ณัฐพงษื เรืองปัญญาวุฒิ

“ไหม” ใจชื้น! โพล “ณัฐพงษ์” นำ “อนุทิน”

“ศิริกัญญา” ใจชื้น โพล “ณัฐพงษ์” นำ “อนุทิน” ยัน ตรวจสอบพรรคกล้าธรรมไม่ได้ทำเพื่อคะแนนเสียง ชี้ ยังไม่พบข้อมูลร้ายแรงสุดๆ ซักฟอกรัฐบาลภูมิใจไทย ให้เวลาแก้ปมคอลเซ็นเตอร์-สแกมเมอร์ ชี้ คนละครึ่งพลัส ตอบโจทย์แค่ระยะสั้น

เมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 9 พฤศจิกายน 2568 น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาชน ให้สัมภาษณ์ที่คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ถึงกรณีนิด้าโพล เปิดเผยผลสำรวจกระแสการเมืองภาคเหนือ ซึ่งยังไม่มีพรรคการเมือง และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีคนใดได้อันดับหนึ่ง แต่คะแนน นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน นำนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ว่า จากผลสำรวจก็ใจชื้นขึ้นมา เพราะแม้ว่าคะแนนสูงสุดจะยังไม่ตัดสินใจเลือกใคร แต่ทั้งพรรคประชาชน และแคนดิเดตนายกฯ ของพรรคประชาชน ยังนำเป็นอันดับหนึ่ง คงต้องเก็บเป็นข้อมูลเพื่อนำไปวิเคราะห์ยุทธศาสตร์ในการเลือกตั้งต่อไป

สำหรับยุทธศาสตร์การหาเสียงของพรรคนั้น จะมีการเปิดตัวฝ่ายบริหารในคณะรัฐมนตรี (ครม.) ตำแหน่งบริหารสำคัญๆ เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับประชาชน ส่วนการเปิดตัวแคนดิเดตนายกฯ กระบวนการทาบทามเดินหน้าอย่างเต็มที่ และมีการตอบรับมาหลายคนแล้ว ซึ่งแคนดิเดตนายกฯ ตนว่าจะต้องมีนายณัฐพงษ์ หัวหน้าพรรคประชาชนเป็นเบอร์ 1 แต่สถานการณ์ที่ผ่านมาเพื่อป้องกันอุบัติเหตุทางการเมืองที่เกิดขึ้น เบอร์ 2 และเบอร์ 3 อาจจะยังไม่ได้รีบร้อนในการตัดสินใจ พร้อมเผยว่าได้บุคคลที่จะมาลงสมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครแล้ว รอเปิดตัวสิ้นเดือนนี้

เมื่อถามว่าช่วงนี้โจมตีพรรคกล้าธรรมเป็นพิเศษ เป็นยุทธศาสตร์ในการวางเพื่อหาเสียงหรือไม่ น.ส.ศิริกัญญา กล่าวว่า จริงๆ ต้องแยกกัน การที่พรรคประชาชนพุ่งเป้าไปที่ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในช่วงนี้ เป็นเรื่องการตรวจสอบรัฐบาล ยังไม่ได้เริ่มเป็นยุทธศาสตร์การเลือกตั้ง ถ้าวิเคราะห์กันดีๆ ฐานเสียงที่จะเลือกพรรคกล้าธรรมหรือพรรคประชาชนอาจไม่ได้ทับซ้อนกันขนาดนั้น เป็นกระบวนการตรวจสอบตามปกติที่ฝ่ายค้านพึงกระทำ ไม่ได้มีการพุ่งเป้าเป็นพิเศษ แต่ช่วงนี้โจทย์ใหญ่ของประเทศคือเรื่องการปราบปรามสแกมเมอร์ ดังนั้น รัฐมนตรีที่เข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องพัวพันก็จะได้รับความสนใจเป็นพิเศษจากพรรคประชาชน ไม่ได้มีเจตนาที่จะเป็นเรื่องเกมการเมือง เพื่อการเลือกตั้งเลย

ในประเด็นมีการไปยื่นยุบพรรคประชาชนจากกรณีคุณสมบัติผู้ช่วย สส. ถือว่าเป็นหมัดสวนจากพรรคกล้าธรรมหรือไม่ น.ส.ศิริกัญญา ระบุว่า ไม่ได้มีความกังวลอะไร คิดว่าเรื่องข้อมูล ข้อเท็จจริง เราสามารถชี้แจงได้

ขณะเดียวกัน น.ส.ศิริกัญญา ยังให้สัมภาษณ์ถึงกรณีการยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ ว่า ทุกวันนี้เราก็ทำหน้าที่ในการตรวจสอบทุกวัน โดยไม่ต้องรอให้มีการยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ และเราคิดว่าการยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ เป็นเครื่องมือสำคัญใช้ในการกำกับพรรคภูมิใจไทยให้ปฏิบัติตาม MOA แต่ไม่ปฏิเสธว่า ถ้ามีเรื่องร้ายแรงที่เราไม่สามารถให้รัฐบาลของพรรคภูมิใจไทย ซึ่งเป็นแกนนำบริหารประเทศต่อไปได้อีกแม้แต่วันเดียว เราไม่ลังเลใจที่จะยื่นแน่นอน แม้จะเท่ากับว่า MOA จะสูญเปล่า แต่จนถึงทุกวันนี้เรายังไม่พบข้อมูลที่คิดว่าร้ายแรงสุดๆ จริงๆ ที่เราอยากกระทุ้งให้รัฐบาลแก้ไขเปลี่ยนแปลง หรือทำอะไรบางอย่าง เราได้พยายามผลักดันในทุกวิถีทางด้วยกลไกที่เรามีอยู่แล้ว ถ้าจะมีพรรคฝ่ายค้านที่มีเสียงร่วมกันเกิน 1 ใน 5 ของสมาชิกสภา ไปยื่นเราคงห้ามไม่ได้ เป็นสิทธิ์ของเขา แต่ในฐานะที่เป็นพรรคร่วมฝ่ายค้านเหมือนกัน ก็คงต้องมาคุยกันว่าจะยื่นเมื่อไหร่

ผู้สื่อข่าวถามต่อถึงเรื่องทุนเทาที่มีการเปิดประเด็นออกมา ยังไม่ร้ายแรงอีกใช่หรือไม่ น.ส.ศิริกัญญา ตอบว่า ต้องรอรีแอ็กชัน ว่ารัฐบาลจะมีการปฏิบัติอย่างไรในเรื่องนี้ ซึ่งเรายังให้เวลาว่าจะแก้ไขอย่างไรต่อไป จะมีการปลดหรือเปลี่ยนตัวรัฐมนตรีที่เข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องพัวพันหรือไม่ หรือมีข้อมูลข้อเท็จจริงอะไรที่นำมาใช้เป็นเบาะแสในการแก้ไขปัญหาคอลเซ็นเตอร์ สแกมเมอร์ เราก็ยินดีรอว่ามีการกระทำอะไรเกิดขึ้น ในส่วนอื่นๆ เราคิดว่าแอ็กชันของรัฐบาลเรื่องการแก้ไขปัญหาคอลเซ็นเตอร์และสแกมเมอร์ ก็เป็นไปตามแนวทางที่พรรคประชาชนได้นำเสนอต่อประชาชน แม้จะช้าไปหน่อย ทั้งในการประกาศตัวว่าจะเป็นเจ้าภาพและประกาศสงคราม รวมถึงตั้งคณะกรรมการต่างๆ ขึ้นมา เราก็ยังเห็นว่าค่อนข้างช้า ต้องกระทุ้งรัฐบาลต่อไปให้แก้ไขปัญหาเรื่องนี้ให้กระจ่างแจ้ง ไม่ใช่แค่ปกป้องผลประโยชน์ของประชาชน แต่น่าจะเป็นการร่วมมือต่อต้านการค้ามนุษย์ในสมัยใหม่ รวมถึงแสวงหาความร่วมมือกับนานาชาติที่เจอปัญหาเดียวกับประเทศไทย

เมื่อถามอีกว่าจะให้เวลารัฐบาลถึงเมื่อไหร่ เพราะเหลือเวลาอีกไม่มาก น.ส.ศิริกัญญา เผยว่า จริงๆ แล้วรัฐบาลก็พยายามทำตามมาเรื่อยๆ แต่ในท้ายที่สุดคงจะมีจุดสำคัญ ที่ถ้าข้ามจุดนี้ไปแล้วยังแก้ไม่ได้ก็คงจะเป็นปัญหา ตอนนี้เรายังติดตามอยู่ว่ากระบวนการต่างๆ เป็นไปได้อย่างสมบูรณ์ รอบคอบ รัดกุมหรือไม่ คงต้องให้เวลากับรัฐบาลในเรื่องนี้

จากนั้น น.ส.ศิริกัญญา เข้าร่วมงานเสวนา หัวข้อ “นโยบายทางเศรษฐกิจทิศทางการขับเคลื่อนประเทศไทย” ซึ่งเป็นเวทีที่นิสิตระดับปริญญาเอก คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จัดขึ้น โดยได้บรรยายตอนหนึ่ง ว่า นโยบายของทุกรัฐบาลส่วนใหญ่ก็จะกระตุ้นเศรษฐกิจเพื่อตอบโจทย์ระยะสั้นท่าเดียว แต่จะทำแต่ระยะสั้นโดยไม่วางรากฐานไปสู่ระยะยาวก็ไม่ได้ พร้อมย้ำว่าโครงการนโยบายคนละครึ่งพลัส ไม่ตอบโจทย์ในการกระตุ้น GDP เพราะตัวโครงการนี้ เราแค่เปลี่ยนที่ใช้เงิน แต่ไม่ได้ควักกระเป๋าสตางค์เพิ่ม แค่เปลี่ยนร้านใช้ ซึ่งโครงการนี้ช่วยกระตุ้นยอดขายให้กับร้านขนาดเล็ก ขนาดย่อยได้ดี รวมถึงช่วยลดค่าครองชีพ และเราก็สนับสนุน เพราะเมื่อเงินเฟ้อแล้วมันไม่ลง

“ดังนั้น โครงการนี้ไม่ได้กระตุ้นเศรษฐกิจแน่นอน ตอบโจทย์บางโจทย์ ไม่ได้ตอบทุกโจทย์ เราเห็นด้วย เราไม่เคยบ่นเรื่องคนละครึ่งเลย แต่ที่เราบ่นเพราะเขาแอบไปเติมเงินให้บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ โดยเป็นงบประมาณของปี 2568 เราก็บ่นอยู่แล้วว่าปี 2568 มันขาดดุลมหาศาลอยู่แล้ว ถ้าจะประหยัดอะไรได้ก็ควรจะประหยัด”

ทั้งนี้ ในช่วงตอบคำถาม มีนิสิตถามว่าทำอย่างไรให้รัฐบาลโปร่งใส สร้างความเชื่อมั่นให้สังคม มีวิธีการอย่างไรลดคอร์รัปชัน น.ส.ศิริกัญญา ตอบว่า เวลาที่เราบอกว่าตรวจสอบ สส. ต้องเป็นคนตรวจสอบ สส. 500 คน ก็มีดวงตา 500 คู่ในการจับจ้องตรวจสอบ แต่ถ้าเมื่อไหร่มีการเปิดข้อมูลแบบ OPEN DATA จะมีตาอีกเป็นล้านคู่ที่ช่วยตรวจสอบ ทางนิสิตถามอีกว่า หากนักการเมืองในพรรคเป็นคนที่มีอรรถประโยชน์ต่อพรรคมากๆ แต่เขาทุจริตรับสินบน มีความเห็นอย่างไร และเราควรจะดำเนินการอย่างไร น.ส.ศิริกัญญา ตอบกลับว่า ถ้ามีใครทำผิดก็ต้องกล้าฟัน อรรถประโยชน์นิยมคือของส่วนรวมไม่ใช่ของพรรค ดังนั้น ต้องฟันให้เห็น ถ้าเรากล้าที่จะดำเนินคดีกับรัฐมนตรีของเราเอง ถ้าปรากฏว่ามีการคอร์รัปชัน เราคิดว่าน่าจะเป็นแบบแผนที่ดี เป็นกรณีตัวอย่างที่ดีได้เลย

“หนึ่งในส่วนประกอบของ MOA ถ้าหากเราต้องเป็นร่วมรัฐบาลแบบไม่ใช่พรรคเดียวรอบหน้า หนึ่งในเกณฑ์ที่จะต้องจัดการคือถ้ามีรัฐมนตรีถูกกล่าวหาว่ามีส่วนเกี่ยวกับคอร์รัปชัน ป.ป.ช. ชี้มูลแล้ว ต้องลาออกสถานเดียว บอกไว้ตั้งแต่ต้นว่านี่คือวิธีการทำงานของพรรคประชาชน ใครก็ตามถ้าอยากเป็นรัฐมนตรีร่วมกับรัฐบาลเรา ถ้ามีคดีทุจริตที่ชี้มูลแล้วลาออกสถานเดียวเท่านั้น”

“ไหม” ใจชื้น โพล “ณัฐพงษ์” นำ “อนุทิน”

“ศิริกัญญา” ใจชื้น! โพล “ณัฐพงษ์” นำ “อนุทิน” จริงหรือไม่?

จากบทสัมภาษณ์ของ น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาชน ทำให้เห็นถึงความเคลื่อนไหวทางการเมืองที่น่าสนใจ โดยเฉพาะประเด็นที่ว่า “ไหม” ใจชื้น โพล “ณัฐพงษ์” นำ “อนุทิน” นั้น เป็นสัญญาณบ่งบอกถึงอะไรในการเลือกตั้งครั้งหน้า?

สถานการณ์ทางการเมืองยังคงมีความผันผวน และผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชนเป็นเพียงส่วนหนึ่งที่สะท้อนภาพรวมเท่านั้น การวางแผนและปรับกลยุทธ์ของแต่ละพรรคจึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะชี้วัดผลสำเร็จในการเลือกตั้งที่จะมาถึง

การออกมาให้สัมภาษณ์ของ น.ส.ศิริกัญญา ยังแสดงให้เห็นถึงจุดยืนของพรรคประชาชนในการตรวจสอบการทำงานของรัฐบาล โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเด็นการแก้ไขปัญหาคอลเซ็นเตอร์และสแกมเมอร์ ซึ่งเป็นปัญหาที่ส่งผลกระทบต่อประชาชนในวงกว้าง

นอกจากนี้ นโยบายทางเศรษฐกิจและการแก้ไขปัญหาคอร์รัปชันยังคงเป็นประเด็นที่พรรคประชาชนให้ความสำคัญ และพร้อมที่จะผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้น

ทั้งนี้ ในประเด็นเรื่อง “ไหม” ใจชื้น โพล “ณัฐพงษ์” นำ “อนุทิน” เป็นข้อมูลที่น่าสนใจสำหรับการวิเคราะห์สถานการณ์ทางการเมือง แต่สิ่งสำคัญคือการที่ทุกพรรคการเมืองมุ่งเน้นการทำงานเพื่อประโยชน์ของประชาชนอย่างแท้จริง

โดยสรุปแล้ว การเมืองไทยยังคงมีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ และการติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิดเป็นสิ่งสำคัญเพื่อให้เข้าใจถึงสถานการณ์ที่เกิดขึ้น และสามารถตัดสินใจเลือกผู้แทนที่เหมาะสมที่สุดสำหรับประเทศของเรา

ที่มา – “ไหม” ใจชื้น โพล “ณัฐพงษ์” นำ “อนุทิน” แจงให้เวลารัฐบาลแก้สแกมเมอร์-คอลเซ็นเตอร์

“เท้ง” ยัน ปชช. หนุน “อนุทิน” นั่งนายกฯ: จริงหรือ?

“เท้ง” พร้อมสนับสนุน “อนุทิน” นั่งนายกฯ ต่อ ปัดกระแสข่าว สส.พรรคประชาชนค้าน-ขอฟรีโหวต ยันมติพรรคกลั่นกรองดีแล้ว ชี้ ถ้ารัฐบาลใหม่สะสางรื้อคดีเดิม ยื่นซักฟอกทันที เมินข้อเสนอเพื่อไทย กลับไปกลับมา

เมื่อเวลาประมาณ 16.00 น. วันที่ 4 กันยายน 2568 นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) แถลงที่รัฐสภา ชี้แจงถึงกระแสข่าว สส.พรรคประชาชนบางส่วนอยากฟรีโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีคนใหม่ เนื่องจากไม่อยากโหวตให้ นายอนุทิน ชาญวีรกูล สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย เป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 โดยนายณัฐพงษ์ ยืนยันว่าไม่มีกระแสความแตกแยกในพรรค 

ตามที่แถลงเมื่อเช้า พรรคเพื่อไทยเดินหน้าเสนอชื่อ นายชัยเกษม นิติสิริ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคเพื่อไทย ความไม่ชัดเจนเช้านี้ที่ได้เรียกหาจากนายภูมิธรรม เวชยชัย ผู้ปฏิบัติหน้าที่แทนนายกรัฐมนตรี ว่ากระบวนการยุบสภาเดินหน้าหรือยุติอย่างไร ชัดเจนแล้วว่า นายภูมิธรรม ไม่ได้เดินหน้ายุบสภาแล้ว แต่เป็นการเดินหน้าโหวตนายกรัฐมนตรีคนต่อไป ทั้งนี้ ไม่คิดว่าจะทำอะไรให้เกิดความไขว้เขวแต่อย่างใด เมื่อเช้าแถลงไปแล้วว่ากระบวนการตัดสินใจของพรรคประชาชนได้สิ้นสุดตั้งแต่ตอนนี้ กรรมการบริหารพรรค (กก.บห.) ได้แถลงข่าว และเซ็นข้อตกลงร่วม (MOA) กับพรรคภูมิใจไทยไปแล้ว

ผู้สื่อข่าวถามถึงกระแสข่าว สส.พรรคประชาชน บางคนขอฟรีโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า ไม่มีเรื่องนี้ ตลอดทั้งวันที่ตนได้มีการประชุมร่วมกับ สส.ในพรรค ไม่มีการพูดถึงเรื่องฟรีโหวตแต่อย่างใด ส่วนคำถามย้ำว่ากังวลหรือไม่ถ้าฟรีโหวตในวันโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี (5 กันยายน 2568) หัวหน้าพรรคประชาชน ระบุว่า เชื่อมั่นต่อเพื่อนร่วมพรรคทุกคนว่าจะปฏิบัติตามมติของพรรค ในส่วนของความอึดอัดใจ เชื่อว่าทุกคนมีข้อคิดเห็นที่แตกต่างหลากหลาย เราผ่านกระบวนการถกเถียงแลกเปลี่ยนมาหมดแล้ว เชื่อว่าจะปฏิบัติตามมติพรรค ไม่มี สส.พรรคประชาชนฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมติพรรคแต่อย่างใด รอดูว่าจะมีหรือไม่ แต่เชื่อมั่น ณ ตอนนี้ว่าไม่มี

ส่วนการติดต่อสภาฯ เพื่อเลื่อนโหวตนายกรัฐมนตรีนั้น นายณัฐพงษ์ ตอบว่า ยังไม่ได้พูดคุย หรือตอนรายงานตัวการปฏิรูประบบงบประมาณเอง ได้นำเรียนประธานรัฐสภาโดยตรงว่า ไม่ได้ประสานขอเลื่อนแต่อย่างใด ระหว่างวันมีกระแสข่าวปล่อยกันออกมาโดยตลอด และมีการต่อสายมาถึงตนจากเจ้าหน้าที่ของประธานสภาฯ โดยตรงว่า ได้ประสานขอเลื่อนการโหวตจริงหรือไม่ ตนได้ยืนยันต่อท่านประธานฯ และท่านเองก็อยู่ในที่ประชุมด้วยว่าไม่เคยประสานเลื่อนโหวตนายกรัฐมนตรีแต่อย่างใด

ขณะเดียวกัน นายณัฐพงษ์ ยังกล่าวถึงกรณีพรรคประชาชนต้องรับผิดชอบต่อหน้าตาของ ครม.อนุทิน หรือไม่ ว่า อยากยืนยันเรื่องเดิมว่าเราทำหน้าที่ฝ่ายค้าน เพราะฉะนั้นการโหวตที่เรามีมติให้กับนายอนุทินครั้งนี้ โหวตเพื่อเป็นรัฐบาลเฉพาะกิจ มีหน้าที่ในการยุบสภา เปิดทางแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ คณะรัฐมนตรี (ครม.) ที่จะเกิดขึ้นจากการตัดสินใจภายใต้นายอนุทิน เป็นนายกรัฐมนตรี เป็นรัฐบาลที่พรรคประชาชนไม่ต้องแบกรับแต่อย่างใด เพราะเราทำหน้าที่พรรคฝ่ายค้าน ตรวจสอบเต็มที่

ในประเด็นข้อเสนอใหม่ของพรรคเพื่อไทยผลักดัน นายชัยเกษม ชเป็นนายกรัฐมนตรี และยุบสภาทันที สนใจหรือไม่ นายณัฐพงษ์ ตอบว่า ถ้ามีการเสนอมาก่อนหน้านี้ และมีการยื่นข้อเสนอพูดคุยอย่างเป็นทางการมาก่อนหน้านี้ ก่อนรับฟังความเห็นของพรรค ก่อนพรรคมีมติอย่างเป็นทางการ เชื่อว่าตนและเพื่อนๆ ในพรรคจะรับไว้พิจารณา ใช้เป็นปัจจัยหนึ่งในการชั่งน้ำหนัก แต่เห็นได้ชัดเจนว่ากระบวนการที่ผ่านมาจนถึงวันนี้ มีการให้ข่าวกลับไปกลับมาจากพรรคเพื่อไทยเอง และพวกเราประเมินได้ว่าจริงๆ แล้ว ไม่มีความจริงจังหรือจริงใจบรรลุข้อตกลงกับเราแต่ต้น แต่ปล่อยข่าวเพื่อช่วงชิงความได้เปรียบทางการเมืองมากกว่า

เมื่อถามย้ำแสดงว่าไม่เชื่อใจพรรคเพื่อไทยที่เสนอชื่อนายชัยเกษมใช่หรือไม่ หัวหน้าพรรคประชาชน กล่าวว่า จนถึงวินาทีนี้ ภายหลังพรรคประชาชนบรรลุข้อตกลงเรียบร้อย และมีการปล่อยข่าวลักษณะนี้อยู่ แสดงให้เห็นว่าเราเองไม่สามารถเชื่อคำพูดที่กลับไปกลับมาแบบนี้ได้

นักวิชาการเตือน ปชช. หนุน “อนุทิน” นั่งนายกฯ?

ในประเด็นที่นักวิชาการฝ่ายประชาธิปไตยหลายคนออกมาเตือน อยากให้พรรคประชาชนพิจารณาใหม่ เพราะการโหวตพรรคภูมิใจไทยเหมือนสนับสนุนกลุ่มทำลายกระบวนการนิติรัฐ นิติธรรม และทำนิติสงคราม นายณัฐพงษ์ เผยว่า เรารับฟังและทำความเข้าใจอย่างรอบด้าน พร้อมพิสูจน์ตัวเองในกรอบเวลาต่อจากนี้ ผ่านการทำหน้าที่ทุกอย่างของเรา และอยากยืนยันทุกคน วันนี้สิ่งที่ตนและพรรคประชาชนจำเป็นต้องทำคือหนักแน่นต่อการตัดสินใจของเรา เราไม่ได้เพิ่งมาคิดไม่กี่วันที่ผ่านมา แต่มองเห็นสถานการณ์ที่เกิดขึ้น 2 เดือนที่แล้ว เราได้ประเมินสถานการณ์ ชั่งน้ำหนักทุกด้าน ไตร่ตรองรอบคอบ ก่อนออกมติพรรค เชื่อว่าเป็นทางออกที่ดีที่สุดให้กับประเทศจริงๆ

ทางด้านคำถาม หากภูมิใจไทยทำนิติสงครามขึ้น มีการเรียกร้องให้พรรคประชาชนต้องรับผิดชอบ นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า ก่อนที่ตนและพรรคประชาชนจะต้องรับผิดชอบอย่างไร ต้องดูที่การกระทำของพวกเราด้วย กรณีที่เราได้เรียกร้องและให้ข้อคิดเห็นในตอนเช้าว่า เราไม่เห็นด้วยกับนิติสงคราม ไม่ว่าฟ้องร้อง มาตรา 157 หรือมาตรา 112 ที่ผ่านมา เรียนตามข้อเท็จจริง ตนและพรรคประชาชนไม่มีอำนาจสั่งการใดๆ แต่เรามีอำนาจฝ่ายค้านเสียงข้างมาก ใช้เสียงที่เรามีกำกับทิศทางรัฐบาลต่อจากนี้ เพื่อเปิดทางทำรัฐธรรมนูญใหม่

“ต้องดูต่อไปในอนาคต รัฐบาลเฉพาะกิจทำอะไรไม่ถูกต้อง เป็นหน้าที่ฝ่ายค้านอย่างพวกเราตรวจสอบตรงไปตรงมา ทำเต็มที่ ไม่มีออมมือทั้งสิ้น เช่น การอภิปรายไม่ไว้วางใจ เป็นต้น”

ขณะที่หลายคนมองตอนแรกโหวตหนุนภูมิใจไทย แล้วไปค้านในอนาคตจะทำได้จริงหรือ นายณัฐพงษ์ เผยว่า สิ่งที่สังคมต้องมองแยกให้ออกคือเรื่องการใช้เสียงในสภาฯ เพื่อเดินหน้าสู่ทางออกของประเทศ กับการร่วมรัฐบาล ยืนยันอีกครั้งว่าการโหวตนายอนุทินไม่ใช่ร่วมรัฐบาล แต่หาทางออกของประเทศ เราทำหน้าที่ฝ่ายค้านเต็มที่

ในกรณีอดีตแกนนำพรรคก้าวไกล และ สส.บางคน เสนอว่าไม่อยากให้พรรคประชาชนเป็นตัวประกอบภาพยนตร์ที่ทำสัญญากับปีศาจนั้น นายณัฐพงษ์ ตอบว่า เป็นสิ่งที่พวกเราต้องพิสูจน์ หลังจากนี้อีก 4 เดือน หลังแถลงนโยบายต่อรัฐสภา พรรคประชาชนจะใช้เสียง 140 กว่าเสียง กำกับทิศทางรัฐบาล นำไปสู่สิ่งที่เราตั้งเป้าไว้มากน้อยแค่ไหน เชื่อว่าเราทำได้ ส่วนกรณีที่ นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ อดีตหัวหน้าพรรคก้าวไกล และอดีตแกนนำก้าวไกลคนอื่นๆ เคยบอกว่าไม่ควรดีลกับปีศาจนั้น คิดว่าสิ่งที่เราเคยบอกว่าดีลปีศาจ ต้องดูว่าดีลเพื่อผลประโยชน์ของใคร เพื่อผลประโยชน์ตัวเอง หรือเราใช้อำนาจที่เรามี ได้รับมอบจากประชาชน หาทางออกให้กับประเทศ ที่สำคัญมากกว่า เชื่อว่าองคาพยพของเราเข้าใจ

ผู้สื่อข่าวถามอีกว่าไม่เสียดายใช่หรือไม่ที่ตัดสินใจดีลกับพรรคภูมิใจไทย นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า ไม่เสียดาย และไม่คิดที่จะไปทบทวนในสิ่งที่เกิดขึ้นแน่นอน เดินหน้าหาทางออกให้กับประเทศ คิดว่าเป็นเรื่องประธานสภาฯ บรรจุวาระแล้วว่าจะเดินหน้าต่อ หรือโหวตนายกรัฐมนตรีคนใหม่อย่างไรบ้าง ถ้าอนาคตนายอนุทินไม่ยุบสภา เราประเมินไว้หมดแล้ว และเราจะประเมินทุกวันต่อจากนี้ หลังโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีไปแล้ว ถ้าเราเริ่มเห็นแล้วว่านายอนุทินไม่พยายามปฏิบัติตามสัญญาที่ตกลงกัน เราพร้อมใช้เสียงในสภาฯ ยื่นมติไม่ไว้วางใจทันที

เมื่อถามต่อไป หากกำหนด 4 เดือน แต่เกิดสถานการณ์รัฐบาลต้องกำกับดูแลประเทศต่อ ต้องคุยกันอีกรอบหรือไม่ นายณัฐพงษ์ เชื่อว่าตอนนี้กรอบสำคัญของเราคือตามข้อตกลงที่ได้บอกว่า สถานการณ์ในอนาคตไม่ว่าเรื่องใหญ่ ไทย-กัมพูชา หรือภาษีทรัมป์ เราให้ประชาชนตัดสิน เราจำเป็นต้องมีรัฐบาลชุดใหม่แก้ไขในส่วนนี้

สำหรับกรณีข้อครหาบางพรรคในรัฐบาลใหม่จะเข้าไปแทรกแซงองค์กรอิสระต่างๆ เพราะเงื่อนไข 5 ข้อของพรรคประชาชนไม่มีระบุส่วนนี้จะทำอย่างไร หัวหน้าพรรคประชาชนยืนยันผ่านการแถลงครั้งนี้อีกครั้งว่า ถ้าหากว่ามีการแทรกแซงกระบวนการยุติธรรม โดยเฉพาะสะสางคดีของตนและพวกพ้อง พรรคประชาชนไม่มีทางยอมรับได้ พร้อมยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจทันที

“ทุกๆ อย่างอาจไม่ได้ตอบลงรายละเอียดมากนัก ตอบบนหลักการที่ทุกคนเข้าใจได้ ดูเรื่องการกระทำที่วิญญูชนเห็น ถ้าเชื่อว่านายอนุทิน ในฐานะนายกฯ มีความเป็นไปได้มากที่สุดคนต่อไป ใช้อำนาจยุ่งเกี่ยว เป็นอำนาจของ ปชน.ล้มอำนาจที่ไม่มีความชอบธรรม”

“เท้ง” ยัน ปชน. หนุน “อนุทิน” นั่งนายกฯ

ส่วนถ้าพรรคเพื่อไทยยืดเยื้อหรือล้มการโหวตนายกรัฐมนตรีนั้น นายณัฐพงษ์ มองว่า การเดินเกมในสภาฯ เป็นเรื่องปกติ รวมถึงการโหวตนายกรัฐมนตรี แต่อยากให้ทุกคนเรียกร้อง ณ ตอนนี้คือเดินหน้าเปิดประตูสู่ทางออกของประเทศ เพราะความชัดเจนของพรรคประชาชน คือพรรคเพื่อไทยไม่ได้เดินหน้ายุบสภาก่อน ต่อมาเสนอชื่อ นายชัยเกษม มาชิงเก้าอี้นายกรัฐมนตรี มองว่าพรรคเพื่อไทยตีรวน

ขณะที่สุดท้ายถ้านายอนุทินได้เป็นนายกรัฐมนตรีแล้วถูกคดีจริยธรรมสอยก่อนยุบสภา มองถึงนายกรัฐมนตรีคนที่ 4 หรือไม่ นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า ยังไม่ได้คิดถึงเรื่องนั้น แต่การโดนคดีจริยธรรม พรรคประชาชนบอกตลอดว่าเราไม่เห็นด้วยกับการใช้กระบวนการแบบนี้.

ท่าทีของพรรคประชาชนในการสนับสนุน “อนุทิน” นั่งนายกฯ นั้น แสดงให้เห็นถึงความพยายามในการหาทางออกให้กับประเทศ แม้จะมีความเห็นต่างจากหลายฝ่าย แต่การตัดสินใจครั้งนี้ก็มาจากการพิจารณาอย่างรอบคอบแล้ว

ที่มา – “เท้ง” ยัน ปชน. หนุน “อนุทิน” นั่งนายกฯ เมินข้อเสนอเพื่อไทย ชี้ พูดกลับไปกลับมา

Scroll to top