ตํารวจไซเบอร์

ทลายเครือข่ายแชร์ลูกโซ่ Forex นักการเมือง-ดารา เอี่ยวเพียบ

เรียกได้ว่าเป็นประเด็นร้อนแรงที่สังคมกำลังจับตามองอย่างใกล้ชิด เมื่อล่าสุดทางกระทรวงยุติธรรมได้ออกมาเปิดเผยความคืบหน้าครั้งสำคัญ หลังจาก **รมว.ยุติธรรม เปิดปฏิบัติการทลายเครือข่ายแชร์ลูกโซ่ Forex “นักการเมือง–ดารา” เอี่ยวเพียบ** ซึ่งสร้างความสั่นสะเทือนให้กับวงการลงทุนและวงการบันเทิงไทยเป็นอย่างมาก

รมว.ยุติธรรม เปิดปฏิบัติการทลายเครือข่ายแชร์ลูกโซ่ Forex “นักการเมือง–ดารา” เอี่ยวเพียบ

เหตุการณ์เริ่มต้นขึ้นเมื่อวันที่ 16 มิถุนายนที่ผ่านมา เมื่อ พลตำรวจโท รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ได้สั่งการให้กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) สนธิกำลังร่วมกับตำรวจไซเบอร์และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกว่า 4 หน่วยงาน เข้าตรวจค้นพื้นที่เป้าหมายรวม 24 จุดทั่วกรุงเทพฯ และปริมณฑล เพื่อจัดการกับขบวนการฟอกเงินและแชร์ลูกโซ่ที่แฝงตัวมาในคราบการเทรด Forex

เปิดเบื้องลึกปฏิบัติการ Shutdown the laundering

ปฏิบัติการครั้งนี้ถือเป็นการกวาดล้างครั้งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่ง โดยมีการตรวจยึดทรัพย์สินมูลค่ามหาศาล ทั้งเงินสดกว่า 65 ล้านบาท รถยนต์หรูซุปเปอร์คาร์ ทองคำแท่ง และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ ที่ใช้ในการทำธุรกรรมผิดกฎหมาย นอกจากนี้ยังต้องอายัดบัญชีธนาคารไปแล้วมากกว่า 70 บัญชี เพื่อติดตามเส้นทางการเงินให้ถึงตัวการใหญ่ โดยข้อมูลเชิงลึกระบุว่ามีนักการเมืองและคนในวงการบันเทิงเข้ามาเกี่ยวข้องกับขบวนการนี้ด้วย

หากคุณตกเป็นหนึ่งในผู้เสียหายจากการถูกหลอกลวงให้ลงทุนเทรดเงินตราต่างประเทศ สิ่งที่ควรทำในตอนนี้คือ:

  • รวบรวมหลักฐานการโอนเงินทั้งหมดให้ครบถ้วน
  • เซฟหน้าจอแชทสนทนาและการทำธุรกรรมผ่านเว็บไซต์หรือแอปพลิเคชัน
  • เตรียมเอกสารส่วนตัวเพื่อเข้าแจ้งความหรือร้องเรียนกับกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI)

ทำไมถึงต้องระวัง? การลงทุนใน Forex ที่มีการการันตีผลตอบแทนสูงเกินจริงนั้น มักเป็นสัญญาณอันตรายของแชร์ลูกโซ่ การที่มีชื่อเสียงของนักการเมืองหรือดารามาเกี่ยวข้องอาจทำให้เหยื่อหลงเชื่อได้ง่ายขึ้น ดังนั้นโปรดจำไว้ว่า “ไม่มีการลงทุนใดที่ได้กำไรมหาศาลโดยไม่มีความเสี่ยง” ขอให้ทุกท่านตรวจสอบข้อมูลให้ดีก่อนตัดสินใจโอนเงินให้ใครครับ

ถือเป็นบทเรียนราคาแพงสำหรับสังคมไทย และเราต้องรอติดตามกันต่อไปว่า เมื่อขยายผลจากการยึดทรัพย์แล้ว ใครบ้างที่จะถูกดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างถึงที่สุด ใครที่เป็นผู้เสียหายอย่าอยู่นิ่ง รีบเข้าแจ้งเบาะแสเพื่อให้เจ้าหน้าที่ได้รับข้อมูลที่ถูกต้อง จะได้ติดตามเอาเงินคืนมาให้ได้มากที่สุดครับ

ที่มา – รมว.ยุติธรรม เปิดปฏิบัติการทลายเครือข่ายแชร์ลูกโซ่ Forex “นักการเมือง–ดารา” เอี่ยวเพียบ

กัน จอมพลัง พา มิรา ร้อง ตร.ไซเบอร์ ล่าคนปล่อยคลิปหลุด

กัน จอมพลัง พา มิรา ร้อง ตร.ไซเบอร์ ล่าคนปล่อยคลิปหลุด

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในโลกโซเชียล เมื่อล่าสุด กัน จอมพลัง ได้พาน้องมิรา นางแบบสาวสุดเซ็กซี่ เข้าพบตำรวจ บช.สอท. เพื่อแจ้งความดำเนินคดีกับกลุ่มคนที่นำคลิปลับส่วนตัวไปเผยแพร่และข่มขู่ว่าจะปล่อยคลิปเพิ่ม ซึ่งการกระทำดังกล่าวถือว่าไม่เหมาะสมและเป็นการซ้ำเติมผู้เสียหายอย่างรุนแรง

เหตุการณ์ กัน จอมพลัง พา มิรา ร้อง ตร.ไซเบอร์ ล่าคนปล่อยคลิปหลุด ในครั้งนี้ ได้รับความสนใจจากสังคมเป็นอย่างมาก โดยทางเจ้าหน้าที่ตำรวจได้รับเรื่องและเตรียมขยายผลตรวจสอบกลุ่มแชตที่ทำการซื้อขายคลิปอนาจาร เพื่อนำตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษตามกฎหมายให้ถึงที่สุด

ผลกระทบทางกฎหมายสำหรับผู้แชร์คลิปหลุด

หลายคนอาจยังไม่ทราบว่าเพียงแค่การกดแชร์ก็มีความผิดทางกฎหมายแล้ว ทางรอง ผบช.สอท. ได้ย้ำเตือนว่าผู้ที่นำเข้าหรือส่งต่อข้อมูลลามกอนาจารเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ มาตรา 14 (4) และ (5) มีโทษหนัก:

  • โทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี
  • โทษปรับไม่เกิน 100,000 บาท

ดังนั้น การที่ กัน จอมพลัง พา มิรา ร้อง ตร.ไซเบอร์ ล่าคนปล่อยคลิปหลุด ในครั้งนี้ จึงเป็นอุทาหรณ์ที่สำคัญมากสำหรับชาวเน็ตทุกคน เพราะการเป็น ‘ผู้รับ’ หรือ ‘ผู้ส่งต่อ’ ในกรณีคลิปหลุดนั้น นอกจากจะเป็นการทำลายอนาคตของผู้เสียหายแล้ว ยังสามารถทำให้ชีวิตของตัวเองพังทลายเพราะคดีอาญาได้ง่ายๆ เลยทีเดียว

หากคุณพบเห็นการเผยแพร่คลิปที่ไม่เหมาะสมบนแพลตฟอร์มต่างๆ สิ่งที่ควรทำคือ:

  • กดรายงาน (Report) ทันทีบนแพลตฟอร์มนั้นๆ
  • ไม่คอมเมนต์ ไม่แชร์ และไม่ซื้อขายคลิปเหล่านี้
  • หยุดส่งต่อเพื่อเป็นการเคารพสิทธิส่วนบุคคลของผู้อื่น

ในมุมมองของเรา สังคมไทยควรหันมาให้ความสำคัญกับเรื่องการละเมิดสิทธิในโลกออนไลน์ให้มากขึ้น การที่ผู้เสียหายออกมาเรียกร้องความเป็นธรรมไม่ใช่เรื่องน่าอาย แต่คือการต่อสู้กับคนผิดที่ใช้เทคโนโลยีเป็นเครื่องมือในการทำร้ายผู้อื่น หวังว่าคดีนี้จะเป็นบรรทัดฐานให้ผู้ที่คิดจะทำผิดได้ยับยั้งชั่งใจมากขึ้นครับ

ที่มา – “กัน จอมพลัง” พา “มิรา” ร้อง ตร.ไซเบอร์ ล่าคนปล่อยคลิปหลุด ขู่ปล่อยเพิ่ม ชี้ไม่เหมาะสม

ทลายแหล่งขายบุหรี่ไฟฟ้ารายใหญ่ จ.กาญจนบุรี

เรียกได้ว่าเป็นข่าวใหญ่ในวงการคดีออนไลน์เมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจไซเบอร์ร่วมกันปฏิบัติภารกิจบุกตรวจสอบและทลายแหล่งขายบุหรี่ไฟฟ้ารายใหญ่ จ.กาญจนบุรี หลังจากมีการสืบทราบว่ามีการโฆษณาซื้อขายสินค้าผิดกฎหมายผ่านทางแอปพลิเคชันไลน์อย่างโจ่งแจ้ง ซึ่งการทำงานของเจ้าหน้าที่ในครั้งนี้ถือเป็นการกวาดล้างครั้งสำคัญที่สามารถยึดของกลางได้จำนวนมหาศาล

ทลายแหล่งขายบุหรี่ไฟฟ้ารายใหญ่ จ.กาญจนบุรี ได้ของกลางกว่า 3 ล้านบาท

จากการเข้าตรวจค้นบ้านพักในตำบลปากแพรก อำเภอเมือง จังหวัดกาญจนบุรี เจ้าหน้าที่พบของกลางเป็นบุหรี่ไฟฟ้าและหัวน้ำยาบุหรี่ไฟฟ้าจำนวนมากกว่า 11,305 ชิ้น บรรจุอยู่ในลังกระดาษหลายสิบลัง มูลค่ารวมกว่า 3 ล้านบาท โดยพบผู้ต้องหาซึ่งเป็นลูกจ้างทำหน้าที่แพ็คสินค้าเพื่อจัดส่งให้กับลูกค้าทั่วประเทศผ่านช่องทางขนส่งเอกชน โดยมีเงินหมุนเวียนในบัญชีกว่าหลักล้านบาทต่อเดือนเลยทีเดียว

เบื้องลึกการจับกุมและการขยายผลหลัง ทลายแหล่งขายบุหรี่ไฟฟ้ารายใหญ่ จ.กาญจนบุรี

การสืบสวนพบว่าขบวนการนี้มีความเป็นมืออาชีพสูง มีการย้ายฐานที่เก็บบินสินค้าบ่อยครั้งเพื่อหลบเลี่ยงการตรวจสอบจากเจ้าหน้าที่ และใช้ช่องทางสื่อสารที่ค่อนข้างเป็นส่วนตัวในการติดต่อกับกลุ่มลูกค้า โดยมีข้อมูลดังนี้:

  • พบรายการสินค้าครอบคลุมหลายยี่ห้อ เช่น Marbo, Esko Bar
  • ผู้ต้องหารับสารภาพว่าทำหน้าที่เป็นคนแพ็คส่งสินค้าเท่านั้น
  • เจ้าหน้าที่กำลังเร่งขยายผลเพื่อจับกุมตัวการใหญ่ที่อยู่เบื้องหลังทั้งหมด

สำหรับโทษของผู้กระทำผิดในกรณีนี้ถือว่าหนักหนาสาหัส เนื่องจากเป็นการฝ่าฝืนทั้งพ.ร.บ.คุ้มครองผู้บริโภค พ.ร.บ.ศุลกากร และพ.ร.บ.สรรพสามิต ซึ่งครอบคลุมทั้งเรื่องการจำหน่ายสินค้าต้องห้ามและการครอบครองสินค้าที่ไม่ได้เสียภาษีอย่างถูกต้องตามกฎหมาย

บทเรียนจากเหตุการณ์ครั้งนี้ถือเป็นเครื่องเตือนใจที่ดีสำหรับผู้ที่คิดจะแสวงหาผลประโยชน์จากสินค้าผิดกฎหมาย เพราะแม้ว่าจะพยายามหลบซ่อนตัวอย่างไร ตำรวจไซเบอร์ก็พร้อมที่จะสืบสวนจนถึงตัวเสมอ อยากฝากถึงทุกคนว่าสุขภาพเป็นเรื่องสำคัญ การหันมาให้ความสนใจกับสินค้าที่ถูกต้องตามกฎหมายจะปลอดภัยต่อทั้งสุขภาพและทรัพย์สินของคุณเองมากกว่าครับ

ที่มา – ทลายแหล่งขายบุหรี่ไฟฟ้ารายใหญ่ จ.กาญจนบุรี จับลูกจ้างคอยแพ็คสินค้า เร่งขยายผลเครือข่าย

ตร.เร่งขยายผลคดี หมิงเฉิน ซัน อาตี๋ซีโฟร์ เอี่ยวสแกมเมอร์

เชื่อว่าหลายคนคงได้ติดตามข่าวคราวที่กำลังเป็นประเด็นร้อนแรงในโลกโซเชียลตอนนี้ เกี่ยวกับกรณีการจับกุมผู้ต้องหาชาวจีนในคดีครอบครองอาวุธสงครามและวัตถุระเบิด จนกลายเป็นที่มาของการเปิดโปงเครือข่ายใหญ่ วันนี้เรามาอัปเดตความคืบหน้าที่ว่า ตร.เร่งขยายผลคดี “หมิงเฉิน ซัน” อาตี๋ซีโฟร์ เอี่ยวสแกมเมอร์ พบเส้นทางเงินโยงพันรายการ ซึ่งถือเป็นเรื่องใหญ่ที่กระทบต่อความมั่นคงและประชาชนโดยตรง

เจาะลึกความคืบหน้า ตร.เร่งขยายผลคดี “หมิงเฉิน ซัน” อาตี๋ซีโฟร์ เอี่ยวสแกมเมอร์ พบเส้นทางเงินโยงพันรายการ

จากรายงานล่าสุดที่กองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บช.สอท.) ได้มีการตั้งคณะทำงานเพื่อสะสางคดีของผู้ต้องหาต่างชาติรายนี้ โดยแบ่งประเด็นการสอบสวนออกเป็นสองส่วนคือ ความผิดฐานครอบครองอาวุธสงคราม และความเชื่อมโยงกับขบวนการแก๊งคอลเซ็นเตอร์หรือกลุ่มสแกมเมอร์ที่คอยหลอกลวงประชาชนในปัจจุบัน

เบาะแสสำคัญจากเส้นทางเงิน

จากการตรวจสอบข้อมูลเชิงลึกในคดีนี้ พบว่า ตร.เร่งขยายผลคดี “หมิงเฉิน ซัน” อาตี๋ซีโฟร์ เอี่ยวสแกมเมอร์ พบเส้นทางเงินโยงพันรายการ ซึ่งเป็นหลักฐานมัดตัวมหาศาล โดยเจ้าหน้าที่พบความผิดปกติผ่านธุรกรรมบัญชี TPO หรือ Third Party Operator มากกว่า 1,000 รายการ ส่งผลให้คณะพนักงานสอบสวนต้องเร่งแกะรอยเส้นทางการเงินอย่างละเอียด เพื่อเชื่อมโยงไปถึงผู้บงการและขยายผลไปยังผู้เกี่ยวข้องคนอื่นๆ ในเครือข่ายให้ได้มากที่สุด

ประเด็นที่น่าสนใจในการทำงานของเจ้าหน้าที่:

  • มีการแต่งตั้งคณะทำงานเพื่อแยกสำนวนคดีให้ชัดเจน
  • ตรวจสอบความเชื่อมโยงระหว่างอาวุธสงครามและเครือข่ายอาชญากรข้ามชาติ
  • วิเคราะห์บัญชีธนาคารและการโอนเงินที่เกี่ยวข้องกับกลุ่มสแกมเมอร์

การทำงานในครั้งนี้ถือเป็นสัญญาณที่ดีว่าทางตำรวจไซเบอร์เอาจริงเอาจังกับการกวาดล้างอาชญากรรมทางเทคโนโลยีมากขึ้น การที่สามารถตรวจพบเส้นทางเงินจำนวนมากนี้ จะไม่ใช่แค่การเอาผิดตัวบุคคลเพียงคนเดียว แต่เป้าหมายสำคัญคือการถอนรากถอนโคนเครือข่ายสแกมเมอร์ที่ฝังตัวอยู่ในไทยให้สิ้นซาก

ในฐานะประชาชน เราควรเฝ้าระวังและติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด เพราะภัยจากแก๊งคอลเซ็นเตอร์ใกล้ตัวเรากว่าที่คิด และหวังว่าเจ้าหน้าที่จะรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อดำเนินคดีกับผู้กระทำผิดให้ได้ครบทุกมิติ เพื่อความปลอดภัยของสังคมโดยรวมครับ

ที่มา – ตร.เร่งขยายผลคดี “หมิงเฉิน ซัน” อาตี๋ซีโฟร์ เอี่ยวสแกมเมอร์ พบเส้นทางเงินโยงพันรายการ

เจาะลึก ไลฟ์สดหลุดรอดระบบ AI ทำไมเพจรัฐถึงไปโผล่ดู?

ไขปม ไลฟ์สดหลุดรอดระบบ AI จนขึ้นฟีด ทำไมคนเห็นกันทั่ว?

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในโลกออนไลน์เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา เมื่อผู้ใช้งาน Facebook หลายคนต้องตกใจกับคอนเทนต์หวิวที่จู่ๆ ก็เด้งขึ้นมาบนฟีดแบบงงๆ จนเกิดคำถามว่าทำไม ไลฟ์สดหลุดรอดระบบ AI ของยักษ์ใหญ่อย่าง Meta ไปได้ แถมยังมีรายงานว่าเพจหน่วยงานราชการบางแห่งก็เผลอเข้าไปมีส่วนร่วมจนเป็นประเด็นให้สังคมวิพากษ์วิจารณ์

จากการเปิดเผยของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ พบว่าพฤติกรรมนี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นการใช้ช่องโหว่ของแพลตฟอร์ม โดยกลุ่มมิจฉาชีพเลือกใช้ ‘เพจขนาดใหญ่’ ที่มียอดผู้ติดตามหลักหมื่นถึงหลักล้านหลบเลี่ยงการตรวจจับ เมื่อคอนเทนต์ถูกดันขึ้นฟีดโดยอัลกอริทึมเพราะคนแห่เข้าไปดูจำนวนมาก ทำให้ ไลฟ์สดหลุดรอดระบบ AI จนกลายเป็นไวรัลในที่สุด

ไลฟ์สดหลุดรอดระบบ AI กระทบหน่วยงานรัฐอย่างไร?

นอกจากประชาชนทั่วไปที่ตกเป็นเหยื่อของการเห็นภาพไม่เหมาะสมแล้ว สิ่งที่น่าสนใจคือทำไมเพจหน่วยงานราชการถึงปรากฏชื่อไปคอมเมนต์หรือมีส่วนเกี่ยวข้อง ทางโฆษก ตร. ได้ให้ข้อมูลว่า อาจเกิดจาก:

  • รู้เท่าไม่ถึงการณ์: แอดมินเพจอาจไม่ทราบเนื้อหาที่แท้จริงก่อนกดเข้าไปดู
  • การตรวจสอบ: บางหน่วยงานอาจพยายามเข้าไปตรวจสอบว่าเป็นเนื้อหาผิดกฎหมายหรือไม่เพื่อดำเนินการรายงาน (Report)
  • ความเข้าใจผิด: ระบบการแจ้งเตือนและการจัดการโซเชียลมีเดียของหน่วยงานอาจยังไม่ทันต่อเหตุการณ์

อย่างไรก็ตาม ทางการขอเตือนว่าหากพบเหตุการณ์ ไลฟ์สดหลุดรอดระบบ AI ในลักษณะนี้ สิ่งที่ควรทำไม่ใช่การคอมเมนต์หรือแชร์ต่อ เพราะอาจเป็นการเพิ่มคะแนนให้กูเกิลหรือเฟซบุ๊กมองว่าเป็นคอนเทนต์ยอดนิยม แต่ควรใช้ฟีเจอร์ “รายงานโพสต์” หรือ “Report” ผ่านจุด 3 จุดที่มุมขวาบนของวิดีโอนั้นๆ ทันที เพื่อช่วยกันกำจัดเนื้อหาขยะออกไปจากสังคม

บทสรุปและคำแนะนำ: เหตุการณ์นี้สะท้อนให้เห็นว่าแม้ระบบ AI จะฉลาดเพียงใด แต่ก็ยังมีช่องโหว่ที่ผู้ไม่หวังดีนำมาใช้ การรู้เท่าทันสื่อและการใช้งานโซเชียลมีเดียด้วยความระมัดระวังจึงเป็นเกราะป้องกันที่ดีที่สุด อย่าลืมตรวจสอบเพจที่กดติดตามและสอนให้คนรอบข้างรู้วิธีการแจ้งเหตุผ่านระบบ Report อย่างถูกต้อง เพื่อช่วยกันทำให้พื้นที่ออนไลน์ปลอดภัยสำหรับทุกคน

ที่มา – เผย “ไลฟ์สด” หลุดรอดระบบ AI จนขึ้นฟีด เพจหน่วยงานราชการ เข้าชม รู้เท่าไม่ถึงการณ์

รัฐบาลเตือน คนเผยแพร่-ไลค์-แชร์คลิปลามกอนาจาร โทษปรับสูงสุด 1 แสน คุก 5 ปี

ในยุคที่โซเชียลมีเดียเข้าถึงไลฟ์สไตล์ของทุกคนเพียงปลายนิ้วสัมผัส การเสพข้อมูลข่าวสารย่อมรวดเร็ว แต่รู้หรือไม่ว่าการเพียงแค่ “นิ้วเพลิน” ไปกดไลค์หรือแชร์คอนเทนต์ที่ไม่เหมาะสม อาจทำให้คุณกลายเป็นผู้กระทำความผิดโดยไม่รู้ตัว ปัจจุบัน รัฐบาลเตือน คนเผยแพร่-ไลค์-แชร์คลิปลามกอนาจาร โทษปรับสูงสุด 1 แสน คุก 5 ปี ซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องตระหนักให้มาก เพราะกฎหมายไม่ได้เอาผิดแค่ผู้ผลิตเท่านั้น แต่ยังรวมถึงผู้รับสารที่ส่งต่อข้อมูลเหล่านั้นด้วย

รัฐบาลเตือน คนเผยแพร่-ไลค์-แชร์คลิปลามกอนาจาร โทษปรับสูงสุด 1 แสน คุก 5 ปี

การเผยแพร่สื่อลามกอนาจารไม่เพียงแต่ผิดศีลธรรม แต่ยังผิดต่อพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์อย่างร้ายแรง โดยเจ้าหน้าที่รัฐได้เน้นย้ำถึงมาตรา 14 (4) และ (5) ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญที่ผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตทุกคนต้องทำความเข้าใจ เพื่อป้องกันตนเองไม่ให้ตกเป็นจำเลยสังคมและจำเลยกฎหมาย

อันตรายจากการกดไลค์และแชร์คลิปที่ผิดกฎหมาย

หลายคนอาจเข้าใจผิดว่าการกดไลค์เพียงเพราะเห็นว่าเพื่อนแชร์หรือเห็นว่าเป็นกระแสไวรัลจะไม่ส่งผลเสีย แต่ตามกฎหมายแล้ว การที่ รัฐบาลเตือน คนเผยแพร่-ไลค์-แชร์คลิปลามกอนาจาร โทษปรับสูงสุด 1 แสน คุก 5 ปี นั้น ครอบคลุมไปถึงการส่งต่อข้อมูลลามกอนาจารโดยที่เรารู้หรือควรรู้อยู่แล้วว่านั่นคือสิ่งผิดกฎหมาย ดังนั้นก่อนจะกดปุ่มแชร์หรือไลค์ ต้องหยุดคิดและตรวจสอบให้ดีก่อนเสมอ

หากคุณพบเห็นข้อมูลที่เข้าข่ายลามกอนาจาร วิธีการรับมือที่ถูกต้องและปลอดภัยที่สุดมีดังนี้:

  • อย่ากดไลค์ อย่ากดแชร์ และอย่าแสดงความคิดเห็นใดๆ เพราะเป็นการเพิ่มการมองเห็นให้กับเนื้อหาที่ผิด
  • กดปุ่มรายงาน (Report) บนแพลตฟอร์มนั้นๆ เพื่อให้ระบบทำการตรวจสอบและลบเนื้อหาออก
  • รวบรวมหลักฐานและแจ้งเบาะแสไปยังเจ้าหน้าที่ตำรวจไซเบอร์ ผ่านสายด่วน 1441 ทันที

ท้ายที่สุด การใช้อินเทอร์เน็ตอย่างสร้างสรรค์คือหน้าที่ของทุกคน การไม่สนับสนุนคอนเทนต์ขยะเหล่านี้ไม่เพียงแต่เป็นการทำตามกฎหมาย แต่ยังช่วยยับยั้งการลอกเลียนแบบพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม โดยเฉพาะในกลุ่มเด็กและเยาวชนที่อาจเข้าถึงสื่อเหล่านี้ได้ง่าย การร่วมมือกันเป็นหูเป็นตาคือเกราะคุ้มกันที่ดีที่สุดสำหรับสังคมออนไลน์ของเราทุกคนครับ

ที่มา – รัฐบาลเตือน คนเผยแพร่-ไลค์-แชร์คลิปลามกอนาจาร โทษปรับสูงสุด 1 แสน คุก 5 ปี

รวบเครือข่ายเว็บพนัน “argus99ss” ยอดเงินหมุนเวียน 20 ล้าน

เชื่อว่าหลายคนคงเคยเห็นข่าวการปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีกันมาบ้าง ล่าสุดตำรวจไซเบอร์ได้เปิดปฏิบัติการครั้งสำคัญในการ รวบเครือข่ายเว็บพนัน “argus99ss” ยอดเงินหมุนเวียน 20 ล้าน ต่อเดือน ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่มหาศาลมากสำหรับกลุ่มวัยรุ่นที่หันมาทำธุรกิจผิดกฎหมายในลักษณะนี้

เผยเบื้องหลังการ รวบเครือข่ายเว็บพนัน “argus99ss” ยอดเงินหมุนเวียน 20 ล้าน

เหตุการณ์เริ่มต้นจากการที่เจ้าหน้าที่ตำรวจกองบังคับการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี 5 (บก.สอท.5) ตรวจพบความเคลื่อนไหวที่ผิดปกติของเว็บไซต์พนันออนไลน์ โดยจากการสืบสวนพบว่ามีการจัดทำระบบอย่างเป็นขั้นตอน มีสมาชิกกว่า 20,000 คน และมีฐานการเงินที่ใหญ่โต โดยภายในระยะเวลาเพียงหนึ่งเดือน เว็บไซต์ดังกล่าวมีเงินหมุนเวียนสูงถึง 20 ล้านบาท หรือคิดเป็นยอดรวมกว่า 240 ล้านบาทต่อปีเลยทีเดียว

กระบวนการทำงานของเครือข่าย “argus99ss”

  • เปิดให้บริการพนันครบวงจร ไม่ว่าจะเป็นสล็อต หวย หรือคาสิโนออนไลน์
  • ใช้ระบบบัญชีม้าในการรับโอนเงินและกระจายรายได้
  • มีแอดมินคอยเชิญชวนและช่วยเหลือลูกค้าในการทำธุรกรรม

จากการปฏิบัติการ รวบเครือข่ายเว็บพนัน “argus99ss” ยอดเงินหมุนเวียน 20 ล้าน ในครั้งนี้ เจ้าหน้าที่สามารถจับกุมผู้ต้องหาได้ทั้งหมด 5 ราย ซึ่งล้วนแต่เป็นกลุ่มวัยรุ่นที่ทำหน้าที่เป็นทั้งผู้จัดการการเงินและเจ้าของบัญชีม้า โดยผู้ต้องหาแต่ละคนมีหน้าที่กระจายเงินผ่านระบบเพย์เมนต์เกตเวย์เพื่ออำพรางเส้นทางการเงิน ก่อนที่จะส่งต่อไปยังกลุ่มผู้บงการหลักที่อยู่เบื้องหลังอีกทีหนึ่ง

สำหรับบทลงโทษของผู้กระทำผิดในฐานความผิดนี้ถือว่ารุนแรง โดยเฉพาะความผิดฐานฟอกเงินและการชักชวนให้ผู้อื่นเล่นพนันออนไลน์ ซึ่งเป็นคดีที่ทางตำรวจไซเบอร์ให้ความสำคัญเป็นอันดับต้นๆ เพราะนอกจากจะสร้างผลกระทบต่อสังคมแล้ว ยังมักเป็นจุดเริ่มต้นของปัญหายาเสพติดและหนี้สินของเยาวชนไทยอีกด้วย

สุดท้ายนี้ เราขอเตือนให้ทุกคนระมัดระวังและไม่หลงเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับการพนันออนไลน์ทุกรูปแบบ เพราะนอกจากความเสี่ยงในการถูกโกงแล้ว คุณยังอาจตกเป็นเหยื่อของการถูกนำชื่อไปเปิดบัญชีม้า ซึ่งมีความผิดตามกฎหมายสถานหนัก ไม่คุ้มกับเงินเพียงเล็กน้อยที่ได้รับจ้างแน่นอนครับ

ที่มา – รวบเครือข่ายเว็บพนัน “argus99ss” ยอดเงินหมุนเวียน 20 ล้านต่อเดือน

ตำรวจไซเบอร์ ล่อซื้อจับหนุ่มขายปืนเถื่อนเฟซบุ๊ก

ในยุคที่โซเชียลมีเดียกลายเป็นแพลตฟอร์มซื้อขายทุกอย่าง ตำรวจไซเบอร์ ล่อซื้อจับหนุ่มลักลอบขายปืนเถื่อน กลายเป็นข่าวใหญ่ที่สะเทือนใจสังคมไทย กรณีนี้เกิดขึ้นเมื่อตำรวจกองบังคับการสืบสวนสอบสวนทางเทคโนโลยีการเงิน (สอท.) วางแผนอย่างแนบเนียน จับกุมผู้ต้องหาที่ลักลอบขายอาวุธปืนผ่านกลุ่มเฟซบุ๊กได้สำเร็จ เหตุการณ์นี้ไม่เพียงแสดงให้เห็นถึงความเด็ดขาดของเจ้าหน้าที่ แต่ยังเป็นเครื่องเตือนใจถึงอันตรายของการค้าขายสิ่งผิดกฎหมายออนไลน์

ตำรวจไซเบอร์ ล่อซื้อจับหนุ่มลักลอบขายปืนเถื่อน

เมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม 2569 พล.ต.ท.สุรพล เปรมบุตร ผู้บัญชาการสถานีตำรวจไซเบอร์ (ผบช.สอท.) พร้อมด้วย พล.ต.ท.นราเดช ทิพย์รักษ์ ผู้บัญชาการประจำสำนักงานผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ช่วยราชการ บช.สอท. พล.ต.ต.ศิริวัฒน์ ดีพอ ผู้บังคับการสอท.1 และ พ.ต.อ.กฤติน ตปสีโล ผู้กำกับการวิเคราะห์ข่าวและเครื่องมือพิเศษ บก.สอท.1 ได้นำกำลังเข้าจับกุมนายเฉลิม แจ่มจำรัส อายุ 30 ปี ชาวจังหวัดชลบุรี

ของกลางที่พบคืออาวุธปืนขนาด .380 จำนวน 1 กระบอก ซึ่งผู้ต้องหานำมาส่งมอบตามที่นัดหมาย การจับกุมเกิดขึ้นบริเวณหน้าร้านสะดวกซื้อหน้าวัดบ้านเก่า หมู่ที่ 4 ตำบลบ้านเก่า อำเภอพานทอง จังหวัดชลบุรี หลังจากตำรวจชุดสืบสวนตรวจพบโพสต์เสนอขายปืนเถื่อนในกลุ่มซื้อขายอาวุธปืนบนเฟซบุ๊ก

ขั้นตอนการล่อซื้อของตำรวจไซเบอร์ ล่อซื้อจับหนุ่มลักลอบขายปืนเถื่อน

ตำรวจได้ติดต่อล่อซื้อปืนขนาด .380 ในราคา 10,000 บาท โดยนัดส่งของที่จุดดังกล่าว เมื่อผู้ต้องหามาถึงและส่งมอบปืน ตำรวจจึงแสดงตัวจับกุมทันที วิธีการนี้เป็นเทคนิคมาตรฐานของกองปราบไซเบอร์ที่ใช้สืบสวนอาชญากรรมออนไลน์ โดยเฉพาะการค้าขายอาวุธเถื่อนที่แพร่หลายในโซเชียลมีเดีย

  • ตรวจพบโพสต์ในกลุ่มเฟซบุ๊ก
  • ติดต่อล่อซื้อราคา 10,000 บาท
  • นัดส่งที่ร้านสะดวกซื้อพานทอง
  • จับกุมพร้อมของกลางปืน .380

สารภาพของผู้ต้องหา

จากการสอบสวน นายเฉลิมให้การว่าเพิ่งโพสต์ขายเป็นครั้งแรก โดยซื้อมาเองจากช่องทางออนไลน์ในราคาเพียง 5,000 บาท แล้วนำมาขายต่อเพื่อกำไร 5,000 บาท อ้างว่าเพื่อหาเงินเลี้ยงลูก 5 คน แม้เหตุผลจะน่าสงสาร แต่การกระทำดังกล่าวผิดกฎหมายอย่างชัดเจน และไม่สามารถยืนยันความจริงได้ทั้งหมด

ปัญหาการลักลอบขายปืนเถื่อนผ่านเฟซบุ๊กไม่ได้เกิดขึ้นครั้งแรก ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ตำรวจไซเบอร์จับกุมผู้กระทำผิดนับร้อยราย โดยเฉพาะในกลุ่มลับที่แลกเปลี่ยนอาวุธปืน เครื่องกระสุน และอุปกรณ์แต่งกายทหาร สถิติจากกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ปอท.) ชี้ว่าคดีอาวุธเถื่อนออนไลน์เพิ่มขึ้นกว่า 30% ในปี 2566-2567

ข้อหาที่ผู้ต้องหาต้องรับผิดชอบ

นายเฉลิมถูกดำเนินคดีใน 2 ข้อหาหลัก ได้แก่

  • “มีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครอง โดยไม่ได้รับอนุญาตจากนายทะเบียน”
  • “พาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะ โดยไม่ได้รับอนุญาตจากนายทะเบียน”

โทษสูงสุดคือจำคุก 5-10 ปี และปรับหนัก หากมีประวัติหรือเกี่ยวข้องเครือข่าย อาจรุนแรงยิ่งขึ้น เหตุการณ์ ตำรวจไซเบอร์ ล่อซื้อจับหนุ่มลักลอบขายปืนเถื่อน นี้เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนว่ากฎหมายไม่มีข้อยกเว้น แม้จะอ้างเลี้ยงลูกก็ตาม

ความสำคัญของการปราบปรามอาชญากรรมไซเบอร์

การค้าอาวุธเถื่อนออนไลน์ส่งผลกระทบต่อความมั่นคง โดยเฉพาะปืนที่นำไปใช้ก่อเหตุอาชญากรรมรุนแรง ตำรวจไซเบอร์มีบทบาทสำคัญในการเฝ้าระวัง สืบสวน และล่อซื้อเพื่อตัดวงจร ประชาชนควรช่วยกันรายงานโพสต์น่าสงสัยผ่านช่องทาง hotline 1441 หรือเพจตำรวจไซเบอร์

นอกจากนี้ แนะนำให้หลีกเลี่ยงการเข้ากลุ่มซื้อขายผิดกฎหมาย เพราะอาจถูกหลอกหรือถูกจับโดยไม่รู้ตัว ในยุคดิจิทัล การตรวจสอบผู้ขายและสินค้าอย่างละเอียดเป็นสิ่งจำเป็น

เหตุการณ์นี้สะท้อนให้เห็นว่าความยากจนไม่ใช่ข้อแก้ตัวสำหรับการทำผิดกฎหมาย สังคมควรหาทางช่วยเหลือครอบครัวยากจนผ่านช่องทางที่ถูกต้อง เช่น กองทุนช่วยเหลือเด็กหรือหน่วยงานรัฐ หากคุณพบเห็นการลักลอบขายปืนเถื่อน รีบแจ้งเบาะแสทันทีเพื่อความปลอดภัยของทุกคน แชร์บทความนี้เพื่อสร้างความตระหนัก และติดตามข่าวอาชญากรรมไซเบอร์เพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ของเรา!

ที่มา – ตำรวจไซเบอร์ ล่อซื้อจับหนุ่มลักลอบขายปืนเถื่อน ผ่านเฟซบุ๊ก อ้างหาเงินไปเลี้ยงลูก 5 คน

งานเข้าซ้ำ “เบิร์ด วันว่างๆ” เจอ “กาวยาแนวจระเข้” จ่อฟ้อง พ.ร.บ.คอม

วันนี้เรามีข่าวร้อนในวงการอินฟลูเอนเซอร์มาอัปเดตกันอีกแล้ว นั่นคืองานเข้าซ้ำ “เบิร์ด วันว่างๆ” เจอ “กาวยาแนวจระเข้” จ่อฟ้องเอาผิด พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ หลังจากที่นายธีระวัฒน์ ศรีรอด หรือที่รู้จักกันในชื่อ เบิร์ด วันว่างๆ เคยสร้างกระแสวิพากษ์วิจารณ์จากคลิปเล่นสงกรานต์สุดแหวกแนวที่พระประแดง โดยใช้กาวยาแนวตราจระเข้ละลายน้ำมาป้ายหน้าและตัวคนอื่นๆ แทนแป้งดินสอพองแบบดั้งเดิม ซึ่งกลายเป็นปัญหาใหญ่เมื่อมีผู้เสียหายออกมาแจ้งความ

งานเข้าซ้ำ “เบิร์ด วันว่างๆ” เจอ “กาวยาแนวจระเข้” จ่อฟ้องเอาผิด พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์

ย้อนกลับไปในช่วงสงกรานต์ เบิร์ด วันว่างๆ ได้โพสต์คอนเทนต์สนุกสนานแต่ผิดพลาดมหันต์ โดยนำกาวยาแนวซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์สำหรับงานก่อสร้าง มาละลายน้ำแล้วใช้ป้ายเล่นน้ำกับเพื่อนๆ และผู้มาร่วมงาน ส่งผลให้เกิดอาการแพ้ ระคายเคืองผิวหนังหลายราย ทีมงานรายการกัน จอมพลัง ได้พาผู้เสียหายเข้าแจ้งความ สุดท้ายเบิร์ดเข้าพบพนักงานสอบสวน รับสารภาพและถูกเปรียบเทียบปรับเงิน 2,000 บาท พร้อมคำเตือนให้ระมัดระวังการสร้างคอนเทนต์ที่อาจกระทบผู้อื่นในอนาคต

บริษัทจระเข้ไม่ยอมปล่อยผ่าน จ่อฟ้อง พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์

แต่เรื่องยังไม่จบ! ล่าสุดเมื่อวันที่ 3 พฤษภาคม 2567 ฝ่ายกฎหมายของบริษัท จระเข้ คอร์ปอเรชั่น จำกัด ผู้ผลิตกาวยาแนวจระเข้ ได้เดินทางเข้าพบ พล.ต.ต.ชัชปัณฑกาณฑ์ คล้ายคลึง รองผู้บังคับการ สอท. และพนักงานสอบสวน บก.สอท.2 ที่สำนักงานโปลิศไซเบอร์แห่งชาติ เมืองทองธานี เพื่อร้องทุกข์กล่าวโทษเบิร์ด วันว่างๆ ในข้อหาความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ โดยจะยื่น正式ในวันที่ 5 พฤษภาคม เวลา 10.00 น.

เหตุผลหลักที่บริษัทตัดสินใจดำเนินคดี เพราะการนำผลิตภัณฑ์ไปใช้ผิดวัตถุประสงค์ในลักษณะที่เสี่ยงอันตรายต่อชีวิตและทรัพย์สินของผู้อื่น แถมยังโพสต์เผยแพร่ในโซเชียลมีเดีย ทำให้เกิดภาพลักษณ์เชิงลบต่อแบรนด์อย่างรุนแรง ผู้บริโภคอาจเข้าใจผิดและลองทำตาม จนก่อให้เกิดอุบัติเหตุได้ง่าย

  • การใช้ผิดประเภท: กาวยาแนวเป็นสารเคมีสำหรับยาแนวกระเบื้อง ไม่ใช่ของเล่นหรือสารสำหรับทาผิว
  • ความเสี่ยงอันตราย: ละลายน้ำแล้วทาผิวอาจทำให้ผิวไหม้ แพ้ หรือติดเชื้อ
  • ผลกระทบต่อแบรนด์: สร้างความเสียหายด้านชื่อเสียง สินค้าถูกมองในแง่ลบ
  • กระทำผ่านคอมพิวเตอร์: โพสต์คลิปในแพลตฟอร์มออนไลน์ เข้าข่าย พ.ร.บ.คอมฯ มาตรา 14 หรือ 16 ที่เกี่ยวกับข้อมูลเท็จหรือข้อมูลก่อให้เสียหาย

กรณีนี้กลายเป็นตัวอย่างชัดเจนสำหรับเหล่าครีเอเตอร์และอินฟลูเอนเซอร์ทุกคน ในยุคที่คอนเทนต์ไวรัลง่าย แต่ความรับผิดชอบต้องมาก่อน พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์มีบทลงโทษหนัก เช่น ปรับหรือจำคุก หากเข้าข่ายข้อมูลเท็จที่ทำให้ประชาชนตื่นตระหนกหรือเสียหายต่อธุรกิจ

บทเรียนสำหรับอินฟลูเอนเซอร์ยุคดิจิทัล

ไม่ใช่แค่เบิร์ดคนเดียวที่เคยเจอปัญหาแบบนี้ ยังมีเคสอื่นๆ เช่น การรีวิวสินค้าผิดๆ หรือทดลองของแปลกที่อันตราย เพื่อให้คอนเทนต์ปัง แต่สุดท้ายกลายเป็นดราม่าและคดีความ คำแนะนำง่ายๆ คือ ศึกษาสินค้าก่อนใช้ ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ และคิดถึงผลกระทบต่อผู้ชมเสมอ โดยเฉพาะเด็กๆ ที่อาจเลียนแบบ

นอกจากนี้ แบรนด์ต่างๆ ก็ควรมีนโยบายชัดเจนในการร่วมงานกับอินฟลู เพื่อป้องกันปัญหาแบบนี้ ช่วยรักษาภาพลักษณ์ทั้งสองฝ่าย

สรุปแล้ว งานเข้าซ้ำ “เบิร์ด วันว่างๆ” เจอ “กาวยาแนวจระเข้” จ่อฟ้องเอาผิด พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ เป็นเคสที่เตือนใจทุกคนในวงการ ว่าความสนุกในโซเชียลต้องไม่เหยียบย่ำความปลอดภัยและกฎหมาย

คุณคิดเห็นอย่างไรกับกรณีนี้? มาร่วมแสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง หรือแชร์ประสบการณ์ดราม่าคอนเทนต์ของคุณได้เลย! ติดตามข่าวอัปเดตคดีนี้กับเราต่อไปนะ

ที่มา – งานเข้าซ้ำ “เบิร์ด วันว่างๆ” เจอ “กาวยาแนวจระเข้” จ่อฟ้องเอาผิด พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์

Scroll to top