ในช่วงใกล้การเลือกตั้ง การทุจริตอย่างการซื้อเสียงเป็นปัญหาที่ทุกฝ่ายให้ความสนใจ โดยล่าสุด พบเงินเบิกผิดปกติอีก 11 บัญชี จากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ซึ่งส่งข้อมูลเพิ่มเติมให้สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เพื่อเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคใต้และภาคอีสานที่เริ่มมีกระแสข่าวการเตรียมซื้อเสียง
พบเงินเบิกผิดปกติอีก 11 บัญชี กกต. สั่งจับตาเข้มซื้อเสียงใต้-อีสาน
เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 15.00 น. ที่สำนักงาน กกต. โดยธนาคารแห่งประเทศไทยได้ส่งข้อมูลการเบิกเงินสดที่มีลักษณะผิดปกติ ซึ่งอาจเชื่อมโยงกับการกระทำผิดกฎหมายเลือกตั้งเพิ่มอีก 11 บัญชี รวมกับที่ส่งมาก่อนหน้านี้ 6 บัญชี ทำให้ยอดรวมอยู่ที่ 17 บัญชี ข้อมูลเหล่านี้ถูกส่งต่อไปยังผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำจังหวัดทันที เพื่อสั่งการให้เจ้าหน้าที่ในพื้นที่เฝ้าระวัง ติดตามการกระจายเงิน และป้องกันไม่ให้ใช้ในการซื้อเสียง
มาตรการเข้มงวดจาก กกต. ในพื้นที่เสี่ยง
นอกจากนี้ สำนักงาน กกต. ยังได้รับรายงานความเคลื่อนไหวในหลายพื้นที่ของภาคใต้และภาคอีสาน ที่มีสัญญาณเตรียมการซื้อเสียงเลือกตั้ง เช่น การขนเงินสดจำนวนมาก การรวมตัวของกลุ่มบุคคลในลักษณะน่าสงสัย หรือการแจกของขวัญให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง กกต. จังหวัดจึงได้เพิ่มมาตรการจับตา เช่น การตั้งจุดตรวจ การประสานงานกับตำรวจและหน่วยงานท้องถิ่น รวมถึงการร้องขอความร่วมมือจากประชาชนในการแจ้งเบาะแส
การ พบเงินเบิกผิดปกติอีก 11 บัญชี นี้ สะท้อนให้เห็นถึงระบบเฝ้าระวังที่มีประสิทธิภาพของธนาคารแห่งประเทศไทย ซึ่งทำงานร่วมกับ กกต. อย่างใกล้ชิด เพื่อรักษาความสุจริตในการเลือกตั้ง ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. พ.ศ. 2561 ที่กำหนดโทษหนักสำหรับผู้กระทำผิด เช่น จำคุกสูงสุด 10 ปี และปรับ 200,000 บาท สำหรับการซื้อสิทธิ์-ขายสิทธิ์เลือกตั้ง
ผลกระทบต่อการเลือกตั้งและบทเรียนจากอดีต
ในอดีต พื้นที่ภาคใต้และอีสานเคยเป็นจุดร้อนของการซื้อเสียง โดยเฉพาะการเลือกตั้งปี 2562 ที่มีคดีความผิดจำนวนมากหลังวันเลือกตั้ง การสั่งจับตาเข้มในครั้งนี้จึงเป็นการป้องกันเชิงรุก เพื่อลดโอกาสการทุจริตตั้งแต่ต้น ลดปัญหาการเลือกตั้งใหม่ในเขตต่างๆ และสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชน
- ธปท. ตรวจสอบธุรกรรมเงินสดเกิน 2 ล้านบาทต่อวัน
- กกต. ประสาน 76 จังหวัด เพิ่มกำลังพลเฝ้าระวัง
- ประชาชนร่วมแจ้งเบาะแสผ่านสายด่วน 1326
นอกจากนี้ ยังมีการอบรมเจ้าหน้าที่เกี่ยวกับการรับมือสถานการณ์ รวมถึงใช้เทคโนโลยีอย่างระบบ AI วิเคราะห์ข้อมูลธุรกรรมเพื่อตรวจจับพฤติกรรมผิดปกติได้รวดเร็วขึ้น สิ่งเหล่านี้ช่วยให้การเลือกตั้งปีนี้โปร่งใสยิ่งขึ้น
ปัญหาการซื้อเสียงไม่เพียงกระทบต่อประชาธิปไตย แต่ยังทำให้ตัวแทนที่มาจากเงินทุน ไม่ใช่เสียงจริงๆ ของประชาชน ผู้สื่อข่าวและนักวิเคราะห์การเมืองมองว่ามาตรการของ กกต. ครั้งนี้จะเป็นตัวชี้วัดความสำเร็จ หากสามารถลดคดีทุจริตได้ จะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ
สุดท้ายนี้ ประชาชนควรตื่นตัว รายงานความผิดปกติที่พบ เพื่อให้การเลือกตั้งเป็นของประชาชนจริงๆ สนับสนุนให้ กกต. ทำงานต่อไปอย่างเข้มข้น
ที่มา – พบเงินเบิกผิดปกติอีก 11 บัญชี กกต. สั่งจับตาเข้มซื้อเสียงใต้-อีสาน


