ตํารวจไซเบอร์

รวบสมาชิก ขบวนการรับจ้างถอนเงิน “สแกมเมอร์” คาห้างดัง

เชื่อว่าหลายคนคงเคยได้ยินข่าวเกี่ยวกับมิจฉาชีพออนไลน์กันอยู่บ่อยครั้ง แต่ล่าสุดทางตำรวจไซเบอร์ได้เปิดปฏิบัติการเดือด บุกทลายและจับกุมกลุ่มบุคคลที่เกี่ยวข้องกับ รวบสมาชิก ขบวนการรับจ้างถอนเงิน “สแกมเมอร์” คาห้างดัง ซึ่งถือเป็นฟันเฟืองสำคัญของแก๊งมิจฉาชีพในการฟอกเงินที่ผิดกฎหมายครับ

รวบสมาชิก ขบวนการรับจ้างถอนเงิน “สแกมเมอร์” คาห้างดัง

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวนได้ทำการตรวจสอบจนพบว่า มีกลุ่มบุคคลจำนวนมากเข้าไปวนเวียนอยู่ตามเคาน์เตอร์ธนาคารในห้างสรรพสินค้าชื่อดัง โดยมีพฤติกรรมสุ่มเสี่ยงและทำกันเป็นขบวนการ ซึ่งจากการตรวจสอบพบว่านี่คือการ รวบสมาชิก ขบวนการรับจ้างถอนเงิน “สแกมเมอร์” คาห้างดัง ที่มีการแบ่งหน้าที่กันอย่างชัดเจนราวกับบริษัทจำกัดเลยทีเดียวครับ

เบื้องลึกการทำงานของขบวนการฟอกเงิน

จากการสอบสวนพบว่าขบวนการนี้มีการทำงานที่ซับซ้อน โดยเริ่มต้นจาก:

  • แอดมินเพจจะหา “ลูกค้า” หรือผู้ให้เช่าบัญชีผ่านโซเชียลมีเดีย
  • เมื่อได้เหยื่อแล้วจะนัดหมายมาเจอกันที่ห้างสรรพสินค้า เพื่อให้เซลล์พาไปถอนเงินที่ธนาคาร
  • มีการใช้แอปพลิเคชันธนาคารเพื่อถอนเงินจำนวนมากในเวลาสั้นๆ
  • เงินที่ถอนได้จะถูกนำไปฟอกต่อโดยการซื้อทองคำหรือโอนต่อไปยังบัญชีม้าอื่นๆ เพื่อตัดเส้นทางการเงิน

ด้วยเหตุนี้เอง ตำรวจจึงสามารถติดตามและ รวบสมาชิก ขบวนการรับจ้างถอนเงิน “สแกมเมอร์” คาห้างดัง ได้ถึง 9 ราย พร้อมของกลางทั้งเงินสด โทรศัพท์มือถือ และสมุดบัญชีธนาคารจำนวนมาก ซึ่งผู้ต้องหาทั้งหมดถูกตั้งข้อหาหนัก ทั้งอั้งยี่ ซ่องโจร และความผิดตาม พ.ร.ก.มาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี

ข้อคิดจากเหตุการณ์นี้: การรับจ้างเปิดบัญชีหรือถอนเงินให้คนแปลกหน้าไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดก็ตาม ถือเป็นความผิดร้ายแรงและทำลายชีวิตของตัวเองได้ง่ายๆ อย่าหลงเชื่อผลประโยชน์เพียงเล็กน้อย 10 เปอร์เซ็นต์ที่เขาเสนอมา เพราะสุดท้ายเมื่อถูกจับกุม คุณจะต้องรับโทษทางอาญาหนักและอาจติดคุกโดยไม่รู้ตัวครับ

ที่มา – รวบสมาชิก ขบวนการรับจ้างถอนเงิน “สแกมเมอร์” คาห้างดัง โดนข้อหาอั้งยี่ ซ่องโจร

รวบ “มะปราง” อินฟลูฯ สายเซ็กซี่ รับแปะลิงก์เว็บพนัน

รวบ “มะปราง” อินฟลูฯ สายเซ็กซี่ รับแปะลิงก์เว็บพนัน

กลายเป็นประเด็นร้อนในโลกโซเชียลเมื่อล่าสุดเจ้าหน้าที่ตำรวจไซเบอร์ได้ทำการรวบ “มะปราง” อินฟลูฯ สายเซ็กซี่ รับแปะลิงก์เว็บพนัน ซึ่งถือเป็นอุทาหรณ์ครั้งใหญ่ให้กับบรรดาอินฟลูเอนเซอร์และผู้ที่มีผู้ติดตามบนสื่อออนไลน์ทุกคน โดยเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นหลังจากมีการตรวจพบความผิดปกติผ่านทางเฟซบุ๊กส่วนตัวของอินฟลูเอนเซอร์สาวชื่อดังรายนี้

เปิดพฤติการณ์ รวบ “มะปราง” อินฟลูฯ สายเซ็กซี่ รับแปะลิงก์เว็บพนัน

จากการตรวจสอบพบว่า น.ส.สุธิดา หรือมะปราง อินฟลูเอนเซอร์สาวที่มีผู้ติดตามหลักแสนคน ได้โพสต์ภาพและคลิปวิดีโอแนวเซ็กซี่ลงบนสตอรี่ พร้อมแนบลิงก์เชิญชวนให้คนกดเข้าไปเล่นเว็บพนันออนไลน์ชื่อ “Playnews 789” อย่างโจ่งแจ้ง การกระทำดังกล่าวเข้าข่ายผิดกฎหมายอย่างชัดเจน ทำให้เจ้าหน้าที่ต้องดำเนินการตามกฎหมายโดยการออกหมายเรียกให้มารับทราบข้อกล่าวหา

เมื่อเข้าพบเจ้าหน้าที่ น.ส.สุธิดา ได้ยอมรับสารภาพว่าที่ทำไปเพราะมีความจำเป็นเรื่องเงิน โดยรับงานแปะลิงก์แลกกับค่าตอบแทนเพียง 3,000 บาทต่อสัปดาห์เท่านั้น ซึ่งเมื่อเทียบกับโทษที่ได้รับถือว่าไม่คุ้มค่าอย่างยิ่ง

  • ค่าตอบแทน: 3,000 บาทต่อสัปดาห์
  • โทษฐานความผิด: โฆษณาชักชวนให้เล่นการพนัน
  • ผลคำพิพากษา: จำคุก 8 เดือน (ลดเหลือ 4 เดือน) เปลี่ยนเป็นกักขัง

เหตุการณ์การรวบ “มะปราง” อินฟลูฯ สายเซ็กซี่ รับแปะลิงก์เว็บพนันในครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นว่ากฎหมายไซเบอร์ในปัจจุบันมีความเข้มงวดมาก การใช้ยอดผู้ติดตามเพื่อสร้างรายได้ในทางที่ผิดกฎหมายไม่เพียงแต่ทำลายชื่อเสียง แต่อาจนำไปสู่การสูญเสียอิสรภาพได้

เราขอเตือนให้เหล่าอินฟลูเอนเซอร์หรือครีเอเตอร์ทุกท่าน ตรวจสอบที่มาของรายได้และงานจ้างให้ดี อย่าหลงเชื่อเพียงเพราะผลตอบแทนระยะสั้น เพราะบทเรียนครั้งนี้แสดงให้เห็นแล้วว่าไม่มีใครรอดพ้นจากกฎหมายไปได้ หากคุณพบเห็นการชักชวนลักษณะนี้ ควรหลีกเลี่ยงและแจ้งเบาะแสแก่เจ้าหน้าที่ เพื่อร่วมกันสร้างสังคมออนไลน์ที่ปลอดภัยและน่าอยู่ยิ่งขึ้น

ที่มา – รวบ “มะปราง” อินฟลูฯ สายเซ็กซี่ รับแปะลิงก์เว็บพนัน ศาลสั่งจำคุก 8 เดือน

“เอิร์ธ ธนารัตน์” ให้ข้อมูลตำรวจไซเบอร์ พบข้อมูลส่วนบุคคลรั่วไหล ขยายวงกว้าง 19 กระทรวง

กลายเป็นประเด็นร้อนที่สังคมต้องจับตามอง เมื่อล่าสุด “เอิร์ธ ธนารัตน์” ให้ข้อมูลตำรวจไซเบอร์ พบข้อมูลส่วนบุคคลรั่วไหล ขยายวงกว้าง 19 กระทรวง ซึ่งถือเป็นวิกฤตความมั่นคงทางไซเบอร์ของไทยที่น่าตกใจ โดยคุณธนารัตน์ กัววัฒนาพันธ์ CEO ของ Dome Cloud ได้เข้าพบเจ้าหน้าที่เพื่อชี้แจงรายละเอียดเกี่ยวกับช่องโหว่ของระบบที่ส่งผลกระทบต่อประชาชนคนไทยจำนวนมหาศาล

“เอิร์ธ ธนารัตน์” ให้ข้อมูลตำรวจไซเบอร์ พบข้อมูลส่วนบุคคลรั่วไหล ขยายวงกว้าง 19 กระทรวง

การเข้าพบเจ้าหน้าที่ในครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของการให้ปากคำ แต่เป็นการสะท้อนให้เห็นว่าปัญหาการรั่วไหลของข้อมูลที่เกิดขึ้น ไม่ได้จำกัดอยู่แค่เพียงหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง แต่ลามไปถึงระดับกระทรวงและหน่วยงานภาครัฐกว่า 20 แห่ง รวมถึงสำนักนายกรัฐมนตรี ข้อมูลที่หลุดออกไปมีตั้งแต่รูปถ่ายติดบัตรประชาชน ทะเบียนรถ ไปจนถึงข้อมูลสำคัญของบุคคลระดับสูง ซึ่งคุณธนารัตน์ยืนยันว่าสิ่งที่ทำไปทั้งหมดไม่มีเรื่องของเจตนาทางการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้อง แต่อยากให้หน่วยงานรัฐตื่นตัวในการป้องกันปัญหาอย่างจริงจัง

เปิดกลวิธีมิจฉาชีพดึงข้อมูลรั่วไหล

จากคำให้การของ “เอิร์ธ ธนารัตน์” ให้ข้อมูลตำรวจไซเบอร์ พบข้อมูลส่วนบุคคลรั่วไหล ขยายวงกว้าง 19 กระทรวง พบว่ามิจฉาชีพไม่ได้ใช้วิธีแฮ็กระบบฐานข้อมูลโดยตรงเหมือนในหนัง แต่ใช้ช่องโหว่จากการที่คอมพิวเตอร์ของเจ้าหน้าที่ติดมัลแวร์ จนทำให้รหัสผ่านหลุด และถูกนำไปใช้สิทธิ์เข้าถึงระบบเพื่อดึงข้อมูลออกมาขายผ่านช่องทาง Dark Web หรือแอปพลิเคชันอย่าง Telegram ซึ่งข้อมูลเหล่านี้ถูกนำไปต่อยอดให้แก๊งคอลเซ็นเตอร์ใช้หลอกลวงเหยื่อได้อย่างแม่นยำ

  • รหัสผ่านหลุด: เกิดจากการติดมัลแวร์บนคอมพิวเตอร์เจ้าหน้าที่
  • การเข้าถึงโดยมิชอบ: มิจฉาชีพใช้ User และ Password ที่ขโมยมาดึงข้อมูลผ่าน API
  • ขายข้อมูลผิดกฎหมาย: ข้อมูลส่วนบุคคลถูกนำไปซื้อขายบนตลาดมืดออนไลน์

ทางด้าน พล.ต.ต.ศิริวัฒน์ ดีพอ ผบก.สอท.1 ได้ออกมาให้ความมั่นใจว่า ขณะนี้ได้ตั้งคณะทำงานเฉพาะกิจร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อตรวจสอบ Log File และเร่งปิดช่องโหว่เหล่านี้แล้ว พร้อมฝากเตือนประชาชนว่า หากได้รับโทรศัพท์จากคนแปลกหน้าแล้วมีการอ้างข้อมูลส่วนตัวที่ถูกต้อง อย่าเพิ่งรีบเชื่อเด็ดขาด ให้ตั้งสติและโทรเช็กกับต้นทางโดยตรงเพื่อความปลอดภัย

ในมุมมองของเรา เรื่องนี้ถือเป็นบทเรียนราคาแพงที่ทุกหน่วยงานต้องเร่งยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยไซเบอร์ ไม่ใช่แค่การปิดเว็บไซต์ชั่วคราวแล้วจบไป แต่ต้องมองไปถึงการบริหารจัดการข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA) ให้เข้มงวดมากขึ้น หากรัฐบาลไม่เปลี่ยนวิธีคิดเรื่องการเก็บข้อมูลเกินความจำเป็นและปรับปรุงระบบไอทีให้ทันสมัย ประชาชนไทยจะยังคงเป็นเหยื่อของการถูกขายข้อมูลไปอีกนาน

ที่มา – “เอิร์ธ ธนารัตน์” ให้ข้อมูลตำรวจไซเบอร์ พบข้อมูลส่วนบุคคลรั่วไหล ขยายวงกว้าง 19 กระทรวง

ทลายเว็บพนัน TH2.VIP ในแม่สอด รวบแอดมินชาวเมียนมา

ทลายเว็บพนัน TH2.VIP ในแม่สอด รวบแอดมินชาวเมียนมา

เหตุการณ์ล่าสุดในพื้นที่ อ.แม่สอด จ.ตาก กลายเป็นข่าวใหญ่ที่ได้รับความสนใจจากสังคมอย่างมาก เมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจไซเบอร์ได้เข้าทลายเว็บพนัน TH2.VIP ในแม่สอด รวบแอดมินชาวเมียนมาได้สำเร็จ หลังจากพบว่ามีการลักลอบตั้งฐานปฏิบัติการแฝงตัวอยู่กลางชุมชนอย่างแนบเนียน สร้างความเดือดร้อนและมอมเมาประชาชนในพื้นที่มาอย่างยาวนาน

จากการสืบสวนเชิงลึกพบว่าเว็บไซต์พนันออนไลน์ดังกล่าวไม่ได้เป็นเพียงเว็บไซต์ขนาดเล็ก แต่เป็นขบวนการที่มีสมาชิกผู้ใช้งานมากกว่า 30,000 ราย โดยมีเงินหมุนเวียนในระบบสูงถึงกว่า 30 ล้านบาทต่อเดือน หรือตีเป็นมูลค่ากว่า 360 ล้านบาทต่อปี ซึ่งถือเป็นภัยคุกคามทางไซเบอร์ที่ร้ายแรงต่อเศรษฐกิจและสังคมไทย การปฏิบัติการครั้งนี้สะท้อนให้เห็นว่าแม้กลุ่มมิจฉาชีพจะพยายามหลบซ่อนตัวในพื้นที่ตะเข็บชายแดน แต่ก็ไม่อาจรอดพ้นสายตาของเจ้าหน้าที่ตำรวจไปได้

เบื้องหลังการจับกุมและการแฝงตัวของเว็บ TH2.VIP

เมื่อเจ้าหน้าที่เข้าตรวจค้นบ้านพักเป้าหมาย ได้พบกับผู้ต้องหาคือ นายอุ้ยกู่หมี อายุ 23 ปี สัญชาติเมียนมา ซึ่งรับสารภาพว่าตนเองรับจ้างเป็นแอดมินดูแลเว็บไซต์ดังกล่าว โดยทำหน้าที่ตอบคำถามลูกค้า รับเรื่องการโอน-ถอนเงิน และชักชวนให้คนเข้ามาเล่นพนันผ่านช่องทางออนไลน์ โดยได้รับค่าจ้างเดือนละ 15,000 บาท ซึ่งการทลายเว็บพนัน TH2.VIP ในแม่สอด รวบแอดมินชาวเมียนมาในครั้งนี้ ถือเป็นการตัดวงจรรายย่อยของเครือข่ายพนันออนไลน์ขนาดใหญ่ที่มักใช้ชาวต่างชาติเป็นแรงงานแฝง

หลักฐานที่ยึดได้ประกอบด้วยอุปกรณ์ไอทีจำนวนมาก ได้แก่:

  • คอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะ 1 เครื่อง
  • โน้ตบุ๊ก 2 เครื่อง
  • โทรศัพท์มือถือที่ใช้สำหรับติดต่อลูกค้า 2 เครื่อง
  • อุปกรณ์เราเตอร์เครือข่ายอินเทอร์เน็ต

ความสำเร็จจากการทลายเว็บพนัน TH2.VIP ในแม่สอด รวบแอดมินชาวเมียนมาในครั้งนี้ เป็นผลมาจากความร่วมมือของหลายหน่วยงานที่เฝ้าติดตามพฤติกรรมจนได้พยานหลักฐานเพียงพอที่จะออกหมายค้นและดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างเด็ดขาดในข้อหาจัดให้มีการเล่นพนันออนไลน์โดยไม่ได้รับอนุญาต

เราอยากฝากเตือนพี่น้องประชาชนว่า การพนันออนไลน์เป็นสิ่งที่ผิดกฎหมายและมีแต่จะทำให้เสียทรัพย์สิน การที่เจ้าหน้าที่ตำรวจไซเบอร์เร่งปราบปรามในทุกพื้นที่แสดงให้เห็นว่าภาครัฐเอาจริงกับเรื่องนี้อย่างเข้มข้น หากท่านพบเห็นการกระทำที่น่าสงสัยในชุมชนของท่าน อย่ารีรอที่จะแจ้งเบาะแส เพื่อให้สังคมไทยเป็นพื้นที่ที่ปลอดภัยจากอบายมุขเหล่านี้ต่อไป

ที่มา – ทลายเว็บพนัน TH2.VIP แอบเปิดฐานแฝงตัวในชุมชนพื้นที่ อ.แม่สอด รวบแอดมินชาวเมียนมา

ตร.ไซเบอร์ ทลายแก๊งคอลฯ หลอกเหยื่อคนไทย ฟอกเงินผ่านทองคำ

เชื่อว่าหลายคนคงเคยได้ยินข่าวเกี่ยวกับมิจฉาชีพในรูปแบบต่างๆ มาพอสมควร แต่ล่าสุดสถานการณ์เริ่มวิกฤตขึ้นเมื่อตร.ไซเบอร์ ทลายแก๊งคอลฯ หลอกเหยื่อคนไทย ก่อนฟอกเงินผ่านทองคำ เสียหายนับล้าน ซึ่งถือเป็นเคสที่น่าตกใจและควรค่าแก่การเตือนภัยอย่างยิ่งครับ

เจาะลึกปฏิบัติการ ตร.ไซเบอร์ ทลายแก๊งคอลฯ หลอกเหยื่อคนไทย ก่อนฟอกเงินผ่านทองคำ เสียหายนับล้าน

เหตุการณ์เริ่มต้นจากผู้เสียหายวัย 61 ปี ในจังหวัดนครราชสีมา ถูกมิจฉาชีพแอบอ้างว่าเป็นเจ้าหน้าที่การไฟฟ้า หลอกให้โอนเงินโดยอ้างเรื่องปัญหาหม้อแปลง จนเหยื่อสูญเงินกว่า 1.7 ล้านบาท ทำให้ทางตำรวจไซเบอร์ต้องเร่งแกะรอยขบวนการนี้จนพบว่าเป็นแก๊งชาวเวียดนามร่วมกับคนไทยที่ทำกันเป็นกระบวนการ การที่ ตร.ไซเบอร์ ทลายแก๊งคอลฯ หลอกเหยื่อคนไทย ก่อนฟอกเงินผ่านทองคำ เสียหายนับล้าน ได้ในครั้งนี้ ถือเป็นการตัดวงจรการฟอกเงินที่ซับซ้อนไปได้เปราะหนึ่ง

กลโกงที่ซับซ้อนและการฟอกเงินผ่านทองคำ

แก๊งนี้ไม่ได้มาแค่การหลอกโอนเงินธรรมดา แต่มีการใช้วิธีฟอกเงินที่แนบเนียนมาก โดยการเปลี่ยนเงินสดที่โกงมาเป็นทองคำแท่ง เพื่อกระจายมูลค่าและทำให้เส้นทางการเงินยุ่งยากต่อการติดตามของเจ้าหน้าที่ พฤติกรรมที่น่าสนใจมีดังนี้:

  • หลอกให้เหยื่อโหลดแอปพลิเคชันและกดเปลี่ยนเมนูเป็นภาษาอังกฤษ เพื่อให้เหยื่อสับสน
  • หลอกขอรหัส OTP โดยอ้างว่าเป็นเลขคิวคืนเงิน
  • ใช้บัญชีม้าในการรับโอนเงิน
  • นำเงินสดไปซื้อทองคำแท่งจำนวนมากเพื่อฟอกเงินก่อนนำไปขายใหม่

สรุปบทเรียนสำคัญและการป้องกันตัว

เหตุการณ์นี้นับเป็นอุทาหรณ์ที่ดีว่า มิจฉาชีพมีการปรับตัวตลอดเวลา จากการฟอกเงินผ่านบัญชีธนาคาร ไปสู่การเปลี่ยนเป็นทรัพย์สินมีค่าอย่างทองคำเพื่อหลบเลี่ยงการตรวจสอบ ข้อมูลจากตำรวจระบุว่าแก๊งนี้ทำมาแล้วกว่า 18 ราย มูลค่าความเสียหายรวมกว่า 12 ล้านบาทเลยทีเดียวครับ

วิธีป้องกันตัวเองจากมิจฉาชีพ:

  • อย่าหลงเชื่อหากได้รับโทรศัพท์จากหน่วยงานรัฐที่อ้างเรื่องโอนเงิน หรือให้สแกน QR Code แปลกปลอม
  • สังเกตความผิดปกติของเมนูภาษาในแอปพลิเคชันธนาคาร หากถูกบังคับให้เปลี่ยนภาษา นั่นคือสัญญาณเตือนภัย
  • ห้ามบอกรหัส OTP ให้ใครทราบเด็ดขาด ไม่ว่าจะเป็นเจ้าหน้าที่หน่วยงานใดก็ตาม

การที่เจ้าหน้าที่สามารถจับกุมแก๊งนี้ได้ถือเป็นเรื่องดี แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือการตั้งสติและรู้เท่าทันกลโกงอยู่เสมอ หากใครสงสัยว่าตัวเองอาจกำลังตกเป็นเหยื่อ ให้รีบติดต่อธนาคารหรือแจ้งความกับตำรวจไซเบอร์ทันทีเพื่ออายัดบัญชีครับ ความปลอดภัยในทรัพย์สินของเราเริ่มที่ตัวเราเองเสมอ

ที่มา – ตร.ไซเบอร์ ทลายแก๊งคอลฯ หลอกเหยื่อคนไทย ก่อนฟอกเงินผ่านทองคำ เสียหายนับล้าน

รวบ 2 หนุ่มเวียดนาม แก๊งมิจฉาชีพลวง น.ศ.สาวมหาลัยดัง โอนเงินกว่า 2 ล้าน

เชื่อว่าหลายคนคงเคยได้รับสายจากหมายเลขแปลกหน้าที่อ้างตัวว่าเป็นเจ้าหน้าที่รัฐหรือพนักงานบริษัทเอกชนกันมาบ้างแล้วใช่ไหมครับ? ล่าสุดมีข่าวใหญ่ที่น่าตกใจเมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจ ตม.นครพนม สามารถทำการ รวบ 2 หนุ่มเวียดนาม แก๊งมิจฉาชีพลวง น.ศ.สาวมหาลัยดัง โอนเงินกว่า 2 ล้าน ได้สำเร็จ หลังจากที่ผู้เสียหายถูกหลอกให้โอนเงินจนหมดบัญชี เรื่องราวนี้เป็นอุทาหรณ์ที่เตือนใจนักศึกษาและคนรุ่นใหม่ว่ามิจฉาชีพสมัยนี้มาทุกรูปแบบจริงๆ

รวบ 2 หนุ่มเวียดนาม แก๊งมิจฉาชีพลวง น.ศ.สาวมหาลัยดัง โอนเงินกว่า 2 ล้าน

เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อนักศึกษาหญิงรายหนึ่งได้รับโทรศัพท์จากมิจฉาชีพที่อ้างว่าเป็นพนักงานบริการสัญญาณโทรศัพท์ ก่อนจะโอนสายให้ ‘ตำรวจปลอม’ ข่มขู่จนผู้เสียหายตกใจกลัว และยอมทำตามคำสั่งทุกอย่าง แม้กระทั่งการขังตัวเองไว้ในห้องและเปิดวิดีโอคอลทิ้งไว้เพื่อตรวจสอบความบริสุทธิ์ จนสุดท้ายต้องสูญเงินรวมกว่า 2.49 ล้านบาท

รายละเอียดการปฏิบัติการจับกุมแก๊งมิจฉาชีพ

หลังจากเกิดเหตุ เจ้าหน้าที่ตำรวจไซเบอร์ได้เร่งสืบสวนจนพบเบาะแสสำคัญ จนกระทั่งสามารถควบคุมตัว นายเหงียน วันงอก และ นายเหงียน วันตุ ผู้ต้องหาชาวเวียดนามได้ขณะกำลังพยายามหลบหนีออกนอกประเทศที่ด่านสะพานมิตรภาพ 3 นครพนม-คำม่วน การ รวบ 2 หนุ่มเวียดนาม แก๊งมิจฉาชีพลวง น.ศ.สาวมหาลัยดัง โอนเงินกว่า 2 ล้าน ในครั้งนี้ถือเป็นผลงานชิ้นสำคัญของตำรวจไทยที่สามารถตัดวงจรอาชญากรรมข้ามชาติได้

พฤติการณ์ของมิจฉาชีพในปัจจุบันนั้นมีความแนบเนียนมาก โดยเฉพาะการใช้เทคนิคทางจิตวิทยาเพื่อสร้างความกลัว นี่คือวิธีสังเกตและป้องกันตัวเบื้องต้น:

  • อย่าหลงเชื่อหากถูกขู่ทางโทรศัพท์: เจ้าหน้าที่รัฐจริงจะไม่โทรมาสอบสวนหรือขู่ให้โอนเงินเด็ดขาด
  • ตั้งสติก่อนเสมอ: หากมีสายโทรมาเรื่องคดีความ ให้ขอชื่อ-นามสกุล และติดต่อกลับไปยังหน่วยงานนั้นโดยตรงผ่านเบอร์ที่ตรวจสอบได้จากเว็บไซต์ทางการ
  • ห้ามโอนเงินเข้าบัญชีบุคคล: หน่วยงานราชการไม่มีนโยบายให้ประชาชนโอนเงินมา “ตรวจสอบ” ความบริสุทธิ์
  • ไม่ให้ข้อมูลส่วนตัว: หลีกเลี่ยงการเปิดเผย เลขบัตรประชาชน หรือรหัสผ่านแอปธนาคารกับบุคคลอื่น

ความปลอดภัยในโลกออนไลน์เป็นเรื่องที่เราต้องให้ความสำคัญที่สุด อย่าปล่อยให้ความกลัวทำให้เราตัดสินใจผิดพลาด การสูญเสียเงินกว่า 2 ล้านบาทของนักศึกษาในครั้งนี้เป็นบทเรียนราคาแพงที่ทุกคนควรตระหนักไว้เสมอ หากใครเคยโดนข่มขู่ในลักษณะนี้ ขอให้รีบตั้งสติและปรึกษาคนใกล้ชิด หรือแจ้งความกับตำรวจไซเบอร์ทันทีครับ

ที่มา – รวบ 2 หนุ่มเวียดนาม แก๊งมิจฉาชีพลวง น.ศ.สาวมหาลัยดัง โอนเงินกว่า 2 ล้าน

ทลายเครือข่ายเว็บพนัน sexygame ลอบเปิดฐานในชุมชนชาวเขา

เชื่อว่าหลายคนคงได้ยินข่าวการปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีกันอยู่บ่อยครั้ง แต่ล่าสุดได้เกิดเหตุการณ์ที่น่าตกใจเมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจไซเบอร์สามารถทลายเครือข่ายเว็บพนัน “sexygame” ลอบเปิดฐานในชุมชนชาวเขา เงินหมุน 10 ล้านบาทต่อเดือน ซึ่งถือเป็นพฤติกรรมที่อาศัยความห่างไกลของพื้นที่ชุมชนในการซ่อนเร้นฐานปฏิบัติการ

เบื้องหลังการทลายเครือข่ายเว็บพนัน “sexygame” ลอบเปิดฐานในชุมชนชาวเขา เงินหมุน 10 ล้านบาทต่อเดือน

เหตุการณ์ครั้งนี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม 2569 โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจ บช.สอท. ได้เข้าตรวจค้นบ้านพักหลังหนึ่งในพื้นที่ อ.ดอยสะเก็ด จ.เชียงใหม่ หลังจากสืบทราบว่ามีการใช้พื้นที่ดังกล่าวเป็นที่ตั้งของระบบเว็บพนันออนไลน์ขนาดใหญ่ การปฏิบัติการนี้แสดงให้เห็นว่าแม้กลุ่มมิจฉาชีพจะพยายามย้ายฐานปฏิบัติการไปยังพื้นที่ห่างไกลเพื่อให้พ้นจากสายตาเจ้าหน้าที่ แต่ด้วยเทคโนโลยีการสืบสวนที่ก้าวหน้าในปัจจุบัน ตำรวจไซเบอร์ก็ยังสามารถติดตามและทลายเครือข่ายเว็บพนัน “sexygame” ลอบเปิดฐานในชุมชนชาวเขา เงินหมุน 10 ล้านบาทต่อเดือนได้อย่างแม่นยำ

รายละเอียดการจับกุมและการกระทำความผิด

จากการเข้าตรวจสอบ เจ้าหน้าที่สามารถจับกุมผู้ต้องหาได้ 2 ราย คือนายสิทธิโชค และ น.ส.อารดา ซึ่งทำหน้าที่เป็นแอดมินดูแลเว็บไซต์ โดยตรวจยึดของกลางเป็นคอมพิวเตอร์และโทรศัพท์มือถือที่ใช้ในการกระทำความผิด จากผลการสอบสวนพบข้อมูลที่น่าตกใจดังนี้:

  • เว็บไซต์ดังกล่าวมีสมาชิกมากถึง 8,000 ราย
  • ระยะเวลาที่เปิดทำการมาแล้วนานถึง 7 เดือน
  • มีเงินหมุนเวียนเฉลี่ยสูงถึง 10 ล้านบาทต่อเดือน
  • มีการพนันหลากหลายรูปแบบ ทั้งฟุตบอล หวย สล็อต และบาคาร่า

กลุ่มผู้ต้องหาสารภาพว่าได้รับค่าจ้างรายเดือนเพื่อทำหน้าที่แอดมินท่ามกลางกำไรมหาศาลของผู้ที่อยู่เบื้องหลัง ซึ่งถือเป็นการสร้างความเสียหายต่อระบบเศรษฐกิจและมอมเมาเยาวชนอย่างร้ายแรง โดยเฉพาะในช่วงมหกรรมฟุตบอลโลกที่มักจะเป็นช่วงที่เว็บพนันพยายามเข้าถึงกลุ่มผู้เล่นหน้าใหม่มากขึ้น

บทสรุปและข้อคิดเตือนใจ: การที่เจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถทลายเครือข่ายเว็บพนัน “sexygame” ลอบเปิดฐานในชุมชนชาวเขา เงินหมุน 10 ล้านบาทต่อเดือนได้นั้น เป็นเครื่องพิสูจน์ว่าไม่มีที่ใดที่มิจฉาชีพจะซ่อนตัวได้พ้น การเล่นพนันออนไลน์ไม่เพียงแต่มีความเสี่ยงที่จะสูญเสียทรัพย์สิน แต่ยังทำลายอนาคตและอาจนำพาชีวิตไปสู่คดีความร้ายแรงตามกฎหมาย พ่อแม่ผู้ปกครองควรสอดส่องดูแลบุตรหลานไม่ให้เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับเว็บพนันเหล่านี้ เพราะความสนุกชั่วคราวอาจกลายเป็นโศกนาฏกรรมทางการเงินที่ไม่คุ้มค่าเลยแม้แต่น้อย

ที่มา – ทลายเครือข่ายเว็บพนัน “sexygame” ลอบเปิดฐานในชุมชนชาวเขา เงินหมุน 10 ล้านบาทต่อเดือน

รมว.กลาโหมร้อง ตร.ไซเบอร์ เอาผิดเพจบิดเบือนปมกัมพูชา

รมว.กลาโหมร้อง ตร.ไซเบอร์ เอาผิดเพจบิดเบือนปมกัมพูชา

กลายเป็นประเด็นร้อนในโลกออนไลน์ เมื่อล่าสุดทางกระทรวงกลาโหมได้ส่งตัวแทนเข้าแจ้งความอย่างเป็นทางการ เพื่อเอาผิดกับเพจเฟซบุ๊กที่นำเสนอข้อมูลบิดเบือน ซึ่งถือเป็น รมว.กลาโหมร้อง ตร.ไซเบอร์ เอาผิดเพจบิดเบือนปมกัมพูชา ที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อความมั่นคงของประเทศ เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นจากการที่เพจสื่อสังคมออนไลน์ชื่อดังแห่งหนึ่ง ได้โพสต์เนื้อหาที่กล่าวอ้างว่ารัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมมีส่วนได้เสียกับประเทศเพื่อนบ้านอย่างกัมพูชา จนเป็นเหตุให้ไม่มีการตัดความสัมพันธ์ในประเด็นที่ขัดแย้งกัน ซึ่งข้อมูลเหล่านี้ถือว่าไม่เป็นความจริงและสร้างความเข้าใจผิดให้แก่ประชาชนเป็นวงกว้าง

รายละเอียดการดำเนินการทางกฎหมายและผลกระทบที่เกิดขึ้น

สำหรับการเดินทางไปยังกองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บช.สอท.) ในครั้งนี้ นายสงกาญ์ อัจฉริยะทรัพย์ ในฐานะตัวแทนฝ่ายกฎหมาย ได้รวบรวมหลักฐานสำคัญทั้งในส่วนของคลิปวิดีโอและข้อความที่เป็นเท็จมามอบให้เจ้าหน้าที่ เพื่อให้ดำเนินคดีตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ มาตรา 14 (2) อย่างเคร่งครัด เนื่องจากมีการกระทำที่เข้าข่ายการนำเข้าข้อมูลเท็จที่สร้างความตื่นตระหนกและทำลายความเชื่อมั่นต่อภาพลักษณ์ของประเทศและองค์กรของรัฐ

จากการตรวจสอบเบื้องต้นพบว่าโพสต์เจ้าปัญหาดังกล่าวมีผู้เข้าชมสูงถึง 300,000 ครั้ง และมีผู้เข้ามาแสดงความคิดเห็นในเชิงตำหนิรัฐมนตรีแล้วกว่า 5,700 ความคิดเห็น ซึ่งเหตุการณ์การที่ รมว.กลาโหมร้อง ตร.ไซเบอร์ เอาผิดเพจบิดเบือนปมกัมพูชา นั้น ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของบุคคล แต่เป็นเรื่องของความมั่นคงของชาติที่เจ้าหน้าที่ตำรวจต้องให้ความสำคัญสูงสุดในการสืบสวนหาผู้กระทำผิด ไม่ว่าจะเป็นบุคคลจริงหรือบัญชีอวตาร

  • ติดตามข้อมูลจากแหล่งข่าวทางการ เช่น ศูนย์ JIC
  • ตรวจสอบข้อเท็จจริงก่อนกดแชร์ทุกครั้ง
  • ระวังการตกเป็นเครื่องมือของสงครามไซเบอร์

ทางด้านเจ้าหน้าที่ตำรวจฝากเตือนไปถึงประชาชนว่า การกดแชร์หรือส่งต่อข้อมูลที่บิดเบือนนั้น อาจทำให้ท่านมีความผิดทางกฎหมายและมีโทษจำคุกได้ การกระทำที่ รมว.กลาโหมร้อง ตร.ไซเบอร์ เอาผิดเพจบิดเบือนปมกัมพูชา ในครั้งนี้ถือเป็นบทเรียนสำคัญให้กับผู้ใช้งานโซเชียลมีเดียว่า เราควรมีสติและพิจารณาแหล่งที่มาของข่าวสารให้ดีก่อนที่จะเชื่อหรือส่งต่อ เพราะในปัจจุบันสงครามข้อมูลข่าวสารหรือสงครามไซเบอร์เป็นเรื่องที่ใกล้ตัวและสามารถส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศได้เป็นอย่างดี

ในมุมมองของผู้เขียน เราควรสนับสนุนการจัดการกับข่าวปลอมอย่างจริงจัง เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมออนไลน์ที่ปลอดภัยและน่าเชื่อถือ การแสดงความคิดเห็นเป็นสิทธิส่วนบุคคล แต่ต้องอยู่ภายใต้กรอบของกฎหมายและความจริง ไม่ใช่มุ่งเน้นการสร้างความแตกแยกหรือบิดเบือนข้อมูลเพื่อหวังผลทางการเมืองหรือผลประโยชน์อื่นใดที่ไม่เป็นธรรมต่อสังคมครับ

ที่มา – รมว.กลาโหม ส่งตัวแทนร้อง ตร.ไซเบอร์ เอาผิดเพจบิดเบือน ปมอ้างมีส่วนได้เสียกับ “กัมพูชา”

ทลายแก๊งพนันออนไลน์ มวยพักยกวาไรตี้ ยึดทรัพย์ 6.3 ล้าน

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในโลกโซเชียล เมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจไซเบอร์ได้เปิดฉากปฏิบัติการกวาดล้างอาชญากรรมทางเทคโนโลยีครั้งใหญ่ โดยการออกหมายจับและเข้าตรวจค้น 6 จุดในกรุงเทพมหานคร เพื่อทลายแก๊งพนันออนไลน์ “มวยพักยกวาไรตี้” ซึ่งถือเป็นเครือข่ายที่มีเงินหมุนเวียนมหาศาล โดยเจ้าหน้าที่สามารถยึดทรัพย์สินรวมมูลค่ากว่า 6.3 ล้านบาท พร้อมจับกุมผู้ต้องหาได้ถึง 6 ราย

เจาะลึกปฏิบัติการทลายแก๊งพนันออนไลน์ “มวยพักยกวาไรตี้”

การจับกุมในครั้งนี้สืบเนื่องมาจากการขยายผลเส้นทางการเงินของเครือข่ายเดิม จนพบว่าแก๊งนี้มีการแบ่งหน้าที่กันอย่างชัดเจน มีการใช้โซเชียลมีเดียเป็นช่องทางหลักในการชักชวนให้ประชาชนเข้ามาสมัครเป็นสมาชิก ผ่านการอ้างชื่อความน่าเชื่อถืออย่าง “มวยหู หนึ่งชัยวัฒน์” เพื่อดึงดูดผู้ที่ชื่นชอบการพนันมวยออนไลน์

เบื้องหลังการทลายแก๊งพนันออนไลน์ “มวยพักยกวาไรตี้”

จากการตรวจสอบพบว่า เครือข่ายนี้มีการหมุนเวียนเงินที่ผิดปกติอย่างมาก โดยมียอดเงินหมุนเวียนถึงหลัก 1,000 ล้านบาทต่อปี การทำงานของพวกเขามีขั้นตอนดังนี้:

  • การโฆษณา: ใช้เฟซบุ๊กและกลุ่มไลน์ในการประกาศอัตราต่อรองและรับแทงพนันแบบเรียลไทม์
  • การจัดการทางการเงิน: ใช้บัญชีม้าจำนวนมากในการรับ พัก และกระจายเงิน เพื่อหลบเลี่ยงการตรวจสอบจากเจ้าหน้าที่
  • การสร้างความน่าเชื่อถือ: ใช้ภาพลักษณ์บุคคลมาเป็นจุดขายเพื่อสร้างความมั่นใจให้กับสมาชิก

เมื่อเจ้าหน้าที่เข้าตรวจค้นตามจุดต่างๆ ในเขตบึงกุ่มและพื้นที่ใกล้เคียง พบหลักฐานสำคัญมากมาย ไม่ว่าจะเป็นโทรศัพท์มือถือที่ใช้ในการทำธุรกรรมกว่า 245 เครื่อง สมุดบัญชีธนาคารจำนวนมาก รวมถึงรถยนต์หรู ทองคำ และอาวุธปืน ซึ่งเป็นทรัพย์สินที่ได้มาจากการกระทำความผิด การเข้าถึงและบุกจับกุมในครั้งนี้ถือเป็นการตัดวงจรการพนันออนไลน์ที่สร้างความเสียหายต่อสังคมอย่างรุนแรง

สำหรับผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมดจะต้องเผชิญหน้ากับกฎหมายในข้อหาหนัก คือการจัดให้มีการเล่นพนันผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์โดยไม่ได้รับอนุญาต และข้อหาฟอกเงิน ซึ่งถือเป็นความผิดที่มีโทษสูง หากคุณพบเบาะแสเว็บไซต์พนันหรือกลุ่มมิจฉาชีพที่มีพฤติกรรมในลักษณะนี้ อย่าลังเลที่จะแจ้งเบาะแสให้เจ้าหน้าที่ตำรวจไซเบอร์ได้รับทราบ เพื่อที่เราจะได้ร่วมกันสร้างสังคมดิจิทัลที่ปลอดภัยและไม่มีแหล่งอบายมุขแฝงตัวอยู่ครับ

ที่มา – ค้น 6 จุด กทม. ทลายแก๊งพนันออนไลน์ “มวยพักยกวาไรตี้” ยึดทรัพย์กว่า 6.3 ล้านบาท

Scroll to top