ซื้อเสียง

กกต. เผยร้องทุจริตเลือกตั้ง สส. 246 เรื่อง

สวัสดีครับเพื่อนๆ ชาวบล็อกข่าวการเมืองวันนี้เรามีเรื่องร้อนมาอัปเดตกันแบบเป็นกันเองเลยนะครับ กกต. เผยร้องทุจริตเลือกตั้ง สส. 246 เรื่อง ซึ่งเป็นตัวเลขที่น่าตกใจมาก โดยเฉพาะกรณีซื้อเสียงที่ครองสัดส่วนถึง 30% เลยทีเดียว และยังมีดราม่าร้อนๆ อย่างการจ่อเอาผิดอาญา “สว.หมอเกศ” ด้วย มาฟังรายละเอียดกันแบบชิลๆ ครับ

กกต. เผยร้องทุจริตเลือกตั้ง สส. 246 เรื่อง

วันที่ 4 มีนาคม 2569 หรือปี 2026 นะครับ นายครรชิต เจริญอินทร์ รองเลขาธิการ กกต. ได้แถลงข่าวที่สำนักงาน กกต. เกี่ยวกับการร้องเรียนทุจริตในการเลือกตั้ง สส. เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 พบว่ามีเรื่องร้องเรียนทั้งหมด ร้องทุจริตเลือกตั้ง สส. 246 เรื่อง ส่วนใหญ่เข้าข่ายผิด พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง สส. 2561 มาตรา 73 (1) ซึ่งคือการแจกเงินซื้อเสียงนั่นเอง คิดเป็นราว 30% ของทั้งหมด

ตอนนี้ทุกเรื่องกำลังอยู่ในขั้นตอนสืบสวนสอบสวนชั้นต้น กกต. บอกว่าต้องให้โอกาสผู้ถูกกล่าวหามาชี้แจงก่อน ซึ่งใช้เวลาพอสมควร เลยทำให้ไม่ทัน 60 วันตามกฎหมาย จึงต้องประกาศรับรองผลการเลือกตั้งไปก่อน แต่ไม่ใช่ว่าจะลืมเรื่องนะครับ กกต. ยังมีอำนาจสืบสวนต่อได้

นอกจากนี้ ยังมีคำร้องเกี่ยวกับการออกเสียงประชามติอีก 6 เรื่อง ก็กำลังดำเนินการเหมือนกัน แต่ระยะเวลากฎหมายสั้นกว่า เลยประกาศผลไปก่อนเช่นกัน

จ่อเอาผิดอาญา “สว.หมอเกศ” หลังศาลฎีกาพิพากษา

ข่าวใหญ่ใจกลางคือ ศาลฎีกาพิพากษาเพิกถอนสิทธิสมัครของ น.ส.เกศกมล เปลี่ยนสมัย หรือ “หมอเกศ” สว. เรียบร้อยแล้ว หลังจากนี้ กกต. จะพิจารณาดำเนินคดีอาญาต่อ ฐานรู้ว่าตัวเองไม่มีสิทธิสมัครแต่ยังลงสมัครอยู่ดี มีหลักฐานแน่นหนาเลยครับ

กรณีทุจริตเด่นๆ ที่ กกต. กำลังไล่ตรวจ

มีหลายกรณีที่น่าสนใจมาก เช่น

  • สมุทรปราการ: พบเอกสารเลือกตั้งทิ้งในบ่อขยะ สงสัยกรรมการหน่วยทำ กกต. สั่งผู้อำนวยการจังหวัดร้องทุกข์แล้ว กำลังหาคนทิ้ง
  • พะเยา: กปน. เตรียมใส่บัตรลงคะแนนแล้ว 7 ใบลงหีบผิด กำลังสอบว่าเกี่ยวผู้สมัครไหม
  • อ.พาน เชียงราย: จับเงินซื้อเสียง คณะกรรมการสอบสวนกำลังเร่ง
  • คันนายาว กทม. เขต 15 หน่วย 9: 6 บุคคลขัดขวางการนับคะแนนใหม่ กกต. แจ้งความแล้ว กำลังรวบรวมหลักฐานจาก CCTV และคลิปเพิ่ม มีดราม่ากับสื่อด้วยนะครับ เพราะแจ้งสื่อรายเดียวก่อน
กกต. แถลง ร้องทุจริตเลือกตั้ง สส. 246 เรื่อง จ่อเอาผิดสว.หมอเกศ

นายครรชิต บอกว่ากรณีสื่อจะถอนแจ้งความหรือไม่ ต้องรอกกต. พิจารณาเพิ่มเติม ส่วนเหตุผลจะไปอธิบายกับตำรวจเอง

สเปกเตอร์ ซี เอี่ยวป่วนเลือกตั้ง?

อีกเรื่องกำลังร้อนคือ บริษัท สเปกเตอร์ ซี จำกัด ที่เกี่ยวข้องกับพรรคประชาชน กำลังตรวจสอบว่ามีส่วนทำให้วุ่นวายในหลายพื้นที่ไหม เช่น ปทุมธานี เขต 7 ชลบุรี เขต 1 และคันนายาว กทม. หรือเปล่า ต้องรอผลสอบสวนต่อไปครับ

เพื่อนๆ เห็นไหมครับว่า ร้องทุจริตเลือกตั้ง สส. 246 เรื่อง นี่ไม่ใช่เรื่องเล็กๆ การซื้อเสียงยังคงเป็นปัญหาใหญ่ของการเมืองไทย แม้ กกต. จะเร่งมือแล้ว แต่ประชาชนอย่างเราก็ต้องช่วยกันจับตา สนับสนุนความโปร่งใสเพื่ออนาคตที่ดีกว่านี้

ในมุมมองผมนะครับ การทุจริตเลือกตั้งแบบนี้ทำลายความเชื่อมั่นประชาธิปไตยได้ง่ายมาก ถ้าทุกฝ่ายร่วมมือกัน คงจะลดปัญหาได้เยอะ คุณคิดยังไง ลองคอมเมนต์บอกกันด้านล่างเลยครับ หรือถ้ามีประสบการณ์เจออะไรในวันเลือกตั้ง แชร์มาได้เลย! ติดตามอัปเดตข่าวการเมืองเพิ่มเติมที่นี่นะ

ที่มา – กกต. เผย ร้องทุจริตเลือกตั้ง สส. 246 เรื่อง จ่อเอาผิดอาญา “สว.หมอเกศ” ต่อ

กกต. บอกไม่ต้องห่วง จะกัดไม่ปล่อย

หลังจากการเลือกตั้ง ส.ส. ที่ผ่านมา มีประเด็นร้อน ๆ เกิดขึ้นมากมาย ไม่ว่าจะเป็นการฉีกบัตร การนับคะแนนใหม่ หรือแม้กระทั่งข่าวลือเรื่องซื้อเสียงที่แพร่สะพัดไปทั่วโซเชียล ล่าสุด กกต. บอกไม่ต้องห่วง จะกัดไม่ปล่อย หลังถูกวิจารณ์ซื้อเสียงคนรู้ทั้งประเทศ โดยรองเลขาธิการ กกต. ออกมาแถลงชี้แจงอย่างเป็นทางการ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชน

กกต. บอกไม่ต้องห่วง จะกัดไม่ปล่อย หลังถูกวิจารณ์ซื้อเสียงคนรู้ทั้งประเทศ

วันที่ 9 ก.พ. 2569 ที่สำนักงาน กกต. ว่าที่ร.ต.ภาสกร สิริภคยาพร รองเลขาธิการ กกต. ได้แถลงความคืบหน้าต่าง ๆ เกี่ยวกับกระบวนการเลือกตั้ง โดยยืนยันว่าทุกประเด็นกำลังอยู่ระหว่างตรวจสอบข้อเท็จจริง ไม่ว่าจะเป็นกรณีฉีกบัตรที่ จ.น่าน หรือกรณี กปน. แอบหย่อนบัตรที่ จ.พะเยา กกต. จะรอรายงานจากผู้เกี่ยวข้อง หากพบการฝ่าฝืนกฎหมาย จะดำเนินการทันทีตามขั้นตอนกฎหมาย เพื่อความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย

กกต. บอกไม่ต้องห่วง จะกัดไม่ปล่อย หลังถูกวิจารณ์ซื้อเสียง

กรณีปทุมธานีนับคะแนนใหม่ ไม่กระทบผลเลือกตั้ง

สำหรับประเด็นร้อนที่ จ.ปทุมธานี หน่วยหอประชุม ม.ราชมงคลธัญบุรี ที่มีการนับคะแนนใหม่ รองเลขาฯ กกต. ชี้แจงว่าเป็นการนับคะแนนนอกเขตและนอกราชอาณาจักร ซึ่งผลการนับใหม่ ไม่ทำให้ผลเลือกตั้งเปลี่ยนแปลง ข่าวที่ว่าพรรคภูมิใจไทยนำแล้วกลายเป็นพรรคประชาชนนำนั้นเป็นข้อมูลคลาดเคลื่อนทั้งสิ้น ขณะนี้รอรายงานจาก ผอ.กกต.จังหวัดเพื่อสรุปข้อเท็จจริง

นอกจากนี้ ยังมีประเด็นการไม่อนุญาตให้ประชาชนสังเกตการณ์และคลุมกล้องวงจรปิด กกต. ย้ำว่าประชาชนมีสิทธิ์สังเกตการณ์ได้ทุกหน่วย หากพบสิ่งไม่ชอบธรรม จะเสนอให้ กกต. พิจารณาดำเนินการทันที ส่วน จ.พิจิตร ที่มีข่าวบัตรเขย่ง ก็กำลังตรวจสอบเช่นกัน เนื่องจากผลไม่เป็นทางการอาจคลาดเคลื่อน รอผลอย่างเป็นทางการจึงเป็นข้อมูลที่ถูกต้อง

แถลงข่าวกกต. เรื่องทุจริตเลือกตั้ง

กรณี กทม. คันนายาว หน่วย 9 ที่ฝนตกหนักทำให้บัตรเสียหาย กกต. สามารถสั่งเลือกตั้งใหม่ได้ตามกฎหมายหากบัตรชำรุดจำนวนมาก คลิปโซเชียลที่แอบนับคะแนนโดยไม่ชูบัตรให้เห็น กกต. ก็จะตรวจสอบข้อเท็จจริงเช่นกัน ส่วนผลเลือกตั้งอย่างเป็นทางการ จะประกาศภายใน 60 วันตามกฎหมาย

มีเรื่องร้องทุจริต 113 เรื่อง ซื้อเสียงมากสุด

ร.ต.อ.ชนินทร์ น้อยเล็ก รองเลขาฯ กกต. เผยว่ามีเรื่องร้องทุจริตแล้ว 113 เรื่อง โดยความผิดฐานซื้อเสียงตามมาตรา 73(1) พ.ร.ป.เลือกตั้ง ส.ส. มากที่สุด ได้รับเป็นสำนวน 107 เรื่อง กระจายทุกพื้นที่ กกต. กำชับดำเนินการเฉียบขาดทุกประเด็น รวมถึงปัญหาทางเทคนิคของระบบรายงานผล ซึ่งแก้ไขแล้ว รายงานคะแนนเข้ามา 94% และจะเผยแพร่รายงาน 5/18 ทางเว็บไซต์ให้ตรวจสอบ

กกต. ตรวจสอบซื้อเสียง
รองเลขาธิการ กกต. แถลง
  • กกต. สืบสวนทุกคลิปซื้อเสียงที่ปรากฏ ไม่ต้องห่วงเพราะ “จะกัดไม่ปล่อย”
  • ประชาชนร้องได้ภายใน 30 วันหลังประกาศผล
  • ระบบรายงานผลปรับปรุงแล้ว รอผลอย่างเป็นทางการ

จากที่ กกต. บอกไม่ต้องห่วง จะกัดไม่ปล่อย หลังถูกวิจารณ์ซื้อเสียงคนรู้ทั้งประเทศ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการรักษาความสุจริตเลือกตั้ง แม้จะมีเสียงวิจารณ์หนัก แต่ กกต. ก็พร้อมสู้เพื่อความโปร่งใส ในมุมมองของผม นี่คือก้าวสำคัญที่จะฟื้นความเชื่อมั่นของประชาชนในระบบประชาธิปไตยไทย ลองติดตามผลการตรวจสอบต่อไป หากคุณมีประสบการณ์หรือเห็นอะไรน่าสงสัย แชร์ในคอมเมนต์ด้านล่างได้เลย!

ที่มา – กกต. บอกไม่ต้องห่วง จะกัดไม่ปล่อย หลังถูกวิจารณ์ซื้อเสียงคนรู้ทั้งประเทศ

เปิดสถิติคดีเลือกตั้ง 2569 ซื้อสิทธิ์ ขายเสียง 9 คดี

สวัสดีครับเพื่อนๆ วันนี้เรามีข้อมูลสำคัญมาอัปเดตกันแบบเป็นกันเองเลยนะ เรื่อง คดีเลือกตั้ง 2569 ที่หลายคนจับตา ตำรวจจากศูนย์อำนวยการรักษาความปลอดภัยและความสงบเรียบร้อยการจัดการเลือกตั้ง หรือที่เรียกสั้นๆ ว่า ศลต.ตร. ได้เปิดสถิติล่าสุดแล้ว ตั้งแต่วันที่ 26 ธันวาคม 2568 ถึง 5 กุมภาพันธ์ 2569 พบว่ามีคดีความผิดเกิดขึ้นรวม 151 คดี เลยทีเดียว! ไม่ว่าจะเป็นการทำลายป้ายหาเสียง ทำให้เกิดความกลัว ร้องเรียน กกต. ดูหมิ่นซึ่งหน้า ใส่ร้ายด้วยความเท็จ ลักทรัพย์ จำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ชักชวนซื้อสิทธิ์ขายเสียง พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ และอื่นๆ อีกเพียบ เรียกได้ว่าครอบคลุมทุกมิติของการละเมิดกฎหมายเลือกตั้งเลยครับ

ซื้อสิทธิ์ ขายเสียง ในคดีเลือกตั้ง 2569 มีกี่คดี?

มาดูประเด็นร้อนที่ทุกคนอยากรู้กันก่อนเลย นั่นคือเรื่อง ซื้อสิทธิ์ ขายเสียง ซึ่งเป็นหัวใจของการทุจริตเลือกตั้ง พบว่ามีคดีเกิดขึ้นทั้งหมด 9 คดี เท่านั้น! โดยกองบัญชาการตำรวจภูธร ภาค 8 มากสุดถึง 4 คดี ส่วนภาค 2, 4, 5, 6 และ 7 แต่ละภาคละ 1 คดี น้อยกว่าที่หลายคนคาดไว้มาก แสดงให้เห็นว่าปีนี้ประชาชนตื่นตัว ไม่ยอมให้มีการซื้อโหวตง่ายๆ แล้วนะครับ ถือเป็นสัญญาณดีของการเลือกตั้งที่โปร่งใสมากขึ้น

คดีเลือกตั้ง 2569 แบ่งตามกองบัญชาการตำรวจ

สำหรับสถิติคดีทั้งหมด 151 คดี แบ่งตามพื้นที่ดังนี้ครับ

  • กองบัญชาการตำรวจนครบาล: 16 คดี
  • กองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 1: 27 คดี
  • ภาค 2: 7 คดี
  • ภาค 3: 9 คดี
  • ภาค 4: 20 คดี (เยอะรองลงมา)
  • ภาค 5: 18 คดี
  • ภาค 6: 11 คดี
  • ภาค 7: 26 คดี (สูงสุด!)
  • ภาค 8: 3 คดี
  • ภาค 9: 4 คดี

เห็นได้ชัดว่าภาค 7 และภาค 1 มีคดีเยอะสุด อาจเพราะเป็นพื้นที่ใหญ่และมีการแข่งขันสูงนั่นเองครับ

พรรคการเมืองไหนถูกทำลายป้ายหาเสียงมากที่สุดในคดีเลือกตั้ง 2569

อีกประเด็นหนึ่งที่เด่นคือการทำลายป้ายหาเสียง ซึ่งถือเป็นคดีหลักในสถิติ พบว่าพรรคประชาชนถูกทำลายมากสุดถึง 45 ป้าย คิดเป็น 39% รองลงมาเป็นพรรคเพื่อไทย 19 ป้าย (18%) พรรคภูมิใจไทย 18 ป้าย (15%) พรรคประชาธิปัตย์ 12 ป้าย (9%) และพรรคกล้าธรรม 9 ป้าย (6%) ส่วนพรรคอื่นๆ อีก 11 พรรค ถูกทำลายแค่ 1-2% ต่อพรรค สะท้อนว่าพรรคประชาชนอาจเป็นเป้าหมายหลักของผู้ไม่หวังดี ต้องระวังตัวกันหน่อยนะครับ

นอกจากนี้ ยังมีรายงานคดีเพิ่มเติมจากวันที่ 7-8 กุมภาพันธ์ 2569 ถึงเวลา 18.00 น. พบคดีฉีกบัตรเลือกตั้ง 15 คดี โดยภาค 4 เยอะสุด 6 คดี ภาค 5 3 คดี ภาค 2 2 คดี และนครบาล ภาค 6, 7, 9 ละ 1 คดี สำหรับคดีอื่นๆ อย่างถ่ายภาพและชี้นำการเลือกตั้ง พบภาค 5 3 คดี ภาค 8 2 คดี ตำรวจกำลังเร่งสืบสวนขยายผลทุกคดีเลยครับ

โดยรวมแล้ว สถิติ คดีเลือกตั้ง 2569 แสดงให้เห็นว่าการเลือกตั้งครั้งนี้ค่อนข้างสงบเรียบร้อย แม้จะมีปัญหาบ้างแต่ไม่รุนแรงเท่าครั้งก่อนๆ นี่อาจเป็นเพราะประชาชนตื่นตัวมากขึ้น รู้จักสิทธิของตัวเอง และกล้าแจ้งเบาะแสทุจริต ผมคิดว่ามันเป็นก้าวสำคัญสู่ประชาธิปไตยที่เข้มแข็งของไทยครับ แต่ก็ยังต้องจับตาต่อไป โดยเฉพาะวันโหวตจริง

คุณล่ะครับ เจอเหตุการณ์ผิดกฎหมายเลือกตั้งแบบไหนบ้าง? หรือมีมุมมองยังไงกับสถิติซื้อสิทธิ์ ขายเสียงแค่ 9 คดีนี้ ลองคอมเมนต์แชร์ประสบการณ์กันด้านล่างเลยนะ จะได้แลกเปลี่ยนความเห็นกันสนุกๆ และอย่าลืมแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ ที่สนใจการเมืองได้อ่านด้วย สนับสนุนการเลือกตั้งที่โปร่งใสไปด้วยกัน!

ที่มา – เปิดสถิติคดีเลือกตั้ง 2569 ตำรวจพบ “ซื้อสิทธิ์ ขายเสียง” ทั้งหมด 9 คดี ภาค 8 มากสุด

ผบ.ตร.เผย พบร้องทุกข์ผิดกฎหมายเลือกตั้ง ซื้อเสียง 7 คดี

การเลือกตั้งครั้งล่าสุดเป็นไปด้วยความเรียบร้อยในภาพรวม แต่ ผบ.ตร.เผย พบร้องทุกข์ผิดกฎหมายเลือกตั้ง หลายพื้นที่ ซื้อเสียง 7 คดี อยู่ระหว่างสอบสวน ซึ่งเป็นประเด็นที่ทุกคนให้ความสนใจ โดยเฉพาะเรื่องการซื้อเสียงที่พบในหลายภาคทั่วประเทศ ตำรวจกำลังเร่งตรวจสอบเพื่อให้เกิดความเป็นธรรม

ผบ.ตร.เผย พบร้องทุกข์ผิดกฎหมายเลือกตั้ง หลายพื้นที่ ซื้อเสียง 7 คดี อยู่ระหว่างสอบสวน

เมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2569 พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) เป็นประธานการประชุมศูนย์อำนวยการรักษาความปลอดภัยและความสงบเรียบร้อยการจัดการเลือกตั้ง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ศลต.ตร.) โดยมี พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รอง ผบ.ตร. และผู้บัญชาการหน่วยต่าง ๆ เข้าร่วมผ่านระบบทางไกล ผบ.ตร.ขอบคุณเจ้าหน้าที่ตำรวจทุกคนที่ปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มที่ ทำให้การเลือกตั้งทั่วประเทศราบรื่น

ประเภทความผิดกฎหมายเลือกตั้งที่พบ

แม้ภาพรวมจะเรียบร้อย แต่พบการร้องทุกข์ผิดกฎหมายเลือกตั้งหลายคดี เช่น การฉีกบัตรเลือกตั้ง การซื้อเสียงขายเสียง การจำหน่ายสุราในวันเลือกตั้ง โดยคดีที่ร้ายแรงคือ ผบ.ตร.เผย พบร้องทุกข์ผิดกฎหมายเลือกตั้ง หลายพื้นที่ ซื้อเสียง 7 คดี อยู่ระหว่างสอบสวน ตำรวจสั่งเร่งสืบสวนร่วมกับคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จังหวัดและกรุงเทพฯ

  • การฉีกบัตรเลือกตั้ง: พบมากที่สุด มักเกิดจากความเข้าใจผิดของผู้มาใช้สิทธิ์หรือเจ้าหน้าที่ช่วยเหลือ ไม่มีเจตนา กำลังตรวจสอบข้อเท็จจริง
  • การซื้อเสียง: 7 คดี ในพื้นที่ตำรวจภูธรภาค 4, 5, 6, 7 แห่งละ 1 คดี และภาค 8 จำนวน 3 คดี
  • อื่น ๆ: การแจกสุรา จัดเลี้ยงในวันเลือกตั้ง
ผบ.ตร.ประชุมศูนย์อำนวยการเลือกตั้ง

ขั้นตอนการดำเนินคดีซื้อเสียงเลือกตั้ง

ผบ.ตร.ย้ำว่าการดำเนินคดีเป็นไปตามขั้นตอนที่ กกต. กำหนด ตำรวจสอบสวนเบื้องต้นและรายงานภายใน 72 ชั่วโมง จากนั้นอาจโอนคดีหรือร่วมสอบสวนจนกว่าจะเสร็จสิ้น ดำเนินคดีผู้กระทำผิดอย่างเคร่งครัดตามกฎหมายเลือกตั้งและกฎหมายอาญา เพื่อรักษาความบริสุทธิ์ของการเลือกตั้ง

พล.ต.อ.สำราญ นวลมา ยังขอบคุณเจ้าหน้าที่ที่ทุ่มเท และย้ำให้เฝ้าระวังหลังเลือกตั้ง รายงานเหตุการณ์สำคัญทันที สนับสนุน กกต. จนเสร็จภารกิจ ก่อนปิดศูนย์ ศลต.ตร. ในวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2569

จากข้อมูลนี้ แสดงให้เห็นว่ารัฐบาลและตำรวจให้ความสำคัญกับการเลือกตั้งที่โปร่งใส ปราบปรามการทุจริตอย่างเด็ดขาด หากประชาชนพบเห็นพฤติกรรมน่าสงสัย เช่น การซื้อเสียงเลือกตั้ง สามารถแจ้งเบาะแสได้ทันทีเพื่อช่วยกันสร้างประชาธิปไตยที่แท้จริง

ในมุมมองของผู้เขียน การที่ ผบ.ตร.เผย พบร้องทุกข์ผิดกฎหมายเลือกตั้ง หลายพื้นที่ ซื้อเสียง 7 คดี อยู่ระหว่างสอบสวน เป็นสัญญาณดีว่ากฎหมายทำงานจริง ชาวไทยทุกคนควรตื่นตัว ร่วมสอดส่องเพื่ออนาคตที่สดใส ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมและแชร์บทความนี้หากเห็นด้วย!

ที่มา – ผบ.ตร.เผย พบร้องทุกข์ผิดกฎหมายเลือกตั้ง หลายพื้นที่ ซื้อเสียง 7 คดี อยู่ระหว่างสอบสวน

ด่วน! ไลน์หลุดต้องสงสัย สั่งซื้อเสียงเลือกตั้ง 2569 ศรีสะเกษ

วันนี้เรามีข่าวร้อนที่กำลังเป็นกระแสในแวดวงการเมืองไทย นั่นคือ ไลน์หลุดต้องสงสัย สั่งซื้อเสียงเลือกตั้ง 2569 ในพื้นที่ จ.ศรีสะเกษ ซึ่งเป็นเขตเลือกตั้งที่การแข่งขันดุเดือดสุดๆ ระหว่างพรรคการเมืองใหญ่ๆ หากคุณกำลังติดตามสถานการณ์การเลือกตั้งล่วงหน้า ปี 2569 เรื่องนี้ห้ามพลาดเด็ดขาด!

ไลน์หลุดต้องสงสัย สั่งซื้อเสียงเลือกตั้ง 2569

เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า มีไลน์กลุ่มโอเพนแชท (LINE OpenChat) หลุดออกมา ซึ่งน่าสงสัยเป็นอย่างยิ่ง กลุ่มนี้มีสมาชิกเป็นตัวแทนพรรคการเมือง ผู้สมัคร ส.ส. และหัวคะแนนระดับต่างๆ ใน จ.ศรีสะเกษ โดยเนื้อหาการสนทนาเหมือนกับแกนนำพรรคใหญ่กำลังสั่งการให้หัวคะแนนจ่ายเงินซื้อเสียงในเขตเลือกตั้งที่ 1 และเขต 9

ในไลน์หลุดดังกล่าว มีการแนบรายชื่อและเบอร์โทรศัพท์ของเครือข่ายบุคคลที่เกี่ยวข้อง พร้อมกำชับว่า “ยิงให้ตรงเป้า” ซึ่งหมายถึงให้ซื้อเสียงให้ได้ผลมากที่สุด นอกจากนี้ ยังมีการสั่งจับตาความเคลื่อนไหวและจับผิดผู้สมัคร ส.ส. คู่แข่งจากพรรคตรงข้าม ซึ่งเชื่อว่าเป็นการแข่งขันระหว่าง พรรคภูมิใจไทย กับ พรรคเพื่อไทย

ไลน์หลุดต้องสงสัย สั่งซื้อเสียงเลือกตั้ง 2569 จ.ศรีสะเกษ

รายละเอียดเนื้อหาไลน์หลุดในพื้นที่ศรีสะเกษ

จากภาพหน้าจอที่หลุดออกมา สิ่งที่เห็นชัดเจนคือคำสั่งการที่ชัดเจนและตรงไปตรงมา ไม่มีการอ้อมค้อม ทำให้หลายคนตั้งคำถามถึงความโปร่งใสในการหาเสียงเลือกตั้ง 2569 ครั้งนี้ พื้นที่ จ.ศรีสะเกษ เป็นจังหวัดที่การเมืองร้อนแรงมาตลอด โดยเฉพาะในเขตที่แคนดิเดตนายกฯ และหัวหน้าพรรคทุ่มงบประมาณหาเสียงเต็มสูบ

  • สั่งจ่ายเงินซื้อเสียงในเขต 1 และ 9
  • แนบรายชื่อบุคคลและเบอร์โทรเครือข่าย
  • กำชับ “ยิงให้ตรงเป้า” เพื่อผลลัพธ์สูงสุด
  • จับผิดผู้สมัครคู่แข่งจากพรรคอื่น
  • กลุ่มมีตัวแทนพรรคและหัวคะแนนเข้าร่วม

ภาพไลน์หลุดสั่งซื้อเสียงเลือกตั้ง 2569 ศรีสะเกษ

การแข่งขันในศรีสะเกษครั้งนี้ถือว่าดุเดือดมาก พรรคภูมิใจไทยและเพื่อไทยต่างทุ่มเททั้งกำลังคนและทรัพยากร เพื่อชิงที่นั่ง ส.ส. ซึ่งเป็นพื้นที่สำคัญทางยุทธศาสตร์ทางการเมือง หาก ไลน์หลุดต้องสงสัย สั่งซื้อเสียงเลือกตั้ง 2569 นี้ถูกพิสูจน์ว่าเป็นจริง จะส่งผลกระทบรุนแรงต่อภาพลักษณ์ของพรรคที่เกี่ยวข้องแน่นอน

ปัจจุบัน หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และตำรวจ ยังอยู่ระหว่างตรวจสอบ หากมีความคืบหน้า เราจะอัปเดตให้ทราบทันที นอกจากนี้ การซื้อเสียงยังคงเป็นปัญหาเรื้อรังในไทย แม้จะมีกฎหมายเข้มงวด แต่ก็ยังเกิดขึ้นซ้ำซาก

หลักฐานไลน์หลุดต้องสงสัย สั่งซื้อเสียงศรีสะเกษ

ในมุมมองของผู้เขียน เหตุการณ์นี้เป็นเครื่องเตือนใจว่าการเมืองไทยยังต้องปฏิรูประบบให้โปร่งใสมากกว่านี้ เพื่อให้ประชาชนเลือกตั้งได้อย่างเสรีและยุติธรรม หากปล่อยไว้แบบนี้ การเลือกตั้ง 2569 อาจไม่ต่างจากอดีต

คุณคิดเห็นอย่างไรกับ ไลน์หลุดต้องสงสัย สั่งซื้อเสียงเลือกตั้ง 2569 นี้? เชิญแสดงความคิดเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมแชร์บทความนี้เพื่อให้ทุกคนรับรู้ข้อมูลสำคัญ!

ที่มา – ด่วนไลน์หลุดต้องสงสัย สั่งซื้อเสียงเลือกตั้ง 2569 พื้นที่แข่งขันดุเดือด จ.ศรีสะเกษ

ตร.แจ้งข้อหา อดีตนายก อบต.-อสม. ซื้อเสียงพรรคดัง

ในวงการการเมืองไทย การซื้อเสียงยังคงเป็นปัญหาที่น่ากังวลใจ โดยล่าสุดเกิดเหตุการณ์ ตร.แจ้งข้อหา “อดีตนายก อบต.-อสม.” ซื้อเสียงให้พรรคดัง เจอโพยรายชื่อ-เงินสด 7 หมื่น ขึ้นในพื้นที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี ซึ่งสะท้อนถึงความพยายามปราบปรามการทุจริตเลือกตั้งอย่างเข้มข้น

ตร.แจ้งข้อหา “อดีตนายก อบต.-อสม.” ซื้อเสียงให้พรรคดัง เจอโพยรายชื่อ-เงินสด 7 หมื่น

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2569 เวลาประมาณ 13.30 น. ชุดเคลื่อนที่เร็วของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ประจำจังหวัดสุราษฎร์ธานี ได้รับแจ้งเบาะแสการกระทำผิดกฎหมายเลือกตั้ง จึงบุกตรวจค้นบ้านของอดีตนายกองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) แห่งหนึ่งในอำเภอกาญจนดิษฐ์ เขตเลือกตั้งที่ 7

ที่เกิดเหตุ พบชาย 5 ราย ซึ่งเป็นอดีตนายก อบต. และผู้ใหญ่บ้านในพื้นที่ รวมถึงหญิง 1 รายที่เป็นสมาชิกอาสาสมัครสาธารณสุขหมู่บ้าน (อสม.) รวมทั้งสิ้น 6 ราย กำลังรวมตัวกัน พร้อมของกลางสำคัญคือโพยรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งและเงินสดจำนวน 70,000 บาท ผู้ต้องหาทั้งหมดให้การปฏิเสธในเบื้องต้น จึงถูกเชิญตัวมาสอบสวนที่สถานีตำรวจขุนทะเล

รายละเอียดการแจ้งข้อหาและบทลงโทษ

จากการสอบสวนโดยนายพลัฏฐ์ นิลเนาวรัตน์ ผู้อำนวยการกกต.ประจำจังหวัดสุราษฎร์ธานี ร่วมกับ พ.ต.อ.สมบัติ ฉ่ำแสง รองผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดสุราษฎร์ธานี พบหลักฐานเชื่อมโยงไปยังผู้สมัครรับเลือกตั้งรายหนึ่งจากพรรคการเมืองชื่อดัง

พนักงานสอบสวนสภ.ขุนทะเล ได้แจ้งข้อหาตร.แจ้งข้อหา “อดีตนายก อบต.-อสม.” ซื้อเสียงให้พรรคดัง เจอโพยรายชื่อ-เงินสด 7 หมื่น โดยอ้างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. พ.ศ. 2561 มาตรา 73 (1) ซึ่งห้ามการเสนอทรัพย์สินหรือประโยชน์เพื่อจูงใจให้ลงคะแนน

  • โทษจำคุก 1-10 ปี
  • ปรับ 20,000-200,000 บาท
  • เพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง 20 ปี

การตรวจพบโพยรายชื่อและเงินสดจำนวนมาก เป็นหลักฐานชัดเจนที่แสดงถึงการวางแผนซื้อเสียงอย่างเป็นระบบ ซึ่งอาจกระทบต่อความบริสุทธิ์ของการเลือกตั้งในเขตนี้

บริบทการซื้อเสียงในไทยและผลกระทบ

ปัญหาการซื้อเสียงเป็นจุดอ่อนของระบบการเมืองไทยมานาน โดยเฉพาะในพื้นที่ชนบทที่ผู้มีอิทธิพลท้องถิ่นอย่างอดีตนายก อบต. หรือ อสม. มีบทบาทสำคัญในการชักชวนญาติสนิทมิตรสหาย คดีนี้ไม่เพียงแต่เป็นตัวอย่างของการบังคับใช้กฎหมาย แต่ยังเตือนใจผู้สมัครทุกพรรคว่าการทุจริตจะถูกจับตาอย่างใกล้ชิด

จากข้อมูลของกกต. ในอดีต พบว่าคดีซื้อเสียงมักเกี่ยวข้องกับเงินสด โพย และเครือข่ายท้องถิ่น ซึ่งส่งผลให้ประชาชนสูญเสียสิทธิเลือกตั้งที่แท้จริง และนำไปสู่ ส.ส. ที่ไม่ตอบโจทย์ประชาชน

นอกจากนี้ ยังมีกรณีคล้ายกันในจังหวัดอื่นๆ เช่น ในภาคอีสานและภาคเหนือ ที่ตำรวจและกกต. ร่วมมือกันปิดคดีซื้อเสียงได้หลายราย ช่วยยกระดับคุณภาพการเลือกตั้ง

เพื่อป้องกันปัญหานี้ ประชาชนควรตื่นตัว รายงานเบาะแสให้กกต. และเลือกผู้สมัครที่มีนโยบายชัดเจน ไม่ใช่ผู้ที่ใช้วิธีสกปรก

สุดท้ายนี้ คดี ตร.แจ้งข้อหา “อดีตนายก อบต.-อสม.” ซื้อเสียงให้พรรคดัง เจอโพยรายชื่อ-เงินสด 7 หมื่น เป็นเครื่องเตือนใจว่าประชาธิปไตยไทยต้องสะอาดบริสุทธิ์ หากเราต้องการผู้นำที่แท้จริง ควรติดตามผลคดีนี้อย่างใกล้ชิด และแสดงความเห็นด้านล่างว่าคุณคิดอย่างไรกับปัญหานี้

ที่มา – ตร.แจ้งข้อหา “อดีตนายก อบต.-อสม.” ซื้อเสียงให้พรรคดัง เจอโพยรายชื่อ-เงินสด 7 หมื่น

พบเงินเบิกผิดปกติอีก 11 บัญชี กกต. สั่งจับตาเข้มซื้อเสียงใต้-อีสาน

ในช่วงใกล้การเลือกตั้ง การทุจริตอย่างการซื้อเสียงเป็นปัญหาที่ทุกฝ่ายให้ความสนใจ โดยล่าสุด พบเงินเบิกผิดปกติอีก 11 บัญชี จากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ซึ่งส่งข้อมูลเพิ่มเติมให้สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เพื่อเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคใต้และภาคอีสานที่เริ่มมีกระแสข่าวการเตรียมซื้อเสียง

พบเงินเบิกผิดปกติอีก 11 บัญชี กกต. สั่งจับตาเข้มซื้อเสียงใต้-อีสาน

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 15.00 น. ที่สำนักงาน กกต. โดยธนาคารแห่งประเทศไทยได้ส่งข้อมูลการเบิกเงินสดที่มีลักษณะผิดปกติ ซึ่งอาจเชื่อมโยงกับการกระทำผิดกฎหมายเลือกตั้งเพิ่มอีก 11 บัญชี รวมกับที่ส่งมาก่อนหน้านี้ 6 บัญชี ทำให้ยอดรวมอยู่ที่ 17 บัญชี ข้อมูลเหล่านี้ถูกส่งต่อไปยังผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำจังหวัดทันที เพื่อสั่งการให้เจ้าหน้าที่ในพื้นที่เฝ้าระวัง ติดตามการกระจายเงิน และป้องกันไม่ให้ใช้ในการซื้อเสียง

มาตรการเข้มงวดจาก กกต. ในพื้นที่เสี่ยง

นอกจากนี้ สำนักงาน กกต. ยังได้รับรายงานความเคลื่อนไหวในหลายพื้นที่ของภาคใต้และภาคอีสาน ที่มีสัญญาณเตรียมการซื้อเสียงเลือกตั้ง เช่น การขนเงินสดจำนวนมาก การรวมตัวของกลุ่มบุคคลในลักษณะน่าสงสัย หรือการแจกของขวัญให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง กกต. จังหวัดจึงได้เพิ่มมาตรการจับตา เช่น การตั้งจุดตรวจ การประสานงานกับตำรวจและหน่วยงานท้องถิ่น รวมถึงการร้องขอความร่วมมือจากประชาชนในการแจ้งเบาะแส

การ พบเงินเบิกผิดปกติอีก 11 บัญชี นี้ สะท้อนให้เห็นถึงระบบเฝ้าระวังที่มีประสิทธิภาพของธนาคารแห่งประเทศไทย ซึ่งทำงานร่วมกับ กกต. อย่างใกล้ชิด เพื่อรักษาความสุจริตในการเลือกตั้ง ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. พ.ศ. 2561 ที่กำหนดโทษหนักสำหรับผู้กระทำผิด เช่น จำคุกสูงสุด 10 ปี และปรับ 200,000 บาท สำหรับการซื้อสิทธิ์-ขายสิทธิ์เลือกตั้ง

ผลกระทบต่อการเลือกตั้งและบทเรียนจากอดีต

ในอดีต พื้นที่ภาคใต้และอีสานเคยเป็นจุดร้อนของการซื้อเสียง โดยเฉพาะการเลือกตั้งปี 2562 ที่มีคดีความผิดจำนวนมากหลังวันเลือกตั้ง การสั่งจับตาเข้มในครั้งนี้จึงเป็นการป้องกันเชิงรุก เพื่อลดโอกาสการทุจริตตั้งแต่ต้น ลดปัญหาการเลือกตั้งใหม่ในเขตต่างๆ และสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชน

  • ธปท. ตรวจสอบธุรกรรมเงินสดเกิน 2 ล้านบาทต่อวัน
  • กกต. ประสาน 76 จังหวัด เพิ่มกำลังพลเฝ้าระวัง
  • ประชาชนร่วมแจ้งเบาะแสผ่านสายด่วน 1326

นอกจากนี้ ยังมีการอบรมเจ้าหน้าที่เกี่ยวกับการรับมือสถานการณ์ รวมถึงใช้เทคโนโลยีอย่างระบบ AI วิเคราะห์ข้อมูลธุรกรรมเพื่อตรวจจับพฤติกรรมผิดปกติได้รวดเร็วขึ้น สิ่งเหล่านี้ช่วยให้การเลือกตั้งปีนี้โปร่งใสยิ่งขึ้น

ปัญหาการซื้อเสียงไม่เพียงกระทบต่อประชาธิปไตย แต่ยังทำให้ตัวแทนที่มาจากเงินทุน ไม่ใช่เสียงจริงๆ ของประชาชน ผู้สื่อข่าวและนักวิเคราะห์การเมืองมองว่ามาตรการของ กกต. ครั้งนี้จะเป็นตัวชี้วัดความสำเร็จ หากสามารถลดคดีทุจริตได้ จะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ

สุดท้ายนี้ ประชาชนควรตื่นตัว รายงานความผิดปกติที่พบ เพื่อให้การเลือกตั้งเป็นของประชาชนจริงๆ สนับสนุนให้ กกต. ทำงานต่อไปอย่างเข้มข้น

ที่มา – พบเงินเบิกผิดปกติอีก 11 บัญชี กกต. สั่งจับตาเข้มซื้อเสียงใต้-อีสาน

ถอนชื่อผู้สมัคร สส. เขต เพิ่มรวม 20 ราย-จับซื้อเสียงได้แล้ว 2 ราย

ในช่วงโค้งสุดท้ายของการเลือกตั้ง ส.ส. และการออกเสียงประชามติ ถอนชื่อผู้สมัคร สส. เขต เพิ่มรวม 20 ราย-จับซื้อเสียงได้แล้ว 2 ราย กลายเป็นประเด็นร้อนที่ทุกคนจับตามอง คณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. แสดงศักยภาพในการปราบปรามทุจริตเลือกตั้งอย่างเข้มข้น โดยล่าสุดศาลฎีกามีคำสั่งถอนชื่อผู้สมัครเพิ่มอีก 2 ราย ทำให้ยอดรวมพุ่งถึง 20 ราย ขณะที่เจ้าหน้าที่จับกุมผู้กระทำผิดซื้อเสียงได้แล้ว 2 รายในจังหวัดเชียงรายและสุราษฎร์ธานี

ถอนชื่อผู้สมัคร สส. เขต เพิ่มรวม 20 ราย-จับซื้อเสียงได้แล้ว 2 ราย

วันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2569 ร.ต.อ.ชนินทร์ น้อยเล็ก รองเลขาธิการ กกต. ได้แถลงความคืบหน้าด้านการป้องกันและปราบปรามการทุจริตเลือกตั้ง โดย กกต. ได้ประสานงานกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ส่งชุดเคลื่อนที่เร็วลงพื้นที่ทั่วประเทศมากว่า 2 สัปดาห์แล้ว มีทั้งเจ้าหน้าที่ตำรวจ อาสาสมัครฝ่ายปกครอง ผู้ตรวจการเลือกตั้ง และทีม กกต. คอยติดตามผู้สมัคร ผู้ช่วยหาเสียง และหัวคะแนนของทุกพรรคการเมือง เพื่อป้องกันการกระทำผิดกฎหมาย

ยิ่งไปกว่านั้น ในช่วงกลางคืนยังตั้งจุดตรวจสกัดทั่วประเทศ เพื่อตรวจค้นสิ่งผิดกฎหมาย รวมถึงหลักฐานการซื้อเสียง นอกจากนี้ยังระดมกวาดล้างผู้มีอิทธิพลและอาวุธปืนที่อาจเกี่ยวข้องกับการเลือกตั้ง โดยเชิญบุคคลที่มีข้อมูลมาให้ถ้อยคำ กกต. ยืนยันชัดเจนว่าจะดำเนินการทุกเรื่อง ไม่ปล่อยทิ้งไว้

รายละเอียดการจับกุมซื้อเสียงใน 2 พื้นที่

ผลงานเด่นที่ กกต. โชว์คือการจับกุมผู้กระทำผิด 2 ราย โดยในจังหวัดเชียงราย พบโพยซื้อเสียงกว่า 100 รายชื่อ มูลค่าเงินกว่า 60,000 บาท ส่วนที่สุราษฎร์ธานี พบรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งกว่า 100 รายในลักษณะเตรียมซื้อเสียง ทั้งหมดกำลังสืบสวนขยายผลร่วมกับตำรวจ นอกจากนี้ยังมีพื้นที่ต้องเฝ้าระวังเพิ่ม เช่น สกลนคร และนครศรีธรรมราช โดยส่งชุดข่าวกรองและสืบสวนกว่า 10 ชุดลงพื้นที่หนักขึ้น และรับเรื่องร้องเรียนกว่า 90 เรื่องแล้ว

กรณีตัวอย่างอื่น เช่น ในโซเชียลมีเดียมีการแชร์ภาพกระดานหน้าหน่วยเลือกตั้งที่ติดแผ่นป้ายหาเสียงของนายไผ่ ลิกค์ ผู้สมัคร ส.ส. กำแพงเพชร พรรคกล้าธรรม ซึ่ง กกต. ได้ถอดออกและตรวจสอบผู้กระทำผิดทันที

ศาลฎีกาสั่งถอนชื่อผู้สมัคร ส.ส. เขตเพิ่ม 2 ราย

ว่าที่ร้อยตรีภาสกร สิริภคยาพร รองเลขาธิการ กกต. เปิดเผยว่า ศาลฎีกาสั่งถอนชื่อผู้สมัคร ส.ส. แบบแบ่งเขตเลือกตั้งรวม 20 ราย ล่าสุดเพิ่ม 2 ราย คือ ร้อยตรีพงศภัค ภูริสิทธิพล หมายเลข 3 พรรคไทยก้าวใหม่ เขต 5 นครราชสีมา และนายณัฐนิพัท กองพัทธนันท์ หมายเลข 8 พรรคไทยสร้างไทย เขต 2 ชลบุรี

สำคัญมาก หากประชาชนกาเบอร์ของผู้สมัครที่ถูกถอน บัตรจะเป็นบัตรเสียทันที รวมถึงการเลือกตั้งล่วงหน้าเมื่อ 1 กุมภาพันธ์ด้วย หากเกิดเหตุฉุกเฉิน เช่น สู้รบชายแดน อุทกภัย ประธานหน่วยสามารถงดลงคะแนนชั่วคราวได้ และ กกต. 400 เขตพร้อมเต็มที่สำหรับวันเลือกตั้ง 8 ก.พ. โดยปิดประกาศรายชื่อผู้สมัครและพรรคให้ชัดเจนก่อนเปิดหีบ 08.00 น.

  • การป้องกันทุจริต: ชุดเคลื่อนที่เร็วและจุดตรวจกลางคืน
  • พื้นที่เสี่ยง: เชียงราย สุราษฎร์ธานี สกลนคร นครศรีธรรมราช
  • ผลกระทบถอนชื่อ: บัตรเสียหากกาเบอร์ผู้สมัครที่ถูกตัดสิทธิ์
  • ความพร้อม: ทุกเขตเลือกตั้งพร้อม 100%

การเลือกตั้งครั้งนี้ กกต. แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการรักษาความสุจริต ป้องกันการซื้อสิทธิขายเสียงที่เป็นปัญหาเรื้อรังของไทย ถอนชื่อผู้สมัคร สส. เขต เพิ่มรวม 20 ราย-จับซื้อเสียงได้แล้ว 2 ราย ถือเป็นสัญญาณดีที่ประชาชนควรสนับสนุน โดยให้ความสำคัญกับการลงคะแนนอย่างมีสติ

สำหรับผู้สนใจ สามารถติดตามข่าวสารการเลือกตั้งเพิ่มเติมและตรวจสอบสิทธิ์ได้ที่เว็บไซต์ กกต. อย่าลืมไปใช้สิทธิ์ในวันพรุ่งนี้เพื่ออนาคตที่โปร่งใส!

ที่มา – ถอนชื่อผู้สมัคร สส. เขต เพิ่มรวม 20 ราย-จับซื้อเสียงได้แล้ว 2 ราย

จับหัวคะแนนเตรียมซื้อเสียง ของกลางครบ แบงก์ 100-500 แนบโพยรายชื่อ

ในช่วงโค้งสุดท้ายของการเลือกตั้งที่กำลังร้อนระอุ เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.พาน จังหวัดเชียงราย ได้ดำเนินการ จับหัวคะแนนเตรียมซื้อเสียง ของกลางครบ แบงก์ 100-500 แนบโพยรายชื่อ เรียบร้อยแล้ว สร้างความฮือฮาให้กับสังคมและเป็นสัญญาณเตือนถึงปัญหาการทุจริตเลือกตั้งที่ยังคงมีอยู่

จับหัวคะแนนเตรียมซื้อเสียง ของกลางครบ แบงก์ 100-500 แนบโพยรายชื่อ

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2569 โดยตำรวจได้รับแจ้งจากแหล่งข่าวว่ามีความเคลื่อนไหวผิดปกติในการรวบรวมรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งและเงินสดจำนวนมาก เพื่อใช้ในการซื้อเสียงเลือกตั้ง สนับสนุนผู้สมัคร ส.ส. จากพรรคการเมืองหนึ่งในจังหวัดเชียงราย

เจ้าหน้าที่จึงเฝ้าติดตามและพบรถยนต์เก๋งมาสด้า สีขาว ทะเบียนกรุงเทพมหานคร ขับออกมาจากบ้านหลังหนึ่งในตำบลสันกลาง อำเภอพาน คนขับเป็นชายวัยกลางคน ซึ่งมีประวัติเป็นอดีตสมาชิกองค์การบริหารส่วนตำบล (ส.อบต.) เมื่อเจ้าหน้าที่แสดงตัวขอตรวจค้น ก็พบของกลางชัดเจน

ของกลางหลักในคดีจับหัวคะแนนเตรียมซื้อเสียง

  • ธนบัตรชนิดราคา 500 บาท จำนวน 128 ใบ
  • ธนบัตรชนิดราคา 100 บาท จำนวน 4 ใบ
  • โทรศัพท์มือถือ 1 เครื่อง
  • เอกสารรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งจำนวน 124 ราย พร้อมโพยรายละเอียด

ผู้ต้องหาให้การรับสารภาพว่าเตรียมนำเงินและรายชื่อเหล่านี้ไปแจกจ่ายให้ชาวบ้าน เพื่อแลกกับคะแนนเสียงสนับสนุนผู้สมัคร ส.ส. ในเขตเลือกตั้งดังกล่าว ขณะนี้ กกต. จังหวัดเชียงรายกำลังสอบสวนอย่างละเอียด เพื่อขยายผลไปยังผู้เกี่ยวข้องอื่นๆ

บริบทและผลกระทบจากการทุจริตเลือกตั้ง

การ จับหัวคะแนนเตรียมซื้อเสียง ของกลางครบ แบงก์ 100-500 แนบโพยรายชื่อ ครั้งนี้ เป็นส่วนหนึ่งของนโยบายป้องกันและปราบปรามการทุจริตการเลือกตั้งอย่างเข้มงวดจากเจ้าหน้าที่รัฐ การซื้อเสียงถือเป็นปัญหาเรื้อรังในระบบการเมืองไทย โดยเฉพาะในพื้นที่ชนบทที่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งจำนวนมากอาจถูกหลอกลวงด้วยเงินสดจำนวนน้อย แต่สร้างผลกระทบต่อความบริสุทธิ์ของประชาธิปไตยอย่างมาก

จากสถิติในอดีต พบว่าคดีซื้อเสียงมักเกิดขึ้นในช่วงโค้งสุดท้ายก่อนวันเลือกตั้ง โดยหัวคะแนนจะทำหน้าที่รวบรวมรายชื่อและแจกเงินตามโพยที่ได้รับจากผู้สมัครหรือพรรคการเมือง การจับกุมครั้งนี้ไม่เพียงนำผู้ต้องหาส่งพนักงานสอบสวนดำเนินคดีตาม พ.ร.บ.เลือกตั้ง ส.ส. แต่ยังเป็นการตัดวงจรการทุจริตได้ทันท่วงที

นอกจากนี้ ยังมีรายงานว่าตำรวจและ กกต. กำลังเพิ่มมาตรการเฝ้าระวัง เช่น การตั้งจุดตรวจเคลื่อนที่ การใช้โดรนสอดแนม และการประสานงานกับประชาชนในพื้นที่ เพื่อป้องกันเหตุการณ์คล้ายกัน หากพบผู้กระทำผิดเพิ่มเติม จะดำเนินการทันทีโดยไม่ละเว้น

ปัญหาการซื้อเสียงไม่เพียงทำลายความเชื่อมั่นในระบบเลือกตั้ง แต่ยังส่งผลให้ผู้แทนราษฎรที่มาจากการทุจริตขาดคุณสมบัติในการทำงานเพื่อประชาชน การที่เจ้าหน้าที่ลงมือเด็ดขาดเช่นนี้ จึงเป็นสัญญาณที่ดีต่อสังคม

ในมุมมองของผู้เขียน การปราบปรามการทุจริตเลือกตั้งต้องเข้มแข็งและต่อเนื่อง โดยประชาชนเองก็มีบทบาทสำคัญในการแจ้งเบาะแส หากเราต้องการระบบการเมืองที่โปร่งใสและเป็นธรรม

ติดตามความคืบหน้าคดีนี้และข่าวการเลือกตั้งล่าสุดได้ที่เว็บไซต์ของเรา เพื่อไม่พลาดข้อมูลสำคัญ!

ที่มา – จับหัวคะแนนเตรียมซื้อเสียง ของกลางครบ แบงก์ 100-500 แนบโพยรายชื่อ

Scroll to top