้ใช้รถใช้ถนน พ่อค้าแม่ค้าที่ต้องขนส่งสินค้า ไปจนถึงอุตสาหกรรมขนาดเล็กในภาคใต้ นายจูรียังหยิบยกคำปราศรัยเก่าของนายกฯ ที่เคยบอกว่า “ประชาชนจะรวยไม่ไหวแล้ว” มาแซะว่า สงสัยคนรวยจริงๆ คือกลุ่มนายทุนที่ได้ประโยชน์ ไม่ใช่ชาวบ้านที่กำลังลำบากแสนสาหัส

ผลกระทบวิกฤตน้ำมันใต้ต่อเศรษฐกิจและชีวิตประจำวัน

วิกฤตนี้ทำให้ต้นทุนการขนส่งสูงขึ้น สินค้าอุปโภคบริโภคแพงตามไปด้วย ชาวบ้านในพื้นที่หาดใหญ่และสงขลาต้องปรับตัวอย่างหนัก บางรายหันไปใช้รถจักรยานยนต์ไฟฟ้าแทน แต่ไม่ใช่ทุกคนทำได้ รัฐบาลถูกวิจารณ์หนักเรื่องการสื่อสารที่ไม่ตรงความจริง หากปล่อยไว้ปัญหาอาจลุกลามทั่วประเทศ โดยเฉพาะช่วงวันหยุดยาวที่กำลังมาถึง

จากมุมมองของผู้เชี่ยวชาญ การขาดแคลนน้ำมันใต้เกิดจากหลายปัจจัย เช่น การนำเข้าน้ำมันดิบล่าช้า ปัญหาโลจิสติกส์ และการกระจายโควตาที่ไม่ทั่วถึง รัฐบาลควรเร่งเจรจากับผู้ค้าปลีกน้ำมันและเพิ่มการนำเข้าเพื่อแก้ปัญหาตั้งแต่ต้นตอ

สุดท้ายแล้ว “จูรี” กรีดรัฐบาลอยู่คนละโลกกับชาวบ้าน แฉน้ำมันใต้โควตาหายฮวบ เป็นเครื่องเตือนใจว่ารัฐบาลต้องลงพื้นที่จริงและรับฟังปัญหาประชาชนมากกว่านี้ มิเช่นนั้นความเชื่อมั่นจะยิ่งลดลง คุณคิดว่ารัฐบาลจะแก้ปัญหานี้ได้ทันสงกรานต์หรือไม่? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ ที่กำลังเดือดร้อนจากวิกฤตน้ำมันใต้ได้รู้ด้วยนะครับ

ที่มา – “จูรี” กรีดรัฐบาลอยู่คนละโลกกับชาวบ้าน แฉน้ำมันใต้โควตาหายฮวบ ท้านายกฯ พิสูจน์ความจริง

ชาวบ้านกังวล! ตรวจสอบสารหนูในแม่น้ำสาละวินซ้ำ

ชุมชนริมน้ำสาละวิน วอนหน่วยงานเร่งเข้าตรวจสอบคุณภาพน้ำ หลังมีกระแสข่าวตรวจพบสารหนูในแม่น้ำสาละวินเกินค่ามาตรฐาน 5 เท่า นายก อบต.แม่สามแลบ แนะทางการเร่งตรวจซ้ำ-แจ้งเตือนประชาชน

วันที่ 30 ตุลาคม 2568 ภายหลังจากมีกระแสข่าว ในการตรวจพบสารหนูในแม่น้ำสาละวินเกินค่ามาตรฐาน 5 เท่า จากการเก็บตัวอย่างน้ำมาตรวจสอบของ นักวิจัย มช. และคาดมาจากเหมืองแร่ต้นแม่น้ำ แนะทางการเร่งตรวจซ้ำ แจ้งเตือนประชาชน

จากการติดตามความเคลื่อนไหวในพื้นที่ชุมชนริมฝั่งลำน้ำสาละวิน นายพงษ์พิพัฒน์ มีเบญจมาศ นายกองค์การบริหารส่วนตำบลแม่สามแลบ ได้กล่าวว่า หลังมีกระแสข่าวดังกล่าวออกมาชาวบ้านก็มีความวิตกกังวลอยู่เหมือนกัน อยากขอให้กรมควบคุมมลพิษ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ตรวจสอบอย่างเป็นทางการ เพื่อแจ้งเตือนประชาชนที่ต้องอยู่ ต้องอาศัยสายน้ำสาละวินในการหล่อเลี้ยงชีวิต เพื่อให้มีแนวทางในการป้องกัน อย่างไม่ตื่นตระหนก 

สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2568 ได้มีการเปิดเผยข้อมูลจาก ผศ.ดร.ว่าน วิริยา ผู้ช่วยหัวหน้าศูนย์วิจัยวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อมมหาวิทยาลัยเชียงใหม่(มช.) ว่า ได้มีการเก็บตัวอย่างน้ำในแม่น้ำสาละวินช่วงที่ไหลผ่าน อ.แม่สะเรียง จ.แม่ฮ่องสอน เมื่อต้นเดือนกันยายน 2568 ซึ่งเก็บตัวอย่าง 3 จุดมาตรวจสอบคุณภาพน้ำ พบว่าจุดแรกบริเวณแม่น้ำสาละวินเหนือบ้านท่าตาฝั่งเล็กน้อย พบสารหนู 0.05 มก./ล. (ค่ามาตรฐาน 0.01 มก./ล.) จุดที่ 2 บริเวณท่าด่านล่างหมู่บ้านท่าตาฝั่งเล็กน้อย พบสารหนูเท่ากับจุดแรกคือ 0.05 มก./ล. และจุดสุดท้ายบริเวณบ้านแม่สามแลบ พบสารหนู 0.04 มก./ล.

ข้อมูลจาก ผศ.ดร.ว่าน ยังระบุด้วยว่าก่อนหน้านั้น ได้เคยมีผู้ส่งน้ำจากแม่น้ำสาละวินมาให้ตรวจแล้วครั้งหนึ่งซึ่งพบว่ามีสารหนูเกินค่ามาตรฐานเช่นกัน ซึ่งนอกจากสารหนูแล้ว ยังพบว่าสารโลหะหนักตัวอื่นก็ปริ่มที่จะเกินค่ามาตรฐานเช่นกัน ทำให้เสี่ยงสูง ดังนั้นหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรรีบเข้าไปตรวจสอบ และแจ้งเตือนประชาชนให้ทราบ

ทั้งนี้ หลังกระแสข่าวดังกล่าวถูกแชร์ออกไป ชาวบ้านที่ทราบข่าวเริ่มมีความกังวลเกี่ยวกับเรื่องความปลอดภัย เพราะชุมชนริมฝั่งใช้วิถีชีวิตที่ต้องสัมผัสกับน้ำสาละวิน ดังนั้นหากน้ำสาละวินไม่มีความปลอดภัย ก็จะกระทบกับการดำรงชีวิตของชาวบ้านไปด้วย

ชาวบ้านกังวล วอนตรวจสอบสารหนูในแม่น้ำสาละวินซ้ำ แจ้งเตือนเป็นทางการ

จากกรณีที่นักวิจัย มช. ตรวจพบสารหนูในแม่น้ำสาละวิน เกินค่ามาตรฐานถึง 5 เท่า ทำให้ชาวบ้านในพื้นที่ริมน้ำสาละวินเกิดความวิตกกังวลเป็นอย่างมาก เนื่องจากน้ำเป็นปัจจัยสำคัญในการดำรงชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเป็นการอุปโภค บริโภค หรือการเกษตร หากแหล่งน้ำสำคัญอย่างแม่น้ำสาละวินปนเปื้อนสารพิษ ก็ย่อมส่งผลกระทบต่อสุขภาพและวิถีชีวิตของคนในชุมชนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

นายก อบต.แม่สามแลบ ได้ออกมาเรียกร้องให้หน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง เร่งดำเนินการตรวจสอบสารหนูในแม่น้ำสาละวินซ้ำอย่างละเอียดและโปร่งใส เพื่อยืนยันผลการตรวจวิเคราะห์ และแจ้งเตือนประชาชนให้ทราบถึงสถานการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างเป็นทางการ เพื่อให้ชาวบ้านสามารถเตรียมพร้อมรับมือและป้องกันตนเองจากอันตรายที่อาจเกิดขึ้นได้ทันท่วงที

ความสำคัญของการตรวจสอบสารหนูในแม่น้ำสาละวินซ้ำ

การตรวจสอบสารหนูในแม่น้ำสาละวินซ้ำมีความสำคัญอย่างยิ่งด้วยเหตุผลหลายประการ ดังนี้:

  • ยืนยันผลการตรวจวิเคราะห์: การตรวจสอบซ้ำจะช่วยยืนยันว่าผลการตรวจพบสารหนูเกินค่ามาตรฐานมีความถูกต้องแม่นยำ
  • ประเมินระดับความรุนแรงของปัญหา: การตรวจสอบซ้ำจะช่วยให้ทราบถึงระดับความเข้มข้นของสารหนูในน้ำ และขอบเขตการปนเปื้อนที่ชัดเจน
  • วางแผนมาตรการแก้ไข: ข้อมูลจากการตรวจสอบซ้ำจะเป็นประโยชน์ในการวางแผนมาตรการแก้ไขปัญหาที่เหมาะสมและมีประสิทธิภาพ
  • สร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชน: การตรวจสอบที่โปร่งใสและเปิดเผยจะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน และลดความตื่นตระหนก

ดังนั้น หน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องจึงควรเร่งดำเนินการตรวจสอบสารหนูในแม่น้ำสาละวินซ้ำโดยเร็ว เพื่อปกป้องสุขภาพและคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่

ข้อเสนอแนะเพิ่มเติม: นอกจาก ตรวจสอบสารหนูในแหล่งน้ำ การให้ความรู้เเละการศึกษาแก่ประชาชนในพื้นที่เกี่ยวกับอันตรายของสารหนู เเละวิธีการป้องกันตัวเองจากสารพิษ นับว่าเป็นสิ่งที่สำคัญเช่นกัน

#สารหนูในแม่น้ำสาละวิน #ตรวจสอบสารหนู

ที่มา – ชาวบ้านกังวล วอนตรวจสอบสารหนูในแม่น้ำสาละวินซ้ำ แจ้งเตือนเป็นทางการ

วิจารณ์สนั่น! ปมกำนันสั่งคนเมาต่อยกัน เหมาะสม?

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในโลกออนไลน์ เมื่อเกิดเหตุการณ์ 2 หนุ่มเมาทะเลาะวิวาทกันในงานกฐินที่เชียงใหม่ แต่สิ่งที่ทำให้เกิด วิจารณ์สนั่น ปมกำนันสั่งคนเมาต่อยกันตัวต่อตัว ให้ฝ่ายปกครองยืนล้อม เหมาะสมหรือไม่ คือการที่กำนันได้สั่งให้ทั้งคู่ชกต่อยกันแบบตัวต่อตัว โดยมีเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองยืนล้อมไว้ ท่ามกลางเสียงเพลงปลุกเร้า สร้างความไม่พอใจให้กับชาวบ้านและญาติของผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์ หลายคนตั้งคำถามว่าการกระทำเช่นนี้เหมาะสมหรือไม่ และบ้านเมืองมีกฎหมายไว้เพื่ออะไร

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2568 ที่ ต.หนองตอง อ.หางดง จ.เชียงใหม่ โดยผู้สื่อข่าวได้รับคลิปวิดีโอจากชาวบ้านที่บันทึกเหตุการณ์ทะเลาะวิวาทในงานทอดกฐิน วัดพระเจ้าเหลื้อม เอาไว้ได้

จากในคลิปจะเห็นว่าชาย 2 คนซึ่งอยู่ในอาการมึนเมา ได้ทะเลาะกันก่อนที่จะขึ้นไปอาละวาดบนเวทีรำวง ส่งผลให้กำนันซึ่งเป็นผู้ดูแลงาน สั่งให้เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองนำตัวทั้งสองลงมาด้านล่าง และให้ทั้งคู่ชกต่อยกันแบบ ตัวต่อตัว โดยมีเจ้าหน้าที่ล้อมวงไว้เพื่อป้องกันการใช้อาวุธหรือการทำร้ายซ้ำเติมเมื่ออีกฝ่ายล้มลง

ภาพเหตุการณ์

สิ่งที่สร้างความไม่พอใจให้กับชาวบ้านและญาติของผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์คือ การที่กำนันได้ประกาศผ่านไมโครโฟนให้ทั้งคู่ชกต่อยกัน โดยชายที่มีรูปร่างใหญ่กว่า (ชื่อแบงค์ อายุ 30 กว่าปี) ได้ทำร้ายคู่กรณีที่มีอายุมากกว่า (48 ปี) จนไม่สามารถสู้ได้ นอกจากนี้ ทางผู้ใหญ่ของฝ่ายปกครองท้องถิ่นยังได้เปิดเพลงประกอบเพื่อให้เกิดความเร้าใจยิ่งขึ้น เหตุการณ์ วิจารณ์สนั่น ปมกำนันสั่งคนเมาต่อยกันตัวต่อตัว ให้ฝ่ายปกครองยืนล้อม เหมาะสมหรือไม่ นี้ ทำให้หลายคนตั้งคำถามถึงความเหมาะสมของการกระทำดังกล่าว

ภาพเหตุการณ์

ชาวบ้านที่ร้องเรียนได้ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า ทั้งสองคนอยู่ในอาการเมาสุรา และฝ่ายปกครองท้องถิ่นไม่ควรกระทำการเช่นนี้ เพราะหากเกิดเหตุการณ์รุนแรงกว่านี้ ใครจะเป็นผู้รับผิดชอบ การทะเลาะวิวาทในที่สาธารณะมีโทษตามกฎหมาย และชาวบ้านส่วนใหญ่ที่มาร่วมงานทอดกฐินไม่เห็นด้วยกับการกระทำของกำนัน

วิจารณ์สนั่น ปมกำนันสั่งคนเมาต่อยกันตัวต่อตัว ให้ฝ่ายปกครองยืนล้อม เหมาะสมหรือไม่

เหตุการณ์นี้ได้จุดประกายให้เกิดการถกเถียงในวงกว้างเกี่ยวกับอำนาจหน้าที่ของกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองในการระงับเหตุทะเลาะวิวาท การใช้กำลังตัดสินปัญหาด้วยวิธีดังกล่าวมีความเหมาะสมจริงหรือไม่ และขัดต่อหลักการของกฎหมายหรือไม่

ความเหมาะสมในการสั่งให้คนเมาต่อยกัน

หลายคนมองว่าการที่กำนันสั่งให้คนเมาต่อยกันเป็นการกระทำที่ไม่เหมาะสมอย่างยิ่ง เพราะเป็นการส่งเสริมให้ใช้ความรุนแรงในการแก้ไขปัญหา ทั้ง ๆ ที่มีกฎหมายและกระบวนการยุติธรรมที่ควรใช้ในการจัดการกับเหตุการณ์ดังกล่าว การกระทำของกำนันอาจเข้าข่ายละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ หรือใช้อำนาจเกินขอบเขต

นอกจากนี้ การที่เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองยืนล้อมวงดูการชกต่อย ยังเป็นการสนับสนุนให้เกิดความรุนแรง และอาจเป็นอันตรายต่อผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์ หากเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝัน เช่น การใช้อาวุธ หรือการบาดเจ็บสาหัส ใครจะเป็นผู้รับผิดชอบ

ในขณะที่บางส่วนอาจมองว่า การกระทำของกำนันเป็นการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความวุ่นวายมากกว่านี้ แต่ก็ไม่อาจปฏิเสธได้ว่าวิธีการดังกล่าวไม่ถูกต้องตามกฎหมาย และอาจสร้างความเสียหายมากกว่าผลดี

วิจารณ์สนั่น ปมกำนันสั่งคนเมาต่อยกันตัวต่อตัว ให้ฝ่ายปกครองยืนล้อม เหมาะสมหรือไม่ เป็นคำถามที่ต้องการคำตอบจากทุกภาคส่วนในสังคม เพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับบทบาทและอำนาจหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ปกครองในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้ง รวมถึงการหาแนวทางในการป้องกันและแก้ไขปัญหาความรุนแรงในชุมชนอย่างยั่งยืน

เหตุการณ์นี้เป็นเครื่องเตือนใจให้เราตระหนักถึงความสำคัญของการเคารพกฎหมาย การใช้เหตุผลในการแก้ไขปัญหา และการไม่ใช้ความรุนแรงในการตัดสินทุกสิ่ง

ที่มา – วิจารณ์สนั่น ปมกำนันสั่งคนเมาต่อยกันตัวต่อตัว ให้ฝ่ายปกครองยืนล้อม เหมาะสมหรือไม่

เขื่อนเจ้าพระยา เพิ่มการระบายน้ำแบบขั้นบันได ชาวบ้านเริ่มหนีนอนถนน

สถานการณ์น้ำในลุ่มน้ำเจ้าพระยาเริ่มตึงเครียดขึ้นเรื่อยๆ จากอิทธิพลของพายุบัวลอยที่ทำให้ฝนตกหนักหลายพื้นที่ ส่งผลให้ปริมาณน้ำเพิ่มสูง จนกรมชลประทานต้องออกมาตรการรับมืออย่างเร่งด่วน โดยเฉพาะที่ เขื่อนเจ้าพระยา เพิ่มการระบายน้ำแบบขั้นบันได ชาวบ้านเริ่มหนีนอนถนน ซึ่งเป็นประเด็นที่ทุกคนกำลังจับตามอง

เขื่อนเจ้าพระยา เพิ่มการระบายน้ำแบบขั้นบันได ชาวบ้านเริ่มหนีนอนถนน

วันที่ 3 ตุลาคม 2568 นายเดช เล็กวิชัย รองอธิบดีกรมชลประทาน ได้ออกหนังสือแจ้งเตือนสถานการณ์น้ำลุ่มเจ้าพระยา ฉบับที่ 8 ไปยัง 11 จังหวัดท้ายเขื่อนเจ้าพระยา ตั้งแต่ชัยนาท อยุธยา สิงห์บุรี อ่างทอง และอื่นๆ จากการคาดการณ์ ปริมาณน้ำไหลผ่านสถานีวัดน้ำนครสวรรค์ (C.2) จะเพิ่มขึ้นเป็น 2,700-2,900 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ในช่วง 1-9 ตุลาคม ส่งผลให้ระดับน้ำเหนือเขื่อนสูงขึ้นตามไปด้วย

เพื่อจัดการกับสถานการณ์นี้ กรมชลประทานจำเป็นต้องใช้พื้นที่ว่างเหนือเขื่อนชะลอน้ำ และตัดยอดน้ำเข้าพื้นที่ลุ่มต่ำทั้งสองฝั่ง แต่เนื่องจากฝนยังตกหนักในพื้นที่ลุ่มเจ้าพระยา การเพาะปลูกข้าวนาปีที่ยังเกี่ยวไม่เสร็จ ทำให้ต้องแบ่งรับน้ำเข้าท่อชลประทานทั้งสองฝั่งรวม 400 ลบ.ม./วินาที จึงต้องแจ้งเตือนล่วงหน้าในการเพิ่มอัตราการระบายน้ำจากเดิมไม่เกิน 2,500 ลบ.ม./วินาที เป็นไม่เกิน 2,700 ลบ.ม./วินาที แบบขั้นบันได โดยระดับน้ำท้ายเขื่อนจะเพิ่มขึ้น 10-40 เซนติเมตร ต่อการปรับแต่ละครั้ง

พื้นที่เสี่ยงภัยน้ำท่วมจากเขื่อนเจ้าพระยา

พื้นที่นอกคันกั้นน้ำที่จะได้รับผลกระทบหลักๆ มีดังนี้

  • คลองโผงเผง จ.อ่างทอง และคลองบางบาล จ.อยุธยา รวมถึง ต.หัวเวียง อ.เสนา ต.ลาดชิด ต.ท่าดินแดง อ.ผักไห่ จ.อยุธยา (แม่น้ำน้อย)
  • วัดสิงห์ อ.อินทร์บุรี จ.สิงห์บุรี
  • อ.เมือง จ.สิงห์บุรี
  • อ.พรหมบุรี จ.สิงห์บุรี
  • วัดไชโย อ.ไชโย จ.อ่างทอง
  • ต.โพนางดำ อ.สรรพยา จ.ชัยนาท
  • วัดเสือข้าม อ.อินทร์บุรี จ.สิงห์บุรี
  • อ.ป่าโมก จ.อ่างทอง
  • บ้านท่าทราย อ.สรรพยา จ.ชัยนาท
  • ต.อินทร์บุรี อ.อินทร์บุรี จ.สิงห์บุรี
  • ต.เทวราช อ.ไชโย จ.อ่างทอง

ปัจจุบัน สถานการณ์น้ำที่สถานี C.2 อ.เมือง จ.นครสวรรค์ อยู่ที่ 2,770 ลบ.ม./วินาที ส่วนที่เขื่อนเจ้าพระยา (C.13) ระดับน้ำเหนือเขื่อน 16.37 ม.รทก. ท้ายเขื่อน 15.70 ม.รทก. ห่างตลิ่ง 64 ซม. และระบายที่ 2,400 ลบ.ม./วินาที ส่งผลให้ที่ C.3 บ้านบางพุทรา อ.เมือง จ.สิงห์บุรี ไหลผ่าน 2,479 ลบ.ม./วินาที กรมชลประทานได้ปรับเพิ่มการระบายจาก 2,300 เป็น 2,400 ลบ.ม./วินาที เป็นวันที่ 2 ติดต่อกัน ทำให้ระดับน้ำท้ายเขื่อนสูงขึ้น 20 ซม.

หากน้ำเหนือเพิ่มเกิน 2,700 ลบ.ม./วินาที จะแจ้งเพิ่มเติม กรมฯ จะบริหารจัดการเต็มศักยภาพ เพื่อลดความเสียหาย

นอกจากนี้ กรมชลประทานยังแจ้งเตือน 11 จังหวัด หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และประชาชนริมสองฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาและแม่น้ำน้อย รวมถึงบริษัท ห้างร้าน เช่น งานก่อสร้างเขื่อนป้องกันตลิ่ง แพร้านอาหาร ให้เฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด

ในพื้นที่ท้ายเขื่อนอย่าง ต.โพนางดำ อ.สรรพยา จ.ชัยนาท ชาวบ้านบางส่วนเริ่มอพยพขึ้นมานอนริมถนนสายคันคลองมหาราช หลังมวลน้ำปริ่มตลิ่ง นายจรัญ ขวัญเผือก ชาวบ้านในพื้นที่ เล่าว่า “ตอนนี้ที่บ้านยังไม่ท่วมเพราะมีคันดินกั้น แต่เราขึ้นมาริมถนนกว่า 10 วันแล้ว เพื่อเตรียมขนของ ถ้าน้ำมาไม่ทัน แม้ไม่สะดวกแต่ไม่ลำบากมาก ชาวบ้านส่วนใหญ่ยังอยู่บ้าน แต่แถบใต้ติด ต.ชีน้ำร้าย จ.สิงห์บุรี ขึ้นมามากกว่า”

สถานการณ์แบบนี้ทำให้เห็นถึงความสำคัญของการเตรียมพร้อมรับมือภัยน้ำท่วม โดยเฉพาะในฤดูฝนที่พายุลูกแล้วลูกเล่าตามมา ผู้อยู่อาศัยในพื้นที่เสี่ยงควรติดตามประกาศจากกรมชลประทานอย่างสม่ำเสมอ เพื่อลดความสูญเสียทั้งชีวิตและทรัพย์สิน

สำหรับผู้ที่สนใจติดตามสถานการณ์น้ำล่าสุด แนะนำให้เช็คเว็บไซต์กรมชลประทานหรือแอปพลิเคชันแจ้งเตือนน้ำท่วม เพื่อความปลอดภัย หากคุณอยู่ในพื้นที่เสี่ยง อย่าลืมเตรียมเสบียงและแผนอพยพไว้ล่วงหน้า จะช่วยให้รับมือได้ดีขึ้น

ที่มา – เขื่อนเจ้าพระยา เพิ่มการระบายน้ำแบบขั้นบันได ชาวบ้านเริ่มหนีนอนถนน

เสียงสะท้อน! ชาวบ้านหนุนรัฐบาลใหม่รื้อฟื้น “คนละครึ่ง”

ชาวบ้านขานรับนโยบาย “คนละครึ่ง” หากรัฐบาลใหม่รื้อฟื้นใช้อีกครั้ง มองช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายในครัวเรือนได้จริง

วันที่ 6 กันยายน 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานจาก อำเภอบ้านด่าน จังหวัดบุรีรัมย์ หลังมีกระแสข่าวว่า พรรคภูมิใจไทย ภายใต้การนำของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล ว่าที่นายกรัฐมนตรีคนที่ 32 ของประเทศไทย มีแนวโน้มนำโครงการ “คนละครึ่ง” ซึ่งเคยใช้ในยุครัฐบาลของ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา กลับมาใช้อีกครั้งในช่วง 4 เดือนแรกของการบริหารงาน

ทั้งนี้ เมื่อประชาชนและผู้ประกอบการในพื้นที่ต่างแสดงความเห็นในเชิงสนับสนุน โดยมองว่าเป็นนโยบายที่สามารถกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากได้อย่างเป็นรูปธรรม

ทางด้าน นางสมบูรณ์ ช่างเกวียน อายุ 68 ปี แม่ค้าใน อ.บ้านด่าน กล่าวว่า โครงการคนละครึ่งในอดีตช่วยเพิ่มกำลังซื้อของประชาชนได้จริง ชาวบ้านเข้าใจการใช้งาน และสามารถเข้าถึงได้ง่าย หากรัฐบาลใหม่นำกลับมาใช้ ถือว่าเป็นเรื่องดี และจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้แน่นอน

ขณะที่ นางสุดาพัตร บำรุงแคว้น อายุ 57 ปี ชาวบ้านในพื้นที่เดียวกัน กล่าวว่า เคยใช้สิทธิโครงการคนละครึ่งมาแล้ว และรู้สึกว่าสามารถช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายในครัวเรือนได้จริง แม้จะอยากได้การช่วยเหลือเต็มจำนวน แต่การกลับมาของโครงการคนละครึ่งก็ยังเป็นทางเลือกที่ดีและน่าจะเหมาะสมกับสภาพเศรษฐกิจในปัจจุบัน

อย่างไรก็ตาม ประชาชนในพื้นที่ต่างจับตาว่ารัฐบาลชุดใหม่ จะมีท่าทีอย่างไรกับโครงการนี้ หากมีการนำกลับมาใช้จริง คาดว่าจะได้รับการตอบรับจากประชาชนอย่างกว้างขวาง.

เสียงตอบรับนโยบาย “คนละครึ่ง” จากประชาชน

จากกระแสข่าวการพิจารณานำนโยบาย “คนละครึ่ง” กลับมาใช้อีกครั้งในรัฐบาลชุดใหม่ ทำให้เกิดเสียงตอบรับอย่างกว้างขวางจากประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มผู้มีรายได้น้อยและผู้ประกอบการรายย่อย ต่างเห็นพ้องต้องกันว่าโครงการนี้เป็นเครื่องมือที่ช่วยบรรเทาภาระค่าใช้จ่าย และกระตุ้นเศรษฐกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ทำไมประชาชนถึงสนับสนุน “คนละครึ่ง”?

หลายคนให้เหตุผลว่า โครงการ “คนละครึ่ง” ช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันได้จริง ทำให้มีเงินเหลือสำหรับใช้จ่ายในด้านอื่นๆ มากขึ้น นอกจากนี้ ยังช่วยกระตุ้นให้เกิดการจับจ่ายใช้สอย ซึ่งส่งผลดีต่อเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ

  • ช่วยลดค่าครองชีพ
  • กระตุ้นการใช้จ่าย
  • เข้าถึงง่าย ใช้งานสะดวก

นอกจากนี้ โครงการ “คนละครึ่ง” ยังเป็นที่ชื่นชอบของผู้ประกอบการรายย่อย เนื่องจากช่วยเพิ่มยอดขายและเพิ่มโอกาสในการสร้างรายได้ ทำให้ธุรกิจขนาดเล็กสามารถอยู่รอดได้ในช่วงเวลาที่เศรษฐกิจไม่แน่นอน

ถึงแม้ว่าโครงการ “คนละครึ่ง” จะมีข้อดีมากมาย แต่ก็ยังมีบางส่วนที่กังวลเกี่ยวกับความยั่งยืนของโครงการ และผลกระทบต่อวินัยทางการเงินของรัฐบาล อย่างไรก็ตาม หากรัฐบาลสามารถบริหารจัดการโครงการได้อย่างมีประสิทธิภาพ และคำนึงถึงผลประโยชน์ระยะยาว โครงการ “คนละครึ่ง” ก็จะเป็นเครื่องมือที่สำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศไทย

การกลับมาของนโยบาย “คนละครึ่ง” จึงเป็นที่น่าจับตามอง และเป็นความหวังของคนจำนวนมากที่จะช่วยให้ชีวิตความเป็นอยู่ดีขึ้นได้ในสภาวะเศรษฐกิจปัจจุบัน

ที่มา – เสียงสะท้อนจากชาวบ้าน ขานรับนโยบาย “คนละครึ่ง” หากรัฐบาลใหม่รื้อฟื้นใช้อีกครั้ง

Scroll to top