ซื้อเสียงเลือกตั้ง

“เทพไท” ยันคำพูด “ชวน” อสม.ซื้อเสียงให้ สส.

สวัสดีครับเพื่อนๆ วันนี้เรามาคุยกันเรื่องการเมืองที่กำลังร้อนฉ่าเรื่องหนึ่งเลยนะครับ คือกรณีที่“เทพไท” ยันคำพูด “ชวน” อสม.บางส่วนซื้อเสียงให้ สส. ซึ่งกลายเป็นประเด็นใหญ่ในการเลือกตั้งที่ผ่านมา ผมเชื่อว่าหลายคนคงได้ยินคำพูดของนายชวน หลีกภัย ที่ชี้ว่าอสม.ถูกใช้เป็นเครื่องมือซื้อเสียงใช่ไหมครับ นายเทพไท เสนพงศ์ ก็ออกมาสนับสนุนเต็มๆ เลย

“เทพไท” ยันคำพูด “ชวน” อสม.บางส่วนซื้อเสียงให้ สส.

วันที่ 11 มีนาคม 2567 นายเทพไท เสนพงศ์ นักวิเคราะห์การเมืองชื่อดัง โพสต์คลิปวิเคราะห์การเลือกตั้งทั่วไปเมื่อ 8 กุมภาพันธ์ 2567 หัวข้อชัดๆ ว่า “ยืนยัน อสม. ซื้อเสียงให้ สส.จริง” เขายืนยันคำพูดของนายชวน หลีกภัย ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ อดีตนายกฯ และอดีตประธานสภา ที่ให้สัมภาษณ์ว่าประชาชนอาจไม่รู้ว่านักการเมืองใช้หน่วยงานไหนทุจริตได้ดีที่สุด นั่นคืออสม. นายชวนยังทำหนังสือถึงปลัดกระทรวงสาธารณสุข 2 ฉบับ ขอให้ช่วยควบคุม อย่าให้นักการเมืองใช้อสม.ซื้อเสียง

หลังจากนั้น ประธานชมรมอสม. นายอมรินทร์ นิ่มนวล ออกแถลงการณ์ชี้แจงว่าอสม.ไม่ได้ยุ่งการซื้อเสียง แต่เทพไทบอกว่าตัวเขาเองติดตามเลือกตั้งในฐานะผู้สังเกตการณ์ และเห็นด้วยกับชวน 100% ว่ามีนักการเมืองใช้อสม.บางส่วน ซึ่งเป็นส่วนใหญ่ เป็นเครื่องมือซื้อเสียงจริงๆ แม้ไม่ใช่ทุกคน แต่พอสรุปได้ว่าปัญหานี้รุนแรง

3 กลุ่มหลักที่ช่วยซื้อเสียงในการเลือกตั้ง

เทพไทชี้ชัดว่าการเลือกตั้งครั้งล่าสุด มี 3 กลุ่มใหญ่ที่บทบาทเด่นในการซื้อสิทธิ์ขายเสียง ดังนี้

  • กลุ่มนักการเมืองท้องถิ่น: ตั้งแต่นายก อบจ., ส.อบจ., นายกเทศมนตรี, สท., นายก อบต., ส.อบต. เครือข่ายเหล่านี้เคยซื้อเสียงในระดับท้องถิ่น ก็เอามาใช้ให้พรรคใหญ่ระดับชาติต่อ
  • กลุ่มกำนันผู้ใหญ่บ้าน: ใช้กลไกอำนาจรัฐ จากผู้ว่าราชการจังหวัด ปลัดจังหวัด นายอำเภอ สั่งการกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ซึ่งใกล้ชิดชาวบ้าน ช่วยซื้อเสียงได้ดี
  • กลุ่มอสม.: จิตอาสาสาธารณสุขที่ใกล้ชิดประชาชนที่สุด พรรคบางพรรคใช้มาตั้งแต่เลือกตั้ง 2566 จน 2567 สำเร็จเพราะน่าเชื่อถือ ชาวบ้านศรัทธา

เทพไทย้ำว่านายชวนไม่ได้โจมตีอสม.ทุกคน แต่เป็นบางกลุ่มบางส่วนที่เป็นส่วนใหญ่ คล้ายนักการเมืองเองที่มีทั้งดีทั้งชั่ว แต่ยุคนี้คนซื้อเสียงเยอะกว่า ส่วนข่าวลือเสนอยุบอสม.น่ะ บิดเบือนหมด! นายชวนคือผู้ก่อตั้งอสม.สมัยเป็นนายกฯ สมัยอภิสิทธิ์ก็ให้ค่าตอบแทน 600 บาท/เดือน เจตนาดีเพื่อสุขภาพประชาชน แต่บางพรรคบิดเบือนใช้ซื้อเสียง ชวนเลยผิดหวัง อยากปกป้องให้อสม.ทำหน้าที่จริงๆ

“เทพไท” ยันคำพูด “ชวน” อสม.บางส่วนซื้อเสียงให้ สส. ไม่อยากให้เป็นเครื่องมือนักการเมือง ชัดเจนแบบนี้ ทำให้เราเห็นปัญหาเชิงระบบในการเลือกตั้งไทย เราต้องยอมรับความจริงเพื่อแก้ไข

ในมุมผมนะครับ ปัญหานี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่ยิ่งรุนแรงขึ้นทุกเลือกตั้ง ถ้าไม่แก้ที่ราก เช่น เพิ่มการตรวจสอบเครือข่ายท้องถิ่น สร้างกลไกป้องกันอสม.และกำนันถูกใช้ การเมืองไทยจะวนลูปทุจริตต่อไป สุดท้าย insight สำคัญคือ การเลือกตั้งโปร่งใสต้องเริ่มจากประชาชนอย่างเรา ไม่รับเงิน ไม่ใช่เครื่องมือ แล้วสนับสนุนนักการเมืองสะอาด

คุณล่ะคิดเห็นยังไงกับเรื่อง“เทพไท” ยันคำพูด “ชวน” อสม.บางส่วนซื้อเสียงให้ สส.? คอมเมนต์มาบอกกันหน่อย แชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ อ่านด้วยนะครับ เพื่อให้ทุกคนตื่นตัว!

ที่มา – “เทพไท” ยันคำพูด “ชวน” อสม.บางส่วนซื้อเสียงให้ สส. ไม่อยากให้เป็นเครื่องมือนักการเมือง

กกต. บอกไม่ต้องห่วง จะกัดไม่ปล่อย

หลังจากการเลือกตั้ง ส.ส. ที่ผ่านมา มีประเด็นร้อน ๆ เกิดขึ้นมากมาย ไม่ว่าจะเป็นการฉีกบัตร การนับคะแนนใหม่ หรือแม้กระทั่งข่าวลือเรื่องซื้อเสียงที่แพร่สะพัดไปทั่วโซเชียล ล่าสุด กกต. บอกไม่ต้องห่วง จะกัดไม่ปล่อย หลังถูกวิจารณ์ซื้อเสียงคนรู้ทั้งประเทศ โดยรองเลขาธิการ กกต. ออกมาแถลงชี้แจงอย่างเป็นทางการ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชน

กกต. บอกไม่ต้องห่วง จะกัดไม่ปล่อย หลังถูกวิจารณ์ซื้อเสียงคนรู้ทั้งประเทศ

วันที่ 9 ก.พ. 2569 ที่สำนักงาน กกต. ว่าที่ร.ต.ภาสกร สิริภคยาพร รองเลขาธิการ กกต. ได้แถลงความคืบหน้าต่าง ๆ เกี่ยวกับกระบวนการเลือกตั้ง โดยยืนยันว่าทุกประเด็นกำลังอยู่ระหว่างตรวจสอบข้อเท็จจริง ไม่ว่าจะเป็นกรณีฉีกบัตรที่ จ.น่าน หรือกรณี กปน. แอบหย่อนบัตรที่ จ.พะเยา กกต. จะรอรายงานจากผู้เกี่ยวข้อง หากพบการฝ่าฝืนกฎหมาย จะดำเนินการทันทีตามขั้นตอนกฎหมาย เพื่อความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย

กกต. บอกไม่ต้องห่วง จะกัดไม่ปล่อย หลังถูกวิจารณ์ซื้อเสียง

กรณีปทุมธานีนับคะแนนใหม่ ไม่กระทบผลเลือกตั้ง

สำหรับประเด็นร้อนที่ จ.ปทุมธานี หน่วยหอประชุม ม.ราชมงคลธัญบุรี ที่มีการนับคะแนนใหม่ รองเลขาฯ กกต. ชี้แจงว่าเป็นการนับคะแนนนอกเขตและนอกราชอาณาจักร ซึ่งผลการนับใหม่ ไม่ทำให้ผลเลือกตั้งเปลี่ยนแปลง ข่าวที่ว่าพรรคภูมิใจไทยนำแล้วกลายเป็นพรรคประชาชนนำนั้นเป็นข้อมูลคลาดเคลื่อนทั้งสิ้น ขณะนี้รอรายงานจาก ผอ.กกต.จังหวัดเพื่อสรุปข้อเท็จจริง

นอกจากนี้ ยังมีประเด็นการไม่อนุญาตให้ประชาชนสังเกตการณ์และคลุมกล้องวงจรปิด กกต. ย้ำว่าประชาชนมีสิทธิ์สังเกตการณ์ได้ทุกหน่วย หากพบสิ่งไม่ชอบธรรม จะเสนอให้ กกต. พิจารณาดำเนินการทันที ส่วน จ.พิจิตร ที่มีข่าวบัตรเขย่ง ก็กำลังตรวจสอบเช่นกัน เนื่องจากผลไม่เป็นทางการอาจคลาดเคลื่อน รอผลอย่างเป็นทางการจึงเป็นข้อมูลที่ถูกต้อง

แถลงข่าวกกต. เรื่องทุจริตเลือกตั้ง

กรณี กทม. คันนายาว หน่วย 9 ที่ฝนตกหนักทำให้บัตรเสียหาย กกต. สามารถสั่งเลือกตั้งใหม่ได้ตามกฎหมายหากบัตรชำรุดจำนวนมาก คลิปโซเชียลที่แอบนับคะแนนโดยไม่ชูบัตรให้เห็น กกต. ก็จะตรวจสอบข้อเท็จจริงเช่นกัน ส่วนผลเลือกตั้งอย่างเป็นทางการ จะประกาศภายใน 60 วันตามกฎหมาย

มีเรื่องร้องทุจริต 113 เรื่อง ซื้อเสียงมากสุด

ร.ต.อ.ชนินทร์ น้อยเล็ก รองเลขาฯ กกต. เผยว่ามีเรื่องร้องทุจริตแล้ว 113 เรื่อง โดยความผิดฐานซื้อเสียงตามมาตรา 73(1) พ.ร.ป.เลือกตั้ง ส.ส. มากที่สุด ได้รับเป็นสำนวน 107 เรื่อง กระจายทุกพื้นที่ กกต. กำชับดำเนินการเฉียบขาดทุกประเด็น รวมถึงปัญหาทางเทคนิคของระบบรายงานผล ซึ่งแก้ไขแล้ว รายงานคะแนนเข้ามา 94% และจะเผยแพร่รายงาน 5/18 ทางเว็บไซต์ให้ตรวจสอบ

กกต. ตรวจสอบซื้อเสียง
รองเลขาธิการ กกต. แถลง
  • กกต. สืบสวนทุกคลิปซื้อเสียงที่ปรากฏ ไม่ต้องห่วงเพราะ “จะกัดไม่ปล่อย”
  • ประชาชนร้องได้ภายใน 30 วันหลังประกาศผล
  • ระบบรายงานผลปรับปรุงแล้ว รอผลอย่างเป็นทางการ

จากที่ กกต. บอกไม่ต้องห่วง จะกัดไม่ปล่อย หลังถูกวิจารณ์ซื้อเสียงคนรู้ทั้งประเทศ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการรักษาความสุจริตเลือกตั้ง แม้จะมีเสียงวิจารณ์หนัก แต่ กกต. ก็พร้อมสู้เพื่อความโปร่งใส ในมุมมองของผม นี่คือก้าวสำคัญที่จะฟื้นความเชื่อมั่นของประชาชนในระบบประชาธิปไตยไทย ลองติดตามผลการตรวจสอบต่อไป หากคุณมีประสบการณ์หรือเห็นอะไรน่าสงสัย แชร์ในคอมเมนต์ด้านล่างได้เลย!

ที่มา – กกต. บอกไม่ต้องห่วง จะกัดไม่ปล่อย หลังถูกวิจารณ์ซื้อเสียงคนรู้ทั้งประเทศ

ผบ.ตร.เผย พบร้องทุกข์ผิดกฎหมายเลือกตั้ง ซื้อเสียง 7 คดี

การเลือกตั้งครั้งล่าสุดเป็นไปด้วยความเรียบร้อยในภาพรวม แต่ ผบ.ตร.เผย พบร้องทุกข์ผิดกฎหมายเลือกตั้ง หลายพื้นที่ ซื้อเสียง 7 คดี อยู่ระหว่างสอบสวน ซึ่งเป็นประเด็นที่ทุกคนให้ความสนใจ โดยเฉพาะเรื่องการซื้อเสียงที่พบในหลายภาคทั่วประเทศ ตำรวจกำลังเร่งตรวจสอบเพื่อให้เกิดความเป็นธรรม

ผบ.ตร.เผย พบร้องทุกข์ผิดกฎหมายเลือกตั้ง หลายพื้นที่ ซื้อเสียง 7 คดี อยู่ระหว่างสอบสวน

เมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2569 พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) เป็นประธานการประชุมศูนย์อำนวยการรักษาความปลอดภัยและความสงบเรียบร้อยการจัดการเลือกตั้ง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ศลต.ตร.) โดยมี พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รอง ผบ.ตร. และผู้บัญชาการหน่วยต่าง ๆ เข้าร่วมผ่านระบบทางไกล ผบ.ตร.ขอบคุณเจ้าหน้าที่ตำรวจทุกคนที่ปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มที่ ทำให้การเลือกตั้งทั่วประเทศราบรื่น

ประเภทความผิดกฎหมายเลือกตั้งที่พบ

แม้ภาพรวมจะเรียบร้อย แต่พบการร้องทุกข์ผิดกฎหมายเลือกตั้งหลายคดี เช่น การฉีกบัตรเลือกตั้ง การซื้อเสียงขายเสียง การจำหน่ายสุราในวันเลือกตั้ง โดยคดีที่ร้ายแรงคือ ผบ.ตร.เผย พบร้องทุกข์ผิดกฎหมายเลือกตั้ง หลายพื้นที่ ซื้อเสียง 7 คดี อยู่ระหว่างสอบสวน ตำรวจสั่งเร่งสืบสวนร่วมกับคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จังหวัดและกรุงเทพฯ

  • การฉีกบัตรเลือกตั้ง: พบมากที่สุด มักเกิดจากความเข้าใจผิดของผู้มาใช้สิทธิ์หรือเจ้าหน้าที่ช่วยเหลือ ไม่มีเจตนา กำลังตรวจสอบข้อเท็จจริง
  • การซื้อเสียง: 7 คดี ในพื้นที่ตำรวจภูธรภาค 4, 5, 6, 7 แห่งละ 1 คดี และภาค 8 จำนวน 3 คดี
  • อื่น ๆ: การแจกสุรา จัดเลี้ยงในวันเลือกตั้ง
ผบ.ตร.ประชุมศูนย์อำนวยการเลือกตั้ง

ขั้นตอนการดำเนินคดีซื้อเสียงเลือกตั้ง

ผบ.ตร.ย้ำว่าการดำเนินคดีเป็นไปตามขั้นตอนที่ กกต. กำหนด ตำรวจสอบสวนเบื้องต้นและรายงานภายใน 72 ชั่วโมง จากนั้นอาจโอนคดีหรือร่วมสอบสวนจนกว่าจะเสร็จสิ้น ดำเนินคดีผู้กระทำผิดอย่างเคร่งครัดตามกฎหมายเลือกตั้งและกฎหมายอาญา เพื่อรักษาความบริสุทธิ์ของการเลือกตั้ง

พล.ต.อ.สำราญ นวลมา ยังขอบคุณเจ้าหน้าที่ที่ทุ่มเท และย้ำให้เฝ้าระวังหลังเลือกตั้ง รายงานเหตุการณ์สำคัญทันที สนับสนุน กกต. จนเสร็จภารกิจ ก่อนปิดศูนย์ ศลต.ตร. ในวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2569

จากข้อมูลนี้ แสดงให้เห็นว่ารัฐบาลและตำรวจให้ความสำคัญกับการเลือกตั้งที่โปร่งใส ปราบปรามการทุจริตอย่างเด็ดขาด หากประชาชนพบเห็นพฤติกรรมน่าสงสัย เช่น การซื้อเสียงเลือกตั้ง สามารถแจ้งเบาะแสได้ทันทีเพื่อช่วยกันสร้างประชาธิปไตยที่แท้จริง

ในมุมมองของผู้เขียน การที่ ผบ.ตร.เผย พบร้องทุกข์ผิดกฎหมายเลือกตั้ง หลายพื้นที่ ซื้อเสียง 7 คดี อยู่ระหว่างสอบสวน เป็นสัญญาณดีว่ากฎหมายทำงานจริง ชาวไทยทุกคนควรตื่นตัว ร่วมสอดส่องเพื่ออนาคตที่สดใส ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมและแชร์บทความนี้หากเห็นด้วย!

ที่มา – ผบ.ตร.เผย พบร้องทุกข์ผิดกฎหมายเลือกตั้ง หลายพื้นที่ ซื้อเสียง 7 คดี อยู่ระหว่างสอบสวน

พบเงินเบิกผิดปกติอีก 11 บัญชี กกต. สั่งจับตาเข้มซื้อเสียงใต้-อีสาน

ในช่วงใกล้การเลือกตั้ง การทุจริตอย่างการซื้อเสียงเป็นปัญหาที่ทุกฝ่ายให้ความสนใจ โดยล่าสุด พบเงินเบิกผิดปกติอีก 11 บัญชี จากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ซึ่งส่งข้อมูลเพิ่มเติมให้สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เพื่อเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคใต้และภาคอีสานที่เริ่มมีกระแสข่าวการเตรียมซื้อเสียง

พบเงินเบิกผิดปกติอีก 11 บัญชี กกต. สั่งจับตาเข้มซื้อเสียงใต้-อีสาน

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 15.00 น. ที่สำนักงาน กกต. โดยธนาคารแห่งประเทศไทยได้ส่งข้อมูลการเบิกเงินสดที่มีลักษณะผิดปกติ ซึ่งอาจเชื่อมโยงกับการกระทำผิดกฎหมายเลือกตั้งเพิ่มอีก 11 บัญชี รวมกับที่ส่งมาก่อนหน้านี้ 6 บัญชี ทำให้ยอดรวมอยู่ที่ 17 บัญชี ข้อมูลเหล่านี้ถูกส่งต่อไปยังผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำจังหวัดทันที เพื่อสั่งการให้เจ้าหน้าที่ในพื้นที่เฝ้าระวัง ติดตามการกระจายเงิน และป้องกันไม่ให้ใช้ในการซื้อเสียง

มาตรการเข้มงวดจาก กกต. ในพื้นที่เสี่ยง

นอกจากนี้ สำนักงาน กกต. ยังได้รับรายงานความเคลื่อนไหวในหลายพื้นที่ของภาคใต้และภาคอีสาน ที่มีสัญญาณเตรียมการซื้อเสียงเลือกตั้ง เช่น การขนเงินสดจำนวนมาก การรวมตัวของกลุ่มบุคคลในลักษณะน่าสงสัย หรือการแจกของขวัญให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง กกต. จังหวัดจึงได้เพิ่มมาตรการจับตา เช่น การตั้งจุดตรวจ การประสานงานกับตำรวจและหน่วยงานท้องถิ่น รวมถึงการร้องขอความร่วมมือจากประชาชนในการแจ้งเบาะแส

การ พบเงินเบิกผิดปกติอีก 11 บัญชี นี้ สะท้อนให้เห็นถึงระบบเฝ้าระวังที่มีประสิทธิภาพของธนาคารแห่งประเทศไทย ซึ่งทำงานร่วมกับ กกต. อย่างใกล้ชิด เพื่อรักษาความสุจริตในการเลือกตั้ง ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. พ.ศ. 2561 ที่กำหนดโทษหนักสำหรับผู้กระทำผิด เช่น จำคุกสูงสุด 10 ปี และปรับ 200,000 บาท สำหรับการซื้อสิทธิ์-ขายสิทธิ์เลือกตั้ง

ผลกระทบต่อการเลือกตั้งและบทเรียนจากอดีต

ในอดีต พื้นที่ภาคใต้และอีสานเคยเป็นจุดร้อนของการซื้อเสียง โดยเฉพาะการเลือกตั้งปี 2562 ที่มีคดีความผิดจำนวนมากหลังวันเลือกตั้ง การสั่งจับตาเข้มในครั้งนี้จึงเป็นการป้องกันเชิงรุก เพื่อลดโอกาสการทุจริตตั้งแต่ต้น ลดปัญหาการเลือกตั้งใหม่ในเขตต่างๆ และสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชน

  • ธปท. ตรวจสอบธุรกรรมเงินสดเกิน 2 ล้านบาทต่อวัน
  • กกต. ประสาน 76 จังหวัด เพิ่มกำลังพลเฝ้าระวัง
  • ประชาชนร่วมแจ้งเบาะแสผ่านสายด่วน 1326

นอกจากนี้ ยังมีการอบรมเจ้าหน้าที่เกี่ยวกับการรับมือสถานการณ์ รวมถึงใช้เทคโนโลยีอย่างระบบ AI วิเคราะห์ข้อมูลธุรกรรมเพื่อตรวจจับพฤติกรรมผิดปกติได้รวดเร็วขึ้น สิ่งเหล่านี้ช่วยให้การเลือกตั้งปีนี้โปร่งใสยิ่งขึ้น

ปัญหาการซื้อเสียงไม่เพียงกระทบต่อประชาธิปไตย แต่ยังทำให้ตัวแทนที่มาจากเงินทุน ไม่ใช่เสียงจริงๆ ของประชาชน ผู้สื่อข่าวและนักวิเคราะห์การเมืองมองว่ามาตรการของ กกต. ครั้งนี้จะเป็นตัวชี้วัดความสำเร็จ หากสามารถลดคดีทุจริตได้ จะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ

สุดท้ายนี้ ประชาชนควรตื่นตัว รายงานความผิดปกติที่พบ เพื่อให้การเลือกตั้งเป็นของประชาชนจริงๆ สนับสนุนให้ กกต. ทำงานต่อไปอย่างเข้มข้น

ที่มา – พบเงินเบิกผิดปกติอีก 11 บัญชี กกต. สั่งจับตาเข้มซื้อเสียงใต้-อีสาน

กกต.สุราษฎร์ธานี เร่งตรวจสอบโพยซื้อเสียง หัวละ 1,000 บาท

กกต.สุราษฎร์ธานี เร่งตรวจสอบปมโพย ซื้อเสียงเลือกตั้ง หัวละ 1,000 บาท ของพรรคการเมืองใด

วันนี้เรามาพูดถึงประเด็นร้อนในแวดวงการเมืองท้องถิ่นที่กำลังเป็นที่สนใจของทุกคน นั่นคือกรณี กกต.สุราษฎร์ธานี เร่งตรวจสอบปมโพย ซื้อเสียงเลือกตั้ง หัวละ 1,000 บาท ของพรรคการเมืองใด ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อไม่นานมานี้ เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในพื้นที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี ที่ตำรวจบุกตรวจสอบหลังได้รับแจ้งเบาะแสการซื้อสิทธิ์ขายเสียง สร้างความฮือฮาให้กับสังคมเป็นอย่างมาก เพราะเป็นหลักฐานชัดเจนที่บ่งชี้ถึงพฤติกรรมไม่โปร่งใสในการเลือกตั้ง

ย้อนกลับไปดูรายละเอียด เมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2567 เวลาประมาณ 13.30 น. เจ้าหน้าที่ชุดสืบสวน สภ.พุนพิน ได้รับแจ้งเหตุว่ามีการซื้อเสียงเกิดขึ้นที่ซอยมุ่งพัฒนา ซอย 1 ตำรวจจึงรีบนำกำลังเข้าตรวจสอบทันที ที่เกิดเหตุเป็นบ้านหลังหนึ่ง พบชายหญิงประมาณ 5 รายกำลังหิ้วกระเป๋าใบใหญ่ วิ่งขึ้นรถกระบะสีขาวหลบหนีไปอย่างรวดเร็ว เจ้าหน้าที่ไม่สามารถไล่ทันได้ แต่ในบ้านยังเหลือผู้ต้องสงสัยอีก 4 ราย คือชาย 1 คนและหญิง 3 คน ที่กำลังนั่งอยู่บริเวณโต๊ะไม้หินอ่อนหน้าบ้าน

หลักฐานสำคัญที่ตำรวจยึดได้

จากการตรวจค้น เจ้าหน้าที่พบกระดาษโพยจดรายชื่อผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งจำนวนมาก โดยระบุรายละเอียดชัดเจน เช่น บ้านเลขที่ เบอร์โทรศัพท์ หน่วยเลือกตั้ง และเขตเลือกตั้ง นี่คือหลักฐานสำคัญที่ชี้ให้เห็นถึงการเตรียมการซื้อเสียงอย่างเป็นระบบ พยานทั้ง 4 รายที่ถูกเชิญมาสอบสวนยอมรับว่า ได้รับการติดต่อจากหัวคะแนนของพรรคการเมืองบางพรรค ให้ช่วยจดรายชื่อคนรู้จักและคนสนิท โดยแลกกับค่าจ้างจดรายชื่อคนละ 100 บาท และจะได้รับเงินอีก 1,000 บาทต่อหัวสำหรับผู้ที่ไปใช้สิทธิ์เลือกตั้งจริง

  • พยานระบุว่าถูกติดต่อจากหัวคะแนนพรรคการเมือง
  • ค่าจ้างจดชื่อ 100 บาทต่อคน
  • เงินซื้อเสียง 1,000 บาทต่อหัวที่ไปโหวต
  • ทีมที่มารับโพยไม่ใช่คนเดิม แต่แจ้งว่าเป็นทีมงาน
  • นัดนำเงินมา 15.00 น. แต่ตำรวจมาถึงก่อน

ต่อมาในเวลา 17.00 น. ของวันเดียวกัน พ.ต.อ.สมบัติ ฉ่ำแสง รอง ผบก.ภ.จว.สุราษฎร์ธานี และนายพลัฏฐ์ นิลเนาวรัตน์ ผอ.กกต.ประจำจังหวัดสุราษฎร์ธานี ได้ร่วมสอบสวนพยานเพิ่มเติม เพื่อขยายผลหาความเชื่อมโยง

นายพลัฏฐ์ นิลเนาวรัตน์ ผอ.กกต.ประจำจังหวัดสุราษฎร์ธานี กล่าวว่า แม้ในโพยจะไม่ระบุชื่อผู้สมัครหรือพรรคการเมืองโดยตรง แต่ข้อมูลนี้ชัดเจนว่าเกี่ยวข้องกับการละเมิดกฎหมายเลือกตั้ง เจ้าหน้าที่จะบันทึกหลักฐานและประสานตำรวจสืบสวนต่อ โดยสอบปากคำผู้ครอบครองโพยทั้ง 4 ราย เพื่อหาตัวผู้บงการที่แท้จริง

ผลกระทบและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

กรณี กกต.สุราษฎร์ธานี เร่งตรวจสอบปมโพย ซื้อเสียงเลือกตั้ง หัวละ 1,000 บาท ของพรรคการเมืองใด นี้ สะท้อนปัญหาเรื้อรังในการเลือกตั้งท้องถิ่นของไทย การซื้อเสียงถือเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. และ ส.ว. พ.ศ. 2561 มาตรา 129 ผู้กระทำผิดอาจถูกเพิกถอนสิทธิ์เลือกตั้งนาน 10 ปี หรือติดคุกไม่เกิน 1 ปี ปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ นอกจากนี้ยังกระทบต่อความเชื่อมั่นของประชาชนในระบบประชาธิปไตย

ในสุราษฎร์ธานีซึ่งเป็นจังหวัดใหญ่ในภาคใต้ การเลือกตั้งท้องถิ่นมักมีปัญหาแบบนี้บ่อยครั้ง ผู้สมัครบางรายใช้เงินทุนมหาศาลเพื่อแลกคะแนน แต่สุดท้ายประชาชนต่างรู้ดีว่าการเลือกตั้งที่แท้จริงต้องมาจากนโยบายและคุณภาพ ไม่ใช่เงินตรา เหตุการณ์นี้เป็นเครื่องเตือนใจให้ กกต. และตำรวจเข้มงวดยิ่งขึ้น

จากข้อมูลที่ได้ พยานคนหนึ่งเล่าว่า พื้นที่ใกล้เคียงได้รับเงินกันหมดแล้ว จึงรีบสอบถามและนัดตรวจโพย แต่โชคดีที่เจ้าหน้าที่มาทัน ไม่งั้นเงิน 1,000 บาทต่อหัวคงไหลไปแล้ว นี่แสดงให้เห็นถึงเครือข่ายที่ซับซ้อน หัวคะแนน-ทีมงาน-ผู้บงการ

เพื่อป้องกันปัญหานี้ในอนาคต ประชาชนควรตื่นตัว รายงานเบาะแสให้เจ้าหน้าที่ทราบทันที และเลือกผู้สมัครจากผลงานจริงๆ สุดท้ายแล้ว การเลือกตั้งที่สะอาดจะนำมาซึ่งอนาคตที่ดีของชาติ

คุณคิดอย่างไรกับกรณีนี้? มีประสบการณ์เจอการซื้อเสียงบ้างไหม คอมเมนต์มาบอกกันได้เลยนะ แล้วอย่าลืมแชร์บทความนี้เพื่อให้ทุกคนตื่นตัวกับปัญหา กกต.สุราษฎร์ธานี เร่งตรวจสอบปมโพย ซื้อเสียงเลือกตั้ง หัวละ 1,000 บาท ของพรรคการเมืองใด ครับ

ที่มา – กกต.สุราษฎร์ธานี เร่งตรวจสอบปมโพย ซื้อเสียงเลือกตั้ง หัวละ 1,000 บาท ของพรรคการเมืองใด

กกต. ส่งสัญญาณเตือนทุกพรรค คุมเข้มช่วงเลือกตั้ง 2569

สวัสดีครับเพื่อนๆ ชาวเน็ตที่ติดตามข่าวการเมืองอย่างใกล้ชิด วันนี้เรามีเรื่องสำคัญที่ กกต. ส่งสัญญาณเตือนทุกพรรค คุมเข้มช่วงเลือกตั้ง 2569 มาอัปเดตกันแบบเป็นกันเองเลยนะครับ ใครที่กำลังสนใจการเมืองไทยช่วงใกล้เลือกตั้งใหญ่ปี 2569 ห้ามพลาดเด็ดขาด!

กกต. ส่งสัญญาณเตือนทุกพรรค คุมเข้มช่วงเลือกตั้ง 2569

เช้าวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 08.30 น. สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. ได้ออกประกาศอย่างเป็นทางการ กำชับให้คณะกรรมการบริหารพรรคการเมือง (กบห.) และกรรมการบริหารพรรคทุกพรรค ต้องควบคุมและกำกับดูแลสมาชิกพรรค รวมถึงผู้ดำรงตำแหน่งในพรรคให้เคร่งครัด ไม่ให้กระทำการใดๆ ที่อาจทำให้การเลือกตั้งไม่สุจริตหรือเที่ยงธรรม

พูดง่ายๆ เลยนะครับ คือ กกต. กำลังบอกว่าช่วงใกล้เลือกตั้ง 2569 ทุกพรรคต้องเข้มงวดกับลูกทีมตัวเอง ถ้าพบว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการทุจริต ไม่ว่าจะซื้อสิทธิ์ขายเสียง แจกของ จ้างวาน หรืออะไรที่ขัดกฎหมาย รัฐธรรมนูญ ข้อบังคับ หรือระเบียบของ กกต. โทษหนักมาก!

โทษหนักเว้นวรรคการเมือง 20 ปี หากไม่คุมสมาชิก

ถ้า กบห. พรรคละเลย ไม่ทำหน้าที่ควบคุม จะถือว่าฝ่าฝืนโดยตรง ส่งผลให้คณะกรรมการบริหารพรรคทั้งหมดพ้นจากตำแหน่งทันที แถมยังห้ามมิให้บุคคลเหล่านั้นดำรงตำแหน่งใดๆ ในพรรคการเมืองเป็นเวลา 20 ปี นับแต่วันพ้นตำแหน่ง นอกจากนี้ยังห้ามยุ่งเกี่ยวกิจกรรมพรรค ห้ามก้าวก่าย แทรกแซง และห้ามมีส่วนร่วมในการสรรหาผู้สมัคร ส.ส. หรือตำแหน่งทางการเมืองอื่นๆ ด้วย

  • พ้นตำแหน่งทั้งคณะ: กบห. ทุกคนในพรรคนั้น bye bye
  • เว้นวรรค 20 ปี: ห้ามยุ่งการเมืองในพรรคไปเลย 20 ปีเต็ม
  • ห้ามแทรกแซง: ไม่ให้ก้าวก่ายกิจกรรมพรรคหรือช่วยสรรหาผู้สมัคร
  • ผลกระทบพรรค: พรรคอาจอ่อนแอลงเพราะขาดผู้นำชั่วคราว

เห็นภาพชัดเลยใช่ไหมครับ มาตรการนี้เข้มข้นมาก เพื่อป้องกันไม่ให้พรรคปล่อยปละละเลย จนเกิดทุจริตเลือกตั้งแบบในอดีต

เหตุผลที่ กกต. ออกมาตรการนี้

กกต. หวังให้สมาชิกและผู้บริหารพรรคทุกคนยึดกฎหมาย ระเบียบ ประกาศอย่างเคร่งครัด เพื่อให้พรรคการเมืองทำหน้าที่ได้เต็มที่ เป็นสถาบันทางการเมืองที่แข็งแกร่ง สนับสนุนการพัฒนาประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และสำคัญที่สุดคือทำให้การเลือกตั้ง 2569 เป็นไปอย่างสุจริต เที่ยงธรรม ชอบด้วยกฎหมาย

ในมุมมองของผมนะครับ เรื่องนี้เป็นสัญญาณดีมาก เพราะการเลือกตั้งที่ผ่านมาเรามักเจอข่าวฉาวเรื่องทุจริตบ่อยๆ ถ้าทุกพรรคจริงจังกับการควบคุมสมาชิก ก็น่าจะลดปัญหาได้เยอะ ช่วยยกระดับการเมืองไทยให้โปร่งใสขึ้น ลองนึกภาพเลือกตั้งที่ทุกคนเล่นตามกติกา สนุกและยุติธรรมแค่ไหน

แต่ก็ต้องติดตามดูว่า กกต. ส่งสัญญาณเตือนทุกพรรค คุมเข้มช่วงเลือกตั้ง 2569 แบบนี้ พรรคการเมืองจะปฏิบัติตามจริงหรือเปล่า หรือจะมีใครพลาดโดนโทษหนัก 20 ปี? ช่วงนี้พรรคใหญ่ๆ อย่างเพื่อไทย พปชร. ก้าวไกล ต้องระวังตัวเป็นพิเศษเลย

เพื่อเสริม SEO และให้เพื่อนๆ เข้าใจง่าย ลองดูตัวอย่างพฤติกรรมที่เสี่ยง:

  • แจกเงิน แจกของให้ผู้มีสิทธิ์เลือกตั้ง
  • ใช้โซเชียลมีเดียโจมตีคู่แข่งแบบเท็จ
  • จ้างคนไปลงคะแนนหรือข่มขู่
  • ทุจริตในการหาผู้สมัคร

สรุปแล้ว มาตรการนี้คือการเตือนล่วงหน้าให้ทุกฝ่ายเตรียมตัวให้พร้อม ผมเชื่อว่าถ้าทุกพรรคร่วมมือ การเลือกตั้ง 2569 จะเป็น landmark ของการเมืองสะอาดครั้งใหญ่

คุณล่ะคิดยังไงกับ กกต. ส่งสัญญาณเตือนทุกพรรค คุมเข้มช่วงเลือกตั้ง 2569? มีพรรคไหนที่คุณมั่นใจว่าจะทำได้ดีสุด? มาคอมเมนต์แลกเปลี่ยนกันด้านล่างเลยนะครับ และอย่าลืมแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ ที่สนใจการเมืองได้อ่านด้วย!

ที่มา – กกต. ส่งสัญญาณเตือนทุกพรรค คุมเข้มช่วงเลือกตั้ง 2569 หากพบทุจริต เว้นวรรคการเมือง 20 ปี

“ซีเค เจิง” ยันพร้อมร่วมมือ กกต. ปมยายโดนซื้อเสียง

“ซีเค เจิง” ยันพร้อมร่วมมือ กกต. ปมยายโดนซื้อเสียง กลายเป็นประเด็นร้อนในช่วงใกล้เลือกตั้งท้องถิ่นปี 2569 เมื่อนายซีเค เจิง หรือ CK Cheong CEO ของแพลตฟอร์ม Fastwork ได้โพสต์เฟซบุ๊กเปิดเผยเรื่องยายของตัวเองถูกซื้อเสียง ทำให้เกิดดราม่าขึ้นในโซเชียลมีเดีย ล่าสุดเจ้าตัวออกมาชี้แจงว่าพร้อมให้ความร่วมมือกับ กกต. อย่างเต็มที่ และยืนยันว่าการลบโพสต์ต้นทางไม่ใช่เพราะกลัวดราม่า แต่เพราะยายงอนจริงๆ

“ซีเค เจิง” ยัน พร้อมร่วมมือ กกต. ปมยายโดนซื้อเสียง

ในวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2569 “ซีเค เจิง” ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว โดยเล่าว่าได้รับการติดต่อจากเจ้าหน้าที่ กกต. แล้ว และรู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่จะให้ข้อมูลช่วยปราบปรามการซื้อเสียงเลือกตั้ง เขายังชวนชาวเน็ตช่วยกันขุดข้อมูลข้อกล่าวหาต่างๆ ที่มีต่อตัวเอง เช่น คดีอาญาที่อเมริกา คดีลวนลาม หรือโกงเงินต่างชาติ ซึ่งเจ้าตัวยืนยันว่าไม่จริง และอยากรู้ที่มาของข่าวลือเหล่านี้เพื่อเอาผิดผู้แพร่กระจาย

“ซีเค เจิง” ยันพร้อมร่วมมือ กกต. ปมยายโดนซื้อเสียง โดยระบุว่าเพิ่งคุยโทรศัพท์กับเจ้าหน้าที่ และหวังว่าข้อมูลจากยายจะช่วยให้เจ้าหน้าที่จับกุมผู้กระทำผิดได้จริง นอกจากนี้ ยังมีเรื่องน่ารักๆ เมื่อยายโกรธที่หลานโพสต์เรื่องนี้ เจ้าตัวเลยลบโพสต์ต้นทางไป และคอมเมนต์ใต้โพสต์ใหม่ว่า “ลบโพสต์เพราะดราม่า ผิด ลบโพสต์เพราะยายงอน” พร้อมสัญญาจะซื้อทีวีและไอแพดให้ยายหลายเครื่องเพื่อง้อ

ดราม่าซีเค เจิง กับการเลือกตั้ง 2569

ประเด็นนี้เกิดขึ้นท่ามกลางกระแสเลือกตั้งท้องถิ่นที่กำลังร้อนระอุ โดยการซื้อเสียงเป็นปัญหาเรื้อรังที่ กกต. ต้องรับมือตลอดทุกการเลือกตั้ง “ซีเค เจิง” ซึ่งเป็นนักธุรกิจและอินฟลูเอนเซอร์ชื่อดัง ได้กลายเป็นจุดสนใจหลังจากโพสต์ภาพและเรื่องราวที่ยายถูกชายต้องสงสัยยื่นเงินซื้อเสียงให้ ทำให้เกิดการถกเถียงในโลกออนไลน์ บางคนชื่นชมที่กล้าเปิดโปง แต่ก็มีบางส่วนโจมตีกลับด้วยข่าวลือต่างๆ จนซีเคต้องออกมาปัด

  • ซีเค เจิงยืนยันพร้อมให้ข้อมูลทั้งหมดกับ กกต.
  • ชวนชาวเน็ตช่วยสืบข้อกล่าวหาเท็จ หากไม่มีหลักฐานจะดำเนินคดี
  • ลบโพสต์ต้นทางเพราะยายงอน ไม่เกี่ยวกับดราม่า
  • ฝากเตือนให้ทุกคนออกไปใช้สิทธิเลือกตั้งวันที่ 8 ก.พ. นี้

นอกจากประเด็นหลักแล้ว ยังมีเรื่องราวน่าสนใจอื่นๆ เช่น การที่ซีเค เจิงบริหาร Fastwork ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มฟรีแลนซ์ชั้นนำในไทย ทำให้เขาเป็นที่รู้จักในวงกว้าง การออกมาในฐานะพลเมืองดีครั้งนี้ จึงยิ่งเพิ่มน้ำหนักให้กับกระแสต่อต้านการซื้อเสียง

ความสำคัญของการรายงานการซื้อเสียง

การซื้อเสียงไม่ใช่แค่ปัญหาการเมือง แต่กระทบต่อประชาธิปไตยโดยรวม หากพลเมืองอย่าง “ซีเค เจิง” ยันพร้อมร่วมมือ กกต. ปมยายโดนซื้อเสียง แบบนี้ จะช่วยให้การเลือกตั้งโปร่งใสขึ้นได้มาก ผู้สมัครที่ซื่อสั่งควรขอบคุณข้อมูลเหล่านี้ เพราะช่วยลดคู่แข่งที่ทุจริต ในทางกลับกัน ผู้ที่ซื้อเสียงควรตระหนักว่าปี 2569 เจ้าหน้าที่มีเทคโนโลยีและทีมงานเข้มข้นกว่าเดิม

จากประสบการณ์ในอดีต การซื้อเสียงมักเกิดในพื้นที่ชนบท โดยใช้วิธีแจกเงิน แจกของ หรือแม้กระทั่งสัญญาว่าจะช่วยเหลือ แต่ด้วยโซเชียลมีเดีย สิ่งเหล่านี้ถูกถ่ายคลิปและแพร่กระจายได้รวดเร็ว ทำให้ กกต. สามารถตรวจสอบได้ทันท่วงที ซีเค เจิงยังเน้นย้ำว่า อย่าลืมออกไปโหวตในวันอาทิตย์ที่ 8 กุมภาพันธ์ เพื่อเลือกคนดีเข้าสู่ตำแหน่งท้องถิ่น

ในมุมมองของผู้เขียน การเคลื่อนไหวของซีเค เจิงเป็นตัวอย่างที่ดีของพลเมืองยุคดิจิทัล ที่ใช้แพลตฟอร์มออนไลน์ขับเคลื่อนสังคม แม้จะมีดราม่าตามมา แต่สุดท้ายก็แสดงให้เห็นถึงความโปร่งใสและพร้อมรับผิดชอบ สิ่งนี้จะช่วยกระตุ้นให้คนอื่นกล้ารายงานปัญหาได้มากขึ้น

สุดท้าย ชวนทุกท่านออกไปใช้สิทธิเลือกตั้งกันเยอะๆ นะครับ เพื่ออนาคตที่สดใสกว่าเดิม!

ที่มา – “ซีเค เจิง” ยัน พร้อมร่วมมือ กกต. ปมยายโดนซื้อเสียง ปัดลบโพสต์หนีดราม่าแค่ยายงอน

“แสวง” รับ จับซื้อเสียงช่วงเตรียมการ ยากกว่าป้องกัน

“แสวง” รับ จับซื้อเสียงช่วงเตรียมการ ยากกว่าป้องกัน เป็นประเด็นร้อนที่หลายคนให้ความสนใจในช่วงการเลือกตั้งล่วงหน้าครั้งนี้ วันนี้เราจะมาสรุปภาพรวมให้ฟังแบบเข้าใจง่าย ๆ จากการแถลงของนายแสวง บุญมี เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. ที่ยอมรับตรง ๆ ว่าการจับกุมการซื้อเสียงในช่วงเตรียมการนั้นยากกว่าการป้องกันเสียอีก พร้อมอัปเดตปัญหาเบอร์ผู้สมัคร สส. พรรคประชาชนที่หายไปจากบอร์ดหน้าหน่วยเลือกตั้ง ซึ่งแก้ไขเรียบร้อยแล้ว

“แสวง” รับ จับซื้อเสียงช่วงเตรียมการ ยากกว่าป้องกัน

เมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 10.45 น. นายแสวง บุญมี ได้แถลงข่าวภาพรวมการเลือกตั้งล่วงหน้า สส. ทั้งในเขตและนอกเขตทั่วประเทศ โดยบอกว่าทุกอย่างเรียบร้อยดี ผู้ลงทะเบียนเลือกตั้งล่วงหน้าในเขตมี 8,610 คน นอกเขต 2,206,138 คน และกลุ่มผู้พิการ ทุพพลภาพ ผู้สูงอายุ 1,666 คน มีหน่วยเลือกตั้งในเขต 521 แห่ง นอกเขต 524 แห่ง และหน่วยพิเศษ 22 แห่ง

ตั้งแต่เปิดโหวตเวลา 08.00 น. เป็นต้นมา 2 ชั่วโมงแรกทุกอย่างลื่นไหล แม้บางพื้นที่อย่างเขตบางกะปิที่มีผู้ลงทะเบียนกว่า 58,000 คน หรือเขตจตุจักรและเชียงใหม่ที่เกิน 50,000 คน จะมีปัญหาสถานที่ไม่พอหรือรถติดบ้าง แต่ กกต. ประสานตำรวจจัดการจราจรได้ทัน ส่งผลให้ประชาชนเข้าคิวโหวตได้เร็ว

ปมเบอร์ผู้สมัครพรรคประชาชนหายจากบอร์ด แก้ไขเรียบร้อย

ส่วนประเด็นฮือฮาที่ จ.ชลบุรี เบอร์ผู้สมัคร สส. พรรคประชาชนหายจากบอร์ดหน้าหน่วย จังหวัดแก้ไขทันที ขณะที่ จ.ลำปาง มีเบอร์ซ้ำคือเลข 6 แต่เลข 8 หายไป ก็แจ้งแก้เรียบร้อย นายแสวงยังเตือนประชาชนหลังโหวตแล้ว อย่าพูดบอกว่าเลือกพรรคไหน เพราะอาจถูกตีความเป็นการยุยงหรือร้องเรียนได้ ขึ้นกับเจตนาและข้อเท็จจริง

เมื่อถามถึงการซื้อเสียง นายแสวงย้ำ 2 เรื่องใหญ่: 1. สร้างบรรยากาศหาเสียงดี ๆ ไม่ก้าวร้าว 2. รักษาความสุจริต ไม่ซื้อสิทธิขายเสียง โดยมี กกต. และตำรวจทั่วประเทศกว่าเกือบครึ่ง ลงพื้นที่ข่าวกรอง เน้นป้องกันเป็นหลัก เพราะจับซื้อเสียงช่วงเตรียมการ ยากกว่าป้องกันจริง ๆ การหาพยานหรือจับตอนเตรียมเงินก็ยาก

  • การร้องเรียนส่วนใหญ่เป็นหาเสียงโซเชียล ไม่ใช่ซื้อเสียง
  • พื้นที่แข่งขันเดือด 42 จังหวัด กกต. สั่งดูแลเข้ม
  • ใช้ข้อมูลธนาคารจาก ธปท. ตรวจสอบการเบิกเงินผิดปกติ
  • กฎหมายมาตรา 76 ห้ามทั้งเตรียมและซื้อ ย้ำ “มีเงินแต่ซื้อไม่ได้”

นายแสวงชี้แจงคำพูดเก่า ๆ ที่ว่า “เตรียมเงินได้แต่อย่าซื้อ” ว่าพูดเร็วไป ขอแก้ว่าเน้นป้องปราม กดดันไม่ให้ใช้เงินได้ ส่วนมาตรา 73 การเตรียมการก็ผิด แต่จับต้องมีหลักฐาน ขอหมายศาล ไม่ใช่เจ้าหน้าที่สอบสวน ต้องอาศัยตำรวจ ถ้าข่าวดีและมีหลักฐานชัด ล็อกได้เลย

ภาพรวมการเลือกตั้งครั้งนี้แสดงให้เห็นความพยายามของ กกต. ในการรักษาความโปร่งใส แม้ปัญหาการซื้อเสียงจะเป็นจุดอ่อน แต่การป้องกันและข่าวกรองเข้มข้นจะช่วยลดปัญหาได้มาก โดยเฉพาะในพื้นที่เสี่ยงสูง

สำหรับประชาชนที่อยากมีส่วนร่วมในการเฝ้าระวัง สามารถแจ้งเบาะแสได้ที่ กกต. หรือตำรวจท้องถิ่น เพื่อให้การเลือกตั้งสุจริตเที่ยงธรรมต่อไป เพราะประชาธิปไตยที่แท้จริงเกิดจากการเลือกตั้งที่บริสุทธิ์ใจ

ที่มา – “แสวง” รับ จับซื้อเสียงช่วงเตรียมการ ยากกว่าป้องกัน ปมเบอร์ ปชน. หายจากบอร์ด แก้ไขแล้ว

กกต. เตือนซื้อสิทธิ-ขายเสียง เลือกตั้ง 2569

กกต. เตือนซื้อสิทธิ-ขายเสียง ในการเลือกตั้ง 2569 มาถึงแล้วนะครับ เพื่อนๆ ที่กำลังตื่นเต้นกับการเลือกตั้ง ส.ส. ครั้งนี้ ต้องฟังให้ดีเลย เพราะสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ออกมาเตือนแบบจริงจัง ห้ามทำการซื้อสิทธิ์ขายเสียงเด็ดขาด มิฉะนั้นโดนโทษหนักทั้งจำคุก ปรับแพง และเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งยาวๆ 10-20 ปี วันนี้เรามาเจาะลึกกันแบบเป็นกันเอง ว่ามันผิดยังไง โทษเท่าไหร่ และทำไมเราต้องรักษาความสุจริตในการเลือกตั้ง

กกต. เตือนซื้อสิทธิ-ขายเสียง

กกต. ย้ำชัดเจนตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2569 ให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ผู้สมัคร และพรรคการเมือง งดเว้นการกระทำที่เข้าข่ายซื้อสิทธิ-ขายเสียง เพราะเป็นความผิดตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. พ.ศ. 2561 และแก้ไขเพิ่มเติม ซึ่งมีโทษอาญารุนแรงมาก เพื่อให้การเลือกตั้งเป็นไปด้วยความสุจริตและเที่ยงธรรม

กรณีผู้ซื้อสิทธิ์ : ห้ามจูงใจด้วยทรัพย์สินหรือประโยชน์

สำหรับผู้ซื้อสิทธิ์ มาตรา 73 ห้ามผู้สมัครหรือใครก็ตามทำ 5 วิธีหลักๆ ดังนี้

  • จัดทำ เสนอ สัญญาให้ หรือเตรียมทรัพย์สิน/ประโยชน์ที่คำนวณเป็นเงินให้บุคคลใด
  • ให้ เสนอ หรือสัญญาเงิน ทรัพย์สิน ประโยชน์อื่นๆ แก่ชุมชน สมาคม มูลนิธิ วัด โรงเรียน สถานสงเคราะห์
  • โฆษณาหาเสียงด้วยมหรสพ การรื่นเริง
  • เลี้ยงอาหารหรือสัญญาจะเลี้ยงใคร
  • หลอกลวง บังคับ ขู่เข็ญ ใช้กำลัง ใส่ร้าย หรือทำให้เข้าใจผิดเรื่องคะแนนนิยม

โทษหนักมาก! จำคุก 1-10 ปี ปรับ 20,000-200,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง 20 ปี ถ้าศาลพิพากษาถึงที่สุด ยังมีสินบนนำจับไม่เกินครึ่งค่าปรับให้ผู้แจ้งด้วย (มาตรา 158-159) ลองนึกภาพนะครับ แค่แจกของขวัญเล็กๆ น้อยๆ หรือเลี้ยงข้าวหมูปิ้ง ก็โดนข้อหานี้ได้ ถ้าพิสูจน์ได้ว่าเพื่อแลกคะแนน

กรณีผู้ขายเสียง : ห้ามรับผลประโยชน์แลกคะแนน

ส่วนผู้ขายเสียง มาตรา 101 ห้ามเรียก รับ หรือยอมรับเงิน ทรัพย์สิน ประโยชน์ใดๆ เพื่อลงคะแนนหรืองดลงคะแนนให้ตัวเองหรือคนอื่น

โทษจำคุก 1-5 ปี ปรับ 20,000-100,000 บาท หรือทั้งคู่ และเพิกถอนสิทธิ 10 ปี แต่มีทางออก ถ้าคุณรับแล้วแต่แจ้งกกต. หรือผู้มอบหมายก่อนถูกจับ จะไม่โดนโทษและไม่เพิกถอนสิทธิ (มาตรา 164) ฉลาดๆ แบบนี้แหละที่กกต. สนับสนุน ให้ช่วยกันกำจัดพฤติกรรมนี้

ทำไมกกต. ต้องเตือนซื้อสิทธิ-ขายเสียงบ่อยๆ

เพราะทุกการเลือกตั้ง มักมีปัญหานี้ซ้ำซาก โดยเฉพาะในพื้นที่ชนบทหรือชุมชนเล็กๆ ที่เงินซื้อคะแนนยังเกิดขึ้น แม้จะมีกฎหมายเข้มข้น แต่บางคนยังไม่เกรงกลัว จนทำให้ตัวแทนที่มาจากประชาชนไม่แท้จริง ส่งผลต่อนโยบายประเทศ ลองคิดดูสิครับ ถ้าส.ส. มาจากเงินซื้อ ไม่ใช่จากนโยบายดีๆ เราจะพัฒนาประเทศได้ยังไง การเลือกตั้ง 2569 ครั้งนี้ กกต. อยากให้ทุกคนเลือกจากสติ ไม่ใช่จากกระเป๋าตังค์

นอกจากนี้ กกต. มีช่องทางร้องเรียน 1689 หรือเว็บไซต์ เพื่อแจ้งเบาะแส ถ้าคุณเห็นผู้สมัครแจกเงิน แจกของ หรืองานเลี้ยงแปลกๆ รีบแจ้งเลย ได้รับรางวัลนำจับด้วยนะ

ตัวอย่างกรณีจริงที่เคยเกิด

ในอดีต มีผู้สมัครโดนจับกุมเพราะแจกบัตรสวัสดิการแห่งรัฐแลกคะแนน หรือเลี้ยงเหล้าในงานวัด บางรายโดนเพิกถอนสิทธิไปเลย ทำให้พรรคเสียโอกาสใหญ่ ดังนั้น ผู้สมัครต้องระวังทีมงาน ส่วนชาวบ้านต้องรู้ตัวว่าขายเสียงคือทำลายอนาคตตัวเอง 10-20 ปีไม่เลือกตั้งได้เลยนะ

สรุปคือ กกต. เตือนซื้อสิทธิ-ขายเสียง เพื่อปกป้องประชาธิปไตยไทยให้บริสุทธิ์บริสุทธิ์ เราในฐานะประชาชนช่วยกันได้ โดยเลือกตั้งด้วยใจสุจริต ไม่รับ ไม่ให้ผลประโยชน์ใดๆ

สุดท้ายนี้ ขอฝากว่า การเลือกตั้งที่โปร่งใสคือรากฐานของชาติที่เข้มแข็ง อย่าให้เงินมาทำลายอนาคต ลองแบ่งปันบทความนี้ให้เพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ ในหมู่บ้าน รู้กฎหมายกันหมด จะได้เลือกตั้ง 2569 แบบแฟร์ๆ ทุกคนครับ!

ที่มา – เลือกตั้ง 2569 : กกต. เตือนซื้อสิทธิ-ขายเสียง โทษหนักจำคุก-ปรับ เพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง

Scroll to top