ภาคใต้

รัฐบาลเตือน 4 จ.ภาคใต้ เฝ้าระวังน้ำป่าไหลหลาก น้ำท่วมฉับพลัน ช่วง 10-15 ก.ค. นี้

สวัสดีครับพี่น้องชาวไทยทุกคน โดยเฉพาะใครที่อยู่ในพื้นที่ภาคใต้ช่วงนี้ต้องอ่านเลยครับ เพราะล่าสุดทางรัฐบาลได้ออกมาประกาศแจ้งเตือนด่วนให้ประชาชนตื่นตัว เตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์สภาพอากาศที่อาจจะมีความแปรปรวนหนักขึ้น โดยมีหัวข้อสำคัญคือ รัฐบาลเตือน 4 จ.ภาคใต้ เฝ้าระวังน้ำป่าไหลหลาก น้ำท่วมฉับพลัน ช่วง 10-15 ก.ค. นี้ เพื่อให้ทุกคนได้วางแผนและดูแลตัวเองอย่างปลอดภัยครับ

รัฐบาลเตือน 4 จ.ภาคใต้ เฝ้าระวังน้ำป่าไหลหลาก น้ำท่วมฉับพลัน ช่วง 10-15 ก.ค. นี้

ตามประกาศจากนางสาวพลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ระบุว่ามรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่พัดปกคลุมทะเลอันดามันและอ่าวไทยกำลังมีกำลังแรงขึ้น ส่งผลให้เกิดคลื่นลมแรงและฝนตกหนักต่อเนื่องในช่วงวันที่ 10 – 15 กรกฎาคมนี้ ซึ่งเหตุการณ์นี้นำมาสู่การที่ รัฐบาลเตือน 4 จ.ภาคใต้ เฝ้าระวังน้ำป่าไหลหลาก น้ำท่วมฉับพลัน ช่วง 10-15 ก.ค. นี้ ครอบคลุมพื้นที่เสี่ยงภัยหลายจังหวัด ได้แก่:

  • ระนอง: อ.เมืองระนอง, อ.สุขสำราญ และ อ.กะเปอร์
  • พังงา: อ.เกาะยาว, อ.ตะกั่วทุ่ง, อ.ท้ายเหมือง, อ.ตะกั่วป่า และ อ.คุระบุรี
  • ภูเก็ต: ทุกอำเภอ
  • กระบี่: อ.เมืองกระบี่, อ.คลองท่อม, อ.เกาะลันตา, อ.เหนือคลอง และ อ.อ่าวลึก
  • ตรังและสตูล: พื้นที่เสี่ยงภัยในหลายอำเภอ

แนวทางการปฏิบัติตัวและข้อควรระวัง

นอกจากนี้ ทางภาครัฐยังได้เน้นย้ำถึงความปลอดภัยในพื้นที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติ เช่น ถ้ำและน้ำตก หากมีฝนตกหนักให้หลีกเลี่ยงการเข้าพื้นที่ทันที รวมไปถึงชาวประมงควรเพิ่มความระมัดระวังในการเดินเรือเนื่องจากคลื่นลมอาจสูงถึง 2-4 เมตร ขอให้ทุกคนติดตามข่าวสารการประกาศจากทางราชการอย่างใกล้ชิด และปฏิบัติตามคำแนะนำอย่างเคร่งครัดเพื่อความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินครับ

หากสถานการณ์มีความรุนแรงขึ้น ทางแต่ละจังหวัดได้เตรียมศูนย์พักพิงชั่วคราว พร้อมอาหารและน้ำดื่มไว้คอยบริการประชาชนแล้ว เราทุกคนควรช่วยกันเป็นหูเป็นตาและดูแลคนในครอบครัว โดยเฉพาะผู้สูงอายุและเด็กเล็กในช่วงสัปดาห์นี้ครับ การเตรียมพร้อมไว้ก่อนย่อมดีกว่าเสมอ แม้ฝนจะตกหรือลมจะแรงแค่ไหน ความร่วมมือของพวกเราทุกคนจะช่วยให้ผ่านพ้นสถานการณ์นี้ไปได้ด้วยดีแน่นอนครับ

ที่มา – รัฐบาลเตือน 4 จ.ภาคใต้ เฝ้าระวังน้ำป่าไหลหลาก น้ำท่วมฉับพลัน ช่วง 10-15 ก.ค. นี้

สกสค. เพิ่มความรู้ด้านแพทย์แผนไทย-สมุนไพรแก่ครูและบุคลากรภาคใต้

สกสค. เพิ่มความรู้ด้านแพทย์แผนไทย-สมุนไพรแก่ครูและบุคลากรภาคใต้

เป็นเรื่องน่ายินดีอย่างยิ่งครับที่ทางสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา หรือ สกสค. ได้เล็งเห็นถึงความสำคัญของสุขภาพครูไทย โดยได้จัดกิจกรรมดีๆ อย่างการเพิ่มความรู้ด้านแพทย์แผนไทย-สมุนไพรแก่ครูและบุคลากรภาคใต้ เพื่อส่งเสริมให้ผู้เสียสละอย่างคุณครูได้หันมาดูแลสุขภาพด้วยวิถีธรรมชาติมากขึ้น

เมื่อวันที่ 29-30 พฤษภาคม 2569 ที่ผ่านมา ณ โรงแรมธรรมรินทร์ ธนา จังหวัดตรัง ทางโรงพยาบาลครู สกสค. ได้ยกขบวนทีมแพทย์และผู้เชี่ยวชาญไปจัดกิจกรรมตรวจรักษาและให้ความรู้อย่างใกล้ชิด ซึ่งถือเป็นโอกาสอันดีที่ครูในพื้นที่ภาคใต้จะไม่ต้องเดินทางไกลเพื่อรับบริการดูแลสุขภาพที่ได้มาตรฐานและเป็นกันเอง

ประโยชน์ของการเรียนรู้เรื่องสมุนไพรไทยสำหรับครู

การจัดกิจกรรมสกสค. เพิ่มความรู้ด้านแพทย์แผนไทย-สมุนไพรแก่ครูและบุคลากรภาคใต้ในครั้งนี้ ไม่ได้เป็นเพียงแค่การตรวจโรคทั่วไป แต่ยังเน้นให้ความรู้ในการดูแลตัวเองเบื้องต้น ดังนี้:

  • การใช้สมุนไพรใกล้ตัวเพื่อบรรเทาอาการเจ็บป่วยแบบวิถีไทย
  • ความเข้าใจในศาสตร์การแพทย์แผนไทยที่สามารถนำไปปรับใช้ในชีวิตประจำวันเพื่อลดความเครียดจากการทำงาน
  • แนวทางการดูแลสุขภาพเชิงป้องกันสำหรับบุคลากรทางการศึกษาที่มีความเสี่ยงต่อโรคออฟฟิศซินโดรม

งานนี้ได้รับความสนใจอย่างล้นหลามจากครูและบุคลากรในหลายจังหวัด ทั้งตรัง นครศรีธรรมราช กระบี่ พัทลุง และสตูล พร้อมด้วยผู้อำนวยการ สกสค. ทั้ง 14 จังหวัดภาคใต้ที่มาร่วมสนับสนุนกิจกรรมอย่างพร้อมเพรียง โดยมีทีมวิสาหกิจชุมชนไทยเฮิร์บเซ็นเตอร์ร่วมให้ความรู้เรื่องการใช้สมุนไพรอย่างถูกต้องและปลอดภัย

การที่สกสค. เพิ่มความรู้ด้านแพทย์แผนไทย-สมุนไพรแก่ครูและบุคลากรภาคใต้ในแนวทางนี้ ถือเป็นการยกระดับสวัสดิการด้านสุขภาพที่น่าชื่นชม เพราะสมุนไพรไทยเป็นภูมิปัญญาที่มีค่าและสามารถนำมาแก้ปัญหาปัญหาสุขภาพคนวัยทำงานได้จริง หากท่านเป็นบุคลากรทางการศึกษา อย่าลืมนำความรู้ที่ได้ไปปรับใช้ เพื่อคุณภาพชีวิตที่แข็งแรงและมีความสุขในการสอนลูกศิษย์ต่อไปครับ

ที่มา – สกสค. เพิ่มความรู้ด้านแพทย์แผนไทย-สมุนไพรแก่ครูและบุคลากรภาคใต้

“เท้ง” ดับเครื่องชนแลนด์บริดจ์เตือนรัฐอย่ามองภาคใต้เป็นแค่ทางผ่านสินค้าโลก

ในปัจจุบันประเด็นการพัฒนาภาคใต้กลายเป็นหัวข้อที่ถูกพูดถึงอย่างดุเดือดในรัฐสภา โดยเฉพาะท่าทีของผู้นำฝ่ายค้านอย่าง “คุณเท้ง” ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ที่ออกมาเบรกโครงการขนาดใหญ่ของรัฐบาล โดยมีประเด็นสำคัญคือ “เท้ง” ดับเครื่องชนแลนด์บริดจ์เตือนรัฐอย่ามองภาคใต้เป็นแค่ทางผ่านสินค้าโลก ซึ่งถือเป็นเสียงสะท้อนที่ต้องการปกป้องคนในพื้นที่ไม่ให้ถูกเบียดขับไปอยู่ข้างหลังโครงการที่มุ่งเน้นเพียงตัวเลข GDP

มุมมองจากฝ่ายค้าน: “เท้ง” ดับเครื่องชนแลนด์บริดจ์เตือนรัฐอย่ามองภาคใต้เป็นแค่ทางผ่านสินค้าโลก

เหตุผลหลักที่คุณณัฐพงษ์หยิบยกขึ้นมาอภิปราย คือความกังวลว่าโครงการแลนด์บริดจ์อาจเดินซ้ำรอยเขตเศรษฐกิจพิเศษเดิม (EEC) ที่ผลประโยชน์มักตกไปอยู่กับกลุ่มทุนใหญ่ แต่คนในพื้นที่กลับต้องเผชิญกับมลพิษและการสูญเสียวิถีชีวิตดั้งเดิม การที่คุณณัฐพงษ์ประกาศว่า “เท้ง” ดับเครื่องชนแลนด์บริดจ์เตือนรัฐอย่ามองภาคใต้เป็นแค่ทางผ่านสินค้าโลก จึงเป็นการตั้งคำถามถึงความจริงใจของรัฐบาลว่ากำลังพัฒนาเพื่อตอบโจทย์คนในประเทศ หรือเพียงแค่ต้องการสร้างเส้นทางผ่านให้ต่างชาติขนส่งสินค้าเท่านั้น

ทำไมภาคใต้ต้องโตด้วยยุทธศาสตร์ใหม่?

ปัญหาเชิงโครงสร้างที่ภาคใต้กำลังเผชิญหน้าอยู่มีทั้งเรื่องความเหลื่อมล้ำ รายได้ที่กระจุกตัว และปัญหาที่ดินทำกินที่รัฐบาลควรหันมาแก้ไขก่อนการลงทุนโครงการระดับล้านล้านบาท สิ่งที่ผู้นำฝ่ายค้านได้นำเสนอคือแนวคิด SBRC (Southern Biodiversity Regeneration Corridor) ซึ่งเน้นทางเลือกใหม่ที่ยั่งยืนกว่า ดังนี้:

  • การพัฒนาบนฐานความหลากหลายทางชีวภาพและวัฒนธรรม
  • การยกระดับคุณภาพชีวิตชาวใต้ด้วยน้ำประปาที่ดื่มได้และขนส่งสาธารณะ
  • การไม่ต้องเวนคืนที่ดินจำนวนมหาศาลหรือยกเว้นกฎหมายพิเศษ
  • การสร้างเศรษฐกิจที่การันตี GDP เติบโตอย่างทั่วถึง

แทนที่จะมุ่งเน้นการสร้างสะพานเชื่อมสินค้าที่อาจทำลายทรัพยากรธรรมชาติและป่าชายเลน เราควรเปลี่ยนทิศทางมาส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงนิเวศและการสร้างความเข้มแข็งให้เกษตรกรและชุมชนประมงท้องถิ่นจะเป็นเป้าหมายที่เป็นธรรมกับคนไทยทุกคนมากกว่า ถึงเวลาแล้วที่รัฐบาลต้องปรับทัศนคติจากการมองเห็นแค่ผลประโยชน์ในเชิงภูมิรัฐศาสตร์ มาเป็นการคำนึงถึงคุณภาพชีวิตของเพื่อนร่วมชาติจริงๆ ให้เป็นที่ตั้งในการตัดสินใจเชิงนโยบาย

หากเราต้องการเห็นการพัฒนาที่ยั่งยืน การรับฟังเสียงสะท้อนจากคนในพื้นที่และการสร้างโมเดลเศรษฐกิจที่ทุกคนได้ประโยชน์ถือเป็นกุญแจสำคัญสู่ความสำเร็จที่แท้จริง คุณมีความเห็นอย่างไรกับการปรับเปลี่ยนทิศทางเศรษฐกิจภาคใต้ครั้งนี้?

ที่มา – “เท้ง” ดับเครื่องชนแลนด์บริดจ์เตือนรัฐอย่ามองภาคใต้เป็นแค่ทางผ่านสินค้าโลก

พิพัฒน์-สุชาติ ลงพื้นที่แลนด์บริดจ์ 8 พ.ค. พร้อมฟังทุกฝ่าย

ข่าวใหญ่ในวงการการเมืองและโครงสร้างพื้นฐานของไทย เมื่อ พิพัฒน์-สุชาติ เตรียมลงพื้นที่โครงการแลนด์บริดจ์ 8 พ.ค.นี้ เพื่อติดตามความคืบหน้าและยืนยันความพร้อมรับฟังความเห็นจากทุกฝ่าย โดยเฉพาะท่ามกลางกระแสคัดค้านจากชาวภาคใต้ที่กำลังจะยื่นหนังสือต่อ ส.ส. 14 จังหวัด สร้างความสนใจให้กับประชาชนและนักลงทุนจำนวนมาก

“พิพัฒน์-สุชาติ” เตรียมลงพื้นที่โครงการแลนด์บริดจ์ 8 พ.ค.นี้ ยันพร้อมรับฟังทุกฝ่าย

เมื่อเวลา 13.00 น. วันที่ 4 พฤษภาคม 2569 ที่ทำการพรรคภูมิใจไทย นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม พร้อมด้วย นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้เปิดเผยแผนการลงพื้นที่ภาคใต้ในวันที่ 8 พฤษภาคมนี้ เพื่อตรวจสอบโครงการแลนด์บริดจ์ ซึ่งเป็นโครงการเมกะโปรเจกต์ที่รัฐบาลให้ความสำคัญ โดยทั้งคู่ย้ำชัดว่าจะเปิดรับฟังทุกความเห็น ไม่ว่าจะเห็นด้วยหรือคัดค้าน

โครงการแลนด์บริดจ์คืออะไร และสำคัญอย่างไร

โครงการแลนด์บริดจ์ หรือ Landbridge เป็นโครงการเชื่อมโยงแผ่นดินจากฝั่งอ่าวไทยสู่ทะเลอันดามัน โดยพัฒนาท่าเรือน้ำลึก 2 แห่งที่จังหวัดชุมพรและนครศรีธรรมราช พร้อมระบบรถไฟความเร็วสูงและทางหลวงพิเศษ เพื่อลดระยะเวลาขนส่งสินค้าทางทะเลจากมหาสมุทรอินเดียไปยังแปซิฟิกให้สั้นลงกว่าคอคอดกระเกือบครึ่งหนึ่ง คาดว่าจะสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจมหาศาล สร้างงานนับหมื่นตำแหน่ง และยกระดับภาคใต้ให้เป็นฮับโลจิสติกส์ชั้นนำของอาเซียน

  • ประโยชน์หลัก: ลดต้นทุนขนส่ง ลดเวลาเดินเรือจาก 10-15 วันเหลือ 2-3 วัน
  • การลงทุน: มูลค่ากว่า 1 ล้านล้านบาท รัฐและเอกชนร่วมทุน
  • ผลกระทบ: พัฒนาเศรษฐกิจท้องถิ่น สร้างรายได้จากการท่องเที่ยวและอุตสาหกรรม

อย่างไรก็ตาม โครงการนี้ยังเผชิญเสียงค้านจากกลุ่มชาวบ้านและนักสิ่งแวดล้อมใน 14 จังหวัดภาคใต้ โดยเฉพาะประเด็นผลกระทบต่อระบบนิเวศทะเล ชุมชนประมงพื้นบ้าน และการเวนคืนที่ดิน ซึ่งชาวบ้านวางแผนยื่นหนังสือคัดค้านต่อ ส.ส.พรรคภูมิใจไทยในโอกาสนี้

ท่าทีของพิพัฒน์-สุชาติ ต่อกระแสคัดค้าน

เมื่อผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีดังกล่าว นายพิพัฒน์ตอบอย่างชัดเจนว่า พร้อมรับฟังทุกฝ่าย แต่ยังไม่ขอลงรายละเอียด แสดงให้เห็นถึงความโปร่งใสและเปิดกว้างของรัฐมนตรีทั้งสอง ซึ่งถือเป็นสัญญาณบวกในการแก้ไขข้อขัดแย้ง นอกจากนี้ การลงพื้นที่ครั้งนี้ยังรวมถึงการประชุมหารือกับผู้ประกอบการท้องถิ่น หน่วยงานรัฐ และตัวแทนชุมชน เพื่อประเมินความคืบหน้าของ EIA (รายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม) และแผนชดเชยที่เหมาะสม

พิพัฒน์-สุชาติ เตรียมลงพื้นที่โครงการแลนด์บริดจ์ 8 พ.ค.นี้ จึงไม่ใช่แค่การตรวจราชการธรรมดา แต่เป็นก้าวสำคัญในการสร้างสมดุลระหว่างการพัฒนาเศรษฐกิจกับการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม หากรัฐบาลสามารถคลายข้อกังวลได้ โครงการนี้จะกลายเป็นแลนด์มาร์กใหม่ของไทยในยุคดิจิทัลและการค้าเสรี

อนาคตของโครงการแลนด์บริดจ์หลังลงพื้นที่

หลังการลงพื้นที่ คาดว่ารัฐมนตรีจะนำข้อมูลกลับไปปรับปรุงแผน โดยอาจเร่งรัดกระบวนการ EIA ให้โปร่งใสยิ่งขึ้น รวมถึงจัดตั้งกองทุนชดเชยสำหรับชุมชนที่ได้รับผลกระทบ นอกจากนี้ ยังมีแผนเชื่อมโยงกับโครงการ EEC และระเบียงเศรษฐกิจตะวันออก-ตะวันตก เพื่อเสริมศักยภาพการส่งออกของไทย

ในมุมมองของผู้เขียน โครงการแลนด์บริดจ์มีศักยภาพสูงที่จะเปลี่ยนโฉมหน้าภาคใต้ แต่ต้องอาศัยการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วน หากทำได้ดี จะเป็นต้นแบบโครงการใหญ่ที่ยั่งยืน คุณคิดอย่างไรกับ พิพัฒน์-สุชาติ เตรียมลงพื้นที่โครงการแลนด์บริดจ์ 8 พ.ค.นี้? เชิญแสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมแชร์บทความนี้เพื่อติดตามข่าวสารล่าสุด!

ที่มา – “พิพัฒน์-สุชาติ” เตรียมลงพื้นที่โครงการแลนด์บริดจ์ 8 พ.ค.นี้ ยันพร้อมรับฟังทุกฝ่าย

พรรคประชาธิปัตย์ เปิด “คลินิกกฎหมายทนายอาสา” บริการฟรี 4 ภาค

พรรคประชาธิปัตย์ เปิด “คลินิกกฎหมายทนายอาสา” บริการฟรี 4 ภาค

พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ได้ประกาศเปิดตัวโครงการสุดยอดที่ช่วยเหลือประชาชนอย่างแท้จริง นั่นคือ พรรคประชาธิปัตย์ เปิด “คลินิกกฎหมายทนายอาสา” บริการฟรี 4 ภาค เพื่อให้พี่น้องประชาชนทั่วประเทศได้รับการปรึกษากฎหมายฟรี โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายแม้แต่บาทเดียว โครงการนี้เกิดจากแนวคิดของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรค ที่มอบหมายให้นายชัยชนะ เดโช ส.ส.บัญชีรายชื่อและรองหัวหน้าพรรคดูแลพื้นที่ภาคใต้ เป็นผู้รับผิดชอบหลัก

เมื่อวันที่ 28 เมษายน 2569 หลังการประชุม ส.ส. พรรคประจำสัปดาห์ นายชัยชนะได้เปิดเผยรายละเอียดโครงการนี้ โดยจะเริ่มคิกออฟพื้นที่แรกที่จังหวัดพังงาในภาคใต้ ก่อนขยายไปครบทั้ง 4 ภาคทั่วประเทศ ทนายอาสาที่เข้าร่วมมีถึง 30 คนแล้ว ซึ่งส่วนใหญ่เป็นอดีตผู้สมัคร ส.ส. ของพรรคที่มีความเชี่ยวชาญด้านกฎหมาย และจะหมุนเวียนลงพื้นที่ทุกสัปดาห์ ณ สาขาพรรคในแต่ละจังหวัด

บริการอะไรบ้างในคลินิกกฎหมายทนายอาสา

คลินิกกฎหมายทนายอาสานี้ครอบคลุมการปรึกษาคดีหลากหลายประเภท เช่น กฎหมายที่ดิน กฎหมายอาญา กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ โดยเฉพาะปัญหาที่ประชาชนถูกเอารัดเอาเปรียบจากหน่วยงานราชการ แก๊งสแกมเมอร์ หรือคอลเซ็นเตอร์ที่หลอกลวงทรัพย์สิน นายชัยชนะย้ำว่า โครงการนี้มุ่ง “ติดอาวุธทางปัญญา” ให้ประชาชน รู้เท่าทันกฎหมาย เพื่อต่อสู้เรียกร้องความยุติธรรมได้ด้วยตัวเอง

ยกตัวอย่างกรณีถูกแก๊งสแกมหลอกเงิน ประชาชนทั่วไปอาจไม่รู้ว่าต้องแจ้งข้อมูลกับหน่วยงาน AOT เพื่อรับเลขคดีก่อน แล้วค่อยนำไปแจ้งความที่สถานีตำรวจในพื้นที่ ทนายอาสาจะช่วยอธิบายขั้นตอนเหล่านี้ให้ชัดเจน ทำให้ประชาชนไม่ถูกเอาเปรียบอีกต่อไป นอกจากนี้ ยังให้ความรู้เรื่องหลักนิติรัฐและนิติธรรม ซึ่งเป็นที่พึ่งพาที่หายากในยุคปัจจุบัน

ประโยชน์ของโครงการคลินิกกฎหมายฟรีจากพรรคประชาธิปัตย์

  • บริการฟรี 100%: ไม่มีค่าใช้จ่าย เปิดให้ทุกคนเข้าถึงได้
  • ครอบคลุม 4 ภาค: ลงพื้นที่สาขาพรรคทุกจังหวัด หมุนเวียนทีมทนายอาสา
  • เชี่ยวชาญเฉพาะทาง: จัดการปัญหายอดฮิตอย่างสแกม ที่ดิน และคดีแพ่ง
  • ติดอาวุธทางกฎหมาย: สอนประชาชนให้รู้จักสิทธิ เพื่อป้องกันตัวเองในอนาคต

โครงการนี้ไม่ใช่แค่ช่วยคดี แต่ยังเสริมสร้างความรู้ให้ประชาชนรู้เท่าทันระบบยุติธรรมที่ซับซ้อน ปัจจุบันที่พึ่งทางกฎหมายสำหรับคนทั่วไปน้อยมาก แต่ด้วย พรรคประชาธิปัตย์ เปิด “คลินิกกฎหมายทนายอาสา” บริการฟรี 4 ภาค จะเปลี่ยนแปลงสิ่งนั้นได้อย่างแน่นอน

นอกจากนี้ พรรคยังวางแผนขยายทีมทนายอาสาให้มากขึ้น เพื่อรองรับความต้องการที่คาดว่าจะถาโถมจากประชาชนทั่วประเทศ หากคุณหรือคนใกล้ตัวมีปัญหากฎหมาย ลองติดต่อสาขาพรรคประชาธิปัตย์ในพื้นที่ได้เลย โอกาสดีๆ แบบนี้หาไม่ได้ง่ายๆ

ในมุมมองของผู้เขียน โครงการนี้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของพรรคประชาธิปัตย์ในการยึดมั่นหลักประชาธิปไตยและนิติธรรม สร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชนว่ามีพรรคการเมืองที่ใส่ใจปัญหาจริงๆ ไม่ใช่แค่พูดเล่นๆ หากคุณสนใจ สามารถติดตามข่าวสารเพิ่มเติมหรือเข้าร่วมปรึกษาได้ที่สาขาพรรคใกล้บ้าน เพื่อปกป้องสิทธิของคุณวันนี้!

ที่มา – พรรคประชาธิปัตย์ เปิด “คลินิกกฎหมายทนายอาสา” บริการฟรี 4 ภาค

เลขาฯ สมช. รอนายกฯ เซ็นหัวหน้าคณะสันติสุขใต้คนใหม่

วันนี้เรามาพูดถึงข่าวสำคัญที่หลายคนกำลังจับตามองกัน นั่นคือ เลขาฯ สมช. รอนายกฯ เซ็นตั้งหัวหน้าคณะพูดคุยสันติสุขคนใหม่ เชื่อสถานการณ์ใต้ดีขึ้นแน่ นายฉัตรชัย บางชวด เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ได้ให้สัมภาษณ์เมื่อวันที่ 28 เมษายน 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล เกี่ยวกับความคืบหน้าของกระบวนการพูดคุยเพื่อสันติสุขในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งเป็นประเด็นที่คนไทยจำนวนมากให้ความสนใจ เพราะอยากเห็นความสงบสุขกลับคืนมาในพื้นที่นั้น

เลขาฯ สมช. รอนายกฯ เซ็นตั้งหัวหน้าคณะพูดคุยสันติสุขคนใหม่ เชื่อสถานการณ์ใต้ดีขึ้นแน่

ตามที่เลขาฯ สมช. ระบุ ขณะนี้ สมช. กำลังเตรียมเสนอชื่อหัวหน้าคณะพูดคุยสันติสุขชุดใหม่ให้คณะรัฐมนตรีและนายกรัฐมนตรีพิจารณาและลงนาม โดยหัวหน้าคณะที่จะมาจะเป็นผู้กำหนดรูปแบบการพูดคุย รูปแบบองค์ประกอบ และแนวทางปฏิบัติต่างๆ ส่วน สมช. จะยังคงทำหน้าที่เลขานุการคณะต่อไป เมื่อถามถึงกำหนดการเริ่มต้น นายฉัตรชัย ยืนยันชัดเจนว่า "ถ้านายกฯ ลงนามแล้ว เราจะเริ่มกระบวนการได้ทันทีเลย" นี่เป็นสัญญาณที่ดีมากสำหรับคนในพื้นที่ใต้ที่รอคอยความก้าวหน้า

แนวทางการพูดคุยครั้งใหม่จะต่อยอดจากอดีตอย่างไร

สำหรับการพูดคุยในรอบก่อนหน้า ที่มี พล.อ. สมศักดิ์ รุ่งสิตา เป็นหัวหน้า แม้จะมีการเปลี่ยนผ่านรัฐบาล แต่ก็มีการพูดคุยจนได้เนื้อหาบางส่วนแล้ว ครั้งนี้คณะชุดใหม่จะหยิบยกประเด็นเก่าๆ มาพิจารณาต่อหรือไม่? เลขาฯ สมช. บอกว่า ต้องรอหัวหน้าคณะตัดสินใจ แต่ยืนยันหลักการสำคัญคือ "คุยทุกกลุ่มให้ครอบคลุม ทั้งในประเทศและต่างประเทศ ไม่ว่าจะตัวจริงหรือตัวแทน" ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มการเมืองหรือทหาร เราจะเปิดโต๊ะเจรจาทุกฝ่าย เพื่อให้ครอบคลุมและนำไปสู่ผลลัพธ์ที่ยั่งยืน

หลายคนสงสัยว่าคณะชุดใหม่จะทำให้สถานการณ์ดีขึ้นจริงหรือ? นายฉัตรชัย มั่นใจจากประสบการณ์ที่ผ่านมา โดยบอกว่า จะนำบทเรียนเก่ามาประเมินและปรับแนวทางให้เหมาะสมยิ่งขึ้น แม้รายละเอียดจะต้องรอหัวหน้าคณะประกาศ แต่ความหวังในการลดเหตุรุนแรงและสร้างสันติภาพดูสดใสขึ้นแน่นอน

ประเด็นอื่นๆ ที่น่าสนใจจากเลขาฯ สมช.

นอกจากเรื่องสันติสุขใต้แล้ว เลขาฯ สมช. ยังพูดถึงการดูแลความปลอดภัยบุคคลสำคัญ (VIP) หลังเหตุประธานาธิบดีทรัมป์ของสหรัฐถูกยิงลอบ โดยย้ำว่า สมช. ไม่ได้ดูแลโดยตรง แต่ตำรวจมีมาตรการเข้มข้นอยู่แล้ว และมีการข่าวกรองอย่างต่อเนื่อง เชื่อมั่นในระบบรักษาความปลอดภัยของไทย

ส่วนกรณียกเลิก MOU 44 กับกัมพูชา เลขาฯ สมช. ยืนยันว่าไทยมีสิทธิ์ยกเลิกฝ่ายเดียวตามกฎหมาย เมินกระแสไม่พอใจจากเขมร โดยเรื่องนี้กระทรวงการต่างประเทศไทยจะนำเสนอครม. ต่อไป และจะมีรูปแบบอื่นมาทดแทนเพื่อรักษาความสัมพันธ์ทวิภาคี

  • คาดหวังให้การพูดคุยสันติสุขใต้เริ่มเร็วๆ นี้
  • มั่นใจสถานการณ์ดีขึ้นจากประสบการณ์เก่า
  • ไทยยืนยันสิทธิ์ใน MOU 44
  • ระบบรักษาความปลอดภัย VIP เข้มแข็ง

โดยรวมแล้ว ข่าวนี้ให้ความหวังใหม่แก่ประชาชนในภาคใต้และทั่วประเทศ สันติภาพคือสิ่งที่เราทุกคนปรารถนา หากรัฐบาลเดินหน้าต่อเนื่อง โอกาสประสบความสำเร็จมีสูงมาก ในฐานะนักสังเกตการณ์ ผมเชื่อว่านี่คือจุดเริ่มต้นของยุคใหม่ที่ใต้จะสงบสุขยั่งยืน ลองติดตามพัฒนาการเพิ่มเติม และแชร์ความเห็นของคุณในคอมเมนต์ด้านล่างด้วยนะครับ!

ที่มา – เลขาฯ สมช. รอนายกฯ เซ็นตั้งหัวหน้าคณะพูดคุยสันติสุขคนใหม่ เชื่อสถานการณ์ใต้ดีขึ้นแน่

นายกฯ สั่ง กอ.รมน. เข้มบังคับใช้กฎหมาย

ในช่วงที่สถานการณ์ชายแดนภาคใต้ยังคงตึงเครียด นายกฯ สั่ง กอ.รมน. เข้มบังคับใช้กฎหมาย อย่างเข้มงวด เพื่อสร้างความมั่นคงและความสงบสุขให้กับประชาชน นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้เปิดเผยนโยบายสำคัญหลังลงพื้นที่ตรวจราชการ โดยเน้นการบังคับใช้กฎหมายให้เด็ดขาด ยกระดับการข่าวสาร และใช้หลัก “เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา” อย่างเต็มรูปแบบ นอกจากนี้ยังอวยพรประชาชนหลังเทศกาลสงกรานต์ว่า “ขอให้เงินทองไหลมาเทมา” และติดตลกว่า “ไม่กล้าบอกว่าไม่ไหวแล้ว”

นายกฯ สั่ง กอ.รมน. เข้มบังคับใช้กฎหมาย

เมื่อวันที่ 17 เมษายน 2567 ที่ท่าอากาศยานทหาร 2 กองบิน 6 ดอนเมือง นายกรัฐมนตรีได้ให้สัมภาษณ์หลังลงพื้นที่ชายแดนภาคใต้ โดยย้ำถึงบทบาทของ กอ.รมน. ที่ต้องปรับเปลี่ยนเพื่อเข้มงวดมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการบังคับใช้กฎหมาย การพัฒนาพื้นที่ และการสร้างความร่วมมือกับประชาชนในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ นโยบายนี้มุ่งหวังลดปัญหาความไม่สงบและป้องกันอาชญากรรมข้ามชาติ

นายกฯ ระบุว่าทุกกระทรวงได้ส่งตัวแทนลงพื้นที่ช่วยเหลือ ยกเว้นกระทรวงสาธารณสุขเพียงแห่งเดียว แสดงให้เห็นถึงความร่วมมือข้ามหน่วยงานในการแก้ปัญหา นอกจากนี้ยังมีการอนุมัติสร้างรั้วชายแดนที่อำเภอแว้ง จังหวัดนราธิวาส กั้นแม่น้ำโก-ลก เพื่อป้องกันการลักลอบนำเข้าสินค้าเถื่อนและสิ่งอันตราย รวมถึงป้องกันน้ำท่วมที่เป็นปัญหาประจำ

ความคืบหน้าคดีสำคัญหลังนายกฯ สั่ง กอ.รมน. เข้มบังคับใช้กฎหมาย

ในคดีลอบยิงนายกมลศักดิ์ ลีวาเมาะ ส.ส.นราธิวาส พรรคประชาชาติ มีความคืบหน้าอย่างรวดเร็ว โดยจับกุมผู้ต้องหาได้ 4 จาก 5 คนแล้ว กำลังขยายผลเพื่อจับคนสุดท้ายที่อาจหลบหนีทางช่องทางธรรมชาติ พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รอง ผบ.ตร. ได้ลงพื้นที่ติดตามด้วย นอกจากนี้ กอ.รมน. ยังแจ้งดำเนินคดีนายทหารยศนาวาเอกที่อนุมัติยืมรถเกี่ยวข้องกับคดี สะท้อนความเด็ดขาดในการตรวจสอบภายใน

  • จับกุมผู้ต้องหา 4/5 คนในคดียิง ส.ส.
  • ขยายผลจับกุมคนร้ายที่เหลือ
  • ดำเนินคดีนายทหารที่เกี่ยวข้อง
  • สร้างรั้วชายแดนป้องกันลักลอบ
  • ยกระดับการข่าวและพัฒนาพื้นที่

นโยบาย นายกฯ สั่ง กอ.รมน. เข้มบังคับใช้กฎหมาย นี้ไม่เพียงช่วยเสริมความมั่นคง แต่ยังส่งเสริมเศรษฐกิจท้องถิ่นผ่านหลัก “เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา” ทำให้ประชาชนมีส่วนร่วมมากขึ้น สถานการณ์ชายแดนใต้ที่เคยร้อนระอุกำลังดีขึ้นทีละน้อยจากการบูรณาการทุกฝ่าย

หลังเทศกาลสงกรานต์ นายกฯ อวยพรประชาชนว่า “ขอให้ทุกคนมีความสุข สำเร็จ สมปรารถนา เงินทองไหลมาเทมา” พร้อมแซวตัวเองว่า “เอาไหลมาเทมาทุกวันก็แล้วกัน ไม่กล้าบอกไม่ไหวแล้ว” คำพูดนี้สร้างรอยยิ้มและกำลังใจให้คนไทยทั้งประเทศ

การดำเนินการครั้งนี้แสดงให้เห็นวิสัยทัศน์ของรัฐบาลในการจัดการปัญหาความมั่นคงอย่างรอบด้าน หากรัฐบาลยังคงความเด็ดขาดแบบนี้ต่อไป สถานการณ์ชายแดนใต้จะยั่งยืนมากขึ้นแน่นอน คุณคิดอย่างไรกับนโยบายนี้? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และติดตามข่าวการเมืองอัปเดตได้ที่นี่!

ที่มา – นายกฯ สั่ง กอ.รมน. เข้มบังคับใช้กฎหมาย อวยพรคนไทยเงินไหลมาเทมา ลั่นไม่กล้าใช้คำว่า “ไม่ไหวแล้ว”

นายกฯ ถึงนราธิวาส แม่ทัพภาค 4 รอต้อนรับ หลังดรามาเดือด

นายกฯ ถึงนราธิวาส แม่ทัพภาค 4 รอต้อนรับ หลังดรามาเดือด ก่อนมอบนโยบายที่ ศอ.บต. เป็นเหตุการณ์ที่หลายคนจับตามอง หลังจากมีกระแสข่าวดรามาร้อนแรงในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ เมื่อวันที่ 17 เมษายน 2567 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เดินทางถึงท่าอากาศยานนราธิวาส เวลา 09.28 น. ท่ามกลางการต้อนรับอย่างอบอุ่นจากผู้ว่าราชการจังหวัด พล.ท.นรธิป โพยนอก แม่ทัพภาคที่ 4 และคณะผู้บริหารท้องถิ่น

นายกฯ อนุทิน ทักทายแม่ทัพภาค 4 ที่นราธิวาส

ภาพที่ทุกคนประทับใจคือ นายกฯ อนุทิน ทักทายและสวมกอด พล.ท.นรธิป อย่างเป็นกันเอง สะท้อนถึงความสัมพันธ์อันดีระหว่างผู้นำรัฐบาลกับกองทัพ แม้ก่อนหน้านี้จะมีดรามาเดือดในพื้นที่ที่ทำให้สังคมกังวล แต่เหตุการณ์นี้ช่วยคลายความตึงเครียดได้อย่างมาก ผู้ว่าราชการจังหวัดบุญช่วย หอมยามเย็น พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รอง ผบ.ตร. และนายปิยะศิริ วัฒนวรางกูร เลขาธิการ ศอ.บต. ต่างมารอต้อนรับอย่างพร้อมเพรียง

การต้อนรับนายกฯ ที่ท่าอากาศยานนราธิวาส

นายกฯ ถึงนราธิวาส แม่ทัพภาค 4 รอต้อนรับ หลังดรามาเดือด ก่อนมอบนโยบายที่ ศอ.บต.

หลังจากนั้น นายบุญช่วยและพล.ท.นรธิป ได้รายงานสถานการณ์ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ให้ นายกฯ ฟังอย่างละเอียด โดยเฉพาะปัญหาความมั่นคงและการพัฒนา นายกฯ ในฐานะผู้บัญชาการกองอาสารักษาดินแดน (ผบ.บก.อส.) ยังได้ตรวจแถวกำลังพลอส.ที่มารักษาความปลอดภัยในการตรวจราชการครั้งนี้ ภาพกำลังพลยืนแถวตระหง่าน สร้างความมั่นใจให้ประชาชนในพื้นที่

นายกฯ ตรวจแถวกองอาสารักษาดินแดนภาพตรวจราชการนายกฯ ที่นราธิวาส

การเดินทางด้วยเฮลิคอปเตอร์สู่ ศอ.บต.

จากท่าอากาศยาน นายกฯ และคณะเดินทางด้วยเฮลิคอปเตอร์ไปยังศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) เพื่อมอบนโยบายสำคัญของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาพื้นที่ชายแดนใต้ นโยบายเหล่านี้ครอบคลุมด้านความมั่นคง เศรษฐกิจ สังคม และการศึกษา โดยเน้นการพัฒนาที่ยั่งยืนและสร้างสันติภาพถาวร นอกจากนี้ยังตรวจเยี่ยมการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ เพื่อให้กำลังใจและติดตามความก้าวหน้า

บริบทดรามาเดือดก่อนหน้า

ก่อนเกิดเหตุการณ์ นายกฯ ถึงนราธิวาส แม่ทัพภาค 4 รอต้อนรับ มีดรามาเดือดในพื้นที่ โดยเฉพาะประเด็นการบริหารจัดการและความขัดแย้งระหว่างหน่วยงานท้องถิ่นกับกองทัพ ซึ่งถูกนำมาพูดถึงในโซเชียลมีเดียอย่างกว้างขวาง แต่การปรากฏตัวของนายกฯ ครั้งนี้ ถือเป็นสัญญาณบวกที่แสดงถึงความเป็นเอกภาพของทุกฝ่ายในการขับเคลื่อนงานเพื่อประชาชน

ปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นประเด็นเรื้อรังมานาน รัฐบาลชุดนี้ให้ความสำคัญสูง โดยมีงบประมาณและโครงการพัฒนาจำนวนมาก เช่น โครงการสร้างอาชีพ สร้างโรงเรียน สร้างโครงสร้างพื้นฐาน และกระบวนการพูดคุยสันติภาพ การเยือนครั้งนี้ของนายกฯ จึงไม่ใช่แค่พิธีการ แต่เป็นการยืนยันเจตนารมณ์ที่ชัดเจน

  • การต้อนรับอย่างอบอุ่น สร้างภาพลักษณ์บวก
  • มอบนโยบายแก้ปัญหาโดยตรง
  • ตรวจเยี่ยมกำลังพล เพิ่มขวัญกำลังใจ
  • รายงานสถานการณ์เพื่อปรับแผนงาน

เหตุการณ์นี้ยังช่วยเสริมสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชนในพื้นที่ ว่าปัญหาจะได้รับการแก้ไขอย่างจริงจัง ในมุมมองของผม การสวมกอดกันอย่างเป็นกันเองระหว่างนายกฯ กับแม่ทัพภาค 4 คือสัญลักษณ์ของความสามัคคีที่จังหวัดชายแดนใต้ต้องการมากที่สุดตอนนี้

คุณคิดอย่างไรกับการตรวจราชการครั้งนี้? มันจะช่วยคลายดรามาและนำพาสันติภาพมาสู่ภาคใต้ได้หรือไม่? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมติดตามข่าวสารการเมืองและพัฒนาพื้นที่ชายแดนใต้จากเรา!

ที่มา – นายกฯ ถึงนราธิวาส แม่ทัพภาค 4 รอต้อนรับ หลังดรามาเดือด ก่อนมอบนโยบายที่ ศอ.บต.

ปชป. แท็กทีมจัดหนักถล่มวิกฤตพลังงาน

ในสถานการณ์ที่ราคาน้ำมันโลกผันผวนหนัก รัฐบาลไทยกำลังเผชิญวิกฤตพลังงานที่ส่งผลกระทบรุนแรงต่อเศรษฐกิจ โดยเฉพาะอุตสาหกรรมท่องเที่ยวที่กำลังพังยับเยิน ส.ส. จากพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ไม่รอช้า ร่วมแท็กทีมจัดหนักถล่มวิกฤตพลังงาน จี้รัฐบาลเร่งแก้ปัญหาน้ำมันแพงที่ทำให้ประชาชนเดือดร้อน

ปชป. แท็กทีมจัดหนักถล่มวิกฤตพลังงาน

วันที่ 25 มีนาคม 2567 ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ส.ส.ปชป. ประสานเสียงเดียวกันเพื่อกดดันรัฐบาล โดยนางรัดเกล้า อินทวงศ์ สุวรรณคีรี เสนอแนวทางชัดเจนผ่าน “4 ยุทธศาสตร์ปลดแอกพลังงานไทย” ที่ยึดหลักเศรษฐกิจพอเพียง สร้างภูมิคุ้มกันให้ประเทศไม่ต้องพึ่งพาน้ำมันนำเข้าจากตะวันออกกลางที่ราคาผันผวนตามสถานการณ์โลกยุทธศาสตร์เหล่านี้ไม่ใช่แค่ไอเดีย แต่เป็นทางออกจริงจังที่สามารถนำไปปฏิบัติได้ทันที

4 ยุทธศาสตร์ปลดแอกน้ำมันแพงจากปชป.

  • ยกระดับไบโอดีเซลสู่ HVO: พัฒนาเทคโนโลยีไบโอดีเซลไปสู่ Hydrotreated Vegetable Oil (HVO) ซึ่งเป็นน้ำมันชีวภาพขั้นสูงที่สะอาดและมีประสิทธิภาพสูง รองรับเครื่องยนต์สมัยใหม่ ลดการปล่อยคาร์บอนได้มากกว่า 90%
  • สร้างตลาดเครื่องจักรกลเกษตรพลังงานสะอาด: ส่งเสริมการผลิตและใช้งานเครื่องจักรการเกษตรที่ใช้พลังงานทางเลือก เช่น ไฟฟ้าหรือไฮโดรเจน เพื่อลดต้นทุนน้ำมันให้เกษตรกร
  • กระจายงบพลังงานหมุนเวียน 2W 2S: สนับสนุนพลังงานจากขยะ ลม แสงอาทิตย์ และเชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืน (SAF) กระจายงบประมาณให้ทั่วถึงทุกภาคส่วน
  • บูรณาการภาคเกษตร Zoning พืชพลังงาน: กำหนดพื้นที่ปลูกพืชพลังงานอย่างเป็นระบบ พร้อมประกันราคาที่เป็นธรรม ลดความเสี่ยงให้เกษตรกรและลดการนำเข้าน้ำมัน

ยุทธศาสตร์เหล่านี้จะช่วยให้ไทยมีพลังงานอิสระมากขึ้น ลดการพึ่งพาต่างชาติ และสร้างงานใหม่ในภาคพลังงานหมุนเวียน ซึ่งเป็นเทรนด์โลกที่ไทยไม่ควรรอช้า

วิกฤตน้ำมันแพงทำท่องเที่ยวหาดใหญ่พังยับ

ด้านนายศักดิ์สิทธิ์ ขาวทอง ส.ส.สงขลา ยิงปืนนัดสุดท้ายด้วยการแฉปัญหาในภาคใต้ โดยเฉพาะหาดใหญ่ที่กำลังโคม่าเพราะน้ำมันขาดแคลน กลไกตลาดบิดเบี้ยวจากการตัดโควตาน้ำมันหน้าปั๊มกว่า 50% ทำให้เกิดคิวยาวเหยียด รัฐบาลมาเลเซียถึงกับเตือนนักท่องเที่ยวให้เติมน้ำมันก่อนข้ามมาไทย ส่งผลให้รายได้ท่องเที่ยวหาดใหญ่ในช่วงเทศกาลสำคัญหายวับไปกว่าครึ่ง

ไม่ dừngแค่นั้น มาตรการห้ามเติมน้ำมันใส่แกลลอนยังทำลายวิถีชีวิตชาวประมงที่ต้องพึ่งพาการเติมแบบนี้เพื่อออกเรือหาปลา ชาวบ้านเดือดร้อนหนัก ส.ส.ศักดิ์สิทธิ์ ทิ้งท้ายเตือนรัฐบาลว่า “อย่าพลิกโอกาสให้เป็นวิกฤต” และฝากคำจากคนพื้นที่ถึงนายกฯ ว่า “ไม่อยากใช้ชีวิตติดหรู กลัวลุงหนูอยู่ยาว” คำพูดนี้สะท้อนความล้มเหลวของนโยบายที่ไม่เข้าใจปัญหาจริง

วิกฤตพลังงานครั้งนี้ไม่ใช่แค่ปัญหาน้ำมันแพง แต่กระทบทุกภาคส่วน เศรษฐกิจไทยกำลังเสียหายมหาศาล โดยเฉพาะท่องเที่ยวที่เป็นเสาหลัก GDP กว่า 20% หากไม่แก้ไขด่วน ผลกระทบจะลามไปสู่การว่างงานและค่าครองชีพที่พุ่งสูง ปชป. แท็กทีมจัดหนักถล่มวิกฤตพลังงาน เพื่อให้รัฐบาลตื่นตัวและลงมือทำจริง

ปัญหาน้ำมันแพงยังเชื่อมโยงกับภาวะเงินเฟ้อโลก สงครามยูเครน และความไม่แน่นอนในตะวันออกกลาง ไทยต้องเร่งพัฒนาพลังงานทางเลือกเพื่อความมั่นคง อย่างที่ปชป. เสนอ หากรัฐบาลนำไปใช้ จะช่วยพลิกฟื้นเศรษฐกิจได้ทันที

สุดท้ายนี้ การที่ปชป. แท็กทีมจัดหนักถล่มวิกฤตพลังงาน แสดงให้เห็นถึงความรับผิดชอบของฝ่ายค้านที่ใส่ใจประชาชน คุณคิดอย่างไรกับ 4 ยุทธศาสตร์นี้? มาร่วมแสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และแชร์บทความนี้เพื่อกระตุ้นให้รัฐบาลแก้ปัญหาอย่างจริงจัง!

ที่มา – “ปชป.” แท็กทีมจัดหนักถล่มวิกฤตพลังงาน จี้ปลดแอกน้ำมันแพง ทำท่องเที่ยวพังยับ

Scroll to top